[TWICE] Sunrise (NaMi) (นายอนxมินะ)

ตอนที่ 3 : Chapter 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    23 ก.ค. 62

               เช้าวันใหม่ มินะพลิกตัวตะแคงมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงยามเช้าสาดส่องเห็นทิวเขาไกลๆ อาบน้ำกินข้าวเช้าเสร็จก็ออกไปรอรถเมล์ นั่งเพียงสองป้ายก็ถึงสำนักงาน มินะเอ่ยทักทายรุ่นพี่คนอื่นตามปกติ นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือสักครู่เพื่อเช็คข่าวสารบ้านเมือง และเมื่อถึงเวลาเข้างาน จึงลงมือทำงานค้างจากเมื่อวานต่อ
               รถกาแฟประจำแผนกก็เริ่มต้นทำงานเช่นกัน มินะทำเมินใส่ เข้าใจว่านายอนเองก็คงเย็นชาใส่เช่นกัน ทว่าที่คาดไว้นั้น ผิดถนัด 
               “ขอโทษด้วยที่ว่าเธอ” นายอนเอ่ยบอกหลังจากวางกาแฟลงบนโต๊ะมินะ ซึ่งพอได้ยินเสียงของตนเองก็คล้ายได้ยกภูเข้าออกจากอกอย่างไรอย่างนั้น หายบ้าเป็นปลิดทิ้ง

               มินะเงยหน้าขึ้นสบตาคนสำนึกผิด แววตาและน้ำเสียงนั้น เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจ วินาทีต่อมาความหงุดหงิดงุ่นง่านที่เคยมีให้ก็จางไป 
               หายเร็วเหลือเกินเรา.. โกรธเขาจริงเปล่าเนี่ย
     
               ลูน่าและจงฮุนมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย เพราะคิดว่าหูฝาดที่ได้ยินคำนั้นจากปากของบุคคลผู้มักไม่มีอารมณ์ร่วมกับใครบนโลก ส่วนนายอนทำตัวไม่ถูก เพราะมินะไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆเลย จึงได้แต่ยืนเก้ๆกังๆและยิ้มเขิน 
               ลูน่ารีบเลื่อนเก้าอี้ไปใกล้มินะและกระซิบถามทันทีที่นายอนเดินกลับไปที่โต๊ะแล้ว
               “พี่เขาว่าอะไรเธอเหรอมินะ”
               “เรื่องเล็กน้อย ไม่มีอะไร”
               “ไม่จริงอ่ะ"
               มินะส่ายหน้า “พี่เขาคงรู้สึกผิดแหละ เพราะฉันก็ต่อว่าเขาไปแล้ว”
               ลูน่าหันไปมองหน้าจงฮุนอีกครั้ง ซึ่งทั้งคู่ต่างประหลาดใจ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ คนอย่างอิมนายอนผู้ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนยกเว้นหัวหน้าแผนกจะเอ่ยปากขอโทษเด็กใหม่เต็มปากเต็มคำ
               สงสัยจะโดนมักเน่ดัดนิสัยเข้าเสียล่ะมั้ง


               มินะนั่งกรอกข้อมูลลงในตารางต่อพร้อมกับยกกาแฟขึ้นดื่ม เสียงข้อความดังขึ้น แสดงชื่อว่านายอนเป็นผู้ส่ง พร้อมกับประโยคหนึ่งที่ชวนให้ยิ้มได้อย่างประหลาด

               ‘ ตกลงหายโกรธแล้วใช่ไหม ’

               ‘ เลี้ยงข้าวฉันก่อนค่ะ ถึงจะหาย ’
               เธอเหล่มองจอโทรศัพท์ ใจจดจ่อรอคำตอบ ซึ่งกว่าจะส่งกลับมาก็หายไปเป็นนาที แถมส่งมาเพียงสติ๊กเกอร์ว่าOK อย่างไรก็ตามคำตอบนั้นชวนให้ใจเต้นระรัว
              จริงๆหัวใจมันก็พองโตและเต้นแรงตั้งแต่ได้ยินคำขอโทษแล้วล่ะ


