Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 15 : Chapter 14 : เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถามออกไปจะดีกว่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    6 พ.ย. 59


Chapter 14 : เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถามออกไปจะดีกว่า


หลังจากนั้นผมก็นั่งเอกเขนกอยู่ในห้อง ราวๆ หนึ่งชั่วโมงต่อมาผมก็เริ่มขยับตัวได้ ริน่ากับวิน่าพอไม่มีเรื่องน่าสนุกก็กลับไปเฝ้าประตูต่อ เหลือผม เมธาน เวเจนิสและซิลเลียนไว้ในห้อง

เวเจนิสแบ่งเอกสารบนโต๊ะซิลเลียนมานั่งทำช่วยเพราะไม่ทีอะไรทำ ส่วนเมธานที่นั่งคิดนู่นคิดนี่อยู่บนตักผมก็หลับไปแล้ว ในห้องจึงมีแค่เสียงขีดเขียนปากกาขนนก

ผมอุ้มเมธานไปนอนพิงโซฟาตัวข้างๆ แล้วเดินไปที่หน้าโต๊ะทำงานซิลเลียน

"ให้ผมช่วยมั้ย" ผมถามเสียงเบา

"ไม่ต้อง" ซิลเลียนส่ายหน้าแล้วยกมือขึ้นชี้นิ้วไปที่ประตูด้านขวาโต๊ะทำงาน นั่นเป็นประตูที่เวเจนิสเคยเข้าไปเปลี่ยนชุด "นั่นห้องฉัน เข้าจัดการตัวเองเสีย เสื้อผ้าก็อยู่ในตู้นั่นแหละ"

ผมพยักหน้าอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินตรงไปยังประตู พอเปิดเข้าไปก็เห็นห้องนอนที่ตกแต่งเป็นโทนขาวดำเหมือนห้องทำงาน

ผมเดินตรงไปที่ตู้หนึ่งเดียวในห้อง พอเปิดออกก็เห็นว่ามันเป็นตู้เสื้อผ้าอย่างที่คิด ด้านในมีเสื้อผ้าแขวนอยู่หลายชุด มีตั้งแต่เสื้อเชิร์ตยันชุดเดรสผู้หญิง... ผมจะไม่ยุ่งกับมันแล้วกัน

ผมเห็นชุดที่เวเจนิสใส่เมื่อตอนนั้นด้วย พอจับดูก็พบว่าเป็นเป็นผ้าเนื้อดีใช่ย่อย มีชุดแบบนี้อยู่หลายชุด ดูเหมือนจะเป็นชุดออกงานชุดเดิมๆ ที่แสดงถึงความขี้เกียจคิดของซิลเลียนเอง

พอมองไปอีกก็มีชุดเครื่องแบบของรร.นี้อยู่ด้วย มีทั้งแบบของผู้หญิงและผู้ชายแล้วยังมีชุดที่ไม่เกี่ยวข้องอีกเยอะแยะ ผมชักจะสงสัยแล้วว่าซิลเลียนจะเก็บชุดพวกนี้ไว้ทำไมเยอะแยะ

แต่สงสัยไปก็ไม่ได้คำตอบอีกนั่นแหละ

ผมถอนหายใจแล้วเปิดลิ้นชักหาผ้าเช็ดตัว ในที่สุดก็เจอมันอยู่ลิ้นชักด้านขวาสุด

ผมสุ่มหยิบมาผืนหนึ่งแล้วค่อนเดินไปเปิดประตูอีกบานที่อยู่ด้านตรงข้ามของอีกบาน ลองเปิดดูพอเห็นว่าเป็นห้องน้ำโทนสีเดียวกันกับห้องนอนผมจึงเข้าไปด้านใน

ผมถอดเสื้อคลุมขาดวิ่นออกเหลือเพียงเสื้อตัวโข่งสีขาวสะอาดที่ขาดแต่กลับไม่มีรอยเลือดอะไรหลงเหลืออยู่เลย มิติคงจะเป็นรูปแบบที่สิ่งของเสียหายแต่ร่างกายจะถูกปกป้อง ถึงตอนโดนโจมตีจะเจ็บจริงๆ มีเลือดไหลออกมาจริงๆ แต่พอมาตอนนี้กลับไม่เหลืออะไรอีกให้เห็นนอกจากเสื้อขาดๆ

ผมเดินอาดๆ ไปหน้ากระจกบานหนึ่งที่ติดอยู่ด้านบนอ่างล้างหน้า ภาพที่สะท้อนยังทำให้ผมไม่ชินเท่าไหร่ เหม่อมองอยู่เป็นนาทีผมก็เปิดก็อกน้ำล้างหน้า

สัมผัสเย็นเหยียบทำให้ผมรู้สึกสับสน ต้องยอมรับกับตัวเองว่าผมอยู่ที่นี่จริงๆ โลกที่ดูน่าอัศจรรย์ใจ โลกที่ชื่อว่าเอเดนเซีย

"เหอะๆ..." ผมหัวเราะกับตัวเองอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วจึงเดินไปอาบน้ำทำธุระทุกอย่างให้เรียบร้อย

