ณ แดนสรวง [Boy's Love] = จบแล้ว =

ตอนที่ 23 : บทที่ 20 ศึกสยบเทพสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 797
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ต.ค. 56


บทที่ 20 ศึกสยบเทพสวรรค์

 

เฮงซวย แย่ที่สุด...สารเลว!

 

เฮสเลนวิ่งลัดเลาะผ่านป่าที่เต็มไปด้วยความเร็วสูง มือที่มีอยู่ข้างเดียวกุมดาบในท่าพร้อมรับการโจมตีทุกรูปแบบ อีกข้างที่มีละอองสีดำฟุ้งออกจากส่วนที่ขาดเรืองแสงแห่งมนตราบาง ๆ ปากก็สบถถ้อยคำหยาบคายสารพัดที่นึกขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ขณะดวงตากลอกไปมาจับความเคลื่อนไหวผิดปกติไปด้วย

 

เพียงทันทีที่สัมผัสได้ว่าอัลล์ทำลายจิตของเฮสเลนในตัวนาซิลลาได้แล้ว ไคซัสที่คุมเชิงอยู่ในระหว่างที่องครักษ์ช่วยกันกำจัดฝูงแมลงไสยเวทให้หมดก็เข้าโจมตีเฮสเลนทันที เทพรัตติกาลหลบเลี่ยงมาได้และตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปกำจัดนาซิลลากับอัลล์เป็นการแก้แค้นฐานทำให้เขาเกือบเสียท่าให้มหาเทพสงคราม

 

ทว่าตอนที่กำลังวิ่งผ่านลานโล่งเล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างทาง จู่ ๆ ก็มีพลังเวทสีฟ้าดวงใหญ่ยิงใส่กะทันหัน เทพร้ายรวมพลังไว้ที่ดาบแล้วปัดมันกลับคืนเข้าของซึ่งก็คือ หนึ่งในองครักษ์ของไคซัสนั่นเอง แต่ในจังหวะที่ละสายตาไปก็มีองครักษ์สองตนโผล่มาเสือกดาบใส่ตรง ๆ ทางด้านหน้า เฮสเลนทะยานตัวขึ้นด้านบนพร้อมสะบัดอาวุธหมายจะสังหารพวกนั้นด้วยเวทดาบจันทร์เสี้ยว แต่องครักษ์คนที่สี่ซึ่งซ่อนตัวอยู่กลับยิงเขาด้วยลูกศรแสงจนเสียโอกาส เทพร้ายคำรามอย่างโมโหแล้วอัดพลังเวทที่แข็งแกร่งกว่ากลับไป ทว่าองครักษ์อีกคนก็ปรากฏตัวจากเงามืดมากางโล่มนตราป้องกันไว้ได้ทันเวลา

 

เฮงซวย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี พวกทหารก็เฮงซวย!!

 

เทพร้ายผมสีดำตวาดอย่างหัวเสียและหมุนตัวกลับไปตวัดดาบใส่แนวต้นไม้ที่เพิ่งวิ่งผ่านมา ใบมีดเวทมนต์ขนาดเล็กนับสิบเล่มบินไปสะบั้นพฤกษาศิลาสี่ต้นขาดเป็นชิ้น ๆ โค่นลงมาขวางทางพวกราชองครักษ์ทำให้เสียจังหวะกันไปหมด แต่ยังไม่ทันที่เฮสเลนจะได้ขยับไปไหนไกล พลันมีแสงสีส้มตกลงมาจากข้างบนอย่างเร็ว!

 

เสียงศัตราวุธเหล็กกล้าปะทะกันอย่างแรงกังวานไปทั่วบริเวณนั้น เหล่าองครักษ์รีบกระจายกำลังล้อมไว้ บางส่วนแยกออกไปจัดการกับแมลงไสยเวทฝูงเล็ก ๆ ที่ไล่ตามเจ้าของแสงสีส้มมา ในขณะที่เทพร้ายใช้แขนเสริมแรงดาบไว้มิให้หอกของมหาเทพสงครามผ่านมาต้องร่างตนเองได้

 

ฮึ่ม! แข็งแรงจังนะมันกัดฟันกรอด

 

เจ้าเองก็เหมือนกัน มีแขนข้างเดียว แต่รับมือกับคนของข้าได้สบายเลยไคซัสว่าพลางออกแรงกดอีกนิดส่งผลให้อีกฝ่ายทรุดลงบนเข่าข้างหนึ่ง

 

แต่ยังไม่เท่ากับเจ้าหรอก ไปเอาแรงควายแบบนี้มาจากไหน!

 

ขาดเสียงตวาด ดวงตาสีน้ำเงินของเฮสเลนก็เปล่งแสงสีแดงฉาน ไคซัสรีบเอียงหน้าหลบไปข้าง ๆ ได้ทันเวลา แม้ว่าผมจะถูกพลังนั้นเผาไปสองสามเส้น เฮสเลนกระแทกตัวมหาเทพสงครามออกไป ก่อนจะเป็นฝ่ายบุกบ้างเพื่อชิงความได้เปรียบ ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะเติบโตมาท่ามกลางอาชญากรหรืออย่างไร ดาบของมันจึงเล็งช่องโหว่ของไคซัสอย่างแม่นยำเกือบทุกครั้ง อีกทั้งยังอาศัยรูปร่างที่ปราดเปรียวกว่าหลบหลีกการโจมตีได้อย่างคล่องแคล้ว พร้อมกันนั้นก็บังคับฝูงแมลงไสยเวทเข้าเล่นงานพวกองครักษ์มิให้มาขัดขวางการต่อสู้ของพวกเขาอีกด้วย

 

เสร็จข้าล่ะ!เฮสเลนแสยะยิ้มสาแก่ใจเมื่อไล่ต้อนไคซัสไปจนมุมใต้ต้นสนหินยักษ์ขนาดใหญ่ได้ มันเสือกดาบฉาบมนตราเข้าไปอย่างเร็วหมายเผด็จศึกนี้ มหาเทพสงครามปัดมันออกไปด้วยมือเปล่า แต่ทันทีที่ดาบฝังลึกลงในเนื้อไม้หิน เทพร้ายก็ใช้พลังเวทเคลือบใบดาบแล้วตวัดใส่ไคซัสทันใด มหาเทพสงครามต้องกระโดดหลบไปข้าง ๆ แต่เหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ เทพร้ายจึงทะยานเข้ามาฟาดดาบใส่มหาเทพสงครามอย่างแรง

 

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไหนบอกว่าจะจัดการกับข้าไงล่ะ ทำแค่นี้ฆ่าข้าไม่ได้หรอกนะ!แล้วใบหน้าที่เหมือนกับฮาธอสก็เหยียดยิ้มหวานที่ดูน่ารังเกียจอย่างยิ่ง หรือเพราะหน้าของข้าเหมือนฮาธอส เจ้าเลยไม่กล้าลงมือ...

 

อย่าล้อเล่นนะ

 

ถ้าอย่างนั้นมันเพราะอะไรกันล่ะ เมื่อร้อยปีก่อนเจ้าเล่นงานร่างจิตของข้าได้ง่าย ๆ แต่ทำไมเจอกันอีกทีถึงกลายเป็นไอ้อ่อนแอไปแล้ว!

 

เฮสเลนกระแทกดาบกลับอย่างกะทันหันทำให้ไคซัสตกใจ ชายหนุ่มฉวยโอกาสนั้นหวดด้ามดาบใส่อย่างไม่ปรานี แรงกระแทกหนักหน่วงขนาดทำให้มหาเทพสงครามเกือบล้มทั้งยืน แต่เทพร้ายเตะสวนขึ้นมาทำให้เขาต้องพลิกตัวหลบและล้มกลิ้งไปบนพื้น ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหลบลูกไฟกว่าสิบลูกที่เทพรัตติกาลยิงใส่ สุดท้ายก็กระโดดหลบไปข้างหน้าสุดแรง เมื่อมนต์เพลิงลูกใหญ่ถูกยิงมาโดนไม้อีกต้นจนเกิดไฟลุกท่วมไปถึงยอด โชคดีที่เป็นป่าหินจึงไม่มีอันตรายมากกว่านั้น ทว่าไคซัสก็ต้องรับมือกับเฮสเลนต่อหลังทะยานเข้ามาโรมรันดาบใส่เขา

 

ถึงจะรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว ทว่ายิ่งไคซัสสู้กับเฮสเลนเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างที่ฮาธอสเคยเล่าไว้ พวกเขาพี่น้องแตกต่างกันสุดขั้ว เทพคนสวนนั้นมีจิตใจที่ใสสะอาดและพร้อมเสียสละเพื่อคนอื่นอย่างไม่เสียดาย กลิ่นกายหอมบริสุทธิ์สมเป็นเทพที่เกิดบนสวรรค์ แต่จิตใจของเทพร้ายกลับถูกย้อมด้วยความมืด อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความกระหายการฆ่าฟัน เนื้อตัวก็เหม็นโฉ่ไปด้วยคาวเลือด ชั่วชีวิตของไคซัสเพิ่งเคยเจออมนุษย์ที่น่าขยะแขยงขนาดนี้เป็นครั้งที่แรก หากไม่นับจอมอสูรที่เขาเคยชิงบัลลังก์มากับจอมมารแห่งเผ่าปีศาจที่เคยสังหารไป

