คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ

ตอนที่ 116 : [ภาคพิเศษ] จุดเริ่มต้นแห่งดวงใจ : ตอนที่ 3 นิมิตหมายให้จดจำ


     อัพเดท 6 เม.ย. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: Aria of Gareth, รวมเรื่องสั้น, ภาคพิเศษเอเรีย, เอเรีย, ไมเคิล, มาร์ค, แอนจี้, เอมี่, เอมีเลีย, แอนเจลิน่า, มาริค
ผู้แต่ง : Keisei/MaKoto-sang ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Keisei/MaKoto-sang
My.iD: https://my.dek-d.com/keisei
< Review/Vote > Rating : 98% [ 3,742 mem(s) ]
This month views : 5 Overall : 70,641
1,642 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 210 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 116 : [ภาคพิเศษ] จุดเริ่มต้นแห่งดวงใจ : ตอนที่ 3 นิมิตหมายให้จดจำ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 583 , โพส : 2 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


โพล83765



ตอนที่ 3 นิมิตหมายให้จดจำ

กาลเวลาผ่านไปนานหลายเดือนหลังจากการสิ้นพระชนม์ขององค์ราชินีคริสติน   อาณาจักรอาดิทอลซึ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าโศกเริ่มกลับมามีสีสันอีกครั้ง   เมื่อช่วงเวลาไว้ทุกข์สำหรับประชาชนทั้งประเทศสิ้นสุดลง   นับจากนี้เป็นต้นไป...ไม่ว่าดินแดนแห่งนี้จะยังมีราชินีคริสตินอยู่หรือไม่   แต่มันก็จะต้องก้าวเดินต่อไปในฐานะอาณาจักรมหาอำนาจแห่งภาคกลาง

ทว่านับเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับอาณาจักรที่เพิ่งสูญเสียราชินี   เพราะผู้เป็นสามีของนางจะต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าเกินกว่าจะทำสิ่งใดได้   แต่อาคาร์สกลับกลบเกลือนความทรมานใจจนแทบทนไม่ไหวของตนด้วยการทำงานอย่างหนัก   และเฝ้าโทษตัวเองตลอดมาว่าเป็นคนทำให้คริสตินต้องพบกับจุดจบอันแสนเดียวดายในค่ำคืนนั้น

กระนั้น...ความเศร้าของกษัตริย์หนุ่มกลับยังมิอาจเทียบได้กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับไมเคิล   ซึ่งสะสมเป็นความเครียดในใจของเขาจนกระทั่งล้มป่วยอย่างหนัก   ภายหลังจากที่พระราชพิธีศพของคริสตินเสร็จสิ้นลง   ประชาชนทั้งหลายต่างเกรงกว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นเป็นครั้งที่สอง   แต่นับเป็นโชคดีที่อาคาร์สตัดสินใจทิ้งพระราชกิจทุกอย่างมาดูแลอาการของไมเคิลอย่างเต็มที่   จนกระทั่งเด็กชายหายจากอาการป่วยคราวนั้นมาได้ราวปาฏิหาริย์

แต่ถึงแม้ตนเองจะทุ่มเทเวลาดูแลอาการป่วยของไมเคิลมากแค่ไหน   กระนั้นอาคาร์สก็รู้ดีว่าไม่อาจชดเชยความรู้สึกที่บุตรชายสูญเสียไปได้   เฉกเช่นเดียวกับที่มิอาจเปลี่ยนแปลงสายตาที่มองเขาอย่างเยียบเย็นของเด็กชายได้อีกต่อไป   อาคาร์สเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่า ตัวตนของเขาจะเหลืออยู่ในใจของไมเคิลมากน้อยเพียงใด

ความมืดมิดเริ่มโรยตัวเข้าปกคลุมตัวเมืองหลวงเรไทนาสอย่างช้าๆ   ดังโลกากลับผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จากสีเหลืองทองเป็นสีสันแห่งรัตติกาล   แต่ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนผันไปจากเดิมเช่นใด...อาคาร์สก็ยังคงนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวร่วมกับดยุคแบลนด์เหมือนเช่นเดิม