พออาบออกมาจากห้องน้ำผมก็ใส่เสื้อเชิร์ตกับกางเกงขายาวเหมือนที่ซิลเลียนใส่เดินออกมาจากห้อง

"เวเจนิส" ซิลเลียนพูดหลังจากเห็นผมออกมาจากห้อง เวเจนิสเงยหน้าจากเอกสารในมือแล้วเลิกคิ้ว "พาเดลลินไปเดินดูคฤหาสน์ ส่วนห้องนอนนานก็เลิกเอาสักห้องแล้วกัน"

ประโยคหลังซิลเลียนหันมาพูดกับผม

"โอเคครับ" เวเจนิสวางเอกสารลงบนโต๊ะหน้าโซฟาก่อนจะลุกขึ้น เขาผุดยิ้มเจ้าเล่ห์ตามปกติ "ไปกันเถอะครับ"

ผมเดินตามเวเจนิสแล้วออกจากประตูไป เวเจนิสเริ่มแนะนำห้องมากมายในคฤหาสน์ราวกับเป็นเจ้าของที่นี่ ผมเลือกห้องนอนที่อยู่ชั้นสองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องสมุด มันอยู่สุดทางเดินปีกซ้ายตรงข้ามกับห้องทำงานของซิลเลียนที่อยู่สุดทางเดินปีกขวา ห้องอื่นๆ ผมไม่ค่อยได้สนใจนักที่จำได้ดีก็คงมีแค่ห้องครัวกับห้องสมุดกระมัง

เดินสำรวจไปตั้งแต่ห้องแรกชั้นหนึ่งยันห้องสุดท้ายชั้นสองผมก็อดสงสัยไม่ได้ ที่นี่สะอาดมากแต่กลับไม่มีคนรับใช้หรือแม่บ้านสักคน แต่กลับสะอาดหมดจดไม่มีฝุ่นสักนิด พอคิดแบบนั้นผมก็ถามเวเจนิส หมอนั้นหันมาตอบว่าทุกสัปดาห์มันจะสะอาดขึ้นมาเอง

เอาเถอะ ก็คงเป็นเวทย์อะไรสักอย่างอีกนั่นแหละ

เมื่อพาแนะนำห้องต่างๆ เสร็จเวเจนิสก็ขอตัวกลับไปช่วยซิลเลียนทำงานต่อ ทิ้งให้ผมยืนเคว้งคว้างอยู่โถงด้านหน้าตัวคฤหาสน์

สรุปหมอนั่นเป็นนักเรียนหรือผู้ช่วยผอ.กันแน่เนี่ย

ผมยืนอยู่ตรงนี้แล้วก็คิดว่าควรจะไปไหนดี ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินไปที่ห้องสมุด

เมื่อเปิดเขามาในห้องสมุดของซิลเลียนผมก็พบว่าไม่มีคำไหนเหมาะกว่าคำว่าโคตรใหญ่อีกแล้ว...

ชั้นหนังสือเรียงรายอยู่เป็นระเบียบ ผมเดินไปมองสันหนังสือที่ถูกวางอย่างเรียบร้อย แต่ละบลอ็กแยกออกเป็นหมวดๆ อย่างชัดเจน ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็เริ่มดำเนินกิจวัตรอ่าน กิน นอน

ผมขลุกอยู่ในห้องสมุดของซิลเลียนตลอดทั้งวัน พอถึงเที่ยงวันก็เดินลงไปห้องครัวที่อยู่ชั้นล่าง หาอะไรที่พอจะกินได้ แล้วก็ขึ้นมาอ่านต่อ

จนถึงตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งทักๆ มาผมถึงรู้ว่าตอนนี้ดวงอาทิตย์เริ่มละขอบฟ้าแล้ว

ประตูห้องสมุดถูกเปิดออกเผยให้เห็นร่างเล็กสีขาวที่วิ่งเข้ามา เมธานมองซ้ายขวา พอเขาเห็นผมที่นั่งอยู่บนโต๊ะไม้ข้างๆ หน้าต่างก็วิ่งเข้ามาหา

"ผมตกใจหมดนึกว่าคุณหายไปไหน" เมธานพูดขึ้นหลังจากปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามผมแล้ว

"ฉันไม่ได้ไปไหนไกลหรอกน่า" ผมละสายตาจากหนังสือแล้วเอื้อมมือไปขยี้ผมสีขาวสะอาดของเมธาน เจ้าหมาหลับตาอย่างพอใจก่อน

"ห้องสมุดที่นี่ใหญ่จังครับ ใหญ่พอๆ กับของท่านเลนินเลย" เมธานกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งเข้าไปมองหนังสือด้วยสายตาเป็นประกาย และแล้วเจ้าหมาก็หายไปในดงชั้นหนังสือ

ผมยิ้มขำกับอาการคลั่งหนังสือของอีกฝ่ายแล้วก้มลงไปสนใจหนังสือภูมิศาสตร์ตรงหน้าต่อ ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาในห้องสมุดจนถึงตอนนี้ผมก็อ่านไปได้หลายเล่มแล้ว ในห้องนี้มีตั้งแต่นิทานยันหนังสือวิชาการ ผมก็เลือกอ่านไปเรื่อยๆ นั่นแหละ