 

ดาบเล่มเพรียวแต่อันตรายด้วยเวทมนต์ที่ฉาบคมมีดเสือกเข้ามาเฉียดลำคอไคซัสอีกหน เทพอสูรหวดอัลเจอร์กลับเป็นการตอบโต้ แต่เฮสเลนหลบเลี่ยงด้วยวิชาหายตัวแล้วไปปรากฏตัวเตะมหาเทพสงครามจากทางด้านหลัง ร่างสูงใหญ่กระเด็นหวือไปชนต้นไม้ใหญ่อย่างไม่เป็นท่าอีกรอบ

 

ให้ตายสิ ทำไมยิ่งสู้ยิ่งอ่อนเล่า!เทพร้ายเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ แขนขวาที่ไร้มือโบกไปมาจนละอองดำฟุ้งกระจายไปทั่ว ไคซัสหยัดตัวยืนขึ้นมาได้ก็ต้องยกอัลเจอร์ป้องกันศีรษะไว้อีกครั้ง เมื่อเฮสเลนมาปรากฏตัวต่อหน้าอย่างกะทันหันและสะบัดดาบใส่ด้วยความเร็วแสง อาวุธทั้งสองเล่มปะทะกันจนเกิดเสียงกังวานขึ้นอีกหน

 

หึ! ความแข็งแกร่งของเจ้าไปไหนแล้ว เทพอสูร เป็นแบบนี้ เจ้าได้ตายแน่!

 

ดาบถูกดึงออกไปในเสี้ยววินาทีที่ขาดเสียง ก่อนแขนขวาที่ไร้มือจะหวดใส่ศีรษะของมหาเทพสงครามเข้าเต็มรัก เพราะฉาบมนตราไว้อีกชั้นจึงสามารถเล่นงานคู่ต่อสู้ได้เสมือนต่อยด้วยหมัดจริง ๆ แต่เทพอสูรยังใจแข็งพอตวัดตามองอีกฝ่ายอย่างเกลียดชัง และตอนนี้เองที่กระแสจิตของเขารับรู้ความเคลื่อนไหวจากอีกจุดหนึ่งได้

 

ไปกันหมดแล้วสินะ...

 

หืม? ว่าอะไรนะเพราะเสียงเปรยของอีกฝ่ายเบาเกินไป เฮสเลนจึงเอียงหูไปฟังให้ถนัด

 

แต่ทันใดนั้นเอง กำปั้นที่ใหญ่โตเหมือนค้อนหุ้มด้วยเกราะเหล็กกล้าก็ยิงสวนมาอัดแก้มของเทพร้ายอย่างจัง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ใบหน้าคมสะบัดหัน ฟันกรามหลุดจากปากไปหนึ่งซี่ แต่ยังทำให้ร่างสูงโปร่งลอยละลิ่วออกไปเหมือนตุ๊กตาไส้ขนนก เหมือนจะยังไม่พอใจมหาเทพสงครามจึงหายตัวไปปรากฏใกล้ ๆ แล้วเตะกลางลำตัวจนจุกไปหมด มือใหญ่คว้ากลางกระหม่อมศัตรูแล้วบีบแน่นจนร้องเสียงหลง จากนั้นก็เสริมกำลังแขนด้วยมนตราแล้วขวางออกไปประหนึ่งเทพร้ายเป็นเพียงหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น!

 

เฮสเลนเจ็บปวดจนไม่รู้อีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนอีกบ้าง รู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่หลังไปกระแทกเข้ากับต้นสนใหญ่ที่หลอมละลายจากดวงเวทที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ ตัวเขานิ่งค้างอยู่ตรงนั้นสักครู่ก่อนลื่นพรืดตกลงไปยังก้นหลุมระเบิดที่ร้อนจัดจนมีควันโชยกรุ่น มันลวกผิวเนื้อตัวเขาอย่างรุนแรงจนต้องรีบตะเกียกตะกายขึ้นมาด้วยกำลังเท่าที่มีอยู่ เจ็บปวดและแสบร้อนไปทั้งตัวอย่างที่ไม่เคยมาก่อน

 

อะไรวะ...เกิด...อั่ก!ชายหนุ่มผมดำเพิ่งคลานจนพ้นปากหลุมมาได้ไม่ไกลก็ถูกไคซัสที่ถามมาถึงกระทืบกลางหลังอย่างไม่ออมแรงสักนิด ความเจ็บปวดที่ซ่านขึ้นมาทำให้เทพร้ายหมดแรงไปชั่วขณะ

 

แกถามว่าข้าสู้ไปเพื่ออะไรใช่ไหมไคซัสบดเท้าราวกับขยี้แมลงตัวจ๋อย เสียงร้องครวญของเทพรัตติกาลพร้อมกับละอองสีดำที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ มาถึงตรงนี้แล้ว แกเข้าใจหรือยังว่าข้าสู้เพื่ออะไร

 

ชายหนุ่มที่ถูกเหยียบอยากจะแหกปากบอกเหลือเกินกว่า ไม่รู้แต่เขากลับฉุกใจได้ในตอนนี้เองว่าจุดที่พวกตนอยู่นั้นเป็นที่ไหน มันคือบริเวณที่อัลล์กับนาซิลลาซึ่งเป้าหมายในการแก้แค้นเคยอยู่ ทว่าบัดนี้เทพชายหญิงทั้งสองตนได้หายตัวไปแล้ว รวมถึงองครักษ์ของมหาเทพสงครามด้วย

 

โกหกน่า...อย่าบอกนะว่า...อั่ก!

 

ฉลาดแล้วเรอะ?” มหาเทพสงครามออกแรงบดขยี้ที่เท้าอีกครั้ง เจ้าเป็นคนเก่งก็จริง แต่พอเริ่มสู้จริงเมื่อไหร่ก็จะสติแตกมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวจนลืมรอบข้างไปหมด ข้าสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วก็เลยสั่งพวกทหารผ่านกระแสจิตให้พาอัลวินกับนาซิลลาหนีไปในระหว่างที่ข้าล่อเจ้าไว้ล่ะ

 

หนอยแน่...อ๊าก!เทพร้ายส่งเสียงร้องดังเมื่อน้ำหนักเท้าบนหลังเพิ่มมากขึ้น รู้สึกอึดอัดและเจ็บเหมือนตัวเองเป็นแมลงที่กำลังถูกอีกฝ่ายบดขยี้ให้ตายอย่างช้า ๆ แม้พยายามจะขยับมือเรียกเพื่อเรียกดาบกลับมา แต่ก็ถูกอัลเจอร์แทงยึดไว้กับพื้น แก...

 

เมื่อกี้แกถามว่าข้าสู้เพื่ออะไรสินะไคซัสทวนคำถามพร้อมลากใบมีดขึ้นมาตามลำแขนศัตรู เสียงแผดร้องแห่งความเจ็บปวดกึกก้อง คำตอบนั้น ไม่ยากเลย ข้าสู้เพื่อ ปกป้องไงล่ะ!

 

ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบของมหาเทพสงครามจะทำให้เฮสเลนชะงักงันไปได้ ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ความทรงจำในอดีตไหลบ่าเข้ามาประหนึ่ง คำนั้นเป็นกุญแจปลดผนึก ภาพของน้องชายฝาแฝดที่มีน้ำตาอย่างหวาดกลัวหลังถูกอดีตนายของเขาพยายามขืนใจลอยเด่นในดวงตา

 

‘...ตราบใดที่พี่ยังอยู่ พี่จะปกป้องเจ้าเอง...

