ณ แดนสรวง [Boy's Love] = จบแล้ว =

ตอนที่ 15 : บทที่ 13 การล่อลวงจากรัตติกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 881
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ส.ค. 56

คุยกันก่อน...

 

อัพเพื่อลาล่วงหน้าฮับ ของวันจันทร์ที่ 2 กันยา

 

Keisei

 

บทที่ 13 การล่อลวงจากรัตติกาล

 

หึ หึ หึ...

 

เสียงหัวเราะของดาริคก้องกังวานตัดกับความเงียบในห้องทำงานของไคซัส ผู้เป็นเจ้าของห้องซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานปรายตามองอย่างไม่ชอบใจเอาเลย ห่างมือเขาไม่ไกลมีห่อผ้าไหมสีเหลืองทองทรงสี่เหลี่ยมวางอยู่ด้วย แต่คนที่กำลังมีความสุขกับภาพในหัวสมองจะสนใจหรือก็หาไม่ เขายังคงหัวเราะต่อไป ซ้ำยังขยายรอยยิ้มกว้างขึ้นอีกด้วย

 

เลิกหัวเราะสักที แล้วก็รอยยิ้มน่าเกลียดนั่นอีก!ไคซัสทนไม่ไหวโยนเอกสารทิ้งลงบนโต๊ะดังปัง

 

ไม่เอาน่า อย่าโมโหโกรธาไปหน่อยเลย แค่ข้าบังเอิญไปเจอท่านอยู่บนเตียงกับคนรักเองดาริคย้อนถามเสียงใสพร้อมส่งยิ้มหน้าเป็นมาให้ เทพอสูรที่ต้องรับไว้ถอนใจอย่างเซ็ง ๆ

 

เนื่องจากอสูรส่วนมากวิวัฒนาการมาจากสัตว์ที่หลอมรวมกับอำนาจธรรมชาติ หรือไม่ก็ผสมกับปีศาจจนออกมาเป็นอสูร หรืออมนุษย์ที่ถือกำเนิดอย่างผิดปกติ ทำให้ประชากรในเผ่านี้มีความคิดบนพื้นฐานของสัญชาตญาณสัตว์ป่า น้อยตนที่จะกำเนิดมาโดยมีสติปัญญาเทียบเท่าหรือเหนือมนุษย์ติดมาด้วย

 

ดาริค อานเดลล์เป็นหนึ่งในอสูรที่มีสติปัญญาสูงส่ง เขากำเนิดในตระกูลอสูรนกอินทรีดำระดับสูงและมีความสามารถหลายด้าน ไคซัสจึงดึงตัวมาเป็นราชเลขาส่วนตัว กฎหมายฉบับแรกถูกตราใช้ในอาณาจักรได้ก็ด้วยความช่วยเหลือของเขา แผนการพัฒนาดินแดนอีกหลายแผนก็เกิดขึ้นจริงได้ด้วยฝีมือของคนผู้นี้ เรียกได้ว่าเป็นสหายและขุนนางคู่บารมีของไคซัสเลยก็ว่าได้ ต่อไปในอนาคตเขาจะเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลไคมีร่าจนกว่าจะปกครองอาณาจักรได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นอสูรตนเดียวที่ปราบเธอได้อยู่หมัด หากว่าไม่นับรวมไคซัสด้วย

 

น่าแปลกใจนิดหน่อยที่เป็น ผู้ชายแต่จากที่ข้าดูเขาก็ตรงกับที่ไคมีร่าทำนายไว้นะ ที่ว่า โอปอลสีฟ้าของเจ้าอยู่บนสวรรค์น่ะสหายหนุ่มยิ้มหวานแฝงอาการล้อเลียนในที

 

เลิกล้อข้าสักที ยังไม่รู้สักหน่อยว่าฮาธอสเป็นโอปอลชิ้นนั้นหรือเปล่าไคซัสตอบปัดเพื่อเลี่ยงหัวข้อนี้

 

แหม...พูดแบบนี้ก็มีลุ้นน่ะสิ ข้าหวังว่าเขาจะ ใช่นะ เพราะข้าอยากเห็นเจ้ามีความสุขเสียทีดาริคยิ้มบางซึ่งสื่อความหมายจริงใจตรงกับคำพูดของเขา

 

เรื่องนั้นช่างมันก่อนมหาเทพสงครามโบกมือเป็นสัญญาณเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจริง ๆ สักที ไหนลองบอกมาสิว่า มีเหตุผลอะไรบ้างที่จะทำให้ข้าไม่เล่นงานเจ้าหลังบุกเข้ามาในห้องนอนอย่างอุกอาจแบบนั้น อย่าคิดโยนความผิดให้อัลวิน เขาต้องเตือนเจ้าแล้วว่าข้ากำลังพักผ่อนอยู่!

 

เพราะการดักทางอย่างรู้ทันในตอนท้าย ทำให้ดาริคต้องปิดปากและถอยหลับไปตั้งหลักใหม่ กระนั้นมันก้ทำให้เขารู้ว่าต่อให้ไคซัสย้ายไปอยู่ที่ไหน ชายหนุ่มก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขาจะสังเกตอุปนิสัยใจคอของข้ารับใช้ใกล้ชิดทุกคน และใครก็ตามที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับความภักดีกลับมาสูงก็จะเก็บไว้ข้างตัว แน่นอนว่าเขาเองก็เคยโดนมาแล้วเหมือนกัน จึงรู้ดีว่าไม่มีทางหลบเลี่ยงคำถามของอีกฝ่ายได้

 

เพราะข้าเอาข่าวมาจากโลกเบื้องล่างด้วยน่ะสิ ข้าคิดว่าท่านคงอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

ริมฝีปากหนาได้รูปของไคซัสเหยียดยาวเป็นรอยยิ้มอย่างชื่นชม สมแล้วที่คบหันมานาน ดาริครู้จักและรู้ใจเขามากกว่าใคร ถ้าเป็นเหตุผลนี้ก็ล่ะก็...ไม่เพียงแต่ไม่ถูกลงโทษ แต่ยังได้รับการอภัยโดยไม่ต้องพูดอีกด้วย

 

ว่ามาสิ ช่วงข้าไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

ค่อนข้างวุ่นวายเอาการสีหน้าของดาริคเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขาเปิดกระเป๋าเป้ที่วางข้างเก้าอี้แล้วหยิบบันทึกปกขาวมาวางต่อหน้าอดีตราชาอสูร ในสงครามครั้งก่อนขุนพลเทพที่ชื่อ เซย์เรียโน่ทำลายกองทัพปีศาจเสียสิ้น จอมปีศาจไม่พอใจมากจึงสั่งให้สะสมกำลังใหม่ทุกวิถีทาง ไม่เกี่ยงแม้แต่ปลุกศพมนุษย์ที่ตายแล้วมาทำเป็นตุ๊กตาสงคราม ส่วนฝ่ายเรา หลังจากที่เจ้าขึ้นสวรรค์มาแล้ว ทางชายแดนก็ตึงเครียดเอาการ แต่เพราะเจ้าไปคุยกับจ้าวยมโลกไว้แล้วและเตรียมแผนรับมือไว้ด้วย พวกมันจึงยังไม่กล้าลงมือ

 

ไคซัสรับฟังด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายเท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนจะขึ้นสวรรค์แล้ว มือใหญ่เลื่อนไปหยิบบันทึกมาเปิดอ่านรายละเอียดอย่างคร่าว ๆ ซึ่งสหายของเขาเขียนสรุปทุกเหตุการณ์ได้สั้นกระชับ กระนั้นก็ครอบคลุมรายละเอียดสำคัญทั้งหมด

 

