คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ

ตอนที่ 105 : [ภาคพิเศษ] เลือกข้านะ 3 [คู่ของมาริค]


     อัพเดท 13 ส.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: Aria of Gareth, รวมเรื่องสั้น, ภาคพิเศษเอเรีย, เอเรีย, ไมเคิล, มาร์ค, แอนจี้, เอมี่, เอมีเลีย, แอนเจลิน่า, มาริค
ผู้แต่ง : Keisei/MaKoto-sang ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Keisei/MaKoto-sang
My.iD: https://my.dek-d.com/keisei
< Review/Vote > Rating : 98% [ 3,742 mem(s) ]
This month views : 5 Overall : 70,641
1,642 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 210 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 105 : [ภาคพิเศษ] เลือกข้านะ 3 [คู่ของมาริค] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 705 , โพส : 2 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



แสงสีส้มสดของพระอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของมาร์ค ซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับห้องนอนส่วนตัวของตนเอง เจ้าชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่หลังกองหนังสือตั้งใหญ่ที่สั่งให้คนขนมาจากห้องสมุดกลางและห้องสมุดส่วนตัวของพระมารดา เขาไล่สายตาอ่านตัวหนังสือแต่ละบรรทัดอย่างรวดเร็วเพื่อหาประโยคที่ต้องการ

ทว่าแม้จะอ่านหนังสือไปนับสิบเล่มตั้งแต่ช่วงเที่ยง แต่มาร์คก็ยังไม่เจอประโยคที่ต้องการแต่อย่างใด

“เอ่อ...”

เสียงหวานที่ดังขึ้นนี้ ทำให้มาร์คเงยหน้ามองหญิงสาวผมเงินในชุดสีขาว ที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูด้วยความแปลกใจ ใบหน้าสีชมพูระเรื่อของนางบ่งบอกถึงความเขินอายที่จะต้องพบหน้าเขาอีกครั้งอย่างชัดเจน

“ตื่นแล้วรึ ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องกลัวในวันนี้” มาร์คกล่าว

“เอ่อ...อืม...” รีน่ารับคำขอโทษนั้นแบบเขินๆ “ข้าอยากออกไปจากที่นี่”

“ทำไมถึงยังพูดแบบนั้นอยู่อีก ข้างบอกแล้วยังไงล่ะว่า ถ้าเจ้ายังไม่ตอบแทนข้าก็ห้ามไปไหนทั้งสิ้น” มาร์คบอก

เขาโยนหนังสือในมือลงบนโต๊ะแล้วลุกมาหารีน่าทำให้เธอต้องรีบถอยห่างออกไป

“ข้า...ข้าแค่อยากไปจากที่นี่ก่อนพระจันทร์จะขึ้นเท่านั้น” รีน่าตอบเสียงสั่น

เธอกำลังถอยไปเรื่อยๆ ตามการคุกคามของเจ้าชายแห่งอาดิทอล จนในที่สุดก็ทรุดลงกับเตียงใหญ่ที่ใช้นอนเมื่อสักครู่นี้ หญิงสาวมองเขาด้วยความหวั่นใจว่ามาร์คจะรุกรานเธออย่างที่ทำเมื่อกลางวันนี้หรือไม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอเริ่มตระหนักได้ว่ามาร์คแข็งแกร่งกว่าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจเธอไม่อาจต่อต้านเขาได้เลย

“บอกข้า...เกี่ยวกับตัวของเจ้า” มาร์คเอ่ยพร้อมลูบแก้มนวลของรีน่า “เล่าทุกอย่างมาให้ข้าเข้าใจ”

“ข้าบอกกับองค์ราชินีไปหมดแล้ว” รีน่าบอกพลางเบือนหน้าหลบ

“แต่ท่านแม่ไม่ได้บอกข้า รีน่า” มาร์คกล่าวพลางนั่งลงข้างตัวหญิงสาว “และข้าอย่างฟังทุกอย่างจากปากของเจ้าเสียมากกว่า ครึ่งไวน์วูฟคืออะไรกันแน่...”


รีน่าเงียบไปพักใหญ่เพื่อใคร่ครวญกว่าสมควรจะบอกเจ้าชายในเรื่องนี้หรือไม่ เธอเหลือบตามองนอกหน้าต่างที่พระอาทิตย์กำลังดับแสงลงเรื่อยๆ ในอีกไม่ช้าพระจันทร์เต็มดวงก็จะขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อถึงตอนนั้นก็จะเป็นเวลาอันแสนทรมานของเธอ

“เอ่อ...ช่วยออกไปก่อนได้มั้ยคะ” รีน่าถาม

“ไม่...ข้าจะไม่ออกไปไหนจนกว่าเจ้าจะเล่า” มาร์คบอกพลางทิ้งตัวนอนบนเตียง “ถ้าเจ้าไม่เล่าข้าจะดูเจ้าทรมานกลายเป็นแวร์วูฟอยู่ในห้องนี่แหละ”

“ไม่นะ แบบนั้น...” รีน่าพยายามแย้งก่อนต้องนิ่งเมื่อเห็นแววตาเอาจริงของอีกฝ่าย

“งั้นเล่าให้ข้าฟัง ข้าจะได้หาทางช่วยเจ้า” มาร์คคาดคั้น

อีกครั้งที่รีน่าเงียบแต่ระยะเวลากลับสั้นกว่าตอนแรกมากนัก

“ทำไมถึงอยากรู้เรื่องของข้ามากนักล่ะ” รีน่าถาม

“มันเรื่องของข้า...และข้าก็บอกเจ้าแล้วด้วยว่า ข้าจะช่วยเจ้า” มาร์คตอบ “เอาล่ะ รีบเล่ามาได้แล้วและข้าจะออกไปตามที่เจ้าต้องการ”

รีน่ามองหน้าเจ้าชายหนุ่มที่กำลังนอนบนเตียงนั้นสักครู่ ก่อนปากจะเริ่มเอื้อนเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ตัวเองเคยพบมาให้มาร์คฟัง รวมทั้งอธิบายว่าทำไมครึ่งไวน์วูฟจึงต้องทรมานกับการไม่ใช่พลังมากเกินไปและการเป็นแวร์วูฟในคืนเพ็ญ

