คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ

ตอนที่ 102 : [ภาคพิเศษ] รักแรกของมาร์ค


     อัพเดท 28 พ.ค. 52
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: Aria of Gareth, รวมเรื่องสั้น, ภาคพิเศษเอเรีย, เอเรีย, ไมเคิล, มาร์ค, แอนจี้, เอมี่, เอมีเลีย, แอนเจลิน่า, มาริค
ผู้แต่ง : Keisei/MaKoto-sang ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Keisei/MaKoto-sang
My.iD: https://my.dek-d.com/keisei
< Review/Vote > Rating : 98% [ 3,742 mem(s) ]
This month views : 3 Overall : 70,639
1,642 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 210 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 102 : [ภาคพิเศษ] รักแรกของมาร์ค , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 968 , โพส : 6 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



คุยกันก่อน

ภาคพิเศษเรื่อง รักแรกของมาร์คนี้ 
เป็นเรื่องราวความรักครั้งแรกของลูกชายแท้ๆ คนโตของเอเรีย
ซึ่งเรื่องสั้นที่ลงนี้เป็นต้นฉบับที่ยังมิได้ทำการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น
หากมีความผิดพลาดตรงไหน อย่างไร 
เคย์เซย์ต้องขออภัยด้วยนะคะ


+++++++++++++++++++++++++++++++


Aria of Gareth Extra
The Story of Love
รักแรกของมาร์ค

มาริค หรือ มาร์คแห่งอาดิทอล  คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักนามนี้เพราะเขาคือ พระราชโอรสองค์โตของกษัตริย์และราชินีแห่งอาดิทอล  เป็นพระอนุชาองค์เล็กของเจ้าหญิงเอมีเลียและเจ้าหญิงแอนเจลิน่า   เจ้าชายผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทเมื่อพระชนมายุสิบหกปี

วันนี้หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทได้เพียงไม่กี่วัน   เจ้าชายหนุ่มน้อยก็ต้องพบกับศึกหนักเมื่อตื่นมาในตอนเช้าแล้วพบกับพระราชสาส์นที่พระบิดาและพระมารดาแอบนำมาทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้

พ่อกับแม่จะออกไปเที่ยวกันสักพักนะ   มาร์ค   ทำงานดีๆ ล่ะ
                                                               พ่อกับแม่

มาร์คมองจดหมายฉบับนี้ด้วยมือที่สั่นเทา   ความไม่อยากเชื่อและตกตะลึงบังเกิดกับเขาอย่างเสียมิได้   จนสุดท้ายก็ระบายออกมาเป็นความโกรธ


“คิดอะไรของเขาสองคนเนี่ย   ทิ้งลูกอายุสิบหกดูแลอาณาจักรเนี่ยน่ะนะ!!!”


“อะไรกันมาร์ค  ร้องเสียงดังเชียว”


เสียงชายอีกคนที่ดังขึ้นนี้ทำให้เจ้าชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองอัศวินในชุดเต็มยศที่กำลังเดินเข้ามา  เขาคือ โฟคาซัส  ราชองครักษ์ติดตามของมาร์คนั่นเอง


“จะอะไรเสียอีกล่ะ   ดูนี่สิ”


โฟคาซัสรับกระดาษที่เขียนข้อความสั้นๆ ที่เขาจำได้ทันทีว่าเป็นลายมือขององค์กษัตริย์มาอ่าน  ก่อนจะหัวเราะเบาๆ กับความเอาแต่ใจของกษัตริย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลย


“แล้วยังไง   ก็เลยโกรธอย่างนั้นหรือ   เจ้าชายน้อย” อัศวินถามพลางดึงเจ้าชายขึ้นจากเตียง “เอาล่ะ  ไปอาบน้ำได้แล้ว   เดี๋ยวต้องออกไปพบกับพวกขุนนางนะ”


ทว่าก่อนที่มาร์คจะได้เข้าไปอาบน้ำตามคำของโฟคาซัสสมใจ   บานประตูห้องนอนก็กระแทกเปิดออกพร้อมกับร่างหญิงสาวผมดำอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขนคนหนึ่งถลันตัวเข้ามาในห้อง   แล้วเธอก็ยัดทารกนั้นลงกับอกของมาร์คอย่างเร่งร้อน   และนี่คือ แอนเจลิน่าหรือแอนจี้  พระพี่นางองค์รองของมาร์ค


“มาร์ค   พี่เพิ่งได้รับรายงานว่ามามอลกำลังเจอศึกหนักกับพวกมาควิน   พี่ต้องไปตามไปช่วย   ฝากเพนนิดัสด้วยนะ   แล้วพี่จะรีบกลับมา”


แอนจี้สาธยายเหตุผลทั้งหมดนั้นอย่างรวดเร็ว   ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องด้วยความเร็วสูง   ปล่อยทิ้งให้มาร์คและโฟคาซัสเผชิญหน้ากับงงงันกับพายุที่ผ่านเข้ามาและผ่านออกไป   ก่อนมาร์คจะก้มมองทารกเพศชายวัยขวบเศษในอ้อมแขนแล้วเริ่มอาละวาด


“ว้าก!!!   มันอะไรกันหนักกันหนาเนี่ย   ทำไมภาระพวกนี้ถึงต้องมาตกอยู่ที่ข้าด้วยกันนะ!”


“แอะ....แง้....”


เสียงตะโกนก้องของเจ้าชายที่ดังขึ้นเมื่อสักครู่นี้ทำให้เพนนิดัส   โอรสของแอนจี้ที่เกิดจากเฟสเดอร์ริคผู้เป็นสวามีอายุมากกว่ายี่สิบห้าปีสะดุ้งตื่นมาร้องไห้จ้า   มาร์คที่แพ้เสียงเด็กร้องไห้เป็นที่สุดก็ถึงกับขบฟันด้วยความอดกลั้นเลยทีเดียว


“โฟ...โฟค  ปะ...ไปตามเมียเจ้ามาดูแลหลานข้าหน่อยนะ” เขาพูดประโยคนี้ผ่านไรฟันที่ขบแน่น


“ได้สิ   ได้” โฟคาซัสหัวเราะเบาๆ พลางอุ้มเพนนิดัสขึ้นมากล่อมให้หยุดร้องไห้ “เอาล่ะ   ไปอาบน้ำได้แล้ว   เจ้าชาย   พวกขุนนางรออยู่อย่าให้เสียเวลาพวกเขาเลย”


แล้วมาร์คก็ลุกขึ้นจากพื้นที่ทรุดลงไปนั่งตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้หายเข้าไปในห้องอาบน้ำ   ซึ่งต้องใช้เวลาสักพักกว่ามาร์คจะกลับมาออกมาในชุดกึ่งเต็มยศด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ   สำหรับเขาการต้องรับผิดชอบงานบ้านเมืองครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องทำเองทั้งหมด   เพราะที่แล้วมาเขาเพียงช่วยเหลือพระบิดาและพระมารดาในการว่าราชการและคิดหาหนทางบรรเทาทุกข์ของประชาชนเท่านั้น   และมันก็ช่างแสนน่าเบื่อที่ต้องมาเผชิญหน้ากับพวกขุนนางหัวโบราณกว่าครึ่งท้องพระโรง


“ถึงอย่างไรเราก็ยอมให้พวกโจรป่าพวกนั้นมาปล้นสะดมเรามิได้อีกแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”


“แต่ว่าพวกนั้นก็มิได้ปล้นขบวนของเรามิใช่หรือ   พวกเขามีสัญญาอยู่กับพระนางเจ้าเอเรียว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับขบวนที่ติดตราอาณาจักรของเรานะ”


“แต่ว่าอาณาจักรข้างเคียง...”


