The tribute บรรณาการรัก HunHan KrisYeol ft.exo

ตอนที่ 6 : บรรณาการห้า 05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 พ.ค. 60









             หนึ่งอาทิตย์กับการอยู่ในราชสำนักอย่างไร้เสียงระฆังยามค่ำคืน ทุกอย่างเป็นปกติ เว้นเสียแต่ระฆังที่ยังไงก็ยังซ่อมไม่เสร็จเสียที ข้าหลวงวัยหนุ่มสาวต่างก็คิดว่าเป็นเรื่องดี ตนจะได้ทำงานให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องระแวงว่าจะต้องวิ่งกลับห้องเมื่อใด แต่สำหรับข้าหลวงที่อยู่มานานเป็นสิบๆปี ต่างก็รู้กันดีว่านี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก อย่างไรเสีย..ให้มันเป็นอย่างที่ผ่านๆมาก็ดีแล้ว แต่ก็เป็นเพราะว่ายังไม่เกิดเหตุร้ายอันใดขึ้น เหล่าผู้อาวุโสในราชสำนักจึงยังเบาใจได้บ้าง

            เข้าฤดูฝนหน้าตำหนักผิงเจี้ยน ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ขมุกขมัวไร้แสงตะวันสาดส่อง ละอองฝนโปรยปรายให้ความชุ่มช่ำ ศาลาข้างตำหนักปรากฏองค์จักรพรรดิและพระมารดาเสวยเช้าร่วมกัน สีพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์แจ่มใสผิดกับบรรยากาศในวันนี้ที่ค่อนข้างมัวหมอง

            “ปลายฤดูนี้ก็ถึงวันเกิดซื่อซุนแล้วสินะ” ไทเฮาตรัสขึ้นอย่างชื่นพระทัย

            “พะยะค่ะ..ช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี ดอกเหมยคงบานกันสะพรั่งน่าดูเชียวพะยะค่ะ” ตรัสพลางตักเครื่องเสวยให้พระมารดา

            “ใช่..” แย้มยิ้มรับคำเสียงหวานก่อนพระพักตร์จะแหงนมองสายฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นละอองให้พอจับไข้ สายพระเนตรเลื่อนลอยไปตามสายฝนที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้

            “ท่านแม่พะยะค่ะ”

            “...”

            “ท่านแม่ ท่านแม่!

            “อะ..อ่า มีกระไรรึ ฮ่องเต้” หรุบพระเนตรลงต่ำ ส่ายพระพักตร์เรียกสติเล็กน้อยก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ลูกชายดังเดิม

            “ท่านแม่ไม่สบายหรือเปล่าพะยะค่ะ กระหม่อมจะเรียกหมอหลวง..”

            “อ๊ะ.. ไม่ต้องลูก แม่สบายดี” ฉุดแขนแกร่งให้ประทับลงที่เดิม หัตถ์คล้อยเอื้อมไปกุมพระหัตถ์ของลูกชายก่อนจะเอ่ยให้ลูกชายได้สบายใจ

            “แม่สบายดีลูก..เพียงแต่ช่วงนี้แม่ฝันแปลกๆก็เท่านั้น”

            “ฝันว่าอะไรพะยะค่ะ บอกลูกได้ไหม” พระหัตถ์แกร่งเอื้อมไปกุมหัตถ์ของมารดา ค่อยๆไล้สัมผัสไปตามความคล้อยจากการตรากตรำเลี้ยงดูเหล่าองค์ชายด้วยตนเอง

            “แม่ฝันเห็นคนๆหนึ่ง เขามาหาแม่ทุกคืน..มานั่งเฝ้าแม่”

          “...”

“จ้องมองแม่ พอใกล้รุ่งสางเขาก็หายไป”

“..อย่างนั้นหรือพะยะค่ะ ท่านแม่พอจะจำลักษณะของเขาได้ไหม”

“จำได้สิ..กิริยาสำรวมเรียบร้อย เหมือนเด็กที่ผ่านการอบรมมาอย่างดี ถึงจะไว้ผมยาว แต่ก็พอจะดูออกว่าเป็นชาย อายุอานามก็คงไม่มาก..ดูแล้วน่าจะสักยี่สิบต้นๆ” ใบหน้าไทเฮาดูแช่มชื่นยามตรัสถึงคนผู้นั้น

“ละ..แล้ว หน้าตาล่ะพะยะค่ะ ท่านแม่เห็นหน้าตาเขาหรือไม่”

“...” ถามถึงตรงนี้ไทเฮาก็ทรงเงียบไป พลันแหงนหน้าขึ้นมองละอองฝนโปรยปรายบนท้องฟ้า “ไม่รู้สิ..อี้ฝาน เห็นเขาทีไร ใยแม่จึงนึกถึงน้องสองของเจ้านัก” น้ำพระเนตรรินไหลลงมาอย่างเกินจะอดกลั้น แต่กลับไร้เสียงสะอื้นใดๆ เห็นดังนั้นองค์จักรพรรดิก็กระวนกระวาย ทำอะไรไม่ถูก