“แบลนด์...ขอรายละเอียดเกี่ยวกับสงครามที่ไทรซันเวย์หน่อยสิ”

คำสั่งของอาคาร์สดังขึ้นทำให้แบลนด์ต้องนำเอกสารดังกล่าวมาให้   ก่อนจะหันไปจุดตะเกียงและโคมไฟที่อยู่ในห้องให้สว่างขึ้น   ซึ่งแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นทีละดวง...ทีละดวงนี้...ทำให้อาคาร์สละสายตาจากเอกสารตรงหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ค่ำแล้วรึ...” คำถามถูกเอ่ยอย่างลอยๆ ทำให้แบลนด์ต้องประหลาดใจ

“อ้อ!  อืม...เริ่มมืดมาได้สักพักแล้วก็เลยจุดไฟน่ะ” แบลนด์ตอบพลางถอนใจอย่างละเหี่ย “ถ้ารบกวนเจ้าก็ต้องขอโทษด้วย”

“ไม่หรอก   แค่ทำงานจนลืมเวลาอีกแล้วเท่านั้น” อาคาร์สพูดแล้วก็วางเอกสารในมือลง “รู้สึกจะเป็นแบบนี้มานับตั้งแต่วันที่คริสตินจากไปแล้วสินะ”

“ใช่   โหมทำงานแบบนี้มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก” แบลนด์ทำเสียงระอา “ข้าว่าเจ้าควรหาเวลาพักผ่อนเสียบ้างนะ   ส่วนเรื่องการปฏิเสธการแต่งงานใหม่กับเจ้าหญิงจากสแคนเดรียข้าก็จัดการให้เรียบร้อยแล้ว”

“อา...ขอบใจมาก” อาคาร์สกล่าวแล้วก็กุมขมับ “ข้าช่าง...เป็นผู้ชายที่เลือดเย็นเอาซะจริงๆ   ขนาดเมียตายยังนั่งทำงานได้อย่างไม่สะทกสะท้านก็สมควรแล้วที่ไมเคิลจะเกลียด”

คำพูดนั้นทำให้แบลนด์นิ่งงันไปชั่วขณะ   แต่เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า สายตาที่ไมเคิลใช้มองอาคาร์สในระยะหลังมานี้เปี่ยมด้วยความเกลียดชัง   สีหน้าและท่าทางของเด็กคนนั้นกำลังเป็นไปในทิศทางเดียวกับสหายผู้สูงศักดิ์ของเขาในอดีต   ทว่าในขณะที่กำลังคิดถึงหลานชายผู้กำลังจะกลายเป็นอาคาร์สคนก่อนรุ่นที่สองนั้นเอง   คำถามของมหาบุรุษแห่งภาคกลางก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“แล้วไมเคิลเป็นยังไงบ้าง   เขามีปฏิกิริยากับจอร์จ...บุตรชายของเจสันอย่างไร”

“อ่ะ...เอ่อ...ก็ไม่มีท่าทางอะไรมากนี่นา   ยอมคบหาเป็นเพื่อนด้วยตามปกติ” แบลนด์ตอบไป   ก่อนจะมีสีหน้าไม่แน่ใจในประโยคต่อมา “แต่ว่าไมเคิลกลับเริ่มแสดงออกทางมนตราในรูปแบบแปลกๆ   วันก่อนอาจารย์สอนวิชามนตราของเขามาเล่ากับข้าว่า พลังของเด็กคนนั้นมีสีโกเมนและทรงอำนาจไปในทางชั่วร้าย”

“อะไรนะ   สีโกเมนอย่างนั้นเหรอ” อาคาร์สย้อนถามเสียงเครียด “เป็นไปได้อย่างไรกัน   ในเมื่ออำนาจของข้าก็เป็นสีฟ้าของมาเบแซนนี่นา   ถ้าเด็กคนนั้นจะมีอำนาจมนตราจริงก็น่าจะมีสีฟ้าหรือสีเหลืองทองสิ   ทำไมถึงกลายเป็นสีโกเมนอันเป็นสีอำนาจเริ่มต้นของแดรกเซนได้ล่ะ”

