คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ

ตอนที่ 110 : [ภาคพิเศษ] Rarel Story 3 [คู่ราเรล-แอซรี่]


     อัพเดท 15 ต.ค. 52
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: Aria of Gareth, รวมเรื่องสั้น, ภาคพิเศษเอเรีย, เอเรีย, ไมเคิล, มาร์ค, แอนจี้, เอมี่, เอมีเลีย, แอนเจลิน่า, มาริค
ผู้แต่ง : Keisei/MaKoto-sang ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Keisei/MaKoto-sang
My.iD: https://my.dek-d.com/keisei
< Review/Vote > Rating : 98% [ 3,742 mem(s) ]
This month views : 5 Overall : 70,641
1,642 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 210 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 110 : [ภาคพิเศษ] Rarel Story 3 [คู่ราเรล-แอซรี่] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 497 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด




เวลาผ่านไปอีกสองสามวันโดยไร้แอซรี่...สาวน้อยผู้แสนสดใสคนนั้นมาปลุก   หรือมาวุ่นวายสร้างสีสันให้แก่ชีวิตของราเรล    ราเรลผู้มีความเงียบงันเป็นอาภรณ์ก็หลบความวุ่นวายของพระราชวังมาอยู่ในห้องสมุดเล็ก   ซึ่งจัดไว้ให้ข้ารับใช้ของพระราชวังได้ใช้ศึกษาหาความรู้เพียงลำพัง  

ด้วยเวลานี้เป็นช่วงเวลาพักผ่อนของนักเรียนอัศวินและนักเรียนจอมเวทย์   บรรดาข้ารับใช้ทั้งหลายจึงต้องไปวุ่นวายกับการดูแลเด็กๆ เหล่านั้น   ด้วยนักเรียนทั้งสองสายชั้นมิใคร่ถูกคอถูกใจกันเสียเท่าใด   มักมีเรื่องวิวาทกันและกันอยู่บ่อยครั้ง   ดยุคแบลนด์ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนในวังแห่งนี้จึงต้องเรียกข้ารับใช้คนอื่นๆ ไปช่วยอาจารย์ดูแลความปลอดภัยด้วย

เพราะเหตุนั้นห้องสมุดเล็กแห่งนี้จึงโล่งว่างไปโดยปริยาย   แลนั่นเป็นสิ่งที่ราเรลต้องการมากที่สุดในตอนนี้   เขาอยากอยู่เงียบๆ เพียงลำพังสักครู่   เพื่อครุ่นคิดว่าจะต้องดำเนินชีวิตหลังจากนี้ต่อไปอย่างไร   หรือจะยุติมันลงก่อนต้องพบกับความเจ็บปวดมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

แลมันเป็นเรื่องประหลาดอย่างยิ่งเมื่อราเรลเริ่มรู้สึกอ้างว้างเหมือนขาดสิ่งใดไป   ทั้งที่ได้อยู่กับความสงบเงียบที่เฝ้าปรารถนามาตลอดแล้วแท้ๆ   เพียงแค่ไม่มีแอซรี่คอยอยู่เคียงข้างเหมือนดังเก่าก็ราวกับว่าชีวิตต้องอยู่กับรัตติกาลอันแสนมืดมัวเพียงลำพัง   สำหรับเด็กหนุ่มจากคอนวอน...แอซรี่ได้กลายเป็นแสงสว่างส่องนำจิตใจไปเสียแล้ว

“มาทำอะไรที่นี่   ราเรล”

น้ำเสียงนุ่มนี้ดังขึ้นทำให้ราเรลเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่เปิดกางทิ้งไว้ตรงหน้า   และคนที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูพร้อมมองเขาด้วยสายตานิ่งสนิทก็คือ...

“เจ้าชายไมเคิล”

“เรียกข้าว่า ‘ไมเคิล’ เถอะ” ไมเคิลบอกพลางเดินเข้าไปใกล้ “ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่ขัดใจข้าในเรื่องนี้นะ”

“เอ่อ...พ่ะย่ะค่ะ” ราเรลตอบเสียงแผ่วเบา

“ตอบข้าเสียงดังฟังชัด   และพูดกับข้าเสมือนว่าเป็นเพื่อนกัน” ไมเคิลออกคำสั่งเป็นชุด

“ตะ...แต่...”

ราเรลลังเลพร้อมก้มหน้างุด   ก่อนจะสะดุ้งน้อยๆ เมื่อร่างสูงในชุดดำกระแทกปึกเอกสารในมือลงกับโต๊ะอย่างแรงเหมือนไม่พอใจ

“ไม่มีแต่   เพราะนับแต่นี้ไปเจ้าคือ ‘เพื่อน’ ของข้า” ไมเคิลบอกแล้วนั่งลงตรงหัวโต๊ะใกล้ๆ กับที่ราเรลนั่ง “เมื่อวานก่อนเดินชมพระราชวังสินะ  เป็นยังไงบ้างล่ะ”

“พระราชวังสวยมากพ่ะย่ะค่ะ   กว้างใหญ่ยิ่งกว่าปราสาทของตระกูลข้ามากนัก” ราเรลยังคงตอบเสียงแผ่วตามเคย

“เหรอ   แล้วพูดคุยกับใครบ้างแล้วหรือยัง” ไมเคิลถามจี้ใจดำและราเรลปิดปากเงียบกริบ “เฮ้อ!!   ยังไม่คุยกับใครเลยรึ   เอาเถอะ!   มันเป็นเรื่องที่เจ้าจะต้องตัดสินใจเอาเองนี่นะ”

