คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ

ตอนที่ 117 : [ภาคพิเศษ] จุดเริ่มต้นแห่งดวงใจ : ตอนที่ 4 ความหวังที่เป็นจริง [จบ]


     อัพเดท 1 พ.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: Aria of Gareth, รวมเรื่องสั้น, ภาคพิเศษเอเรีย, เอเรีย, ไมเคิล, มาร์ค, แอนจี้, เอมี่, เอมีเลีย, แอนเจลิน่า, มาริค
ผู้แต่ง : Keisei/MaKoto-sang ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Keisei/MaKoto-sang
My.iD: https://my.dek-d.com/keisei
< Review/Vote > Rating : 98% [ 3,742 mem(s) ]
This month views : 4 Overall : 70,640
1,642 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 210 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 117 : [ภาคพิเศษ] จุดเริ่มต้นแห่งดวงใจ : ตอนที่ 4 ความหวังที่เป็นจริง [จบ] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 764 , โพส : 1 , Rating : 100% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด





โพล83765

ตอนที่ 4 ความหวังที่เป็นจริง

 

ทว่าคำสวดภาวนาของไมเคิลกลับไม่เป็นผล   เพราะหลายวันหลังจากนั้นได้มีจดหมายแจ้งข่าวมาจากเคานท์เตสคริสแห่งเบนสันว่า ขบวนส่งตัวบุตรของนางถูกโจรป่าบุกเข้าโจมตีในระหว่างการเดินทาง   คนของนางถูกพวกโจรป่าสังหารไปจนหมดสิ้น   ขณะที่บุตรีของนางหายสาบสูญไปอย่างไร้ล่องลอย   ซึ่งเคานท์เตสสาววอนขอให้กษัตริย์อาคาร์สช่วยส่งคนออกตามหาทาริกาน้อยคนนั้นด้วยอีกแรงหนึ่ง

การค้นหาทาริกาที่แสนพิเศษนั้นดำเนินไปอย่างยาวนานเกือบหนึ่งปี   ก่อนจะยุติลงด้วยความล้มเหลว   กษัตริย์อาคาร์สและเคานท์เตสคริสต้องเริ่มทำใจยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้น   แต่นั่นไม่ใช่กับไมเคิล...เพราะเด็กชายยังคงให้ราชองครักษ์ของตนสืบหาข่าวของทารกคนนั้นต่อไป   เพราะตราบใดที่ยังไม่พบศพของทารกที่มีลักษณะคล้ายกับทาริกาน้อยคนนั้น   มันก็ยังมีความหวังที่จะพบตัวเธออย่างมีชีวิต

ถึงตอนนี้...กาลเวลาได้ผ่านมานานถึงสิบปีเต็ม   ไมเคิลได้เจริญวัยขึ้นมาเป็นเด็กหนุ่มวันสิบแปดปีอย่างสง่างาม   ซึ่งเขากลายเป็นบุคคลที่น่าเกรงขามมากที่สุดคนหนึ่งของพระราชวัง   หากมันกลับมิได้เกิดขึ้นจากฐานะเจ้าชายรัชทายาทผู้จะสืบทอดบัลลังก์อาดิทอลในอนาคต   แต่เกิดขึ้นจากความเลือดเย็นและโหดเหี้ยมอันเป็นอาภรณ์ประดับจิตใจของเขาต่างหาก   ทว่าใครบ้างที่จะรู้ถึงจิตใจที่แท้จริงของเขาบ้าง

เหล่าบุรุษบนหลังม้าห้าคนกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปตามถนนดินอัดอย่างช้าๆ   โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นครหลวงเรไทนาสอันเกรียงไกรแห่งนั้น   มันเป็นการเดินทางที่มีแต่ความเงียบงัน   ซึ่งปรากฏหลังจากที่ไมเคิลเดินทางไปพบกับความผิดหวังในหมู่บ้านที่มีข่าวแจ้งมาว่า มีการพบเด็กผู้หญิงลักษณะคล้ายคลึงกับคนที่เจ้าชายกำลังตามหา   ความเงียบอันแสนกดดันที่เกิดขึ้นนั้นทำให้สหายของไมเคิลต้องมองหน้ากันเองอย่างไม่แน่ใจนัก