               จากที่คิดว่าคงไปกินข้าวด้วยกันละแวกใกล้ๆออฟฟิศ กลับกลายเป็นว่านายอนพานั่งรถเมล์กลับไปแถวบ้านแล้วเดินเท้าไปยังบาร์แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่หัวมุมถนนในซอย มินะแหงนหน้ามองป้ายหน้าร้านซึ่งเขียนว่า ‘เชบี’ แปลว่านกนางแอ่น
               นายอนอ้อมไปด้านหลังร้าน เคาะประตูและเปิดเข้าไป พบหญิงสาววัย30ในชุดกระโปรงยาวสีม่วงพลิ้วพร้อมทรงผมหยิกลอนกำลังจัดโต๊ะและเก้าอี้อยู่
               “พาใครมาด้วยน่ะ หน้าตาน่ารักเชียว พีดัมเอ่ยทักและเดินเข้ามาหาคนทั้งสอง
               นายอนแนะนำให้ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกัน ทั้งคู่ยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร
               “ขอยืมครัวกับวัตถุดิบหน่อยนะเจ๊ แล้วฉันจะจัดสวนให้ใหม่”
               พีดัมหรี่ตามองแล้วชี้หน้า “กะมาหลอกฉันแน่เลย”
               “ทำให้จริงๆ” 
               เมื่อนายอนชูนิ้วก้อยขึ้นเชิงสัญญาพร้อมกับฉีกยิ้มฟันกระต่าย เจ้าของบาร์ก็เลยยอมปล่อยให้เข้าครัว
               มินะมองไปรอบๆร้านซึ่งมืดเล็กน้อยเพราะปิดประตูด้านหน้าไว้ เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงสูงหมุนได้ตรงเคาน์เตอร์บาร์ซึ่งทำจากไม้แผ่นใหญ่ ถัดไปด้านใน มีตู้ด้านหลังเคาน์เตอร์ไว้วางโชว์แก้วใสขนาดต่างๆ ขวดเหล้าหลากยี่ห้อและอุปกรณ์การชงเครื่องดื่ม ส่วนในร้านมีโต๊ะให้นั่งล้อมวงกันอยู่ประมาณ 4โต๊ะ มีไฟห้อยเพดานหลากหลายแบบ ทั้งแบบสีขาวสว่างและแบบสีสันสวยงาม เปิดตอนกลางคืนน่าจะสวยน่าดู 
               “คืนนี้แวะมาที่บาร์สิ สนุกนะ” พีดัมชักชวนเสียงสดใส
                มินะยิ้มหวาน ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เพราะเธอไม่สันทัดกับสถานที่แบบนี้นัก
               “พี่สองคนสนิทกันนานรึยังคะ”
               “ก็นานนะ” 
               ย้อนไปเมื่อ6ปีก่อน ตอนนั้นนายอนไม่มีเงิน แอบกินอาหารเหลือทิ้งที่ขยะข้างบาร์ พีดัมมาเจอเข้า เลยทำกับข้าวให้ ไม่รังเกียจสภาพมอมแมมสกปรก ทั้งยังช่วยฝากงานตามร้านขายของและร้านอาหาร เพื่อให้มีเงินในการดำรงชีวิตโดยไม่หิวโหย ด้วยความขยันและอดทนจึงทำให้นายอนลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

               ผ่านไปราวสิบนาที นายอนออกมาพร้อมกับจับเช3จาน ยื่นตะเกียบให้และเท้าคางมองมินะเพื่อรอคอยคำวิจารณ์รสชาติอาหาร 
               “ไม่คิดว่าพี่ทำอาหารเป็นด้วย” ว่าแล้วก็คีบเข้าปาก
               “เป็นไม่กี่อย่างหรอก” คนพี่อมยิ้ม ก่อนจะพยักเพยิดไปที่จานจับเช “แล้วตกลงเป็นไง”
               “อร่อยค่ะ” 
               แม่ครัวยิ้มกว้าง คว้าตะเกียบตักวุ้นเส้นในจานของตนเองใส่ให้มินะเพิ่มอย่างเอาใจ จนมินะต้องโบกมือห้าม เพราะในจานของนายอนแทบจะเหลือแต่แครอทและต้นหอมแล้ว 