เสียงการถกเถียงของขุนนางสองกลุ่มดำเนินไปหลังจากประชุมเช้าดำเนินไปได้ครู่ใหญ่   มาร์คกำลังนั่งเท้าคางมองการถกเถียงนั้นจากบัลลังก์ทอง   ซึ่งปกติแล้วจะเป็นกษัตริย์ไมเคิลที่จะได้ประทับนั่งเพื่อว่าราชการ


และแน่นอนว่าความอดทนของเขาจะต้องหมดไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป   เสียงถกเถียงยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนเลยแม้สักนิด   ทว่าเสียงทั้งหมดนั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่าตัว   นี่เองที่ทำให้เส้นความอดทนของมาร์คขาดผึง


“หยุดเสียที!!!” มาร์คตวาดลั่นจนขุนนางทั้งหมดถึงกับสะดุ้ง


สายตาหมิ่นแคลนและหมดสิ้นความอดทนของมาร์คกวาดมองใบหน้าขุนนางไม่เว้นแม้แต่คนเดียว


“ท่านดยุคราเรล   บอกข้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของท่านแม่กับรู้คหน่อยสิ”


คำสั่งนั่นทำให้ดยุควัยกลางคนก้าวออกมาจากแถวขุนนางเพื่อกราบทูลรายงาน


“กราบทูลเจ้าชาย...รู้คเป็นหนึ่งในพระสหายสนิทของพระนางเจ้าเอเรียพ่ะย่ะค่ะ   โดยรู้คได้เซ็นต์สัญญาว่าจะไม่ปล้นสะดมขบวนขุนนางของเราเป็นอันขาด”


“แล้วมีความเสียหายอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรามั้ย” มาร์คถามต่อไป


“หาไม่พ่ะย่ะค่ะ” ราเรลตอบ


“งั้นก็ดีแล้ว   ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งวุ่นวายกับรู้คอีก   ไม่อย่างนั้นข้าไม่รับรองเรื่องความปลอดภัย   ไม่ใช่จากรู้ค...แต่จากแม่ของข้าเอง   เลิกการประชุมเท่านี้”


แล้วมาร์คก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่สนใจเสียงขุนนางที่พยายามทัดทานเลยสักนิด   เหล่าดยุคซึ่งเป็นพระสหายขององค์กษัตริย์ต่างก็รีบเดินตามเจ้าชายออกไปในทันที   ทว่ามิได้ตามออกไปเพื่อรั้งเขากลับมาดำเนินการประชุมต่อ   แต่ออกไปเพราะรำคาญเสียงของขุนนางหัวโบราณทั้งหมดเช่นเดียวกันนั่นเอง


“ฮึ่ม!  ทำไมข้าต้องมารับผิดชอบเรื่องแบบนี้ด้วยอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยนะ” มาร์คบ่นพึมพำไปตามเรื่องก่อนจะหันไปโวยสามดยุคที่เดินตามหลังมา “นี่พวกท่านจะตามข้าไปถึงไหนกัน   ท่านลุงราเรล   ท่านลุงเอลิค  ท่านลุงจอร์จ”


“ก็ตามไปเรื่อยๆ นั่นแหละเจ้าหลานชาย   ทำไมต้องหงุดหงิดแบบนั้นด้วย  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้ารับภาระหน้าที่เสียหน่อย” จอร์จว่า


“แต่เป็นครั้งแรกที่ข้าต้องทำเองทั้งหมดนี่นา   ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านพ่อท่านแม่จะทำกับข้าได้” มาร์คโวยวาย “แถมพี่หญิงยังเอาเด็กมาให้เลี้ยงแล้วหายไปช่วยสามีรบอีก”


“ช่วยไม่ได้นี่นา   ทั้งองค์กษัตริย์และองค์ราชินีต่างก็เหนื่อยจากการงานกันมากก็ต้องพักบ้างสิ   และพระพี่นางเองก็ต้องช่วยสามีปกป้องบ้านเมืองเป็นเรื่องธรรมดา”


เอลิคเป็นผู้พูดซึ่งวาจานั่นทำให้ต่อมโมโหของมาร์คเต้นผ่างทันที


“นี่ท่าน...”


“ไม่เอาน่า   มาร์ค   โวยวายไปก็เท่านั้นแหละ” ราเรลแทรกเสียก่อนเจ้าชายจะโวยวาย “หึ   เพราะช็อคล่ะสิถึงได้โกรธขนาดนั้น   ออกไปเที่ยวข้างนอกให้สบายใจเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาทำงานก็ได้   อารมณ์ของเจ้าเวลานี้ไม่เหมาะจะทำงานหรอกนะ”


“อืม   ข้าเองก็คิดแบบนั้น   ฝากบอกเจ้าโฟคาซัสด้วยว่าเดี๋ยวข้ากลับมา   ให้ซินเธียดูแลหลานข้าดีๆ ด้วย”


“พ่ะย่ะค่ะ”


สิ้นเสียงรับคำของสามดยุคแล้ว...มาร์คก็เดินแยกมาจากพวกเขาในทันที   โดยเจ้าชายหนุ่มออกจากพระราชวังเพื่อไปเดินเที่ยวท้องตลาดภายนอกเพียงลำพัง   ซึ่งแน่นอนว่าการมาของเขาผู้เป็นรัชทายาทของอาณาจักรนั้นจะต้องทำให้เหล่าประชาชนทั้งหลายต้องประหลาดใจ  


เสียงซุบซิบพูดคุยกันเกิดขึ้นพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือมายังมาร์คกันถ้วนหน้า   เพราะเจ้าชายหนุ่มนั้นค่อนข้างจะมีชื่อเสียงมากกว่าพระบิดาในวัยหนุ่มพอสมควรเลยทีเดียว   เหล่าสาวๆ ต่างก็ยิ้มพรายชายตามองมาร์คอย่างยั่วยวนและมีความหวัง   เนื่องจากมาร์คนั้นยังร้างไร้คู่ตุนาหงันต่างจากพระบิดาสมัยหนุ่ม   ที่เอาแต่ทุ่มความสามารถในการช่วยเหลืออดีตกษัตริย์อาคาร์สปกครองบ้านเมืองจนมิได้ชายตาแลหญิงสาวคนใด   อีกทั้งเมื่อรับองค์ราชินีเอเรียเข้าวังเมื่อยี่สิบสี่ปีที่แล้ว   พระองค์ก็รักมั่นเพียงองค์ราชินีพระองค์นี้เสมอมาอีกเช่นกัน


ดังนั้นบรรดาหญิงงามทั้งหลายต่างก็หวังอย่างยิ่งว่าเจ้าชายรัชทายาทมาริคจะหลงเสน่ห์พวกนางคนใดคนหนึ่งแล้วรับเข้าเป็นชายาบ้าง


แต่ทว่ามาร์คก็หาได้ชายตาแลหญิงสาวคนใดไม่   เขาสนใจเพียงสินค้าที่วางขายตามร้านรวงต่างๆ ที่อยู่ข้างทางเท่านั้น   และก็มีเพียงไม่กี่ร้านด้วยที่เขาจะหันไปสนใจจริงจังถึงขั้นหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาสำรวจดู


“อะ...โอย....”


เสียงครางเบาๆ ที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นในโสตประสาทการได้ยินของมาร์ค   ในตอนที่เขากำลังเดินผ่านตรอกแคบระหว่างบ้านสองหลังตรอกหนึ่ง   เจ้าชายหนุ่มจึงชะงักเท้าแล้วหันมองผ่านความมืดสลัวของตรอกจนกระทั่งได้เห็นร่างเล็กของเด็กคนหนึ่งนอนซมอยู่กับพื้นสกปรกนั้น


“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”


มาร์คเดินเข้าไปถามเด็กน้อยที่นอนอยู่ด้วยความสงสัย   ในตอนนี้เองที่เขาได้เห็นว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กผู้หญิง   แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรกมอมแมม   ทั้งร่างกายยังเต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากการเฆี่ยนตีอย่างทารุณ  


เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้ามองมาร์คด้วยแววตาตาเลื่อนลอย  ใบหน้าที่ขยับไปมาเหมือนกำลังพยายามฟังเสียงอะไรอยู่นั้นบอกมาร์คว่า เธอตาบอด


“ได้โปรด...อย่าทำอะไรข้าเลย  เพียงเท่านี้ข้าก็เจ็บไปหมดแล้ว” เธออ้อนวอน


“ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอกน่า   แต่ข้าถามว่าเจ้าไปโดนอะไรมาอยู่นะ” มาร์คพูดกึ่งๆ อดกลั้น


“ข้า...ข้าถูกแม่เล้าเฆี่ยนตีน่ะค่ะ   เพราะว่าข้า...ข้าไม่ยอม...”