 

ตั้งแต่เกิดจนโต เฮสเลนรับรู้ความแตกต่างระหว่างตนเองกับน้องชายมาโดยตลอด ฮาธอสเปรียบได้กับอัญมณีเลอค่าที่เหล่าอาชญากรอยากเลี้ยงไว้ดูเล่น โดยไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น แต่มันกลับมีแต่ความมืดมน ซึ่งดึงดูดคนแบบเดียวกันเข้ามาหาและนำพาให้จมลงสู่ความโสมมจนถอนตัวไม่ขึ้น ฮาธอสไม่เคยต้องแบกรับสิ่งใดผิดกับตัวมันที่มีความรับผิดชอบทันทีหลังจากมารดาจากไป

 

คำปฏิญาณนั้นเป็นหลักฐานยืนยันที่ดีที่สุด เป็นคำปฏิญาณแรกและสุดท้ายที่มันมอบให้กับคนอื่นนอกจากตนเอง อีกทั้งยังทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการรักษาคำพูดนั้นเสมอมา ต่อให้สุดท้ายแล้วเส้นทางที่มันเลือกเดินจะตรงกันข้ามกับน้องชายอย่างสิ้นเชิงก็ไม่เคยบิดพลิ้ว ฉะนั้นเมื่อมันได้รู้ถึงภาระอีกอย่างที่บุพการีทิ้งไว้ในสายเลือด มันจึงหวังว่าฮาธอสจะช่วยให้การแก้แค้นสำเร็จผล

 

แต่แก้วมณีที่สูงส่งดวงนั้น ไม่เพียงทำให้เฮสเลนต้องผิดหวัง กลับยังหักหลังมันอย่างแสนสาหัสอีกด้วย แน่นอนว่าเทพร้ายรักน้องชายของตนเองมาก ทว่าสิ่งที่เทพคนสวนเคยกระทำไว้ก็ไม่อาจให้อภัยได้เช่นกัน แผนการที่มันสู้อุตส่าห์วางไว้อย่างดี กว่าสรรหาพรรคพวกมาได้เลือดตาแทบกระเด็น กลับถูกญาติทางสายเลือดคนสุดท้ายทำลายเสียสิ้น ซ้ำร้ายยังขังมันไว้ในสถานที่ดำมืดที่สุดและน่ากลัวที่สุด และยังเอ่ยคำนั้น...ที่ทำให้ความโกรธของมันเดือดพล่านต่อหน้าอีกด้วย!

 

‘...คราวนี้ข้าจะเป็นฝ่ายปกป้องบ้าง...

 

อย่ามาล้อเล่นนะโว้ย!

 

จู่ ๆ เทพรัตติกาลก็ระเบิดพลังออกมา ทำให้ไคซัสต้องกางปีกมังกรและบินขึ้นไปหลบบนฟ้า แม้ว่าจะรีบแล้ว แต่เพราะอีกฝ่ายสำแดงอำนาจโดยไม่ทันให้ตั้งตัว เกราะขาข้างหนึ่งจึงได้รับความเสียหายจนต้องเสกขึ้นมาใหม่ มหาเทพสงครามรู้ดีว่าอีกฝ่ายคลั่งขึ้นมาเพราะคำตอบของเขา สายตาที่ทอดมองภาพเบื้องล่างจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด

 

โดมแสงสีดำกลืนกินทุกสรรพสิ่งในรัศมีสองร้อยเมตรหายไปจนหมดสิ้น ก่อนแตกออกกลายเป็นละอองสีดำลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศ มันดึงดูดเมฆสีรุ้งมากมายให้ลอยมาปกคลุมท้องฟ้าเหนือหุบเขาดำ บรรยากาศมืดสลัวและหนาวเย็นด้วยไอดำที่แผ่พุ่งขึ้นมาประหนึ่งภูเขาไฟคุกรุ่น พลังมืดมิดมหาศาลค่อยไหลออกมาจากรอยแตกแยกของพื้นดินและช่องเขาไปยังศูนย์กลางการระเบิดเหมือนวังน้ำวน หนาแน่นเสียจนมองไม่เห็นตัวเทพร้าย จับได้เพียงกระจุกจิตดำมืดดุจน้ำหมึกอยู่ใจกลางกระแสหมอก ภูตพรายปรากฏตัวส่งเสียงร้องโหยหวนชวนสยองขวัญ ทุกอณูของอากาศอัดแน่นด้วยพลังด้านลบที่แข็งแกร่งขนาดทำให้มหาเทพสงครามรู้สึกกดดันได้ เขาจึงไม่แปลกใจสักนิดที่เห็นเทพนักโทษที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ เหาะหนีตายด้วยความเร็วแสง

 

นี่น่ะหรือ พลังที่แท้จริงของเฮสเลน...ก็สมกับที่เคยเป็นที่หวาดกลัวของสวรรค์ล่ะนะ

 

แต่จังหวะที่หันไปทางมหานครแห่งสวรรค์ เพื่อส่งกระแสจิตสั่งให้พวกองครักษ์เตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทะเลหมอกเบื้องล่างรวมตัวกันแน่นกลายเป็นมังกรรูปร่างเพรียวยาวขนาดใหญ่ มันแผดเสียงคำรามกึกก้องสั่นสะเทือนทั้งท้องฟ้าและผืนดิน ภูตพรายที่มารวมตัวกันแยกออกเปิดทางให้มันทะยานเข้าใส่มหาเทพสงครามอย่างสะดวก ไคซัสตวัดอัลเจอร์มาขวางคมเขี้ยวของมันเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงของอีกฝ่ายได้และถูกดันออกไปเรื่อย ๆ เทพอสูรกัดฟันกรอดก่อนถีบตัวเองออกไปแล้วฟันมันจนขาดเป็นสองซีก ทว่าแทนที่มันจะสลายตัวกลับไปเป็นหมอกดังเดิม พวกมันกลับกลายเป็นมังกรสองตัวและพุ่งใส่มหาเทพสงครามพร้อมกัน

 

ทว่าไคซัสก็ไม่ยอมถูกโจมตีแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว เขารวมพลังเวทไว้ที่มือซ้ายแล้วซัดไปทำลายมังกรตัวขวาก่อน จากนั้นก็บินไปหาตัวขวา ใช้พลังเคลือบใบมืดของอัลเจอร์ไว้แล้วแทงรัว ๆ ใส่หัวมันจนขาดเป็นชิ้น ๆ ค่อยถอยออกมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป ซึ่งก็เหมือนกับที่เขาคาดเดาไว้ หมอกกลับมารวมตัวกันเป็นมังกรดังเดิมแล้วเริ่มไล่ล่าเขาอย่างดุร้าย แต่ละตัวกระโจนขึ้นมาจากทะเลพลังมืดดุจปลาฮุบเหยื่อ บางครั้งก็พ่นไฟออกมาทำให้มหาเทพสงครามต้องบินหลบเป็นพันวัน

 

แต่ในระหว่างที่หนีนั้น ไคซัสสังเกตว่าจำนวนภูตพรายมาขึ้นเป็นเหตุให้พลังศักดิ์สิทธิ์บริเวณนี้ลดต่ำลง ผิดกับพลังชั่วร้ายที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูได้จากขนาดตัวมังกรหมอกที่พองโตจนมีขนาดใหญ่กว่าตัวเขาถึงสิบเท่า พวกมันอ้าปากแผดคลื่นเสียงอันทรงพลังใส่เขาพร้อมกัน เล่นเอามหาเทพสงครามปวดหูจนตาพร่ามัวไปเลยทีเดียว เขาเผลอยกมือขึ้นเพื่ออุดหูเกิดช่องว่างใหญ่พอให้หนึ่งในมังกรฟาดตัวเขาตกลงไปในป่า!

 

อ๊าก!

 

ไคซัสกู่ร้องด้วยความเจ็บปวด ตัวของเขาไถลไปบนพื้น ทิ้งรอยครูดเป็นทางยาวก่อนหยุดลงใต้ต้นโอ๊ะหินขนาดใหญ่ แต่ก่อนที่จะขยับไปไหนมังกรตัวหนึ่งก็ทิ้งดิ่งหัวลงมากระแทกลำตัวเขาอย่างจัง ชุดเกราะพลันแตกกระจาย มหาเทพสงครามกระอักเลือดคำใหญ่ รู้สึกจุกเสียดไปทั้งตัว ก่อนมันจะขย้ำตัวเขาแล้วเหวี่ยงไปฟาดกับต้นเรดวู้ดหินจนหักเป็นสองท่อนล้มครืนไปด้วยกัน ท่ามกลางกองหินที่ทับบนตัวกับความเจ็บปวดภายในร่าง เทพอสูรเห็นมังกรทั้งสองตัวโน้มหัวลงมางับแขนเขาคนละข้างและลากขึ้นไปอยู่กลางอากาศ

 

เมื่อมหาเทพสงครามเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เฮสเลนก็ลอยตัวมาอยู่ต่อหน้าเขาจากด้านบน เทพร้ายดูไม่เหมือนผู้พ่ายแพ้ที่เขาเล่นงานไปก่อนหน้านี้อีกแล้ว เจ้าตัวห่อหุ้มร่างกายด้วยอาภรณ์สีดำสนิทที่ก่อเกิดจากมนต์ดำ มือขวาที่ขาดไปก็ถูกแทนที่ด้วยกรงเล็บสีดำทมิฬ เส้นผมแผ่สยายเสมือนผ้าคลุมมัจจุราช ดวงตาสีน้ำเงินหรี่มองเทพอสูรที่แทบสิ้นแรงอย่างเหยียดหยาม

 

ต้องขอบใจเจ้ามากจริง ๆ ที่ช่วยทำให้ข้าคิดถึงเรื่องงี่เง่าจนเรียกพลังที่แท้จริงออกมาได้ขณะกำลังพูด เฮสเลนก็แทงกรงเล็บสีดำเข้ามาในท้องของไคซัสด้วย ความเจ็บปวดซ่านขึ้นมาจนต้องกัดฟันกรอดกั้นเสียงไว้ อา...เวลาผ่านมาหลายร้อยปี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ารู้สึกดีเหลือเกิน

 

กระนั้นรึ ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยไคซัสที่มีเลือดไหลมาทางมุมปากเอ่ยขึ้น ฮาธอสเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังแล้ว จริงหรือเปล่าที่สมัยก่อนเจ้าคอยปกป้องและดูแลเขา

 

จริง...เฮสเลนตอบเนิบช้า ดวงตาเสไปทางอื่นคล้ายไม่อยากนึกถึง ไอ้เด็กอ่อนแอนั่น แต่ไหนแต่ไรมาก็ติดข้าแจ ใครจะไปนึกว่าจะกลายเป็นอสรพิษแว้งมากัดกันแบบนี้!