ไวน์วูฟ...คำเรียกปีศาจจำพวกหนึ่งซึ่งจัดเป็นพวกสัตว์อสูร เคยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในสมัยโบราณก่อนจะหายไปกับกาลเวลาเมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน ตามหลังการหายไปของนิพพาเรนาเรนเผ่าพันธุ์ราชันย์แห่งม้าที่เคยรับใช้นางผู้เทียบพระเจ้ามาก่อน

เป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่แยกตัวออกมาจากปีศาจและมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่แวร์วูฟ แต่เป็นสัตว์อสูรที่พิเศษยิ่งกว่า

เผ่าพันธุ์ไวน์วูฟนี้เที่ยวท่องไปทั่วทั้งทวีปอย่างอิสระ มีบทบาทอย่างมากในช่วงนี้ที่เกิดสงครามอำนาจประกาศิต ซึ่งผู้ครองอำนาจประกาศิตหันพลังใส่เพื่อนอย่างน่าอดสู ซึ่งในครั้งนั้นหญิงผู้เทียบพระเจ้าและคนรักคือ แดรกเซน อำนาจประกาศิตแห่งความมืดที่วางตนเป็นการกลางในสงครามก็ก้าวออกมาแทรกแซงการศึก นางนำกองทัพสัตว์วิเศษเข้าช่วยเหลือและควบคุมสิ่งต่างๆ ให้ดำเนินต่อไปตามวงจรของมัน โดยไวน์วูฟนี้ทำหน้าที่ในการผลักดันให้ฤดูกาลและสายน้ำไหลเวียนไปตามวาระอันควร

ซึ่งหลังจากสงครามประกาศิตจบลงโดยความตายของผู้ครองอำนาจประกาศิตทั้งหมด นางผู้เทียบพระเจ้าได้ทิ้งพลังเอาไว้ในโลกนี้เพื่อทำให้ทุกอย่างหมุนเวียนต่อไป ถึงตอนนั้นไวน์วูฟก็มีบทบาทน้อยลงในโลกจนกระทั่งเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน มีเพียงคนไม่กี่จำพวกที่จะรู้จักพวกมัน

ด้วยเหตุที่สามารถแปลงกลายเป็นมนุษย์ได้ ทำให้ไวน์วูฟสามารถอยู่รอดมาตามกาลเวลาได้มากกว่าเผ่าพันธุ์สัตว์วิเศษอื่นๆ และบ่อยครั้งที่ไวน์วูฟไปมีความสัมผัสกับมนุษย์ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ผลที่เกิดขึ้นคือ ปีศาจร้ายที่ไม่อาจจัดอยู่ในเผ่าพันธุ์ใดได้เลยสักเผ่าพันธุ์ พวกเขาต้องถูกตามล่าแล้วฆ่าให้ตาย หรือไม่ก็บีบบังคับให้ใช้พลังมากเกินไปจนในที่สุดร่างกายก็รับไม่ไหวกลายเป็นเดรัจฉาน ไม่เคยมีกาลกิณีตัวไหนรอดจากการตามล่านี้เลยแม้สักคนเดียว

ไม่มีใครรู้วิธีแก้ไขให้ลูกครึ่งไวน์วูฟกับมนุษย์นี้กลับมาเป็นมนุษย์ อันน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุดในการดำรงชีวิตอยู่ของกาลกิณีครึ่งไวน์วูฟเลยสักคนเดียว

มันเป็นโชคชะตาอันทุกข์ทรมานของคนเช่นรีน่า เพราะเธอต้องหลบหนีจากการตามล่าและบีบบังคับให้ใช้พลังจนเกินตัว ซึ่งบ่อยครั้งเหลือเกินที่หญิงสาวต้องการจะทำอย่างนั้น แต่ก็มีบางอย่างที่มาระงับหัวใจของเธอเอาไว้ไม่ให้ลงมือกระทำจริงๆ

“...สุดท้ายข้าก็จบลงตรงนี้...เป็นเพียงตัวประหลาดคนก็ไม่ใช่ ปีศาจก็ไม่เชิงอยู่แบบนี้”

รีน่ากล่าวประโยคสุดท้ายนั้นพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ร่วงริน มันเป็นหยาดน้ำตาเพียงหยดเดียวแต่บอกเล่าถึงความทุกข์ทรมานที่เธอได้รับได้เป็นอย่างดี มาร์คหยัดกายลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเกลี่ยน้ำตาของเธอออกไป

“ข้าจะต้องหาทางปลดแอกนี้ลงจากบ่าของเจ้าให้ได้”

มาร์คกล่าวคล้ายเป็นวาจาสัตย์ทำให้รีน่าต้องประหลาดใจ หญิงสาวมองตามร่างของเจ้าชายที่ลุกขึ้นจากเตียงแล้วหันมามองเธออีกครั้ง

“เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าต้องการอะไรจากข้า...”

“ข้าขอไปท่านก็บอกว่าต้องตอบแทนอยู่ดี” รีน่าบอกแต่ก็ยอมเอ่ยปาก “ข้า...ข้าอยากออกไปจากที่นี่ พระจันทร์กำลังจะขึ้นแล้ว ข้าไม่อยากให้ใครต้อง...”

“ข้าจะขังเจ้าเอาไว้ในนี้ จะฉาบเคลือบทั้งผนังห้องนี้ด้วยพลังของข้า”

มาร์คบอกพร้อมกับโบกมือเปื้อนอำนาจของตัวเองขึ้นในทันที บานหน้าต่างทุกบานและผืนม่านถูกกระชากปิดด้วยเวทมนต์ของเจ้าชายหนุ่ม อำนาจสีรูบี้ค่อยๆ ไหลเวียนจากมือของเขาแล้วฉาบเคลือบรอบห้องนั้นจนทั่ว

รีน่าเงยหน้ามองตามเพดานแล้วเลื่อนไปตามพื้นที่อำนาจสีแดงนั้นกำลังฉาบไล้ด้วยความอัศจรรย์ใจ เธอไม่เคยเห็นใครมีอำนาจมากขนาดฉาบเคลือบผนังห้องกว้างและงามหรูขนาดนี้ได้มาก่อนเลย ซึ่งทันทีที่ทุกอย่างจบลงรีน่าก็มองเจ้าชายรัชทายาทตรงหน้าอีกครั้ง

“ทำไมถึงต้องรั้งข้าเอาไว้ด้วย” เธอถาม

“ข้าไม่ได้ทำเพื่อรั้งเจ้า แต่ข้าทำเพื่อปกป้องคนของข้า พลังนี้จะทำให้เจ้าออกไปจากห้องนี้ไม่ได้” มาร์คบอกแล้วเดินจากมา “ข้าจะนั่งอยู่เฝ้าอยู่หน้าห้อง ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาเห็นเจ้าในสภาพอันน่าเวทนา”