หลายนาทีต่อมาเมธานก็กลับมาพร้อมหนังสือเล่มหนึ่ง เขากอดมันแน่นแล้วยิ้มหน้าบานวิ่งมานั่งที่เดิม

"อ่านให้ผมฟังหน่อยสิครับ" เมธานยื่นหนังสือเล่มนั้นให้ผม มันคือหนังสือเรื่อง The dragon of Adensia นั่นเอง

"ได้สิ" ผมใช้กระดาษที่หยิบมาจากแถวๆ นี้คั่นหน้าหนังสือที่อ่านถึงไว้ก่อนจะรับหนังสือจากเมธาน

ผมมองหน้าปกที่เป็นรูปเด็กชายและมังกรก็รู้สึกพิลึกขึ้นมา

เด็กชายที่เป็นตำนานคนนี้จะมีใครสักคนรู้ว่าเขายังไม่ตายและมีชีวิตอยู่จริงมาจนถึงทุกวันนี้ แถมยังเป็นคนแปลกๆ อีกต่างหาก อย่างชอบยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผลอะไรแบบนี้

พอคิดแบบนั้นผมก็อดยิ้มแหยไม่ได้

"เมธาน ทำไมนายไม่ไปถามจากเวเจนิสเลยล่ะว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง" ผมถามยิ้มๆ แล้วมองหน้าเมธานที่ทำตาเป็นประกายไม่หยุด

"ก็... ถึงเขาจะเป็น 'เวียเจย์' จริงแต่ผมก็ยังรู้สึกยังยอมรับไม่ได้ครับ...ไม่รู้สิ ผมอธิบายไม่ถูก" เมธานขมวดคิ้วพยายามคิดหาเหตุผล แต่ผมคิดว่ามันก็ยังเป็นเรื่องที่อธิบายยากจริงๆ นั่นแหละ

แล้วผมว่าเวเจนิสคงไม่ติดจะเล่าด้วยตัวเองหรอก เพราะจากที่ผมฟังเมธาน อดีตของเวเจนิสน่าสะเทือนใจโคตร ถึงจะผ่านมาเป็นพันปีผมว่ามันก็ออกจะเสียมรรยาทเกินไปที่จะถามจากเจ้าตัวล่ะนะ

"ช่างเถอะ ตามสัญญาแล้วกัน ฉันจะอ่านให้นายฟัง" ผมบอกปัดก่อนจะเปิดหนังสือเขาไปที่ส่วนเนื้อหาหน้าแรกแล้วเริ่มอ่าน

เนื่องจากผมไม่มีความสามารถในการเล่าเรื่องมากนักจึงต้องอ่านทุกตัวอักษรให้เมธานฟัง เนื้อเรื่องส่วนแรกเป็นส่วนที่เมธานเคยเล่าให้ผมฟัง เป็นการเล่าสองด้าน โดยด้านหนึ่งเป็นเรื่องราวของรอนเซอร์ และอีกด้านเป็นเรื่องราวของเวียเจย์ สรุปเนื้อเรื่องย่อๆ ได้ดังนี้

หลังจากที่รอนเซอร์และเวียเจย์โคจรมาพบกันและหนีออกจากคุกนั่นได้พวกเขาก็หายไปจากอาณาจักรนั้นโดยไร้ร่องรอยเป็นเวลาหลายปี

โดยทิ้งชนวนแห่งความวุ่นวายไว้ด้านหลัง


ตอนที่ยังหนีออกมาจากคุกไม่ได้เวียเจย์อาศัยร่างเล็กๆ ของตัวเองแอบแทรกตัวผ่านซี่ลูกกรงที่ใช้ขังรอนเซอร์ออกมาทุกคืน ด้วยเหตุที่กรงขังไม่ได้ทีไว้ขังมนุษย์ แต่เป็นมังกรจึงเป็นการง่ายที่จะทำแบบนั้น เขาแอบเข้าห้องของพระราชาเพื่อค้นหาหลักฐานและเรื่องผิดๆ ที่พระราชาเคยทำไว้บวกกับถือโอกาสเข้าไปหากุญแจปลดล็อกให้รอนเซอร์ด้วย

เมื่อหากุญแจพบพวกเขาก็ไม่รีรอที่จะทำตามแผนต่อไป รอนเซอร์แหกคุกออกมาได้และบินขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี ในมือและกระเป๋าผ้าใบหนึ่งของเวียเจย์ก็เต็มไปด้วยหลักฐานความชั่วช้าของพระราชา

ทั้งเอกสารที่บ่งบอกการโกงกินภาษีราษฎรหรือแม้กระทั่งการอยู่เบื้องหลังความแร้นแค้นของประชาชนจำนวนมากถูกโปรยไปทั่วอาณาจักรพร้อมเสียงเล็กๆ ที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งอาณาจักรก็ถูกปลุกปั่นสู่ความวุ่นวายในที่สุด

แม้พระราชาจะออกมาแก้ตัวอย่างไรแต่หลักฐานหนาแน่นเกินจะกล่าว ประชาชนลุกฮืออย่างไม่ยอมแพ้ ก่อเกิดสงครามภายในระหว่างขุนนางที่มีส่วนร่วมกับพระราชาและประชาชน