แต่ว่า...น้ำเสียงเครียดขึงเรียกสายตาของไคซัสให้ตวัดกลับไปหาเพื่อน “...เรื่องที่ข้ากังวลที่สุดก็คือพลังมืดที่กำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในโลกมนุษย์ พวกปีศาจคงกำลังวางแผนใช้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์เป็นแรงเสริมในการยึดครองดินแดน ท่านคงรู้ว่ามนุษย์นั้นอ่อนแอและอ่อนไหวแค่ไหน ถ้าพวกเขารับอิทธิพลด้านมืดมากเกินไป มิติเฮมอสคงไม่ต่างกันนรกในรัตติกาลแน่นอน

 

มหาเทพสงครามเปิดบันทึกไปยังหน้าต่อไปซึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้พอดี เจ้าของร่างสูงใหญ่ใช้เวลาอ่านสักครู่ก็ส่ายศีรษะเป็นเชิงไม่ยอมรับ

 

ฟาเบียนไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นหรอก เจ้านั่นหวงแดนมนุษย์ของเฮมอสอย่างกับอะไรดีไคซัสว่า

 

อาจจะดูเป็นเรื่องแปลกที่เทพกับปีศาจมาก่อสงครามกัน เพียงเพื่อแก่งแยกดินแดนเล็ก ๆ ในสายตาของพวกเขา แต่มันก็เพราะโลกมนุษย์ของเฮมอสนั้นแตกต่างจากของมิติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของพลังธรรมชาติในจักรภพจนกระทั่งเกิดเป็นโลก แผ่นดิน ท้องฟ้า สายลม และสรรพชีวิตซึ่งวิวัฒนาการไปตามธรรมชาติของมันเอง

 

แต่โลกมนุษย์ของมิติเฮมอสนั้นถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือของเทพเจ้าผู้สร้างกับจอมราชาปีศาจ ซึ่งในทางการเมืองถือเป็นสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ของการร่วมมือกัน ทว่าหลังสร้างเสร็จได้ไม่นานก็เกิดความแตกแยกระหว่างองค์เทพกับจอมมารจนได้ ฝ่ายแรกต้องการให้โลกมนุษย์วิวัฒนาการไปด้วยตัวของมันเอง โดยมีเทพเป็นคนกำกับชะตากรรมอย่างมิติอื่น ๆ แต่ฝ่ายหลังกลับต้องการปกครองในฐานะของคนที่สร้างขึ้นมา ผลที่ตามมาก็คือ สงครามที่ดำเนินมาหลายชั่วรุ่นและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ

 

นั่นสินะ แต่จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปล่อยวางเสียก็ไม่ได้ด้วย ดันเป็นดินแดนที่มีความหมายต่อแต่ละฝ่ายมากนี่นะดาริคยิ้มเย้ยหยันระคนเบื่อหน่าย เมื่อไหร่จะจบสักทีหนอ

 

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อยยับกระมังไคซัสตอบง่าย ๆ ราวกับว่ายังไงก็ได้ ยังมีเรื่องอื่นอีกไหม

 

มี!

 

แล้วทั้งสองก็พูดคุยกันไปอีกหลายเรื่อง เริ่มจากความเคลื่อนไหวของกองทัพปีศาจในดินแดนต่าง ๆ ของโลกเบื้องล่างต่อจากเมื่อกี้ ดาริคได้อธิบายเพิ่มเติมว่าอาณาจักรใดบ้างที่มีแนวโน้มจะถูกอำนาจของเผ่าปีศาจครอบงำ ตลอดจนถึงท่าทีของเหล่าผู้นำอาณาจักรมนุษย์ที่มีต่อเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะมุ่งเสริมกำลังเพื่อปกป้องตัวเองก่อน มีเพียงไม่กี่กลุ่มที่ผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านมารร้าย

 

ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องภายในเผ่าอสูร ซึ่งส่อเค้าความวุ่นวายให้เห็น เนื่องจากไคซัสขึ้นสวรรค์อย่างกะทันหัน โดยบอกไว้แค่ว่าไคมีร่าผู้เป็นน้องสาวจะรับหน้าที่ราชินีต่อจากเขา แน่นอนว่าเหล่าขุนนางย่อมเชื่อฟังในสิ่งที่เขาพูดอยู่แล้ว แต่เพราะไคมีร่าก่อเรื่องใหญ่ขึ้น ขุนนางบางกลุ่มจึงเริ่มไม่เห็นด้วย แม้จะมีการชี้แจงแล้วว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัยแล้วก็ตามที แต่ไคซัสกลับไม่ได้ออกความเห็นมากไปกว่าบอกว่า มันเป็นปัญหาที่ไคมีร่าต้องจัดการเอง

 

จัดการเอง? ให้เด็กดื้อนั่นไปจัดการเองเนี่ยนะ!ดาริคร้องอย่างตื่นตระหนกระคนไม่อยากเชื่อ เจ้าก็รู้ว่าไคมีร่าไม่อยากเป็นราชินี นางถึงต่อต้านด้วยการหนีขึ้นสวรรค์มาท่านจนเกิดเรื่องใหญ่โต ถ้าให้นางจัดการเองคงเกิดหายนะแน่ ๆ!

 

ไม่หรอกน่า

 

ใช่สิ!หากกระแสเสียงที่เถียงกลับมานี้มีแค่ของดาริคก็คงไม่น่าแปลกใจนัก แต่นี่มีเสียงไพเราะของไคมีร่าปะปนมาด้วย อสูรหนุ่มทั้งสองจึงหันมองต้นเสียงพร้อมกัน ไคมีร่าก้าวเข้ามาพร้อมดึงประตูปิดดังปังใหญ่ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอัลล์กับทหารที่เฝ้าข้างนอกต้องสะดุ้งตกใจไปตาม ๆ กันใบหน้าพริ้มเพลาบูดบึ้งหลังจากได้ยินคำพูดของพี่ชายเมื่อกี้

 

ข้าขอยืนยันอีกครั้งว่า ข้าไม่เหมาะสมจะเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน พี่ลาออกจากตำแหน่งมหาเทพสงครามแล้วกลับบ้านเรากันเถอะนะเด็กสาวเดินมาจับแขนพี่ชายเขย่าอย่างเว้าวอน

 

เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ ไคมีร่าเพียงประโยคเดียวที่พี่ชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไคมีร่าก็เงียบแล้วทำหน้าหมองนิดหน่อยก่อนสะบัดหน้าเชอะไปอีกทางอย่างขัดเคืองใจ ผิดกับดาริคที่ผิวปากอย่างชื่นชม เรื่องของพี่น้องควรให้จัดการกันเองจะดีที่สุด กระนั้นเจ้าตัวก็รู้ดีว่าคำพูดนั้นส่งมาถึงตัวเองด้วย ว่าแต่ลงมานี่มีเรื่องอะไรรึ หรือว่าอยากมาเจอดาริค?”