ได้ฟังเท่านั้นมาร์คก็เอ่ยปากพร้อมกับยื่นมือไปหาเด็กน้อยคนนั้น

“จะมากับข้ามั้ยล่ะ   ข้าจะดูแลเจ้าเอง”


เด็กหญิงตัวน้อยฟังคำพูดของมาร์คด้วยความประหลาดใจ   ก่อนมือบอบบางน่าถนอมของเธอนั้นจะยื่นออกมาไขว้คว้ามือของมาร์คเอาไว้   แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามอยู่สองสามครั้ง   แต่ในที่สุดเธอก็จับมือของมาร์คได้   เจ้าชายหนุ่มจึงถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกมาห่อร่างเล็กของเด็กหญิงเอาไว้   แล้วอุ้มพากลับพระราชวังโดยไม่ใส่ใจสายตาของประชาชนแม้สักนิด

????????????????????

“หมายความว่าจะรับเด็กคนนี้เป็นเด็กอุปถัมภ์อย่างนั้นรึ!”


คำถามจากโฟคาซัสจากความไม่อยากเชื่อนี้ดังขึ้นทันทีที่ได้ยินความต้องการของเจ้าชายหนุ่มแล้ว   ซึ่งคำถามนั้นทำให้เด็กหญิงที่มาร์คเก็บมาถึงกับสะดุ้ง   เธอที่เพิ่งถูกจับอาบน้ำและรักษาบาดแผลเสียใหม่กอดแขนของมาร์คที่นั่งใกล้ๆ ด้วยความหวาดกลัวนิดๆ   นั่นทำให้โฟคาซัสที่มองเด็กน้อยอย่างไม่อยากเชื่อในตอนแรกใจห่อเหี่ยวลงทันที


“ฮ้า....เหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูกเลยแฮะ” เขาบ่นพลางเดินมานั่งที่เก้าอี้ฝังตรงข้ามคนทั้งสอง “นี่พวกท่านดยุคทราบเรื่องแล้วหรือยัง   มีแค่สามคนนั้นมิใช่รึที่รู้ว่าองค์กษัตริย์และองค์ราชินีเสด็จไปที่ไหนน่ะ”


“ยังหรอก   แต่ข้าให้คนไปตามตัวมาแล้วล่ะ” มาร์คบอก


เขาหันไปลบรอยเปื้อนขนมบนแก้มที่เด็กหญิงเพิ่งกินเข้าไปเมื่อกี้เบาๆ   ซึ่งในตอนนี้เองที่บานประตูห้องนอนเปิดออกพร้อมกับสามดยุคเดินเข้ามา   และมีหญิงสาวผมแดงอุ้มทารกเพศชายไว้มือหนึ่งและจูงเด็กผู้หญิงวัยสองขวบเศษตามรั้งท้ายมาด้วย


“แล้วไปเก็บมาจากที่ไหนล่ะนั่นน่ะ   นึกถึงเอเรียเมื่อครั้งเข้าวังวันแรกเลยนะ” เป็นเอลิคที่เอ่ยปากขึ้นมาก่อน


สามดยุคดูจะไม่แปลกใจที่ได้เห็นเด็กผู้หญิงหน้าใหม่ภายในห้องของมาร์คเท่าไหร่นัก   เพราะก่อนหน้านี้ข้ารับใช้ที่ไปตามได้รายงานให้ทราบแล้ว   ทว่าที่เขาทั้งสามแปลกใจเห็นจะเป็นความคล้ายกับพระบิดาของมาร์ค   ที่รับเอาเด็กหญิงฐานะทาสเข้าวังเพื่อเลี้ยงดูในฐานะของเด็กอุปถัมภ์


ต่างจากเด็กหญิงน้อยที่กอดมาร์คแน่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนที่เพิ่มเข้ามา   ทว่ามาร์คก็แค่ลูบผมปลอบขวัญของเธอเบาๆ ก่อนจะหันไปรับเพนนิดัสมาจากหญิงสาวผู้เป็นภรรยาของโฟคาซัสมาอุ้มเอาไว้เท่านั้น


“ขอบคุณมานะ  ซินเธีย   หลังจากนี้คงจะต้องรบกวนเจ้าอีกหลายวันเลย” มาร์คว่า


“หามิได้เพคะ   สนุกเสียอีกที่ได้เลี้ยงท่านเพนนิดัส   พระองค์ทรงเป็นเด็กดีทีเดียวล่ะเพคะ”


ซินเธียพูดด้วยรอยยิ้มมีความสุขพลางอุ้มเด็กหญิงผู้เป็นธิดาขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน


“แม้แต่นาตาลีเองก็ชอบท่านเพนนิดัสเหมือนกันนะเพคะ”


“อ่ะ...เอ่อ  ขอโทษนะคะ   ข้า...”


เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ มาร์คเอ่ยขึ้น   ทำให้ทุกความสนใจมุ่งตรงไปที่เธอคนเดียว


“ดูเหมือนว่าเราจะลืมเธอไปสินะ”


ราเรลพูดพลางยิ้มบางๆ ก่อนจะสังเกตบางอย่างจากดวงตาของเธอได้


“เจ้าชาย...ตาของเด็กคนนั้น”


“แหม   สมเป็นท่านลุงราเรล   สังเกตนิดเดียวก็ดูออกแล้วว่าเธอตามองไม่เห็น” มาร์คพูดพลางลูบผมเธอเบาๆ “ว่ายังไงสาวน้อย   อยากจะถามอะไรอย่างนั้นเหรอ”


“ข้า...คือ   ข้าได้ยินที่พูดเมื่อครู่นี้น่ะค่ะ   ไม่ทราบว่าข้าเข้าใจผิดไปหรือเปล่า   ว่าข้ากำลังอยู่ใน...”


“เจ้าอยู่ในพระราชวังเด็กน้อย   คนที่ช่วยเจ้ามาคือ เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาดิทอล”


“หา...คนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นมาช่วยข้าหรือนี่   ไม่อยากเชื่อเลย” เด็กหญิงร้องลั่นด้วยความตกใจและหวาดกลัวพลางขยับตัวลงไปนั่งกับพื้น “ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉัน...เอ่อ  หม่อมฉันคงต้อง...”


“ไม่ต้อง   ลุกขึ้นมานั่งข้างบนนี่” มาร์คพูดพร้อมอุ้มเด็กหญิงตัวลอยมานั่งบนตักด้วยมือข้างเดียว


สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้สามดยุคและโฟคาซัสกับตะลึงเลยทีเดียว   เพราะมันเหมือนกับได้เห็นภาพของกษัตริย์ไมเคิลเมื่อครั้งยังเป็นรัชทายาทดูแลองค์ราชินีเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเด็กอุปถัมภ์อีกครั้ง   ความเอื้ออาทรที่เจ้าชายหนุ่มแสดงออกกับหลานชายและเด็กทาสผู้นั้นช่างคล้ายกับพระบิดาเสียทีกระไร


“เหมือนนะ...” จอร์จเอ่ยขึ้น


“อืม   เหมือนมาก” ราเรลเห็นด้วย


“หืม....เหมือนอะไรหรือ” มาร์คเงยหน้าขึ้นมาถาม


“ก็เหมือนกับได้เห็นภาพเก่าๆ เมื่อครั้งที่พระบิดาท่านรับองค์ราชินีเข้าวังใหม่ๆ น่ะสิ” เอลิคบอก “และถ้าเด็กคนนี้ไม่มีชื่ออีกก็ยิ่งเหมือนไปอีกเท่าตัว....”


