The tribute บรรณาการรัก HunHan KrisYeol ft.exo

ตอนที่ 5 : บรรณาการสี่ 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 มิ.ย. 58












            “พระวรกายโดยรวมดีขึ้นมากพะยะค่ะ..แต่จะยังวางใจมิได้ อย่างไรกระหม่อมจะนำโอสถถวายก่อนเข้าบรรทมเช่นเดิมนะพะยะค่ะ”

            “...พูดมาขนาดนี้แล้ว ข้าขัดอะไรได้หรือ”

            “หะ..หามิได้พะยะค่ะ  หากพระองค์มิพอพระทัย..”

            “ช่างเถิดๆ..ทำตามที่ท่านเห็นควรเถิด” ตรัสเท่านั้นก่อนจะผลักหัตถ์ไล่ให้ออกไปนอกตำหนัก เช้านี้เขาสดชื่นผิดปกติ รู้สึกร่างกายเบาราวปุยนุ่น ไม่ปวดหัวราวแบกรับภูเขาทั้งลูกเหมือนเมื่อก่อนอีก เขาไม่อยากให้ความเกรงความผิดเกินเหตุของคนพวกนี้มาทำให้เช้าอันสดใสของเขาสลายไปเสียหมด เมื่อหมอหลวงออกไปได้ไม่นาน ก็ตามมาด้วยกงกงส่วนพระองค์ที่เพิ่งออกไปตามองครักษ์ส่วนพระองค์เข้ามา

            “ได้ข่าวกระไรแล้วหรือ...จื่อเทา” ตรัสถามทันทีที่พบหน้า

            “ทูลฮ่องเต้..ทาสหลวงพวกนั้นเป็นบุตรธิดาของขุนนางแคว้นใหม่จริงพะยะค่ะ แต่ขุนนางบางรายยังอยู่สุขสบายดีพะยะค่ะ หาได้สิ้นเนื้อประดาตัวดังที่ท่านเจ้าเมืองบอกไม่”

            “หมายความว่าอย่างไรกัน...เขากล้าโกหกข้ารึ” สุรเสียงเข้มขึ้นพร้อมขนงค์หนาที่ขมวดมุ่น  หัตถ์แกร่งบนโต๊ะไม้ประดับมุกกำแน่น ขันทีส่วนพระองค์เองก็ต้องกลุ้มไปตามๆกัน

หมดกัน..เช้าอันสดใส

“เย็นพระทัยไว้พะยะค่ะ...ขุนนางพวกนั้นอาจได้ดีเพราะการส่งบุตรธิดามาเป็นเครื่องบรรณาการก็ได้นะพะยะค่ะ” จุนเหมียนเอ่ยขึ้นดับความโกรธขององค์จักรพรรดิ อย่างไรเสียอาการของพระองค์ยังไม่หายขาด คงไม่ดีนักหากพระองค์มีแต่ความกังวลพระทัย ว่าแล้วก็หันไปทำหน้ามุ่นใส่ตัวตนเหตุ

 “สารนั้นเป็นความจริงแน่รึ ”

“แน่นอน...ทหารที่ข้าส่งไปไว้ใจได้” กล่าวจบแล้วหันมาทูลองค์จักรพรรดิเพิ่มเติม “อย่างที่กระหม่อมทูลไปว่ามีเพียงบางรายเท่านั้น กระหม่อมจะให้คนเร่งสืบให้ได้ความมากกว่านี้”

“รายชื่อเล่า..สืบมาได้หรือไม่” ตรัสจบองครักษ์หนุ่มก็เลิกอกเสื้อ  ล่วงเอาม้วนกระดาษนำขึ้นถวาย

“นี่คือรายชื่อขุนนางทั้งหมดที่ยังรับราชการอยู่พะยะค่ะ”

สายพระเนตรคมกวาดตามรายชื่อบนม้วนกระดาษ ในพระดำริเวลานี้คิดหาสิ่งที่จะเป็นไปได้และอาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า พระหัตถ์หนาค่อยๆลดม้วนกระดาษลงเมื่อดำริสิ่งหนึ่งได้

