Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 13 : Chapter 12 : เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันใด คนเก่งนั้นไซร้ก็ต้องโผล่สักวันเป็นแน่นอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 724
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    30 ต.ค. 59


Chapter 12 : เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันใด คนเก่งนั้นไซร้ก็ต้องโผล่สักวันเป็นแน่นอน

  ประตูบานใหญ่ถูกผลักออกจากทั้งสองด้าน กลุ่มคนจำนวนสี่คนเดินเข้ามาข้างใน พวกเขาเหมือนจะมองไม่เห็นผมเลยเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ มองซ้ายขวาด้วยความเตรียมพร้อมว่าถ้ามีอะไรกระโจนมาใส่จะได้ตั้งตัวทัน

  พอเห็นท่าทางระแวดระวังนั่นก็ทำให้ผมหลุดขำเบาๆ ริน่ากับวิน่าก็หัวเราะคิกๆ เหมือนกัน พวกผมทำเมธานตื่นด้วยเหตุนี้เอง แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนกลุ่มนั้นจะไม่ได้ยิน

  "นั่นใครน่ะ!?" เสียงชายใจกล้าตะโกนออกมา เขากระชับดาบงามในมือแน่น ผมพอใจกับปฏิกิริยาของพวกเขาอยู่หลายส่วนทีเดียว

  "มนุษย์พออยู่ในความมืดก็หวาดระแวง คิกๆ" ริน่ากับวิน่าผสมโรงอย่างนึกสนุก เสียงสะท้อนก้องไปตามโถงขนาดใหญ่ทำให้ฟังดูไร้ที่มาอย่างน่าพิศวง "ช่างน่าขัน"

  ทว่าคนกลุ่มนั้นกลับยังเดินหน้าเข้ามาข้างในเช่นเดิม แม้จะยังดูกล้าๆ กลัวๆ แต่กลับเดินเข้ามาจนถึงจุดที่มองแสงส่องจนมองเห็นผมจนได้

  "เดล... ให้ผมจัดการพวกเขาเลยมั้ย ผมรู้สึกได้ถึงจิตสังหาร" เมธานกล่าวกับผมในหัว เขาดูจะไม่พอใจอย่างหนักที่มีคนล่วงล้ำเข้ามา แถมยังตั้งท่าจะจัดการผมแบบนี้แล้ว

  "นายคือแรงค์ SSS สินะ" ชายผมดำตะโกนถามผม ในมือยังคงกระชับดาบแน่น พอเห็นใกล้ๆ แบบนี้ผมถึงรู้ว่าพวกเขาคือกลุ่มคนที่สู้กับฝูงหมาป่านั่นเอง พูดๆ ไปก็นึกเสียดายที่ริน่าดันปัดภาพของพวกเขาทิ้งก่อนรู้ผล แต่เอาเถอะ ยืนอยู่ตรงนี้ก็ถือว่าชนะกระมัง

  "ใช่" ผมตอบไปตรงๆ มือข้างหนึ่งเท้าคางและอีกข้างลูบหลังเมธานที่ขู่แฮ่ๆ อยู่บนตักให้ใจเย็นลง ผมยังไม่ต้องการนองเลือดตอนนี้

  "หวานล่ะ" ชายผมน้ำตาลกล่าวพร้อมฉีกยิ้ม เขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาใส่ผม พอเมธานเห็นแบบนั้นก็ไม่ยอมเย็นอย่างที่ผมหวังกระโดดลงไปยืนอยู่ด้านหน้าทันที ส่วนริน่ากับวิน่าพวกเธอไม่ได้ขยับเพียงมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสนุกสนาน

  "เดี๋ยวคีย์ หยุดนะ!!" เอลฟ์หญิงตะโกนห้ามชายผมน้ำตาล เธอมองเมธานอย่างตกลึง ทว่าความหวังดีของเธอกลับถูกเมินเฉย

  คีย์มองร่างสุนัขตรงหน้าอย่างเหยียดหยามแล้วพุ่งใส่ทันที ผมเห็นแบบนั้นจึงไม่คิดจะห้ามเจ้าหมาที่ชักจะเดือดขึ้นเรื่อยๆ ตามจิตสังหารของอีกฝ่าย ปล่อยให้ขย่ำคอเจ้าคนที่ไม่รู้จักฟังเพื่อนให้รู้สำนึก!

  เมธานไม่รอช้าแปลงร่างกลับมาเป็นร่างจริง พอชายผมน้ำตาลเห็นก็ผงะอย่างตกใจ แต่ขอโทษเถอะ จะหยุดก็ไม่ทันแล้ว ชั่ววินาทีเมธานก็ตะหวัดหางฟาดเข้าเต็มรัก ชายผมน้ำตาลกระเด็นไปชนผนังแล้วกระอักเลือดกองใหญ่

  ผมเห็นฉากต่อสู้นี้แล้วก็พาลคิดไปถึงตอนที่เล่นเกมกับสิน่าและริน่า เพียงแต่ครั้งนี้คู่ต่อสู้ไม่ใช่ตุ๊กตาอีกแล้ว พวกเขามีเลือดเนื้อจริงๆ

  "เมธานหยุดก่อน" ผมเอ่ห้ามก่อนที่เมธานจะกระโจนเข้าไปซ้ำ เมธานทำท่าเหมือนไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ก็ยอมกลับมานั่งข้างๆ บัลลังก์แต่โดยดี ชายผมน้ำเงินไถลลงมานอนอย่างน่าอนาถบนพื้นในเวลาต่อมา