หลังจากนั้นก็เป็นการเผชิญหน้ากันและกันในความเงียบงัน   เพราะราเรลไม่มีเรื่องอันใดจะพูดกับไมเคิลอีก   และไมเคิลเองก็ไม่ได้พูดกับเขาด้วยเรื่องอื่นอีก   หากแต่นั่งมองราเรลด้วยสายตาคล้ายกำลังคุ้นหาสิ่งใดอยู่   ซึ่งมันบีบบังคับให้เด็กหนุ่มจากคอนวอนต้องหลบตาตลอดเวลา   ราวกับหวั่นใจว่าไมเคิลจะค้นหาสิ่งที่เขาแอบซ่อนเอาไว้พบ

“ราเรล...เจ้าคือ ผู้เหลืออยู่จากการต่อสู้ครั้งใหญ่   ถึงเจ้าจะหลบหนีไปอย่างน่าอดสู   แต่ด้วยวัยของเจ้าแล้วมันสมควรแล้วที่เจ้าจะทำแบบนั้น”

ไมเคิลพูดขึ้นทำให้ราเรลต้องเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ   แลดวงตาที่ทอดมองแม้จะดูไร้อารมณ์ความรู้สึก   แต่กลับฉายความอ่อนโยนเอาไว้อย่างแจ่มชัด

“บิดาของเจ้าเองก็คงอยากให้เจ้ารอดปลอดภัยเหมือนกัน   ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่ต่อสู้จนตัวตาย   ดังนั้นเจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่จะต้องก้าวต่อไปเพื่อทดแทนในส่วนที่ผู้ตายจากไปไม่อาจทำได้อีก”

“ท่าน...จะมาเข้าใจ...ความรู้สึกของข้าได้ยังไง” ราเรลเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นทุกข์

“ใช่   ข้าไม่เข้าใจความรู้สึกของเจ้า” ไมเคิลยอมรับ “แต่เจ้าอยากยอมแพ้สหายของข้าอีกสามคนเหรอ   จอร์จ   มาดิสัน   และเอลิคต่างก็ประสบชะตากรรมเดียวแบบเจ้า   แต่พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานมนุษย์และผู้สืบทอดตระกูล”

“ข้าไม่ได้เข้มแข็งอย่างพวกเขานี่พ่ะย่ะค่ะ!!!” ราเรลคำรามออกมาอย่างเจ็บแค้น

“จะเข้มแข็งหรือไม่อยู่ที่ใจของเจ้า   ราเรล” ไมเคิลตอบเสียงนุ่ม

เจ้าชายหนุ่มหยิบกระดาษเปล่าจากกองเอกสารที่เอาติดมาตัวมาพับเป็นรูปนก   ซึ่งเขาร่ายมนต์ใส่เสกมันให้ลอยค้างกลางอากาศ  

“จิตใจของเจ้าก็เหมือนกับเวทมนต์ของข้านี่เอง   หากเจ้าใช้มันสร้างความเข้มแข็งก็จะบินได้เหมือนอย่างนกบนอากาศนั่น   แต่หากเจ้าไม่ใช้มันก็จะร่วงลงสู่ความหายนะเช่นนี้”

ว่าแล้วไมเคิลก็สลายมนตราออกไปแล้วใช้ปลายเท้าเหยียบขยี้นกกระดาษตัวนั้นจนยับยู่ยี่บี้แบน

“ซึ่งสิ่งที่เจ้าจะได้รับคือ คำหมิ่นแคลนจากคนทั้งหลาย   แลมันมิได้มอบให้แก่เจ้าแต่เพียงพูดเดียว   หากทว่าพาดพิงไปถึงตระกูลของเจ้าด้วย   เจ้าคงไม่อยากให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียเกียรติหรอกใช่มั้ย...”

เจ้าชายหนุ่มหยัดกายยืนขึ้นแล้วเท้ามือลงไปตรงหน้าราเรล   ท่าทางของเขาเหมือนกำลังคาดคั้นคุกคามเด็กหนุ่มคนใหม่   ทว่าก่อนเขาจะได้สิ่งที่ปรารถนาจากราเรลได้สมใจ   ก็มีใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

“อ๊า!!!   มาอยู่กันที่นี่เองเหรอ   ข้าตามหาซะทั่วเลย”

แอซรี่...สาวน้อยผู้แสนสดใสถลาเข้ามาในห้องอย่างเร็ว   ซึ่งเธอตรงไปยืนข้างราเรลแล้วมองท่าทางของพี่ชายผู้สูงศักดิ์กว่า  ก่อนโพลงเสียงดังลั่นออกไปว่า

“เจ้าชายกำลังจะข่มเหงท่านราเรลอย่างนั้นเหรอเพคะ!!!”

“ใครจะทำกัน   ยายเด็กน้อย” ไมเคิลเอื้อมมือไปขยี้ผมแอซรี่อย่างหมั่นไส้ “เจอจูดิธหวดไม้เรียวใส่มาหรือเปล่าล่ะ”

“แฮะ!   เกือบแล้วล่ะเพคะ” แอซรี่ยิ้มแป้นขณะราเรลเริ่มทำหน้าไม่สบายใจ

รัชทายาทแห่งอาดิทอลมองใบหน้านั้นของราเรลแล้วก็ถอนใจอย่างเอือมระอา   ก่อนหยัดกายนั่งยืนตัวตรงแล้วหยิบกองเอกสารขึ้นมาอีกครั้ง   แลกล่าวกับราเรลและแอซรี่ว่า