 

เผื่อว่าข้าจะได้ลากตัวกลับไปสะสางบัญชีที่ก่อไว้ไงล่ะดาริคกอดอกยิ้มหวาน แต่สายตากลับสาดรังสีอำมหิต ในฐานะพี่เลี้ยงของว่าที่องค์ราชินีแห่งเผ่าอสูร เรื่องนี้ทำให้เขาโกรธมากทีเดียว

 

มะ...ไม่ใช่สักหน่อย ข้าลงมาเพราะเรื่องฮาธอสต่างหากไคมีร่าร้องหลังวิ่งไปหลบหลังพี่ชาย เพราะผวาสายตาของดาริคและรู้ในตอนนี้เลยว่าเมื่อกลับเผ่าแล้วจะต้องเจอกับการลงโทษแบบไหนบ้าง

 

ไคซัสย่นคิ้วแล้วเอี้ยวตัวไปถามน้องสาวด้วยสีหน้าร้อนใจ ฮาธอสเป็นอะไรไป

 

เขาไม่ได้เป็นอะไรหรอก ตอนนี้กินยาแล้วก็พักผ่อนแล้วล่ะไคมีร่าบอกเรื่องที่จะทำให้ไคซัสสบายใจก่อน สมแล้วที่เป็นน้องสาวที่รักพี่ชายอย่างสุดหัวใจ แต่ว่าพวกท่านไปพูดอะไรต่อหน้าฮาธอส เขาถามข้าใหญ่เลยว่ารู้เหตุผลที่ทำให้พี่ไคซัสขึ้นสวรรค์ไหม และรู้ไหมว่าดาริคเอาอะไรมาให้กับพี่ ดีนะว่ายาออกฤทธิ์พอดี ข้าก็เลยไม่ต้องตอบเพราะต่อให้ต้องตอบก็มีแต่คำว่า ไม่รู้เท่านั้น เด็กสาวคิดอย่างหงุดหงิดโดยไม่ได้พูดออกไป

 

ดาริคเบือนหน้ามองสหายผู้สูงศักดิ์ด้วยความสงสัยว่าจะทำอย่างไรต่อ เพราะหัวข้อดำเนินมาถึงเรื่องที่เจ้าตัวอยากเลี่ยงมากที่สุดถึงสองเรื่องด้วยกัน แต่ต้นตอของปัญหาจริง ๆ มาจากการที่ไคซัสไม่ค่อยพูดถึงเรื่องตัวเองนั่นแหละ ไคมีร่ากับเหล่าขุนนางเรื่อยไม่ถึงประชาชน ไม่มีใครได้รู้เหตุผลที่ทำให้ไคซัสขึ้นสวรรค์แม้แต่คนเดียว ยกเว้นเขา...ดาริคที่ได้คุยกับราชาอสูรเป็นตนสุดท้ายก่อนอีกฝ่ายจะขึ้นสวรรค์

 

ถ้าเขาถามอีก...ก็บอกไปว่า ข้าทำเพื่อเผ่าคำตอบที่หลุดจากปากของเทพอสูรปากหนักอย่างง่ายดาย เล่นเอาคู่สนทนาตกตะลึงพึงเพริศไปตาม ๆ กัน พวกเจ้าก็รู้ดีว่าแดนอสูรตั้งขวางช่องมิติที่ใช้ขึ้นสวรรค์ได้ ทางเดียวกับที่ไคมีร่าใช้ขึ้นมานั่นแหละ ก่อนข้าจะนั่งบัลลังก์ เผ่าปีศาจโจมตีเผ่าอสูรบ่อย ๆ ก็เพื่อใช้เส้นทางนี้

 

แต่ข้าได้ยินว่าหลังพี่นั่งบัลลังก์และเอาชนะกองทัพปีศาจได้อย่างเด็ดขาด พวกมันก็ไม่เคยมายุ่งกับเราอีกเลยนี่นาไคมีร่าย้ายกลับมายืนต่อหน้าพี่ชาย หน้าตาแตกตื่นด้วยความตกใจและไม่เข้าใจระคนกันไป เธออาจเกิดไม่ทันเรื่องราวในช่วงนั้น แต่ก็ได้ยินขุนนางกับประชาชนสรรเสริญความดีข้อนี้ของเขาจนชินหู เธอจึงเชื่อมั่นมาตลอดว่าเผ่าปีศาจไม่มีทางทำอะไรพวกเธอได้ ถ้าหากว่าไคซัสยังคงปกครองเผ่าอสูรอยู่

 

เพียงแค่นั้นยังรับประกันอะไรไม่ได้หรอก ไคมีร่า เจ้าลองนึกดูแล้วกันว่าถ้าวันใดวันหนึ่งเผ่าปีศาจเอาชนะสวรรค์และได้โลกมนุษย์ไปครอบครอง หรือแม้แต่ยึดครองสวรรค์ได้ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปไคซัสเลิกคิ้วอย่างสงสัยให้น้องสาวที่นิ่งไป ชายหนุ่มรู้ว่าเธอเข้าใจสิ่งที่เขาพูด ไม่เพียงเพราะเธอเป็นน้องสาวของเขา แต่เธอยังเป็นว่าที่ราชินีแห่งเผ่าอสูรอีกด้วย กระนั้นมหาเทพสงครามยังพูดต่อเพื่อตอกย้ำมันไว้ในใจเธอ ใช่แล้วล่ะ เมื่อใดก็ตามที่มันครอบครองโลกมนุษย์ได้ แม้จะแค่ระยะเวลาสั้น ๆ มันก็จะเล่นงานเราที่เป็นก้างชิ้นโตขวางคอมันมาตลอด เมื่อถึงตอนนั้นความเสียหายจะมากกว่าตอนที่ข้าเอาชนะกองทัพปีศาจได้เสียอีก

 

ไม่หรอกน่า...ไคมีร่ายังดื้อ แย้งด้วยความหวังอันมืดมน

 

เราไม่รู้อนาคตนะ ไคมีร่าดาริคพูดขึ้นมาบ้าง ไคซัสเองก็ไม่สามารถปกป้องเผ่าอสูรได้ชั่วชีวิตด้วย การสร้างพันธมิตรที่หยั่งยืนถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด มหาเทพจ้าวสวรรค์คงเล็งเห็นข้อนี้ถึงได้พยายามเชิญไคซัสมารับตำแหน่งมหาเทพสงคราม...

 

สวรรค์อาจไม่ใช่ดินแดนที่ดีที่สุด แต่สำหรับเราที่ไม่รู้ว่าอันตรายของเผ่าปีศาจจะย้อนมาอีกเมื่อไหร่ถือเป็นมิตรที่ดีที่สุด การขึ้นสวรรค์ของข้าก็เพื่อทำให้สายสัมพันธ์ของทั้งสองดินแดนแน่นแฟ้นขึ้น และยังเพื่อเสริมกำลังให้กองทัพที่กำลังอ่อนแอของสวรรค์ด้วยนั่นคือเหตุผล ส่วนแรกที่ทำให้ไคซัสตัดสินใจขึ้นสวรรค์ อีกส่วนนั้นเกี่ยวกับ ของที่ดาริคเอาขึ้นมาด้วย แต่เขาตั้งใจว่าจะยังไม่พูดถึงเรื่องนี้กับคนอื่นอีกจนกว่าจะถึงเวลา

 

เหรอ...น้ำเสียงเศร้าสร้อยลอยขึ้นมา เรียกสายตาของพวกผู้ชายไปหาไคมีร่าอีกครั้ง เด็กสาวยืนก้มหน้านิ่ง แพขนตายาวหลุบต่ำราวกับต้องการปกปิดความน้อยเนื้อต่ำใจในดวงตาคู่สวย “...อย่างนี้เอง ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย

 

นั่นเพราะข้าไม่ได้บอกเจ้าต่างหาก อย่าร้องไห้เลยนะไคซัสเห็นความผิดปกติจึงรีบลุกไปเพื่อปลอบเธอ แต่ตอนกำลังจะถึงตัวเธอ เด็กสาวกลับเงยหน้าขึ้นมายิ้มร่าอย่างล้อเลียนให้

 

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ติดกับข้าซะแล้ว พี่ชายไคมีร่ากอดท้องหัวเราะกับใบหน้างงเป็นไก่ตาแตกของคนเป็นพี่ ก่อนค่อย ๆ หยุดแล้วปาดน้ำตาที่ซึมมาด้วยความขำ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ทำให้ข้าเสียใจหรอกน่า และมันยังทำให้ข้าเข้าใจอะไรต่อมีอะไรมากขึ้นด้วยพูดแล้วเงยหน้ายิ้มเป็นผู้ใหญ่ให้ไคซัส แต่ว่านะ ถึงท่านจะขึ้นสวรรค์แล้ว แต่ก็ยังคงเป็นผู้นำที่ห่วงใยและใส่ใจถึงราษฎรเสมอ พวกเราชาวอสูรแห่งเฮมอสโชคดีมากที่มีท่านเป็นราชา ขอบคุณมากนะเจ้าคะ เอาล่ะ ข้าไม่กวนพวกท่านแล้ว ขอตัวก่อนนะ

 

ไคมีร่า!มหาเทพสงครามร้องเรียกไว้ทันทีที่น้องสาวหันหลังวิ่งจากไป เธอชะงักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หันกลับมาและก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องไปต่อหน้าต่อตาเขา ทิ้งให้พี่ชายยืนตกใจกับท่าทางอันผิดปกติของเธอ พอตั้งสติได้ใบหน้าดุดันก็เบือนไปหาสหาย ดาริค!