เจ้าชายหยุดตรงหน้าประตูเพื่อมองรีน่าเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหญิงสาวก็ยิ้มให้เป็นเชิงขอบคุณก่อนจะมาร์คจะปิดประตูบานนั้นลง คราวนี้เขาหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับหญิงชราผู้งามสง่าคนหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลที่จับจ้องมาที่เขานั้นเต็มไปด้วยคำถาม ทว่ามาร์คก็มองนางเพียงชั่วครู่แล้วหันไปลากเก้าอี้โซฟาตัวใหญ่มาวางขวางประตูเอาไว้ ซึ่งในขณะที่กำลังออกแรงลากนี้เองที่รัชทายาทหนุ่มเอ่ยกับหญิงคนนั้นว่า

“ข้าจะไม่ตอบคำถามที่ท่านแม่เล่าให้ฟังหมดแล้วนะ ท่านป้าแอซรี่”

ว่าแล้วเขาก็นั่งลงเผชิญหน้ากับแอซรี่บนโซฟานั้น สายตาที่มองอีกฝ่ายนั้นเปี่ยมล้นด้วยอำนาจและจะไม่ยอมก้มหัวให้โดยเด็ดขาด

“ป้าก็ไม่คิดจะถามเจ้าเรื่องรีน่าให้มากความหรอก เพียงแต่เอเรียบอกว่าคืนนี้เป็นคืนเพ็ญ”

“นางจะอยู่แต่ในห้องนั้น ท่านป้าไม่ต้องห่วง” มาร์คบอกพลางเท้าคางมองแอซรี่ “ท่านช่วยไปบอกทุกคนด้วยว่า คืนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามขึ้นมาที่ชั้นนี้เป็นอันขาด ให้โฟคาซัส โจนาธาน และจอนสหายของท่านแม่มาเฝ้าตรงบันไดขึ้นลงทางเดินเอาไว้ด้วย”

“มาร์คเจ้าจะทำอะไร นางสมควรไปจากที่นี่นะ” แอซรี่พยายามค้าน “นางเป็นครึ่งไวน์วูฟ เป็นกาลกิณี”

“เป็นกาลกิณีแล้วไม่ใช่คนหรือ ท่านแอซรี่...”

เสียงที่สามที่เอ่ยขึ้นนี้ทำให้คนทั้งสองหันมองไปทางหน้าต่าง ซึ่งร่างหมาป่าขนาดเท่าหมีควายกำลังกระโจนเข้ามา ดวงตาสีสนิมที่มองแอซรี่ด้วยคำถามนั้นช่างเด็ดขาดเสียจนหญิงชราก็ยังต้องถอยห่าง ต่างจากมาร์คที่ปลายตามองมันด้วยสายตาเฉยชา

“ตะ...แต่อย่างน้อยพวกเขาก็...”

“ให้ข้าพูดในฐานะที่เป็นหมาป่าไวน์วูฟ เด็กพวกนั้นคือ มนุษย์ที่ได้พลังของไวน์วูฟไป แต่น่าเสียดายที่มันจะเป็นด้านลบเสียส่วนใหญ่” มันพูดพร้อมนั่งตรงหน้าแอซรี่ “ท่านแอซรี่ ข้าไม่ใจดีขนาดให้ใครมาเรียก ‘หลานสาว’ ของตัวเองว่า ‘กาลกิณี’ หรอกนะ และข้าเกรงว่าพระนางอาจจะไม่พอใจด้วย หากว่าท่านผลักไสเด็กผู้หญิงที่พระนางต้องตาถูกใจในเวลานี้”

“อะไรนะ แต่เอเรียไม่พูดอะไรหรือแสดงออกว่าชอบนางเลยนี่นา”

แอซรี่ร้องนั้นซึ่งในเวลานั้นเองที่มีเสียงกรีดร้องดังออกมาจากห้องนอน หญิงชราถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินเสียงนั้น

“อะ...อะไรน่ะ...”

“เริ่มแล้วรึ ช่วงเวลาอันแสนทรมาน”

หมาป่าปีศาจตัวนั้นกล่าวพลางมองพระจันทร์เต็มดวงที่เริ่มทอแสง

“ท่านรีบออกไปเสียดีกว่า ท่านผู้หญิงแห่งคอนวอน คืนนี้ท่านจะได้ไม่ต้องฝันร้าย”

แม้ต้องการจะเถียงหมาป่าปีศาจตัวนี้ แต่แอซรี่ก็สะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้แล้วกลับออกมาจากห้องของเจ้าชายทันที เจ้าหมาป่ากลับมาหาเจ้าชายแล้วหมอบแทบเท้าของเขาราวกับการสนทนาเมื่อครู่นี้ทำให้มันอ่อนแรงเสียเต็มทน ไม่มีการสนทนาใดเกิดขึ้นระหว่างรัชทายาทหนุ่มและหมาป่าปีศาจตัวนี้เลยสักคำ

รัตติกาลที่มีพระจันทร์เต็มดวงงามเด่นบนท้องฟ้านั้นดำเนินผ่านไปเรื่อยๆ โดยผู้คนในเมืองกาเร็ธต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวดังอยู่เกือบจะตลอดเวลา แม้ว่ามันจะไม่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ปวงทหารที่เข้มแข็งของอาดิทอล แต่ว่ามันก็สร้างความสงสัยให้เสียเหลือเกินว่าเสียงกรีดร้องนั้นมาจากไหน

ซึ่งนั้นช่างแตกต่างจากข้ารับใช้ที่อยู่ในตัวปราสาทซึ่งอ่อนแอกว่าปวงทหารอยู่ที่เมืองเป็นอย่างยิ่ง พวกเขากำลังนอนผวาไปกับเสียงครำครวญอันโหยหวนของหญิงสาว ที่กรีดร้องราวกับถูกใครเอาเหล็กเผาไฟร้อนๆ มานาบตามเนื้อตัว และในบางครั้งก็ยังมีเสียงของตกแตกและบางสิ่งกำลังกรีดผนังกำแพงดังแทรกมาด้วย มันสร้างความตื่นตระหนกและสยองขวัญให้เหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ในปราสาทอย่างที่สุด

ทว่าใครบ้างที่จะรู้ถึงที่มาของเสียงนั้น เสียงอันน่าเวทนาของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังทรมานกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลง เธอต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทุกครั้งที่เลือดในร่างกายพลุ่งพล่าน และพยายามหาทางสะกดมันกลับคืนเป็นปกติเหมือนดังเดิมอย่างเต็มที่ โดยที่พยายามจะไม่ใช่พลังที่ตัวเองมีอยู่มากจนเกินไปด้วย มันเป็นความยากลำบากที่ยากแก่การจะบรรยายเป็นที่สุด

ใครบ้างเล่าที่จะรับรู้ถึงความทรมานที่เธอได้รับ...

