คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ

ตอนที่ 103 : [ภาคพิเศษ] เลือกข้านะ 1 [คู่ของมาริค]


     อัพเดท 13 ส.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: Aria of Gareth, รวมเรื่องสั้น, ภาคพิเศษเอเรีย, เอเรีย, ไมเคิล, มาร์ค, แอนจี้, เอมี่, เอมีเลีย, แอนเจลิน่า, มาริค
ผู้แต่ง : Keisei/MaKoto-sang ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Keisei/MaKoto-sang
My.iD: https://my.dek-d.com/keisei
< Review/Vote > Rating : 98% [ 3,742 mem(s) ]
This month views : 4 Overall : 70,640
1,642 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 210 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 103 : [ภาคพิเศษ] เลือกข้านะ 1 [คู่ของมาริค] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 868 , โพส : 4 , Rating : 100% / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด





Aria of Gareth
The Story of Love : เลือกข้านะ


เพียงหนึ่งเดือนให้หลังจากการตายของเบซท์  เด็กหญิงอุปถัมภ์คนแรกของเจ้าชายรัชทายาทแห่งอาดิทอล   มาริคหรือมาร์คก็เข้าทำงานบริหารราชการอย่างเต็มตัว   โดยทำหน้าที่ดูแลพระราชวังและเขตเมืองหลวงของอาณาจักรอันเกรียงไกรเช่นอาดิทอล   เพื่อแบ่งเบาภาระงานของพระบิดาและพระมารดาที่ต้องดูแลอาณาจักรที่เกือบจะเรียกว่า “จักรวรรดิ” แห่งนี้


และหลังจากที่ต้องรับงานหนักมานานกว่าห้าปีเต็ม   เจ้าชายหนุ่มก็ได้รับพระราชดำรัสจากองค์กษัตริย์ผู้คงกระพันในความหนุ่มเป็นพระวาจาอันน่ายินดียิ่งว่า


“พ่อกับแม่จะเดินทางไปพักผ่อนที่กาเร็ธ   เจ้าตามมาด้วยก็แล้วกัน   งานราชการทั้งหมดแอนจี้จะเป็นผู้ดูแลให้เอง”


ด้วยรับสั่งนี้เองที่ทำให้มาร์คผู้เป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั้งหลาย   ได้ออกมาจากพระราชวังในเรไทนาสมาเดินใต้แสงอาทิตย์ภายในกำแพงเมืองกาเร็ธ   เมืองทหารที่อยู่ในพระราชอำนาจของพระมารดาเอเรียซึ่งยิ่งใหญ่และงดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระราชวังที่เรไทนาสเลยสักนิด


“นั่นไงๆ   เจ้าชายมาริค   หล่อเหมือนพระบิดาเลยนะ”


“จริงด้วยสิ   ถ้าเจ้าชายเรียกหาพวกเราคนใดไปบำเรอก็เหมือนกับขึ้นสวรรค์แล้วล่ะเนอะ”


เสียงซุบซิบนินทานี้ทำให้มาร์คตวัดสายตาไปมองนางบำเรอชั้นกลางซึ่งขายบริการอยู่ในเมืองทันที   สายตาของเขานั่นทำให้พวกนางถึงสะดุ้งด้วยความตกใจกลัว   เพราะดวงตาสีเขียวคู่นั่นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวด้วยไม่พอใจที่ได้ยินวาจาจาบจ้วงเช่นนั้นจากนางชั้นต่ำในสายตาของเขา


หลังจากการตายของเบซท์   มาร์คค่อนข้างจะไม่ชอบนางคณิกามากนัก   ข้อแรกคือ เบซท์เคยเป็นทาสคณิกาถูกบังคับให้บำเรอผู้มีอำนาจทั้งหลายมาก่อน   ข้อสอง  นางคณิกาพวกนี้มักเอาเรื่องของเขาไปนินทาจนสนุกปาก  


โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรไทนาสนางคณิกากว่าร้อยคนที่ปล่อยข่าวลือว่า เขาเรียกพวกนางไปบำเรอทั้งๆ ที่ไม่มีมูลความจริง   จนกระทั่งเขาถูกพระบิดาเรียกตัวไปสอบถามและทะเลาะกันเสียยกใหญ่   จนทำให้พระมารดาต้องยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาด้วยการมีพระราชเสาวนีย์สั่งให้นางคณิกาทั้งหมดหยุดปล่อยข่าวลือไม่มีมูลนั้นเสีย   เพื่อมิให้มาร์คต้องเสื่อมเกียรติไปมากกว่าเดิม


“อุแว้ๆ”


อยู่ๆ สองเท้าของมาร์คก็ชะงักนิ่งทำให้มหาดเล็กที่เป็นเด็กชายวัยสิบกว่าปีสองคนชะงักตามไปด้วย   เจ้าชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั้งถนนที่คลาคล่ำไปด้วยทหารชาวเมือง   เพื่อมองหาที่มาของเสียงเด็กทารกที่อยู่ๆ ดังกระทบโสตประสาทเมื่อสักครู่


“เจ้าชาย...เอ้ย!!  ท่านมาร์คมีอะไรหรือขอรับ”


หนึ่งในมหาดเล็กถามขึ้นด้วยสรรพนามชั้นกลางสำหรับขุนนาง   เพราะมาร์คและสองกษัตริย์เสด็จมาที่นี่อย่างไม่เป็นทางการ


“ข้าได้ยินเสียงเด็กทารก”


มาร์คตอบพลางคว้าตัวทหารชาวเมืองคนหนึ่งเอาไว้   ซึ่งทหารคนนั้นต้องรีบน้อมเกล้าให้ด้วยความเคารพ


“เสียงทารกหรือ  ไม่น่าจะเป็นไปได้” มหาดเล็กอีกคนบอก


“นิมบัส  เคนัส  เจ้าไม่เชื่อหูของข้าหรือ” มาร์คหันกลับไปถามโดยเรียกนามตามลำดับ


คำถามนั่นทำให้ทั้งนิมบัสและเคนัสต้องสะดุ้งด้วยความหวาดกลัว   ทั้งคู่เลือกปิดปากนิ่งมากกว่าจะต่อล้อต่อเถียงมากกว่านี้   เพราะระยะเวลาที่ติดตามเจ้าชายมานานกว่าปีนั่นบอกได้ดีว่าพระองค์ทรงเป็นคนรุนแรงเช่นใด   ซึ่งถ้าหากพูดต่อไปก็อาจจะถูกเล่นงานด้วยกำลังจนเจ็บตัวก็เป็นได้


ถึงเวลานี้มาร์คก็หันไปสั่งการกับทหารชาวเมืองที่คว้าตัวเอาไว้สองสามคน   โดยให้ทั้งหมดนั่นติดตามเขาเดินหายเข้าไปในตรอกที่เกิดจากการเว้นว่างของบ้านเรือน   ซึ่งมันเร็วเสียจนสองมหาดเล็กก็ยังไม่อาจห้ามได้ทัน


ภายในตรอกที่วกวนราวกับเขาวงกตนั่น   มาร์คสั่งให้ทหารทั้งหมดแยกกันออกไปตามต้นเสียง   ซึ่งน่าจะเป็นทารกและอยู่ที่ไหนสักแห่งภายในตรอกมืดแห่งนี้   โดยตัวเขาเองก็เดินแยกไปตามหาอีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกัน


สำหรับมาร์คนั่นเขาไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมจึงต้องออกตามหาเด็กทารกลึกลับที่อยู่ๆ ก็ส่งเสียงร้องขึ้น   ทั้งๆ ที่เคยคิดว่าจะไม่ช่วยเด็กคนใดมาผูกใจของเขาให้เกิดความรักเฉกเช่นเบซท์อีกแล้ว   ทว่าเสียงร้องไห้ที่ดังขึ้นนั้นก็เต็มไปด้วยความเร่งร้อนและขอความช่วยเหลือเสียจนเขาก็ยังไม่อาจตัดใจละทิ้งได้


“ท่านมาร์ค   มาดูทางนี้สิขอรับ”


เสียงเรียกของทหารที่วิ่งมาตามนั่นทำให้มาร์คหันกลับไปทันที   เจ้าชายหนุ่มเดินตามทหารคนนั้นไปจนถึงทางตันที่เกิดจากกำแพงลังไม้เก่าๆ   ที่เมื่อมองผ่านช่องว่างจะได้เห็นกองขยะกองหนึ่งถูกทิ้งสุมเอาไว้   และบนกองขยะนั้นมีร่างของทารกคนหนึ่งกำลังกรีดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและทรมาน


โครม!  เสียงนี้ดังขึ้นพร้อมกับกำแพงลังที่พังครืนลงมา   หลังจากที่มาร์คออกแรงถีบทำลายมันลงแล้ววิ่งหายเข้าไปในฝุ่นควัน   ทำให้ทหารที่อยู่ในบริเวณนั้นต้องรีบถลันตามไปด้วยกลัวว่ารัชทายาทของพระนางผู้ปกครองเมืองจะเป็นอันตราย


ทว่าสิ่งที่พวกเขาได้เห็นนั้นช่างน่าอัศจรรย์   เพราะมาร์คไม่เป็นอันตรายใดๆ ทั้งยังเดินเข้าไปโอบอุ้มทารกคนนั้นขึ้นจากกองขยะด้วยกิริยานิ่มนวลจนไม่เหมือนกับเจ้าชายอารมณ์ร้ายเลยสักนิด


ในขณะที่พวกทหารกำลังมองด้วยสายตาตกตะลึงนั่น   มาร์คก็มองสำรวจทารกในอ้อมแขนอย่างละเอียด   เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชายที่เพิ่งเกิดได้ราวๆ สองเดือนเศษ   เนื้อตัวนั่นมีร่องรอยโดนมดขัดจนแดงเป็นจ้ำหลายจุด   เจ้าชายหนุ่มต้องลูบมือไปตามผิวอ่อนของทารกน้อยเบาๆ เพื่อไล่มดที่เกาะตามตัวเขาออกไป   ดูเหมือนว่าแม่ใจร้ายของเด็กคนนี้จะไม่มีปัญญาเลี้ยงจึงนำมาทอดทิ้งอย่างไม่ดูดำดูดี


“เอ่อ...ท่านมาร์คจะเอายังไงกับเด็กคนนี้หรือขอรับ” ทหารนายหนึ่งรวบรวมความกล้าเข้ามาถาม


“ท่านป้าแอซรี่คงชอบ”


ขาดคำอันบ่งบอกความหมายหนึ่งเดียวว่า ทารกคนนี้ได้กลายเป็นเด็กอุปถัมภ์ของเขาแล้ว   มาร์คก็หันหลังเดินกลับออกจากตรอกนั้นไปสมทบกับสองมหาดเล็กที่ยืนมองหาเจ้าชายอย่างเก้ๆ กังๆ   โดยในระหว่างทางนั้นเขาก็ออกคำสั่งกับกลุ่มทหารที่ติดตามมาช่วยตามทารกคนนี้ว่า


“ไปสืบหามาว่ามีนางคณิกาคนไหนที่ตั้งท้องแล้วคลอดลูกเมื่อสองถึงสามเดือนมานี้บ้าง   ถึงแม้ว่าเมืองแห่งนี้จะมีกฎให้คณิกาที่ตั้งท้องออกจากเมือง   แต่ก็น่าจะมีคนที่เล็ดลอดสายตาออกไปบ้าง   ตามตัวมาให้เจอก่อนพวกข้าจะกลับเรไทนาส   เคนัส!”


สิ้นเสียงเรียกของเจ้าชายที่เพิ่งโผล่ออกมาจากตรอกมืดนั้น   เคนัสก็รีบวิ่งมาหาในทันที


“เอาเด็กคนนี้ไปหาท่านลุงราเรลกับท่านป้าแอซรี่   บอกว่าข้าเป็นคนเก็บมา”


มาร์คสั่งพลางส่งเด็กทารกในอ้อมแขนให้มหาดเล็กหนุ่ม


“หา....ท่านเก็บมาอย่างนั้นหรือ” เคนัสถามด้วยความประหลาดใจ


“เออ...รีบไปซะ   คืนนี้ข้าจะไปค้างกับท่านพ่อท่านแม่ที่กระท่อมกลางป่านะ” มาร์คพูดอย่างตัดรำคาญ “บอกท่านป้าด้วยว่าเด็กคนนี้ข้าเรียกเขาว่า ‘เฟธ’  ไปได้แล้ว”


โดยไม่ต้องให้มาร์คสั่งย้ำอีกครั้ง   เคนัสก็รีบอุ้มทารกนั่นวิ่งกลับปราสาทที่ตั้งตระหง่านกลางเมืองนั่นในทันที   ในขณะที่เจ้าชายมุ่งหน้าตรงไปยังประตูเมืองเพื่อออกเดินทางไปค้างกับพระบิดาและพระมารดาที่ประทับพักแรมในกระท่อมกลางป่านอกเมืองเพียงลำพังสองคน


ทว่าในตอนที่มาถึงกำแพงเมืองหินอ่อนสีขาวสูงใหญ่ที่โอบล้อมเมืองเอาไว้ทั้งหมดนั้น   มาร์คก็ต้องประหลาดใจที่ตัวเองได้มาเห็นเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นในวันนี้อีก   หลังจากที่เงยหน้าขึ้นไปแล้วเห็นกิริยาท่าทางแปลกๆ จากทหารที่กำลังอยู่ยามบนกำแพงเมือง


“เกิดอะไรขึ้นเหรอ”


คำถามนี้ดังขึ้นทันทีหลังจากที่มาร์คเดินขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น


“ท่านมาร์ค   ดูนั่นสิขอรับ”


นายทหารผู้หนึ่งชี้ให้มองดูบริเวณกำแพงเมืองด้านนอก   ซึ่งมีหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงคนหนึ่งกำลังคุมหมาป่าตัวมหึมาสี่ตัวทำร้ายหญิงสาวผมสีขาวเงินอยู่   หญิงสาวผมเงินคนนั้นทำให้มาร์คถึงกับนิ่งตะลึงไปกับความงามของเธอเลยทีเดียว   ถึงแม้ว่าเธอจะบาดเจ็บจะสะบักสะบอม   ทว่าความงามของเธอนั้นก็เฉิดฉายเสียจนเจ้าชายที่ไม่เคยแลหญิงใดเช่นเขาก็ยังหลงใหล


ทว่าการมองจ้องเช่นนี้คงจะช่วยสิ่งใดเธอมิได้เลย   หากว่าไม่ลงมือช่วยอย่างจริงจัง   ดังนั้นมาร์คจึงเรียกสติของตัวเองกลับมาอีกครั้ง   แล้วเรียกหาอาวุธจากนิมบัสทันที


“นิมบัส   เอาธนูมาให้ข้า”


โดยไม่รอช้านิมบัสรีบหยิบธนูและกระบอกใส่ลูกธนูที่วางอยู่ใกล้ๆ มาให้เจ้าชายในทันที   มาร์ครับธนูนั่นไปขึ้นสายแล้วยิงใส่หนึ่งในหมาป่าของหญิงผมแดงจนนางร้องลั่นด้วยความตกใจ


“ใคร   ใครบังอาจ!!”