 

รู้แล้ว ๆ ข้าจะไปคุยกับนางเองนกอินทรีอสูรตอบกลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ชินชากับการต้องเป็นกาวประสานใจระหว่างพี่น้องเสียแล้ว แต่นั่นก็หลังจากที่ข้าคุยเสร็จแล้ว ท่านเจอสิ่งที่ตามหาหรือยัง

 

ยังเลยไคซัสเอามือลูบหน้าผาก ปรับอารมณ์ให้กลับมานิ่งเหมือนเดิม แต่ต้องยอมรับว่าท่าทางของน้องสาวเมื่อกี้ทำให้เขาช็อกมาก แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาพอจะบอกได้ว่าสิ่งที่ข้าตามหาอยู่ในสวรรค์นี่เอง เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มันส่งลิ่วล้อมาอย่างเดียวและยังถูกทำลายก่อนจะตามรอยเจอเสียด้วย

 

ท่านคิดว่า เจ้าของสิ่งนั้นอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดรึ?” ดาริคขมวดคิ้วขณะคาดเดาความคิดของสหายไปด้วย เพราะไคซัสไม่ค่อยพูดถึงเรื่องของตัวเอง เขาจึงต้องประติดประต่อเอาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวอีกฝ่าย แต่จะได้ผลตรงกับความคิดหรือเรื่องราวแท้จริงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ข้า...ไม่แน่ใจนักหรอก ถึงได้ให้เจ้าเอา ของมาให้ไงล่ะขณะพูดประโยคนี้ จิตใจของไคซัสก็กลับมาสงบและมั่นคงอีกครั้ง แต่ในสายตาคนมองนั้น สีหน้าของเทพอสูรหนุ่มติดจะเจ็บปวดเล็กน้อย ทว่าเพราะเกิดขึ้นหลังไคมีร่าหนีไปพอดี ดาริคจึงคิดว่าสหายคงเสียใจติดพันมาจากเรื่องนั้น ถ้าหากว่าเป็นอย่างที่ข้าคิด มันจะต้องหาทางมาเอา ของไปอย่างแน่นอน

 

วิธีการนี้จะเสี่ยงไปหน่อยหรือเปล่าดาริคมองห่อผ้าสีทองบนโต๊ะทำงานไคซัสอย่างไม่สบายใจ นึกย้อนไปถึงช่วงก่อนเพื่อนคนนี้จะขึ้นสวรรค์ ซึ่งอีกฝ่ายได้พูดเรื่องหนึ่งไว้กับเขา การเปลี่ยนแปลงของสวรรค์ที่เจ้าสัมผัสจากแดนอสูรอาจเกิดขึ้นเพราะพลังศักดิ์สิทธิ์อ่อนแอเองก็ได้

 

ถ้าพลังศักดิ์สิทธิ์อ่อนแอด้วยตัวของมันเอง แมลงไสยเวทคงไม่วิ่งพล่านไปทั่วอย่างนี้ ที่สำคัญพลังมืดที่ข้าสัมผัสได้คงไม่มีแค่หนึ่งเดียวด้วยความเงียบปรากฏในอึดใจที่มหาเทพสงครามสบตากับเพื่อน ข้ารู้สึกถึงมันตั้งแต่วันแรกที่เหยียบย่างเข้ามาที่นี่ พลังมืดที่ร่วมกับพลังศักดิ์สิทธิ์ต่อต้านตัวตนของข้า ขนาดค้นหาด้วยการตรวจสอบเขตแดนก็แล้ว ย้อนรอยด้วยแมลงไสยเวทก็แล้ว แต่ก็ยังไม่พบที่มาของมันอยู่ดี มีบางสิ่งบางอย่างขวางระหว่างข้ากับเจ้าสิ่งนั้น

 

เพราะอย่างนั้นท่านถึงแสวงหาทางอื่นสินะ แต่ข้าไม่เห็นด้วยกับวิธีนำภัยมาหาตัวเองแบบนี้ และท่านเองก็ไม่มีจุดเชื่อมโยงด้วยมิใช่หรือดาริครู้ว่าวิธีการพูดของตนฟังดูเจาะจงและคาดคั้นจนเกินไป ทว่าถ้าไม่ทำแบบนี้เขาก็คงไม่มีวันรู้ว่ามหาเทพสงครามคิดอะไรอยู่

 

แน่นอนว่าไคซัสเข้าใจจุดประสงค์ของเพื่อนดี จึงมิได้รู้สึกขัดเคืองหรืออนาทรร้อนใจกันใด ตรงกันข้ามเขากลับอยากระบายความอัดอั้นซึ่งก่อตัวแน่นในอกเมื่อไม่นานมานี้ออกไปบ้าง เทพอสูรหนุ่มผินหน้าไปทางตะวันออกพลางเปรยออกมา

 

ในตำหนักนี้มีเทพที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงอยู่สองตน ซึ่งข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนไหนจะทำให้ข้าสมความปรารถนา สิ่งเดียวที่ข้ารู้ก็คือ...วิธีการของข้าจะทำให้เทพสองตนนั้นต้องพบกับความเจ็บปวด...

 

เป็นครั้งที่สองของวันที่ดาริต้องตกตะลึงพึงเพริศหลังได้ยินคำตอบของไคซัส น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความเสียใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้มบางเบาอย่างแสนเศร้า...และแววตาเจ็บปวดลึกซึ้ง...แทบไม่เหมือนเทพอสูรผู้หยิ่งทระนงแฝงด้วยความป่าเถื่อนที่เคยจำได้แม้แต่น้อย

 

ตั้งแต่รู้จักกันมาไคซัสไม่เคยแสดงความรู้สึกให้ใครเห็นมาก่อน ยกเว้นเพียงเรื่องของน้องสาวซึ่งก็ไม่บ่อยนัก การที่เขายอมเปิดเผยความรู้สึกขนาดนี้แสดงว่าภายในคงอัดแน่นไปด้วยอารมณ์นั้น เพียงแต่...จะเป็นไปด้วยสาเหตุใดล่ะ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเทพสองตนที่ว่านั่นเป็นใครด้วย นี่ไคซัสกำลังเวทนาแทนเทพสองตนนั้น หรือเสียใจที่ต้องใช้แผนการนี้ หรือทั้งสองอย่างกันแน่...

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร...สัญชาตญาณจากส่วนลึกบอกกับดาริค...ว่าควรสวดภาวนาอย่าให้คนที่ถูกหลอกใช้นั้นเป็นเทพในดวงใจของไคซัสเลย

 

---------------

 

ท้องฟ้าส่องแสงแปลบปลาบยามอสนีบาตฟาดเปรี้ยงปร้างไปทั่วหุบเขาแห่งแดนร้าง สายฝนสาดซัดไปทั่วไปราวกับน้ำตาแห่งสรวงสวรรค์ กระแสลมพัดแรงจนเกิดเสียงอื้ออึงน่าพรั่นพรึงยิ่ง ทั่วท้องฟ้าอาเพศเต็มไปด้วยวิญญาณสีดำบินว่อนพลางส่งเสียงกรีดร้องราวกับมิใช่ส่วนหนึ่งของแดนสวรรค์

 

...ใช่...แม้จะอยู่บนสวรรค์ก็มิใช่สวรรค์ แต่เป็น แดนร้างเขตเนรเทศของนักโทษสวรรค์!