ยังไม่ทันขาดคำก็มีคำตอบอันน่าตกใจมาจากเด็กน้อยผู้บาดเจ็บคนนั้น


“เอ่อ....ข้าเองก็ไม่มีชื่อเหมือนกันเพคะ”


“ตายล่ะ   ตำราเดียวกับไมเคิลเลยนี่นา   มันอะไรกันล่ะเนี่ย” เอลิคกุมขมับ


“เชื้อพ่อแรงแล้วก็พรหมลิขิตล่ะมั่ง   นี่   สองคนนั้นจะกลับมาเมื่อไหร่” ราเรลหันไปถามจอร์จ


“ไม่ได้ระบุระยะเวลาแน่นอน   ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลับเมื่อไหร่” จอร์จตอบแบบจนด้วยเกล้า “จะให้ส่งข่าวท่านพ่อท่านแม่ใช่มั้ยล่ะ   มาร์ค”


“ใช่   ข้าอยากรับเด็กคนนี้ไว้ในการอุปถัมภ์น่ะ”  มาร์คบอกพลางลูบผมเด็กหญิงทาส


“ตั้งชื่อให้เธอสิ   ลุงจะได้ส่งข่าวได้ถูก  ไม่อย่างนั้นเด็กชื่ออะไรไม่รู้พ่อแม่เจ้าจะได้ตัดหัวพวกลุงแทนนะ” จอร์จว่า


เขาเข้าไปรับเพนนิดัสขึ้นมาอุ้มไว้หลังจากที่พยายามกลืนกินเส้นผมของเด็กหญิงทาสจนเธอผวากอดมาร์คแน่นด้วยความไม่คุ้นเคย


“อืม...ชื่อเหรอ...”


มาร์คทวนแล้วจุมพิตกลางกระหม่อมเด็กหญิงเบาๆ คล้ายจะเจิมรับขวัญของเธอ


“ให้ชื่อว่า ‘เบซท์’ ก็แล้วกัน   ยินดีต้อนรับนะ   ‘เบซท์’   พระราชวังแห่งนี้เป็นบ้านของเจ้าแล้ว”


และแล้วพระราชวังแห่งอาดิทอลก็มีสมาชิกใหม่นามว่า ‘เบซท์’ เข้ามาอยู่ด้วย   เด็กหญิงทาสตาบอดผู้ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้มาอยู่ในอ้อมแขนของมาริค   เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาดิทอล   เจ้าชายผู้เนรมิตความเป็นและตายให้แก่คนได้ทั้งอาณาจักร   เจ้าชายที่จะคุ้มครองเธอเอาไว้ชั่วชีวิต


ทว่าใครจะรู้บ้างเล่าว่าเส้นทางการเป็นเลดี้ในอุปถัมภ์ของเบซท์นั้นหาได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบเฉกเช่นเดียวกับพระนางเจ้าเอเรียไม่


????????????????????

ตลอดเวลาสี่ห้าวันหลังจากที่มาร์ครับเบซท์เข้ามาอยู่ในการอุปถัมภ์นั้น   เจ้าชายก็หามีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็กหญิงทาสที่รับเข้ามากมายนัก   เพราะการงานราชการนั้นเข้ามารุมเร้าจนต้องหมกตัวสะสางทั้งหมดนั้นให้เสร็จสิ้นเสียก่อน   นั่นทำให้การดูแลเด็กหญิงตาบอดคนนั้นตกอยู่กับแอซรี่   ภริยาของดยุคราเรลที่เคยเป็นพระพี่เลี้ยงและนางสนองพระโอษฐ์ขององค์ราชินีเอเรียแทน  


และแน่นอนว่านางจะต้องดูแลเด็กหญิงคนนั้นไม่แตกต่างจากที่เคยดูแลพระนางเจ้าเอเรียเมื่อครั้งเข้าวังใหม่ๆ เลยสักนิด   นางจัดการดูแลและรักษาบาดแผลของเด็กหญิงจนใกล้จะหายสนิท   เอาใจใส่ให้ความรักไม่แตกต่างจากบุตรีของตัวเองเลยทีเดียว   เรียกได้ว่าแอซรี่เรียกหาเบซท์ว่า ‘ลูก’ ทุกคำเลยทีเดียว


แต่ทว่าเบซท์กลับมีสิ่งหนึ่งเก็บซ่อนเอาไว้   ไม่เคยได้บอกใครในพระราชวังเลยแม้ครั้งคนเดียว   ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากกับแอซรี่ที่บัดนี้เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด


วันนี้เบซท์ได้กลับเข้ามาในพระราชวังอีกครั้ง   หลังจากที่ราเรลต้องพาตัวไปให้แอซรี่ดูแลที่คฤหาสน์ภายนอกพระราชวัง   เพราะมาร์คไม่มีเวลามาดูแลเด็กหญิงทาสด้วยตัวเอง   ซึ่งเธอถูกพาตัวมาที่สวนของปราสาทฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่พักของเหล่าเลดี้กว่าร้อยคน   เพื่อรอจนกว่าราเรลจะพาตัวไปพบกับมาร์คอีกครั้ง


ที่นี่เด็กหญิงตาบอดค่อยๆ เดินสำรวจสิ่งต่างๆ อย่างช้าๆ   สองมือยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อคล้ำหาสิ่งต่างๆ   ดวงตาที่มืดสนิทนั่นทำให้เด็กหญิงต้องเรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆ ตรงหน้านั้นมีรูปร่างเช่นใด   ด้วยการสัมผัสสองมือไปถ้วนทั่วของสิ่งนั้นจนกระทั่งรู้ว่ามันคือสิ่งใด   แต่ก็มีหลายต่อหลายครั้งที่เธอสำรวจไปเจอกับต้นไม้และแมลงแปลกๆ จนต้องสะบัดหนีแล้วร่วงหายไปในพุ่มไม้เหมือนกัน


“อะไรกันนะ   ยายเด็กนั่นเป็นใครนะ”


เสียงใสที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นนี้ทำให้เด็กหญิงทาสที่ยังนอนนิ่งบนพุ่มไม้นั้นต้องรีบขยับตัวลุกนั่งกับพื้นอย่างลำบาก  จากนั้นก็ขยับศีรษะฟังเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังล้อมกรอบเข้ามา   เสียงนั่นทำให้เบซท์ต้องถอยออกไปหลายก้าวก่อนจะชะงัก   เมื่อมีเสียงแบบเดียวกันดังมาจากด้านหลัง


“ยายนี่....ใช่   เด็กที่เขาลือกันว่าเจ้าชายเก็บมาหรือเปล่า”


เด็กสาวคนหนึ่งถามก่อนจะมีเสียงตอบจากอีกคนซึ่งมาจากทางขวา


“ใช่   ข้าเคยเห็นเจ้าชายอุ้มเล่นอยู่   ทั้งๆ ที่พระองค์แทบไม่เคยชายตาแลใครมาก่อนเลยนอกจากหลานชาย”


“ดะ...เดี๋ยวก่อนสิคะ   พวกท่านเป็นใครกันน่ะ   จะทำอะไรข้าอย่างนั้นเหรอ” เบซท์ร้องด้วยความตกใจ


ทันใดนั้นเองที่บังเกิดสิ่งหนึ่งภายในร่างกายของเบซท์จนเด็กหญิงต้องทรุดลงกับพื้นแล้วกุมอกเสื้อเอาไว้ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส


“อึก....โอย...”


“เป็นอะไรของหล่อนยะ   อยู่ๆ ก็ทรุดลงไป”


หนึ่งในหญิงสาวกว่าร้อยที่ล้อมอยู่นั้นตรงเข้าไปใช้เท้าเขี่ยร่างเล็กบนพื้นนั้นด้วยความเดียดฉันท์


“พวกเจ้ากำลังทำอะไรเด็กของข้า!”