หามีคำตอบอันใดมาจากแบลนด์ที่ยืนนิ่งอยู่ไม่   ทำให้ความเงียบงันอันแสนอึดอัดปรากฏขึ้นในทันทีนั้น   คำถามต่างๆ เกี่ยวกับบุตรชายมากมายประเดประดังใส่อาคาร์ส   ราวกับเกลียวคลื่นที่สาดซัดเข้าใส่ชายฝังอย่างบ้าคลั่ง   ซึ่งไม่นานกษัตริย์หนุ่มก็ต้องกุมขมับของตนเองไว้ด้วยความเบื่อหน่ายตัวเองอย่างยิ่ง   เพราะเขาแทบไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับบุตรชายเลยแม้แต่น้อย

ทว่าในขณะที่กำลังคิดหาคำตอบของคำถามนับพันที่อยู่ในหัวสมองนั้นเอง   เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นก่อนจะถูกเปิดออกโดยนายทหารส่งสาส์นในเครื่องแบบเต็มยศผู้หนึ่ง   ซึ่งเขาก้าวเข้ามาแสดงความเคารพให้แก่บุรุษอันดับหนึ่งและอันดับสองแห่งอาดิทอลอย่างนอบน้อม

“มีอะไรอย่างนั้นรึ   ถึงมาพบข้าเอาดึกดื่นป่านนี้” อาคาร์สถาม   น้ำเสียงราบเรียบ

“ข้าน้อยเป็นบ่าวจากเมืองเบนสัน   ทำหน้าที่นำพระราชสาส์นสำคัญจากนายหญิงมาส่งให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

คำรายงานนั้นทำให้อาคาร์สขมวดคิ้วด้วยความสงสัยทันที

“สาส์นอันใด...เกี่ยวของกับนิครอสคนนั้นหรือไม่   ถ้าใช่ก็เก็บกลับคืนไปเสียเถิด” กษัตริย์หนุ่มตัดรอนไมตรี

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ   เรื่องคราวนี้เกี่ยวข้องกับดวงใจของนายหญิง   ขอฝ่าบาทโปรดรับเอาไว้ด้วย”

พูดแล้วนายทหารหนุ่มก็ค้อมกายลงต่ำพร้อมกับยกสาส์นในมือขึ้นเหนือศีรษะด้วยกิริยาท่าทางวอนเว้นเป็นยิ่งนัก   แบลนด์จึงต้องหันมองสหายผู้สูงศักดิ์ของตนอย่างสงสัยว่า ชายหนุ่มจะรับสาส์นสำคัญนั้นมาหรือไม่   ซึ่งดยุคหนุ่มต้องยิ้มด้วยความโล่งใจเมื่ออาคาร์สยกมือขึ้นเป็นสัญญาณขออ่านสาส์นฉบับนั้น

ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า...แบลนด์ก็เดินไปนำสาส์นฉบับนั้นมามอบให้แก่อาคาร์สอย่างรู้หน้าที่   ซึ่งกษัตริย์หนุ่มฉีกปากซองออกแล้วนับตัวกระดาษจารอักษรที่อยู่ภายในออกอ่านโดยพลัน

แต่ทันทีที่ได้เห็นเนื้อความที่จารึกอยู่ภายในด้วยลายมือตวัดไม่สมกับผู้เป็นเจ้าของสาส์นนั้นแล้ว   ดวงตาสีน้ำตาลของอาคาร์สก็เบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ   เพราะแต่ละข้อความในตัวสาส์นเหมือนเจือเอาไว้ด้วยความทุกข์ระทมอย่างยากแก่การหยั่งถึง   รอยหยดน้ำเป็นด่างดวงที่ปรากฏบนกระดาษเป็นตัวบอกได้ดีถึงความรู้สึกของผู้เขียน   ซึ่งทำให้อาคาร์สนึกถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียคริสตินไปอีกครั้ง

ไม่ว่าอย่างไรอาคาร์สก็ไม่อาจลบเลือนความเศร้าและความทรงจำเกี่ยวกับคริสตินไปได้   ดุจเดียวกับนารีผู้เป็นเจ้าของสาส์นในมือนี้ที่ต้องจำใจสูญเสียบุคคลผู้เป็นดวงใจไปเหมือนเขา   แม้ว่าการจากของนางกับคนที่รักจะเป็นระยะเวลาเพียงชั่วคราว   แต่การตัดสินใจส่งสาส์นมาให้เขาในครั้งนี้ก็สร้างรอยแผลอันปวดร้าวให้แก่นางมากนัก

“นายทหารจากเบนสันเอ๋ย...จงไปบอกแก่คริสเถอะว่า ข้าจะรอรับบุตรของนางอยู่ที่นี่และสัญญาจะดูแลอย่าง...”

ยังไม่ทันที่อาคาร์สจะสามารถสานประโยคจากน้ำเสียงปวดร้าวของตนได้จนจบ   ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่น่าตกใจได้   นั่นทำให้เขาต้องรีบลุกขึ้นวิ่งไปกระชากม่านหน้าต่างให้เปิดออกโดยพลัน   แล้วดวงตาสีน้ำตาลคู่งามนั้นก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

ท้องฟ้าที่ควรมีสีดำมืดกลับมีออร่าหลากสีสันปรากฏขึ้นอย่างน่าประหลาด   โดยมันทอดตัวจากเส้นขอบฟ้าทางเหนือลงสู่ดินแดนที่อยู่ทางใต้   จากนั้นก็มีฝนดาวตกมากมายพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาสู่ผืนดินเบื้องล่าง   ก่อนจะมีละอองแสงสีเงินอันแปลกประหลาดคล้ายกับหิ่งห้อยตกลงมาจากออร่าหลากสีนั้น ช่างเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แสนงดงามเป็นยิ่งนัก   เหล่าข้าราชบริพารและประชาชนในเมืองเรไทนาสต่างก็ออกมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ

หากทว่าสำหรับอาคาร์ส...เขากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น   อำนาจประกาศิตทั้งแปดที่เคยใช้สร้างโลกกำลังส่งเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน   ปานประหนึ่งว่าพวกมันได้สูญเสียบางอย่างที่เคยถือครองไว้ไปเสียแล้ว   และท่ามกลางเสียงแผดร้องเหล่านั้นก็มีอีกเสียงที่เฝ้าเพรียกหาพวกมันอย่างเอาเป็นเอาตาย   ดังว่าสิ่งนั้นกำลังจะแตกสลายหายไปจากโลกนี้อย่างไรอย่างนั้น

แต่ในขณะที่กำลังมองสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าด้วยความประหลาดใจนั้นเอง   ดวงตาสีเข้มกลับต้องเบิกกว้างยิ่งกว่าเมื่อได้เห็นเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งกำลังปีนขึ้นไปยืนบนขอบกำแพงวังชั้นใน   โดยเอื้อมมือข้างหนึ่งขึ้นไปดังจะตอบสนองต่อเสียงเพรียกหาที่มากับสายลมนั้น   และเพียงได้เห็นละอองสีเงินกำลังลอยลองมาโอบล้อมอุ้งมือของเด็กคนนั้นไว้   อาคาร์สก็รีบวิ่งออกไปจากห้องในทันที!

“เฮ้ย!   นั่นเจ้าจะไปไหน...อาคาร์ส!!!”