 

ฮาธอสพบตัวเองอยู่ในถ้ำเล็ก ๆ ที่เพดานสูงกว่าศีรษะของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชายหนุ่มสวมใส่ชุดสีน้ำตาลเก่า ๆ ขาด ๆ เต็มไปด้วยรอยปะชุนหลายแห่ง แขนเสื้อข้างซ้ายถูกกระชากขาดไปครึ่งหนึ่งเผยลำแขนขาวที่ชุ่มเลือดที่ไหลจากบาดแผลถูกฟันขาดใหญ่ตรงหัวไหล่ ดวงตาสีน้ำเงินกลอกมองซ้ายขวาด้วยความตกใจสุดขีด

 

ทำไมสุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เกือบจะอยู่ในโทนเดียวกับของเขาดังมาจากข้างหน้า ฮาธอสตกใจสะดุ้งโหยงและเงยหน้ามองไปยังเงาร่างเทพที่เร้นกายอยู่กำแพงโปร่งแสง แม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่มันก็แผ่รังสีแห่งความเคียดแค้นชิงชังออกมาจนสัมผัสได้ ‘...ทำไม...ฮาธอส! ข้าทำเพื่อพวกเรา ทำไมเจ้าถึงคอยขัดขวางข้า!

 

เพราะสิ่งที่ท่านทำมันผิดน่ะสิ ข้าถึงห้ามฮาธอสตอบกลับไปด้วยคำพูดที่เอ่ยมานับครั้งไม่ถ้วน

 

แล้วที่พวกมันทำกับเราไม่ผิดหรือ!น้ำเสียงที่มีแต่ความแค้นคาดคั้นกลับมา

 

ผิด...แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะทำแบบนี้!เทพคนสวนโต้แย้งด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว หยุดเถอะ ความแค้นช่วยท่านไม่ได้หรอก!

 

แต่ทันทีที่สิ้นเสียง ความมืดรอบด้านก็เปลี่ยนเป็นรยางค์รัดรอบลำคอฮาธอส เทพคนสวนเอามือแตะมันพยายามจะทำลายมนตราให้จงได้ ทว่าพลังของอีกฝ่ายก็แข็งแกร่งทำให้มนต์แก้ของเขาใช้ไม่ได้ผล ในดวงตาที่กำลังพร่าเลือนขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏเงาดำอันน่าสะพรึงกลัวให้เห็น

 

ได้สิ ฮาธอสเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกระหยิ่มและสมใจราวกับเฝ้าเวลานี้มานานแสนนาน แล้วมันก็พูดอีกประโยคพร้อมกับเงามือเหมือนกรงเล็บที่กระซวกกลางอกฮาธอส

 

ความแค้นจะทำให้ข้าสมหวังแน่นอน!!

 

----------------

 

ไม่!

 

ดวงตาสีน้ำเงินเบิ่งโพล่งหลังเสียงตื่นตระหนกที่ร้องออกมาเต็มเสียง ก่อนภาพเพดานสีน้ำตาลแกะสลักลวดลายเครือเถาอย่างสวยงามจะเตือนสติให้รู้ ว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นี้เป็นเพียงความฝัน...แต่ก็เป็นความฝันที่เหมือนจริงจนทำให้ฮาธอสหันไปหาคนที่นอนอยู่ข้างกาย หมายขอไออุ่นมาสงบจิตใจอันว้าวุ้นของตัวเอง

 

ทว่าเทพหนุ่มต้องใจหาย หลังเห็นข้างกายตัวเองมีแต่ความว่างเปล่า ฟูกฝั่งของไคซัสเย็นชืดบ่งชัดว่าเจ้าตัวยังไม่ได้กลับมา ร่างสูงโปร่งจึงขยับลุกขึ้นนั่งด้วยตนเองและคลำหารอยรัดที่ลำคอ แน่นอนว่าเขาต้องไม่พบอะไร เพราะมันเป็นเพียงความฝันซึ่งไม่มีทางที่คนในนั้นจะมาทำร้ายกายเนื้อของเขาได้ ทว่า...

 

ท่านพี่...จนป่านนี้แล้ว...ท่านยังเคืองแค้นอยู่อีกหรือ...เทพคนสวนซบหน้ากับสองมือ ชายหนุ่มไม่ได้ฝันถึงคนผู้นั้นมาหลายปีแล้ว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่นึกถึง รอบแผลเป็นที่ฝังแน่นในใจก็จะกำเริบทำให้นึกถึงอดีตที่มีแต่ความเจ็บปวดอีกครา...

 

ถึงแม้ว่าเขากับเฮสเลนจะอุบัติจากอุทรของมารดาพร้อมกันและมีใบหน้ากับดวงตาเหมือนกัน แต่ลักษณะที่เหลือและอุปนิสัยใจคอกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เฮสเลนมีเรือนผมสีดำและนิสัยโหดเหี้ยม เขาเกลียดชังสวรรค์ที่ทำให้พวกตนต้องตกระกำลำบากถึงขนาดมารดาจุติทันทีที่ให้กำเนิดพวกเขาแล้ว ในขณะที่ฮาธอสมีเรือนผมสีทองและจิตใจที่อ่อนโยน ชายหนุ่มไม่เคยโกรธเคืองสวรรค์ด้วยถือว่านี่เป็นชะตากรรมที่ตนเองต้องพบเจอและหาทางเอาชนะด้วยหนทางที่ดีงาม

 

ช่วงเวลาที่เติบโตด้วยกันนั้น ฮาธอสกับเฮสเลนยังอุดหนุนเกื้อกูลกันตามประสาพี่น้อง แน่นอนว่าชายหนุ่มรักพี่ชายร่วมสายเลือดของตนเองมาก แต่ทางแยกของชีวิตก็มาถึงเมื่อเฮสเลนลุแก่อำนาจมืดมหาศาลที่สืบทอดมาจากบิดา เริ่มแก้แค้นสวรรค์ด้วยการก่อความวุ่นวายต่าง ๆ นานา โดยไม่สนใจว่าจะมีผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงไปด้วยหรือไม่และไม่สนใจคำห้ามปรามจากน้องชายเลย

 

เพื่อหยุดความคิดมิให้หลงกลับไปในวังวนอันมืดมนในอดีต ฮาธอสจึงไปหยิบเสื้อคลุมเนื้อหนามาสวมใส่เพื่อสวมเตรียมตัวออกไปข้างนอก แต่ก็อดเหลียวกลับไปมองเตียงใหญ่ที่ใช้นอนคนเดียวอีกครั้งมิได้

 

คืนนี้...เป็นคืนที่ห้าแล้วที่ไคซัสไม่ได้กลับมานอนด้วยกัน หากจะให้นับก็ตั้งแต่วันที่ดาริคพร้อมกับ ของที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นกระตุก หลังจากดาริคพาไคมีร่ากลับไป เพื่อดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเสาเขตแดน ฮาธอสเสี่ยงเอ่ยปากถามถึง ของกับไคซัสไปครั้งหนึ่ง...ด้วยความอยากรู้

 

แค่ของชิ้นหนึ่ง เจ้าอย่าไปสนใจเลยนะ ฮาธอส

 

ไคซัสตอบแบบนั้นด้วยสายตาปิดกั้นเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก ฮาธอสจึงไม่กล้าถามต่อและปล่อยให้การสนทนาจบลง หลังจากนั้นมหาเทพสงครามก็ยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลากลับห้องอีกเลย ถึงตอนกลางวันจะแวะเวียนมาเยี่ยมเป็นช่วงสั้น ๆ บ้าง แต่เมื่อยามราตรีมาถึงฮาธอสก็ต้องอยู่เพียงลำพัง แต่ก่อนมีไคมีร่าคอยเป็นเพื่อนคุย ทว่าตอนนี้เอก็ไม่อยู่แล้ว ชายหนุ่มจึงได้เรียนรู้บทเรียนรักบทใหม่เรื่อง ความเหงาของการขาดคนที่รัก

 

ช่างทรมานใจหาใดเปรียบ...