“เอาล่ะ   ข้ากลับไปทำงานก่อนดีกว่า   ราเรลวันพรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าห้องเรียนอัศวินพร้อมกับเด็กคนอื่นๆ แล้วนะ   ข้าจะให้ข้ารับใช้ไปรับถึงที่ห้อง”

“เอ่อ...” ราเรลจะเอ่ยปากแต่แอซรี่กลับแทรกไปว่า

“เจ้าชายเพคะ   แล้วการประกาศเรื่องโรคฝีดาษไปถึงไหนแล้วหรือเพคะ”

ได้ฟังแบบนั้นไมเคิลก็ตบเอกสารกับฝ่ามืออย่างครุ่นคิด

“เราประกาศออกไปแล้ว   ปฏิกิริยาจากประชาชนค่อนข้างหวาดกลัวกัน   มีการวางแนวกำลังตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น   ถ้าการระบาดยังไม่หยุดลงเราคงจะประกาศปิดเมืองกันในอีกไม่ช้านี้” เขาบอกพลางจับตามองราเรลอย่างมีความนัยน์ “ราเรล   เจ้ามีเรื่องอะไรจะเล่าให้ข้าฟังก็เล่าได้นะ   ข้าพร้อมรับฟังเรื่องของเจ้าอย่างยินดี”

คำพูดนั้นทำให้ราเรลเหลือบตาขึ้นมองไมเคิลสักครู่   ก่อนจะก้มหน้าต่ำตามเดิมหลังจากนั้นก็ส่ายหัวน้อยๆ บ่งบอกความในใจให้ไมเคิลได้รู้   ซึ่งเจ้าชายหนุ่มพยักหน้าสองสามครั้งเป็นการแสดงความเข้าใจ   ทว่ามิใช่การปฏิเสธของเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกัน   หากแต่เป็นอย่างอื่นที่เขามองเห็นเสียมากกว่า

“ข้าจะรอวันที่เจ้าพูด...แต่อย่าช้าจะดีกว่า   หากว่าเจ้าไม่อยากเห็นหายนะ” เขากล่าวแล้วเดินออกไปจากห้องพร้อมกับคำพูดทิ้งท้าย “แอซรี่   วันนี้ข้าอนุญาตให้ออกไปเที่ยวข้างนอกได้   พาราเรลไปด้วยล่ะ”

“เพคะ!!!”

แอซรี่รับคำแล้วกอดแขนราเรลแน่น   สร้างความประหลาดใจให้แก่เด็กหนุ่มยิ่งนัก   กระนั้นในหัวใจส่วนลึกกลับรู้สึกโล่งใจที่เด็กหญิงคนนี้กลับมาอยู่เคียงข้างกายอีกครั้ง

“เป็นยังไงบ้าง   ขอโทษที่หายไปสองสามวันนะ” แอซรี่กล่าวเสียงใส “ข้าถูกท่านจูดิธ   ท่านแม่ของจอร์จกักบริเวณเพราะก่อเรื่องไม่ดีเอาไว้น่ะ”

แต่ราเรลจะตอบคำพูดเด็กหญิงหรือก็หาไม่   เขาเพียงมองใบหน้าเนียนน่ารักของแอซรี่เงียบๆ   รอยยิ้มของเธอช่างแสนสดใสเสียจนยากแก่การจะละสายตาไปได้   สีสันที่เธอสร้างราวกับแสงตะวันสาดทอลงมานำทางเขาในความมืดมิด   เสียงเรียกหาและอุ้งมือที่เกาะก่ายตรงแขนพร้อมจะฉุดดึงเขาออกไปจากรัตติกาลกลางหัวใจ   เพื่อกลับไปพบเจอกับโลกอันสว่างสดใสดุจเดียวกับแอซรี่คนนี้  

ทว่ามันเหมาะแล้วหรือที่คนขลาดเขลาเช่นเขาจะก้าวเดินในโลกเดียวกับแอซรี่   หรือเขาควรจะเชื่อวาจาของเจ้าชายไมเคิลที่บอกเขาเมื่อครู่   เชื่อว่าการหลบหนีมาอย่างน่าอดสูเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

“นี่...ราเรล...”

เสียงหวานเอ่ยทำให้เด็กหนุ่มตื่นจากภวังค์   แลครานั้นเองที่เขาได้เห็นความไม่สบายใจบนใบหน้าของแอซี่

“เป็นอะไรหรือเปล่า   ท่าทางแปลกจากทุกที   หรือถูกเจ้าชายรังแกหนักมากเหรอ   บอกข้าได้นะ   ข้าจะนำเรื่องขึ้นกราบทูลต่อองค์กษัตริย์เอง”

“เปล่าหรอก   เจ้าชายไม่ได้รังแกอะไรข้า” ราเรลตอบด้วยเสียงแผ่ว “เพียงแต่มีเรื่องต้องคิดเท่านั้น”

“งั้นเหรอ   งั้นเราออกไปเที่ยวข้างนอกกันดีกว่า”

แอซรี่เริ่มฉุดดึงให้ราเรลเดินตามไป   ซึ่งในตอนแรกเด็กหนุ่มก็รั้งตัวเองเอาไว้ไม่อยากติดตามไป   แต่เมื่อได้เห็นแววตาไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นในตอนที่เขาไม่ยอมเดินตามไปของเด็กหญิงแล้ว   เขาก็จำต้องก้าวเท้าตามหลังเธอไปอย่างไม่เต็มใจเสียเท่าใดนัก   แต่เพียงเท่านั้นก็สามารถเรียกรอยยิ้มแห่งความสุขจากแอซรี่ได้แล้ว