“เป็นไปได้หรือไม่..หากจะมีขุนนางในราชสำนักรู้เห็นเป็นใจด้วย”       

“....” ตรัสเพียงเท่านั้น แต่ก็ทำเอาคนสนิททั้งสองเงียบไปในทันที ทั้งจุนเหมียนและจื่อเทาต่างไม่กล้าออกความเห็นใดๆ หากเป็นไปตามพระดำริจริง นี่คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วจุดประสงค์ของการกระทำเล่า...หากการนำคนนอกเข้าวังในครั้งนี้นำพาไปสู่การวางแผนลอบปลงพระชนม์...เงียบไว้เป็นดีที่สุด หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง

เพียงสบพระเนตรก็รู้ว่าพระองค์กำลังดำริสิ่งใดอยู่ ประสาคนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เรื่องแบบนี้ไม่ควรเอ่ยขึ้นมายามพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้า

“อะแฮ่ม!!..ฮ่องเต้เสวยเช้าพะยะค่ะ!!” เป็นจุนเหมียนที่กระแอมไอขึ้นมากระชากบรรยากาศตึงเครียด แสร้งตะเบ็งเสียงดังให้พวกที่แอบฟังอยู่ข้างนอกตกใจ เมื่อเหล่านางกำนัลได้ยินเช่นนั้นก็ลนลานช่วยกันลำเลียงสำรับเช้าขึ้นถวาย องค์ฮ่องเต้ก็ยังคงยิ้มขันกับท่าทางของกงกงคนสนิท

 





“อ้าว!! ท่านพี่ ประชุมเรียบร้อยดีหรือพะยะค่ะ” ละความสนพระทัยจากการประดาบตรงหน้า เมื่อในครรลองพระเนตรมีองค์จักรพรรดิอยู่ ฟากฮ่องเต้เองที่ถูกจับได้ว่าแอบยืนดูน้องชายฝึกเพลงดาบก็ก้าวออกมาหาเสีย ตามด้วยขบวนเสด็จพรวนใหญ่

อืม..รู้แล้วล่ะว่าทำไมถึงถูกเห็นเข้า

“เหมือนๆเคย...ไม่ได้เรียบร้อยกระไรมาก” ตรัสไปไล่พระเนตรสำรวจน้องชายไป

อีกไม่ถึงเดือนก็วันเกิดเจ้าแล้ว โตขึ้นมากเลยนะน้องพี่

พลันสายพระเนตรก็สะดุดกับร่างเล็กเบื้องหลังป๋ายเซียน เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน...หรือจะเป็นของบรรณาการ ดำริได้ดังนั้นก็ละมาสบพักตร์ยิ้มแย้มของน้องชาย

“เดินเล่นเป็นเพื่อนพี่นะ...ไม่ใช่คำขอร้อง” ตรัสอย่างเล่นเล่ห์แต่พระพักตร์กลับนิ่งตึง ทำให้องค์ชายไม่กล้าเอ่ยกระไรกลับ เดินตามพี่ชายออกมาจากเหล่าผู้ติดตามทันที

เมื่อเห็นว่าเดินออกมาได้ไกลแล้ว จึงตัดสินพระทัยถามไขความข้องใจ “พระพักตร์เคร่งเครียด..มีกระไรเกิดขึ้นหรือพะยะค่ะ”

“ข้างหลังป๋ายเซียนนั่นใครหรือ..พี่ไม่เคยเห็นหน้า”

“อ๋อ..ลู่หานน่ะพะยะค่ะ...ทาสหลวงที่กระหม่อมไปขอท่านแม่มา”

ได้สดับดังนั้นขนงค์เข้มก็ขมวดขึ้นมาทันควัน “เห็นเจ้าบอกว่าจะเอามาฝึกทหารมิใช่รึ”