นางต้องประหลาดใจและเคืองขุ่นเมื่อได้เห็นมาร์คบนกำแพงเมืองพร้อมธนูนั้น


“ไปซะ   ห้ามทำร้ายนางอีก   ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าหมาของเจ้าทั้งหมดเลย”


คราวนี้มาร์คขึ้นสายธนูด้วยลูกดอกสามลูกพร้อมกัน   รัศมีสีรูบี้ที่ปรากฏรอบลูกธนูทั้งหมดนั้นบอกว่าเจ้าชายจะใช้อำนาจมนตราควบคู่ไปด้วย   ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกธนูทั้งสามจะไม่พลาดเป้าหากว่ามันถูกปล่อยออกไป   หญิงสาวผมแดงคนนั้นจึงยอมล่าถอยออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก


ถึงตอนนี้มาร์คก็โยนธนูทั้งหมดออกจากมือ   ก่อนจะรีบวิ่งลงจากกำแพงเมืองคว้าม้าศึกสีขาวตัวหนึ่งที่นายทหารยามกำลังผูกอานแล้วควบขี่ออกจากเมืองทันที   เจ้าชายหนุ่มชักม้าให้วิ่งตามหญิงสาวผมเงินที่กำลังลากสังขารอันสาหัสเดินเรียบไปตามกำแพงนั่นอย่างลำบาก


“นี่   มากับข้ามั้ย”


มาร์คถามทันทีที่ชักม้าเข้ามาใกล้   แต่หญิงสาวก็เพียงเหลือบสายตามองแล้วเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร


“เฮ้!   ข้าพูดอยู่กับเจ้านะได้ยินมั้ย”


“ข้าไม่ได้หูหนวกนะ   ได้ยินอยู่แล้วล่ะน่ะ”


วาจาที่ลั่นออกจากปากอิ่มของหญิงสาวนั้นช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความจองหองอวดดี   มาร์คมองเธอด้วยสายตาประหลาดใจเป็นที่ยิ่ง   เขามารู้จักคำว่า ‘อย่าตัดสินคนที่ภายนอก’ ก็คราวนี้


“หน้าตาสวยเสียเปล่า   แต่วาจากลับไม่รื่นหูเลยสักนิด” มาร์คพูดด้วยเสียงยียวน


สีหน้าของเจ้าชายหนุ่มนั่นช่างกวนประสาทไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนได้พบกับเบซท์ไม่มีผิด   หญิงสาวผมเงินผู้นั้นตวัดสายตามองชายหนุ่มแล้วตวาดเสียงกร้าว


“แล้วยังไง   สวยแล้วจำเป็นต้องเป็นกุลสตรีตลอดอย่างนั้นเหรอ   แต่ขอบใจนะที่ช่วยน่ะ   ลาก่อน”


“อ้าวๆ   จะไปโดยไม่ตอบแทนอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ” มาร์คถามพลางชักม้าไปดักหน้า “ข้าช่วยเจ้าไว้แล้วก็ต้องตอบแทนกันหน่อยสิ”


“อะไรนะ   ก็ได้   ข้าจะตอบแทนเจ้าแน่แต่หลีกทางไปก่อนสิ   ข้าต้องไปจากที่นี่ก่อนพวกนั่นจะตามมาเล่นงานด้วยจำนวนที่มากกว่าเดิม”


แล้วเธอก็รีบจ้ำเท้าผ่านม้าของมาร์คไปอย่างรวดเร็ว   ทว่าก่อนที่เธอจะพ้นจากเจ้าชายหนุ่มสมใจนั้น   รัชทายาทแห่งอาดิทอลกลับก้มลงคว้าตัวของเธอขึ้นมานั่งบนหลังม้าด้วยกัน   ก่อนเขาจะกระตุ้นม้าให้ออกวิ่งเต็มฝีเท้ามุ่งหน้าสู่แนวป่าที่ห่างออกไปราวสองไมล์


“ปล่อยข้านะ   จะทำอะไรข้าน่ะ!”


หญิงสาวพยายามดิ้นรนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าชายหนุ่ม   ทว่ามาร์คก็ยังรัดร่างบางของเธอเอาไว้แน่นเพื่อให้ตกลงไป


“อย่าดิ้นน่า   ข้าจะพาเจ้าไปหาคนที่รักษาบาดแผลทั้งหมดบนร่างเจ้าให้”


เขาพูดแบบไม่ใส่ใจวาจาของหญิงสาวผมเงินเท่าใดนัก   ซึ่งแน่นอนว่านั่นรวมถึงอาการดิ้นรนที่เริ่มรุนแรงขึ้นหลังจากที่เข้าเขตป่า   ที่นี่มาร์คชักม้าให้วิ่งช้าลงเล็กน้อยในขณะที่สายตาสอดส่ายระแวดระวังสองข้างทางตลอดเวลา   แม้แต่ร่างบางในอ้อมแขนของเขาเองก็ยังนิ่งเหมือนรู้สึกบางสิ่งเช่นกัน   ทั้งคู่เงียบและนิ่งเสียจนได้ยินเสียงฝีเท้าม้าและเสียงร้องของสัตว์ต่างๆ อย่างชัดเจน


ทันใดนั้นก็มีบางอย่างพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ทางขวา   ทำให้มาร์คต้องหันกลับไปพร้อมกับยกมือเปื้อนอำนาจขึ้น   แล้วเจ้าชายหนุ่มก็ดีดหมาป่าสีเทาตัวใหญ่กระเด็นกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง   จากนั่นเขาก็ปลดปล่อยอำนาจสีรูบี้ของตัวเองออกไปจนกลายเป็นโดมขนาดเล็กครอบปกป้องด้านบนเอาไว้   เมื่อมีหมาป่าตัวใหญ่อีกหลายสิบตัวพุ่งออกมารุมทำร้าย   ทว่าพวกมันทั้งหมดก็ถูกโดมมนตราดีดกลับเข้าไปในป่าแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย


“เฮ้อ!!  เจ้าไปมีเรื่องกับคนกลุ่มไหนมากันเนี่ย”


มาร์คบ่นแบบไม่จริงจังแล้วกระตุกม้าให้ออกวิ่งเต็มฝีเท้าอีกครั้ง   โดยเขาบังคับในให้วิ่งไปตามถนนเล็กๆ ที่ตัดผ่านป่าสู่ภูเขาที่ตั้งตระหง่านใจกลางป่านั้น   ซึ่งต้องใช้เวลานานราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่าพวกเขาจะขึ้นมาจนถึงชะง่อนผาอันเป็นที่ตั้งกระท่อมไม้ซุงหลังหนึ่ง


และร่างบางในชุดสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่สีเทาที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้ากระท่อมนั่นก็เงยหน้ามองในทันทีที่ทั้งสองคนมาถึง