เรื่องราวยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 ปีทรราชก็ถึงคราวจำนน ประชาชนขับไล่ราชาและเหล่าขุนนางชั่วช้าไปได้ในที่สุด แต่ความสูญเสียที่สงครามทิ้งไว้มากมายเหลือเกิน หากตอนนี้อาณาจักรไร้ราชาก็เป็นได้เพียงแดนเถือน จึงมีการแต่งตั้งผู้ปกครองขึ้นมาใหม่ ขุนนางฝ่ายดีที่ได้รับความเชื่อมั่นของประชาชนมากที่สุดก็ยกตัวขึ้นเป็นราชาโดยไม่มีใครคัดค้าน

ถึงตอนนี้ถามว่าเวียเจย์กับรอนเซอร์อยู่ไหน?

จะมีใครรู้บ้างว่าเบื้องหลังขุนนางผู้ที่ทุกคนเชื่อมั่นคนนั้นจะเป็นเด็กชายคนหนึ่ง ผู้จุดชนวนสงครามเมื่อสามปีก่อน

ความฉลาดเหลือล้นของเวียเจย์สามารถทำให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งยอมรับ ขุนนางคนนี้เป็นคนที่มีทัศนคติกว้างไกลอยู่แล้วด้วย เวียเจย์จึงเลือกเขา

ต่อมารอนเซอร์และเวียเจย์หายไปจากอาณาจักรจริงๆ หลังจากสงครามนั้นเอง


พออ่านถึงส่วนนี้ก็เริ่มดึกแล้ว เมธานนั่งหมอบไปกับโต๊ะ ตาปรืออย่างง่วงนอน ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเขาทนได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะเจ้าหมาถ้าเข้าช่วงอยากหลับเขาก็จะหลับไม่สนใจใคร แต่ครั้งนี้กลับยอมที่จะอดทน

"วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ" ผมยิ้มบางก่อนจะใช้กระดาษคั่นหน้าหนังสือไว้แล้วเอื้อมมือไปลูบผมเมธาน

"อื้อ..." เสียงเล็กๆ ตอบรับแล้วเปลือกตาขาวๆ ก็ปิดลง เมธานจมดิ่งสู่นิทราอย่างรวดเร็ว พอเห็นแบบนั้นผมก็อดยิ้มบางอีกครั้งไม่ได้ ตอนแรกผมก็อยากจะเป็นเพื่อนกับเขานั่นแหละ แต่พอเริ่มเข้าใจนิสัยเด็กๆ ของอีกฝ่าย ผมก็เริ่มมองเขาเหมือนน้องชายที่น่ารักคนหนึ่ง ...ถึงแม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่าผมก็ตาม เหอะๆ...

ผมเอนตัวไปพิงผนักเก้าอี้ ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดโรยตัวลงมานานแล้ว มีแสงนวลของดวงจันทร์ ส่องลงมาเผยให้เห็นป่าด้านนอกแม้จะไม่ใช่คืนจันทร์เต็มดวงก็ตาม

เมื่อหันกลับเข้ามาในห้องสมุด แสงไฟจากโคมระย้าสว่างสไวขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ผมอ่านเพลินจนไม่ได้สนใจ มาคิดได้ทีหลังว่าคงเป็นเวทมนต์อำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง

ผมที่มองนู่นมองนี่จนพอใจก็เริ่มจัดการเก็บหนังสือบนโต๊ะวางซ้อนกันแล้วเลื่อนกองหนังสือนั้นไปวางชิดผนังทางหน้าต่าง ก่อนจะลุกขึ้นจัดการปิดมันและไม่ลืมล็อกเพื่อความปลอดภัย

หลังจากลองมองหาสวิตซ์ที่จะใช้ปิดไฟอยู่ครู่หนึ่ง และพบว่ามันไม่มีอย่างที่คิด ผมก็เดินไปอุ้มเมธานไม่ลืมสอดเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไปที่ห้องนอนของตัวเองที่ติดอยู่กับห้องสมุดนี่เอง

ผมวางเมธานลงบนเตียง ห่มผ้าห่มให้ด้วยความใส่ใจก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ

เสียงฝีเท้าของผมยังดังไปตามระเบียงทางเดิน ผมตรงไปยังห้องสุดท้ายทางปีกขวาของคฤหาสน์ เมื่อมาถึงยังไม่ทันเคาะประตูให้ดูมีมรรยาท ประตูก็เปิดออกเองเสียอย่างนั้น

ซิลเลียนยังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน เอกสารส่วนหนึ่งหายไปอย่างมหัศจรรย์ แต่ก็ยังเหลือเยอะอยู่ดี...