  น่าชื่นชมที่เขายังไม่ตาย ในฐานะมนุษย์ผู้ชายคนนี้ถึกทีเดียว นับว่าสมกับเป็นผู้รับพรแห่งดินล่ะนะ

  "นายเป็นใครกันแน่..." หญิงเอลฟ์ถามขึ้นอย่างหวาดหวั่น เขามองเมธานอย่างอึ้งๆ ทั้งสามคนในทีมไม่ยอมขยับแต่ยืนคุมเชิงอยู่ที่เดิม แอบหันไปมองชายที่ชื่อคีย์ เป็นบางครั้งเหมือนอยากเข้าไปช่วยอยู่แต่ก็ไม่กล้าขยับ

  "นักเรียนสอบเข้านอกรอบไง" ผมตอบอย่างเป็นมิตรผิดกับการกระทำเมื่อครู่ เอ... แต่ผมไม่ได้เป็นคนทำสักหน่อยนี่นะ เมธานต่างหากล่ะ "พวกเธอสนใจจะเจรจาหรือว่าจะสู้ล่ะ"

  ผมวกกลับเข้าแผนเดิมที่เคยคิดไว้ เมื่อครู่ถึงจะผิดแผนไปหน่อยแต่ก็ถือว่าเชือดไก่ให้ลิงดูแล้วกัน

  ทั้งสามไม่ตอบผมในทันทีแต่หันไปรวมหัวปรึกษากัน ส่วนผมก็ไม่อะไรอยู่แล้ว พวกเขาจะวางแผนฆ่าผมหรือจะเจรจาผมก็พร้อมรับมือทุกเมื่อ

  "เราขอเจรจา" เอลฟ์สาวเอ่ยในที่สุด เธอเป็นคนแรกที่เห็นเมธานแล้วมีปฏิกิริยาต่างไปจากคนอื่น ถ้าเธอเห็นว่าสู้เมธานไม่ได้จะยอมแพ้ก็ไม่แปลก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะคิดว่าชนะเมธานได้เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงยังไม่ปลดความระวังตัว

  "ฉันมีคำถามจะถามพวกเธอแค่หนึ่งข้อ ถ้าพวกนายไม่คิดจะสู้ก็ค่อยออกไปหลังจากนี้" ผมยกนิ้วชี้ประกอบ "ตกลงมั้ย"

  "ตกลง" ทั้งสามตอบพร้อมกัน ผมเห็นก็อดชื่นชมไม่ได้ ทีมนี้คงรู้จักกันมาก่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ใจกันขนาดนี้

  "พวกนายอยากเป็นนักเรียนพิเศษอะไรนั่นหรือเปล่า" ผมถามเสียงเรียบ พยายามวางตัวให้พวกเขารู้สึกว่าถือไพ่เหนือกว่า พร้อมจะจัดการพวกเขาทุกเมื่อ

  จิตวิทยาแบบนี้ก็สำคัญนะ เหอะๆ

  "อืม" เอลฟ์สาวตอบด้วยสีหน้านิ่งเรียบไม่แพ้กัน

  "ถ้าอย่างนั้น เธอมีอยู่ 2 ทางเลือก หนึ่งลากหมอนั้น..." ผมชี้ไปที่ชายหนุ่มผมดำ "ออกไปจากที่นี่ให้หมด หรือ...จะสู้กับเรา"

  เธอหันหน้าไปหาคนอื่นๆ ในทีม พวกเขาพยักหน้าพร้อมกันก่อนที่เอลฟ์สาวจะตอบ "เราเลือกข้อหนึ่งแล้วกัน"

  ผมพยักหน้าก่อนจะนั่งมองพวกเขาหอบชายผมสีน้ำตาลแล้วลากออกไปตามทางเดิน

++++++++++++++

  "ทำไมพวกเธอไม่สู้! แค่นั้นถ้าเราร่วมมือกันทำไมจะจัดการไม่ได้!?" คีย์ร้องถามอย่างเกรี้ยวกราด ถึงพวกเขาจะเดินออกไปไกลแล้วก็ตามแต่เสียงก็ยังดังก้องไปทั่วโถง

  "หุบปาก! นายมีสิบ... ไม่สิ เป็นร้อยๆ ชีวิตก็สู่ลาเวียไลธ์ไม่ได้หรอก!" หญิงเอลฟ์ตะโกนตอบกลับอย่างหัวเสียไม่แพ้กัน บางทีอาจเพราะเจ้าเพื่อนบ้าที่ไม่ยอมฟังที่เธอพูดก็ได้

  "เธอพูดบ้าอะไร ลาเวียไลธ์สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการล่าแล้ว อย่างมากก็ของเก้ล่ะวะ" คีย์ยังคงต่อล้อต่อเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ เห็นอย่างนี้เขาก็มีความอึดถึกแสนภูมิใจเป็นของตัวเอง กลับมาโดนหยามด้วยการโจมตีแค่ครั้งเดียว ใครมันจะไปยอมฟะ!