“อ้าว!   มาร์ค   นั่นพาใครมากันน่ะ   ทำไมถึงได้บาดเจ็บมากขนาดนั่นล่ะ”


“ลูกช่วยไว้จากหน้าประตูเมืองน่ะขอรับ   มาข้าช่วย”


มาร์คที่ลงจากหลังม้าก่อนหันไปจะช่วยหญิงสาวลงมาจากหลังม้า   แต่เธอกลับปัดมือนั้นออกไปอย่างไม่ใยดีแล้วถลันตัวลงมาจากหลังม้าเอง   ทว่าก็ต้องทรุดฮวบเพราะอาการบาดเจ็บจนมาร์คต้องรีบประคองเอาไว้


“เห็นมั้ยล่ะ   เจ็บขนาดนี้แล้วยังจะอวดดีอีก” เขาดุ “ท่านแม่รักษาให้เธอหน่อยได้มั้ย   เดี๋ยวลูกจะช่วยผ่าฟืนกับหาอาหารให้เอง”


“เรื่องอาหารไม่ต้องหรอก   พ่อเจ้าออกไปหาแล้วล่ะ   ไปตักน้ำกับผ่าฟืนก็พอนะ” มารดาของมาร์คหรือก็คือ ‘องค์ราชินีเอเรีย’ กล่าว  


พระนางก้าวเข้ามาประคองร่างอันบอบช้ำของหญิงสาวผมเงินคนนั้นเข้าไปภายกระท่อม   ในขณะที่มาร์คนำม้าไปผูกไว้แล้วเริ่มทำงานตามคำสั่งของผู้เป็นแม่ทันที


ภายในกระท่อมที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายนั่นเอเรียวางร่างของสาวผมเงินบนโซฟาไร้พนักตัวหนึ่ง   ก่อนจะเดินหายเข้าไปในบานประตูที่เชื่อมเอาไว้ทางขวา   แล้วกลับออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าใหม่และผ้าสะอาดอีกสองสามผืน   โดยพระนางขยับนิ้วเบาๆ ทำให้ม่านหน้าต่างทุกบานปิดลงด้วยมนตราที่นางมี   หญิงสาวคนนั้นมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความประหลาดใจและไม่ไว้วางใจพอสมควร


“หึหึหึ   ไม่ต้องตกใจไปหรอกก็แค่เวทมนต์เท่านั้นเอง”


เอเรียยิ้มบางๆ พลางประคองร่างของหญิงเดินไปที่บานประตูอีกบาน   ซึ่งหลังประตูบานนั้นก็คือ ห้องอาบน้ำที่ตกแต่งด้วยผืนผ้าอย่างเรียบง่ายเหมือนกับโถงกลางด้านนอก


“เจ้าต้องอาบน้ำก่อนแล้วค่อยรักษาบาดแผลนะ   นับว่าโชคดีที่เจอมาร์ค   ไม่อย่างนั้นจะตกระกำอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้”


เอเรียกล่าวในตอนที่ปลดอาภรณ์สกปรกออกจากกายของหญิงผมเงินคนนั้น   แล้วจึงพาตัวเธอไปลงอ่างน้ำอาบที่รองน้ำเอาไว้เกือบเต็ม


“แต่ข้าไม่ได้ขอให้เขาช่วยนี่นา   ผู้ชายอะไรพูดจาไม่เข้าหูคน” หญิงคนนั้นบ่น


“หึหึหึ   ถ้าบอกว่าลูกข้าพูดจาไม่เข้าหูคน   เจ้าเองก็เหมือนกันนะ” เอเรียพูดด้วยรอยยิ้มหวานซึ่งความงามของเธอทำให้อีกฝ่ายถึงกับตะลึง “การพูดการจาแบบนั้นจะทำให้คนไม่ชอบเจ้ามากขึ้นเท่านั้นแหละ”


“เอ่อ...ข้าไม่รู้ว่าจะต้องพูดยังไงนี่นา” หญิงสาวพูดสีหน้าเศร้า “จะพูดให้ถูกตั้งแต่เริ่มถูกตามล่าข้าก็พูดด้วยวาจาอันไพเราะไม่เป็นแล้วล่ะ”


“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเจ้าเคยพูดมาก่อนสินะ” เอเรียกล่าว


พระนางแห่งอาดิทอลกำลังลูบผ้าเนื้อนุ่มไปตามเนื้อกายที่บอบช้ำและถลอกปอกเปิกด้วยบาดแผลของหญิงสาวอย่างช้าๆ


“ข้าชื่อ ‘เอเรีย’ เป็นแม่ของมาร์ค”


“แม่ของหมอนั่นจริงๆ น่ะเหรอ” หญิงสาวหันมาถามอย่างไม่อยากเชื่อ “ก็ได้ยินตั้งแต่ต้นหรอกนะว่าถูกเรียกว่า ‘แม่’ แต่ไม่อยากเชื่อ   ดูท่านจะเป็นพี่สาวของผู้ชายคนนั้นเสียมากกว่า”


“อย่างนั้นเหรอ   สามีข้าเองก็หล่อเหลาตลอดกาลเหมือนกันนะ” เอเรียยิ้มหวานอีกครั้ง “เจ้าชื่ออะไร   ถูกตามล่ามานานแค่ไหนแล้วล่ะ”


“ข้าชื่อ ‘รีน่า’ ถูกตามล่ามาสี่ปีแล้วล่ะ...ค่ะ” หญิงสาวตอบ


เธอเว้นวรรคไปชั่วครู่ก่อนจะลงหางเสียงด้วยสีหน้าเขินๆ  นั่นทำให้เอเรียตีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มบางๆ ด้วยความสุขในบางอย่าง


“อย่างนั้นหรือ” เอเรียแสดงความรับรู้ 


ตอนนี้เธอราดน้ำลงบนศีรษะประดับด้วยเรือนผมสีเงินนั้นอย่างช้าๆ   แล้วจึงเริ่มพอกสบู่ลงไปจนเกิดพองหนาบนเส้นผมงามนั้น   รีน่าส่งเสียงครางเบาๆ ด้วยความสุขหลังจากปลายนิ้วของเอเรียสัมผัสนวดไปทั่วทั้งศีรษะ   ซึ่งแน่นอนว่าเอเรียจะต้องยิ้มให้กับความสบายอารมณ์โดยไม่ทันระวังตัวของอีกฝ่ายเงียบๆ


“เจ้าคงจะเหนื่อยมากสินะที่ต้องหนีน่ะ” ราชินีสาวเอ่ยปากถามอีกครั้ง “บอกหน่อยสิ   เพราะอะไรถึงถูกตามล่าอย่างนั้นเหรอ”


รีน่าฟังคำถามนั่นแล้วนิ่งไปสักครู่   ด้วยต้องการพิจารณาว่าสมควรแล้วหรือไม่ที่จะเล่าความจริงให้สตรีแปลกหน้าคนนี้ได้รับรู้   ทว่ามันก็น่าประหลาดที่ริมฝีปากกับบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไป   โดยที่สมองยังไม่ทันจะสั่งการหรือหยุดยั้งได้ทัน


“พ่อกับแม่ของข้าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน   โดยพ่อของข้าเป็นมนุษย์และแม่ก็เป็นหมาป่าปีศาจ   มันเป็นเรื่องต้องห้ามที่มนุษย์และหมาป่าปีศาจจะมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว   ทว่าพ่อกับแม่ก็ทำให้ข้าเกิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ   เพราะเป็นกาลกิณีญาติฝ่ายท่านพ่อจึงรีบหาทางกำจัดข้าและท่านแม่มาตลอด   ผลก็คือ ทั้งสองคนถูกฆ่าพร้อมกัน   ในขณะที่ข้ารอดมาเพราะการช่วยเหลือของผู้เป็นลุง   ที่นำข้าในวัยเจ็ดขวบไปฝากไว้กับครอบครัวนายพรานแล้วจึงเดินทางหายตัวไป...”