“ท่านแม่! ไม่ถามแล้วพะยะค่ะ ลูกไม่ถามแล้ว”

ไทเฮาส่ายพระพักตร์ทำนองว่าน้ำพระเนตรนี้ ฮ่องเต้ไม่ได้เป็นต้นเหตุ “แม่ไม่เป็นกระไร..ก็ตามประสาแม่แก่ๆที่คิดถึงลูกเท่านั้น ฮ่องเต้เสวยต่อเถิด ประเดี๋ยวจะเข้าประชุมสาย” ตรัสพลางเอื้อมส่งสำรับต่างๆให้ลูกชายได้เสวย ฮ่องเต้มีสีพระพักตร์กังวลเล็กน้อย แต่ก็ได้รับสรวลเบาๆจากพระมารดาให้เบาพระทัยจึงเริ่มเสวยต่อ ในพระทัยขององค์จักรพรรดิตอนนี้ยังคงมีแต่บุคคลผู้อยู่ในความฝันของพระมารดา จะใช่คนเดียวกันกับคนที่มาส่งเขาเข้านอนทุกคืนหรือเปล่า...





ทางด้านตำหนักองค์ชาย เปี้ยนป๋ายเซียน..ขันทีตัวน้อยยกถ้วยชาขึ้นถวาย ปรับอุณหภูมิพระวรกายหลังตื่นบรรทม เพราะอากาศวันนี้ค่อนข้างเย็นจากความชื้นที่โปรยปรายลงมาตั้งแต่ยังไม่สางดี

“ชาวันนี้หอมดี..เรียกชาอะไรหรือ” จิบได้เพียงคำก่อนจะตรัสถามขันทีข้างตัว

“เอ่อ..เรื่องนั้น..” ป๋ายเซียนมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ก่อนจะแอบเบือนหน้าไปด้านหลังของตน ส่งสัญญาณขอคำตอบจากคนเตรียมชา

องค์ชายเองเห็นว่านานแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบ จึงหันพระพักตร์ไปหาคนสนิท แต่ก็เห็นกำลังขมุบขมิบคุยอะไรกันกับทาสหลวง

“เป็นอะไร..” ตรัสถามสีหน้าฉงน ทั้งขันทีทั้งทาสหลวงกระตุกกันไปตามๆกัน ก่อนจะเป็นป๋ายเซียนที่ก้มหน้าก้มตาทูลตอบ

“ชาวันนี้ลู่หานเป็นคนเตรียมพะยะค่ะ พระองค์..ตรัสถามลู่หานเองจะดีกว่าพะยะค่ะ”

ได้ฟังดังนั้นจึงหันไปหาทาสหลวงที่น้อมกายอย่างสำรวม พลันเสียงนุ่มก็เอ่ยทูลกลับไป

“ทูลองค์ชาย ชาที่ทรงดื่มอยู่เป็นชาดอกฉาฮวาพะยะค่ะ”

“ดอกฉาฮวารึ” ตรัสขึ้นก่อนจะจิบต่อคลอเสียงนุ่มที่เริ่มอธิบายต่อ

“พะยะค่ะ..กระหม่อมเห็นดอกฉาฮวาบานเต็มสวน จึงขอพี่ป๋ายเซียนเก็บมาพอทำชาได้ก่อนที่ดอกจะร่วงเสียหมด ที่แคว้นของกระหม่อมนิยมนำมาอบแห้งเก็บไว้ พอถึงฤดูหนาวก็นำออกมาใส่น้ำร้อนชงดื่มเป็นชาได้พะยะค่ะ”

“อื้ม..เช่นนั้นรึ ข้าก็เพิ่งรู้ว่าดอกฉาฮวาจะนำมาทำเป็นชาได้ดีขนาดนี้”

“พะยะค่ะ..น้ำชาช่วยทำให้พระวรกายอบอุ่นขึ้น ได้ดอกฉาฮวาที่มีกลิ่นหอมนุ่มกำซาบถึงลำคอ รสหวานอ่อนๆทำให้จิบได้เรื่อยๆ เพลินพระทัยดีหรือไม่พะยะค่ะ” ทูลถึงตรงนี้ก็แอบเงยหน้าขึ้นมาดูปฏิกิริยาของผู้เป็นนาย ผู้เป็นนายเองก็รีบผละถ้วยชาออกจากโอษฐ์แล้วเอ่ยตอบไป

“อื้ม..ก็ดี คราวหน้าก็เก็บไว้เยอะๆล่ะ ข้าอนุญาต” แล้วก็เริ่มจิบชาต่อ

เมื่อเห็นว่าองค์ชายไม่ได้ตำหนิอะไรก็เงยหน้ามาอมยิ้มเล็กๆให้ป๋ายเซียนที่โล่งอกไปที คิดว่าจะมีเรื่องแต่เช้า ลู่หานน้อมกายลงอีกครั้งเมื่อป๋ายเซียนเข้าถวายเครื่องทรง ในใจยังนึกถึงรับสั่งขององค์ชาย

ฤดูฝนหน้า....