“ดีใจจัง   ในที่สุดก็ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกสักที” เธอพูดพลางกุมมือที่จับจูงราเรลแน่นขึ้น “ตั้งแต่ถูกส่งตัวกลับจากคอนแวนก็ไม่ได้ออกไปนอกพระราชวังอีกเลยล่ะ”

“ทำไมล่ะ” ราเรลถาม

หลังจากนั้นก็เป็นการพูดคุยกับของเด็กหนุ่มและเด็กหญิง   ซึ่งน่าอัศจรรย์ที่การชวนคุยของแอซรี่สามารถเรียกสายธารคำพูดออกจากปากของราเรลได้   นั่นสร้างความประหลาดใจให้แก่ข้ารับใช้ที่เดินผ่านมาไม่น้อย   ด้วยพวกเขามักพบราเรลในสภาพเงียบขรึมไม่พูดไม่จาเสียมากกว่า   แลนั่นช่างยากแก่การคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดกันแน่   และมันพาลทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ชิดกับเด็กหนุ่มจากคอนวอนคนนี้อีกด้วย

ทว่าในทันทีที่มีเด็กหญิงนามว่า ‘แอซรี่’ อยู่เคียงข้าง   ราเรลก็เริ่มเปิดตัวเองมากขึ้น   ถึงแม้จะเป็นไมตรีที่มอบให้แก่เด็กหญิงในการอุปถัมภ์ของกษัตริย์อาคาร์สเพียงคนเดียวก็ตาม

ไม่นานนักเด็กทั้งสองก็ออกจากเขตพระราชฐานเข้าสู่ตัวเมืองอันคับคั่งไปด้วยผู้คน   ในคราวนี้เองที่ราเรลได้เห็นความจริงเกี่ยวกับนครหลวงเรไทนาส   ซึ่งผู้คนต่างบ้านต่างเมืองล้วนใฝ่ฝันเข้ามาเยี่ยมเยือนเมืองแห่งนี้สักครา

นครหลวงอันเกรียงไกรซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางอำนาจอาณาจักรอาดิทอลนั้น   เป็นเมืองขนาดใหญ่เต็มไปด้วยบ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ  ตั้งขนาบไปตลอดสองข้างถนนที่ทอดตัวไปถ้วนทั่วทั้งเมือง   มีการแสดงปาหี่มากมายมาสร้างสีสันให้แก่ประชาชนเพื่อแลกกับเงินตรา   มีการท้าประลองต่อสู้กันกลางถนนเพื่อแสดงศักดิ์ศรีของตนเอง   มีทหารคอยเดินตรวจตราความสงบและระงับเหตุประลองที่กำลังจะบานปลาย  

เสียงพูดคุย   เสียงดนตรี   เสียงหัวเราะ   เสียงร้องไห้สร้องสีสันให้แก่เมืองแห่งนี้ได้อย่างดี   ซึ่งนั่นช่างแตกต่างจากเมืองคอนวอนที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอาณาจักรอย่างยิ่ง   เมืองแห่งนั้นเป็นเมืองการเกษตรที่กินอยู่กันอย่างเรียบง่าย   ประชากรในเมืองก็ไม่ได้มีมากมายนักจึงสามารถใช้การดูแลได้อย่างทั่วถึง   จะจัดการเทศกาลเพียงปีละครั้ง   และมีตลาดนัดให้ชาวเมืองได้มาแลกเปลี่ยนสินค้ากันสัปดาห์ละครั้งเท่านั้นด้วย

ราเรลเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าจะปรับตัวเข้ากับความวุ่นวายของเมืองแห่งนี้ได้มากแค่ไหน   หากจะพูดให้ถูกเขายังมองไม่ออกเลยเสียด้วยซ้ำว่า ควรทำตัวอย่างไรในเมืองแห่งนี้   ควรจะก้าวเดินต่อไปในฐานะอะไร   หรือเป็นไปในทิศทางไหนกันแน่   สิ่งที่ได้เห็นในตอนนี้มีเพียงความมืดมนที่อยู่ในใจเท่านั้น

“ราเรล  ไปดูปาหี่กัน”

แอซรี่ออกปากชวนแล้วฉุดดึงเด็กหนุ่มไปในทันทีนั้น   ซึ่งเด็กหนุ่มรีบเดินตามแรงลากของเธอไปอย่างไม่แน่ใจนัก   แต่อย่างน้อยในใจก็เฝ้าคิดว่าหากมีแอซรี่อยู่เคียงข้าง   ทุกอย่างที่พบเจออาจจะดีกว่าความมืดมนในจิตใจ   แม้สิ่งที่ได้เห็นจะสดใสเกินกว่าจะควรค่าให้สายตาของเขาได้ประสบมองก็ตาม

“ดูสิๆ   ราเรลเขาทรงตัวบนเชือกได้ด้วย!!”

เด็กหญิงในการอุปถัมภ์ชี้ชวนให้ดูคนบนเส้นเชือก   ซึ่งทรงตัวอยู่ได้ด้วยขาข้างเดียวเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้อย่างดี   ทว่าแทนที่ภาพนั้นจะสร้างความสุขให้แก่ราเรลเหมือนคนอื่นๆ   เขากลับรู้สึกเจ็บปวดขึ้นเมื่อนึกถึงภาพวันวานที่ยังเล่นสนุกอยู่กับเพื่อนๆ ในที่ดินคอนวอน   นั่นทำให้เขาหันหลังกลับเตรียมเดินออกไปจากแถวผู้ชมในทันที

“เดี๋ยวก่อนสิ   ราเรล   เป็นอะไรไป!!”