               นาฬิกาบอกเวลาอีก15นาทีจะบ่ายโมง ใกล้เวลาเข้างานแล้ว นายอนเร่งมินะกินให้เร็วกว่านี้ จากนั้นเอ่ยขอบคุณพีดัมและคว้ามือคนน้องที่ยังเคี้ยววุ้นเส้นเต็มปากวิ่งไปยังป้ายรถเมล์
               ทั้งสองกุมมือกันตลอดทางอย่างลืมตัว ผละจากกันตอนที่ถึงหน้าประตูบริษัทเพราะเห็นเงาสะท้อนในกระจก สองสาวหันหน้าหากันแล้วเสมองไปทางอื่นในวินาทีต่อมา 
               “หายโกรธกันแล้วนะ” 
               “ค่ะ” ตอบแล้วก็รีบเม้มปากเพื่อกลั้นยิ้ม ก่อนจะเดินนำหน้าเข้าตึก ไม่รออีกคนเพื่อไปพร้อมกัน 
               ไม่เอาหรอก ไม่อยากให้นายอนเห็นว่าตนกำลังยิ้มกว้างแค่ไหน

               ช่วงหลังเลิกงานในแต่ละวัน มินะมักออกไปกินข้าวกับลูน่าและจงฮุนเพื่อเป็นการกระชับมิตรให้สนิทสนมมากขึ้น ทั้งสองคนเป็นคนพูดเก่ง หาเรื่องมาชวนคุยได้ตลอดทั้งวันจึงทำให้เธอหายเหงาได้มาก
               วันนี้มินะกลับถึงบ้านตอนหนึ่งทุ่ม อาบน้ำสวมชุดนอนเรียบร้อยและออกมานั่งเล่นเกมส์ตรงโซฟาหน้าทีวีเช่นเคย เหลือบเห็นใบเสร็จรับเงินที่มีลายมือนายอนเขียนอยู่วางอยู่บนโต๊ะ ก็นึกถึงเจ้าของเบอร์โทรศัพท์นั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
               เธอกดออกจากเกมส์ เลื่อนหาเบอร์นายอนและกดโทรออก รอสายอยู่3-4ตู๊ด ก็นึกขึ้นได้ว่าพี่เขาอาจจะทำงานพิเศษอยู่ คงไม่วางรับ กำลังจะตัดสายทิ้ง แต่เสียงฮัลโหลจากปลายสายก็ดังขึ้น มินะรีบเอามือถือแนบหู
               “พี่..ทำไรอยู่คะ” เธอเอ่ยตะกุกตะกัก
               “กำลังจะกินเค้ก วันนี้วันเกิดยาย” นายอนตอบ จากนั้นก็เงียบไปทั้งคู่ มินะไม่รู้จะพูดอะไรขนาดตัวเองเป็นฝ่ายโทรหาก่อนแท้ๆ 
               “แต่กิน2คนคงไม่หมด มากินด้วยกันไหม”
               มินะพยักหน้าตอบทั้งที่ควรเปล่งเสียงออกไป เธอกัดริมฝีปากล่างขณะรอข้อความ เมื่อเสียงแจ้งเตือนดัง รอยยิ้มก็ปรากฎ มินะสวมเสื้อกันหนาวตัวเดิม กำลังจะวิ่งออกจากบ้าน แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเป็นวันเกิดคุณยาย 
               ควรมีของขวัญติดมือไปเสียหน่อย 
               คิดแล้วก็วิ่งเข้าไปในห้องนอน ควานหาของในกล่องใต้เตียงและในลิ้นชัก ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นสิ่งของที่พอจะไปวัดไปวาได้

               มินะกดกริ่งเรียก สักพักประตูเปิดออกพร้อมกับนายอนในชุดนอนสีชมพูลายหมี มินะกลั้นยิ้มเพราะรุ่นพี่ดูน่ารักเหมือนเด็กอนุบาล ส่วนมากจะเห็นใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้ม
               “วันนี้พี่ไม่ทำงานหรอ”
               “ลาหยุดน่ะ” 
               นายอนลางานที่ร้านChicky-King และพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์พอดี ไม่มีการขายแซนวิชและสำนักงานบัญชีเองก็ปิดทำการ ถือเป็นการหยุดยาว ได้นอนแต่หัวค่ำและตื่นสายสักวัน