  "มนุษย์อย่างนายจะไปรู้อะไรล่ะยะ! หุบปากไปเลยเจ้าโง่" เอลฟ์สาวชักจะหมดความอดทน เธอแทบจะทิ้งร่างเจ้าคนงี่เง่าที่กำลังประคองอยู่ไปนอนกับพื้นอีกรอบ แต่เพราะยังเห็นแก่ความเป็นเพื่อนอยู่ถึงไม่ทำ

  "ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ รีบออกไปจากที่นี่เถอะ" หญิงสาวผมสีชมพูอ่อนพยายามปรามก่อนที่เพื่อนร่วมทีมทั้งสองของเธอจะตีกันตายก่อนจบการคัดเลือก "ฉันเห็นด้วยกับคีเรียนะคะ ถึงลาเวียไลธ์ตนนั้นจะเป็นตัวปลอม แต่คุณไม่เห็นภูติที่นั่งอยู่ที่ฐานบัลลังก์หรือ พวกเธอมีร่างที่ชัดเจนขนาดนั้น คงเป็นแกรนเดลที่แข็งแกร่งมาก"

  "ชิ! ก็ได้" คีย์พูดอย่างหงุดหงิด ยอมรับแต่โดยดีว่า 100,000 แต้มที่คิดว่าจะง่ายคงเป็นไปไม่ได้ ยอมตัดใจตอนนี้ก็ดีกว่าตัดสิทธิ์ตัวเองไป

  "...ไม่... นั่นไม่มีทางเป็นตัวปลอมแน่" เอลฟ์สาวพึมพำกับตัวเอง ชีวิตอันยืนยาวของเธอยังจำได้ดี ถึงเผ่าพันธุ์แห่งแสงที่งดงามและชาญฉลาดนั่น

  ในที่สุดกลุ่มผู้ล่าแต้มก็เดินออกไปจากโถงอย่างสงบ พร้อมความแพ้พ่ายครั้งแรกของการคัดเลือก

  เมื่อกลุ่มของเอลฟ์สาวออกจากประตูบานใหญ่ พวกเธอก็พบกับผู้ที่ไม่คิดว่าจะอยากเจอและไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย เอลฟ์อย่าง 'คีเรีย' เกลียดคนแบบผู้ที่พวกเธอพบอยู่ตอนนี้มากที่สุด

  "เฮอะ! ไม่นึกว่าจะเจอไอ้คนน่าเกลียดแบบนี้ที่นี่" คีเรียกระแทกเสียงอย่างหัวเสียแล้วชายตามองชายหนุ่มผมทองผู้มีแกรนเดลโปร่งแสงตนหนึ่งตามมาอยู่ด้านหลัง

  แม้ภายนอกจะดูสง่างามเพียงใด หากจิตใจเน่าเฟะก็ไม่น่าคบด้วยหรอก!

  "ใครบอกว่าฉันอยากเจอสวะชั้นต่ำที่สภาพแบบพวกเธอกัน" ชายหนุ่มผมทองตาเขียวตอบกลับอย่างรังเกียจ เขามองร่างคีย์แล้วยิ้มมุมปาก สายตาคู่นั้นดูหยิ่งผยองและยโสโอหังจนน่าหมั่นไส้ "หลีกไป กระจอกๆ อย่างพวกเธอไม่มีค่าที่จะฆ่าเสียด้วยซ้ำ"

  "แก!!" คีย์ตะโกนอย่างเดือดดาล แต่ไหนแต่ไรเขาก็เกลียดหมอนี่จนอยากฆ่าทิ้ง แต่ทำไมถึงต้องมาเจอมันตอนที่เขาสภาพแบบนี้ด้วยวะ!

  "คีเรียเราไปเถอะ" จีน่าเอ่ยเสียงแผ่วเบา สาวน้อยน่าตาหน้ารักผู้มีผมสีชมพูอ่อนกระตุกแขนเสื้อเอลฟ์สาวอย่างหวาดหวั่น เธอยังไม่หายตกใจกับภาพที่คีย์โดนซัดกระเดนเลย จิตใจอันอ่อนแอของเธอต้องการพักบ้าง...

  "หึ! โอเค" คีเรียกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เธอก็ยอมลากคีย์เดินนำคนอื่นไปอีกด้านซึ่งมุ่งสู่ป่า กะจะหาที่พักให้เจ้าคนร่อแร่ที่กำลังพยุงอยู่แล้วจึงออกล่าแต้มกันต่อ ยังไม่ลืมหันมาส่งท้ายกับเจ้าคนที่ดูดีแต่ภายนอกแต่ด้านในน่าเกลียด "ขอให้นายโชคดีและตกรอบในเร็วๆ นี้นะ!"

  หึ! ถ้าเข้าไปก็อย่าหวังว่าจะรอดเลย แค่คีย์ปล่อยจิตสังหารออกมาไม่มากลาเวียไลธ์ตนนั้นยังโกรธขนาดนั้น ถ้าเจ้าผมทองนี่เข้าไป... หึๆ เยี่ยม!

  ชายหนุ่มผมทองแค่นเสียงเหอะในลำคอก่อนจะเดินหน้าเปิดประตูเข้าไปสู่ด้านใน

ผมเพิ่งส่งแขกไม่ทันไรก็ต้องรับแขกใหม่อีกรอบ คราวนี้มีเงาของร่างสองร่าง

ครั้งนี้คงง่ายหน่อย

ทั้งสองเดินเข้ามาด้านในอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ไม่ได้มีท่าทีระแวดระวังอะไร นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าแปลก

ทำตัวแบบนี้ไม่มั่นใจว่าตัวเองเก่งมากก็คงเป็นพวกสติไม่ดีที่ไม่รู้จักระวังตัว ทว่านักเรียนทุกคนที่นี่ต้องมีความสามารถพอสมควรแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถฝ่าด่านข้อสอบของซิลเลียนเข้ามาได้

เปอร์เซ็นที่จะเป็นอย่างแรกจะต้องสูงกว่าแน่นอน ผมเริ่มตื่นตัวขึ้นพร้อมรับมือ

ทันทีที่ร่างทั้งสองก้าวเข้ามาถึงส่วนที่แสงส่องถึง ชายผมทองก็พุ่งเข้าใส่ผมทันที เมธานทำท่าจะเข้ามาขวางกลับถูกร่างโปร่งแสงสกัดไว้ เขาเข้ามาพัวพันกับผมไม่ได้เพราะภูตตนนั้น

ผมไม่มีเวลาสนใจเมธานเพราะด้านผมก็งานเข้าเหมือนกัน คมกริซพุ่งเข้ามาทางผมอย่างรวดเร็วพร้อมร่างของผู้เป็นนายมัน

มาถึงตอนนี้ผมถึงคิดได้ว่าตัวเองโง่แค่ไหน มัวแต่คิดเรื่องเวทมนต์จนลืมเรื่องอาวุธปกติไปเสียสนิท!

ผมผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ก่อนจะคว้าของที่อยู่ใกล้มือขึ้นสกัดการโจมตี หนังสือสีปกแดงจึงขาดกระจุยในเวลาต่อมา คมกริซเฉือนผ่านมันไปโดยไม่ต้องออกแรงมาก คู่ต่อสู้ไม่มีเวลาให้ผมมากนัก เขาตวัดกริซคมในมืออีกครั้ง ผมไม่มีทางเลือก... งานนี้คงต้องเสียสละหนังสืออีกเล่มเสียแล้ว

ผมคว้าหนังสืออีกเล่มเข้ารับการโจมตี หนังสือเมื่อปะทะกับกริซก็ขาดจนกระดาษปลิวว่อน ...มันควรจะเป็นอย่างนั้น ทว่ากริซของอีกฝ่ายกลับชะงักค้างอยู่กับสันหนังสือ

ชายผมทองส่งเสียงจิ๊จ๊ะก่อนจะถอนกริซออกแล้วโจมตีเข้ามาอีกครั้ง ผมที่เห็นว่าอาวุธ(?)หนึ่งเดียวในมือใช้ได้ก็พยายามตั้งรับการโจมตีของอีกฝ่าย

คมกริซพุ่งเข้ามาอีกครั้งด้านหน้า ผมถอยหลังหลบ ไม่ถึงวินาทีต่อมาชายผมทองก็ถีบเท้าพุ่งโจมตีเข้ามาอีกครั้ง ผมหลบไปได้อย่าเฉียดฉิวอีกรอบ จึงทำให้ชายผ้าคลุมที่ยังสะบัดพริ้วโดนคมกริซเฉือนจนขาดไป

เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ ถ้าผมหลบไม่ได้ก็จะใช้หนังสือสกัดแทน แทบทุกวินาทีอีกฝ่ายไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่า เขาไม่เปิดโอกาสให้ผมสวนกลับเลยสักครั้ง

อ่า...อย่าลืมไปเสียล่ะว่าผมไม่ใช่นักสู้ดีเด่มาจากไหน ผมเป็นแค่คนที่เคยเป็นพนักงานบริษัท! เป็นไปไม่ได้เลยที่จะโจมตีคนที่เหมือนจะโดนฝึกมาอย่างดีแบบนี้

"อึก!" ผมกัดฟันรับปลายกริซที่เฉือนเข้าหน้าอกเป็นการโจมตีครั้งแรกที่ผมไม่สามารถหลบได้ เสื้อสีขาวถูกเลือดสีแดงฉานย้อมไปทั่วอาณาบริเวณ แต่ยังต้องขอบคุณสัณชาตญานของตัวเองที่พาให้กระโดดถอยหลังทันด้วยเวลาเสี้ยววินาที ผมใช้หนังสือปัดกริซออกไปก่อนที่อีกฝ่ายจะโจมตีเข้ามาอีกรอบ ช่างน่าเสียดายที่กริซยังคงอยู่ในมืออีกฝ่าย

ยิ่งสู้ผมก็ยิ่งตามความเร็วของคู่ต่อสู้ไม่ทัน แทบไม่มีโอกาสโจมตีกลับด้วยซ้ำ ถ้าจะให้บอกว่าผมได้แผลตรงไหนบ้าง บอกว่าไม่มีแผลตรงไหนยังจะง่ายกว่า

"กรี๊ดดด!" เสียงกรีดร้องทำให้ผมชะงัก ชายผมทองสบโอกาสจึงวาดกริซหมายจะบั่นคอให้ขาด แต่ผมตั้งสติทันมันจึงเฉือนเข้าที่อัญมณีอย่างพอดิบพอดี

ตอนนั้นผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นทำให้อัญมณีสีชาดได้กลายเป็นสีขุ่นไปเรียบร้อยแล้ว

"อลิเวีย! อลิเทีย!" ชายผมทองตะโกน ผมไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร เกรงว่าจะเป็นเวทมนต์ถึงยกหนังสือขึ้นบัง

แต่ผมคิดผิด เมื่อสิ้นคำของชายผมทอง ร่างระหงอีกสองร่างก็โผล่ขึ้นด้านหลังเขา เป็นหญิงสาวสวมชุดเกราะทับชุดกระโปรงสีน้ำเงิน ร่างของพวกเธอดูไม่ชัดเจนนักแต่ก็ไม่ถึงกับโปร่งแสงแบบตนเมื่อครู่ที่เข้าไปพัวพันกับเมธาน

ผมใช้หนังสือรับการโจมตีอีกระรอก ไม่มีช่วงให้สนใจภูติสองตนนั้นอีก แต่ดีที่พวกเธอไม่ได้เขามารุมผม ไม่อย่างนั้นผมคงดับอนาถในวินาทีต่อมา

อีกฝ่ายรุกผมก็รับ แผลตามตัวเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผมยังไม่สามารถสร้างบาดแผลให้เขาได้เลย แต่หนังสือเล่มเดียวทำได้ขนาดนี้ก็ต้องขอบคุณสวรรค์แล้ว!