เสียงร้องเรียกของแบลนด์แทบมิได้กระทบโสตประสาทของกษัตริย์หนุ่มเลยแม้แต่น้อย   เพราะเขากำลังรู้สึกหวาดกลัวอย่างหาที่สุดมิได้   ซึ่งความรู้สึกเอ่อท้นขึ้นมาจากภายในแล้วแพร่กระจายไปทั่วทั้งทำนบแห่งความเร็วอย่างรวดเร็ว   มันเป็นความหวาดกลัวในแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในตอนที่คริสตินล้มป่วยหนัก   ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอีกครั้ง

ทว่าคราวนี้อาคาร์สจะพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะรักษาไมเคิลเอาไว้   จะต่อสู้อย่างสุดแรงกายและแรงใจเหมือนกับตอนที่ช่วยพยาบาลบุตรชายเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้   และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาพรากเด็กชายผู้เป็นหัวใจดวงสุดท้ายผู้นั้นไปโดยเด็ดขาด

มหาบุรุษอันดับหนึ่งแห่งอาดิทอลพุ่งทะยานผ่านไปทางเดินด้วยความเร็วสูง   สายตาคอยเหลียวมองไมเคิลที่กำลังปลดปล่อยมนตราสีโกเมนไปประสานกับละอองมนตราสีเงินนั้น   ยังเหตุให้มนตราสองสายแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบรรยากาศอย่างรวดเร็ว   อากาศอันเหน็บหนาวของค่ำคืนพลันแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นอย่างน่าประหลาด   แต่มันกลับมิอาจสงบความหวาดกลัวที่อยู่ในใจของอาคาร์สได้เลยแม้แต่น้อย

ในที่สุดมหาบุรุษแห่งอาดิทอลก็ก้าวขึ้นมาถึงยอดสุดของกำแพงวังชั้นใน   ซึ่งเขาได้เห็นไมเคิลกำลังยืนอยู่กลางวงล้อมละอองมนตราสีเงินนั้นด้วยท่าทางมีความสุข   รอยยิ้มเหยียดกว้างบนริมฝีปากของเด็กชายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน   แต่ท่าทางที่ดูคล้ายกับจะลอยตามละอองมนตราสีเงินนั้นไปกลับทำให้อาคาร์สต้องร้องห้ามทันที

“อย่าไปนะ   ไมเคิล!!”

ร่างเล็กๆ ถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจพร้อมกับละอองสีเงินที่แตกกระเพื่อมออกห่าง   ก่อนไมเคิลจะหันมามองอาคาร์สด้วยสีหน้าฉายความประหลาดใจ   ขณะที่ร่างสูงใหญ่ไว้เคราดกหนาค่อยๆ เดินไปหยุดยืนตรงหน้าของเด็กชายอย่างนุ่มนวล

“ท่านพ่อ...มาทำอะไรที่นี่เหรอ” ไมเคิลถามอย่างไร้เดียงสา   แต่น้ำเสียงในประโยคต่อมากลับมีความเยียบเย็นเจือมาด้วย “ไม่ได้ทำงานอยู่หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ”  

“เปล่า   พ่อ...ออกมาดูออร่าเหมือนกับเจ้านั่นแหละ” อาคาร์สตอบพร้อมทรุดตัวนั่งคุกเข่าให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับบุตรชาย “แล้วก็ได้เห็นลูกกำลังจะตามละอองสีเงินนั่นไป”

“ลูกไม่ได้จะตามไปนี่พ่ะย่ะค่ะ   ลูกแค่ตอบสนองต่อเสียงเพรียกหาที่มากับละอองเท่านั้น” ไมเคิลตอบพลางมองละอองที่กำลังจางหายไปอย่างโหยหา “มีบางคนกำลังเรียกหาลูกอยู่ในดินแดนที่ไกลแสนไกล   นั่นทำให้หัวใจของลูกปวดร้าวเหมือนกับตอนที่ท่านแม่จากไป”

อาคาร์สได้ฟังแล้วก็ยื่นมือข้างหนึ่งไปลูบแก้มบุตรชายเบาๆ   ก่อนจะถามเขาด้วยน้ำเสียงปวดร้าวว่า

“ลูก...กำลังจะทิ้งพ่อไปเหมือนกับแม่   เพราะเกลียดพ่อที่ทอดทิ้งแม่เจ้าให้จากไปอย่างเดียวดายงั้นหรือ”