“แล้วเป็นยังไงต่อหรือ” เอเรียซักต่อไปหลังจากรีน่าเริ่มเงียบ


“ตระกูลของพ่อข้าคิดว่าข้าตายไปแล้วจึงเลิกการติดตามไป   ทว่าความแค้นที่ต้องสูญเสียญาติอันสำคัญของพี่น้องฝ่ายท่านแม่นั่นก็รุนแรงเสียจนเริ่มออกตามฆ่าคนในตระกูลท่านพ่อทั้งหมด   และยังคิดว่าข้าเองก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ญาติของตัวเองต้องตาย   หมาป่าปีศาจในวงศ์วานเดียวกับท่านแม่จึงเริ่มออกตามล่าเพื่อนฆ่าข้าด้วยอีกคน   เพื่อฆ่าต้นเหตุให้สูญเสียญาติสนิทอันเป็นที่รักและกำจัดกาลกิณีอันน่ารังเกียจด้วย”


แล้วรีน่าก็เงียบไปอีกนานสองนานจนกระทั่งเอเรียตักน้ำมาล้างสบู่ออกจากเรือนผมของหญิงสาว   พระนางทอดสายตามองเรือนผมงามตรงหน้าสักครู่ก่อนจะเริ่มเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า


“ข้าเองก็เคยได้ยินสหายคนหนึ่งพูดถึงชะตากรรมของลูกครึ่งมนุษย์ครึ่งไวน์วูฟเหมือนกัน   เขาบอกว่าเป็นชะตากรรมที่สุดแสนจะทรมาน  จะเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่เป็นสัตว์ก็ไม่เชิง   ต้องทนอยู่ระหว่างทั้งสองอย่างอย่างนั้นอดสู   ต่อสู้กับตัวเองในคืนเพ็ญไม่ให้บ้าคลั่งจนกลายเป็นแวร์วูฟเที่ยวไล่ฆ่าผู้คน   และถ้าใครที่ใช้อำนาจของไวน์วูฟจนเกิดขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหวจนกลายเป็นสัตว์   ก็จะอยู่ในสภาพเดรัจฉานเช่นนั้นไปชั่วชีวิตไม่มีทางกลับมาใกล้ชิดกับคนที่รักได้อีกต่อไป”


“ข้าไม่เคยอยากเกิดมาเพื่อเป็นแบบนี้” รีน่าว่า


หญิงสาวซบใบหน้ากับสองมือแล้วสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ   เอเรียจึงลูบหลังให้เป็นการปลอบขวัญให้คลายจากความทุกข์   ก่อนจะผินหน้ากลับไปมองไปบานประตูประหนึ่งจับสัมผัสบางอย่างได้พร้อมกับยืนขึ้น


“สามีข้ากลับมาแล้ว   อาบน้ำไปก่อนนะ   เสร็จแล้วก็แต่งชุดที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้แล้วออกมาใส่ยาล่ะ”


ขาดคำเอเรียก็ออกมาจากห้องอาบน้ำนั้นอย่างรวดเร็วปล่อยทิ้งให้รีน่าแช่ตัวอยู่ในนั่นต่อไปเพียงลำพัง


ด้านนอกนั้นเอเรียเปิดมาพบกับกษัตริย์ไมเคิล   สวามีผู้คงกระพันในความหนุ่มแน่นมิพ่ายแพ้พระนางที่คงความงามนิจนิรันดร์   กษัตริย์หนุ่มกำลังวางไก่ฟ้าที่เพิ่งล่ามาและของป่าอีกสองสามอย่างลงบนโต๊ะ


“กลับมาแล้วหรือ   ได้ของดีมาเยอะเลยนี่นา”


เอเรียกล่าวในขณะที่ก้าวเข้าไปตรวจดูสิ่งของที่ได้มา


“อืม   แล้วทำไมถึงปิดม่านมืดแบบนี้ล่ะ” ไมเคิลถามพลางมองรอบๆ “นอกจากมาร์คแล้วเรามีแขกคนอื่นอีกหรือ”


“อืม   เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมากเชียวล่ะ” เอเรียตอบ


เธอเริ่มแยกสมุนไพรออกมาจากของป่าทั้งหมดที่ไมเคิลหามาได้


“ผมสีเงินยาวสลวยแต่ละเส้นละเอียดอ่อนเหมือนเส้นไหม   หน้าตาน่ารักราวกับเทพธิดาตัวน้อยๆ   น่าเสียดายอย่างเดียวถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสมาน่ะ”


ไมเคิลมองใบหน้าภริยาด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย   หลังจากทีได้ยินวาจาของอีกฝ่าย   เพราะมันบอกว่าเอเรียกำลังถูกใจเด็กผู้หญิงที่กำลังกล่าวถึงมากทีเดียว   มิเช่นนั้นแล้วดวงตาสีเทาออกเงินคู่งามนั้นคงไม่อ่อนโยนถึงขั้นแสดงความรักและเอ็นดูเช่นนี้ออกมาได้


“อย่างนั้นรึ   ไปเก็บมาจากไหนล่ะ” ไมเคิลถาม


“เปล่า   มาร์คพามาน่ะ” เอเรียตอบทำเอาไก่ฟ้าร่วงจากมือไมเคิลจนต้องรีบคว้าเอาไว้


“มาร์คน่ะหรือ” กษัตริย์หนุ่มตรัสถามในขณะที่เอเรียหัวเราะ


“ใช่   มาร์คนั่นแหละ” เอเรียย้ำ “คิดไม่ถึงล่ะสิว่ามาร์คที่เสียใจกับการตายของเบซท์แล้วจะพาเด็กสาวคนอื่นมาหาพวกเราน่ะ”


“ก็...ใช่   ลูกของเราเจ็บปวดมากจนต้องทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อลืมความทุกข์   ข้าก็เลยแปลกใจมากน่ะ”


ไมเคิลบอกพลางห้วนรำลึกถึงสีหน้าอันเคร่งขรึมของมาร์คในตอนที่อดหลับอดนอนสะสางงานมากมายในห้องทำงาน   จนทำให้เขาต้องมีคำสั่งให้มาร์คติดตามมาพักผ่อนด้วย   เพื่อให้บุตรชายได้ห่างจากการงานที่ทำอยู่บ้าง   แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังมาหาบิดาและมารดาเพื่อช่วยงานต่างๆ   หลังจากที่ไมเคิลและเอเรียเลือกมาพำนักแบบสมถะในกระท่อมหลังนี้แทนปราสาทในตัวเมือง


“แต่มันก็เป็นไปแล้วนะ   และข้าก็...”