               มินะก้าวเข้าไป ด้านหน้ามีดอกไม้หลากสีหลายพันธุ์ปลูกอยู่เยอะมาก ส่งกลิ่นหอมและช่วยให้สดชื่นปลอดโปร่ง ถัดมาส่วนภายใน เป็นบ้านชั้นเดียวหลังกะทัดรัด เปิดมาเจอโซฟาตัวเล็กสีเข้มวางอยู่หน้าโทรทัศน์ ถัดไปทางขวาเป็นโต๊ะกินข้าวและพื้นที่ครัวขนาดเล็ก ส่วนลึกเข้าไปด้านในตัวบ้านน่าจะเป็นห้องนอน 
               ผู้มาใหม่โค้งศีรษะนอบน้อมเมื่อพบกับฮีจิน-หญิงชราวัยครบรอบ78ปี มีเค้กรสช็อคโกแลตตกแต่งด้วยลายกระรอกขนาด2ปอนด์วางอยู่ตรงหน้า 
               “สวัสดีค่ะคุณยาย” หญิงสาวก้มหัวเคารพอีกครั้ง
               “หนูมาไม่ทันเป่าเค้กเลย” ฮีจินว่าแล้วยิ้มหวาน นายอนยกเก้าอี้มาให้มินะนั่งแล้วจัดแจงหยิบเทียนออกจากเค้ก
               มินะยื่นซองกระดาษใบเล็กให้หญิงชรา “สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณยาย”
               ฮีจินรับมาและเปิดซองออก ปรากฎเป็นสร้อยกำไลข้อมือถักด้วยเชือกเทียนหลากสีเป็นเฉดพาสเทล มีหินสีขาวนวลเม็ดเล็กร้อยสลับ 
               “สวยจังเลยหนู ขอบใจมากนะจ๊ะ” 
               “หนูถักเองเลย เดี๋ยวหนูใส่ให้นะคะ”
               นายอนนั่งเท้าคางมองมินะจัดแจงผูกกำไลข้อมือให้ฮีจิน ได้เห็นรอยยิ้มหวานและตาหยีของหล่อนแล้ว

                    ตึก.. ตัก.. ตึก.. ตัก..
               เธอส่ายหัวสะบัดความคิดทิ้ง และหันไปตัดเค้กเป็นชิ้นแบ่งใส่จานแทน
               ทั้งสามนั่งกินเค้กกันเกือบหมดก้อน ล้างจานเสร็จ นายอนลุกไปหยิบแผ่นซีดีจากซองใส่ลงในเครื่องเล่น กดรีโมทและเดินไปลากรถเข็นยายมาจอดข้างโซฟา 

               “ยายชอบหนังเรื่องนี้” ฮีจินบอกมินะและกวักมือเรียกให้มานอนเล่นบนฟูกซึ่งวางอยู่หน้าโซฟา 
               ภาพยนตร์ที่กำลังฉายบนจอนั้นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับคู่รักที่นางเอกป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะตัวพระเอกที่ต้องอยู่กับคนที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเราแล้ว ว่าเราเลือกหันหลังหรืออยู่กับคนที่คิดว่าเราเป็นคนแปลกหน้าต่อไปเพียงเพราะคำว่ารัก
               “หนูก็ชอบค่ะ พระเอกน่ารัก” หญิงสาวผมม้าบอกแล้วยิ้มหวาน จากนั้นสมาธิทั้งหมดก็จดจ่อกับหนัง ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง หนังยังคงตรึงอารมณ์มินะให้ร่วมด้วยกับทุกบทสนทนาทุกฉากทุกตอน ทว่าพวงแก้มนิ่มๆและลมหายใจอุ่นๆที่ปะทะลงบนต้นแขนกลับดึงสมาธิไปหมดให้หันไปมองข้างตัว
               พอเห็นภาพนายอนนอนหลับปุ๋ยและใบหน้าห่างกันเพียงคืบเดียวแล้วมินะตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันใด ภาพที่ฉายบนจอไม่สามารถดึงความสนใจเธอได้อีก ความชิดใกล้ที่ไม่ทันตั้งตัวทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกถี่
               “ถ้าอึดอัดก็ปลุกเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” ฮีจินบอกแล้วส่ายหัวระอา

               มินะหันกลับมองใบหน้าหลับใหลของนายอนอีกครั้ง จะปลุกได้อย่างไรกัน เล่นหลับสนิทเป็นเด็กน้อยเสียขนาดนี้
               เขาก็แค่กอดเฉยๆเองนิ ไม่เป็นไร..มั้ง..