ถ้ากระหม่อมมีโอกาส ถึงตอนนั้น..ถ้ากระหม่อมยังอยู่รับใช้องค์ชาย กระหม่อมจะตั้งใจเก็บทุกกลีบเลยพะยะค่ะ





 

“อีกสองวัน..จะถึงวันพิจารณาผลงานประจำปี..” สุรเสียงเข้มตรัสขึ้นก้องท้องพระโรงใหญ่ แท่นบัลลังก์มังกรอันน่าเกรงขามปรากฏวรกายขององค์จักรพรรดิประทับอยู่ เยื้องขวาเป็นบัลลังก์ทองคำที่ประทับขององค์ชายซื่อซุน สายพระเนตรมองตรงไปยังบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ที่เข้าร่วมประชุม

“เราคงต้องเริ่มพิจารณาคุณงามความดีของข้าราชการน้อยใหญ่ที่ทำเพื่อแผ่นดิน ที่ผ่านมา..ท่านทั้งหลายรู้จักข้าราชการเหล่านั้นมากกว่าข้า รวบรวมรายชื่อผู้มีคุณงามความดีต่อแผ่นดินมาให้ข้า ไม่เว้นแม้แต่ทหารชายแดน แล้วข้าจะรับพิจารณาเป็นรายบุคคลไป”

“ทูลฮ่องเต้..เช่นนั้นพระองค์จะต้องทรงงานหนัก พระพลานามัยจะย่ำแย่ เวลาเพียงน้อยนิดให้พวกกระหม่อมจัดการเองเถิดพะยะค่ะ” ใต้เท้าเหลียง เสนาบดีฝ่ายซ้ายทูลแย้งขึ้น

“ขอบคุณท่านเสนาเหลียงที่เป็นห่วงข้า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะให้รางวัลพร่ำเพรื่อไม่ได้ เกิดข้าให้รางวัลจอมโจรขึ้นมา..คนดีๆจะอยู่อย่างไร”

“พี่อี้ฝาน” องค์ชายที่ประทับอยู่ใกล้ที่สุดเอ่ยขัดขึ้นราวกระซิบ พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิก้มลงมามองอนุชาเล็กน้อย เห็นน้องชายส่ายหน้าให้เบาๆก็มองตรงไปข้างหน้าดังเดิม

“เอาเถิด..หากพวกท่านห่วงสุขภาพข้า เรื่องนั้นข้ากับองค์ชายจะช่วยกันพิจารณา องค์ชายเองก็คลุกคลีอยู่กับแม่ทัพนายกอง คงรู้ตื้นลึกหนาบางไม่มากก็น้อย”

แน่ะ..นี่อุตส่าห์ปรามไปแล้วรอบหนึ่งนะ องค์ชายหนุ่มถอนหายใจส่ายหน้าปลงๆให้กับพี่ชาย สุดท้ายก็จะเหน็บให้ได้สินะ

“ส่วนเรื่องรางวัล..คงต้องรบกวนใต้เท้าจูทำงานหนักอีกครั้ง” เหลียวพักตร์ไปมองขุนนางที่ทำงานซื่อตรงต่อราชสำนัก..สงสัยปีนี้คงต้องเพิ่มชื่อท่านเข้าไปด้วย

“หามิได้พะยะค่ะ..นี่เป็นหน้าที่ กระหม่อมจะทำสุดความสามารถพะยะค่ะ” คุกเข่าลงน้อมกายลงคำนับองค์จักรพรรดิ

“มีเวลาเพียงวันเดียวที่จะรื้อบรรณาการเหล่านั้นออกมา หากขาดเหลือคนช่วยงานก็เรียกใช้สอยได้ตามสบาย”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพะยะค่ะ” น้อมกายลงอีกครั้งก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืน

“ฝ่ายอื่นๆ ทำงานในส่วนของตนให้ดี ปีนี้เป็นปีมงคล..องค์ชายซื่อชุนอายุครบยี่สิบสามปี ถือโอกาสนี้ให้ราษฎรได้ร่วมยินดี ส่วนวันฉลองพระชนมายุจริงนั้น..ข้าจะจัดแต่พอดี ไม่รบกวนพวกท่านให้ต้องทำงานหนักกันบ่อยๆ”

“หามิได้พะยะค่า”

“อืม..วันนี้พอแค่นี้” วรกายแกร่งลุกขึ้นจากบัลลังก์ตามด้วยอนุชาดำเนินออกจากท้องพระโรง





 

“โกรธหรือเปล่าที่พี่จัดงานเล็ก..” ตรัสถามอนุชาที่เดินอยู่ข้างพระองค์

“ไม่เลยพะยะค่ะ..ทุกปีมีแต่คนแปลกหน้า ไม่ใคร่จะรู้จักนิสัยใจคอกันดี ก็ตีหน้าว่าดีใจด้วย”