คราวนี้ไมเคิลกลับเป็นฝ่ายเงียบปล่อยให้อาคาร์สเฝ้ารอคำตอบอย่างรวดร้าว   ดวงตาสีเขียวเหมือนพระมารดาจ้องมองใบหน้าฉายความเจ็บปวดของอาคาร์สสักครู่   ก่อนจะเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่ออร่าหลากสีสันกำลังเริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ   ดุจเดียวกับละอองมนตราสีเงินที่ลอยกลับสู่นภากาศตามเดิมอีกครั้ง  

วินาทีนั้นเองที่เด็กชายเริ่มสัมผัสความผิดปกติบางอย่างจากส่วนลึกของจิตใจได้   มันเป็นช่องว่างที่กำลังแผ่ขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น   ขณะที่ส่วนลึกก็ปรากฏความเจ็บปวดเหมือนกับกำลังถูกเข็มนับแสนเล่มทิ่มแทงอย่างไร้ความปรานี   ความอาลัยในเสียงเพรียกหาที่สัมผัสในตอนแรกยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น   แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะต้องจากพระบิดาผู้กำลังเจ็บปวดยิ่งกว่าไปในตอนนี้   และยิ่งไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะต้องเกลียดอาคาร์สอีกด้วย

“หาไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ” ไมเคิลเอ่ยคำตอบขึ้นในที่สุด “จริงอยู่ที่ลูกอาจจะโกรธท่านพ่อที่ทอดทิ้งท่านแม่เอาไว้ในคืนนั้น   แต่ลูกจะพยายามทำความเข้าใจในภาระหน้าที่ของท่านพ่อไปเรื่อยๆ  สักวันลูกก็คงจะเข้าใจว่าทำไมท่านพ่อถึงได้เลือกงานมากกว่าท่านแม่   และเข้าใจด้วยว่าทำไมท่านแม่ถึงไม่โกรธท่านพ่อที่เป็นแบบนั้นเลยสักครั้ง”

“ไมเคิล...”

“แต่ว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ทำให้ลูกรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่ากำลังมีคนร้องเรียก   ซึ่งคนผู้นั้นกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสและไร้ที่พึ่งพา  มีเพียงลูกเท่านั้นที่จะสามารถช่วยเหลือคนๆ นั้นได้” ไมเคิลพูดต่อพลางมองท้องฟ้าอันมืดมิด “และละอองนั้นยังทำให้ลูกคิดถึงอะไรบางอย่างที่เคยอยู่เคียงข้างลูกในวันที่ท่านแม่จากไป   บางอย่างนั้นไม่ใช่มนุษย์...แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนมนุษย์...เป็นคนอีกคนหนึ่งที่คอยอยู่กับลูกในยามที่เป็นทุกข์   ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกโหยหาใครคนนั้นอย่างที่ไม่เคยเป็น”

“ไมเคิล...ลูกรู้จักคำว่า ‘คนที่เกิดมาเพื่อกันและกัน’ มั้ย” อาคาร์สถามโดยพลัน

“ท่านแม่เคยพูดให้ลูกฟังพ่ะย่ะค่ะ” ไมเคิลตอบด้วยสีหน้าหม่นหมอง “แต่ยังไม่ทันจะอธิบายว่าลูกจะหาคนๆ นั้นเจอได้ยังไง   ท่านแม่ก็จากไปเสียก่อน...”

และในตอนนั้นเองที่สายตาของเด็กชายไปหยุดลงตรงกระดาษในมืออีกข้างของอาคาร์ส   ซึ่งเพียงได้มันความตื่นเต้นและโหยหาอันแปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นกับเจ้าชายน้อยอีกครั้ง

“ในมือนั่นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ   ท่านพ่อ” เด็กชายถามในทันทีนั้น

น้ำเสียงของเขาแม้จะราบเรียบเย็นชาเหมือนอย่างที่ผ่านมา   แต่อาคาร์สกลับจับสัมผัสได้ว่ามีความตื่นเต้นและสนใจแฝงมาด้วยไม่น้อย   นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องก้มลงมองกระดาษอันเป็นสาส์นที่มาจากเมืองเบนสันในบัดดล   ตอนแรกนั้นเขาก็จะกลบเกลื่อนว่าเป็นจดหมายแจ้งข่าวการศึกเหมือนอย่างที่ผ่านมา   ทว่าเมื่อเขาลองนึกถึงเนื้อความในสาส์นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้แล้ว   มหาบุรุษแห่งอาดิทอลก็เข้าใจทุกอย่างในทันทีนั้น