“เฮ้!   เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า   ไมเคิล” เด็กหนุ่มผมสีแดงเดินม้าขึ้นมาถามในที่สุด

“เปล่านี่   ข้าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ไมเคิลตอบแล้วก็หันมายิ้มให้เพื่อนสนิทอย่างอวดดี “ข้าไม่อ่อนแอขนาดต้องให้พวกเจ้ามาเป็นห่วงหรอกน่า   จอร์จ”

“แต่ท่าทางของเจ้าเปลี่ยนไปมากตั้งแต่ตอนออกจากหมู่บ้าน” เด็กหนุ่มผิวคล้ำอีกคนแทรกขึ้น “คนๆ นั้น...เด็กที่เจ้าตามหานั่นมีค่ากับเจ้ามากรึ   ข้าเห็นเจ้าพยายามตามหาเธอมาตลอด   แล้วเจ้ากับเด็กคนนั้นเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่า”

ไมเคิลส่ายหัวเป็นคำตอบให้แก่คำถามนั้น   ทำให้คนรอบข้างต้องหันมองหน้ากันเองด้วยความสงสัยอีกครั้ง   ก่อนเด็กหนุ่มผมสีชาจะตัดสินใจเสี่ยงถามรัชทายาททมิฬขึ้นว่า

“ถ้าเจ้าไม่เคยเจอมาก่อนทำไมถึงได้ตามหาเด็กคนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยล่ะ”

“จริงอย่างที่เอลิคว่า   มันไม่เหตุผลอะไรที่เจ้าจะต้อง...” เด็กหนุ่มผมสีชาคนสุดท้ายพูดต่อ

“พวกเจ้าจะเข้าใจอะไรข้า   ราเรล   เอลิต   มาดิสัน” ไมเคิลเรียกนามของคนทั้งสามตามลำดับ “ข้าไม่ใช่คนไร้สาระขนาดที่จะตามหาคนที่ไม่เคยพบหน้าอย่างไม่มีเหตุผล   พวกเจ้าเลิกซักไซ้เรื่องไร้สาระจากข้าได้แล้ว   แค่ทำตามที่ข้าสั่งเท่านั้นก็พอ”

สิ้นเสียงสั่งอย่างเฉียบขาด   รัชทายาททมิฬก็ก็กระตุ้นม้าให้ออกวิ่งนำหน้าทั้งกลุ่มไปอีกครั้ง   เพื่อป้องกันมิให้เหล่าสหายติดตามมาขุดคุ้ยเรื่องราวที่พูดคุยกันเมื่อครู่ขึ้นมาอีกครั้ง   เพราะเพียงความสิ้นหวังที่ได้รับจากหมู่บ้านก็มากพอสร้างรอยแผลในหัวใจของเขาได้แล้ว   ไมเคิลจึงไม่ปรารถนาจะให้ใครมาตอกย้ำให้มันบอบช้ำไปมากกว่านี้ 

กระนั้น...การสนทนาเมื่อสักครู่นี้ก็มีผลต่อไมเคิลอย่างใหญ่หลวงนัก   แม้จะไม่ถึงขนาดย้ำให้รอยแผลฉีกกว้างไปกว่าเดิม   แต่ก็มากพอทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังได้   เจ้าชายเริ่มคิดเสียแล้วว่าจะมีโอกาสได้พบหน้าของทาริกาน้อยคนนั้นหรือไม่   เพราะความหวังที่คอยฉุดให้ตามหาเธอกำลังเลือนรางลงจนแทบเหลือเพียงความว่างเปล่า

ขบวนม้าของเจ้าชายและเหล่าสหายเคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว   ประชาชนที่อยู่ในบนถนนต่างก็หลบเลี่ยงเส้นทางให้อย่างรู้หน้าที่   หามีชาวเมืองคนใดหาญกล้ายืนขวางทางกระบวนอาชาขององค์รัชทายาทไม่   หากจะพูดให้ถูกแล้ว..ไม่มีใครกล้าสบดวงตาสีเขียวอันทรงอำนาจคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย

ทว่าขณะที่ทั้งกลุ่มกำลังเดินม้าผ่านหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งนั้น   เด็กหนุ่มทั้งหมดก็ต้องหันไปมองกลุ่มคนที่กำลังยืนมุงดูอะไรบางอย่างด้วยความแปลกใจ   แล้วพวกเขาก็ได้เห็นชายร่างอ้วนตัวใหญ่คนหนึ่งกำลังหวดแส้ทำร้ายทาสเด็กผู้หญิงผมสีดำตัวเล็กๆ อย่างทารุณ   ยังผลให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่แล้วของไมเคิลยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

และทันใดนั้นเองที่เด็กหญิงทาสคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองมามองเขา   ซึ่งทำให้เจ้าชายรัชทายาทถึงกับชะงักงัน   เพราะดวงตาสีเทาที่ทอดมาหาเขาอย่างขอความช่วยเหลือนั้น   ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับนางในมโนภาพของไมเคิลเป็นยิ่งนัก   และพลันนั้นเองที่มีความรู้สึกอบอุ่นที่แปลกประหลาดเอ่อท้นขึ้นมาเติมเต็มช่องวางในใจของเขาอย่างช้าๆ   เหมือนเช่นที่นางในมโนภาพเคยกระทำกับเขาเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้

“เป็นไป...ไม่ได้...” คำพูดถูกระบายออกจากปากของไมเคิลอย่างไม่อยากเชื่อ “...จะเป็นเด็กคนแน่อย่างนั้นรึ...”

“มีอะไรเหรอ   ไมเคิล   เด็กคนนั้นทำไมรึ”

จอร์จตั้งคำถามแล้วก็หันกลับไปมองการทารุณกรรมเด็กหญิงทาสคนนั้นอีกครั้ง   ขณะที่ม้าของพวกเขายังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทั้งกลุ่มพ้นสายตาของเด็กหญิงทาสคนนั้น   แต่ไมเคิลก็ยังชะเง้อคอมองดูเธอรับการลงทัณฑ์อย่างไม่วางตา   ราวกับมันเป็นการแสดงอันควรค่าแก่การยลด้วยสายตาของตนนัก   หากเพียงได้เห็นความผิดหวังและสิ้นหวังปรากฏบนใบหน้าของเธอ   หัวใจของเจ้าชายก็ปวดแปลบดังถูกเข็มนับพันทิ่มแทงในฉับพลัน

“จอร์จ   เดี๋ยวเจ้าอุ้มเด็กคนนั้นกลับวังให้ข้าด้วยนะ”

คำสั่งถูกลั่นออกจากปากพร้อมกับผ้าผืนใหญ่ที่ถูกดึงออกมาจากกระเป๋าอานม้า   ซึ่งไมเคิลโยนมันให้กับจอร์จแล้วดึงบังเหียนอาชาให้วิ่งกลับไปยังร้านอาหารแห่งนั้นอีกครั้ง

“เอ๊ะ!   แต่...เดี๋ยวก่อน...”

เสียงร้องห้ามของจอร์จเหมือนเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน   ไม่สามารถฉุดรั้งเจ้าชายที่กำลังไสม้าแหวกฝูงชนที่ยืนดูการลงทัณฑ์นั้นได้เลย   เหล่าเพื่อนได้แต่ส่ายหัวอย่างระอาแล้วรับบังคับม้าให้ตามไปช่วยไมเคิลในทันทีนั้น   ซึ่งเพียงเจ้าชายหนุ่มถลันตัวลงไปคว้าข้อมือถือแส้ของชายร่างอ้วนฉุคนนั้นเอาไว้ได้   จอร์จก็อาศัยช่วงเวลานั้นเอาผ้าคลุมลงบนร่างของเด็กหญิงทาส  แล้วรีบพาตัวออกมาจากวงล้อมของประชาชนก่อนที่เธอจะได้เห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

“จะ...เจ้าเป็นใคร...” ชายร่างอ้วนถามทำให้ปวงชนรอบข้างถึงกับหน้าซีดเผือด “จะเอาทาสของข้าไปไหน!”