        แคว๊ก!

ต้องบอกด้วยมั้ยว่าสภาพเสื้อคลุมผมตอนนี้เกินคำว่าขาดวิ่นไปไกล ถ้าโดนเฉือนไปอีกครั้งคงได้ขาดจน 'เสื้อคลุมยาว' คงต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่อใหม่แล้วล่ะ เหอะๆ

ผมกัดฟันรับเท้าที่ตวัดเตะเข้ามาตรงสีข้าง ไม่อาจละสายตาออกจากกริซของอีกฝ่ายได้จริงๆ ดีที่ร่างกายชายตรงหน้าไม่ได้บึกบึน ไม่อย่างนั้นผมคงกระเดนไปแล้ว เมื่อสบโอกาสที่ชายผมทองแบ่งความสนใจไปที่ขาของตัวเอง ผมจึงใช้หนังสือปัดกริซของอีกฝ่ายหลุดมือได้สำเร็จ

ยังไม่ทันได้ยิ้มดีใจผมก็ถูกเท้าข้างหนึ่งของศัตรูถีบกระเดนไปชนกำแพงด้านหลังบัลลังก์ที่อยู่ใกล้ๆ

บ้าเอ้ย!! เวทย์... ต้องมีมนต์สักอย่างที่ผมใช้ได้สิ อะไรล่ะ? อะไรที่จะแก้สถานการณ์ตอนนี้ได้!?

ผมพยายามคิดแต่ศัตรูไม่เผื่อเวลาให้ผมสักนิด เขาเดินไปเก็บกริซแล้วเดินกลับมาตรงหน้าผม มองมาด้วยสายตาเหมือนมองมดปลวกน่าสมเพช

ปึก!

"อัก!" เท้าที่สวมบูทหนังสีน้ำตาลถีบลงบนหน้าอกผมอย่างแรกจนกระอักเลือด รู้สึกได้ว่ากระดูกคงหักไปไม่ต่ำกว่าสองซี่

ตอนนี้ในหัวผมว่างเปล่าไปหมด ขนาดจะคิดเอาตัวรอดยังคิดอะไรไม่ออก บัดซบมากที่เวทย์ที่อ่านมาล้วนเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ผมไม่มีในตอนนี้

"สวะแบบนี้เหรอที่เป็นแรงค์ SSS" ชายผมทองควงกริซเล่มงามในมือแล้วมองผมอย่างดูถูก ผมมองเลยไปยังเมธานที่ต่อสู้อยู่ด้านหน้าบัลลังก์ด้วยสายตาว่างเปล่า เขาถูกรุมโดยภูตสามตน ดูเหมือนภูตตนแรกที่สู้กับเมธานจะโดนโจมตีไปไม่น้อย เสียงร้องเมื่อตอนนั้นก็คงเป็นของเธอ ถึงแม้จะดูอาการสาหัสแต่ก็ยังช่วยเป็นตัวก่อกวนได้ ภูตอีกสองตนที่ถูกเรียกมาทีหลังคอยโจมตีเมธานอยู่เป็นระยะ แต่ผมกลับไม่เห็นเขาเสียเลือดสักหยด ...ดีจริงๆ

เมธานมองมาที่ผมชั่วขณะ เขาทำท่าจะวิ่งเข้ามาหาผมแต่กลับถูกภูตทั้งสามขัดขวาง

"เดล... เดล! เดล!!" เจ้าหมาร้องเรียกผม เดาว่าสภาพผมตอนนี้คงน่าอนาถใจไม่น้อยก็มากเป็นแน่ ผมรับรู้ได้ถึงความกรุ่นโกรธ ความเสียขวัญ และ...ความหวาดกลัว

ถึงแม้เมธานจะมีกำลังมากแค่ไหน แต่ถ้าโจมตีไม่โดยก็เท่านั้น ภูตสองตนนั้นก็หลบเก่งใช้ได้เลย

ผมได้ยินเสียงคำรามร้องอย่างเกรี้ยวกราดเสียงดังสนั่น ทว่าเสียงนั้นกลับฟังดูห่างไกล...

รองเท้าบูทหนักอึ้งยังบดขยี้อยู่กลางหน้าอก ผมรู้สึกเจ็บแต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกล อยู่ๆ เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้น

"สุรเสียงแห่งเทพเพลิงผู้กริ้วโกรธ

ขอทรงผาญเผาเหล่าผู้เป็นศัตรูให้สิ้น

ด้วยพรหนึ่งประการนี้ของท่าน

ข้า เดลลิน ฟรีเวนท์ ขอวอนต่อกริฟิก" นั่น...เสียงของผมเองเหรอ "...และขอเรนิสและเลนินช่วยส่งเสริมเปลวเพลิงนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งใด..."

ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจ ผมเริ่มพึมพำตามเสียงนั้น ตั้งแต่ต้น...จนจบ ไม่รู้ตัวเลยว่าวงเวทย์ขนาดมหึมากำลังวาดตัวไปทั่วทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่ในโถง แต่เลยออกไปจนถึงเขตป่า “...กว่าครั้งใด”

สิ้นเสียงมหาภัยพิบัติเพลิงก็เผาผลาญและกลืนกินทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่ง...