 

พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงไปทั่วท้องฟ้า เผื่อแผ่ลงมาถึงสวนตะวันออกของตำหนักพาเทร่าด้วย ฮาธอสยืนท่ามกลางดอกไม้ราตรีหลากชนิดผลิกลีบบานอย่างสวยงาม ชายหนุ่มหลับตานิ่งขณะซึบซับพลังจากแสงจันทร์เข้ามาในร่าง อย่างไรเสียสายเลือดครึ่งหนึ่งของเขาก็เป็นของรัตติกาล อำนาจแห่งศศิธรจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขา หากให้เปรียบคงเหมือนกับอาหารเสริมที่กินแล้วทำให้พลังชีวิตกับร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่ในกรณีของฮาธอสนั้น...ชายหนุ่มหวังเหลือเกินว่ามันจะช่วยให้จิตใจของเขากลับไปเข้มแข็งเหมือนเก่า...

 

อยู่ได้ด้วยกำลังของตน...ไม่หวาดไหวเมื่อฝันถึงเฮสเลน...และไม่เหงาเมื่อขาดไคซัส

 

อุ๊ย!เสียงอุทานจากข้างหลังทำให้ฮาธอสต้องหยุดรับพลังและหันกลับไปด้วยความแปลกใจ นาซิลลายืนเอามือปิดปากอยู่หลังแนวต้นบลูเบล หน้าตาไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น ฮาธอส...นั่นท่าน...

 

สวัสดี นาซิลลา ดีใจจังที่เห็นเจ้าแข็งแรงแล้ว ขอโทษที่...โอ๊ะ!ยังไม่ทันที่ฮาธอสจะพูดจบ เด็กสาวก็วิ่งมากอดเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนล้มไปด้วยกัน โชคดีที่ต้นหญ้าแถวนั้นหนาพอจึงไม่เจ็บมากนัก โอ๊ย...

 

อ๊ะ! ขอโทษนะนาซิลลาได้ยินเสียงชายหนุ่มร้องก็รีบลุกขึ้นเตรียมจะผละตัวออก แต่พอเห็นหน้าของฮาธอสอีกครั้ง น้ำตาเจ้ากรรมก็ร่วงเผาะ ๆ ทันที

 

อ้าว! ทำไมร้องไห้ล่ะ หรือว่าเจ็บตรงไหนเทพคนสวนเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้เธอก่อนอย่างที่ทำประจำ โดยลืมไปว่าตอนนี้เด็กสาวนั่งคล่อมอยู่บนตัวเขา แผลเก่ากำเริบเหรอ

 

ไม่ ข้าไม่เจ็บตรงไหนทั้งนั้น อาการบาดเจ็บของข้าก็หายนานแล้วด้วย ข้าร้องไห้เพราะดีใจที่เห็นฮาธอสออกมาข้างนอกและยืนด้วยตัวเองได้ต่างหากนาซิลลาบอกพลางนึกขอบคุณที่คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเธอจะออกมารับแสงจันทร์เป็นประจำ แต่วันนี้เธอนึกอยากมาที่สวนตะวันออกด้วยจึงแวะมาจนเจอฮาธอส เป็นอย่างไรบ้าง ข้าเป็นห่วงฮาธอสมาตลอดเลยนะ อยากไปเยี่ยมด้วย แต่มหาเทพสงครามไม่ยอมให้เข้าไปในห้อง พวกเราต้องถามข่าวจากอัลล์อย่างเดียว แต่มันไม่พอ ข้าอยากเห็นด้วยตามากกว่า ฮาธอสสบายดีแล้วใช่ไหม

 

ขณะพูดน้ำตาก็ร่วงรินลงบนใบหน้าฮาธอสหลายหยด จะว่าไปแล้วหลายวันมานี้ชายหนุ่มก็แทบไม่ได้ยินข่าวของนาซิลลากับเพื่อนคนอื่น ๆ มากนัก เรื่องนาซิลลาหายสนิทแล้วก็รู้ตอนคุยกับไคซัสเรื่องย้ายห้อง หลายวันมานี้เขาคงทำให้พวกเพื่อน ๆ เป็นห่วงมากสินะ โดยเฉพาะนาซิลลาที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

 

อืม แต่ยังไม่หายสนิทหรอกนะว่าแล้ว เขาก็เอามือแตะปากนาซิลลาไว้ก่อนจะพูดอะไร พิษของแมลงไสยเวทนั้นร้ายแรงมาก อวัยวะภายในของข้าเสียหายทำให้ต้องปวดท้องเป็นพัก ๆ แต่อีกไม่กี่เดือนก็จะหายสนิท

 

แรกได้ยินคำอธิบายนาซิลลาก็หน้าเสีย คิดว่าคนที่รักข้างเดียวจะต้องเผชิญความเจ็บปวดไปชั่วชีวิต แต่พอได้ยินประโยคท้าย ๆ เด็กสาวก็ทำหน้าโล่งใจแล้วยิ้มด้วยความดีใจจนพ่วงแก้มเป็นสีแดง...น่ารักและน่าเอ็นดูขนาดถ้าอยู่กับชายอื่นคงถูกดึงตัวไปนั่งตักแล้วเป็นแน่แท้

 

ดีใจจัง ข้านึกว่าตัวเองจะเป็นสาเหตุให้ฮาธอสต้องเจ็บชั่วชีวิตซะแล้วอัปสรน้อยรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว อัลล์เป็นคนเล่าให้เธอฟัง ถึงจะไม่ละเอียดนัก แต่ก็พอจะรู้ว่าใครทำและทำไปเพื่อนอะไร อดีตหัวหน้าจอมปราชญ์เลวร้ายที่สุด ถ้าอยากจะเล่นงานมหาเทพสงครามทำไมไม่จับตัวอัลล์ไปล่ะ เขารู้เรื่องของมหาเทพมากกว่าฮาธอสเสียอีกนะเด็กสาวทำแก้มป่องอย่างเคือง ๆ น้ำตายังไหลไม่หยุด

 

อย่าพูดแบบนั้นสิ เจ้ากำลังพาลใหญ่แล้วนะ เรื่องมันก็จบไปแล้วด้วย อย่าคิดถึงอีกเลยนะฮาธอสยิ้มปลอบอย่างอ่อนใจ

 

จะไม่ให้คิดถึงได้อย่างไรกัน เจ้านั่นทำให้คนที่ข้า รักบาดเจ็บหนักตั้งหลายวันนะ!หลังโพล่งออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองติดพัน นาซิลลาก็เอามือปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าเพิ่งพูดอะไรออกไป เธอเห็นฮาธอสทำหน้าตกใจมากทีเดียว แต่เด็กสาวก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่หนี ดังนั้น เธอจึงก้มลงกดไหล่เขาไว้กับพื้น ข้ารักฮาธอส ไม่ใช่ความรักแบบเพื่อน แต่เป็นความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีให้กับชายที่พึงใจ ข้าอยากสารภาพมาหลายครั้ง แต่ก็เกิดเรื่องนับครั้งไม่ถ้วน ในเมื่อมันหลุดปากออกไปแล้ว ข้าก็ขอพูดอีกครั้ง ข้ารักฮาธอส ได้โปรดรักข้าด้วยเถอะ