หน้าห้องที่ใช้กักขังรีน่าที่กำลังอาละวาดและต่อสู้กับตัวเอง อันเป็นต้นเหตุให้เห็นเสียงอันน่าทรมานและสะพรึงกลัวนั้น มาร์คและหมาป่าปีศาจยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลุกจากไปไหน เจ้าชายหนุ่มนั่งฟังเสียงกรีดร้องและทุบทำลายข้าวข้างด้านในอย่างอดทน

ถึงแม้ว่าจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าชายหนุ่ม แต่ภายในใจของเขานั้นกลับเต้นไม่เป็นส่ำด้วยความทรมานใจ ด้วยไม่อาจช่วยเหลือรีน่าได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งเสียงกรีดร้องด้วยเจ็บปวดที่แทรกแซงด้วยเสียงร้องไห้ในบางเวลานั้นบอกได้ดีถึงความเจ็บปวดที่เธอได้รับ ตลอดเวลายาวนานสิบกว่าปีของรีน่า เธอต้องทนทุกข์ทรมานมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“เป็นอะไรไปหรือ เจ้าชาย” เสียงเจ้าหมาป่าเอ่ยขึ้น “สงสารหลานสาวข้าหรืออย่างไร”

“คิดแบบนั้นก็คิดไปเถอะ ข้าไม่อยากพูดอะไรมาก” มาร์คตอบกลับเสียงเรียบ

ในตอนนี้เสียงกรีดร้องบรรเทาลงเหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้ด้วยความทรมานปริ่มขาดใจ

“เซนโด้...เจ้ามีชีวิตอยู่มานานพอจะรู้วิธีทำให้กาลกิณีครึ่งไวน์วูฟกลายเป็นมนุษย์ได้มั้ย”

“พระองค์จะทรงแก้ไขให้นางหรืออย่างไร” หมาป่าปีศาจ...เซนโด้ สัตว์คู่บารมีของเอเรียถาม

“คงแบบนั้น หากว่าข้าสามารถทำได้ล่ะก็นะ” มาร์คบอกพลางยื่นมือไปเคาะประตูด้านหลังเบาๆ “ข้าไม่อยากได้ยินเสียงแบบนี้อีก มันทรมานหัวใจ...และมันทำให้ข้านึกถึงเบทซ์”

เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าของเจ้าชายดูเศร้าหมองลงไป ซึ่งมันเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขานึกถึงเด็กหญิงอุปถัมถ์คนแรกที่ตายจากไป

“หมายความว่าพระองค์กำลังเอารีน่าเป็นตัวแทนของท่านเบทซ์รึ”

ได้ยินแบบนั้นมาร์คก็หัวเราะเบาๆ

“เรื่องนี้เท่านั้นที่ข้าขอปฏิเสธ รีน่าไม่มีทางเป็นเบทซ์ได้หรอก” เขาว่า “เบทซ์อ่อนหวานและสดใสมากกว่ารีน่า ดังนั้นรีน่าจึงเป็นเบทซ์ไม่ได้”

เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง...คราวนี้มันดังมากกว่าเก่าทำให้มาร์คต้องหลบมองด้วยความแปลกใจ ความเป็นห่วงบังเกิดกับเจ้าชายหนุ่มอย่างเสียมิได้

เกิดอะไรขึ้นกับรีน่า...

ทำไมเธอร้องเสียงดังกว่าเก่า...

“พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว เจ้าชาย”

คำพูดนี้จากเซนโด้ทำให้มาร์คหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มทาสีเทาให้เป็นบ้างแล้ว ซึ่งยิ่งท้องฟ้าทาสีทองมากเท่าไหร่ เสียงกรีดร้องของรีน่าก็ดังมากขึ้นเท่านั้น มาร์คเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับรีน่ากันแน่

“ความเจ็บปวดในตอนคืนร่างกลับเป็นมนุษย์ธรรมดาจะรุนแรงมากกว่าตอนแปลงร่างครั้งแรกมากนัก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เสียงกรีดร้องจะดังกึกก้องเช่นนี้”

เซนโด้อธิบายคล้ายกับอ่านใจของมาร์คออก ราชันย์แห่งหมาป่าลุกขึ้นจากพื้นแล้วเตรียมเดินออกไปจากห้อง

“ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านทำหรอกนะ เจ้าชาย แต่ข้าจะบอกให้ท่านได้รู้เอาไว้ คนที่สามารถช่วยได้รู้อยู่แก่ใจของตัวเองดี เพียงแต่ยังไม่ลงมือเท่านั้น”

แล้วเซนโด้ก็หายออกไปจากห้องนั้นในทันที มาร์คได้แต่มองตามหลังมันไปด้วยความแปลกใจในคำพูดอยู่ไม่น้อย

คนที่ช่วยได้รู้อยู่แก่ใจดีหรือ...หมายความว่าอย่างไรกัน....

มาร์คคิดอย่างสงสัยก่อนจะหันมองบานประตูห้องนอนที่เสียงของรีน่าสงบลงแล้ว

ถึงเวลานี้มาร์คก็ดันโซฟาตัวใหญ่ที่ลากมาขวางบานประตูเอาไว้ออกไป ก่อนจะกระแทกประตูเปิดเข้าในห้องรกจากข้าวของที่ตกเกลื่อนพื้น ถึงแม้ว่าผนังจะยังคงสภาพอยู่ได้แบบไร้รอยขีดข่วน เพราะถูกฉาบเคลือบเอาไว้ด้วยอำนาจของเจ้าชายหนุ่ม แต่เตียงนอนขนาดใหญ่ที่มีแต่ร่องรอยเล็บถูกทิ้งเอาไว้กับข้าวของบนพื้นก็บอกได้ดีถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

แต่รัชทายาทเลือดร้อนจะสนใจสิ่งเหล่านั้นก็หาไม่ เขากวาดสายตาไปรอบห้องจนกระทั่งได้เห็นรีน่านั่งตัวสั่นอยู่ตรงมุมข้างเตาผิง โดยเนื้อตัวนั้นเปลือยเปล่าและเต็มไปด้วยบาดแผลจากการทำร้ายตัวเอง มาร์คจึงรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองออกแล้วเดินเข้าไปหาหญิงสาวผมเงินในทันทีนั้น

“รีน่า...”