 

แล้วเจ้าหลุดออกมาจากผนึกได้อย่างไรคำถามเนิบช้ายังดำเนินต่อไป ราวกับคนถามไม่เกรงกลัวต่อความตายที่กำลังจะมาเยือน

 

พลังมืดของหุบเขานี้ช่วยข้าไว้ เจ้าเห็นไหมล่ะเทพร้ายผายมือไปยังหมอกดำที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างหลัง กางแขนออกและหมุนตัวล้อไปกับมันอย่างเริงร่า ใบหน้าคมคายแสยะยิ้มกว้างราวกับกำลังจะบ้าคลั่ง หุบเขานี้เต็มไปด้วยพลังมืดที่แข็งแกร่ง ข้าค่อย ๆ ดึงมันมาใช้ทีละน้อย ต้องใช้เวลาอยู่ตั้งหลายปีกว่าผนึกจะเปิดกว้างพอฉีกมือออกไปได้ แต่ก็ยุ่งยากเอาเรื่อง เพราะพลังศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งเกินไปเลยต้องแผ่พลังมืดออกไปทีละน้อย ทำให้มันกลืนกับพลังของสวรรค์ ไหนจะต้องทำลายเขตแดนเพื่อลดประสิทธิภาพในการทำงานของมันอีก ความจริงข้าตั้งใจว่าจะใช้พลังนี้ตอนบุกทำลายสวรรค์ ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาแสดงก่อนแบบนี้

 

มันหมุนตัวมาเตะก้านคอมหาเทพสงครามอย่างจัง ความรุนแรงนั้นมากพอทำให้เทพตัวโต ๆ อย่างอัลล์ล้มตึงได้สบาย แต่ไคซัสกลับยังทนได้ แม้ว่าจะตาพร่าอยู่ เขาก็ยังมีสติและเลื่อนสายตากลับไปหาเฮสเลนอย่างกังขา

 

ถ้าแก้แค้นสำเร็จ เจ้าจะทำอะไรต่อไปเหมือนจะยังไม่พอใจ มหาเทพสงครามจึงถามต่อก่อความรำคาญให้เฮสเลนเล็กน้อย แต่เพราะเป็นคำถามที่ถูกใจมันจึงยื่นหน้าเข้าไปตอบใกล้ ๆ

 

ข้าจะเด็ดหัวมหาเทพจ้าวสวรรค์และขุนพลเทพทุกคน จากนั้นก็เปิดทวารดินให้เทพรัตติกาลกลับขึ้นมาใช้ชีวิตบนสวรรค์ ข้าจะสร้างสวรรค์สีดำที่เทพแบบเดียวกันกับข้าจะได้เสวยสุขร่วมกันชั่วนิจนิรันดร์

 

เทพร้ายเงยหน้าและหัวเราะกับฟ้าสีดำอย่างอหังการ แต่ไหนแต่ไรมามันก็เกลียดชังสวรรค์ที่สวยงามนี้อยู่แล้ว เมื่อค้นพบเหตุผลที่ทำให้ตนต่อต้านทวยเทพแห่งความดีงาม ความปรารถนาจะทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์ของเทพรัตติกาลจึงเป็นความฝันสูงสุดไปโดยปริยาย ในตอนแรกมันก็เสียดายที่แผนการไม่สำเร็จถึงสองครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่สองซึ่งมันไม่สามารถลอบสังหารไคซัสได้ แต่ตอนนี้มหาเทพสงครามอยู่ต่อหน้ามันแล้ว ในสภาพที่อ่อนแอกว่าทุกอย่าง เฮสเลนจะไม่มีวันปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดมือไปแน่!

 

อย่างนั้นรึ เพื่อความฝันของตัวเองแล้ว เจ้าถึงกับจะฆ่าน้องของตัวเองเลยรึ

 

เป็นน้องแล้วยังไง ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนั่นทำอะไรเป็นบ้าง!เฮสเลนตวาดก้อง วัน ๆ เอาแต่พูดถึงความดีงาม ไม่เคยทะยานอยาก แต่ว่าเพื่อปกป้องคนที่เคยกดขี่พวกเรา มันกลับหักหลังข้าเสียได้ เฮอะ! จะปกป้องข้าอย่างนั้นเรอะ จากอะไรกันล่ะ กล้าพูดออกมาได้ โง่จริง ๆ!

 

คนที่โง่น่ะ มันเจ้ามากกว่า

 

ว่าอย่างไรนะ จะมากไปแล้ว!

 

เฮสเลนคำรามพลางกดเล็บเข้าไปอีกหมายจะฉีกอีกฝ่ายฐานสามหาวผิดเวล่ำเวลา แต่ก็ต้องเป็นฝ่ายนิ่งไปเสียเอง เมื่อพบว่าอีกฝ่ายเกร็งตัวทำให้กล้ามเนื้อรัดรอบมือมันแน่น มังกรหมอกทั้งสองตัวครางอย่างกระสับกระส่ายและขย้ำแขนศัตรูแรงขึ้นอีก ทว่าคมเขี้ยวกลับไม่ได้จมลึกไปกว่านั้นเลยประหนึ่งผิวหนังของเขาเปลี่ยนเป็นเหล็กกะทันหัน ซ้ำยังถูกอีกฝ่ายดึงพวกมันตามแรงแขนช้า ๆ รอยยิ้มกักขฬะปรากฏบนใบหน้า

 

ขอบใจจริง ๆ ที่ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์หายไป

 

ก่อนเทพร้ายจะทันเข้าใจความหมายของเทพอสูรสงคราม ร่างของไคซัสก็เปล่งแสงสีส้มเจิดจ้าพร้อมกันไอร้อนฉ่าที่แผ่ซ่านเข้าไปในตัวมังกรหมอกทั้งสอง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ตัวของพวกมันพองออกก่อนจะแตกสลายเหมือนลูกโป่งที่ถูกแก๊สมากจนเกินไป

 

เสียงระเบิดดังกึกก้องอีกครั้ง เพราะพลังที่ทำให้เกิดเสียงนั้นไม่ใช่ของตน เฮสเลนจึงหูอื้อตาลายไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกชกกระเด็นและยังถูกกระแสลมปั่นป่วนหอบลอยไปในอากาศเหมือนใบไม้แห้ง เทพร้ายสบถพลางลืมตาหาที่ยึดเหนี่ยว ครั้นคว้ากิ่งไม้หินใหญ่ได้ก็ปีนขึ้นไปใช้กรงเล็บตัวเองไว้กับลำต้นมิให้ปลิวไปอีก

 

สายธารความมืดของหุบเขาดำเคลื่อนตัวอีกครั้ง เมื่อมหาเทพสงครามดูดพวกมันเข้าไปในร่าง เขาได้รู้ในตอนที่เฮสเลนสำแดงพลังแท้จริงออกมา ว่าความมืดของที่นี่เหมือนกับดินแดนเบื้องล่างไม่ผิดเพี้ยน เทพอสูรจึงใช้มันทำให้ร่างกายกลับไปแข็งแกร่งดังเดิม เสร็จแล้วก็ปลดปล่อยออกไปในรูปจิตสังหารอันทรงอานุภาพ ท้องฟ้าที่มีเมฆสีรุ้งแซมแทรกอยู่บ้างซึมซับพลังมืดจนกลายเป็นสีดำไปหมด แม้แต่ลมก็เปลี่ยนกระแสซัดโถมเข้าใส่เฮสเลนจนเกือบตกลงจากต้นไม้ บรรยากาศหนักอึ้งประหนึ่งถูกกดทับด้วยก้อนหินใหญ่ยักษ์ ภูตพรายกรีดร้องด้วยความกลัวและหนีตายกันอลหม่าน ทั้งหุบเขาเหมือนถูกครอบงำด้วยจิตแห่งความตายที่แหลมคมซึ่งมุ่งตรงมาหาเฮสเลนเพียงผู้เดียว

 

ทำไม...เพราะอะไร...เฮสเลนเค้นเสียงถามตัวเองอย่างตกใจ มือทั้งสองข้างตะปบลงบนต้นแขนเมื่อรับรู้ถึงอาการสั่นเทาจากความกลัว มันล้นทะลึกขึ้นมาจากส่วนลึกของซอกลืบหัวใจ ความรู้สึกที่หายไปนานเกือบหนึ่งพันปีได้กลับมาแล้วและกระตุ้นให้สมองที่ไม่ค่อยจะปราดเปรื่องนักทำความเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าได้

 

พลังศักดิ์สิทธิ์!