ผมไม่รู้ว่าหมดสติไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าพอตื่นมาก็พบเพียงสีขาวและสีดำที่เลือนราง ผมได้คำตอบว่าสีขาวคืออะไรเมื่อดวงตากลับมาชัดเจน

"เมธาน..." ผมเรียกเจ้าหมาที่นอนขดอยู่รอบตัวผม เสียงที่เอื้อนเอ่ยฟังดูแหบแห้ง ครั้นจะขยับตัวก็ไม่ได้เพราะถูกพวงหางของเขาทับอยู่

"เดล" เมธานลืมตาสีฟ้าของตัวเองมองมาที่ผม เพราะพิงอยู่ที่แผงคอหน้าเมธานจึงอยู่ใกล้ๆ ผมนี่เอง "คุณยังเจ็บอยู่รึเปล่าครับ"

"หืม... ไม่แล้ว" ผมตอบกลับเสียงเบา ก่อนจะดึงมือออกจากหางของเมธานเพื่อยื่นมือไปลูบหัวเขา "ไม่ต้องห่วงนะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว"

ผมยังจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นแต่เมธานดูเสียขวัญมากจนน่ากลัวจึงลูบหัวอีกฝ่ายเป็นการปลอบขวัญ

"เราอยู่ที่ไหน" ผมถามอย่างเหนื่อยอ่อน แม้จะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ร่างกายกลับอ่อนแรงเหลือเกิน พอถามจบผมก็หันมองไปทางอื่น แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสีดำ

"คุณยังอยู่ในมิติครับ" เสียงที่ตอบไม่ใช่เมธานแต่เป็นเวเจนิส เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ห่างไปด้านหน้าหลายเมตร ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่

"มิติอะไร?" ผมงง แต่เมื่อเริ่มไล่หาความทรงจำจึงเริ่มจะเข้าใจ ที่นี่คือมิติสำหรับการคัดเลือก ผมหมดสติไปหลังจากแพ้ให้ไอ้หัวทองคนหนึ่ง พอนึกถึงตอนนั้นก็รู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที "ทำไมฉันยังอยู่ที่นี่ แล้ว...การคัดเลือกล่ะ"

"คำถามแรกคุณต้องถามลาเวียไลธ์ตนนั้นเอาเอง" เวเจนิสพยักเพยิดมาทางเมธาน "ส่วนการคัดเลือกถูกยกเลิกไปแล้วครับ"

"ยกเลิก...หมายความว่าไง" การคัดเลือกไม่ได้จบ แต่กลับถูกยกเลิกอย่างนั้นเหรอ

"ก็อย่างที่เห็น มิติถูกทำลายไปหมด แม้แต่ข้างนอกยังเสียหายหนัก" เวเจนิสผายมือไปรอบด้าน ผมก็มองตาม ที่นี่กลายเป็นความมืดไปหมดเลย "ผมต้องอยู่ที่นี่เพื่อหาคนที่ตกค้างอยู่ด้านใน"

"แล้วทำไมนายมานั่งอู้อยู่ล่ะฟะ" ผมมองไปอย่างเหนื่อยๆ ไม่รู้ทำไมร่างกายถึงหนักนักจะลุกขึ้นนั่งดีๆ ยังยากเลย

"เหลือแค่คุณยังไงล่ะครับ" เวเจนิสตอบ ในมือยังถือหนังสือเล่มเดิมที่ผมเคยเห็นเมื่อก่อน

"ฉันเหรอ" ผมทวนคำอย่างสงสัย ถ้าเหลือแค่ผมแล้วทำไมถึงไม่พาผมออกไปล่ะ

"เพราะลาเวียไลธ์ตนนั้นไม่ยอมให้ใครแตะต้องคุณ ผมถึงต้องมาเฝ้าอยู่ที่นี่" เวเจนิสพลิกหน้าหนังสือ ผมสงสัยเหลือเกินว่าเขาทำยังไงถึงคุยไปอ่านไปได้ "นี่ก็วันที่ 4 เข้าไปแล้วด้วย"

"อย่างนั้นเหรอ..." ผมลูบหัวเมธานอย่างยากลำบาก ตอนก่อนผมจะหมดสติเจ้าหมาน้อยแทบคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว เขาเสียขวัญมากแค่ไหนผมรู้ดี ผมรู้ดีทุกความรู้สึกของเมธาน

...เขาหวาดกลัวที่จะเสียผมมากเหลือเกิน

"ไม่เป็นอะไรนะ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว" ผมพร่ำบอกเมธาน พยายามปลอบใจเขาให้ถึงที่สุด ผมลืมบอกเขาไปเลยว่าถึงตายในนี้ก็แค่เอาท์ออกจากเกมไป

ถ้าผมบอกก่อนเมธานคงไม่เสียขวัญขนาดนี้

"ผมจะไม่ให้มนุษย์เข้าใกล้คุณอีก... ไม่ว่าใครก็ไม่" เมธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง ครั้งหนึ่งแม้แต่ครอบครัวก็ยังพังพินาศไปเพราะมนุษย์ แล้วยังเจอเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นอีก...