“ใครสักคนที่กำลังจะได้เป็นเจ้านายคนใหม่ของเด็กทาสเมื่อกี้นี้” ไมเคิลพูดด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “บอกข้าหน่อยสิ   เธอทำผิดอะไรถึงต้องเฆี่ยนตีขนาดนั้นด้วย”

“เธอ...เธอทำเสื้อของข้าเปื้อนน่ะสิ” อีกฝ่ายตอบพร้อมกระชากแขนออกจากมือของไมเคิล “เอาทาสของข้าคืนมาซะ   ไม่อย่างนั้นข้าจะ...”

“เท่าไหร่...” ไมเคิลถามทำให้อีกฝ่ายถึงกับนิ่ง “ข้าต้องการซื้อตัวเธอ   เจ้าต้องการเรียกราคาเท่าไหร่ล่ะ”

“ข้าไม่ขายหรอก เจ้าคนไร้มารยาท!” ชายร่างอ้วนตวาดแล้วทำท่าจองหอง “ขอบอกเอาไว้ก่อนนะ   เด็กคนนั้นมีค่ามีมากมหาศาลอย่างที่เจ้าไม่คาดคิด   ต่อให้เจ้าเป็นลูกคหบดีก็ไม่มีปัญหาซื้อ...”

แล้วเขาก็หัวเราะใส่ไมเคิลด้วยท่าทางสมเพช   ซึ่งเจ้าชายเขม่นสายตามองเล็กน้อยแล้วหันกลับไปหาพวกจอร์จอีกครั้ง   สหายทั้งสี่ของเขากำลังยืนมารอดูสถานการณ์ด้วยสีหน้าห่วงใยระคนไว้ด้วยความกังวล   ไมเคิลจึงส่งสัญญาณบอกให้พวกเขานำเด็กหญิงทาสล่วงหน้ากลับพระราชวังไปก่อน   เพื่อเขาจะได้จัดการกับเจ้านายโฉดจอมอวดดีข้างกายนี้ได้อย่างสะดวกใจ   และนับเป็นโชคดีที่บรรดาสหายยอมทำตามคำสั่งของเขาแต่โดยดี

“นี่...เจ้าฟังข้าอยู่หรือเปล่า   เอาทาสของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้...อั่ก!!!”

เสียงโวยวายของเจ้านายโฉดกลับต้องขาดหายไป   เมื่อไมเคิลตวัดมือคว้าลำคออ้วนฉุของเขาไว้แล้วบีบแน่น   ดวงตาสีเขียวอันทรงอำนาจจับมองใบหน้าอึดอัดของอีกฝ่ายอย่างกริ้วโกรธ   รัศมีแห่งความพิโรธแผ่ซ่านออกมากดดันบรรยากาศให้กลายเป็นความเยือกเย็น   ประชาชนทั้งหลายต่างก็เบือนหน้าหนีแสร้งทำไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   ซึ่งชายร่างอ้วนได้เข้าในใจตอนนี้เองว่า เขาได้ปลุกมัจจุราชขึ้นมาสังหารตัวเองเสียแล้ว  

“เอาล่ะ   เรามาพูดกันอย่างเป็นการเป็นงานกันดีกว่า” ไมเคิลพูดอย่างเนิบช้าพร้อมกระแทกร่างอีกฝ่ายกับประตูร้านด้านหลัง “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมาจากต่างเมืองจึงไม่เคยเห็นหน้ารัชทายาททมิฬผู้นี้   จากคำพูดที่เขาบอกข้าว่า ‘เด็กคนนั้นมีค่าขนาดที่ข้ายังไม่สามารถซื้อได้’  แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ถนอมสินค้าของตัวเองเอาเสียเลยล่ะ”

“อ่ะ...เอ่อ...เรื่องนั้น...”

ชายร่างอ้วนพยายามตอบอย่างตะกุกตะกัก   แต่ไมเคิลกลับใช้หลังมือที่ว่างไล้แก้มอวบของเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อันน่าสะพรึง

“เพราะเจ้ากลัวว่าใครจะมาช่วงชิงเธอไปจากเจ้า หรือกลัวว่าเธอจะแสดงพลังแปลกประหลาดออกมากันแน่” อุ้งมือหนาค่อยๆ บีบกระชับคอของอีกฝ่ายอย่างคาดคั้น “ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ก่อนนะว่า ข้าไม่ได้วอนขอให้เจ้าขายเธอให้ข้า   แต่ข้าสั่งให้เจ้าขาย...”