               เสียงพระเอกแหกปากคำรามทำนายอนขยับตัวเบียดมินะมากขึ้น แขนซ้ายวางพาดลงบนเอวหล่อนและกอดรัดราวกับเป็นหมอนข้างพร้อมซุกใบหน้าบนหัวไหล่ การถูกโอบกอดทำให้มินะอบอุ่นยิ่งกว่าบรรยากาศภาพยนตร์เรื่องนี้เสียแล้ว ทว่าในความอบอุ่นนั้นมีความหวั่นไหวแทรกซึมเข้ามาให้ใจเต้นแรงทุกวินาที

               ฮีจินปรบมือเมื่อหนังฉายจบและหันไปหาหลานสาวซึ่งยังหลับอยู่ เธอจึงเลื่อนรถเข็นและปลุกด้วยการเขย่าที่ขา นายอนค่อยๆลืมตาตื่น ได้กลิ่นหอมหวานไม่คุ้นเคยคลุ้งทั่วจมูกแล้วยิ้มอย่างพอใจ และเมื่อมองดูชัดๆว่ากลิ่นนี้มาจากไหน ตาเบิกโตทันใดที่พบตนเองกอดมินะอยู่ 
               คนพี่เผลอกัดริมฝีปากเมื่อเห็นมือของตนยังอยู่บนเอวบางนั้น ส่วนหน้าอกเล็กๆนั่นก็ไม่ได้ห่างจากใบหน้าเลย ใกล้เสียจนตาลาย 
               นายอนเลยค่อยๆเลื่อนกายถอยห่างก่อนความคิดเตลิดไปไกล ไม่ มันไปไกลแล้ว แต่ความทะลึ่งไม่ควรไปไกลกว่านี้

               “ดึกมากแล้ว มินะนอนค้างที่นี่เถอะนะ มืดๆมันอันตราย” ฮีจินเอ่ยบอกและส่งสายตาขอร้อง คนอายุน้อยกว่าไม่กล้าปฏิเสธจึงผงกหัวตอบตกลงเสียไม่ได้
               นายอนเข็นฮีจินเข้าห้องนอน อุ้มลงเตียง ห่มผ้าและบอกสุขสันต์วันเกิดอีกครั้ง
               "ปีหน้ากินเค้กด้วยกันอีกนะยาย”
               “พร้อมหนังเรื่องเดิม”
               หลานสาวยิ้มและเอนตัวลงกอด..หลักพึ่งพิงสุดท้ายของชีวิต 
               นายอนกลับห้องตนเอง หยิบหมอนออกจากตู้แล้ววางไว้ข้างของตนเองเพื่อให้แขกจำเป็นไว้หนุนนอน 
               มินะค่อยๆเดินเข้าห้อง ปิดประตูเบามือที่สุด ได้เห็นห้องนอนนายอนครั้งแรก ตกแต่งด้วยสีสันสดใสต่างจากที่คาดไว้ลิบลับ เตียงตั้งชิดริมหน้าต่าง เป็นผ้าปูที่นอนลายการ์ตูนสีหวาน บนเตียงมีตุ๊กตาสัตว์หลากชนิดตั้งเรียงราย มีโต๊ะสีพาสเทลเล็กๆใกล้หัวเตียงสำหรับวางกรอบรูปภาพครอบครัว

               ผู้อาศัยจำเป็นเดินย่องขึ้นเตียง รู้สึกประหม่าแต่แสร้งทำตัวปกติ มินะนอนหันตะแคงข้าง จึงได้สบตากับนายอนซึ่งกำลังหนุนแขนนอนตะแคงเช่นกัน
               “เธอมีไฝเยอะนะเนี่ย” นายอนหรี่ตามองทั่วใบหน้ามินะแล้วยกนิ้วขึ้นชี้ไปทีละจุดที่ปรากฎเป็นไฝหรือขี้แมลงวัน
               “1 2 3 4..”
               “แล้วมานับกันทำไม” มินะยกมือขึ้นปิดหน้าตนเอง
               “ก็อยากรู้นี่..ว่ามีกี่เม็ด”
               นายอนจับมือมินะและค่อยๆดันลง พินิจมองทั่วใบหน้าหวาน 
               คนน้องหลับตาลง เคอะเขินกับการถูกจ้องมอง ก่อนจะนอนนิ่งปล่อยให้รุ่นพี่ใช้นิ้วไล่นับไฝ