“ชอบเด็กคนนั้นใช่มั้ย   ที่รัก” ไมเคิลต่อให้แล้วก้มลงจุมพิตที่เรียวปากของภรรยาด้วยความรัก “ข้าชักอยากเห็นเสียแล้วสิ   เด็กที่ทำให้เจ้าชอบได้น่ะ”


และวาจานั้นช่างเสมือนดังวาจาสิทธิ์   เมื่อบานประตูห้องอาบน้ำเปิดออกพร้อมกับร่างหญิงสาวผมเงินในชุดสีขาวก้าวออกมา   รีน่าถึงกับนิ่งตะลึงเมื่อได้เห็นไมเคิลยืนคู่กับเอเรียในห้องโถงกลางแห่งนี้


“เอ่อ....”


“รีน่า   นี่สามีของข้า” เอเรียกล่าวแนะนำ


“ไมเคิล   เจ้าชื่อ ‘รีน่า’ รึ   มาร์คช่วยมาหรืออย่างไร” ไมเคิลถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน


“เปล่าเสียหน่อยนะ” รีน่าถลึงตาทำเสียงสูงทันทีที่ได้ยินชื่อมาร์ค


“อ้อ   งั้นที่ข้าพาเจ้ามาที่นี่ก็แสดงว่าข้าฉุดเจ้ามาสินะ”


เสียงของมาร์คดังแทรกขึ้นเมื่อเจ้าชายหนุ่มขนฟืนที่ผ่าเสร็จเรียบร้อยแล้วมากองข้างเตาผิงกลาง   รีน่ามองมาร์คด้วยสายตาแข็งกร้าวและเชิดสะบัดเมินหนีราวกับเกลียดเข้ากระดูกดำ   นั่นทำให้เอเรียหัวเราะเบาะๆ แล้วเดินไปหยิบกล่องไม้ไผ่สานลงมาจากชั้นหนังสือ   แล้วจึงมานั่งลงที่โซฟาไร้พนักตัวหนึ่งซึ่งตั้งใกล้ๆ กับเตาผิง  


เพียงทันทีที่ร่างบางของราชินีสาวทรุดลงบนโซฟานุ่มนั่น   รีน่าจะต้องรีบก้าวไปนั่งแทบเท้าของพระนางอย่างรวดเร็วทำให้ชายหนุ่มทั้งสองมองตามอย่างสงสัย   ก่อนไมเคิลจะตวัดปลายนิ้วทำให้ม่านหน้าต่างทุกบานเปิดออก   แล้วเขาและบุตรชายจะต้องตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นสองความงามเฉิดฉายขับเน้นกันและกันท่ามกลางแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามา


ความงามหนึ่งนั้นสูงส่งเสมือนดังเทพธิดาลงมาจุติ   เรือนผมยาวสีดำที่ทิ้งตัวทอดกับพื้นนั้นช่างงดงามราวกับน้ำตกเส้นไหม   ขับเน้นในดวงหน้างามผ่องนั้นยิ่งงดงามมากขึ้น   และเมื่อริมฝีปากยกยิ้มขึ้นบางๆ ก็ยิ่งทำให้ความงามของเธอเพิ่มทวี


ในขณะที่อีกหนึ่งความงามนั้นช่างน่ารักราวกับภูติตัวน้อยที่คอยรับใช้เทพธิดา   เส้นผมสีเงินช่างระยับจับตาจนยากจะละได้   ใบหน้าหวานนั้นช่างรับกับเรียวปากจิ้มลิ้ม   และนัยน์ตาสีประหลาดที่บางครั้งก็ดูเป็นสีเงิน   บางครั้งก็เป็นสีทองนั้นก็น่าหลงใหลเสียจนละสายตาไม่ได้เช่นเดียวกัยน  


สองบุรุษอันดับหนึ่งแห่งอาดิทอลได้แต่ทอดถอนใจด้วยความอัศจรรย์ใจในความงามที่หาได้ยากยิ่งตรงหน้า


ทว่าในตอนนั้นเองที่รีน่าหันกลับมามองมาร์คที่ยังยืนนิ่งอยู่อีกครั้ง   แล้วเลื่อนสายตาไปมองหน้าไมเคิลแล้วจึงห้วนกลับไปมองเอเรีย   ซึ่งบัดนี้พระนางกำลังใส่ยาตามบาดแผลของรีน่าอย่างนุ่มนวล


“อะไรของเจ้าน่ะ   มองแบบนั้นหมายความว่ายังไง” มาร์คถาม


“ก็...ก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละ   ทำไมพ่อกับแม่ถึงได้...” รีน่าเอ่ยอย่างลังเล


“เห็นแบบนั้นแต่สองคนนี้อายุจริงมากโขแล้วล่ะ   แต่ว่ารูปกายภายนอกเอาชนะกาลเวลามานานหลายปีแล้ว” มาร์คบอกพลางช่วยบิดาถอนขนไก่ฟ้าเพื่อเตรียมทำมื้อเย็น “ท่านพ่อท่านแม่มีข้าตอนอายุสามสิบสามกับยี่สิบห้าปี   และข้าตอนนี้อายุยี่สิบเอ็ด”


ขาดคำของมาร์ค....รีน่าก็นั่งนับนิ้วอยู่สักครู่   ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าแย้มยิ้มของเอเรียด้วยสายตาตื่นตะลึงพร้อมกับหลุดคำพูดออกมาไม่เป็นประโยคว่า


“มะ...ไม่จริง...จริงๆ แล้ว....”


“อายุจริงๆ ของข้ากับเอเรียนะใกล้ลงโลงแล้วทั้งคู่นั่นแหละ” ไมเคิลบอกพลางหยิบไก่ฟ้าที่ถอนขนแล้วขึ้น “มาร์มาช่วยพ่อในครัวหน่อยสิ   วันนี้คงต้องปรุงมื้อใหญ่กันหน่อย   เพราะเด็กคนนั้นต้องการการบำรุง”


“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ   ข้า...”


“ไก่น่ะ   ตุ๋นยาหน่อยก็ดีนะ” เอเรียเสนอขึ้นทำให้วาจาของรีน่าขาดลง


พระนางหันไปเชยคางของหญิงสาวผู้หมอบเคียงกายขึ้นมองตา


“วันนี้เจ้าพักเสียที่นี่แหละ   ยาของข้าต้องใช้เวลาในการรักษาพอสมควร   และข้าไม่ยอมให้เจ้าออกไปข้านอกโดยบาดแผลไม่หายหรอกนะ”


สิ้นเสียงของเอเรีย   รีน่าก็ได้แต่นิ่งมองอีกฝ่ายเงียบๆ ก่อนจะนอบศีรษะลงหนุนตักของพระนางด้วยความอ่อนล้า  


“ชีวิตของจ้าอยู่ในกำมือของท่านแล้วนะคะ”


แล้วดวงตาของรีน่าก็หลับพริ้มลงอันเป็นจังหวะเดียวกับที่มาร์คหันกลับมามองหญิงสาวอีกครั้ง   ความรู้สึกสงสารแปลกๆ บังเกิดขึ้นเมื่อได้เห็นสีหน้าขอความช่วยเหลือจากเธอผู้หยิ่งทระนง


สำหรับเขาหญิงสาวเช่นรีน่าไม่สมควรมีสีหน้าและดวงตาเช่นนั้นเลยจริงๆ


ค่ำคืนแห่งการพักผ่อนมาถึงหลังจากมื้ออาหารที่เกือบจะมีสงครามย่อยๆ เกิดขึ้น   เมื่อมาร์คและรีน่าเริ่มมีปากเสียงกันในเรื่องเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอายุของบิดาและมารดาของเจ้าชาย   ทำเอเรียต้องรีบลุกแยกโต๊ะออกมาเพียงลำพัง   และผลที่ตามมานั่นก็แทบจะไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลาเลยแม้สักเล็กน้อย