เขาเรียกเธอเบาๆ แล้ววางเสื้อคลุมลงบนเข่าของหญิงสาว แต่นั่นกลับทำให้รีน่าตกใจกลัว

“ไม่นะ อย่าแตะต้องข้า ข้าเป็นตัวประหลาดอยู่อย่าจับ ไม่!!!”

หญิงสาวอาละวาดเสียยกใหญ่แล้วพยายามอย่างยิ่งที่จะสะบัดตัวออกห่างจากมาร์ค ทว่าเจ้าชายหนุ่มจะถอยหนีออกไปก็หาไม่ พระองค์กลับคว้าร่างของเธอมาแนบกับพาหากว้างแล้วกระซิบบอกข้างหูอย่างแผ่วเบาว่า

“ไม่เป็นไร ตอนนี้เจ้ากลับมาเป็น ‘คน’ แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะ” น้ำเสียงนั้นเปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยน “ข้าอยู่ตรงนี้พิสูจน์ได้อย่างนี้ว่าเจ้าคือ ‘มนุษย์’ ไม่ใช่หมาป่า ไม่ใช่แวร์วูฟ หรือ ตัวประหลาด แต่เจ้าคือ เจ้า...รีน่า”

ไม่ว่าจะเพราะคำพูดนั้นหรือไม่ แต่รีน่าที่มีท่าทางตื่นกลัวเมื่อครู่ก่อนเริ่มตั้งสติได้อีกครั้ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่เคยพบเจอในอดีตนั้นทำให้หวาดกลัวตัวเองจนเกือบเป็นบ้า แต่เมื่อพบกับความอ่อนโยนของมาร์คที่อ่อนปลอบประโลมอย่างนุ่มนวลนี้แล้ว หัวใจของหญิงสาวก็เริ่มคลายความตื่นกลัวลงจนกระทั่งกลับมาสนทนาตามปกติได้อีกครั้ง

“มาร์ค...ข้าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”

แต่มาร์คก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากรีน่าอย่างที่ควรจนเธอต้องผลักไหล่ของเขาออกไปเบาๆ นั่นทำให้เจ้าชายหนุ่มเลื่อนมือไปหยิบเสื้อคลุมกลับมาห่มไหล่ของรีน่าเอาไว้ ก่อนจะประคองให้ลุกขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากร่างของเธอแต่อย่างใด

“มาร์ค...”

“ชูว์!”

เสียงเป่าปากสั่งให้เงียบนี้ทำให้รีน่าต้องนิ่ง และในวินาทีต่อมาบานประตูห้องโถงด้านนอกก็ถูกกระแทกเปิดเข้ามา ซึ่งเพียงครู่เดียวร่างชายหญิงสูงวัยก็วิ่งเข้ามาในห้องนั้น ทุกคนต่างตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นสภาพห้องนอนที่เละเทะจนแทบหาสภาพดีไม่ได้ นอกจากผนังที่ถูกฉาบเอาไว้ด้วยมนตราจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะหญิงชราที่ถลาเข้ามาในห้องนอนทันที

“เป็นยังไงบ้าง มาร์คหลานไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” นางถาม

“ข้าไม่เป็นอะไร ท่านป้าแอซรี่” มาร์คบอกพลางเหลือบมองแอซรี่ “บอกให้คนจัดห้องให้ข้าใหม่เดี๋ยวนี้ เอาแบบที่ห้องนอนสองห้องเชื่อมถึงกัน จัดน้ำอุ่นให้นายหญิงรีน่าด้วย ไปเดี๋ยวนี้อย่าได้ช้า!!”

ทันทีที่เสียงตวาดนั้นขาดลงแอซรี่ก็รีบวิ่งออกไปจากห้องทันที เหลือเพียงชายสูงวัยอีกสี่คนที่ยืนมองเจ้าชายหนุ่มด้วยความสงสัย ในขณะที่รีน่าเริ่มดึงตัวเองออกจากอ้อมแขนของมาร์คอีกครั้ง

“เรื่องห้องไม่ต้องหรอกนะ...”

“ท่านแม่คงจะมาที่ปราสาทในคืนนี้แน่ เมื่อถึงตอนนั้นหากว่านางไม่พบเจ้า พวกข้าจะต้องโทษทัณฑ์ร้ายแรงเชียวนะ” มาร์คบอกรีน่าด้วยเสียงเรียบ “โฟคาซัสไปบอกให้หมอหญิงมาดูอาการของรีน่าหน่อย คนอื่นๆ ก็ออกไปได้แล้วล่ะ ข้าจะให้รีน่าเปลี่ยนชุด”

เท่านั้นเองที่รีน่าเข้าใจว่าทำไมเจ้าชายหนุ่มถึงยังไม่ยอมปล่อยมือจากร่างของเธอ เพราะเขารับรู้ได้ว่าคนกลุ่มนี้จะต้องเข้ามาในห้องเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

และด้วยสภาพร่างกายที่เปลือยเปล่าจากการกลายร่างและฉีกทึ้งอาภรณ์เมื่อคืนนี้ มาร์คจึงเอาเสื้อคลุมของเขาปิดร่างของรีน่าเอาไว้แล้วใช้แผ่นกายของตัวเองเป็นเกราะกำบังสายตาของบุรุษสูงวัยทั้งสี่ที่เข้ามาในห้อง ซึ่งตลอดเวลานั้นรัชทายาทหนุ่มก็ไม่เคยก้มหน้ามองเธอเลย เพื่อรับประกันว่าเรือนกายอันงดงามของเธอนั้นจะไม่ถูกใครเห็น นอกจากมาร์คที่เข้ามาดูแลในตอนแรกเพียงเท่านั้น

เมื่อกลุ่มชายสูงวัยอันเป็นคนสนิทของตัวเองออกไปแล้ว มาร์คก็จับให้รีน่าหันหลังแล้วกระซิบบอกเธอเบาๆ ว่า