เมธานจะยังเชื่อใจมนุษย์ได้อีกมากแค่ไหนกัน

"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก... อย่างที่เลนินเคยบอกนายยังไงล่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้น" ผมพยายามเตือนสติเมธาน มันไม่ดีเลยที่เขาจะมองคนอย่างอคติ แต่ละคนล้วนต่างกัน "คนดีๆ ก็มีเยอะแยะ"

ผมเหลือบมองไปทางเวเจนิสที่กำลังอ่านหนังสือ

"ถ้าเจอคนไม่ดี ฉันเชื่อว่านายจะช่วยฉันได้" ผมกล่าวกลับเมธาน ทว่าประโยคนี้กลับยิ่งทำให้เจ้าหมาก้มหน้างุด

"ผมปกป้องคุณไม่ได้ ตอนนั้นผมยังปกป้องคุณไม่ได้เลย..." เสียงเล็กๆ แตกพร่าอย่างผิดหวังและเสียใจ ผมลนลานหนักไม่รู้ว่าประโยคนี้จะไปจี้ใจดำเขาเข้า

"แค่ครั้งเดียวเอง ฉันก็ยังไม่เป็นไรสักหน่อย" ถึงตอนนั้นผมจะตาย ผมก็ไม่ตายจริงๆ อยู่ดี "มีโอกาสครั้งใหม่เสมอนั่นแหละ"

"ไม่... ผมปกป้องคุณไม่ได้ ตราบใดที่ผมยังมีคำสาปนี่ติดตัว..." เมธานพูดออกมาอย่างเลือนลอย คำผิดหวังในตัวเองมีมากมายจนผมคิดไม่ถึง

"คำสาป?" ผมทวนคำ

"คุณรู้รึเปล่าว่าปีนี้เป็นปีที่เท่าไหร่" อยู่ๆ เมธานก็ถามคำถามนี้ออกมา ผมส่ายหน้าทันทีด้วยความที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย

"ปีนี้เป็นปีเอเดนที่ 5432 ครับ" เวเจนิสตอบแทนโดยไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือ เขากำลังฟังที่เราคุยกันอยู่สินะ...

"อายุผม... เหยียบเข้าหนึ่งพันปีแล้วครับ" เมธานเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมเบิกตากว้าง ...เขาอายุมากกว่าผมราวเก้าร้อยแปดสิบปี!?

"นายยังดู...เด็กอยู่เลย หรือเผ่าพันธุ์นาย... ลาเวียไลธ์อายุยาวนานจนช่วงวัยดำเนินไปช้าอย่างนั้นเหรอ" ผมอ้าปากค้างด้วยตกใจไม่หาย

"นั่นคือคำสาปของผม ผมจะไม่มีวันโตเต็มวัย ผมจะไม่มีวันได้พลังของลาเวียไลธ์ที่แท้จริง" เมธานกล่าวอย่างนิ่งเรียบแต่แฝงความเจ็บปวด "เมื่อก่อนผมไม่เคยจะใส่ใจมัน เพราะผมไม่จำเป็นต้องใช้พลัง แต่ตอนนี้ผมต้องการพลัง"

"ใครเป็นคนสาปนาย" ผมถามพร้อมกัดฟันพูด คิดดูสิ แม้แต่เมธานที่เหลือรอดเป็นคนสุดท้ายกลับยังกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ!

"ผมไม่รู้ ตั้งแต่จบการต่อสู้ระหว่างเรากับพวกมนุษย์กระมัง จนถึงตอนที่เลนินมารับผม... ผมถึงรู้ว่ามีมันติดตัวมา" เมธานหลับตาลงราวกับกำลังพยายามกดเก็บความรู้สึกที่ตกค้างมาตั้งแต่ตอนนั้น "ผมเสียใจจนไม่ได้สนใจมัน"

"ตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการล่าจนถึงตอนนี้ก็ราว 500 ปีแล้วคงมีทางทำอะไรได้บ้างล่ะครับ" เวเจนิสปิดหนังสือดังปึกก่อนจะโยนมันหายไปในแสงสว่าง "แต่ถ้าจะให้หาทางแก้คำสาปเต็มที่ผมก็ต้องการหลักประกันว่าเขาจะไม่สร้างความเสียหายให้มนุษย์"

เวเจนิสพูดพร้อมเหยียดกายลงไปนอนตะแคงก่อนจะอธิบายต่อ "เพราะขนาดยังไม่ปลดพลัง เวทย์มนต์ของเขายังทำลายมิติของวิน่ากับริน่าพังพินาศขนาดนี้ ...ถึงจริงๆ จะไม่ใช่ฝีมือเขาคนเดียวก็เถอะ"

“ฉันรับประกันได้” ตราบใดที่มีผมเมธานก็จะไม่ทำอะไรโดยไม่จำเป็น ส่วนประโยคหลังผมฟังไม่ค่อยชัดเพราะเวเจนิสพึมพำ เลยไม่ได้ใส่ใจนัก "ถ้าอย่างนั้นที่มิติกลายเป็นแบบนี้ก็เพราะนายเหรอเมธาน"

"ครับ...ถึงก่อนหน้านี้คุณจะพังไปเยอะแล้วก็เถอะ แต่ผมโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่จริงๆ" เมธานตอบเสียงอ้อมแอ้ม เขามุดหน้างุดๆ เจ้าไปในขนหางของตัวเอง

"ฉัน? ฉันพังมิติเหรอ ไม่เห็นจำได้เลย" ผมขมวดคิ้ว พยายามคิดว่าตัวเองทำอะไรลงไป แต่กลับเจอแค่ภาพความทรงจำน่าอนาถของตนเองเท่านั้น

"คุณใช้เวทย์มหาภัยพิบัติก่อนหมดสติไปครับ" เมธานอธิบาย "แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงใหญ่นัก..."