 

ฮาธอสเผยอปากค้าง ตั้งตัวไม่ติดกับการสารภาพรักที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทั้ง ๆ ที่เคยคิดว่าวันใดก็ตามที่นาซิลลาบอกรักเขา ชายหนุ่มจะรู้สึกผิดที่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของเธอได้ ทว่าเมื่อมันเกิดขึ้นจริง เทพคนสวนกลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะที่ผ่านมาเขาเสแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่านาซิลลาคิดอย่างไรกับตน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของเขากับเธอไว้และยังเพื่อมิให้ตัวเองทำให้เธอต้องเสียใจด้วย แต่มันกลับกลายเป็นการบีบคั้นตัวเองไปในที่สุด ดังนั้นเมื่อเธอสารภาพรัก เทพคนสวนจึงพบหนทางปลดแอกให้ตัวเอง

 

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมหยักศกสีทองรวบรวมกำลังกายแล้วอุ้มตัวเด็กสาวออกจากร่าง ก่อนจะขยับลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก เพราะการกดทับของนาซิลลาทำให้เกิดอาการปวดท้องเล็กน้อย เด็กสาวเห็นเหงื่อเขาผุดพรายเต็มหน้าผากจึงเอาแขนเสื้อเช็ดให้อย่างเป็นห่วง ก่อนจะนิ่งเมื่อเทพคนสวนตัดสินใจพูดในตอนนี้

 

ขอโทษด้วยนะ นาซิลลาดวงตาสีน้ำเงินมองผ่านลำแขนมาสบตาเธอนิ่ง แววตาอ่อนโยนอย่างพี่ชายมีให้กับน้องสาว แต่ข้าคงรับความรู้สึกของเจ้าไม่ได้

 

ทำไมล่ะ!นาซิลลาโพล่งหน้าตาไม่เข้าใจ ข้าต้องใช้ความกล้ามากเลยนะ กว่าจะพูดได้!

 

เพราะอย่างนั้นข้าถึงต้องกล้ายืนยันความรู้สึกของตัวเองด้วยฮาธอสยิ้มบาง ข้าชอบเจ้านะ นาซิลลา แต่ความรู้สึกที่ข้ามีให้เจ้านั้นเป็นแบบพี่ชายกับน้องสาว ข้ารู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่แรกที่พบหน้าเจ้าและยิ่งรู้สึกแบบนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เจ้าเป็นเด็กน่ารัก น่าถนอม คู่ควรกับเทพบุตรดี ๆ สักตน แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่คนผู้นั้น

 

ไม่หรอก! ข้าบอกได้เลยว่าฮาธอสเป็นเทพบุตรตนนั้น ความรู้สึกของข้ายืนยันได้!นาซิลลาโผกอดเขาแน่นพลางสะอื้น ไม่อาจยอมรับคำปฏิเสธที่เปรียบเสมือนดาบที่ฟาดฟันหัวใจของเธอให้ขาดวิ่นได้ ฮาธอส...ชั่วชีวิตของข้าไม่มีใครที่ดีไปกว่าท่านอีกแล้ว และไม่มีใครที่เหมาะสมกับท่านไปมากกว่าข้าด้วย

 

สิ่งที่ทำให้ฮาธอสเสียใจที่สุดในตอนนี้คือ เสียงร่ำไห้ของเทพจันทรา ในฐานะผู้ชาย การทำให้ผู้หญิงต้องเสียใจถือว่าน่าละอายที่สุด แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ในอนาคตก็จะยิ่งเจ็บปวดด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

นาซิลลาจำที่ข้าเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ได้ไหมเขาดึงตัวเธอออกมาสบตาอย่างอ่อนโยน ความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกะเกณฑ์กันได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับหัวใจของแต่ละคน หัวใจของเจ้าอาจจะบอกว่าข้าคือคนรัก แต่หัวใจของข้าบอกว่าเจ้าคือน้องสาว นั่นคือความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่ข้ามีให้เจ้า ขอโทษด้วยนะ

 

เทพจันทราแทบสิ้นเรี่ยวแรงหลังได้ยินคำขอโทษที่ตอกย้ำความผิดหวังให้หัวใจ เด็กสาวยอมปล่อยมือจากเขาจนได้และทรุดลงกับพื้นเหมือนหุ่นเชิดถูกตัดสายชัด ความรักข้างเดียวอันแสนเปราะบางที่เฝ้าถนอมมานาน บัดนี้แตกสลายไม่มีชิ้นดีเสียแล้ว ที่สำคัญผู้ปฏิเสธยังแสดงความเอื้ออาทรด้วยการเช็ดน้ำตาที่ไหลไม่หยุดให้เธอ นาซิลลารู้ว่าเขาทำไปด้วยความเป็นห่วง แต่ยิ่งเขาอ่อนโยนด้วยเท่าไหร่ หัวใจของเธอก็ยิ่งร้าวรานเพียงนั้น

 

พอแล้ว ไม่ต้องเช็ดน้ำตาให้แล้ว ฮาธอสถอยไปไกล ๆ เลย!อัปสรน้อยผลักเขาออกสุดแขน

 

ฮาธอสพอจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กสาว เพราะหากเขาถูกไคซัสปฏิเสธทั้งที่รักมากขนาดนี้ก็คงจะเจ็บปวดเสียใจอย่างมากไม่ต่างกัน แต่การจะทิ้งเด็กสาวไว้ในสวนท่ามกลางอากาศเย็นกับละอองน้ำค้างก็ไม่ใช่นิสัยของเขาเสียด้วย ชายหนุ่มจึงถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาห่มให้เธอ

 

ข้าอยากอยู่ปลอบเจ้าจนกว่าจะหยุดร้องไห้ แต่ถ้าทำแบบนั้นคงทำให้เจ้าเจ็บปวดกว่าเดิม ดังนั้นข้าจะไปก่อน เจ้าก็อย่าอยู่ที่นี่นานล่ะ เดี๋ยวจะเป็นหวัดซะก่อน และ...เพราะการเว้นวรรคของฮาธอสทำให้นาซิลลาเงยหน้ามองอย่างสงสัย ซึ่งเธอถึงกับนิ่งเมื่อเห็นแววตาห่วงใยของเขา “...จำไว้เสมอว่าข้ายังเป็นเพื่อนของเจ้า หากเกิดอะไรขึ้นและต้องการความช่วยเหลือก็มาหาข้าได้ตลอดนะกล่าวเสร็จร่างสูงโปร่งก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างเงียบงัน

 

นาซิลลานั่งจุมปุ๊กอยู่ที่เดิมและเหม่อมองเสื้อคลุมที่ชายหนุ่มห่มบ่าให้ จริงอยู่ที่การถูกปฏิเสธความรักทำให้เธอเสียใจ แต่การกรทำอันแสนอ่อนโยนราวกับต้องการรับผิดชอบของเขาหลังจากนั้นกลับทำให้เธอเจ็บปวดยิ่งกว่า เพราะความอ่อนโยนเหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เธอหลงรักผู้ชายตนนี้

 

ทำไม...เธอสะอื้น มือเรียวจับเสื้อคลุมนับทาบแก้มเปื้อนน้ำตาอย่างอาลัยอาวรณ์ “...ทำไมต้องแสนดีกับข้าขนาดนี้ ฮาธอส อย่ารับผิดชอบข้าด้วยความอ่อนโยนนั้นได้ไหม...

 

เพราะมันทำให้ข้าเกลียดท่านไม่ลง!