“ข้าจะให้คนเอาชุดที่ซื้อมาเมื่อวานมาให้เปลี่ยน ส่วนข้าจะรออยู่ข้างนอก ห้ามหนีหายไปไหนเด็ดขาดเข้าใจมั้ย”

รีน่าเงียบก่อนจะตอบเสียงเชิดไม่พอใจว่า

“เข้าใจแล้วล่ะน่า”

มาร์คหัวเราเบาะๆ ด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินออกมาจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว เขาเดินตรงมาตรงโต๊ะทำงานส่วนตัวที่มีห่อกระดาษห่อใหญ่ถูกวางทิ้งเอาไว้ ซึ่งเมื่อแกะออกมาก็เผยให้เห็นสตรีแสนสวยจำนวนเจ็ดชุดนอนอยู่ในห่อนั้น เขาหยิบเอาชุดบนสุดออกมาแล้วคว้ากระดิ่งมาสั่นเรียกสาวใช้ที่น่าจะยืนอยู่หน้าห้องสักคนสองคน

“ถ้ามีผู้หญิงยืนอยู่ข้างนอกนั่นก็เข้ามาหน่อย” เขาเรียกซึ่งครู่ต่อมาก็มีสาวใช้เดินก้มหน้าเข้ามาหาอย่างเจียมตน

“ต้องการสิ่งใดหรือเพคะ เจ้าชาย” นางถาม

“เอาชุดนี้เข้าไปให้นายหญิงรีน่าสิ บอกนางด้วยว่า ‘เปลี่ยนเร็วๆ’ แล้วเจ้าก็ออกมาขนเสื้อผ้าพวกนี้ออกไปเก็บไว้ที่ห้องใหม่ที่ข้ากับนายหญิงรีน่าจะไปอยู่”

มาร์คออกคำสั่งอย่างรวดเร็วซึ่งสาวใช้ก็น้อมเกล้ารับชุดนั้นแล้วรีบนำเข้าไปในห้องนอนทันที ซึ่งไม่นานนักนางก็กลับออกมาแล้วนำห่อเสื้อผ้าออกไปจากห้อง

มันต้องใช้เวลาราวสิบนาทีในการที่รีน่าจะเปลี่ยนชุด ซึ่งหญิงสาวกลับออกมาในชุดสวยที่ไม่รับกับสภาพมอมแมมและบาดเจ็บของนางเสียเท่าใดนัก มาร์คยิ้มหน่อยๆ เมื่อได้เห็นว่าดวงตาที่ฉายแววความหวาดกลัวเมื่อครู่เริ่มสำแดงความทระนงออกมาอีกครั้ง ก่อนเขาจะมองมือที่ยื่นเสื้อคลุมตัวนอกมาให้แก่เขา

“ขอบคุณที่ช่วยดูแลนะ เสื้อคลุมของท่าน”

“ไม่เป็นไร ข้าบอกแล้วว่าข้าจะช่วยเจ้า” มาร์คว่าแล้วรับเสื้อคลุมมา

ทว่าแทนที่เจ้าชายหนุ่มจะสวมใส่เสียเอง เขากลับคลุมมันลงบนไหล่บางของหญิงสาวแล้วดึงให้เธอเดินตามออกมาจากห้องโถง ซึ่งด้านนอกนั้นข้ารับใช้คนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาน้อมกายลงน้อยๆ แล้วทำท่าเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนติดตามไป ทั้งคู่จึงเริ่มออกเดินไปตามทางเดินนั้นโดยไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกจากปากของมาร์คหรือรีน่าเลย

หญิงสาวเงยหน้ามองเจ้าชายหนุ่มที่อยู่ในชุดกึ่งลำรอง เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสดำ ใบหน้าล้อมกรอบด้วยผมดำยามต้องแสงแดดนั้นดูหล่อเหลาอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความหล่อที่รีน่าไม่เคยสังเกตเห็นในตอนที่ได้พบกับมาร์คครั้งแรก เพราะตอนนั้นเธอถูกความกราดเกรี้ยวและความกลัวครอบงำจนหมดสิ้น ซึ่งมาคิดตอนนี้แล้วมาร์คดูแลเธอด้วยความห่วงใย

แม้ปากจะบอกว่าต้องตอบแทนให้แก่เขา แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาชายหนุ่มกลับมาเรียกร้องสิ่งใดจากเธอเลย มีแต่คาดคั้นให้เธอบอกว่าต้องการสิ่งใดบ้างเท่านั้น ถึงจะบังคับให้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เขาฟัง แต่เขาก็ทำไปเพื่อช่วยเหลือเธอแต่เพียงอย่างเดียว

“ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงข้ารับใช้เอ่ยขึ้นทำให้รีน่าถอนสายตามาจากมาร์คได้

หญิงสาวหันมองบานประตูบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านตรงหน้า ก่อนจะหันมองมาร์คเมื่อเจ้าชายหนุ่มคว้าแขนของเธอแล้วดึงให้เข้าไปในห้องด้วยกัน เพียงได้เห็นห้องโถงส่วนตัวอันโอ่อ่าประดับประดาด้วยเครื่องเรือนอันหรูหราราคาแพง ซึ่งเชื่อมด้วยบานประตูสองบานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันตรงผนังด้านซ้ายขวา รีน่าก็ถึงอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง

“ไง สวยใช่มั้ยล่ะ” มาร์คถามทำให้รีน่าต้องสะดุ้ง

“ใช่...สวยมากเลย แม้แต่ห้องของเจ้าก็ยังไม่เทียบ” รีน่าพูดตรงๆ

“ฮ่าๆ ไม่เทียบอยู่แล้ว นี่เป็นห้องของท่านพ่อท่านแม่ ท่านมักใช้เวลามาเยี่ยมเมืองกาเร็ธ”

มาร์คมองพลางหันไปมองประตูทางขวาที่เปิดออก ร่างของแอซรี่ก้าวออกมาพร้อมกับผืนผ้าไหมชั้นดีในมือ ซึ่งเพียงได้เห็นโฉมหน้าของรีน่าแล้วนางก็ดูจะตะลึงไปนิดๆ เพราะแม้แต่มาร์คยังนึกหลงความงามของรีน่า แล้วนับประสาอันใดกับแอซรี่ที่นานๆ ครั้งจะพบหญิงที่งามเทียบพระมารดาของเจ้าชาย

“จัดเสร็จแล้วหรือขอรับ ท่านป้า ข้าไม่คิดเลยนะว่าท่านจะยอมให้เปิดห้องนี้” มาร์คเล่นลิ้นทำหน้าทะเล้น