วงล้อแห่งโชคชะตาที่หยุดนิ่งไปนานหลายเดือนของไมเคิลกำลังเริ่มขยับอีกครั้ง   โดยคราวนี้มันเคลื่อนหมุนไปพร้อมกับชะตากรรมของคนอีกผู้หนึ่ง   ซึ่งดูเหมือนฟ้าจะลิขิตให้คนทั้งคู่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันและกัน   ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ก็เพื่อเตือนให้บุตรชายได้รู้สึกถึงคนผู้นั้น   และทำให้เด็กชายจดจำสัมผัสของคนที่จะมาเติมเต็มช่องว่างในจิตใจแทนพระมารดาเอาไว้ในความทรงจำ  

มันคงถึงเวลาแล้ว...ที่อาคาร์สจะต้องยอมรับในชะตากรรมของไมเคิล   เด็กน้อยคนนี้มิได้เกิดขึ้นมาเพื่อเขาหรือคริสตินที่จากไป   แต่เกิดมาเพื่อใครอีกคนที่จะมีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เกี่ยวพันถึงโลกใบนี้   ซึ่งเป็นหน้าที่ของอาคาร์สที่จะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี   ถึงแม้ว่ามันจะต้องแลกด้วยชีวิตของเขาก็ตาม

“นี่เป็นสาส์นที่คริสแห่งเบนสันส่งมาให้พ่อน่ะ” มหาบุรุษแห่งอาดิทอลตอบในที่สุด “นางบอกว่าจะส่งบุตรสาวมาอยู่ในวังหลวง   เพราะเด็กคนนั้นมีอำนาจมนตราที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับ...เจ้า”

อาคาร์สดูแลลังเลที่จะเอ่ยประโยคสุดท้าย   แต่ก็ยอมยื่นกระดาษในมือให้ไมเคิลเอาไปคลี่ออกอ่าน   ขณะที่กษัตริย์หนุ่มเองก็อธิบายเนื้อความคร่าวๆ ให้พระโอรสได้ฟังไปด้วย

“เด็กคนนั้นเพิ่งเกิดเมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้   เป็นบุตรที่กำเนิดจากความสัมพันธ์แบบไม่ได้ตั้งใจของคริสกับผู้ชายสูงศักดิ์คนหนึ่ง   เด็กคนนั้นมีลักษณะผิวพรรณขาวผุดผ่องเหมือนหิมะ   ดวงตาสีเทาเข้มเป็นประกายเหมือนดวงดาวอันเจิดจรัสแสง   และเส้นผมเป็นสีดำประดุจรัตติกาลที่เรากำลังมองอยู่นี้...”

ทว่าภาพที่ปรากฏขึ้นในจินตนาการของไมเคิลนั้น   หาใช่ภาพของเด็กทารกในห่อผ้าเหมือนอย่างที่อาคาร์สกำลังคิด   แต่เป็นภาพของหญิงสาวโฉมงามดังนางสวรรค์ผู้หนึ่ง   ซึ่งมีเส้นผมสีดำยาวสลวยดังม่านน้ำตกเส้นไหม   นัยน์ตาสีเทาคู่งามทอดมองเขาจากมโนสำนึกอย่างอ่อนโยนเป็นยิ่งนัก   รอยยิ้มอันแสนอ่อนหวานที่ปรากฏบนริมฝีปากช่างงดงามเกินกว่าที่เด็กชายจะสามารถลบเลือนไปได้