แอซรี่ที่รู้สึกถึงแรงเหนี่ยวรั้งของเด็กหนุ่มหันกลับมาดึงตัวเขาเอาไว้   แลในทันทีที่ได้เห็นแววรวดร้าวบนใบหน้าและหยาดน้ำตาที่คลอท้นในดวงตาของเขาแล้ว   เธอก็รีบดึงมือเขาไปอยู่ในส่วนที่โล่งกว่าในทันที

“ไม่เป็นมากใช่มั้ย   ขอโทษที่ทำให้รู้สึกไม่ดี”

“ข้าไม่เป็นไร...ข้าแค่...” ราเรลพยายามตอบแต่จุกสะอื้นกลับอุดหลอดลมจนพูดไม่ออก

เมื่อเห็นสภาพอันแสนปวดร้าวของราเรลแล้ว   แอซรี่ก็ไม่อาจฝืนเด็กหนุ่มให้เดินดูความรื่นเริงไปพร้อมกับเธอได้อีก   เด็กหญิงจึงฉุดมือพาราเรลออกเดินไปอีกสักครู่   ก่อนหยุดพักตรงหน้าวิหารหลวง   เพื่อให้ราเรลได้สงบความตึงเครียดทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้สงบลง  

ในระหว่างนั้นเธอก็เลี่ยงไปยังอ่างน้ำมนต์ประจำวิหารที่นักบวชจัดให้คนที่เข้ามาถวายเครื่องสักการะเทพเจ้าได้ดื่มหรือนำกลับไปชำระร่างกาย   ซึ่งเธอนำเอาผ้าเช็ดหน้าที่นำติดตัวมาชุบน้ำมนต์นั้น   เพื่อนำกลับไปให้ราเรลใช้เช็ดหน้าเช็ดตา

ทว่าในช่วงเวลานี้เองที่เด็กหญิงได้มองสำรวจราเรลอย่างชัดๆ เต็มตาอีกครั้ง   สำหรับเธอ...ราเรลแห่งคอนวอนคนนี้จัดว่าเป็นคนรูปงามคนหนึ่ง   ร่างกายสูงใหญ่ดูภูมิฐาน   ใบหน้าได้เหลี่ยมมุมสมส่วนรับกับเส้นผมยาวประบ่าอย่างพอเหมาะ   ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นก็สวยงามจนสามารถสะกดตรึงสายตาของผู้คนได้   หากแต่เพียงว่าเด็กหนุ่มยอมทิ้งความเศร้าหมองภายในใจออกไปได้   เขาก็คงจะสง่างามไม่แตกต่างจากเจ้าชายไมเคิลและสหายคนอื่นๆ อย่างแน่นอน

ตลอดเวลาที่ผ่านมาแอซรี่มิใช่ไม่รู้ความประสงค์ของเจ้าชายที่เลือกเธอมาเป็นเพื่อนของราเรล   ด้วยนิสัยกล้าแสดงออกของเธอจะเป็นเครื่องฉุดรั้งราเรลออกมาจากความทุกข์เศร้า   แต่เธอชักไม่แน่ใจว่าจะทำให้มากแค่ไหน   เพราะราเรลแทบไม่ยอมตอบรับมือที่ยื่นไปหาด้วยความปรารถนาดีจากเธอเลย

ไม่นานแอซรี่ก็หลับไปหาราเรลอีกครั้ง   ซึ่งตอนนั้นเด็กหนุ่มกำลังซบใบหน้ากับสองมือนิ่ง   เด็กหญิงรู้สึกถึงรัศมีแห่งความทุกข์ระทมจากร่างสูงตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

“ราเรล...” แอซรี่เรียกทำให้ราเรลเงยหน้าขึ้นมอง   เด็กหญิงจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำไปลูบบนแก้มเขาเบาๆ “เอานี่เช็ดหน้าเช็ดตาก่อนนะจะได้สดชื่น”

“ขอโทษนะ   ทำให้เจ้าต้องหมดสนุกไปซะแล้ว” ราเรลตอบด้วยเสียงแผ่วจาง “เพียงแค่เหมือนถูกอะไรมากกระทบกระเทือนอย่างแรงจนจิตใจสั่นไหวไปน่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก   แค่ข้าไม่รู้ว่าการเข้าไปดูปาหี่จะทำให้เจ้าต้องเป็นทุกข์เท่านั้น” แอซรี่บอกพลางนั่งลงข้างตัวเข้า “เจ้าน่ะ...ยังดีที่มีอดีตให้ห้วนคิดถึง   แต่ข้าน่ะไม่มีเลยนะ”

“หมายความว่ายังไง” ราเรลถามขณะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตา

“เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าข้าเป็นเด็กหญิงในการอุปถัมภ์ของกษัตริย์อาคาร์สน่ะ” แอซรี่ถามกลับซึ่งราเรลพยักหน้า “ข้าเข้ามาอยู่ในพระราชวังตอนอายุสิบเอ็ด   ซึ่งข้าจำไม่ได้เลยว่าก่อนหน้านั้นข้าเป็นใครมาจากไหน”

“หา...” ราเรลครางอย่างตะลึงงันให้กับใบหน้ายิ้มแย้มของแอซรี่

“ฮิๆ   ข้าถูกนายทหารคนหนึ่งขององค์กษัตริย์พบตัวท่ามกลากขบวนรถม้าที่ถูกปล้นและเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญทุกอย่าง” แอซรี่เริ่มเล่าพร้อมขยับขาสลับกันไปมา “เขาพาข้าที่จำอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งชื่อของตัวเองเข้ามาอยู่ในพระราชวัง   โดยองค์กษัตริย์ทรงพระเมตตาให้การชุบเลี้ยงอย่างดี   มีเจ้าชายเป็นทั้งเพื่อนและพี่ชาย   มีท่านจูดิธท่านแม่ของจอร์จดูแลอย่างเอาใจใส่ใกล้ชิด   แต่ก็ใช้เวลานานกว่าข้าจะมาสดใสได้อย่างทุกวันนี้”