“ไม่ต้องมาทะเล้นเลยนะ โน่นมีคนรออยู่ข้างในโน่น”

แอซรี่ทำเสียงสูงอย่างไม่พอใจแล้วเดินเชิดหน้าออกไป รีน่ามองตามหลังหญิงชราไปด้วยความกังวลใจก่อนจะถามมาร์คว่า

“นางไม่ชอบหน้าข้าเหรอ”

“เปล่าหรอก นางไม่ชอบที่ข้าทำหน้าทะเล้นให้มากกว่า” มาร์คบอกแล้วเดินรีน่าเข้าไปในห้องทางขวา “นางเป็นคนใจดี เข้าใจความลำบากของเจ้า เพียงแต่ในบางครั้งก็กังวลมากจนเกินไปหน่อย...ท่านแม่”

มาร์คต้องประหลาดใจที่เมื่อเขาไปในห้องนอนอันสวยหรูไม่แพ้ด้านนอกแล้วได้พบกับพระมารดา ราชินีผู้คงความงามได้เป็นอันดับหนึ่งของอาณาจักรกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้โยกตัวหนึ่ง นางกำลังเห่กล่อมทารกน้อยในอ้อมแขนด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน

เพียงรีน่าได้เห็นองค์ราชินีเพียงเท่านั้นสองเท้าของเธอก็สืบเข้าไปหาด้วยความคิดถึง ซึ่งเธอทรุดลงข้างเก้าอี้แล้ววางสองมือลงกับตักของราชินีสาว ก่อนจะเริ่มสะอื้นไห้ออกมาราวกับว่าพันธนาการในจิตใจนั้นถูกคลายออกไป เอเรียมองดูเรือนผมสีเงินของรีน่าด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะส่งทารกในอ้อมแขนให้แก่มาร์คที่เข้ามายืนเคียงข้าง

“ไม่ต้องร้องไห้นะ รีน่า” เอเรียกล่าวพร้อมกับลูบผมของรีน่า “ไม่มีอะไรให้เจ้าต้องกลัวอีกต่อไปแล้วล่ะนะ อยู่กับพวกข้าที่นี่ พวกข้าจะดูแลเจ้าเอง”

“เพคะ...เพคะ...”

รีน่ารับปากแต่เพียงเท่านั้นซึ่งเอเรียก็แย้มยิ้มบางๆ ด้วยความพอใจ มาร์คมองรอยยิ้มนั้นของพระมารดาแล้วให้นึกสงสัยว่าทำไมจึงอยากรั้งไว้มากนัก ทว่าเมื่อย้อนดูตัวเองที่เอาแต่กักตัวรีน่าเอาไว้โดยไม่สนใจความต้องการหนีจากไปของหญิงสาว เขาก็พอจะเข้าใจเหตุผลของพระมารดาอยู่บ้าง ซึ่งเหตุผลนั้นก็อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับเขาตอนนี้

“หมอหญิงมาแล้วหรือยัง”

เอเรียปากขึ้นทำให้มาร์คมองออกไปนอกกรอบประตู ซึ่งครู่ต่อมาร่างหญิงสาวในเครื่องแบบหมอหญิงสีขาวก็เดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องมือแพทย์ เจ้าชายหนุ่มจึงส่งทารกในอ้อมแขนให้พระมารดาแล้วอุ้มร่างรีน่าขึ้นมา เธอกรีดร้องเบาๆ ด้วยความตกใจก่อนจะยึดเสื้อเขาแน่นด้วยความกลัวตก ก่อนจะโล่งใจขึ้นเมื่อร่างถูกวางบนเตียงนุ่มปูรองด้วยผ้าไหมสีขาวชั้นดี ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องเปื้อนหยาดเลือดจากร่างของรีน่าจนหญิงสาวต้องลุกขึ้นทันที

“เดี๋ยวจะไปไหน” มาร์คจับรีน่าเอาไว้ “นั่งบนเตียงเดี๋ยวนี้”

“แต่เตียงมันจะเปื้อน” รีน่าบอก

“แทนที่จะห่วงเตียงเปื้อนนะ เจ้าห่วงตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย” มาร์คถามกลับเสียงกราดเกรี้ยว “เนื้อตัวมีแต่บาดแผลขนาดนี้ยังจะมากลัวนั้นกลัวนี่อีก”

“ก็แน่นอนล่ะ ถ้าเปื้อนมากกว่านี้ก็ต้องกวนมากกว่านี้ ประเดี๋ยวข้าจะไม่มีของตอบแทน!!!”

รีน่าเถียงกลับอย่างไม่ลดละราวกับว่าความเข้มแข็งกลับคืนสู่ตัวเองแล้วอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นการถกเถียงกันของเจ้าชายและหญิงสาวลูกครึ่งหมาป่าปีศาจ โดยมีหมอหญิงยืนมองแบบงงๆ ทำสิ่งใดไม่ถูก ต่างจากเอเรียที่ยิ้มบางๆ ด้วยความสุขในขณะกล่อมให้ทารกเพศชายนาม ‘เฟธ’ ที่ลูกชายเก็บมาเมื่อวานก่อนหลับสนิทต่อไป คล้ายกับว่าเสียงถกเถียงนั้นเป็นเพียงสายลมพัดผ่านหูก็ไม่ปาน

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่าการถกเถียงจะจบลงด้วยการเสมอของทั้งสองฝ่าย เพราะต่างคนต่างก็ไม่อาจหาเหตุผลมาหักล้างเหตุผลของอีกฝ่ายได้ หนุ่มสาวทั้งสองคนนั่งหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อนกันคนละมุมห้องเหมือนไม่ต้องการจะอยู่ใกล้กันอีกต่อไป

“ทำไมข้าจะต้องมาเถียงกับเจ้าด้วยเนี่ย” มาร์คบ่นพลางกุมคอหอยของตัวเอง “เสียงแหบไปหมดแล้วให้ตายสิ”

“ใครใช้ให้ท่านมาตวาดให้ข้าก่อนล่ะ” รีน่าบ่นบ้าง

“เอ้าๆ พอได้แล้ว หมอหญิงดูอาการของรีน่าไปก่อนนะ จัดยาให้เธอตามสมควรเลย” เอเรียสั่งหมอหญิง “มาร์คออกมาคุยกับแม่ข้างนอก”