รีน่าลุกเดินตามเอเรียไปอย่างรวดเร็ว   ซึ่งตลอดเวลาหลังจากนั่นไม่ว่าเอเรียจะเดินไปส่วนไหนของกระท่อม   ก็จะมีสายตาหรือไม่ก็ตัวของรีน่าติดตามไปเสมอ   จนแม้แต่ไมเคิลก็ยังมองด้วยความนับถือเมื่อเห็นเอเรียไม่แสดงความรำคาญกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย


“ท่านแม่ทนได้ยังไงกันนะ”


มาร์คบ่นเบาๆ พลางยกกระดานหมากรุกมาวางตรงหน้าระหว่างตัวเองกับบิดา   จากนั้นจึงส่งสายตามองรีน่าที่บัดนี้นั่งอยู่กับพื้นและหนุนเกยศีรษะกับตักนิ่มของพระมารดา   ซึ่งเธอกำลังหลับใหลและจมอยู่ในห้วงของความฝันภายใต้การดูแลของเอเรียอย่างน่าอิจฉา


“อิจฉารีน่าหรือยังไงหนุ่มน้อย” ไมเคิลถามตรงประเด็นในขณะที่เรียงตัวหมากอย่างรวดเร็ว “กระดานเดียวนะ  พ่ออยากเข้านอนแล้ว   วันนี้พ่อเหนื่อยมาทั้งวันเลยจริงๆ”


“แหม   ยอมรับว่าตัวเองเหนื่อยแบบนี้แสดงว่ายอมรับตัวเองแก่แล้วสิขอรับ” มาร์คแซวก่อนต้องหลบหมัดที่พุ่งมาของไมเคิล “ไม่เอาน่าท่านพ่อ   ใจร้อนไปไม่ได้นะขอรับ”


“ว่าแต่ว่า....แม้รีน่าจะรู้ชื่อจริงของเราทั้งหมดแล้ว   แต่เธอกลับไม่แสดงท่าทางยำเกรงอะไรเลยนะ”


วาจาประโยคนี้มาจากเอเรียที่นั่งหน้าเตาผิง   พระนางกำลังลูบมือไปตามเรือนผมสีเงินของรีน่าอย่างนุ่มนวล   มาร์คมองหญิงสาวคนนั้นโดยไม่ทันสังเกตเลยว่า เบี้ยตัวหนึ่งของตัวเองถูกขุนของบิดากินไปเสียแล้ว


“บางทีอาจจะเป็นเพราะถูกตามล่าจนไม่รู้จักพวกเรากระมัง...อ๊า!!   ท่านพ่อกินเบี้ยข้าไม่ยอมบอกเลยนะ”


เขาโวยวายหลังหันกลับมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนกระดาน


“เสียงเบาหน่อย   เดี๋ยวรีน่าก็ตื่นหรอก” ไมเคิลกล่าวพลางขยับเรือถอยจากเรือของบุตรชาย “แต่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือที่รีน่าไม่รู้จักเราน่ะ   เพราะเราจะสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้อย่างสะดวกขึ้น   และบางทีเราอาจจะได้รีน่ามาเป็น...”


“บ่นอะไรดูขุนของตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย” มาร์คถาม


เขากำลังขยับคิงเข้ารุกขุนของพระบิดาอย่างอาจหาญ


“ฮึ่ม!   กล้าจริงนะ   มาร์ค”


ไมเคิลเข่นเขี้ยวพลางเดินเรือรุกขุนของมาร์คบ้าง   หลังจากต้องเสียขุนไปอย่างน่าเจ็บใจ


“แต่ว่าวันนี้นอกจากมาร์คแล้วข้ายังได้เจอของดีเหมือนกันนะ”


“อะไรหรือ” เอเรียถามกลับทันที


“หมาป่าสีเทาที่มีแต่ตัวเมียกลุ่มใหญ่รวมตัวกันอยู่ในป่าห่างจากที่นี่ไปราวยี่สิบไมล์” ไมเคิลบอกพลางเดินเบี้ยรุกคืบซึ่งเขายอมเสียมันไปโดยความตั้งใจ “พวกมันมากระทบกับกระแสมนตราที่ข้าวางเอาไว้โดยรอบป่านี้อย่างไม่ได้ตั้งใจน่ะ   และหนึ่งในจำนวนนั้นก็มาแถวๆ กระท่อมของเราด้วย”


“กลุ่มที่ลูกเจอก่อนมาถึงกระท่อมล่ะสิ”


มาร์คพูดอย่างครุ่นคิดหลังโดนพระบิดากดดันหมากบนกระดานอย่างหนัก


“พวกมันโจมตีลูกอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวเหมือนกับหมากบนกระดานนี่”


แล้วมาร์คก็ผูกคิ้วแน่นอย่างใช้ความคิดเพื่อแก้เกมส์บนกระดาน   ก่อนจะต้องพ่ายแพ้ต่อบิดาอย่างหมดทางสู้  


“อืม   ถ้าอย่างนั้นก็ยังปล่อยเด็กคนนี้ไปจริงๆ ไม่ได้สินะ”


“แล้วเจ้าจะรับเธอเป็นเด็กอุปถัมภ์หรือยังไง   เอเรีย” ไมเคิลถามพลางเดินควีนรุกคิงของมาร์คอันเป็นการจบกระดาน “รุกฆาตแล้วมาร์ค   ยังต้องฝึกอีกมากนะหนุ่มน้อย”


แล้วไมเคิลก็ลุกเดินไปโอบร่างบางของภริยาที่รักเอาไว้อย่างวอนเว้า


“ไปนอนกันเถอะ   ข้าง่วงนะแย่แล้วนะ”


“แล้วใครจะดูแลรีน่าล่ะ   กระท่อมของเรามีห้องนอนแค่สองห้องเองนะ   แล้วรีน่าจะนอนที่ไหนล่ะ”


เอเรียถามตรงประเด็นซึ่งคำตอบที่มาจากองค์กษัตริย์นั่นทำให้มาร์คถึงกับเดือดปุดๆ ทันที


“ก็นอนห้องของมาร์คไง   ไปนอนกันเถอะน่า”


“ท่านพ่อ   ลูกไม่อยากนอนหนาวอยู่ข้างนอกนะ” มาร์คคำรามลั่น


“มาร์ค   เบาเสียงลง” เอเรียสั่งเสียงเฉียบ “แล้วก็มารับร่างของรีน่าไปด้วย   คืนนี้ลูกจะต้องดูแลเด็กคนนี้อย่างดีตลอดทั้งคืน”


“ท่านแม่...” มาร์คครางอย่างวอนขอ


ทว่าก่อนที่จะได้เถียงมารดากลับสมใจที่นึกคิดเอาไว้   เขาก็ต้องเงียบเมื่อถูกสายตาของบิดามองมาอย่างเด็ดขาด   ต่างจากพระมารดาที่ถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อไม่อาจขัดใจสวามีได้อีก   มาร์คจึงลุกขึ้นมารับร่างของรีน่ามาอยู่ในอ้อมแขนอย่างไม่เต็มใจนัก  