เสียงเหี้ยมเกรียมที่ดังขึ้นนี้ทำให้ขนทั่วร่างของหญิงสาวทั้งหมดลุกชันด้วยความตกใจกลัว   ทุกคนที่ล้อมกรอบเบซท์อยู่นั้นต่างก็หน้าซีด   เมื่อได้เห็นบุรุษหนุ่มน้อยที่กำลังเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับดยุคราเรล   นับว่าเป็นโชคดีเบซท์ที่ตามืดบอดมองไม่เห็น   ไม่อย่างนั้นแล้วเธอก็ต้องอยู่ในความหวาดกลัวไม่แตกต่างจากนางพวกนั้นอย่างแน่นอน


มาร์คเดินฝ่ากลุ่มหญิงสาวทั้งหมดตรงไปยังเบซท์แล้วอุ้มเธอขึ้นมาอย่างเบามือ   ซึ่งเพียงแค่เจ้าชายหนุ่มได้สัมผัสตัวเท่านั้น   เด็กหญิงก็จำได้ทันทีว่าคนที่เข้ามาใหม่นี่เป็นใคร


“เจ้าชาย...”


เบซท์ครางออกมาเบาๆ


“เงียบ   ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”


มาร์คสั่งแล้วกวาดสายตามองเลดี้ทุกคนในบริเวณนั้นด้วยสายตาอาฆาตไม่เว้นแม้แต่คนเดียว


“ให้พวกเจ้าจำเอาไว้นะ   ถ้าใครทำร้ายเบซท์แม้แต่ปลายนิ้ว   ข้าจะบดขยี้ด้วยมือของข้าจนโงหัวขึ้นมามองตะวันไม่ได้ทีเดียว”


ขาดคำมาร์คก็เดินออกจากวงล้อมนั้นกลับขึ้นปราสาทหลวงอีกครั้ง   โดยมีราเรลเดินตามหลังมาติดๆ  ซึ่งทันทีที่ทั้งสามคนนี้ลับหลังมาเสียงกรี๊ดของหญิงสาวกว่าร้อยก็ดังลั่นของปราสาทปีกตะวันออกเลยทีเดียว


“โอ้โห....ประสานเสียงกันดีจังเลยแฮะ” ราเรลว่า


“ใช่   น่าให้ท่านยายจับไปฝึกเป็นนักร้องซะให้หมด   อยู่ที่นครเทพกันให้เกลี้ยง   ข้าจะได้เลิกรำคาญเสียที” มาร์คพูดพลางนึกถึงคริสผู้เป็นย่า   ซึ่งบัดนี้เดินทางไปขับกวีที่นครแห่งเทพยังไม่กลับมา


“เอ่อ....”


เสียงหวานที่ดังขึ้นนี้ทำให้มาร์คหันมองเบซท์ในอ้อมแขน


“ขอบคุณมากนะเพคะที่ช่วยเหลือข้าเอาไว้น่ะค่ะ”


“ไม่เป็นไร   ไม่ต้องคิดมาก   เมื่อเจ้ามาอยู่กับข้าแล้วข้าก็ต้องดูแลเป็นเรื่องธรรมดา”


มาร์คพูดเสียงนุ่มพลางเช็ดเหงื่อที่อาบใบหน้าซีดของเด็กหญิงออกไปด้วยแขนเสื้อของตัวเอง


“เป็นอะไรหรือเปล่า   หน้าซีดเชียว   นางพวกนั้นทำร้ายเจ้ารุนแรงหรือยังไงกัน”


“เปล่าหรอกเพคะ   ก็แค่เหนื่อยนิดหน่อยเองล่ะเพคะ” เบซท์ตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง “ว่าแต่ว่างานเสร็จแล้วหรือเพคะ”


“อืม   เสร็จแล้ว   วันนี้ออกไปเที่ยวกันได้นะ” มาร์คพูดเสียงใส ก่อนจะทำหน้าผิดหวัง “แต่เจ้าอาการไม่ค่อยดี   อย่าเพิ่งออกไปดีกว่า”


“นั่นสิ   ถ้าแอซรี่รู้ว่าท่านพาตัวเบซท์ออกไปทั้งๆ ที่ไม่สบายอาจจะมาโวยวายด้วยก็ได้นะ” ราเรลพูดขึ้นมา


“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรหรอกเพคะ   ไม่ต้องเป็นห่วงไป   หม่อมฉันยังวิ่งเล่นได้นะเพคะ”


เบซท์กล่าวทว่าภายในอกนั้นกลับเจ็บร้าวจนอยากแก่การจะปกปิด  นั่นทำให้มาร์คถอนใจแล้วเลื่อนใบหน้าไปจุมพิตที่แก้มของเธอเบาๆ


“ไม่เอาน่า   เบซท์   ดูสีหน้าเจ้าอ่อนแรงมากเลยนะ   เล่นอยู่ในวังนี่แหละ” เขาบอก “วันนี้งานของข้าเสร็จหมดแล้วมีเวลาเล่นกับเจ้าทั้งวันเลยนะ   ถึงไม่ได้ออกไปข้างนอกข้าก็รับรองว่าเรามีอะไรให้เล่นสนุกกันได้อยู่แล้ว”


แล้วมาร์คก็หันไปหาราเรลด้วยสายตาเป็นคำสั่งบางอย่าง   ซึ่งดยุคหนุ่มพยักหน้าเข้าใจแล้วแยกหายไปในอีกทางเดินหนึ่ง   ในขณะที่มาร์คพาเด็กหญิงอุปถัมภ์เดินกลับขึ้นไปที่ห้องของตัวเองอีกครั้ง   ที่นั่นเขาวางเบซท์ลงบนเตียงใหญ่ของตัวเองแล้วใช้ผ้าเนื้อนุ่มผืนหนึ่งซับเหงื่อออกจากใบหน้าของเธอเบาๆ


“เหงื่อเต็มหน้าเชียวนะ   เป็นอะไรหรือยังไงสาวน้อย”


“เปล่าหรอกค่ะ   ก็แค่เหนื่อยเท่านั้นเอง” เบซท์บอก


ในเวลานี้ความเจ็บปวดในอกของเธอนั้นได้ลดความรุนแรงลงไปแล้ว   ซึ่งความเหนื่อยล้าจากการที่ต้องอดทนและอดกลั้นไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้านั้น   กำลังทำให้เธอรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนมากขึ้นเรื่อยๆ   จนในที่สุดเด็กหญิงก็เอนกายลงนอนตามมือใหญ่ที่กดร่างเล็กของเธอไปอย่างไม่รู้ตัว


“ถ้าเหนื่อยนักก็นอนพักซะ  ไม่ต้องฝืนหรอก” มาร์คพูดด้วยเสียงนุ่มซึ่งเติมความอบอุ่นให้เด็กน้อยได้อย่างดี “เอาล่ะ  เรามานอนคุยกันดีกว่าว่าหลายวันที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง”


“หลายวันที่ผ่านมาข้าอยู่กับท่านแอซรี่มีความสุขมากเลยล่ะค่ะ   ท่านแอซรี่เป็นคนดี  ดูแลข้าอย่างกับเป็นลูกของนางเองอย่างไรอย่างนั้นแหละค่ะ” เบซท์เริ่มเล่าก่อน  


รอยยิ้มสดใสที่ปรากฏบนใบหน้าของเธอนั้นช่างน่ารัก


“แน่นอน   นางเมตตากับเด็กทุกคนที่ถูกเก็บมานั่นแหละ” มาร์คว่า “แต่ว่าถ้าเจ้าเจอท่านแม่แล้วเจ้าจะมีความสุขกว่านี้   เพราะท่านแม่ของข้าทรงโปรดเด็กผู้หญิงมากเป็นพิเศษ”


“จริงหรือเพคะ   ข้าได้ยินมาจากแม่เล้าว่าองค์ราชินีทรงมีพระปรีชาสามารถมาก   แต่หากทรงกริ้วขึ้นมาจะทรงน่ากลัวยิ่งกว่านางพยัคฆ์เสียอีกนะเพคะ” เบซท์บอก


มือของเธอยื่นมาตรงหน้าซึ่งมาร์คก็จับกุมเอาไว้แล้วจุมพิตกลางฝ่ามือเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา  ทำเอาเบซท์ถึงกับหน้าแดงด้วยความไม่คุ้นเคยเลยทีเดียว


“อืม   ข้าเคยเห็นท่านแม่ตอนโกรธมาสองสามครั้งเหมือนกัน” มาร์คบอก “ว่าแต่ว่า...เจ้าพูดราชาศัพท์เก่งจริงนะ   ใครสอนเข้ามาอย่างนั้นหรือ”


“แม่เล้าเพคะ   ที่ๆ ข้าเคยอยู่เป็นหอนางโลมของเมือง   มักมีคนมากหน้าหลายหน้าเข้าไปใช้บริการ  หลายๆ ครั้งข้าเองก็...”