“แฮ่ๆๆ..เรื่องนั้น กระหม่อม จงเหริน แล้วก็ป๋ายเซียนลงความเห็นกันแล้วว่าจะให้ลู่หานเป็นข้ารับใช้ในรับสั่งของกระหม่อมน่ะพะยะค่ะ”

“ข้ารับใช้รึ”

เช่นนั้นก็อยู่ใกล้เจ้าตลอดเวลาน่ะสิ

“ใช่แล้วพะยะค่ะ...ร่างกายลู่หานไม่ได้กำยำพอจะทนไม้ทนกระบอง อีกทั้งเขายังเก่งด้านวิชาการเสียมากกว่า จะให้ทำงานในหอสมุดก็ดูจะไกลหูไกลตาเกินไป”

“เจ้าไม่ค่อยไปหอสมุดเช่นนั้นสินะ”

“เรื่องนั้นชั่งมันเถิดพะยะค่ะ...กระหม่อมคิดไว้ว่า รอให้สถานะเขาถูกรับรองเมื่อใด  จะให้เป็นอาจารย์นะพะยะค่ะ เห็นอย่างนี้เขาอ่านสามก๊กกับไผ่หลินจบแล้วนะพะยะค่ะ”

“หึ..หากเจ้าไม่มัวมาขลุกอยู่ที่ลานฝึก เจ้าก็คงอ่านจบแล้ว”

“โธ่ พี่อี้ฝาน..”

“หึหึ..” แย้มสรวลอย่างเหนื่อยพระทัยในความคร้านของน้องชาย ก่อนจะตรัสอย่างห่วงใยในอนุชาเพียงหนึ่งเดียว “จื่อเทาบอกพี่มาว่า ทาสหลวงพวกนี้ไม่ชอบมาพากลนัก อย่างไรเสีย..เจ้าก็ระวังตัวด้วย”

“รับพระบัญชาพะยะค่ะ” น้อมรับอย่างเป็นทางการ เรียกรอยสรวลขบขันอย่างเอ็นดูจากพี่ชาย ก่อนสายพระเนตรขององค์ชายจะทอดไปยังทาสหลวงของเขา ท่าทางสำรวม น้อมกายตลอดเวลาอย่างนอบน้อม ในมือมีผ้าขาวสะอาดพาดไว้ รอถวายยามเสโทของเขารินหลั่ง...

ความอาทรนั้นอยู่ในสายพระเนตรขององค์จักรพรรดิตลอดเวลา เขาคงต้องรีบสืบหาความจริงให้กระจ่าง ก่อนสายใยความอาทรนี้จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าหากสายใยนี้แน่นแฟ้นขึ้นเมื่อใด เขาคงกล้ำกลืนความสงสาร ทำเป็นเมินเฉยต่อความทุกข์ใจของอนุชาเพียงหนึ่งเดียวของเขาไม่ลง







 

“ลู่หาน”

“หืม..กระไรหรือขอรับ” เงยหน้าขึ้นมาตอบรับคำเรียกของป๋ายเซียน เกือบอาทิตย์แล้วที่ทาสหลวงอยู่ในราชสำนักนี้ และตอนนี้ขบวนเสด็จทั้งหมดอยู่หน้าตำหนักของไทเฮา ระหว่างรอองค์ชายพูดคุยกับพระมารดา ขันทีก็ขอพูดคุยกับทาสหลวงบ้าง

“...”

“อ้าว เรียกข้าเพื่อจะมองหน้าข้าหรือขอรับ” เอ่ยอย่างสงสัยในสีหน้าลำบากใจของป๋ายเซียน

“เปล่าหรอก..” ก้มหน้ามองพื้นไปที ก่อนจะสูดหายใจเข้าแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าว่าง! ข้าเบื่อ!..เหลืองานให้ข้าทำบ้างสิ!!

“เอ๋..”

“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น หน้ากวางอ้อนของเจ้าใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก”

“เหหหหห?!..” นี่เขางงไปหมดแล้ว พี่ป๋ายเซียนพูดอะไรของเขากันนะ

“เจ้าน่ะ..”