ทว่าคราวนี้ไมเคิลกลับเป็นฝ่ายเงียบเสียงของตัวเองลงบ้าง   หลังประสาทสัมผัสสดับเสียงเพรียกหาอันแปลกประหลาดที่ลอยมากับสายลมได้   ซึ่งเสียงที่รับรู้ได้นั้นช่างเหมือนกับเสียงเพรียกหาที่เขาเคยได้พบกเมื่อสิบปีก่อนนี้ยิ่งนัก   เจ้าชายจึงละสายตาจากเหยื่ออันโอชะตรงหน้าแล้วหันมองโดยรอบอย่างช้าๆ   ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของเด็กหญิงทาสในอ้อมแขนของจอร์จ  

พลันนั้นเองที่ประตูกั้นทำนบแห่งความรู้สึกของไมเคิลถูกเปิดออก   มันปลดปล่อยความรู้สึกที่มีทั้งความยินดีและโหยหาให้เอ่อท้นออกมาอย่างช้าๆ   แล้วนำพาความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างให้ร้อนผ่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น   ช่องวางที่ปรากฏอยู่ในหัวใจก็กำลังได้รับการเติมเติมจากความอบอุ่นนั้น   ซึ่งเพียงลองนึกถึงใบหน้าของเด็กหญิงทาสผู้นั้น   หัวใจของเขาก็เต้นแรงจากความสุขอันแปลกประหลาดที่พลุ่งขึ้นมาจากเบื้องลึกของจิตใจ

“นี่ตาแก่...แกเป็นพ่อค้าเร่ใช่มั้ย” ไมเคิลหันไปถามชายในมืออีกครั้ง

“...ข...ขอรับ  เอ้ย!!  พ่ะย่ะค่ะ” ชายร่างอ้วนตอบอย่างหวาดหวั่น “ถ้าเจ้าชายต้องการเด็กคนนั้นก็เอาไปเลยพ่ะย่ะค่ะ   ข้ายินดียกให้...”

“ขอบใจ   แต่ข้าจ่ายค่าไถ่ให้เจ้าดีกว่า   เพื่อเจ้าจะได้ไม่มาเรียกร้องบุญคุณอะไรจากเธอในตอนหลัง”  

ไมเคิลพูดพลางถอดแหวนแซฟไฟและแหวนทับทิมในมือให้แก่พ่อค้าเร่   ไม่เพียงแค่นั้นยังผิวปากเรียกม้าศึกคู่ใจของตนให้เดินเข้ามาหา   แล้วล้วงเอาถุงใส่เงินที่หนักอึ้งจากกระเป๋าอานม้าออกมาโยนให้แก่ชายร่างอ้วนอย่างไม่ใยดีนัก   ซึ่งพ่อค้าเร่และปวงชนรอบข้างถึงกับตะลึงงันเมื่อได้เห็นเหรียญทองจำนวนมหาศาลนอนอยู่เต็มถุง

“สำพังแค่แหวนสองวงกับทองสองร้อยเหรียญก็ทำให้เจ้าอยู่ได้อย่างสบายไปชั่วชีวิตแล้ว   แต่เด็กคนนั้นยังต้องการเสื้อผ้าดีๆ เอาไว้ใส่   ดังนั้นภายในสามวันนับจากนี้เจ้าจงหาผ้าไหมชั้นดีหนึ่งร้อยห้าสิบพับมาขายให้ข้าที่พระราชวัง   บอกกับคนที่เจ้าคุยในวันนั้นว่า ข้าเป็นคนสั่งซื้อแล้วเขาจะจ่ายเงินให้แก่เจ้าอย่างงาม   และหลังจากนั้น...ก็จงหายไปจากอาดิทอลซะ   อย่ามาให้ข้าหรือเด็กคนนั้นเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด!!”