เบซท์พูดด้วยสีหน้าไม่สบายใจก่อนจะเงียบลงเมื่อเรียวนิ้วใหญ่วางบนเรียวปากจิ้มลิ้ม   มาร์คไม่ปรารถนาจะได้ยินอดีตอันน่าขมขืนของเบซท์แม้เพียงสักนิด   เจ้าชายหนุ่มดึงเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาแนบกับร่างหนาของตัวเองแล้วกระซิบบอกกับเธอเบาๆ ว่า


“ไม่ว่าอดีตเจ้าจะต้องเจอกับอะไรมาก่อน   แต่ปัจจุบันนี้เจ้าคือเด็กของข้า   อยู่กับข้าและเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น   หลับเสียคนดี   เราจะคุยกันอีกเมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา”


ขาดคำหนังตาของเบซท์ก็หรี่ปรือด้วยความง่วงงันอย่างน่าประหลาด   ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับโลกอันมืดมิดมานาน   แต่เธอก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังง่วงแล้วเข้าสู่โลกแห่งนิทราอันนิ่มนวล   โดยที่เธอไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร   ทว่าไม่นานเด็กหญิงอุปถัมภ์ของมาร์คหลับสนิทไม่รู้ความเป็นไปของโลกโดยรอบต่อไป


สิ่งที่เบซท์ไม่รู้นั้นก็คือ มาร์คใช้พลังมนตราที่ตัวเองมี   ซึ่งเป็นพรสวรรค์ได้รับมาจากพระมารดาทำให้เธอเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหล   หลังจากเขาเหลือบตาไปที่บานประตูแล้วเห็นเงาใครบางคนยืนรออยู่  


ซึ่งทันทีที่เบซท์หลับไปแล้ว   มาร์คก็ลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้เธอตื่นขึ้นมา   ครั้นห่มผ้าให้ร่างเล็กที่หลับใหลอยู่นั้นเรียบร้อยแล้ว   เขาก็ออกมาพบกับจอร์จ   ราเรลและทหารในเครื่องแบบอีกคนหนึ่งที่ห้องโถงส่วนตัวที่เชื่อมติดกับห้องนอนของเขา


“ว่ายังไง  ได้อะไรมาบ้าง” มาร์คถามพลางทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง


“มีสองเรื่อง   เรื่องร้ายทั้งคู่จะเอาอะไรก่อน” ราเรลถาม “เรื่องบ้านเมืองหรือเรื่องของเบซท์”


“เอาบ้านเมืองก่อนก็แล้วกัน” มาร์คพูดเหมือนตัดรำคาญ


“มีการกระด้างกระเดื่องเกิดขึ้นที่ซิลวา   พวกมันพยายามจะแยกตนเป็นอิสระจากเรา”


ขาดวาจาของจอร์จ...มาร์คก็หลับตาลงนึกถึงสถานที่ตั้งของเมืองซิลวาจากแผนที่ภูมิศาสตร์ในสมอง   มันเป็นเมืองทางชายทะเลที่โอบล้อมด้วยหุบเขา   มีปราการทั้งทางทะเลและทางบกถือเป็นเมืองที่ตีมาได้ยากที่สุด   ทว่าในยุคที่กษัตริย์ไมเคิลครองราชย์ใหม่ๆ นั้น   พระองค์ตีมาครองได้อย่างง่ายดาย   หลังจากที่ติดตามหาพระนางเจ้าเอเรียซึ่งหนีออกจากวังไปจนถึงเมืองนั้น


“เอามันกลับมา   ระดมพลจากเมืองที่อยู่ใกล้ๆ นั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ปิดล้อมบริเวณช่องทางหนีสามช่องทางที่อยู่ในบริเวณหุบเขาโรเซ็นให้หมด   แล้วส่งกองทัพเรือออกไปล้อมกรอบมันทางด้านหน้า   ปิดกั้นทางลำเลียงเสบียงของมันทั้งหมด   และเมื่อมันอ่อนแรงก็ขยี้มันให้จมดิน   ให้เคนนาเรียสไปเป็นแม่ทัพ”


มาร์คสั่งการทั้งหมดนั้นด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม   ซึ่งจอร์จจดทั้งหมดนั้นลงกระดาษอย่างรวดเร็ว   ก่อนจะกลับออกไปจากห้องเพื่อเขียนคำสั่งทั้งหมดนั้นเป็นหนังสือคำสั่งส่งมอบแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยเร็ว   มาร์คเท้าคางมองตามหลังของจอร์จไปจนกระทั่งบานประตูปิดลงตามเดิม   จากนั้นจึงเลือนสายตาไปมองราเรลและทหารหนุ่มที่เหลืออยู่


“แล้วอีกเรื่องล่ะ”


“ข้าส่งคนออกไปสืบประวัติของเบซท์มาตามที่เจ้าต้องการ   สิ่งที่เราได้รู้มาคือ เบซท์ เคยอยู่ในหอนางโลมชื่อ ‘ดอกไม้บาน’  แม่เล้าที่นี่ค่อนข้างโหดมากทีเดียว” ราเรลบอก


เขากางแผนผังเมืองลงบนโต๊ะใกล้ๆ ทำให้มาร์คต้องลุกขึ้นมาดู   ซึ่งดยุคหนุ่มวางปลายนิ้วลงบนกรอบสี่เหลี่ยมหนึ่งซึ่งซ่อนตัวลึกหลังกรอบสี่เหลี่ยมอื่นๆ มากพอสมควร


“ถึงแม้ว่าสถานที่ตั้งนั้นจะอยู่ลึกจากถนนใหญ่มาก   แต่กลับเป็นที่รู้จักในหมู่ขุนนางและราชวงศ์ของเราพอสมควร   เพราะหอนางโลมนี้มักจัดหน้าหญิงสาวหน้าใหม่   หรือแม้กระทั่งหนุ่มๆ กับเด็กมาสนองความต้องการของลูกค้าเสมอ”


ถึงเวลานี้มาร์คก็หยิบผลวอลนัตขึ้นมาหมุนเล่นในขณะที่ฟังรายงานจากปากของทหารหนุ่มอีกคน


“จากที่เกล้ากระหม่อมเข้าไปสืบข่าวนั้น   มีเด็กชายและหญิงมากมายถูกพาตัวมาที่นี่เพื่อบำเรอแขก   ซึ่งหลายคนในนั้นถูกกระทำทารุณเพียงเพื่อสนองอารมณ์ทางเพศของลูกค้า   และจากที่ข้าถามจากหญิงที่ข้าซื้อบริการเพื่อสืบข่าวนั้นนางบอกว่าแม่เล้าชอบกดขี่และทำร้ายพวกนางเสมอ   เพียงเพื่อเงินนางไม่สนใจเลยว่าเด็กที่ต้องออกไปรับแขกนั้นจะมีอายุเท่าไหร่กันแน่”


“เด็กที่ต้องทำงานพวกนี้มีอายุต่ำสุดเท่าไหร่” มาร์คถามแทรกไป


“อายุต่ำสุดนั้น....ห้าขวบพ่ะย่ะค่ะ”