 

ใช่! พลังศักดิ์สิทธิ์ของสวรรค์ทำให้ไคซัสไม่สามารถใช้พลังแท้จริงของตนได้ ตั้งแต่เริ่มสู้กันมาเจ้าตัวก็ใช้แค่กำลังกายกับเวทมนต์พื้นฐานกับค่อนไปกลาง ๆ เท่านั้นเอง แต่เมื่อเฮสเลนแสดงพลังแท้จริงออกมาและทำให้อำนาจมืดของหุบเขาดำเคลื่อนไหว พลังศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่นี้จึงจางหายไปมากพอช่วยให้ไคซัสใช้อำนาจแท้จริงของตนได้เช่นกัน ที่สำคัญพลังของเขากับเทพร้ายยังแตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ

 

หากเฮสเลนเป็นหยดหมึกขนาดใหญ่กลางผ้าขาวสะอ้าน ไคซัสก็คือ สีดำที่จะอาบย้อมผ้าทั้งผืนให้ดำสนิท จิตสังหารของเขาเกินกว่าระดับ เทพอสูรไปแล้ว สมควรจะเรียกว่า มารร้ายเสียด้วยซ้ำ คนละระดับกัน...สัญชาตญาณของเทพร้ายกรีดร้องบอกเช่นนี้ มันคิดถึงคำพูดอีกคำของฮาธอส

 

‘...ปกป้องท่านจากทุกอย่าง...

 

ความหมายของคำพูดนั้นหมายถึงแบบนี้ใช่ไหม...ฮาธอส...น้องชายของเขากลัวว่าเขาจะไปทำร้ายใครอีก และกลัวด้วยว่าเขาจะถูกใครที่เก่งกว่าทำร้ายด้วย จึงตัดสินใจกักขังไว้ในสถานที่เลวร้ายเช่นนี้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วอำนาจของหุบเขาดำจะช่วยให้เฮสเลนดิ้นหลุดจากพันธนาการได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยก็ตาม

 

ฮาธอสตั้งใจจะปกป้องพี่ชายจริง ๆ!

 

กว่ากระบวนการคิดจะเสร็จสิ้น สายลมแห่งความตายก็พัดกระโชกมาปะทะร่างมันอีกครั้ง ด้วยความรุนแรงขนาดเกือบทรงตัวไม่อยู่ แต่อึดใจต่อมามันก็หายวับไปและแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือด เฮสเลนลืมตาขึ้นก็เห็นดวงแก้วสีส้มที่มีเกล็ดประกายสีทองสุกสกาวลอยเด่นตรงหน้า โดยมีเงาร่างใหญ่โตของเทพอสูรในร่างกึ่งอสูรเป็นฉาก ปีกมังกรสยายกว้างบดบังสายตาเฮสเลนจากทุกสรรพสิ่ง วินาทีนี้เองที่มันได้รู้คำว่ากลัวจนลืมหายใจ

 

ขอโทษที่ปล่อยให้เวลายืดเยื้อมาขนาดนี้ แต่ข้าไม่ใช่พลังแท้จริง ข้าคง ฆ่าเจ้าไม่ได้เหมือนกัน

 

ฉับ!

 

เสียงเหล็กตัดผ่านบางสิ่งที่หนาแน่นดังขึ้นในเสี้ยววินาทีที่เฮสเลนกำลังทำความเข้าใจ ความเจ็บมหาศาลที่แล่นริ้วขึ้นมาเรียกดวงตาสีน้ำเงินให้หลุบลงมองเบื้องล่าง ก็เห็นว่าร่างกายของตนเองถูกตัดขาดเป็นสองท่อน เงาทะมึนที่เคลื่อนไหวในท่วงท่าวาดหอกทาบทับใบหน้าขณะร่างกายส่วนบนกำลังจะหล่นลงพื้น เทพร้ายมองไปจึงรู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่บนหมอกดำและกำลังตั้งท่าเตรียมแทงตรง

 

ตาย...

 

ข้ากำลังจะตาย...

 

เพียงไคซัสเสือกอัลเจอร์มาปักตรงกลางอกและบิดหมุนพร้อมใช้เวทสังหาร ร่างกายของเทพร้ายก็แตกสลายเป็นฝุ่นละอองสีดำมันวาวในพริบตา ซึ่งสิ่งที่เหลืออยู่ควรจะเป็นแก่นวิญญาณเปล่งแสงนวลตาลอยค้างรอเวลาบดขยี้ ทว่าดวงแสงสีเงินนั้นกลับทะยานขึ้นฟ้าไปด้วยความเร็ว มหาเทพสงครามรีบสะบัดปีกไล่ตามไปทันที แต่เมื่อขึ้นไปถึงยอดไม้อีกฝ่ายก็หายไปแล้ว

 

ทว่าเมื่อมหาเทพสงครามพ้นยอดไม้ อีกฝ่ายก็บินหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยมนตรามุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งเขาไม่อยากให้มันไปมากที่สุด!

 

-------------------

 

ไม่!

 

ข้าจะตายไม่ได้!

 

‘...แต่ถ้าจะต้องตายก็ไม่ยอมไปคนเดียวหรอก!

 

ดวงจิตของเทพร้ายปฏิญาณกับตนเองด้วยความคับแค้น มันบินผ่านพยับเมฆสีทองด้วยความเร็วปานสายฟ้า จริงอยู่ที่ร่างกายของมันถูกมหาเทพสงครามทำลายไปแล้ว แต่ยังเหลือชิ้นสวนที่สมบูรณ์พออยู่อีกชิ้น ขอแค่ไปถึงที่นั่นได้ มันก็จะสามารถสร้างร่างใหม่ขึ้นมาได้อีก เมื่อถึงตอนนั้นมันจะฆ่าเทพทุกตนเป็นการแก้แค้น!

 

ไม่สิ...ถ้าจำเป็นก็ขอแค่คนเดียวก็ได้ เพราะมันติดตามความเคลื่อนไหวของนาซิลลามาช้านาน จึงรู้ดีว่ามหาเทพสงครามพึงใจในตัวฮาธอสและฮาธอสเองก็มีใจปฏิพัทธ์ในมหาเทพสงครามเช่นกัน หากว่าเฮสเลนจัดการกับฮาธอสได้ ไอ้อสูรแดงตัวนั้นก็จะทรมานเจียนตาย แค่คิดก็สนุกแล้ว

 

ไม่ช้าภาพของมหานครแห่งสวรรค์ก็ปรากฏให้เห็น เฮสเลนสังเกตเห็นทิวธงของกองทัพสวรรค์กับกำลังทหารที่เรียงราย ทั้งบนกำแพงและหน้ากำแพงช่วงนั้นได้อย่างดี แต่สิ่งที่ผิดไปคือ ผู้นำทัพมิใช่เทพนักรบระดับสูงหรือขุนพลเทพ แต่เป็นบุรุษชุดขาว ผมสีทองปักด้วยปิ่นเงินสองเล่ม นั่งอยู่บนหลังอสูรสิงโตดำตัวเขื่องขวางลำประตูบานยักษ์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณห้าร้อยเมตร มันจำได้ดีว่าชายคนนั้นเป็นใคร

 

ฮาธอส!

 

ท่านพี่!เสียงของฮาธอสถูกขยายด้วยมนตรากังวานมาไกลถึงจุดที่มันอยู่ ยอมแพ้เถอะ

 

ไม่มีทาง ข้าไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!ว่าแล้วความเร็วของมันก็เพิ่มมากขึ้น เหยื่อมาอยู่ต่อหน้าแบบนี้ ใครจะยอมแพ้กันล่ะ!