"เอาเป็นว่าไปหามิสเตอร์ซิลเวอร์กันก่อนเถอะครับ เขารอคุณอยู่" เวเจนิสขัดขึ้น เขาดันตัวลุกขึ้นจากพื้นแล้วมองไปด้านหลัง

ริน่ากับวิน่าปรากฏตัวออกมาตรงนั้น พวกเธอหันมองมาที่ผมแล้วโยกมือหัวเราะคิกคัก แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าเมธานกลับหงุดหงิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น

"ไปเถอะเมธาน ไม่เป็นไรหรอก นี่ก็แค่การคัดเลือก ก็แค่เกม พอออกไปพวกเขาก็ไม่ทำอะไรฉันแล้วล่ะ..." กระมังนะ...

"พวกเธออยู่แต่กลับไม่ช่วยคุณ" เมธานพูดขึ้นอย่างไม่ชอบใจนัก เขาคงหมายถึงริน่าและวิน่า

"พวกข้าไม่ผิดนะเจ้าคะ พวกข้าเป็นผู้ดูแล แทรกแซงการคัดเลือกไม่ได้" ริน่ากับวิน่าแก้ตัวพร้อมกัน

"พวกเธอก็มีเหตุผลของพวกเธอนะ เอาน่า" ผมบอกเมธานแล้วลูบหัวเขา "ไปกันเถอะ"

เพราะผมขยับตัวไม่ได้เมธานเลยคาบผมไปกองอยู่บนหลัง จากนั้นเราจึงเดินออกจากมิติโดยมีวิน่าและริน่านำทาง

------------------------
จะ...จบอีกตอนแล้ว... รู้สึกเหมือนตอนนี้จะไวไปรึเปล่า หรือไรท์คิดไปเอง ฮ่าๆ... เอาเป็นว่า แล้วเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #128 d6079 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 18:10
    รอคะ มาต่อไวๆนะ
    #128
    1
    • #128-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      29 ตุลาคม 2559 / 18:14
      มาต่อละค่ะ <3
      #128-1
  2. #125 gam20122541 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 11:13
    มาต่อเร็วๆน้าาา
    #125
    1
    • #125-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      29 ตุลาคม 2559 / 15:40
      โอเคน้าาา
      #125-1
  3. #124 jusokung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 23:33
    ไรท์ที่รักเก่งมากกก//แปะๆ ปรบมือ
    #124
    1
    • #124-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      29 ตุลาคม 2559 / 04:44
      ขอบคุณค่ะ. YvY
      #124-1
  4. #123 -SO-REAL_TIME (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 21:06
    รอตอนต่อไปน้าค้าา
    #123
    1
    • #123-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      28 ตุลาคม 2559 / 21:23
      โอเคฮะ
      #123-1
  5. #122 kikkik1 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 19:59
    โอ้ จะรอนะเจ้าคะ อิๆ
    #122
    1
    • #122-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      28 ตุลาคม 2559 / 20:04
      ขอบคุณเจ้าค่ะ คิกๆ
      #122-1
  6. #121 gam20122541 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 21:29
    มาต่อเร็วๆนะคะ
    #121
    1
    • #121-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      28 ตุลาคม 2559 / 18:11
      ได้เลยค่ะ <3
      #121-1
  7. #117 kidochigi (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 20:31
    ไรท์ขอโทษทุกคนแต่ช่วงนี้เปิดเทอมใหม่ไรท์รู้สึกตัวเองเหมือนซอมบี้มาก ดูจากนิยายที่อัพทุกคนคงรู้ พิมพ์ตกไปเป็นคำยังมี orz เสาร์นี้จะแก้คำผิดให้แน่นอน รักทุกคน <3 #ชี้แจงในนี้ก่อนนะฮือออ เดี๋ยวจะแจ้งสถานการณ์อย่างเป็นทางการอีกที
    #117
    0
  8. #116 -SO-REAL_TIME (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 20:05
    ไรท์ทำให้ค้างอ่าาา
    #116
    1
    • #116-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      28 ตุลาคม 2559 / 18:15
      ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย...//หลบตา
      #116-1
  9. #115 agonizingpain (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 19:55
    บู๊มันมาก!! เดลเอาให้พินาศไปเลย 555 #ผิด orz ไรท์ตัดจบได้เจ็บปวดมาก ฮืออ
    #115
    1
    • #115-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      28 ตุลาคม 2559 / 21:23
      แงงง มาอัพให้แล้วนะฮะ
      #115-1
  10. #114 wava_love (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 19:46
    ค้างงงงงคา. ..... แง้ๆๆๆ. สู้ๆๆ.
    #114
    1
    • #114-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      28 ตุลาคม 2559 / 21:24
      มาต่อละนะฮะ
      #114-1
  11. #113 walaisaeng (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 12:19
    ค้างมากค่ะมาต่อให้เร็วๆ สู้ๆนะคะไรท์
    #113
    1
    • #113-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      27 ตุลาคม 2559 / 19:02
      ขอบคุณค่ะ lwl
      #113-1
  12. #112 gam20122541 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 21:49
    มาต่อเร็วๆนะไรท์
    #112
    1
    • #112-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      26 ตุลาคม 2559 / 21:56
      โอเคฮะลีดที่รัก <3
      #112-1
  13. #111 koonkhet10 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 21:31
    ไรต์ผมว่ามีฉากเละๆๆไหม><ผมอยากอ่านนะๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #111
    1
    • #111-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      26 ตุลาคม 2559 / 21:54
      มีแน่นอนค่ะ เห็นลางมาแต่ไกลแล้ว =w=
      #111-1
  14. #107 agonizingpain (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 19:48
    จับตามองผมทอง... รู้สึกสังหรณ์ใจกะนาง
    #107
    1
    • #107-1 kidochigi(จากตอนที่ 13)
      26 ตุลาคม 2559 / 20:07
      สังหรใจแบบไหนล่ะคะ ฮ่าๆ
      #107-1