สิ้นคำตอบของทหารหนุ่มดวงตาสีเขียวของตวัดไปมองเขาอย่างโกรธจัด   ทำให้ทหารหนุ่มต้องถอยออกไปสองก้าวใหญ่ด้วยความหวาดกลัว   ทว่าดวงตาคู่เดิมก็เลื่อนกลับมามองผังเมืองบนโต๊ะอีกครั้ง   ยังผลให้ทหารหนุ่มคนนั้นถอนใจด้วยความโล่งอก


“แล้วเบซท์ล่ะ   เธอถูกสั่งให้รับแขกบ้างหรือเปล่า” เจ้าชายรัชทายาทถามต่อไป


“กราบทูลเจ้าชาย   เคยถูกสั่งให้ออกไปรับแขกเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารตอบแบบกลัวๆ กล้าๆ “แต่เธอขัดขืนไม่ยอมรับแขกแต่โดยดีจึงถูกแขกเอาน้ำชาร้อนๆ สาดเข้าตาจนตาบอดพ่ะย่ะค่ะ”


“อะไรนะ   เธอไม่ได้ตาบอดเองแต่โดนทำร้ายอย่างนั้นเหรอ!” มาร์คคำรามลั่น “ใครมันบังอาจทำแบบนั้น   ข้าจะฆ่ามันเสียเดียวนี้เลย”


“มาร์คใจเย็นๆ  หอนางโลมพวกนี้นี่ไม่ค่อยเปิดเผยชื่อแขกกันหรอกนะ” ราเรลว่า “ประวัติของเบซท์ที่ได้มานั่นก็....”


“ไม่  ไม่ต้องพูดแล้ว   สิ่งที่ข้ารู้ตอนนี้ก็ยากแก่การจะรับแล้ว” มาร์คว่า


“แต่มาร์ค   ข้าคิดว่าเรื่องนี้เจ้าน่าจะต้องรู้นะ” ราเรลบอก


“ไม่   บอกว่าไม่ก็ไม่สิ” มาร์คยังดื้อดึงพลางมองราเรล “ท่านลุงราเรล   ข้าคงจะต้องพึงพวกท่านแล้วล่ะนะ”


“จะให้ทำอะไรอีกล่ะ” ราเรลถามกลับทันที


“ทำลายซ่องนั่นให้ข้า   อย่าให้มันเปิดทำการได้อีก   ข้าไม่อยากได้ยินชื่อซ่องดอกไม้บานอีกต่อไป!”


แล้วมาร์คก็บดขยี้ผลวอลนัตในมือจนแหลกเละ   ก่อนปล่อยเศษซากทั้งหมดนั้นร่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่ใยดีอีกต่อไป

????????????????????

ค่ำคืนจันทร์เพ็ญมาถึงพร้อมกับความสนุกสนานบนท้องถนน   ซึ่งบรรดาร้านเหล้าทั้งหลายต่างก็เปิดรับลูกค้าที่หวังมาสำราญกับรสสุราเมรัยชั้นเลิศของร้าน   และมีหลายต่อหลายร้านที่มีหญิงสาวมาคอยบริการเป็นเพื่อคุยกับนักดื่มทั้งหลายภายในร้าน


นอกจากร้านเหล้าที่มีหญิงสาวมาบริการเป็นเพื่อนคุยแล้ว   ยังมีบรรดาหอนางโลมทั้งหลายที่เปิดให้ลูกค้าชายหนุ่มและแก่มีเงินหนาเข้ามาใช้บริการ   ซึ่งบรรดานางบำเรอสาวๆ ทั้งหลายจะคอยรับรองพวกเขาด้วยรอยยิ้มและเสียงหวานมีมารยาน่ารัก   เนรมิตความสุขในรสกามราคะแก่ผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนทั้งหลายด้วยความยินดี


และบนถนนเล็กๆ ซึ่งซ่อนตัวหลังอาคารหลังใหญ่นับสิบหลัง   ยังมีหอนางโลมเล็กๆ ที่มักรับรองบรรดาขุนนางและราชวงศ์จากราชสำนักอยู่เสมอ   ซึ่งวันนี้ก็ยังมีลูกค้าชั้นสูงเข้ามาใช้บริการจากหญิงสาว  ชายหนุ่ม   และแม้กระทั่งเด็กๆ อย่างมีความสุขและสนุกสนาน   โดยมี ‘อินวา’ แม่เล้าวัยชราเป็นผู้คุมงาน


“นี่พวกหล่อนดูแลแขกดีๆ หน่อยสิยะ”


หล่อนตวาดใส่เด็กสองสามคนที่กำลังดูแลขุนนางร่างอ้วนฉุอยู่   ซึ่งหล่อนรีบระริกเข้าไปพูดคุยด้วยอย่างมีมารยา


“เป็นยังไงบ้างคะ   ท่านลอร์ดเคมาส   เด็กพวกนี้เพิ่งมาใหม่ๆ เชียวนะคะ”


“ก็นะ...ถึงกลัวๆ อยู่บ้างแต่ก็น่ารักมากทีเดียว”


ลอร์ดผู้นั้นรั้งร่างเด็กคนหนึ่งมาจูบด้วยความพิศวาส   ทว่าเด็กคนนั้นกลับดิ้นรนให้หลุดจนสร้างความหงุดหงิดให้แก่เขา


“เอ๊ะ!  นังเด็กนี่แกกล้าหือกับข้างั้นเรอะ!”


มือของลอร์ดเคมาสเงื้อขึ้นเพื่อประทุษร้ายเด็กน้อยคนนั้น   แต่ก่อนที่จะได้สัมผัสเนื้อตัวของเธอได้สมใจก็มีใหญ่อีกข้างมายึดเอาไว้เสียก่อน


“ไม่สมเป็นผู้ใหญ่เลยนะ   แต่นี้ก็จะทำร้ายเด็กเสียแล้วรึ”


เคมาสเงยหน้ามองตามร่างเด็กน้อยที่ถูกอุ้มออกไป   เพื่อมองหน้าเจ้าของเสียงผู้เข้ายึดมือของเขาเอาไว้   แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นสามดยุคผู้มีอำนาจสูงสุดในมือขุนนางยืนอยู่   พร้อมกับบรรดาอัศวินผู้เป็นสหายสนิทของพระนางเจ้าเอเรียยืนอยู่นับสิบคน


“เคมาส   คอนนาส   เอ็กซัส   ซานมิน...”


ราเรลกวาดสายตามองไปโดยรอบพร้อมกับเอ่ยนามบรรดาขุนนางที่กำลังใช้บริการจากหอทางโลมนี้   เอลิคก็คอยทำหน้าที่จุดรายชื่อขุนนางที่ดังออกจากปากทั้งหมดลงบนกระดาษ   ซึ่งในขณะนั้นเองที่บรรดาผู้ติดตามทั้งหมดแตกแยกย้ายออกไป   เพื่อสำรวจทั้งหอและปลดปล่อยบรรดาหญิง  ชาย  และเด็กที่แม่เล้ากักขังเอาไว้ออกเป็นอิสระ   อินวามองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะหันไปโวยวายกับจอร์จที่กำลังอุ้มเด็กหญิงที่ช่วยให้รอดพ้นจากเคมาสเอาไว้


“นี่พวกเจ้ามายุ่งอะไรกับหอนางโลมของข้า   ห๊ะ!   คนที่มาใช้บริการหอข้าต่างก็เป็นคนมีอำนาจทั้งนั้น   ถ้าพวก...”


“เคมาส   บอกนางสิว่าพวกเราเป็นใคร”


จอร์จพูดด้วยเสียงเรียบๆ พลางส่งเด็กหญิงในอ้อมแขนให้โจนาธาน   แล้วก้มลงอุ้มเด็กชายอีกคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขาแทน


“พะ....พวกเขาคือ สามดยุคแห่งอาดิทอล  ท่านราเรล   ท่านเอลิค   และท่านจอร์จ” เคมาสบอกด้วยเสียงสั่นเทา “และอัศวินที่ติดตามมานั้นเป็นพระสหายสนิทขององค์ราชินีเอเรียด้วย”


“หะ....หา!”