“หึ..” ฮ่องเต้แย้มสรวล ขันในความคิดของน้องชาย

“ปีนี้มีแต่เราๆก็ดีแล้วพะยะค่ะ กระหม่อมจะได้ไม่ต้องทรมานร่างกายตัวเอง เหน็บจะกินคอ ฮ่าๆๆ”

“ฮ่าๆๆ” ตบหลังน้องชายปุๆก่อนจะดำเนินไปยังหอสมุด ร่วมกันพิจารณารายชื่อผู้จะได้รับพระราชทานรางวัลในปีนี้

บ่ายคล้อยแล้วแต่รายชื่อก็ยังไม่ครบตามจำนวน ใต้เท้าจูส่งรายชื่อของบรรณาการพร้อมจำนวนมาให้เรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นตัวอักษร..ขีดๆเขียนๆหน่อยก็เสร็จ แต่ตอนขนไอ้ที่ขีดเขียนไปออกมาปัดฝุ่นนี่สิ หนักโขเชียว

“ฮ่องเต้ องค์ชาย พักเสียหน่อยเถิดพะยะค่ะ” ป๋ายเซียนทูลขัดก่อนจะหยิบของว่างและชาดอก  ฉาฮวาจากถาดที่ลู่หานถืออยู่วางบนโต๊ะไม้ประดับมุกข้างโต๊ะทรงงาน

องค์ชายหนุ่มหันมาตามกลิ่นหอมและปะเข้ากับโถรินชาที่เป็นแก้วใส ภายในมีดอกฉาฮวาอบแห้งเบ่งบานราวกับดอกสดที่บานสะพรั่งในฤดูร้อน พลันก็รับรวบกระดาษพู่กันจากมือพี่ชายแล้วลากมาประทับยังโต๊ะชาทันที

“พี่ฝานๆ หยุดๆๆ มานี่พะยะค่ะ”

“อะไรของเจ้านะอาซุน ใกล้จะเรียบร้อยแล้วเชียว” ขนงค์เข้มขมวดขึ้น สีพระพักตร์ขัดใจอย่างเห็นได้ชัด ก็งานมันใกล้จะเสร็จแล้วนะ

ด้านองค์ชายก็ไม่สนใจหรอกว่าตอนนี้พี่ชายจะอยู่ในอารมณ์ไหน ตั้งหน้าตั้งตารินชาลงจอกแล้วยกชาให้พี่ชายทันที

“กระหม่อมขอนำเสนอ ชาดอกฉาฮวา..ดื่มเสียหน่อย ช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีเชียวพะยะค่ะ” แย้มสรวลหน้าระรื่น ยักขนงค์จึกๆทำนองว่าภูมิใจมากกับชาจอกนี้

ฮ่องเต้เองก็เกินจะขัดศรัทธา ดื่มๆไปเสียจะได้ไปทำงานต่อให้เสร็จ พระหัตถ์จึงเอื้อมรับจอกชาจากอนุชามาไว้แนบฝีโอษฐ์ เพียงสัมผัสแรกก็ทำให้องค์จักรพรรดิหยุดชะงัก..กลิ่นหอมนุ่มยวลใจกำซาบไปทั่วลำคอจนเผลอสูดกลิ่นนั้นอยู่นานสองนาน สุดท้ายจึงตัดสินพระทัยลิ่มรสเสีย สัมผัสสองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง..รสหวานอ่อนๆจากเกสร สัมผัสแรกและสัมผัสสองคละคลุ้งอยู่ในโอษฐ์หนา เปลือกเนตรเผลอแนบปิดลงซึมซับสัมผัสรสชา ลืมไปแล้วว่าตนยังทำงานไม่เสร็จ ลืมไปแล้วว่ายังมีสายตาจิ้งจอกของอนุชาจ้องมองอยู่..

องค์ชายซื่อซุนเห็นว่าพี่ชายมีท่าทีพอใจกับชานี้ก็ลอบขันท่าทางฮึดฮัดในคราแรก

“เป็นอย่างไรบ้าง..พี่ฝาน รสชาติดีใช่หรือไม่”

พระเนตรเปิกขึ้นหันไปทางต้นเสียงที่เอ่ยถาม “อื้ม..ดี เมื่อสักครู่เจ้าว่าชากระไรนะ”

“ชาดอกฉาฮวาพะยะค่ะ”

“ดอกฉาฮวาน่ะรึ” ตรัสถามเสียงฉงนแต่พระหัตถ์ก็ยังยกจอกชาขึ้นจิบต่อ

“ใช่แล้วพะยะค่ะ ไม่น่าเชื่อใช่ไหม..ดอกฉาฮวาที่บานอยู่เต็มราชสำนักจะนำมาทำเป็นชาได้ดีขนาดนี้”

“อื้ม..นั่นสิ เอาชานี้ไปใช้ในงานเลี้ยงด้วยเป็นอย่างไร คงทำให้พวกข้าราชการดีใจนักที่ได้ดื่มชาดีถึงเพียงนี้”