จบคำไมเคิลก็เหวี่ยงร่างพ่อค้าที่กำลังจะขาดใจตายลงบนพื้นอย่างเลือดเย็น   ซึ่งชายร่วงอ้วนพยักหน้ารับคำของเขาอย่างหวาดกลัวเป็นยิ่งนัก   ก่อนจะรีบคว้าข้าวของวิ่งหน้าตั้งหนีไปอย่างรวดเร็ว   ขณะที่ไมเคิลปีนกลับขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้วควบตามกลุ่มเพื่อนไปอย่างรวดเร็ว   และเมื่อไปถึงเขาก็พบว่ากลุ่มเพื่อนกำลังสนทนากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เจ้าชายจึงเดินม้าตามไปห่างๆ แต่ก็อยู่ในระยะที่สามารถได้ยินคำสนทนาอย่างชัดเจน

“เฮ้อ...จะว่าไปไมเคิลก็ใจร้อนเป็นบ้า   ชอบอะไรหุนหันพลันแล่นจนข้าเดือนร้อนไปหมด...”

ในที่สุดจอร์จก็ออกปากบ่นซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นการนินทาไมเคิลอย่างสนุกปาก   แต่ไมเคิลกลับมิได้แสดงท่าทางขัดเคืองใจอันใด   ตรงกันข้ามเขากลับรับฟังคำนินทาทั้งหมดนั้นด้วยรอยยิ้ม  

แต่ไม่นานสายตาของไมเคิลก็หวนไปจับจ้องห่อผ้าในอ้อมแขนของจอร์จอีกครั้ง   เมื่อมีเสียงเพรียกหาดังขึ้นในมโนสำนึกของเขา   ซึ่งคราวนี้มันมาจากดวงจิตของเด็กหญิงที่เชื่อมโยงมาถึงเจ้าชายโดยไม่รู้ตัว   แต่มันกลับกระตุ้นความปรารถนาอันแรงกล้าของเขาให้พลุ่งปะทุขึ้น   เด็กหนุ่มจึงไสม้าให้เดินเข้าใกล้แล้วเอ่ยเสียงเตือนเหล่าเพื่อนพ้องของตนว่า

“พวกเจ้านินทาข้าอย่างสนุกปากเลยนะ”

จอร์จถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินน้ำเสียงแตกพานคล้ายกำลังโกรธนั้น   เด็กหนุ่มทั้งหมดหันกลับมามองใบหน้านิ่งสนิทของเจ้าชายด้วยความหวั่นใจอย่างยิ่ง   ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วไมเคิลเพียงกำลังตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าเด็กน้อยที่อาจจะเป็นคนที่เขากำลังตามหาเท่านั้น 

“หวา!   กลับมาตั้งแต่ตอนไหน” ราเรลส่งเสียงร้องอย่างตระหนก

“ขี่ม้าตามหลังพวกเจ้ามานานแล้ว  กำลังคิดอยู่เลยว่าถ้าถึงวังแล้วเรื่องที่นินทาข้าจะไปถึงเรื่องไหนบ้าง”

ไมเคิลตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเพื่อกลบเกลือนความรู้สึกที่แท้จริงในใจ   ทว่าดวงตาสีเขียวสดใสของเขาก็จับยิ่งอยู่ที่ห่อผ้าในมือของจอร์จอย่างเปิดเผย

“จอร์จ  ส่งเธอมาให้ข้า”

ด้วยคำสั่งที่เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นที่สุดซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเยือกแข็งของเจ้าชาย   จอร์จจึงค่อยๆ ส่งร่างของเด็กหญิงทาสในห่อผ้าให้แก่ไมเคิลอย่างช้าๆ   ซึ่งรัชทายาททมิฬเองก็รับตัวเธอมาด้วยความระมัดระวังและนุ่มนวลอย่างที่เพื่อนๆ ก็ยังไม่อยากเชื่อสายตา

เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยมานั่งอยู่ในอ้อมแขนของตนอย่างมั่นคงแล้ว   ไมเคิลก็ยื่นมือไปเพื่อปลดเปลื้องผ้าที่พันรอบกายของเธอออก   หัวใจของเขากำลังเต้นแรงจากสองความรู้สึกที่ปรากฏขึ้น   หนึ่งนั้นคือ ความตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าของเด็กหญิงคนแรกที่ช่วยเหลือไว้   ในขณะที่อีกหนึ่งเป็นความหวาดกลัวว่าเธออาจไม่ใช่เด็กน้อยที่เขากำลังตามหา