“..?!

“ข้าล่ะอยากทำแรงๆให้ร้องไห้เสียจริง!!

!!!

“หึ้ยย!! สะบัดหน้าหนีไปทางอื่น ก่อนจะกอดอกแน่น ทำท่าไม่พอใจ

ฟากทาสหลวงก็ไม่รู้ตัวว่าไปทำอะไรให้ไม่พอใจ ก่อนจะหลุบตาลงทบทวนคำพูดของป๋ายเซียนตั้งแต่ประโยคแรก

...หงุดหงิดเพราะว่างเกินไปหรือ...

คงเป็นเช่นนั้น เพราะตั้งแต่ป๋ายเซียนเริ่มสอนงานให้ลู่หาน บอกว่าก่อนองค์ชายตื่นบรรทมต้องเตรียมอะไรบ้าง เก็บแท่นพระบรรทมอย่างไร แต่ละวัน..องค์ชายจะเสด็จไหนบ้าง ลู่หานก็ทำงานเบื้องหลังทุกอย่าง มีเพียงงานเบื้องหน้าพระพักตร์อย่าง ถวายเครื่องทรง ถวายสำรับ และส่งเข้าบรรทมเท่านั้นที่เหลือไว้ให้ป๋ายเซียน เผลอๆลู่หานทำงานละเอียดกว่าป๋ายเซียนเสียอีก อย่างผ้าขาวบางชุบน้ำเตรียมซับพระพักตร์หลังออกจากลานฝึกลู่หานก็เป็นคนเตรียม ชาอุ่นๆหลังตื่นบรรทมใหม่ๆลู่ห่านก็เป็นคนเตรียม ป๋ายเซียนคงจะเบื่อที่ได้แต่รอถวายงานเฉยๆ

“ท่านเบื่อหรือ..พี่ป๋ายเซียน” เอ่ยเสียงอ่อนหวังให้กงกงตัวน้อยยอมหันมาคุยด้วย แต่ก็เปล่าประโยชน์ ป๋ายเซียนยังคงทำหูทวนลม ลู่หานมองไปรอบๆเห็นข้าหลวงแต่ละคนกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติก็ค่อยๆเดินเข้าไปใกล้กงกงน้อยก่อนจะแตะศอกเบาๆและเอ่ยเสียงอ่อน

“พี่ป๋ายยา...โกรธข้าแล้วหรือขอรับ”

เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้ามุ่นก็หันมาตามเสียงอย่างไม่เต็มใจนัก บังเอิญสบเข้ากับนัยน์ตาเนื้อทรายที่หม่นลง

เอาแล้ว..แบบนี้แหละที่เขาชอบ

คิดแล้วก็หันกลับมาทางเดิม แสร้งโกรธตามที่ทาสหลวงว่า น้ำเสียงฟังดูห่างเหินราวคนไม่รู้จัก

 “ใช่..มาถึงเจ้าก็แย่งงานข้าทำเสียเกือบหมด..อยากได้ความดีความชอบหรือ” ได้ฟังดังนั้นทาสหลวงก็ยิ่งลุกลี้ลุกลน ไม่อยากให้พี่ชายเพียงหนึ่งเดียวในวังอันกว้างใหญ่ต้องเข้าใจเขาผิด

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ..พี่ป๋าย”

“...” หันมามองสบนัยน์ตาโศก ทำเป็นต้องการคำอธิบาย แต่ใจจริงเขาอยากเห็นแววตาของลู่หานต่างหาก

“ข้าเป็นทาสหลวง..จะให้ยืนดูกงกงที่มีศักดิ์สูงกว่าทำงานอยู่คนเดียวหรือขอรับ”

“...” เมื่อเห็นป๋ายเซียนนิ่งฟัง ลู่หานก็ค่อยๆอธิบายต่อโดยมือก็ยังแตะศอกพี่ชายอยู่อย่างนั้น

“ข้าตระหนักในสถานะข้าที่นี่ทุกลมหายใจ ที่นี่คือราชสำนักหลวง หากข้าทำสิ่งใดมิควรแม้เพียงเล็กน้อย ข้ามีสิทธิ์ต้องโทษได้ทุกเมื่อ”

“...”