“นั่นสินะ   เจ้าสดใสมากซะจนเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ส่องนำทางข้าออกจากความมืด” ราเรลพูดด้วยใบหน้าหม่นหมอง “แล้วเจ้าไม่อยากรู้เหรอว่าตัวเองเป็นใครในอดีตน่ะ”

“อยากสิ   ข้าบอกแล้วว่า ‘เจ้าโชคดีที่มีอดีตให้นึกถึง’   ข้าผู้มีอดีตอันว่างเปล่าเป็นอาภรณ์ย่อมอยากนึกถึงอดีตเป็นธรรมดา” แอซรี่กล่าวพร้อมกุมมือตรงหน้าอก “แต่ข้าก็สนุกที่ได้มานั่งนึกว่าเมื่อก่อนนี้ข้าเป็นใครมาก่อน   ไม่แน่ว่าข้าอาจจะเป็นเจ้าหญิงที่สาบสูญมาจากดินแดนอื่นก็เป็นได้”

“หึๆ   นั่นสินะ   ก็ไม่แน่เหมือนกัน” ราเรลกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ

“เย้ๆ   หัวเราะแล้ว   ในที่สุดก็หัวเราะแล้ว!” แอซรี่ร้องลั่นพร้อมกอดราเรลอีกครั้ง “ถึงเสียงจะเบามากแค่ข้าได้ยินว่าเจ้าหัวเราะ”

“อ่ะ...เอ๋...ทำไมต้องดีใจมากขนาดนี้ด้วยล่ะ” ราเรลถามอย่างตื่นตกใจ

“อยู่ตั้งแต่เจอหน้ากันมาเจ้าไม่ยิ้มไม่หัวเราะเลยนี่นา” แอซรี่ดึงตัวเองออกมาแล้วยิ้มกว้างให้เด็กหนุ่ม “ราเรล...ข้ากำลังมือที่จะยื่นมาจากเจ้านะ   เราเป็นเพื่อนกันนี่นา”

อีกคราที่ราเรลต้องตะลึงไปกับรอยยิ้มแสนหวานของแอซรี่   แลตกตะลึงยิ่งกว่าเมื่อได้เห็นเงาหญิงสาวหน้าตาสวยสะคนหนึ่งซ้อนทับร่างของเธอ   ซึ่งเขาต้องละสายตาไปมองรูปปั้นนักรบพิทักษ์บานทวารแวบหนึ่งก่อนหันมามองร่างบางอีกคราก็ไม่ได้เห็นเงานั้นอีกเลย  

นี่เขาสติฟั่นเฟือนเพราะความทุกข์โศกจนเห็นภาพหลอนไปแล้วกระนั่นรึ

หรือมันจะเป็นลิขิตฟ้าอันใดที่ทำให้มองเห็นเงาสาวงามทาบทับร่างแอซรี่เช่นเมื่อครู่

แต่ไม่นานราเรลก็ระงับความคิดที่ทำให้เริ่มรู้สึกประสาทลง   ก่อนหันกลับไปลูบไล้เส้นผมหยิกเป็นลอนของแอซรี่สักครู่   ก่อนจะดึงตัวเธอออกไปแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า

“ในฐานะที่ทำให้เจ้าต้องหมดสนุก   ข้าจะไปซื้อน้ำผลไม้หวานๆ มาเลี้ยงเจ้านะ” ราเรลเสนอ

“อืม!!   ข้าจะรออยู่ตรงนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะหนีหายไปไหนนะ”

แอซรี่ตอบแล้วนั่งจุมปุ๊กแทนที่เด็กหนุ่ม   ก่อนราเรลจะแยกตัวออกไปซื้อน้ำผลไม้ให้เด็กหญิงอย่างรวดเร็ว   ซึ่งเด็กหนุ่มใช้เวลาในร้านขายอาหารใกล้ๆ กับบริเวณนั้นในการเลือกน้ำผลไม้ที่แอซรี่น่าจะชอบมากที่สุดกลับมาให้เด็กหญิง

ในช่วงเวลาเดียวที่ราเรลกำลังง่วนกับการเลือกน้ำผลไม้กลับไปฝากแอซรี่นั่น   ตรงหน้าวิหารเด็กหญิงกำลังฮัมเพลงรอด้วยความสุข   เพราะวันนี้นับเป็นโชคดีของเธอที่ได้เห็นราเรลฟื้นจากความทุกข์ได้เร็วกว่าปกติ   อีกทั้งยังหัวเราะให้เธอได้ยินเป็นครั้งแรกอีกด้วย   ซึ่งเสียงหัวเราะนั้นสร้างความปลาบปลื้มให้แก่เธอจนอดดีใจจนเนื้อเต้นไม่ได้

แต่พลันนั้นเองที่มีร่างคนผู้หนึ่งสวมใส่เสื้อคลุมปกปิดตั้งแต่หัวจรดเท้ามาสะดุดล้มลงตรงหน้าวิหาร   แลเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของบุคคลผู้นั้นทำให้ทุกคนต้องหันมอง   กระนั้นก็หามิใครยื่นเมื่อเข้าช่วยประคองคนผู้นั้นหรือก็หาไม่   แอซรี่ที่เงยหน้าขึ้นมาทันเห็นเหตุการณ์จึงถลาจากที่นั่งเข้าไปฉุดดึงผู้หกล้มลงไปขึ้นมาจากพื้น

“ไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ” แอซรี่ถามอย่างใส่ซื่อ 

“ไม่เป็นไรแม่นางน้อย   ขอบคุณมาก”

ชายคนนั้นก้มคำนับขอบคุณแอซรี่นับครั้งไม่ถ้วน   แลกุมมือของเธอแน่นด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง   ขณะที่กำลังก้มๆ เงยๆ ขอบคุณแอซรี่อยู่นั่นเอง   หมวกฮุดซึ่งคลุมศีรษะของชายคนนี้อยู่ก็หลุดหล่นไปเบื้องหลังโดยพลัน   เผยใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดผื่นขึ้นฝีหนองมากมายให้เห็น   แอซรี่ตกใจน้อยๆ แต่ก็มิได้นึกรังเกียจภาพที่เห็นแต่อย่างใด

“ถอยออกมาแอซรี่!!”

เสียงคำรามของราเรลดังขึ้นพร้อมกับมือคู่หนึ่งกระชากร่างของเธอออกห่างจากชายลึกลับคนนั้น   เด็กหนุ่มร่างใหญ่ออกแรงถีบชายสภาพน่ารังเกียจคนนี้ออกไปในทันที

“ทำอะไรน่ะ   ราเรล!!” แอซรี่ร้องถาม

“เจ้าจับตัวมันได้ยังไงน่ะ   ไม่เห็นหรือมันมีสภาพอย่างไร” ราเรลถามด้วยเสียงกราดเกรี้ยว

“ก็...ก็เขาหกล้มนี่นา...เลยเข้ามาช่วย” แอซรี่ตอบเสียงอ่อยลงเมื่อเห็นสีหน้าโกรธขึงของราเรล “ทำไมเหรอ...โกรธอะไร...”

“ไม่เห็นฝีบนหน้ามันหรือกระไร” ราเรลถามพลางถอดเสื้ออกมาเช็ดมือราเรล “มันเป็นโรคฝีดาษนะ!!”

ขาดคำเสียงฮือฮาต่างๆ ก็ดังขึ้นในทันทีนั้น   ประชาชนทั้งหลายต่างมองหน้าของกันและกันด้วยความตื่นตะลึง   ก่อนจะเลื่อนสายตามองชายผู้มีสภาพน่ารังเกียจด้วยความรังเกียจ   ซึ่งหลายๆ คนเริ่มทรุดกายลงคล่ำหาบางสิ่งที่อยู่บนพื้นตระเตรียมพร้อมประทุษร้ายชายคนนี้

“โอ...นายน้อย   โปรดเมตตาข้าด้วย   โปรดเมตตาข้าด้วย!!” ชายผู้เป็นโรคร้ายทรุดลงกราบราเรลกับพื้น “เมตตาข้าด้วย   อย่าได้ทำร้ายข้าเลย...”

“ข้าไม่ทำร้ายเจ้าแน่   ทหาร...ทหาร!!!”

ราเรลออกตะโกนเรียกนายทหารเฝ้าบานทวารลงมา   ซึ่งชายฉกรรจ์ทั้งสี่ต้องรีบรุดลงมาตามเสียงเรียกอันโกรธาของเด็กหนุ่ม   แลเพียงประสบสายตาสีนิลอันกราดเกรี้ยวพวกเขาก็ต้องกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่น

“ข้า ‘ราเรลแห่งคอนวอน’ พระสหายของเจ้าชายคนใหม่” ราเรลแนะนำตัวในแบบข่มขวัญผู้อื่น “มันเป็นโรคฝีดาษ   เอาตัวมันไปอยู่ที่โรงเยียวยาพิเศษบัดเดี๋ยวนี้!!!”

“ขอรับ   นายน้อยแห่งคอนวอน”

ทั้งสี่รับคำแล้วลากตัวชายผู้เป็นโรคฝีดาษคนนั้นไปในทันที   ขณะเดียวกันราเรลก็หันกลับมาสนใจแอซรี่อีกครั้ง   ความไม่สบายใจฉายบนดวงหน้าของเด็กหนุ่มอย่างแจ่มชัด   ในขณะที่เด็กหญิงชักสีหน้างงงันและประหลาดใจในท่าทางของเพื่อนใหม่อย่างยิ่ง

“ราเรลโกรธมากเหรอ”

แอซรี่ถามขณะถูกราเรลลากไปที่บ่อน้ำมนต์   ซึ่งเด็กหนุ่มจัดการล้างมือที่สัมผัสต้องชายเป็นโรคฝีดาษของแอซรี่ในทันที

“ราเรล...”

“เจ้าน่าจะรู้ว่า ‘ฝีดาษ’ เป็นโรคติดต่อร้ายแรง  หากสัมผัสต้องเข้าอาจจะติดเชื้อเข้าก็ได้” ราเรลพูดด้วยสภาพอารมณ์ที่ไม่สงบนัก   จากนั้นก็หันไปเรียกทหารประจำวิหารอีกครั้ง “ทหาร...ทหาร!   นำน้ำมนต์ในอ่างนี้ไปทิ้งเสีย   อย่าให้ใครได้ดื่มกินหรือประพรมตัวอีกเป็นอันขาด!”

“ขอรับ!!”