 

ฮาธอสมองดวงจิตของพี่ชายที่พุ่งตรงมาอย่างไม่ลังเลด้วยความตกใจ สัมผัสได้ถึงโทสะมหาศาลซึ่งพร้อมจะคร่าทุกชีวิต ทว่านั่นมันตอนที่เจ้าตัวยังมีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ ในตอนนี้เจ้าตัวมีแค่จิตเล็ก ๆ ดวงเดียวไม่มีทางต้านทัพสวรรค์ได้แน่

 

ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนเฮสเลนจะมาถึง ฮาธอสหันกลับไปมองบนกำแพง เหนือประตูมหานคร ซึ่งมีผู้นำกองทัพสวรรค์ตัวจริงยืนอยู่ด้วย เด็กสาวผู้มีใบหน้าเหมือนเซย์เรียโน่ทุกประการอุ้มไหสีดำใบใหญ่ซึ่งภายในบรรจุชิ้นส่วนมือขวาของเฮสเลนไว้ในอ้อมกอด เธอหลับตานิ่งปากขมุบขมิบอะไรคาถาอะไรบางอย่าง ตัวไหก็เรืองแสงวาบ ๆ บ่งชัดถึงการผนึกอารมณ์ซึ่งจากที่จับสัมผัสได้ มันแข็งแกร่งเอาการทีเดียว ข้างกายของเธอเสนาธิการฮิวส์กำลังปลุกขวัญทหารให้พร้อมรับศึกสุดท้ายระหว่างสวรรค์กับเฮสเลน

 

ภายนอกเด็กสาวตนนั้นอาจจะเหมือนเทพธิดาอ่อนแอทั่วไป แต่นี่แหละ คนที่สอนให้เขาทำลายเขตอาคมของไคซัสจากภายใน จากนั้นก็พาเขากับพัมกิ้นซ์ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาตัวออกมาจากที่คุมขังได้อย่างไรมาที่นี่ และสอนวิธีรับมือเฮสเลนให้กับเฮสเลนอีกด้วย

 

ฟังนะ ถึงแม้ว่ามหาเทพสงครามจะจัดการกับเฮสเลนได้ แต่การฆ่าจริง ๆ จะต้องทำลายแก่นวิญญาณ เฮสเลนไม่ใช่พวกรอความตาย เราต้องเตรียมรับมือไว้ก่อน ถ้ามันมามหานครก็มีแต่เจ้าที่จะช่วยพวกเราได้

 

วาจาของเด็กสาวดังขึ้นประหนึ่งย้ำเตือนถึงภารกิจที่ตนเป็นผู้เอ่ยปากขออย่างเอาเป็นเอาตาย ภารกิจสนับสนุนมหาเทพสงครามในการจัดการกับพี่ชายร่วมสายเลือด ดวงตาสีน้ำเงินเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเสียใจที่ต้องมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเขาเคยทำมาครั้งหนึ่งแล้ว...และพี่ชายไม่เคยสำนึกต่อบาปกรรมเลยสักครา เขาคงต้องตัดใจเห็นแก่ตัวและกลายเป็น...ยักษ์หันดาบเข้าหาพี่ชายเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์อีกครา...

 

กองทัพสวรรค์เตรียมพร้อม!

 

เสนาธิการฮิวส์ตวัดมือไปด้านข้าง เมื่อฮาธอสยืนขึ้นบนหลังของพัมกิ้นซ์ สัตว์อสูรครางต่ำกางขาทั้งสี่ข้างอย่างออกพร้อมต่อสู้ ทหารทั้งกองทัพตั้งหอกในแนวเฉียงพร้อมสำหรับมือศัตรูด้วยเช่นกัน

 

ไม่มีทาง ขวางข้าไม่ได้หรอก!

 

แม้จะเป็นแค่ดวงจิต แต่เสียงตวาดของเฮสเลนกลับดังก้องไปทั่วฟ้า ความชั่วร้ายที่เจืออยู่ในนั้นเขย่าขวัญทหารหลายตนได้ดีนัก ความเร็วของดวงจิตเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเก่าและเป้าหมายแรกของมันก็คือ ฮาธอส!

 

เปรี๊ยะ!

 

เสียงนั้นแหวกอากาศไปถึงหูเทพทุกตน ตามด้วยสายฟ้าสีขาวที่แผ่กระจายออกไปในอากาศ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เฮสเลนซึ่งบัดนี้ถูกบางสิ่งที่มองไม่เห็นจับไว้ก่อนจะถึงตัวน้องชายเพียงแค่เมตรเดียวเท่านั้น!

 

ป้องกัน

 

ฮาธอสเอ่ยน้ำเสียงทุ้มนุ่มพร้อมสะบัดมือออกไปทั้งสองข้าง ถ้อยคำง่าย ๆ แต่เปลี่ยนเปี่ยมด้วยอำนาจมหาศาลสร้างกำแพงแสงสีทองนวลตากลางอากาศ มันสูงตระหง่านเทียมเมฆเบื้องบนและหยั่งรากลึกลงไปในผืนเมฆแผ่นดินจนไม่มีช่องว่าง เสริมพลังอีกชั้นด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าทหารในกองทัพสวรรค์ช่วยกันปล่อยออกมา อักขระเวทน้อยใหญ่เรียงตัวกันเป็นลวดลายโบราณที่แม้แต่ทหารอายุมากที่สุดในกองทัพยังไม่เคยเห็น แน่นอนว่าฮาธอสก็ไม่เคยเห็น นี่เป็น เวทกำแพงกฤษดรมนต์ต้องห้ามที่เด็กสาวชุดแดงตนนั้นเป็นผู้สอนเขา

 

อั่ก...อะไรกัน...ทำไม...

 

ดวงจิตของเฮสเลนบิดเบี้ยวกลางกำแพงเวทมหึมานั้น มันพยายามฝ่าเข้าไปข้างในให้ได้ แต่อำนาจของฝ่ายแสงกลับแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ จิตของเทพร้ายเหมือนจะแตกสลายทุกครั้งที่ขยับ เพราะไม่มีร่างกายคอยคุ้มกันอีกแล้ว จิตวิญญาณของมันจึงถูกทำร้ายโดยตรง รู้สึกเหมือนถูกของแหลมคมสลักบางสิ่งบางอย่างลงในแก่นวิญญาณนี้ มันกู่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดสุดจะหยั่ง ซึ่งสะท้อนไปถึงคนลงมืออย่างช่วยไม่ได้

 

อย่างไรเสีย ฮาธอสกับเฮสเลนก็เป็นพี่น้องที่เติบโตด้วยกันมาอย่างยาวนาน มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นถึงขนาดแค่เห็นกล่องใส่ชิ้นส่วนของอีกคนก็ปวดลึกไปถึงหัวใจ เมื่อต้องมาเห็นดวงจิตของพี่ชายกำลังถูกสลักและถูกขยี้ด้วยเวทมนต์ต่อหน้าแบบนี้ย่อมเจ็บปวดอย่างหาที่สุดมิได้

 

ทว่ามนต์ต้องห้ามทุกบทล้วนใช้พลังเวทในระดับสูง ฮาธอสเพิ่งจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้ไม่นาน พลังยังไม่เสถียรพอจึงสูญเสียพละกำลังอย่างรวดเร็ว ร่างกายเจ็บปวดเหมือนจะแยกเป็นชิ้น ๆ กำแพงเวทก็อ่อนกำลังลงจนเฮสเลนเริ่มทะลวงเข้ามาได้ช้า ๆ ทำให้เทพคนสวนต้องรีบปรับเปลี่ยนกำแพงใหม่ให้เล็กลง เพื่อทำให้พลังของศูนย์กลางกลับไปแข็งแกร่งเหมือนเก่า แต่สภาพนี้คงอยู่ได้ไม่นานนัก เขาต้องจัดการกับพี่ชายให้ได้ก่อน!

 

เป็นอะไรไป หมดแรงแล้วหรือเฮสเลนส่งเสียงถามอย่างหยิ่งผยอง พวกทหารจึงยิ่งเสริมแรงเข้ามาอีก ทว่าจิตของมันก็กำลังทะลวงเข้ามาเรื่อย ๆ เช่นกัน ความเจ็บปวดที่เหมือนถูกอะไรบางอย่างสลักทั้งเป็นยังคงอยู่ แต่กำแพงเวทนี้จะต้านทานมันได้อีกไม่นานแล้ว

 

ท่านพี่...หยุดเถอะ...ฮาธอสพูดอย่างลำบาก สองมือของเขาสั่นสะท้าน เช่นเดียวกับข้าทั้งสองข้าง ตอนนั้นเองที่พัมกิ้นซ์เปล่งเสียงครางต่ำ พลังของมันไหลเวียนเข้ามาในตัวเขา ประคับประคองให้ยืนอยู่ได้

 

หยุด? ...เจ้าพูดแบบนี้มาอีกครั้งแล้ว เจ้าต่างหากที่ต้องหยุด! หยุดขวางข้าเสียที!

 

เฮสเลนกระแทกตนเข้ากับกำแพงอย่างแรง สายฟ้าลั่นเปรี๊ยะ ๆ พัมกิ้นซ์ต้องบินถอยออกมา ไม่ใช่เพราะมันกลัว แต่เกรงว่าเทพบนหลังของตนจะเป็นอันตรายต่างหาก สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นทำให้การส่งพลังของฮาธอสชะงักไปเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยที่มากพอเปิดช่องให้เฮสเลนกระแทกตัวเข้ามาอีก เทพคนสวนรีบลุกขึ้นเพื่อใส่พลังเข้าไปอีกครั้ง ทว่าก็สายเกินไป!

 

เขตอาคมตรงจุดนั้นแตกกระจายราวกับบานกระจกถูกทุบ พัมกิ้นซ์กระโจนออกไปข้างหน้า อ้าปากขย้ำจิตชั่วร้ายที่ฝ่าด่านเข้ามาได้ ดวงจิตนั้นหมุนเคว้งหลบคมเขี้ยวของสัตว์อสูรได้อย่างฉิวเฉียด โดยมีละอองสีดำมันวาวฟุ้งกระจายออกมาจากตัวมันเป็นทาง ฮาธอสเอี้ยวตัวมองตามมันไป มือขวาสะบัดออกด้านข้างมีดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาเตรียมจัดการกับพี่ชายอย่างเด็ดขาด ทว่าอีกฝ่ายก็เร็วกว่าเขามากนัก เฮสเลนหักเลี้ยวกลับมาแล้วหมุนควงสว่านมาชนเขาด้วยความเร็วสูง จิตนั้นทะลวงผ่านตัวเขาไปทะลุออกข้างหลัง!