“เพราะข้า...เป็นเพียงทาส”

“ทาสหลวง” ตอกกลับเสียงแข็งอย่างรวดเร็ว เพราะแค่มี “หลวง” สถานะก็ต่างกันมากโข

“..ขอรับ” แย้มยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าป๋ายเซียนยังห่วงความรู้สึกของตนอยู่

“..ข้าถามเจ้าสักอย่างสิ” หันกายมาคุยกับทาสหลวงอย่างจริงจัง พลันมือบางที่แตะศอกอยู่ก็ห่างออกไปโดยปริยาย ลู่หานตกใจเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเล็กของป๋ายเซียนมากุมไว้ ลู่หานตระหนักดีถึงจุดนี้..ดังที่โบราณว่า “จับเข่าคุย” แค่เพียงได้สัมผัสกันระหว่างสนทนา..ความรู้สึกของเราก็จะถ่ายทอดไปถึงอีกฝ่ายได้รับรู้ด้วย

“อื้ม..ถามมาสิขอรับ” พยักหน้าพลางแย้มยิ้มรับ

“ดูเจ้าทำงานรับใช้ได้ดีมาก..ดียิ่งกว่าข้าที่เป็นขันทีเสียอีก ผิดวิสัยคุณชายนัก” แววตาคลางแคลงใจส่งมาถึงลู่หานอย่างชัดเจน ป๋ายเซียนสังเกตแววตาหวานเมื่อครู่ว่างเปล่าไปในทันควัน มือที่กุมกันไว้สั่นเล็กน้อยก่อนลู่หานจะก้มหน้าลงข่มความรู้สึกไว้ พลันความสั่นระริกนั้นก็หายไป เผยแววตาแกร่งที่เงยหน้ามาสบตาป๋ายเซียนไม่หลบเลี่ยง

“เรื่องมันยาว..หาที่นั่งคุยกันเถอะ”





 

“ตอนเขายังเด็ก..ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวขุนนางที่มีความสุขดีพะยะค่ะ บิดาไม่เคยมีอนุให้บ้านร้อนเป็นไฟผิดจากบ้านของขุนนางอื่นๆ”

กลางดึกสงัดในตำหนักขององค์ชายปรากฏแสงเทียนดวงเล็กกลางโต๊ะไม้ประดับมุกกลางห้องบรรทม เจ้าของห้องประทับบนเก้าอี้ เบื้องหน้าเป็นคนสนิททั้งสองที่ตอนนี้ร่วมนั่งบนเก้าอี้ด้วย ใบหน้าของทั้งสามรุมสุมกันอยู่กลางโต๊ะ เป็นหน้าที่ของกงกงตัวน้อยที่ทูลเรื่องราวทั้งหมดที่ได้รับรู้มาต่อองค์ชาย

“..จนเขาอายุได้สิบห้าปี มารดาก็เสียไปเพราะโรคร้าย ไม่ว่าหมอจากที่ไหนก็รักษาไม่หาย”

“...” ทีอย่างนี้ล่ะตั้งใจฟังกันจริง

“ประสาครอบครัวลูกโทน เมื่อมารดาไม่อยู่..การงานในบ้านเขาก็จัดการเองทั้งหมด ดูแลตั้งแต่บ่าวในบ้านไปถึงบิดา เพียงแต่เป็นผู้ชายเท่านั้น ไม่เหมือนบ้านอื่นที่มีน้องสาวพี่สาวรับหน้าที่นี้ไปแทน”

“อืม..ฟังดูก็ราบรื่นดีนี่นะ เหตุใดจึงได้มาเป็นเครื่องบรรณาการ” องครักษ์ผิวเข้มเอ่ยข้อสงสัยออกมา