ขาดเสียงรับคำของนายทหารประจำวิหารหลวง   ราเรลก็จูงมือแอซรี่เดินลงจากวิหารสู่ถนนคลาคล่ำด้วยผู้คนอีกครั้ง   ชาวเมืองต่างก็มองตามร่างเด็กหนุ่มไปด้วยสายตาขยาดขยั้น   เพราะความกราดเกรี้ยวที่เขาแสดงออกมาเมื่อครู่นั้นราวกับเสือร้าย   ช่างแตกต่างจากเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความเศร้าเมื่อครู่จริงๆ   ซึ่งคนที่รู้สึกประหลาดใจและหวาดหวั่นไปในคราวเดียวกันมากที่สุดก็คือ...

“แอซรี่...”

“อะ...อะไรเหรอ” แอซรี่ขานหลังสะดุ้งโหยงเพราะเสียงเรียก

“กลัวข้าเหรอ” ราเรลหันมาถามหลังสัมผัสแรงสะดุ้งได้

เด็กหนุ่มหยุดเดินแล้วมองเด็กหญิงผู้เป็นเพื่อนใหม่ด้วยสายตาแสนเศร้า   ซึ่งแอซรี่ก้มหลบหน้าสักครู่ก่อนจะกล้าช้อนตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง   แลแววตาสีน้ำตาลแสนสวยก็ฉายเอาไว้ด้วยความหวั่นใจ   เพราะเธอไม่เข้าใจว่าทำไมราเรลจึงต้องโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนั้น   เธอเข้าใจดีว่าโรคฝีดาษสามารถติดต่อกันได้   แต่ที่เธอจับต้องชายคนนั้นไปเมื่อครู่  เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นโรคร้ายและเห็นเขากำลังเดือดร้อนโดยไม่มีใครช่วยเหลือ

“อืม...ก็...ไม่ได้กลัวมากขนาดนั้นหรอก   เพียงแต่ไม่เข้าใจเท่านั้นเองน่ะ” แอซรี่ตอบพลางจับมือราเรลเอาไว้หลวมๆ

“ไม่เข้าใจอะไรเหรอ”

ราเรลทรุดคุกเข่าลงตรงหน้าของเด็กหญิง   ความไม่สบายใจเกิดขึ้นในส่วนลึกของความรู้สึก   เพราะเขาไม่เคยคิดจะทำให้เด็กหญิงคนนี้หวาดกลัวมาก่อน  แต่ในตอนที่กลับออกมาจากร้านขายอาหารแล้วพบแอซรี่กำลังช่วยเหลือชายคนเมื่อครู่   เขาคงไม่โกรธมากขนาดนั้นถ้าหากมิได้เห็นสภาพของชายผู้เป็นโรคร้าย   เพราะเขาจะได้ดีถึงสภาพของคนเป็นโรคฝีดาษที่เคยพบเมื่อหลายปีก่อน  

และเมื่อเขาคิดไปว่า แอซรี่อาจจะติดโรคร้ายที่ว่านั้นไปด้วย   ความเดือดดาลก็ก่อบังเกิดจนยากแก่การจะควบคุมได้แล้ว

“ข้าแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าต้องโกรธมากถึงขนาดนั้น” แอซรี่ตอบ “ข้าเพียงแค่เข้าไปช่วยเหลือเขา  เพราะเขาหกล้มแล้วไม่มีใครช่วยเท่านั้นเอง”

“แอซรี่   มันเป็นเรื่องปกตินะ   การที่คนอื่นไม่ช่วยเหลือคนสวมใส่ชุดปกปิดขนาดนั้นน่ะ” ราเรลชี้แจงพร้อมลูบแก้มเธอเบาๆ “เพราะคนๆ นั้นอาจจะเป็นมิจฉาชีพเข้ามาล่อลวงฉกทรัพย์   หรือเป็นอย่างที่ผู้ชายคนนั้นเป็น   เอาเถอะ...ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้ากลัว   เพียงแต่ข้ารู้สึกแปลกๆ เวลาเจ้าต้องพบกับเรื่องไม่ดีเท่านั้น”

“ไม่ได้โกรธข้าสินะ” แอซรี่ถามพลางขยับตัวเข้าไปใกล้ “และไม่ได้โกรธเขาคนนั้นด้วยใช่มั้ย”

“ไม่หรอก   หากจะโกรธข้าคงโกรธก็คงโกรธตัวเองที่ปล่อยเจ้าเอาไว้คนเดียว” ราเรลตอบแล้วลุกขึ้นยืนพาแอซรี่เดินต่อไปอีกครั้ง

ถึงตอนนี้เด็กหนุ่มก็ครุ่นคิดถึงเรื่องหนึ่งซึ่งเก็บซ่อนเอาไว้ในใจมาเป็นเวลานาน   แลมันเป็นสิ่งที่เขาพยายามปฏิเสธไม่นึกถึงตลอดสองสามวันที่ผ่านมา   ด้วยเหตุผลว่าคงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาผู้จมกับความเศร้าแน่นอน   กระนั้นหัวใจก็ยังเฝ้าถวิลหาคนอื่นๆ ที่น่าไว้วางใจมากพอมาช่วยรับรู้ความในใจของเขา   แต่จะมีใครอีกมั้ย...นอกเหนือจากแอซรี่ผู้เคียงข้างกายเขาในตอนนี้

“แอซรี่...” ราเรลเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“หืม...อะไรเหรอ” แอซรี่ขานโดยไร้อาการตื่นกลัวอีกต่อไป

“มีใครในพระราชวังที่น่าไว้ใจอีกมั้ย...นอกจากเจ้าน่ะ”

“อืม...เจ้าชายกับคนใกล้ชิดกับพระองค์ยังไงล่ะ!”

????????????????????



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 110 : [ภาคพิเศษ] Rarel Story 3 [คู่ราเรล-แอซรี่] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 497 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android