               นิ้วเรียวเลื่อนผ่านใบหน้าจุดแล้วจุดเล่า เฉียดโดนผิวหน้าบ้าง ไม่โดนบ้าง แม้เพียงแผ่วเบาแต่ให้ความรู้สึกวาบหวามในท้องน้อย ทว่าเมื่อถึงเม็ดที่อยู่ใกล้ริมฝีปาก ปลายนิ้วนั้นกลับาบทับโดยตรงและลากวนไปมา
               มินะลืมตากับสัมผัสรุกล้ำนั้น ได้เห็นแววตาวิบวับของนายอนแล้วคล้ายหยุดหายใจไปชั่วขณะ ตกอยู่ในมนต์สะกดแห่งดวงตาสีน้ำตาลเข้ม
               นายอนเผลอเลียริมฝีปากตนเองขณะจ้องมองปากมินะ วินาทีต่อมาได้สติ รีบบังคับนิ้วตนซึ่งกำลังสาละวนบนริมฝีปากนั้นให้เก็บนิ้วกลับไป
               “12เม็ด” นายอนอมยิ้มแล้วลุกขึ้นไปปิดไฟ จากนั้นล้มตัวลงนอนบนเตียงเช่นเดิม
               “ฉันอยากไปเอาออก” มินะพูดขึ้นท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดยามค่ำคืน
               “ทำไมล่ะ”
               “ก็มันเต็มหน้าจนไม่สวย”
               “ก็ยังสวยนะ”     
               คำบอกเล่านั้น อาจจะเป็นคำชม คำปลอบหรือคำอะไรก็แล้วแต่ มินะคิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วว่านายอนชอบไฝพวกนั้น เธอส่ายหัวไปมาแล้วเปลี่ยนบทสนทนา
               “ขอ..ขอหมอนข้างได้ไหมคะ” 
               “แล้วฉันจะกอดอะไร” คนพี่เอ่ยแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้ “ให้กอดเธออีกหรอ” 
               ประโยคคำถามสุดท้ายที่เปล่งด้วยเสียงโมโนโท แต่มินะได้ยินแล้วหน้าร้อนผ่าว เธอส่ายหน้าและดันหมอนข้างไปทางรุ่นพี่ จากนั้นได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอ
               เอาไปเถอะ” นายอนว่าแล้วก็หยิบยื่นหมอนข้างให้มินะ แต่ด้วยความที่อยู่ในความมืด มือของเธอจึงพลาดไปสัมผัสบางอย่างที่นุ่ม..และนิ่ม..

               ไม่ต้องเปิดไฟดู ก็รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
               ก่อนหน้านี้ได้เห็นแค่ในระยะใกล้ แต่เมื่อครู่ ได้แตะต้องเลยล่ะ

               นายอนแสร้งไม่รู้ตัวว่ามือขวาตนเพิ่งโดนหน้าอกมินะ เธอเอนตัวลงนอนที่เดิมและข่มตาหลับ 
               มือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่น บังคับไม่ให้มันเคลื่อนไปหาสาวข้างกาย ท่องคาถาหักห้ามแรงปรารถนาและบังคับไม่ให้จินตนาการเรือนร่างใต้ร่มผ้า  
               บอกตัวเองไม่ให้นึกถึงความนุ่มนั้น ไม่นึกกลิ่นกายตอนที่กอดรัด ไม่นึกถึงริมฝีปากชมพูระเรื่อนั่น ทว่าหัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นระรัว เต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเข้า 

               แต่หากเธออ่านใจได้ ก็จะรู้ว่ามินะไม่ได้ยินหรอก เสียงหัวจงหัวใจอะไรล่ะ เพิ่งโดนจุดสำคัญไปไม่ทันตั้งตัวแบบนั้น หล่อนไม่รับรู้อะไรแล้ว

     ---------------------------------------------------------------

     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #9 ++Black_Hell++ (@blackhell) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 01:03

    ยัยพี่นายอน! ตีเนียนเก่งเหลือเกินนะคะ ชอบบรรยากาศของสองคนนี้ในเรื่องค่ะ ดูเรียบๆเรื่อยๆ

    #9
    0