“เรื่องมันเริ่มตรงนี้..” ตบโต๊ะดังป้าบ สบตาผู้ฟังทั้งสองก่อนจะเริ่มเล่าอย่างออกรสออกชาติ   “พอฮูหยินลู่จากไป ใต้เท้าลู่ก็เสียใจเป็นวักเป็นเวร การงานไม่เป็นอันทำ ดื่มเหล้าเมาเคล้านารี..ร้อนถึงลู่หานต้องไปพาตัวกลับมาที่บ้านบ่อยครั้ง”

“เหล้ามาแล้ว..ต่อไปการพนันเป็นแน่” จงเหรินเอ่ยอย่างรู้แกน

“ผิด!

“อ้าว!!” ผู้ฟังทั้งสองเบิกตาฉงน ป๋ายเซียนจึงเล่าต่ออย่างผู้เหนือกว่า

“พอใต้เท้าลู่ขาดประชุมบ่อยครั้งเข้า จึงเปิดโอกาสให้ขุนนางคนอื่นๆใส่ความเสียๆหายๆ..แต่ท่านเจ้าเมืองก็พอเห็นใจ เห็นว่าเสียฮูหยินอันเป็นที่รักไปจึงยังให้โอกาสเข้าทำงานอยู่ ประจวบกับลู่หานสนใจตำราแพทย์มาตั้งแต่มารดาป่วยหนัก ก็เริ่มเรียนหนังสืออย่างจริงจัง”

“อะไรกันป๋ายเซียน!! ข้าไม่เห็นว่ามันจะมีเหตุใดให้ลู่หานมาเป็นบรรณาการเลย! จงเหรินฉุนขาดเมื่อเห็นว่าฟังมาเสียนานก็ยังไม่มีเหตุอันใดจะสร้างความลำบากให้ทาสหลวงได้

“ไอ้ดำ!..เงียบแล้วฟังข้า!!

“..เหอะ” สบถเล็กน้อยก่อนจะตัดรำคาญด้วยการนอนหนุนแขนฟังเสียบนโต๊ะ เมื่อบรรยากาศกลับมาสงบ ป๋ายเซียนตั้งท่าจะเล่าต่อแต่ก็ไม่ทันองค์ชายที่เงียบอยู่นาน

“เล่าเสียเหมือนอยู่ในเหตุการณ์เชียวนะ” หรี่พระเนตรลงเล็กน้อยทอดไปยังกงกงที่ครั่นตัวอยากจะทูลต่อเสียเต็มประดา

“เขาเรียกว่า..เป็นผู้ถ่ายทอดที่ดีพะยะค่ะ” แล้วก็ได้รับการพยักพักตร์อย่างส่งๆปลงพระทัยว่าให้เล่าต่อ “ประเด็นมันอยู่ที่...ลู่หานถูกจับเป็นตัวประกันพะยะค่ะ”

“หา!!/ เหหห!!” บทจะเข้าประเด็นก็ไร้ปี่ไร้ขลุ่ยอย่างนี้เนี่ยนะ

“ไม่ต้องหาให้เสียเวลาหรอกพะยะค่ะ เพราะมีสารปริศนาส่งมาถึงบ้านใต้เท้าลู่ เนื้อความประมาณว่าให้ใต้เท้าลู่หาอะไรสักอย่างมาแลกกับตัวลู่หาน เรื่องสารปริศนานั้นลู่หานเองก็ไม่แน่ใจ แต่ได้ยินเรื่องนี้มาจากบ่าวในบ้านหลังถูกปล่อยตัวออกมา”

“...”

“หลังจากนั้นไม่นานใต้เท้าลู่ก็ถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อแคว้น หลักฐานทุกอย่างพร้อมสรรพ แถมใต้เท้าลู่ยังรับสารภาพเองเสียด้วย”

“...”