ทว่าความอบอุ่นที่มาจากร่างเล็กบอบบางของเด็กหญิงทาสนั้น   ก็คุ้นเคยในความทรงจำของเขาจนไม่อาจปฏิเสธได้   ไมเคิลจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปปลดปมผ้าให้คลายออกจากกัน   จากนั้นก็รั้งให้เปิดออกมาเผยให้เห็นเด็กหญิงตัวมอมแมมที่ซ่อนอยู่ภายใน   แต่แสงแดดที่ส่องสว่างกลับทำให้เธอหลับตาและเบือนหน้าหลบไปอีกด้านหนึ่งโดยพลัน   หากไมเคิลก็ใช้อุ้งมือหยาบกร้านของเธอโอบใบหน้าเล็กๆ ให้หันกลับมามองตนเองอีกครั้ง

วินาทีนั้นเองที่ภาพของนางในมโนสำนึกปรากฏซ่อนทับดวงหน้าเปื้อนรอยแผลของเด็กหญิง   ดังต้องการบอกให้ไมเคิลได้รู้ว่า เธอเป็นคนที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดสิบปีเต็ม   ใบหน้าซูบตอบที่พอมองเห็นเค้าความน่ารักกำลังกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างให้เอ่อท้นออกมามากขึ้น  จนกระทั่งกลบถมช่องว่างขนาดใหญ่ภายในใจของเขาให้เต็มได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 “อืม  ดวงตาสีเทาเข้มดูเยือกเย็น  ผมสีดำขลับที่ทำให้นึกถึงรัตติกาลยามคืนเดือนมืด  ผิวขาวผ่องของชาวตะวันตก  ใบหน้าที่น่ารักเหมือนกับเทพธิดา”

ลักษณะภายนอกของเด็กน้อยถูกเจ้าชายพรรณนาอย่างช้าๆ   ความคิดเริ่มเข้าใจคำพูดและความรู้สึกของอาคาร์สและคริสตินมากขึ้น   ความรักของคนทั้งสองนั้นมาจากสายสัมพันธ์อันแสนพิเศษที่มีเพียงฟ้าเท่านั้นที่กำหนด   มาดแม้นคนหนึ่งต้องสิ้นใจจากไปหัวใจก็ยังเฝ้าถวิลหาและเศร้าโศก   นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้พระบิดาของเขากลายเป็นคนเงียบขรึมอย่างทุกวันนี้ 

และนับจากนี้ไปไมเคิลยังจะได้เข้าใจในอีกหลายๆ เรื่องที่พระมารดาได้กล่าวไว้   ทั้งความรักและความผูกพันอันล้ำค่าที่ทำให้ให้พระนางไม่เคยโกรธเคืองพระสวามีเลยสักครั้ง   ซึ่งไมเคิลจะได้เรียนรู้ความรู้สึกเหล่านั้นจากเด็กหญิงที่เขาจะให้นามว่า ‘เอเรีย’ ในอ้อมแขนคู่นี้   คนที่เขาจะไม่มีวันยกให้กับใครอย่างเด็ดขาด   เพราะเธอคือคนที่เกิดมากเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเขา และเขาก็จะเป็นส่วนหนึ่งของเธอไปตลอดกาล

“ค่อยสมราคาที่ซื้อมาหน่อย  พอกลับไปถึงวังแล้วคงต้องให้อาบน้ำทำแผลเสียก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น  เจ้าโชคดีแล้วที่มาเจอข้า  เด็กทาสผู้น่าสงสาร”

 

------------ จบ ------------

ต่อจากนี้ไปเป็นเนื้อหาใน Aria of Gareth เล่ม 1 ท่วงทำนองแห่งมนตรา



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 117 : [ภาคพิเศษ] จุดเริ่มต้นแห่งดวงใจ : ตอนที่ 4 ความหวังที่เป็นจริง [จบ] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 764 , โพส : 1 , Rating : 100% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 1 : ความคิดเห็นที่ 1425

น่ารักมากมายอ่าค่ะ

Name : krynEz < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ krynEz [ IP : 118.172.43.117 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 กรกฎาคม 2553 / 20:07

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android