แล้วไมเคิลก็อุ้มร่างของเอเรียขึ้นมาในทันทีนั้น   กษัตริย์หนุ่มนำร่างของราชินีสาวหายไปในบานประตูที่เชื่อมอยู่ทางขวามือ   ซึ่งเมื่อกลางวันเอเรียเข้าไปหยิบเสื้อผ้าออกมาให้รีน่าใช้เปลี่ยน   มาร์คมองตามหลังของคนทั้งคู่ไปด้วยความอ่อนใจ   ก่อนจะอุ้มร่างของรีน่าขึ้นแล้วนำไปยังบานประตูที่เชื่อมอยู่ทางซ้าย  


ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่แตกต่างจากห้องโถงด้านนอก   มาร์ควางร่างของหญิงสาวผมเงินลงบนเตียงนุ่มหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านกลางห้องนั้นอย่างนิ่มนวล   ก่อนจะบรรจงเลื่อนผ้าห่มคลุมร่างของมนุษย์ครึ่งหมาป่าปีศาจสาว   แล้วจึงไปทรุดกายนั่งลงที่อีกฝั่งด้านของเตียงใหญ่   ที่เหลือพื้นที่มากพอจะให้ชายหนุ่มร่างใหญ่อย่างเขานอนเคียงคู่ด้วย


“เฮ้อ!   มันเรื่องอะไรที่ข้าจะต้องมาดูแลเจ้าด้วยนะ”


มาร์คบ่นแบบไม่จริงจังนักพลางลูบเรือนผมเงินของรีน่าอย่างนิ่มนวล   แววตาที่มองดูหญิงสาวนั้นเปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยน   จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเจ้าชายอารมณ์ร้ายองค์ใหม่ของอาดิทอล  


แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ที่เมื่อเห็นรีน่าแล้วภาพของเบซท์...เด็กอุปถัมภ์คนแรกของชีวิตจะปรากฏขึ้นมา   เด็กที่มาร์คทุ่มเทความรักให้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก   และเป็นเด็กคนแรกที่ทำให้เขารู้จักความเจ็บปวดจากความรักด้วย


ในที่สุดมาร์คก็เอนกายลงบนเตียงนั้นเคียงข้างร่างบางที่ยังหลับสนิทของรีน่า   ครั้งแรกเจ้าชายหนุ่มนั้นตั้งใจว่าจะนอนหันหลังให้หญิงสาวผู้นี้ไปตลอดทั้งคืน   ทว่าแรงเรียกร้องที่เกิดขึ้นในใจนั้นมันก็ยากจะปฏิเสธได้   ทำให้มาร์คหันกลับมารัดร่างบางแนบกับร่างหนาของตัวเองก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราดุจเดียวกัน


ขณะเดียวกันภายในห้องนอนของสองกษัตริย์แห่งอาดิทอลนั้น   ไมเคิลวางร่างของเอเรียลงบนเตียงนุ่ม   ก่อนจะโน้มกายกอดร่างบางเอาไว้จากด้านบน   ทั้งคู่กำลังหัวเราะเบาๆ ด้วยความสุขบางอย่างที่ดูเหมือนว่าจะรู้กันเพียงสองคนเท่านั้น


“เจ้ากำลังเล่นสนุกอะไรอีก   เอเรีย” ไมเคิลถามพลางมองหน้าร่างบางในอ้อมแขน


“หืม   พูดอะไร   ข้าไม่รู้เรื่องนะ” เอเรียกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ “แต่ว่ารีน่าเป็นเด็กน่ารักมากเลย   ข้าชอบเธอจริงๆ”


“เพราะเจ้าชอบเธอถึงได้หาทางรั้งเธอเอาไว้ใช่มั้ย” ไมเคิลถาม “คิดรังแกลูกหรือยังไงกันที่รัก”


“แหม   ไมเคิล   ข้าเปล่าเสียหน่อย   ก็แค่โชคชะตาที่นำพาคนสองคนมาพบกันเท่านั้นเอง” เอเรียบอก


ตอนนี้เธอพลิกกายมาอยู่เหนือร่างของสวามีบางแล้ว


“โชคชะตาที่จะผูกคนทั้งสองคนเอาไว้ด้วยกัน   เหมือนกับเรา   เหมือนกับเอมี่และโทมัส   และเหมือนกับแอนจี้กับเฟสเดอร์ริค”


“อย่างนั้นเหรอ   แต่ข้าไม่คิดว่ามาร์คจะยอมตามโชคชะตานั่นหรอกนะ   เพราะเขาเจ็บปวดจากเรื่องของเบซท์มากทีเดียว”


ไมเคิลบอกพลางโน้มกายขึ้นจุมพิตภริยาสาวอย่างแผ่วเบา   ซึ่งเอเรียก็ตอบสนองเขาด้วยความรักแล้วดันร่างใหญ่ออกห่าง


“มาร์คจะตามหรือไม่ข้าไม่รู้หรอกนะ   เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่จะตัดสินใจทุกอย่างได้   หากเขาไม่เลือกเธอข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้   ข้าเองก็เคารพการตัดสินใจของลูกนะ”


แล้วเสียงหัวเราะของสองกษัตริย์แห่งอาดิทอลก็ดังขึ้นอีกครั้งด้วยความสุข   ก่อนเสียงนั้นจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงครางเบาๆ ด้วยความรัญจวนใจเท่านั้น


---------------------------------------------- TBC ---------------------------------------------- 





Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 103 : [ภาคพิเศษ] เลือกข้านะ 1 [คู่ของมาริค] , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 868 , โพส : 4 , Rating : 100% / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 4 : ความคิดเห็นที่ 1385
ชะอุ๋ย เพิ่งเห็นว่าพิมพ์ชื่อผิดไปเสียเป็นพิมพ์นิยม ต้องเขียนแบบนี้ เฟสเดอร์ริค ถึงจะถูกเนอะ ^^

ดีใจที่จะมีเรื่องของคู่นี้ค่ะ ขอหวานๆ น่ารักๆ นะคะ (ถึงพระเอกจะปวดหัวก็ช่าง ฮา)

ยังไงก็ขอให้เสร็จไวๆ น้า อยากอ่านจะแย่แล้ว เป็นกำลังใจให้ค่ะ
Name : Pen [ IP : 124.121.244.52 ]

วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 / 13:35
# 3 : ความคิดเห็นที่ 1384
มีแน่นอนค่ะ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำนะคะ คาดว่าอย่างช้าที่สุดปลายปีนี้ได้อ่านแน่นอนค่ะ ^ ^
PS.  เป็นเพียงคนผู้หนึ่งที่โหยหาในรัก รักที่ไม่อาจจะไขว่คว้าลงมาอยู่ในมือได้สมดังใจ รักที่ยิ่งหลงก็รังแต่จะชอกช้ำ
Name : เคย์เซย์ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เคย์เซย์ [ IP : 117.47.116.97 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 / 13:30
# 2 : ความคิดเห็นที่ 1383
อยากอ่านตอนของ แอนเจลิน่า กับ เฟรดเดอริก จัง

จะมีอยู่ในเล่มพิเศษที่จะจัดทำด้วยใช่ไหมคะ

จะเฝ้ารอค่ะ ^^
Name : Pen [ IP : 124.121.244.52 ]

วันที่: 2 กรกฎาคม 2552 / 12:32
# 1 : ความคิดเห็นที่ 1382
ต่อๆ กำลังสนุกเลยค่ะ
Name : Angle_Z@ [ IP : 58.9.3.171 ]

วันที่: 23 มิถุนายน 2552 / 21:09
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android