“เอ่อ..” องค์ชายมีสีพระพักตร์หนักพระทัยขึ้นมาเล็กน้อย “เรื่องนั้นคงไม่ได้หรอกพะยะค่ะ หมดฤดูดอกฉาฮวาแล้ว..ลู่หานเองก็เก็บดอกฉาฮวาไว้เพียงเล็กน้อย คงไม่พอเลี้ยงคนมากมายขนาดนั้นหรอกพะยะค่ะ”

“หืม!?..ลู่หานเป็นคนทำชานี้หรือ” พลันพระพักตร์คมก็หันไปทางทาสหลวงที่ยืนน้อมกายอยู่หลังป๋ายเซียน

“ใช่แล้วพะยะค่ะ..เรารีบไปทำงานต่อเถิดพะยะค่ะ ประเดี๋ยวจะเลยมื้อเย็นของท่านแม่” เป็นคนลากมาก็ลากกลับเข้าที่ให้เรียบร้อย ฮ่องเต้เองก็ชะงักไปพัก พอตั้งสติได้ก็เอื้อมหยิบพู่กันจดรายชื่อที่ร่วมกันหารือกับเหล่าแม่ทัพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สายพระเนตรคมเหลือบไปมองทาสหลวงเพียงพัก ก่อนจะหันมา สนพระทัยกระดาษดังเดิม

นี่ทาสหลวงคนนี้ทำได้ถึงขนาดนี้แล้วหรือ..ถึงขั้นเตรียมของเสวยให้ได้ โดยที่ซื่อซุนเองก็ไม่ได้มีอันตรายใดๆ..ถึงจะเริ่มไว้ใจแล้วก็เถอะ แต่ก็ยังไม่ปล่อยไปหรอกนะ

 




หยดน้ำร่วงหล่นลงจากหลังคา สายฝนที่เพิ่งผ่านพ้นไปยังความชุ่มชื่นให้กับผิวดิน หลังหมอหลวงถวายโอสถเรียบร้อย เทียนในพระตำหนักก็ถูกดับไปเสียเกือบหมด คงไว้แต่คบเพลิงด้านหน้าและเหล่าตำหนักบริวารเท่านั้น สายลมอ่อนๆเคล้าละอองฝนเย็นสบาย

 ค่ำคืนนี้องค์จักรพรรดิเข้าบรรทมได้สนิท แต่ความเงียบก็อยู่ได้ไม่นาน เสียงสะอึกสะอื้นก็แว่วมาให้ได้ยิน เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆจนพระเนตรต้องเปิดขึ้นมองหาต้นเสียง

“ฝ่าบาท..ฮือ ช่วยกระหม่อมด้วย ฮึก ฝ่าบาททท” เสียงขอความช่วยเหลือคละรอยสะอื้นดังไปทั่วพระตำหนัก

“ท่านเทวารักษ์..เป็นท่านใช่หรือไม่” พระพักตร์หันหาต้นเสียง แต่ก็ดูจะยากนักเมื่อเสียงนั้นดังก้องพระตำหนัก..เหมือนมาปลุกให้ตื่น แล้วก็เป็นดังคาดเมื่อเสียงนั้นค่อยๆเบาลง ค่อยห่างออกไปเหมือนอยู่ด้านนอก

หัตถ์แกร่งผลักประตูออกมองหาต้นเสียง สายพระเนตรสะดุดเข้ากับร่างประกายแสงที่ทรุดลงอยู่บนพื้น  พระเนตรเบิกโผลงเมื่อร่างนั้นสั่นกอดตัวเองไว้แน่น

“..ท่านเทวารักษ์ ” กายบางไอโขลกจนเอนมาข้างหน้า มือสว่างกุมหน้าอกแน่น เหมือนทรมานเจียนจะขาดใจ

“ฝ่า..อัก ฮืออ ฝ่าบาท” น้ำใสไหลออกจากตากลมเพราะความทรมาน  พอองค์จักรพรรดิเข้าใกล้ร่างนั้นก็หายไป ฮ่องเต้หันหาร่างนั้นไปทั่ว และก็พบอยู่ระหว่างประตูเชื่อมวังหน้าและวังหลัง กายแกร่งรีบวิ่งเข้าไปหาทันที ยิ่งเข้าใกล้ร่างประกายแสงก็ยิ่งจางหายไป เหลือไว้เพียงเสียงอึกอักสะอื้นอย่างทรมานบอกเขาว่าร่างนั้นไม่ได้ไปไหนไกล

เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูออกมา ในสายพระเนตรก็ปรากฏกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือเปลวเพลิงสีเรืองรอง

นั่น..ห้องเก็บเครื่องบรรณาการ!?

วรกายแกร่งออกวิ่งพลางคิดหาสาเหตุอาการของเทวารักษ์หนุ่ม

ไอ..หรือสำลัก ใช่แน่ๆเราเริ่มเห็นท่านเทวารักษ์ครั้งแรกก็วันที่ขบวนบรรณาการเข้าวัง  สิง?..สถิต?..ต้องหาของที่ท่านสถิตอยู่..แล้วอะไรล่ะ?