 

อ๊อก...!

 

เลือดอุ่น ๆ สาดกระเซ็นจากปากแผลทั้งสองด้านและทะลักออกทางปากเทพคนสวน พัมกิ้นซ์คำรามอย่างตกใจ กระนั้นชายหนุ่มยังยื่นมือออกไปหมายตะครุบจิตของเฮสเลนให้จงได้ ทว่าแม้จะยื่นมือออกไปจนสุดเอื้อมแขนแล้ว สิ่งที่เขาไขว่คว้าได้กลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

 

เทพร้ายแห่งสวรรค์ฝ่าด่านของเขาไปได้แล้ว!

 

ว่ะฮ่า ฮ่า ฮ่า นึกว่าจะแน่สักแค่ไหนกัน ลาก่อนฮาธอส!

 

ว่าแล้วเฮสเลนก็ทิ้งน้องชายกับสัตว์อสูรโง่เง่าไว้เบื้องหลัง จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปด้วยความเร็วปานแสงพร้อมหลบหลีกกระสุนเวทที่กองทัพสวรรค์ยิงใส่ไปด้วย สำหรับมัน ความพยายามพวกนี้ช่างไร้ค่า ตอนนี้มันไม่มีร่างกายจึงสามารถหลบเลี่ยงได้ง่ายกว่าเดิมนัก กำแพงมหานครใกล้เข้ามาทุกที เช่นเดียวกับพลังของชิ้นส่วนมือขวาของมัน ใครกันหนอช่างโง่เง่าเอาของชิ้นนั้นมาสังเวยมันถึงที่นี่!

 

เอามือของข้ามา!

 

ในที่สุดดวงจิตของเทพร้ายก็ทะลวงมาถึงกำแพงมหานครจนได้ มันมุ่งตรงไปยังเด็กสาวชุดแดงที่มีกลิ่นอายชิ้นส่วนมือของมันชัดเจนที่สุด ตัวเด็กสาวเองก็ก้าวออกมาเหมือนจะรู้ตัว แต่เพียงสบนัยน์ตาสีแดงฉานของเธอ รอบข้างก็เหมือนถูกกลืนหายไปในความเงียบงัน สดับได้เพียงเสียงหวานที่บริกรรมคาถาในช่วงสุดท้าย

 

ทุกสรรพสิ่งแห่งรัตติกาลล้วนกำเนิดจากความมืดมิด ด้วยพันธสัญญาแห่งองค์มหาเทพรัตติกาลอารอน ข้าขอบัญชา เฮสเลนจงหวนคืนสู่จุดกำเนิดของตนเดี๋ยวนี้ ผนึก!

 

ขาดคำ เด็กสาวในชุดแดงก็เปิดฝาไหออกแล้วส่องมาทางดวงจิตเทพรัตติกาล เฮสเลนจึงรู้ทันทีว่านั่นคือ ไหสะกดวิญญาณจึงรีบหักเลี้ยวขึ้นด้านบนเพื่อหลบหนี แต่ทันทีที่ทำแบบนั้นกลับปรากฏอักขระเวทเก่าแก่ขึ้นบนผิวดวงจิตของมัน ที่แท้ความรู้สึกที่มันรับรู้ตอนถูกกำแพงกฤษดรจับไว้ก็คือสิ่งนี้ มนต์ผนึกวิญญาณชั้นแรกซึ่งเชื่อมโยงถึงอำนาจของไหโดยตรงนั่นเอง

 

ข้าไม่เข้าไป ไม่...!!

 

เฮสเลนกู่ร้องกึกก้อง เสียงสะท้อนสะท้านมาถึงน้องชายที่ซบหมอบกับหลังของพัมกิ้นซ์ เทพคนสวนที่กำลังเสียเลือดอย่างหนักยันตัวขึ้นมาดูเหตุการณ์ช้า ๆ ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนฉายภาพพลังที่เหมือนผ้าแพรสีดำพวยพุ่งออกจากปากไหมารวบดวงจิตของเฮสเลนแล้วลากกลับเข้าไปอย่างง่ายดาย ชั่ววินาทีนั้นเขาเหมือนได้ยินเสียงกรีดร้องของพี่ชายดังขึ้นในหัว

 

อย่าทำกับข้าแบบนี้ ความมืดนี้น่ากลัวเกินไป ปล่อยข้าออกไป ปล่อยข้า...!!

 

เสียงที่มีแต่ความหวาดกลัวนั่นกัดกร่อนหัวใจของฮาธอสให้เว้าแหว่ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว พี่ชายของเขากำลังได้รับโทษทำในสิ่งที่ทำไว้ เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาที่ได้รับการลงโทษจากอีกฝ่าย ความเจ็บปวดจากกลางลำตัวนั้นรุนแรงจนแทบทนไม่ไหว เขาไอเป็นเลือดติดต่อกันหลายครั้ง โลหิตสีแดงฉานไหลทะลักไม่หยุด พัมกิ้นซ์ส่งเสียงครางเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างซึ่งเกือบจะไม่ได้ยินแล้ว...

 

...เกือบจะไม่รับรู้แม้แต่เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะของกองทัพสวรรค์

 

ดวงตาสีน้ำเงินปิดสนิทยามร่างของเทพคนสวนโอนเอนจะร่วงลงจากหลังของพัมกิ้นซ์...

 

...แต่อยากเห็นจัง...

 

อยากเห็นหน้าเขาคนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย...

 

ฮาธอส!!

 

ลำแสงสีส้มสว่างวาบแวบหนึ่งพร้อมความรู้สึกแน่นรอบเอว เสียงทุ้มต่ำที่คำรามข้างหูปลุกสติของฮาธอสกลับมาอีกครั้ง พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นใบหน้าเลือนรางของไคซัสลอยอยู่ใกล้ ๆ นัยน์ตาสีแสดนั้นเต็มไปด้วยความตกใจและห่วงใยอย่างยิ่งยวด

 

มหาเทพ...ข้ากำลัง...คิดถึงท่าน...อยู่เลย...

 

ทำใจดี ๆ ไว้นะ ข้าจะห้ามเลือดให้

 

เนื่องจากบาดแผลของฮาธอสสาหัสมาก ไคซัสจึงมองข้ามเรื่องที่เจ้าตัวมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรไปก่อน เทพอสูรหนุ่มตกใจมากเมื่อไล่ตามเฮสเลนมาแล้วเห็นกำแพงเวทขนาดใหญ่ล้อมอยู่หน้าเมืองไกล ๆ พอใกล้เข้ามาเวทนั้นก็หายไปเหลือทิ้งไว้แต่ฮาธอสที่บาดเจ็บบนหลังพัมกิ้นซ์ ขณะพวกในเมือกำลังจัดการกับเฮสเลน

 

มหาเทพสงครามใจหายวาบ เมื่อได้เห็นบาดแผลของเทพคนสวน มันใหญ่จนสามารถมองทะลุไปถึงแผ่นหลังของพัมกิ้นซ์ที่อยู่ข้างหลัง ร่องรอยของพลังที่เหลืออยู่บอกให้รู้ว่าผู้ลงมือเป็นเฮสเลน มือที่กดปากแผลของไคซัสชุ่มโชกไปด้วยเลือดของฮาธอสที่นองออกมาเหมือนจะไม่หยุดไหลชั่วนิรันดร

 

บ้าจริงเชียว ข้าให้พลังเจ้าไปปกป้องตัวเองนะ ทำไมถึงเอามาทำอะไรแบบนี้ไคซัสอดใจไม่ไหวจึงดุคนในอ้อมแขนจนได้ ถ่ายพลังเยียวยาลงไป หวังให้เกิดปาฏิหาริย์กับ หัวใจดวงนี้ของเขา ข้าอุตส่าห์ขังเจ้าไว้ ใครกันนะที่ปล่อยเจ้าออกมา

 

อย่าโมโหไปเลย...ข้าแค่อยาก...ช่วยท่านบ้าง...ไม่นึกว่า...จะเป็น...แบบนี้ฮาธอสเอ่ยด้วยเสียงทุ้มที่เคยใช้ปลอบโยนใครต่อใครมามากมาย ทว่าบัดนี้มันกลับทำให้คนฟังปวดร้าวเสียมากกว่า ผิวของเขาเริ่มเย็นชืด สีสันบนใบหน้าจางหายไป ดวงตาสีน้ำเงินเริ่มเลื่อนลอยจนต้องยกมือขึ้นเพื่อจับใบหน้าอีกฝ่าย

 