แบบนี้ก็ยังพอเชื่อได้หน่อยหนึ่งล่ะนะว่าจะพารร.นี้ไปรอด เหอะๆ

"มีอะไรพ่อลูกชาย" ซิลเลียนพูดขณะยังเท้าคางอ่านเอกสาร ใบหน้าบ่งบอกว่าโคตรเบื่อและโคตรเซ็ง

"เวเจนิสกลับไปแล้วเหรอครับ" ผมถามพร้อมสาวเท้าเข้ามาทิ้งตัวลงบนโซฟา สายตามองไปที่เดิมซึ่งเห็นเวเจนิสเมื่อครั้งล่าสุด

ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องเขาสักหน่อย

"กลับหอของพวกปีสองไปแล้ว มีอะไรเหรอ" ซิลเลียนละสายตาจากเอกสารแล้วเสมองมาทางผม

"ผมมีเรื่องอยากขอร้องหมอนั่นนิดหน่อย" ผมบอกออกไปอ้อมๆ จะว่าไปเวเจนิสก็เป็นนักเรียนนี่นะ ไม่ใช่บุคลากรในรร.ที่จะอยู่ช่วยงานผอ. ตลอดเวลาได้ ...ถึงหมอนั่นจะช่วยงานผอ.เยอะจริงๆ ก็เถอะ

"เรื่อง?" ซิลเลียนถามพร้อมเลิกคิ้วอย่างไม่ยอมความ ดูท่าเขาจะซักฟอกผมให้ได้ ผมถอนหายใจออกมาแล้วจึงตอบ

"ผมอยากให้เขาช่วยเรื่องการต่อสู้ ผมไม่มีทักษะเลยสักนิด แต่จากการคัดเลือกครั้งนั้นที่ผมเห็นทุกคนก็มีความสามารถกันทั้งนั้น" ผมอธิบายอย่างเหนื่อยใจ

ต้องยอมรับว่าแค่ความรู้ไม่ทำให้ผมอยู่รอดในซิลเลเลียได้ ทุกคนที่ผ่านการสอบสุดหินของซิลเลียน พวกเขาไม่ได้ทำมันได้เพียงแค่ความรู้ แต่ต้องอาศัยทักษะรอบด้าน เห็นได้ชัดจากการคัดเลือกครั้งนั้น

"ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องรอพรุ่งนี้ ...หรือจะให้ฉันช่วยดีล่ะ" ซิลเลียนยิ้มมุมปาก เขาวางเอกสารลงพร้อมเดินมาตรงข้ามโซฟาที่ผมนั่งอยู่

ซิลเลียนยื่นมือขวามาข้างหน้า ควันจำนวนมากมาจากไหนไม่รู้เริ่มหมุนวนอยู่ด้านล่างฝ่ามือที่คว่ำอยู่ราวกับพายุแห่งความมืด ผมรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ตีวงกว้างออกไปรอบๆ พายุควันเล็กๆ นั้นก็กระจายตัวหายไปพร้อมกับแรงกดดันด้วย

คริสตัลสีดำทะมึนหมุนวนอยู่ใต้ฝ่ามือของซิลเลียน

ผมที่อึ้งกับเหตุการเมื่อกี้ยิ่งอึ้งเข้าไปอีก แรงกดดันเมื่อครู่แทบทำให้ผมตัวสั่น ร่างกายยังเผลอเกร็งอย่างไม่รู้ตัว

...ความกดดันที่ส่งผลกระทบมากมายต่อจิตใจ ราวกับความมืดมากมายกำลังกัดกินความเชื่อมั่นที่ผมมี บั่นทอนทุกอย่างให้ดำมืดและดำดิ่งสู่ความบ้าคลั่ง

ผมถึงได้รู้สึกว่าซิลเลียนคือเทพจริงๆ ก็ตอนนี้เอง...

ผมพยายามปัดความรู้สึกที่เกิดจากความกดดันเมื่อครู่ออกไป แม้จะยังตกค้างอยู่ส่วนหนึ่งแต่ผมก็ดึงสติกลับมาได้ในที่สุด ทว่าซิลเลียนไม่ได้หยุดการกระทำของตนเองไว้แค่นั้น หมอกสีดำจำนวนมากกระจายออกมาจากคริสตัลหลังจากเทพแห่งเงาพึมพำบางอย่าง

ผมเริ่มมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในหมอก มันกระทบแสงจากโคมระย้าด้านบน สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งนาทีหมอกก็หายไป

ศาสตราวุธจำนวนมากมายหลากหลายแบบลอยวนเป็นวงกลมไปมาด้านหลังซิลเลียน เทพเงาคว้าคริสตัลมาโยนเล่นในมือก่อนจะยกยิ้มสนุก

"ว่ายังไง สนใจจะให้ฉันช่วยมั้ย" ซิลเลียนกล่าวพร้อมคว้าดาบเงินเล่มหนึ่งมาตวัดกรีดผ่านอากาศจนเป็นเสียงน่าหวาดกลัว

ผมคิดว่าตัวเองกำลังถูกความมืดกัดกิน เพราะรู้สึกเริ่มสิ้นหวังขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ กว่าจะเค้นคำตอบให้ซิลเลียนได้ก็ผ่านไปเกือบนาที

"ผะ...ผมไม่กล้าให้คุณช่วยหรอกครับ..." ผมตอบอย่างตะกุตะกัก ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นบ้าอะไร แต่ความกลัวและความรู้สึกด้านลบกำลังปั่นหัวผมไม่หยุด เทพแห่งเงาได้ยินคำผมก็ยิ้มบาง ทว่าผมกลับไม่กล้าสบตา