เสียงโวยวายของเหล่าขันทีนางกำนัลปลุกให้ฮ่องเต้ตื่นจากภวังค์ รู้สึกองค์อีกทีก็มาอยู่หน้าห้องเก็บเครื่องบรรณาการ เสียงอึกอักทรมานของท่านเทวารักษ์ยังดังให้ได้ยินในสายลม

“เกิดอะไรขึ้น มีใครอยู่ในนั้นไหม” สุรเสียงดุตรัสขึ้นสยบเสียงโวยวายของเหล่ากำนัลขันที

เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าแผ่นดินทุกคนก็ทรุดตัวลงแนบพื้นอย่างกลัวตาย

“ข้าถามให้ตอบ!

“ทะ..ทูลฮ่องเต้ พวกกระหม่อมกำลังช่วยกันลำเลียงของบรรณาการออกมาเตรียมทำความสะอาดในวันพรุ่ง ตะ..แต่เหมือนจะเผลอไปโดนเชิงเทียนล้มพะยะค่ะ”

เหมือน?..จะ?..เผลอ?.. หาความจริงไม่ได้เลย

“ออกมากันหมดหรือยัง”

“หมดแล้วพะยะค่ะ พวกกระหม่อมกำลังหาน้ำมาดับเพลิง”

ได้สดับดังนั้นก็พยักหน้าให้เหล่าข้าราชบริพารได้ทำในสิ่งที่ควรต่อ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเพลิงไหม้ก็ไม่ได้มีท่าทีจะลดลงเลย เสียงอึกอักทรมานนั้นยังดังอยู่ในหู ยิ่งนานเข้า..เสียงร้องไห้ก็ยิ่งทวีความคร่ำครวญ

จนเมื่อไม่อาจทนนิ่งฟังเสียงทุ้มนุ่มนั้นได้ พักตร์คมจึงหันหาขันทีที่กำลังแบกถังน้ำมา บาทหนักตรงเข้ากระชากถังน้ำนั้นราดใส่ตัว สร้างความตระหนกให้กับเหล่าขันทีได้ไม่น้อย

“ฮ่องเต้!!

บาทหนักก้าวเข้าไปในตำหนักที่พระเพลิงโหมกระหน่ำ ไร้จุดหมาย..ไร้ทิศทาง..จนปัญญาด้วยไม่รู้ว่าท่านนั้นสถิตอยู่ในสิ่งใด ได้แต่มองหาของที่น่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา อย่างพวกรูปปั้น..

ไม่มี!

 หรือจะเป็น...ภาพวาดทางศาสนา ดำริได้ดังนั้นบาทแกร่งก็ก้าวไปยังอีกห้องที่ใช้เก็บบรรณาการที่เป็นกระดาษ พระเพลิงไหม้โหมกระหน่ำ วรกายร้อนระอุ แว่วเสียงปริพังของไม้ที่ใช้ค้ำหลังคาเคล้าเสียงเรียกตนจากด้านนอก แต่เสียงหนึ่งที่เขาได้ยินมาตลอดกลับหายไป!

สายพระเนตรกวาดไปตามภาพวาดต่างๆที่ถูกแขวนไว้ตามฝาผนัง บางส่วนถูกไฟไหม้ไปแล้ว พลันก็สะดุดเข้ากับร่างประกายแสงที่หมอบนิ่งอยู่หลังชั้นไม้ วรกายแกร่งเร่งเข้าไปประคอง

...แตะต้องได้!!?  

“ท่าน! ท่านเทวารักษ์!” หัตถ์แกร่งตบเบาๆที่พวงแก้มนุ่ม ไล่สำรวจไปตามร่างกายหาร่องรอยบาดเจ็บ แต่ก็ต้องชะงักสายตาอยู่ที่ม้วนกระดาษที่ร่างสว่างนี้กอดเอาไว้แนบอก ค่อยเอื้อมไปจับไว้ก่อนร่างที่ตนประคองอยู่จะค่อยๆจางหายไป เหลือไว้เพียงม้วนกระดาษในฝ่าพระหัตถ์เท่านั้น

“ฮ่องเต้!!” เหล่ากำนัลขันทีต่างปรี่เข้าไปหา เมื่อเห็นเงาองค์จักรพรรดิลางๆในกลุ่มควันหนาทึบ ต่างช่วยกันประคองออกมานอกตำหนัก

“ฝ่าบาท!” จื่อเทาที่เพิ่งมาถึง วิ่งกระหืดกระหอบเข้าประคองนายเหนือหัว “ทำไมทรงทำเช่นนี้พะยะค่ะ ตอนขันทีวิ่งไปตาม  กระหม่อมตกใจแทบแย่นะพะยะค่ะ” กล่าวน้ำเสียงตำหนิต่อองค์จักรพรรดิ ตอนนี้ไม่รู้ใครนายใครบ่าว..ช่วงชุลมุน

“เอาน่าๆ..พาข้ากลับตำหนักที” สุดจะต่อล้อต่อเถียง  ยอมให้องครักษ์ประคองกลับตำหนักเสียแต่โดยดี ตอนนี้รู้สึกในกายหนักอึ้ง อยากจะถึงเตียงนอนเร็วๆ

ถึงจะหนักกาย..แต่ก็เบาใจ

ท่านอยู่กับข้าแล้ว อยู่ในมือข้าแล้ว..