 

ร่างบางหมอบตัวลงร้องไห้กลางสวนที่สร้างขึ้นด้วยมือของชายที่รักข้างอย่างสุดเสียง หัวใจร้าวรานปานว่าจะขาดรอนในอีกไม่ช้า การเป็นเทพนั้นมีข้อจำกัดในด้านความรู้สึก ชาวเทพส่วนใหญ่จะมีอารมณ์ค่อนข้างมั่นคง ไม่อ่อนไหวไปมาเหมือนอย่างมนุษย์ ความรักจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งตลอดช่วงชีวิต เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เทพหลายตนคลุ้มคลั่งเมื่อคนที่รักของตนจากไป กรณีของนาซิลลาอาจไม่ร้ายแรงเพียงนั้น เนื่องจากอายุยังน้อยและมีโอกาสได้พบรักครั้งใหม่ ทว่าเธอก็ได้เรียนรู้ถึงความเจ็บปวดจากความรักแล้ว

 

แต่เมื่อเทพจันทราลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบตัวเองนั่งอยู่ท่ามกลางความมืด ความฝันที่เลือนหายไปนานกลับมาอีกครั้ง ทว่า...คราวนี้เธอกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้ามบรรยากาศที่โอบล้อมกายกลับอบอุ่นและอ่อนโยนราวกับถูกใครสักคนโอบกอดไว้ ไม่นานเงาร่างสีดำที่เคยหลอกหลอนให้หวาดกลัวก็ปรากฏต่อหน้าเธอ มันยื่นมือลงมาเชยคางให้เงยหน้าขึ้น ศีรษะที่มองไม่เห็นใบหน้าเอียงไปด้านข้างประหนึ่งกำลังพินิจเธออยู่

 

โอ...นาซิลลาที่น่าสงสาร เจ้าไม่ควรร้องไห้เลยมันพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่เขย่าหัวใจอันอ่อนไหวของเธอให้สั่นคลอนกว่าเดิม ฮาธอส...เจ้ารักผู้ชายคนนี้มาอย่างนั้นรึ

 

เขาจะเป็นผู้ชายคนเดียวในชีวิตของข้า ข้าไม่สามารถรักใครได้อีกแล้วเทพจันทราตอบตามที่ตัวเองคิด

 

ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าสมหวัง ข้าจะทำให้เขาหลงใหลในตัวเจ้าจนโงหัวไม่ขึ้น

 

จริงเหรอ เจ้าทำได้จริง ๆ เหรอนาซิลลาร้องถามก่อนจะรู้สึกตัว สิ่งที่อยู่ต่อหน้านี้ก่อกวนเธอมาหลายปีจนครั้งล่าสุดเกือบทำให้เธอคลุ้มคลั่งด้วยความหวาดกลัว ร่างบางจึงสะบัดหน้าออกมาจากมือของมัน ไม่! เจ้าช่วยข้าไม่ได้หรอก เจ้าไม่มีตัวตนเสียหน่อย ฮาธอสเองก็ไม่มีวันกลับมามองข้าแล้วด้วย

 

ทำได้สิ เพราะข้ามีตัวตนอยู่นะเสียงทุ้มต่ำของมันก้องสะท้อนผ่านโสตประสาทมาหลอมละลายหัวใจของนาซิลลาอีกครั้ง ข้าสามารถทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงเจ้ายอมช่วยเหลือข้า ข้าจะบันดาลให้เจ้าทุกสรรพสิ่ง แก้วแหวนเงินทอง ปราสาทวิมานที่หรูหรายิ่งกว่ามหาตำหนักจ้าวสวรรค์ ชีวิตของคนที่เจ้าเกลียดชัง หรือแม้แต่หัวใจของคนที่เจ้ารัก...

 

ในระหว่างที่พูด มันก็แผ่ละอองสีดำออกมาเป็นสายหลายเส้นเข้าโอบรักร่างของนาซิลลาโดยไม่ให้รู้ตัว บางส่วนถูกเด็กสาวซูดดมเข้าไปทำให้เกิดอาการมึนงง ได้ยินเสียงของมันก้องสะท้อนในโสตประสาทจนเกือบฟังไม่รู้เรื่อง เธอพยายามตั้งสติฟังสิ่งที่มันพูด แต่ยิ่งทำแบบนั้นเท่าไหร่ อาการมึนงงก็ยิ่งหนักขึ้น...เหมือนสูญเสียตัวตนไปอย่างช้า ๆ ดวงตาสีฟ้าใสค่อย ๆ หม่นแสงลงจนสุดท้ายก็กลายเป็นความว่างเปล่า เมื่อมันพูดออกมาว่า

 

ว่าอย่างไรล่ะ นาซิลลา เจ้าอยากได้ความรักจากฮาธอสไหม รักนิรันดร...

 

อยากได้สิ

 

ถ้าอย่างนั้นจงช่วยข้ามันโน้มใบหน้าลงมาหาเธอ เมื่อข้าสมความปรารถนา เจ้าก็จะได้ทุกสรรพสิ่ง

 

เมื่อสิ้นคำมันก็ประทับจุมพิตแทนตราสาบานที่ริมฝีปากของเด็กสาว

 

--------------



:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

125 ความคิดเห็น

  1. #50 -เกม- (@-gem-) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 กันยายน 2556 / 16:58
    ก่อนอื่น...ปิดเทอมแล้วววววววว TOT~~~  //แลดูนอกเรื่อง

    อะแฮ่ม...  เข้าเรื่องดีกว่า แฮ่ๆ XP
    ว่าแต่ 'โอปอลสีฟ้า' กับ 'โมราแดง' นี่....อืมมมม ใช่สีตารึเปล่าคะ?? แบบว่าสีตาของเนื้อคู่♥  ><
    อ่า...นั่น...แววดราม่ารำไรอยู่ลิบๆเลยเชียว... *ปาดเหงื่อ*  นาซิลลาจะอัพเกรดแล้วสินะ สินะ สินะ -A-;;


    คำผิดเจ้าค่ะ
    กระนั้นมันก้ทำให้เขารู้ว่าต่อให้ไคซัส
    ถ้าเป็นเหตุผลนี้ก็ล่ะก็ - พิมพ์เกิน?
    หนีขึ้นสวรรค์มาท่าน - มาหาท่าน?
    เหล่าขุนนางเรื่อยไม่ถึงประชาชน - ไป?
    สร้างพันธมิตรที่หยั่งยืน - ยั่ง
    อนาทรร้อนใจกันใด - อันใด?
    ครั้งที่สองของวันที่ดาริต้องตกตะลึง - ดาริค
    รอบแผลเป็นที่ฝั่งแน่นในใจ
    ทว่าตอนนี้เอก็ไม่อยู่แล้ว - เธอ
    นั่งคล่อมอยู่บนตัวเขา - คร่อม
    และทำไปเพื่อนอะไร - เพื่อ
    เหมือนหุ่นเชิดถูกตัดสายชัด - ชัก
    แต่การกรทำอันแสนอ่อนโยน - กระทำ
    จับเสื้อคลุมนับทาบแก้มเปื้อนน้ำตา - ทับทาบ
    เจ้ารักผู้ชายคนนี้มาอย่างนั้นรึ - มาก
    เข้าโอบรักร่างของนาซิลลา - รัด
    บางส่วนถูกเด็กสาวซูดดมเข้าไป - สูด
    #50
    0
  2. #47 ยีราฟลงพุง (@leonus) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 17:34
    มันช่าง.....

    นาซิลล่าอัพเกรดแล้วววว จากนางร้ายตัวอิจฉาธรรมดา อัพเกรดเป็นตัวร้ายเสียที

    เฮสเลนอยากจะแค้นสวรรค์ก็แค้นไป แต่จงรักน้องชายของตนสุดหัวใจก็พอ
    #47
    0