"ทำไมจะทำไม่ได้ ฉันเป็นคนเสนอเอง" ซิลเลียนฉีกยิ้มมากกว่าเดิมแล้วผายมือออกไปสองข้าง กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนผมอยากอาเจียน "ตอบรับสิ"

"ครับ" ผมตอบกลับไปอย่างกับเป็นหุ่นยนต์ ไม่ทันได้คิดอะไรด้วยซ้ำ แต่ปากกลับตอบไปเอง

เมื่อรู้สึกตัวว่าตัวเองเสียการควบคุม ผมก็กัดริมฝีปากตัวเองจนได้กลิ่นคาวเลือด แม้จะเรียกสติตัวเองได้นิดหน่อยก็ยังดีกว่ายังตกอยู่ในอำนาจอีกฝ่ายแบบนี้

"คุณคือซิลเลียนจริงๆ น่ะเหรอ?" ผมถามออกไปในที่สุดก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองหน้าซิลเลียน ทว่ามองได้ไม่นานความกลัวก็ทำพิษ 

ผมพบว่าความไร้ราศรีของเทพแห่งเงาหายไปหมดแล้ว ...บุคคลตรงหน้าผมราวกับเป็นตัวตนที่ทุกคนต้องคุกเข่า ทว่าไม่ใช่เพราะความน่านับถือและเลื่อมใสเช่นเลนิน แต่เป็นเพราะ ...ความน่าหวาดกลัว

ซิลเลียนส่งเสียงจิ๊จ๊ะก่อนจะส่ายหน้าด้วยใบหน้าอ่อนใจ "ฉันคือ 'ซิลเลียน' และนี่คือ 'ตัวฉัน' ฉันเป็นเงาและความมืด"

ไม่... ซิลเลียนก่อนหน้านี้ เบื้องหน้าไม่ได้ดูเจ้าเล่ห์และออกจะดูเป็นจอมขี้เกียจ ทว่าคนตรงหน้าผมกลับดูชั่วร้ายถึงขีดสุด

"ถ้าอย่างนั้น ซิลเลียน ก่อนหน้านี้คือใครกันล่ะ" ผมถามยั้งเชิง ไม่ใช่เพราะจะตามซิลเลียนคนเดิมกลับมา แต่ทุกคำถามของผมถูกชักนำโดยความ 'อยากรู้' ล้วนๆ

ความอยากรู้ของผมค่อยๆ ดันความกลัวกลับเข้าไปในซอกหลืบจนมันออกมาผยองไม่ได้

"ก็คือฉันนี่แหละพ่อลูกชาย" ซิลเลียนฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะเป็นการแสยะ คริสตัลสีดำในมือของเขาเรืองแสงราวกับกำลังพอใจ

...ผมเข้าใจบางสิ่งขึ้นมาอย่างหนึ่ง...

"คุณคือเทพแห่งเงาจริงๆ..." ผมพึมพำ ตัวตนของซิลเลียนในตอนนี้คือเทพแห่งเงาจริงๆ คริสตัลในมือของอีกฝ่ายคงเป็นกุญแจแห่งพลังและความน่าหวั่นเกรง ต่างกันกับซิลเลียนคนก่อนหน้าที่ดำเนินทุกอย่างอย่างเฉื่อยชา

"ฉันเป็นและเป็นมาตลอด" ซิลเลียนหุบยิ้มจนเหลือแค่ยิ้มมุมปากราวกับกำลังนึกสมเพชบางอย่าง แววตาทอดนิ่งไปที่คริสตัลก่อนที่มันจะสลายกลายเป็นควัน "พลังของฉันมันไม่ค่อยสะดวกกับการใช้งานเท่าไหร่"

ตอนนี้เขากลับมาเป็นซิลเลียนผู้ไร้ราศรีเรียบร้อยแล้ว

"เลนิน... เธอบอกฉันว่าถ้าไม่เก็บพลังไว้ดีๆ ฉันอาจทำเรื่องไม่ดีเข้าได้" ซิลเลียนยักไหล่แล้วใช้ดาบในมือกรีดลงบนแขนตัวเองจนผมสะดุ้ง แผลบาดลึกมีเลือดไหลออกมาตามปกติ ทว่าไม่ทันไรแผลก็กลับมาหายเป็นปกติแล้วไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้อีกเลย

เขาเป็นตัวอะไรกันเนี่ย...

"ปัญหาของคุณไม่ใช่แค่พลังหรอกกระมัง..." นิสัยก็เป็นปัญหา เมื่อครู่เขาแสดงนิสัยที่ทำให้ผมนึกถึงจอมมารหรือผู้ก่อการร้ายสุดชั่วช้าไม่มีผิด

แบบนี้ถ้าไม่ควบคุม เขาอาจทำลายโลกหรือสร้างความโกลาหลเล่นแหงแซะ...