ครานั้นเองที่มีความรู้สึกอันอบอุ่นแผ่ซ่านมาจากภาพนางในมโนสำนึกนั้น   มันเป็นความอบอุ่นแบบเดียวกับที่คอยอยู่เคียงข้างและปลอบประโลมไมเคิลในตอนที่พระมารดาจากไป   หากเพราะตอนนั้นเด็กชายจมอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าเกินกว่าที่มันจะสามารถเยียวยาได้   ความรู้สึกนั้นจึงสลายหายไปเหลือเพียงช่องว่างแห่งความทุกข์ระทมเท่านั้น

หากทว่าวันนี้ไมเคิลจะจดจำความรู้สึกที่ได้รับจากภาพนั้นเอาไว้   เพราะมีบางอย่างจากเบื้องลึกของจิตใจบอกว่า อิสตรีผู้นี้มีความสำคัญต่อเขาอย่างยิ่ง   ถ้าหากสูญเสียนางไปล่ะก็...เขาจะต้องเสียใจไปตลอดกาล 

“เด็กคนนี้จะมาที่นี่หรือพ่ะย่ะค่ะ” ไมเคิลเงยหน้าถามพระบิดาอีกครั้ง “เด็กคนนี้จะมาอยู่กับเราที่นี่จริงๆ หรือ”

“ใช่” อาคาร์สตอบสั้นๆ พลางหยัดตัวขึ้นพาไมเคิลเดินกลับลงจากกำแพง “เมื่อเด็กคนนั้นมาถึงแล้ว   ลูกจะต้องดูแลเธอให้ดีนะ   เพราะเด็กคนนั้นอาจจะช่วยกลบฝังช่องว่างในหัวใจของลูกได้”

ได้ยินแบบนั้นไมเคิลก็ถึงกับชะงักงันไปชั่วขณะ   ก่อนเขาจะก้มหน้ามองพื้นด้วยความหม่นหมองอีกครั้ง   จากนั้นก็ตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า เด็กทารกวัยแบเบาะคนนั้นจะสามารถเติมเต็มช่องว่างในใจของเขาได้หรือ   ในเมื่อมันฝังลึกและกว้างใหญ่เกินกว่าที่สิ่งใดจะสามารถลบเลือนได้   และถ้าหากเธอสามารถทำได้จริง...เขาก็ต้องรอจนกว่าเด็กน้อยคนนั้นจะเดินทางมาถึง

แต่...ทำไมเล่า...ทำไมหัวใจถึงได้รู้สึกปวดแปลบเช่นนี้   เสียงเพรียกหาที่สัมผัสได้เมื่อสักครู่นี้ก็หวนกลับมาอีกครั้ง   มันต้องการจะบอกให้เขารู้สึกถึงอันตรายอันใดอย่างนั้นหรือ   ฤๅเกิดสิ่งใดขึ้นกับทาริกาน้อยที่เขากำลังรอคอยกันแน่   แต่ไม่ว่าความหวาดกลัวนั้นจะเกิดขึ้นจากสิ่งใดก็ตาม   ไมเคิล...เด็กชายผู้จะเติบโตขึ้นเป็นบุรุษเจ้าของฉายารัชทายาททมิฬก็กำลังสวดภาวนา

...ข้าแต่เทพเจ้าทั้งหลาย   ขอให้เด็กคนนั้น...ขอให้ ‘เอเรีย’ เดินทางมาสู่อ้อมแขนของข้าอย่างปลอดภัยด้วยเถิด...

 

โปรดติดตามตอนต่อไป



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 116 : [ภาคพิเศษ] จุดเริ่มต้นแห่งดวงใจ : ตอนที่ 3 นิมิตหมายให้จดจำ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 583 , โพส : 2 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 2 : ความคิดเห็นที่ 1424
รอนะคะไรเตอร์ สู้ๆเน้อ ^^
Name : HaWk [ IP : 180.180.143.136 ]

วันที่: 19 เมษายน 2553 / 22:24
# 1 : ความคิดเห็นที่ 1423
ต่อๆ

อย่าทิ้งนานนะ
PS.  ชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์มากๆ อ้อว่างๆก้อแวะไปเยี่ยมกันบ้างน้า
Name : deny < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ deny [ IP : 125.26.186.177 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 เมษายน 2553 / 10:59

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android