 

“จุนเหมียน! จุนเหมียน! ออกมานี่นะ จุนเหมียน!!

“โว้ยๆ! มาแล้วโว้ย จะตะโกนอะไรนักหนา นี่มันตำหนัก...ฝ่าบาท!!” ขันทีหนุ่มเบิกตาโผลงเมื่อเห็นสภาพของนายเหนือหัวที่องครักษ์คนสนิทประคองมา

“ถวายงานฝ่าบาทที ข้าต้องไปสั่งสอนไอ้พวกเฝ้าหน้าตำหนักเสียหน่อย ปล่อยให้ฮ่องเต้เสด็จพระองค์เดียวได้อย่างไร” ค่อยๆผละออกหลังจุนเหมียนเข้าประคองอีกข้างเรียบร้อยแล้ว พอจะก้าวถอยห่าง สุรเสียงโรยแรงก็ตรัสขัดขึ้น

“ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอก อย่าไปว่าเขาเลย”

“แต่ฝ่าบาท..”

“ประเดี๋ยวข้าจะจัดการเอง..เจ้ากลับมาเหนื่อยๆไปพักเสียเถิด”

องครักษ์หนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทูลเสียงอ่อน “ถ้าเช่นนั้น..ให้กระหม่อมส่งเข้าบรรทมด้วยนะพะยะค่ะ”

จักรพรรดิพยักหน้ารับอ่อนแรง ก่อนจื่อเทาจะเข้าประคองตำแหน่งเดิมแล้วค่อยๆเดินไปยังห้องบรรทม เมื่อส่งประทับยังแท่นบรรทมแล้วจุนเหมียนก็ปลีกตัวไปนำผ้าสะอาดกับน้ำอุ่นมาเช็ดพระวรกายที่มีแต่เขม่าดำ แต่ก็ติดอยู่ที่พระหัตถ์นั้นที่ยังเช็ดไม่ได้

“ฝ่าบาท ส่งมาให้กระหม่อมก่อนไหมพะยะค่ะ”

ฮ่องเต้สละพระเนตรจากม้วนกระดาษขึ้นมามองเล็กน้อย เห็นขันทีคนสนิทกำลังมองไปที่ม้วนกระดาษในมือตน ไม่ตรัสตอบกระไร..เพียงแต่สลับข้าง ถือม้วนกระดาษไว้อีกหัตถ์หนึ่งเท่านั้น

เป็นดังนั้นจุนเหมียนก็หันไปมองหน้าจื่อเทาทันที เป็นอันรู้กันว่า สิ่งที่ทรงถืออยู่นั้น..สำคัญมาก

จนเมื่อจุนเหมียนเช็ดพระวรกายเรียบร้อยก็ตั้งท่าจะนำไปเก็บ แต่ก็ถูกขัดขึ้นก่อน

“ช้าก่อน..จุนเหมียน”

“..มีพระประสงค์ใดพะยะค่ะ”

“ไปเปลี่ยนน้ำมาให้ข้าใหม่ ผ้าผืนใหม่ด้วยนะ”

“พะยะค่ะ” รับคำแล้วก็ถอยออกมานอกตำหนัก เหลือเพียงจื่อเทาที่ยังอยู่ในห้องบรรทม

“เจ้าก็ไปพักเถิด..จื่อเทา ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”

“ประเดี๋ยวกระหม่อมจะรอไปพร้อมจุนเหมียนพะยะค่ะ แต่ฝ่าบาท..เรื่องนี้กระหม่อมจำเป็นต้องรายงานให้ไทเฮาทรงทราบนะพะยะค่ะ” องครักษ์ทูลด้วยสายตาแข็งกร้าว อารมณ์โกรธเล็กๆแสดงออกอย่างชัดเจน ประสาคนเป็นห่วงนายมาก ไม่อยากให้ทำอะไรตามแต่ใจอีก

“สุดแล้วแต่เจ้าเถิด..แล้วไปสืบมาได้ความว่าอย่างไรบ้าง” ตรัสอย่างอ่อนแรง ก่อนจะเอนกายลงนอนบนแท่นบรรทม

“กระหม่อมไม่ทูลพะยะค่ะ..ไว้พระอาการดีขึ้นกว่านี้กระหม่อมถึงจะนำความขึ้นทูล”