"หึๆ ฉันจะยอมรับแล้วกันว่ามันเป็นความจริง" ซิลเลียนยกยิ้มมุมปากก่อนจะชี้นิ้วกลับไปที่สารพัดอาวุธที่อยู่ด้านหลัง "ไหนๆ ฉันก็เรียกออกมาขนาดนี้แล้ว ฉันไม่สนใจว่านายจะปฏิเสธหรือเปล่าแต่นายมีแค่คำตอบเดียวคือ 'ตกลง' "

"คุณเป็นผอ.ที่ชั่วร้ายและเอาแต่ใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ" ผมตอบกลับไปอย่างเซ็งๆ ตอนนี้ซิลเลียนยังจ้องผมไม่หยุด เขาคงต้องการให้ผมตอบรับ "...ก็ได้ ผมตกลง"

"ดีมาก พ่อลูกชาย" ซิลเลียนยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ประตูห้องนอนของตัวเองพร้อมด้วยสารพัดศาสตราวุธที่ตามหลังไปราวกับเป็นเครื่องประดับหลังอย่างไรอย่างนั้น

เขายกมือขึ้นเคาะประตูสามครั้งเป็นจังหวะที่ไม่ถี่และไม่ห่างจนเกินไป เสียงที่ดังขึ้นเต็มไปด้วยคลื่นบางอย่างที่มองไม่เห็น เมื่อสิ้นเสียงสุดท้าย ประตูก็เปิดออกเผยให้เห็นร่างของเด็กผู้หญิงสองคนและความมืดด้านหลัง

"ท่านพ่อ... ดึกแล้วนะเจ้าค่ะ ยังไม่นอนอีกแล้วหรือ..." วิน่าในชุดนอนกระโปรงฟูฟ่องถามอย่างงัวเงีย มือข้างหนึ่งยกขึ้นขยี้ตาราวกับเพิ่งตื่นเมื่อครู่นี่เอง

"ฉันจะใช้มิติน่ะ พวกเธอไปนอนเถอะ" ซิลเลียนตอบแล้วยิ้มให้เด็กทั้งสอง

"ถ้าอย่างนั้นราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ" ริน่ากล่าวพร้อมหาวหวอด หลังจากนั้นเด็กทั้งสองก็สลายกลายเป็นควันแล้วหายไป

"คุณเป็นถึงเทพทำไมต้องเรียกพวกเธอดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ล่ะ" ผมถามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เมื่อครู่ซิลเลียนคงเรียกพวกเธอมาเปิดประตูที่เชื่อมเข้ากับมิติ แต่เขาเป็นถึงเทพ เทพเชียวนะ!

"ในเมื่อมันเป็นที่ที่พวกเธอดูแลฉันก็ไม่ควรจะเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และการจะให้เชื่อมประตูเข้ากับมิติได้ผู้เฝ้าประตูต้องเป็นคนเปิดให้ ที่สำคัญฉันอยู่ที่นี่ฉันก็ต้องเคารพกฏเกณฑ์ของที่นี่" ซิลเลียนร่ายยาวก่อนจะเดินเข้าไปข้างในด้วยใบหน้าเบื่อๆ

"อ๋อ..." ผมตอบกลับสั้นๆ แล้วยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ

โอเค... สรุปคือถึงเป็นเทพแต่ก็ไม่ควรลุกล้ำความเป็นไปของโลกอย่างนั้นสินะ

"ต้องปิดประตูหรือเปล่าครับ" เมื่อเดินเข้ามาข้างในผมก็หันไปถามซิลเลียนด้วยกลัวจะปล่อยไก่ออกมาอีกตัว

"ไม่ต้อง ถ้าปิดฉันก็ต้องเรียกสองคนนั้นมาเปิดประตูให้อีก" ซิลเลียนตอบแล้วกวักมือเรียกผมอย่างเร่งๆ ขณะที่รอก็หันข้างไปพึมพำบางอย่าง โต๊ะไม้ตัวยาวโผล่ขึ้นมาจากควันกลุ่มหนึ่งหลังจากนั้น

ซิลเลียนเรียกสารพัดอาวุธให้มาเรียงตัวอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะ ส่วนเจ้าตัวก็ถือดาบยาวเล่มเดิมตวัดฟันไปมา

"นายเลือกเอาสักอย่างแล้วกัน" ซิลเลียนบอกหลังจากเห็นผมเดินมายืนมองอาวุธบนโต๊ะ ผมทำหน้าจนใจกับอาวุธแต่ล่ะอย่าง คือ... มันมีตั้งแต่อาวุธระยะประชิดยันอาวุธระยะไกล บางอย่างผมยังไม่รู้เลยว่ามันเอามาใช้ทำอะไร อย่างไม้กวาดเนี่ย... หรือจะให้เอามาขี่แบบในการ์ตูนแม่มดสาวที่เห็นบ่อยๆ เมื่อก่อน?