เมื่อเป็นคำสั่งของพระมารดามีหรือที่มาร์คจะขัด เขาเดินตามหลังเอเรียออกมายังห้องโถงส่วนตัวด้านนอกก่อนจะปิดบานประตูลง ราชินีสาวพาตัวเองไปทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ริมหน้าต่างพร้อมกับจุมพิตเฟธเบาๆ ดูเหมือนว่าเธอจะชอบทารกคนนี้เข้าเสียแล้ว

“ท่านแม่ต้องการคุยเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” มาร์คเริ่มต้นการสนทนาก่อน

“เรื่องของรีน่า ลูกคิดว่าจะทำยังไงกับเธอต่อไป” เอเรียถามตรงๆ

“ทำหรือ...ก็คงจะให้เธออยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าจะหาทางออกได้ หรือไม่ก็จัดการกับนางพวกนั้นที่ตามล่ารีน่าให้หมด” มาร์คบอก

“จะได้หรือ ลูกอย่าลืมว่าพวกนางเป็นสมาชิกฝูงของเซนโด้ ในฐานะราชันย์แล้วมันไม่สามารถปล่อยให้สมาชิกถูกทำร้ายง่ายๆ นะ” เอเรียว่า “แต่ในทางตรงกันข้ามกัน รีน่าก็เป็นหลานสาวของมันด้วย จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะวางตัวลำบาก แม้มีหนทางช่วยเหลือแต่ไม่อาจบอกได้”

“หมายความว่ามันรู้ทางช่วยแล้วไม่พูดเหรอ” มาร์คคำรามเสียงดัง “แบบนี้ต้องหาทางทำให้เปิดปากให้ได้”

เอเรียมองท่าทางขึงขังของบุตรชายแล้วก็ยิ้มบางๆ ตั้งแต่เมื่อเช้ารอยยิ้มนี้แทบไม่เลือนไปจากเรียวปากของเอเรียเลย

“มาร์ค แม่ขอถามหน่อยว่าทำไมถึงยังรั้งรีน่าเอาไว้”

เป็นอีกครั้งที่มาร์คได้ยินคำถามนี้ เจ้าชายหนุ่มหันมองพระมารดาด้วยความสงสัยเหลือเกินว่าพระเนตรเทานั้นมีสิ่งใดอยู่บาง ซึ่งสิ่งที่เขาเห็นนั้นมีเพียงความนุ่มลึกที่ไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งแห่งความคิดได้ เขาจึงได้แต่ถอนใจแล้วตอบพระมารดาไปว่า

“ลูกแค่อยากช่วยให้นางพ้นจากความทรมาน เสียงที่ได้ยินเมื่อคืนมันบาดหัวใจ และเธอก็ทำให้ลูกต้องนึกถึงเบทซ์ด้วย...”

“ใครคือ เบทซ์”

คำถามที่ดังขึ้นทันทีที่คำตอบของมาร์คจบลงนี้ ทำให้เจ้าชายหนุ่มหันกลับไปมองหญิงสาวผมเงินในชุดสีฟ้าอ่อนตามร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผลที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยความแปลกใจ สีหน้าของเธอแสดงออกทั้งความแปลกใจและตกตะลึงที่ได้ยินชื่อของ ‘เบทซ์’

“รีน่า...” มาร์คเรียกด้วยท่าทางลังเลที่จะตอบ

“ตอบข้ามา ใครคือ เบทซ์” หญิงสาวถามย้ำ

“เอ่อ...เธอคือ เด็กอุปถัมภ์คนแรก ของข้า” มาร์คตอบอย่างจำใจด้วยรู้ว่าไม่อาจหนีพ้นการคาดคั้นได้ “แล้วเธอตายจากข้าไปหลังจากอยู่ด้วยกันได้แค่หนึ่งเดือน โดยที่ข้าช่วยเหลือเธอไม่ได้เลยสักนิดเดียว”

“ก็เลยจะเอาข้าเป็นข้ออ้างในการช่วยให้พ้นจากความรู้สึกผิดสินะ” รีน่าถามต่อไป

“ไม่ใช่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดข้าแบบน้ำเน่าน่า” มาร์คว่า

แต่ลูกครึ่งหมาป่าสาวก็ไม่คิดฟังคำพูดของเจ้าชายหนุ่มอีกต่อไปแล้ว เธอหันหลังกลับเตรียมเดินออกไปจากห้องนั้น ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อเสียงหวานของราชินีผู้ทรงศักดิ์ดังขึ้นว่า

“เจ้าจะก้าวออกไปจากห้องนี้โดยไม่มีมาร์คตามไปด้วยไม่ได้นะ”

“ทำไมหรือเพคะ” รีน่าถามเสียงแข็ง

“เพราะเจ้ารับปากคำชวนของข้าแล้วว่า เจ้าจะอยู่กับพวกข้าที่นี่” เอเรียตอบพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ซึ่งข้าถือว่านั้นคือ คำสาบาน สัตว์อสูรเช่นพวกเจ้าคงจะไม่ผิดคำสาบานของข้าใช่มั้ย...หึหึหึ”

เอเรียหัวเราะพร้อมตบไหล่ของรีน่าเบาๆ แล้วทิ้งคำพูดสุดท้ายก่อนออกไปว่า

“มีเพียงมาร์คเท่านั้นที่จะดูแลเจ้าได้ รีน่า และมีเพียงพวกข้าเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าให้พ้นจากความทรมาน อีกไม่นานทุกอย่างคงจะจบลง...อีกไม่นาน”






Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 105 : [ภาคพิเศษ] เลือกข้านะ 3 [คู่ของมาริค] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 705 , โพส : 2 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 2 : ความคิดเห็นที่ 1421
เอเรียคงความโหดแบบสวยงามได้อย่างไร้ที่ติ....
PS.  แม้ว่าเวลาที่แสนยาวนานจะผ่านไปอย่างช้าๆ แต่รักที่ฉันให้สัญญากับเธอในวันนั้น จะคงอยู่ตลอดไป
Name : || KYO || < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ || KYO || [ IP : 180.180.4.240 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 มีนาคม 2553 / 14:43
# 1 : ความคิดเห็นที่ 1392

สนุกเหมือนเดิมเลยนะคะพี่เคย์เซย์


PS.  Do U know . . . my Secretly
Name : OoFreyaoO < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ OoFreyaoO [ IP : 58.9.44.200 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 สิงหาคม 2552 / 15:14

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android