“หึ..เป็นเช่นนั้นไป” ตรัสอย่างนึกขัน กลายเป็นว่าเป็นคนสั่งให้ทำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคนถูกสั่งไม่อยากทำ ดำริเพลินๆก่อนเปลือกพระเนตรจะปิดลงเพราะความเหนื่อยล้า รอจนจุนเหมียนนำของมาถวายเรียบร้อยก็พากันถอยออกจากห้องบรรทมไป

วรกายหนาค่อยๆลุกขึ้นมานั่งบนแท่นบรรทม ม้วนกระดาษที่ยังทรงถืออยู่ถูกวางบนแท่นบรรทมและค่อยๆคลี่ออก ปรากฏเป็นภาพเขียนดอกไม้ชนิดหนึ่ง สภาพโดยรวมไม่เสียหายมากนัก คงจะมีแต่รอยเปื้อนเขม่าควันที่คงต้องลงสีทับเสียใหม่

..ท่านสถิตอยู่ในของแบบนี้เองหรือ

พระหัตถ์ค่อยๆไล้ไปตามกลีบดอกไม้ในภาพ มหัศจรรย์นัก..ทำได้อย่างไรกันนะ วาดภาพให้ดอกไม้งดงามถึงเพียงนี้ได้อย่างไร กลีบดอกชั่งแวววาวคล้ายต้องแสงจันทร์ หัตถ์หนาเผลอลูบไล้ไปตามภาพเขียนจนลืมสังเกตว่าที่พื้นไม้ข้างแท่นบรรทมนั้นปรากฏร่างประกายแสงนั่งหมดสติพิงผนังอยู่

จนนึกขึ้นได้ว่าให้จุนเหมียนเอาอ่างน้ำมาให้ จึงหันหลังมาลงจากแท่นบรรทม แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นร่างเทวารักษ์หนุ่มแน่นิ่งอยู่ ฮ่องเต้รีบลงมาอุ้มร่างโปร่งขึ้นก่อนจะค่อยๆวางลงบนแท่นบรรทมอย่างแผ่วเบา เอื้อมหัตถ์ไปเกลี่ยผมยาวสลวยเข้าเหน็บหู ลากองคุลีเกลี่ยไปตามเปลือกตาบางที่แดงก่ำจากควันไฟที่เข้าตา ลากลงมาตามปรางแก้มนิ่มที่เปื้อนเขรอะทั้งน้ำตาและเขม่าควัน

 เห็นดังนั้นจึงลงจากแท่นบรรทมมาที่โต๊ะไม้กลางห้อง หัตถ์แกร่งบรรจงชุบผ้ากับน้ำอุ่น นำขึ้นบิดเพียงหมาดแล้วหันมาค่อยๆเช็ด ซับลงบนเปลือกตาให้หายแดง ระหว่างที่ค้างผ้าไว้ที่เปลือกตาให้ความอุ่นนั้นลดอาการแสบลงได้บ้าง แววอาทรจากเนตรคมก็ไล้มองคราบน้ำตาบนแก้มใส เกิดความสงสารขึ้นจับใจ

เพราะเทวารักษ์ไม่อาจละทิ้งสิ่งที่ปกปักไปได้ ท่านคงกลัว..คงตกใจ..และทรมานมาก

มาถึงตรงนี้ก็นึกย้อนไปคราที่เห็นท่านทรุดลงที่หน้าตำหนัก กายโปร่งที่สั่นสะท้าน..มือเรียวที่จิกพื้นจนขึ้นขาว..แววตาหม่นที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา...

ฟึ่บ!!

ภาพทั้งหมดหายไปในพริบตาเมื่อองค์จักรพรรดิสะบัดไล่มันออกไป หันมาตั้งพระทัยกับการเช็ดเอาคราบน้ำตาและเขม่าบนใบหน้านวลนั้นต่อ

เมื่อเช็ดส่วนบนเรียบร้อยแล้วก็หมายจะเช็ดมือเช็ดแขนต่อ จึงค่อยๆประคองกลุ่มผ้าข้างตัวขึ้นมา ประสาอาภรของสิ่งเหนือธรรมชาติ เยอะ..ยาวเกินจำเป็น

ตั้งหน้าตั้งตาคลำหาสิ่งที่พอจะมั่นใจได้ว่าเป็นมือ เมื่อพบแล้วก็ค่อยควานเอื้อมเข้าไปกุมกระชับแน่น หลังจากนั้นก็เลิกภูษาอาภรขึ้นให้พอจะให้ได้เช็ดแขนบ้าง แต่เมื่ออาภรเลิกพ้นมือเรียวแล้ว..มือที่กุมกระชับกันอยู่นั้น..ปรากฏแหวนบนนิ้วมือของคนสองคนที่มันไม่ควรเหมือนกัน

ที่หัวแม่มือของท่าน...ทำไม?..แหวนของท่าน?



เพราะถ้ามันเหมือนกัน..


 

            ...ชานเลี่ย!..  




...............................................................................................


แล้ว??
อย่าได้หาความจริงจากฟิคเรื่องนี้










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #4 eaipcy77 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 09:32
    สงสารเทวารักษ
    #4
    0