ผมคิดไปคิดมาก็อยากกุมขมับ ตัดสินใจเดินหาอะไรสักอย่างที่พอใช้ได้ จนแล้วจนรอดผมก็เดินตั้งแต่ปลายโต๊ะจนถึงส่วนหัวโต๊ะที่ซิลเลียนอยู่ผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรดี

"เลือกตามนิสัยตัวเองเถอะ" ซิลเลียนแนะนำก่อนจะยกยิ้มมุมปาก "...หรือจะเอาที่นายถนัดก็ได้"

"คุณพูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ" ผมตอบเสียงเรียบความรู้สึกสนใจตกวูบลงทันทีเมื่อนึกถึงความหมายบางอย่างที่อยู่ในประโยคล่าสุด

"หึๆ ฉันหมายถึงที่มันถนัดมือนายยังไงล่ะ" ซิลเลียนไหวไหล่เหมือนตั้งใจจะสื่ออย่างนั้นจริงๆ

ผมพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย

ไม่ว่าใครผมก็ไม่ต้องการให้มาแตะต้องสิ่งที่ผมเก็บไว้! ...อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้

ผมผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะหยิบดาบแบบเดียวกันกับซิลเลียนขึ้นมา

ไหนๆ ก็ใช้ไม่เป็นสักอย่างเลือกของเบสิคๆ แบบนี้ก็คงไม่เสียหายหรอกกระมัง...

ดาบในมือหนักกว่าที่ผมคิด เคยได้ยินวลีหนึ่งที่บอกว่า น้ำหนักของดาบก็คือน้ำหนักของการเตรียมใจที่จะทำร้ายใครสักคน มันคงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ น้ำหนักของสิ่งของในมือคอยเตือนถึงเรื่องนั้นเสมอ

แต่ผมไม่ได้จะใช้มันเพื่อฆ่า... แต่จะใช้เพื่อปกป้อง... ปกป้องทั้งตัวเองและคนที่ผมรักและห่วงใย ...เหอะๆ ผมชักจะพูดเหมือนการ์ตูนโชเน็นเข้าไปทุกทีแล้วสิน่า...

"ถ้าเลือกได้แล้วมาเริ่มกันเลยมั้ย" ซิลเลียนยกมือที่ว่างอยู่ปิดปากหาวหลังจากถาม รู้สึกความขี้เกียจของเขาจะกำเริบอีกแล้ว

"ขอความกรุณาด้วยครับ"

เอาล่ะ เดลลินนายทำได้!

----------------------

อ่า... อัพ 2 ทุ่มกว่าอีกละ ขอโทษน้าาา  ;w; งุ่ยๆ ช่วงนี้ก็เรื่อยๆ ต่อไปค่ะ แฮะๆ

FA ฉากที่เลนินเรียกเดลว่าลูกชาย ฟฟฟฟฟ น่ารักมากกกก ดีใจมากจัง ///w/// ขอบคุณ WesZa มากนะคะ <3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #155 Anønymøus (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 21:32
    ที่แท้ซิลเลียนนางกักพลังไว้... โหดแบบนี้หวาดเสียวเดลลินจะโดนต้มยำทำแกงน่ะสิ 555 โอยย ติดเรื่องนี้จัด รอตอนของวันนี้ค่ะ!
    #155
    1
    • #155-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      4 พฤศจิกายน 2559 / 22:36
      ตอนของวันนี้ต้องขออภัยนะคะ อาจดึกหรืออาจจะโยกย้าย 70% ไปพรุ่งนี้//เนื่องจากไรท์ติดธุระ ;---;
      #155-1
  2. #154 Anønymøus (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 21:27
    (ลบแล้ว)

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2559 / 21:42
    #154
    0
  3. #152 PND.KK. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 / 20:37
    อัพอีกกก-/\- ยิ่งอ่านยิ่งสนุก555
    #152
    1
    • #152-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      4 พฤศจิกายน 2559 / 04:57
      ขอบคุณน้าาา เจอกันพรุ่งนี้น้อออ
      #152-1
  4. #151 คิสึกิ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 / 23:52
    รอน้าาาา
    #151
    1
    • #151-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      3 พฤศจิกายน 2559 / 19:17
      รอต่อสักแปปนะคะ ;w;
      #151-1
  5. #150 PND.KK. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 / 21:11
    ไรท์อะ....ตอนนี้ก้อสนุกอีกหละ555 อัพอีกกก-/\-
    #150
    1
    • #150-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      3 พฤศจิกายน 2559 / 19:18
      แน่นอลลล ขอเวลาอีปแปปนึงน้อ เดี๋ยวอัพ
      #150-1
  6. #149 วลัยพร แสงคำ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 / 21:05
    คงไม่ใช่ให้หลบศาสตราวุธพวกนั้นใช่ไหมถ้าใช่เดลตายแน่ๆเลย
    #149
    1
    • #149-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      3 พฤศจิกายน 2559 / 19:18
      ซิลเลียนไม่ใจร้ายแบบนั้นหรอกค่ะ... มั้ง
      #149-1
  7. #147 PND.KK. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 21:49
    มาแล้วๆชอบค่ะๆ
    #147
    1
    • #147-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      2 พฤศจิกายน 2559 / 04:22
      ดีใจที่ชอบค่ะ <3
      #147-1
  8. #146 วลัยพร แสงคำ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 20:52
    สนุกมากๆค่ะ สู้ๆนะคะไรท์
    #146
    1
    • #146-1 KisegiJi(จากตอนที่ 15)
      2 พฤศจิกายน 2559 / 04:21
      ขอบคุณค่ะ <3
      #146-1