ความกลัวที่จะสูญเสียฮาธอสถาโถมเข้ามาในจิตใจของไคซัส ประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่ซัดกระทบฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า ในอดีตเขาเคยพบเจอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่คราวนี้มันกรีดลึกลงในหัวใจของเขายิ่งกว่าครั้งไหน มหาเทพสงครามถ่ายพลังลงไปอย่างมากมาย แต่กลับไม่อาจฉุดรั้งพลังชีวิตของคนที่รักกลับมาได้เลย

 

เฮสเลนอาจจะไม่ได้ฆ่าฮาธอสก็จริง แต่เทพคนสวนก็กำลังจะตายจากอาการเสียเลือดมาก เดิมทีเขาร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว การที่สามารถใช้พลังระดับสูงนั้นก็เพราะเขาทิ้งถ่ายพลังไว้ให้ เมื่อเสียงอำนาจนั้นไปทั้งหมดและยังถูกทำร้ายขนาดนี้จึงยากจะช่วยเหลือ ฤานี่จะเป็นชะตากรรมของฮาธอสจริง ๆ

 

ไม่ได้...เจ้าจะตายไม่ได้!ไคซัสคำรามอย่างดื้อรั้น สั่งให้พัมกิ้นซ์บินไปยังตำหนักมหาเทพจ้าวสวรรค์โดยด่วน เขาไม่รู้จักใครที่มีความสามารถพอที่จะช่วยฮาธอสได้อีกแล้ว ฟาเบียนซึ่งเป็นราชาแห่งฟ้าจึงเป็นความหวังสุดท้าย...

 

กระนั้นฮาธอสก็ดูจะรู้ตัวเองดี ร่างกายของเขาเริ่มเสื่อมสลายจากภายใน พลังมนตราเริ่มไหลเวียนออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขามือเรียวแต่หยาบกร้านแตะใบหน้าของไคซัสอีกหน ดวงแก้วสีส้มคู่สวยจึงเคลื่อนลงมาหาเขาอีกครั้ง

 

มหาเทพ...ดวงตาของ...ท่าน...สวยเหลือเกิน...

 

เลิกพูดเถอะ เก็บแรงของเจ้าไว้ไคซัสพูดประโยคเดียวกับอัลล์ที่เคยพูดกับนาซิลลาก่อนหน้านี้ ข้าทำตามสัญญาแล้วนะ ข้าช่วยนาซิลลากลับมาได้ จัดการกับเฮสเลนได้ อดีตไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้อีกแล้ว ดังนั้นอยู่กับข้านะ

 

มหาเทพ...ฮาธอสเอ่ยเสียงอ่อน

 

ห้ามปฏิเสธ!เทพอสูรกอดรัดเทพคนสวนอย่างดึงดัน ข้าจะไม่ยอมเสียเจ้าไป รับปากซะ รับปากว่าจะอยู่กับข้า! จะไม่ทิ้งข้าไปไหน บนสวรรค์นี้ต้องมีเจ้าเท่านั้น ข้าถึงจะอยู่ต่อไปได้!

 

คำอ้อนวอนนั้นฟังราวกับเสียงร้องไห้ของเทพอสูรซึ่งกรีดลึกลงในหัวใจของคนฟัง ฮาธอสไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะทำสัญญานั้นได้ ในเมื่อตอนนี้เขามองไม่เห็นอีกฝ่ายแล้ว กระนั้นเพื่อปลอบโยนมหาเทพสงครามที่กำลังกลัวจนตัวสั่นราวกับเด็กน้อย เขาจึงรวบรวมกำลังอีกครั้งแล้วยกตัวขึ้นไปจูบกรามเป็นสันสวยที่เขาควานหาพบในความมืดมิดของดวงตาและนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างเนิ่นนาน...

 

ข้ารักท่าน...ขอรับ...

 

น้ำเสียงทุ้มนุ่มแว่วอยู่ข้างหูแล้วศีรษะของฮาธอสก็หงายหลังลงไป ร่างสูงโปร่งที่ทรุดฮวบในอ้อมแขนแกร่ง ลมหายใจของไคซัสขาดห้วงทันทีที่หันมาเห็นเช่นนั้น มือใหญ่ที่สั่นเทาเลื่อนไปประคองหลังคอปวกเปียกนั้นขึ้นมาดูหน้า ใบหน้าคมคายที่ซีดขาวนั้นไม่มีร่องรอยของชีวิตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว แม้แต่ลมหายใจยังสัมผัสมิได้...ร่างสูงใหญ่กอดร่างเล็กอย่างหวาดผวา ขณะกายเล็ก ๆ นั้นกำลังเสื่อมสลาย ศีรษะที่มีเขามังกรเด่นส่ายไปมาปฏิเสธความตายของตนตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

ไม่นะ...ไม่!!

 

มหาเทพสงครามกู่คำรามสุดเสียง เมืองทั้งเมืองสั่นสะเทือนประหนึ่งถูกมือที่มองไม่เห็นจับเขย่า แต่แทนที่ทวยเทพทั้งหลายจะตกใจกลัว พวกเขากลับเปิดหน้าต่าง ประตู ผ้าม่าน และอีกมากมายเยี่ยมหน้าออกมาดูทิศที่มาของมันอย่างสะเทือนใจ ด้วยเสียงนั้นโหยหวนและเศร้าสร้อยดุจสำเนียงร่ำไห้ที่ผู้เป็นเจ้าของไม่สามารถแสดงออกมาได้

 

แต่ท่ามกลางเสียงที่ก้องสะท้อนไปด้วยมหานครแห่งสวรรค์ ร่างหนึ่งกลับโฉบเข้ามาอยู่ข้างกายมหาเทพสงครามอย่างไม่ทันตั้งตัว มือเรียวจับบ่าของเขาแน่น ไคซัสคิดว่าตนถูกลอบทำร้ายจึงหันไปเพื่อตอบโต้ตามสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นกลับทำให้ประหลาดใจ แล้วทุกสรรพสิ่งก็ถูกกลืนหายไปในลำแสงสีแดงฉาน

 

------------------

:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

125 ความคิดเห็น

  1. #65 -เกม- (@-gem-) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2556 / 22:38
    ไคซัสโหมดโหดยังชวนผวาเช่นเคย ท่านต้องสายเอสแน่ๆ แน่ๆใช่ไหมคะ!? การทรมานละถนัดจังนะท่าน //กระเถิบถอยห่าง
    เฮสเลนตอนโดนผนึกก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่สิ่งที่มันทำก็เกินไปจริงๆน่ะนะ


    แล้วปัดมันกลับคืนเข้าของ - เจ้าของ
    หลบหลีกการโจมตีได้อย่างคล่องแคล้ว - คล่องแคล่ว
    เจออมนุษย์ที่น่าขยะแขยงขนาดนี้เป็นครั้งที่แรก
    แล้วขวางออกไปประหนึ่งเทพร้ายเป็นเพียงหิน - ขว้าง
    บดเท้าราวกับขยี้แมลงตัวจ๋อย - จ้อย
    อยากจะแหกปากบอกเหลือเกินกว่า - ว่า
    หนีไปในระหว่างที่ข้าล่อเจ้าไว้ล่ะ - ไว้ไงล่ะ?
    กว่าสรรหาพรรคพวกมาได้ - กว่าจะสรรหา?
    มหาเทพสงครามต้องบินหลบเป็นพันวัน - พัลวัน
    สังเกตว่าจำนวนภูตพรายมาขึ้น - มาก
    ก่อนหยุดลงใตต้นโอ๊ะหินขนาดใหญ่ - โอ๊ค
    มันล้นทะลึกขึ้นมาจากส่วนลึกของซอกลืบหัวใจ - ทะลัก / ซอกหลืบ
    แต่ข้าไม่ใช่พลังแท้จริง ข้าคงฆ่าเจ้าไม่ได้ - ถ้า
    แต่ยังเหลือชิ้นสวนที่สมบูรณ์พออยู่อีกชิ้น - ส่วน
    ปากขมุบขมิบอะไรคาถาอะไรบางอย่าง
    สอนวิธีรับมือเฮสเลนให้กับเฮสเลนอีกด้วย - ฮาธอส
    กางขาทั้งสี่ข้างอย่างออกพร้อมต่อสู้ - ออกอย่าง?
    ตั้งหอกแนวเฉียงพร้อมสำหรับมือศัตรูด้วยเช่นกัน - สำหรับรับมือ
    เช่นเดียวกับข้าทั้งสองข้าง - ขา
    กำลังได้รับโทษทำในสิ่งที่ทำไว้
    ขณะพวกในเมือกำลังจัดการกับเฮสเลน - เมือง
    เมื่อเสียงอำนาจนั้นไปทั้งหมด - เสีย
    เขามือเรียวแต่หยาบกร้านแตะใบหน้าของไคซัสอีกหน - เขายก?
    #65
    0
  2. #59 Is'you (@kunchnok) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2556 / 01:45
    อย่านะฮาธอสห้ามตายนะ ไรเตอร์สงสารคนอ่านเถอะอย่าให้ฮาธอสตายเลยจบแบบแฮปปี้ดีกว่านะน้าาาาToT
    #59
    0