“ ท่านถูกจำคุกตลอดชีวิต ทรัพย์สินทั้งหมดริบเป็นของกลาง ท่านเจ้าเมืองเมตตาเหลือบ้านไว้ให้ลู่หานเพิ่มบ่าวรับใช้สองคน..โดยมีข้อแม้ว่าต้องประพฤติตนเป็นประโยชน์แก่แคว้น ลู่หานเลยสอนหนังสือให้กับเด็กๆแถวนั้นอยู่หลายปี จนมาปีนี้ที่ท่านเจ้าเมืองหวังเพิ่งบารมีฮ่องเต้พะยะค่ะ”

“อืมมมม” องครักษ์หนุ่มพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเหลือบไปทางองค์ชายที่นิ่งฟังเงียบๆ

“องค์ชาย..” ป๋ายเซียนเอ่ยเสียงเบา ก่อนโอษฐ์หยักจะตรัสแผ่วเบา

“มาเป็นบรรณาการเพราะได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง หรืออีกนัย..ก็คงถูกบังคับกลายๆ”

“มีอะไรหรือพะยะค่ะ” ป๋ายเซียนเอ่ยถามอย่างฉงน ก่อนพระเนตรจะมองสบกับคนสนิททั้งสอง

“พวกเจ้ามิคิดรึ ว่าการติดคุกของใต้เท้าลู่มันแปลกๆ”

“ก็เป็นกบฏนี่พะยะค่ะ” ป๋ายเซียนเอ่ยตอบประสาคนไม่รู้จักการทหาร จงเหรินที่เห็นว่าขัดหูขัดตาจึงบอกให้ขันทีน้อยได้กระจ่างอะไรเสียบ้าง

“ธรรมดาคนที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด ไม่มีใครเขายอมรับผิดหรอก..แต่ใต้เท้าลู่กลับสารภาพแต่โดยดี และโทษของกบฏคือเนรเทศออกไปให้พ้นๆเสีย แต่นี่กลับถูกจับขังคุกเอาไว้ราวกับให้อยู่ในสายตา” กงกงน้อยพยักหน้ารับรู้ องค์ชายจึงตรัสเสริมขึ้น

“แล้วอะไรที่ใต้เท้าลู่ใช้ประกันตัวลู่หาน ระหว่างนั้นลู่หานถูกขังอยู่ที่ใด”

“โอ๊ย!! ทำไมกระหม่อมไม่รู้สึกกระจ่างขึ้นเลยองค์ชาย”

“ไม่เป็นไร..เจ้าทำดีมากป๋ายเซียน แยกย้ายกันไปนอนเถิด”

“ราตรีสวัสดิ์พะยะค่ะ”

“ราตรีสวัสดิ์องค์ชาย” พยักพักตร์รับก่อนบรรดาคนสนิทจะออกจากห้องบรรทมไปยังห้องนอนของตนในหมู่พระตำหนัก

เมื่อไร้เสียงเจื้อยแจ้วของป๋ายเซียนห้องบรรทมก็ดูเงียบลงไปถนัดตา วรกายแกร่งย้ายมาที่แท่นบรรทม พลันหางตาก็สะดุดกับแสงอ่อนหลังฉากบังตา หากพอหันไปพิศกลับไร้แสงใดๆนอกจากแสงจากคบเพลิงนอกพระตำหนัก เมื่อคิดได้ว่าเรื่องของลู่หานคงทำให้เขาอุปโลกน์ไปเอง จึงเลิกสนพระทัยเสียแล้วล้มวรกายลงบรรทม

เอาเข้าจริงเรื่องของลู่หานก็ยังก่อกวนแม้ยามหลับตา ขนงค์เข้มเผลอขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว ช่วงระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่นก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ค่อยๆเกลี่ยขนงค์งามให้แยกออกจากกัน ไอเย็นนั้นแผ่ไปทั่วเศียรจนรู้สึกเบาสบาย ก่อนผ้าห่มหนาจะถูกกระชับขึ้น พลันเสียงทุ้มนุ่มก็แว่วดังระหว่างทางฝัน

“ราตรีสวัสดิ์”

 




            คืนนี้เป็นอีกคืนในราชสำนักหลวงที่ไร้กลิ่นอายอันชวนขนลุกเช่นที่ผ่านมา เพราะระฆังที่ชำรุดไม่ตีบอกเวลามาหลายคืนแล้ว เสียงหวีดหวิวของสายลมยามค่ำคืนเปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้าหนักของเวรยามตามรับสั่งขององค์ไทเฮา

หลังจากหมอหลวงถวายโอสถแด่องค์จักรพรรดิเรียบร้อยบรรยากาศในห้องบรรทมก็เงียบสงัด บนแท่นบรรทมปรากฏวรกายแกร่งบรรทมอยู่ หากแต่ยังรู้สึกองค์อยู่ตลอดเวลา ด้วยตระหนักตนว่าเป็นฮ่องเต้ ทุกการกระทำจึงต้องระวังตลอดเวลา..ไม่เว้นแม้กระทั่ง..เวลานอน

            ฟูกนอนด้านหลังยวบไปตามแรงกดทับ หากแต่องค์จักรพรรดิกลับไม่รู้สึกถึงกระแสปองร้ายใดๆ ดำริไปต่างๆนาๆวรกายแกร่งก็ค่อยๆพลิกกายกลับมามองสาเหตุของการยุบลงของฟูกนอน

            “ท่านเทวารักษ์หรือ..” ตรัสกับละอองระยิบระยับที่ค่อยๆหมุนวนรวมกันเป็นรูปร่างมนุษย์

            “พะยะค่ะ..ฮ่องเต้” น้อมกายรับอย่างนุ่มนวลก่อนจะนั่งอย่างสำรวมที่ปลายแท่นบรรทม

            “มาเสียเงียบเชียบ..ข้านึกว่าใครมาปองร้ายเสียอีก”

            “กระหม่อมเป็นวิญญาณปกปักษ์ไร้กายเนื้อ จะให้เดินลงฝีเท้าคงมิได้พะยะค่ะ”

            “หึหึ..” แย้มสรวลเล็กน้อย คิดแล้วก็น่าตลก..นั่งคุยกับผีอยู่รึ

            “จะว่าผีก็อาจใช่พะยะค่ะ..กระหม่อมกับเขาไร้กายเนื้อเช่นกัน”

       “??!! ขนงค์หนาเลิกขึ้นเล็กน้อย เมื่อสักครู่เขาพูดอะไรไปอย่างนั้นหรือ

       เมื่อเห็นพระพักตร์คมมีท่าทีสงสัยจึงเอ่ยเปลี่ยนเรื่องเสียเฉยๆ 

            “หื้ม..เรื่ององค์ชาย..พระองค์มิต้องกังวลพระทัยไป ทาสหลวงคนนั้นเป็นคนดีพะยะค่ะ” ทูลจบพระเนตรคมก็เบิกขึ้นทันที พลางตรัสถามอย่างร้อนรน

            “ท่านรู้อะไรอย่างนั้นหรือ บอกข้าทีเถิด”

            “มิได้พะยะค่ะ” หลุบตาลงต่ำไม่กล้าสบพระเนตรคม “บัญชาสวรรค์..มนุษย์มิอาจล่วงรู้ กระหม่อมเพียงทูลให้พระองค์เบาพระทัย” ทูลเท่านั้นก่อนร่างโปร่งนั้นจะค่อยๆเลือนหายไป

            “ช้าก่อน..ท่าน..อย่าเพิ่งไป” ทอดพระเนตรไปทั่วห้องบรรทม “ท่าน..” แต่กลับมีแต่ความมืดมิด ไร้แสงสว่างใดๆ

            


             ..แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของเขาหายไปแล้ว...




.......................................................................................

ทำร้ายอาลู่ไม่ลง...แต่ก็แต่งไปแล้วนะลูกก T^T

จะแต่งต่อไปแม้กำลังใจจะน้อย เพราะ มีความสุขที่ได้แต่งและ....สนองนี้ดตัวเองล้วนๆ 555

กราบงามๆให้กับคนที่หลงเข้ามาอ่าน _/\_ ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น