อินวาร้องลั่นก่อนจะทรุดลงกับพื้นเพราะรู้แล้วว่าโชคชะตาอันรุ่งเรืองของนางดับวูบเสียแล้ว


“นี่...บอกข้าหน่อยสิ หอของเจ้าจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของราชสำนักหรือเปล่า” จอร์จก้มลงมาถามอินวาใกล้ๆ


“เอ่อ...เอ่อ...คือว่า...”


ทว่าก่อนที่นางจะได้ตอบนั้นก็มีเสียงของรอยดังแทรกขึ้นมาว่า


“เมื่อกี้ข้าให้ค้นห้องนอนตามปากคำของนางโลมคนหนึ่งแล้ว   แต่ไม่พบเอกสารจดทะเบียนหอนางโลมเลยขอรับ”


“อ้อ!   ก็น่าหรอกนะ   นำเด็กที่อายุไม่ถึงมาทำงานแบบนี้   มันไม่มีทางจะจดทะเบียนได้อยู่แล้ว” จอร์จว่า


เขาปล่อยเด็กในอ้อมแขนลงแล้วกระชากอินวาฟาดลงบนโซฟาแทนเคมาสที่ถลาหลบออกไป   ดยุคหนุ่มโน้มใบหน้ามองแม่เล้าชราด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม


“บอกข้าหน่อยสิ   เมื่อก่อนเจ้าเคยมีเด็กผู้หญิงอายุราวๆ เจ็ดแปดขวบตาบอดอยู่ที่นี่ด้วยหรือเปล่า”


“เอ๋...เด็กผู้หญิงตาบอดเหรอ   มีจ้า   มีจ้า   แต่มันหายตัวไปหายวันแล้วไม่เห็นตัวอีกเลยจ้า”


“เออ...สมควรแล้วที่จะไม่เจอน่ะ”


คราวนี้เป็นเอลิคที่โน้มใบหน้ามาเอาเรื่องอินวาบ้าง


“เพราะเด็กคนนั้นบัดนี้กลายเป็นเด็กอุปถัมภ์ของเจ้าชายมาริคไปแล้ว   และพระองค์ก็ทรงรับสั่งให้มาปิดซ่องของเจ้าเสียด้วย   แล้วบอกหน่อยสิ   ใครเป็นคนทำให้เด็กคนนั้นตาบอด”


“อ่ะ...ท่านก็น่าจะรู้ว่าหอนาง...”


อินวาพยายามเลี่ยงแต่ราเรลก็โน้มใบหน้าลงมาถามเสียงเย็นว่า


“ถ้าเจ้าไม่พูด   ข้าจะหักนิ้วงามๆ ของเจ้าออกเดี๋ยวนี้แหละ”


“ทะ....ท่านชายเฮเมียสค่ะ   ท่านชายเฮเมียส   ได้..ได้โปรดเถอะ   อย่าทำอะไรข้าเลย”


ในที่สุดอินวาก็ยอมตอบพร้อมโอดครวญขอชีวิต   ทว่าสามดยุคจะสดับฟังก็หาไม่   ทั้งสามละมาจากนางหันมองความวุ่นวายโดยรอบ   ปล่อยหน้าที่ในการเค้นปากคำต่างๆ จากอินวาให้แก่เดนนิสไป   และในตอนนั้นเองที่จอนลากชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาจากทางเดินทั้งสองแล้วชี้ให้สามดยุคเห็น


“ท่านดยุคของรับ   ข้าพบท่านชายเฮเมียสอยู่กับเด็กขอรับ”


ราเรลเงยหน้ามองชายหนุ่มคนนั้นก่อนจะแค่นเสียงออกมาด้วยสีหน้านิ่ง   ต่างจากชายหนุ่มคนนั้นที่หน้าซีดเผือด   เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นพระญาติขององค์กษัตริย์   แต่อำนาจกลับด้อยกว่าสามดยุคนี้พอสมควรทีเดียว


“โฮ่!   ท่านชายเฮเมียส   ถ้าพระปิตุลาทรงทราบขึ้นมาจะโดนโทษสถานใดก็มิรู้นะเนี่ย” เขาพูด “และท่านชาย  ก่อนหน้านี่ที่ท่านเคยทำเด็กผู้หญิงคนหนึ่งตาบอดเอาไว้   เธอกลายเป็นเด็กทรงโปรดของเจ้าชายไปแล้ว   ถ้าพระองค์ทรงทราบขึ้นมาโทษานุโทษที่จะได้รับนั้นคงจะรุนแรงมิใช่น้อยทีเดียว   ปล่อยเขาจอน”


จอนปล่อยมือจากชายหนุ่มคนนั้นอย่างเดียดฉันท์   ก่อนจะหันไปอุ้มเด็กที่กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน   แล้วหันไปตะโกนบอกกับสามดยุคว่า


“เด็กคนนี้บาดเจ็บ   ส่งเข้าไปรับรักษาในพระราชวังได้หรือไม่ขอรับ”


“อืม   เจ้าชายทรงอนุญาตมาแล้ว   ใครที่บาดเจ็บให้เข้าไปรักษาตัวในพระราชวังให้หมด   และดำเนินการปิดหอนี้เสียแล้วเอาตัวของแม่เล้าไปลงโทษตามกฎหมาย”


ราเรลประกาศก่อนจะเป็นจอร์จที่พูดต่อว่า


“และพวกขุนนางทั้งหลาย   แม้ว่าพวกท่านจะหนีไปกันได้   แต่พวกข้าก็รับรองเลยว่าเจ้าชายจะต้องไม่ปล่อยพวกท่านให้ลอยนวลไปง่ายๆ แน่   ดังนั้นทางที่ดีวันพรุ่งนี้ไปร่วมประชุมเช้าต่อหน้าพระพักตร์เจ้าชายเสียดีกว่านะ”


แล้วสามดยุคและอัศวินผู้ติดตามมาทั้งหมดก็กวาดต้อนบรรดาหญิงสาว   ชายหนุ่ม   และเด็กๆ ที่ถูกกังขังเอาไว้เพื่อค้าบริการรวมทั้งอินวาออกจากหอนางโลมดอกไม้บาน   ปล่อยทิ้งให้ท่านชายเฮเมียสและบรรดาขุนนางทั้งหลายที่มาใช้บริการตกอยู่ในความหวาดกลัว  


เพราะพวกเขารู้ดีว่าบุคคลที่มีพระบัญชาลงมาให้ทำลายหอนางโลมแห่งนี้มีอำนาจมากเพียงใด   และมีความโหดเหี้ยมมากเพียงไหน   เรียกได้ว่าพวกเขาทุกคนถึงกับตัวสั่นสะท้านทันทีเมื่อนึกถึงเจ้าชายรัชทายาทในยามโกรธกริ้ว   ถึงกับมีบุคคลหนึ่งในจำนวนขุนนางทั้งหมดถึงกับปรารภขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือว่า


“หะ....หากวันพรุ่งนี้ไม่ไป....ก็อาจจะตายก็ได้นะ...”

????????????????????

รุ่งอรุณมาถึงพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทลายหอนางโลมผิดกฎหมายของสามดยุคแห่งอาดิทอล   ซึ่งพวกขุนนางที่มารอประชุมเช้านั้นต่างก็สนทนากันอย่างออกรสชาติเลยทีเดียว   จะมีก็เพียงพวกขุนนางที่อยู่ร่วมในฐานะของแขกในคืนที่มีการทลายหอนางโหมดอกไม้บาน   คนเหล่านั่นต่างก็ยืนรอการประชุมด้วยสีหน้าซีดเซียวด้วยไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอโทษอันใดจากเจ้าชายผู้มีอำนาจเต็มในการปกครองในเวลานี้  


และแล้วเสียงเพลงประจำพระองค์ของรัชทายาทก็บรรเลงขึ้น   พร้อมกับของมาร์ค  และสามดยุคแห่งอาดิทอลก้าวเข้ามาในห้องประชุม   โดยจอร์จอุ้มเบซท์เอาไว้ในอ้อมแขนด้วย   และในพระหัตถ์ของเจ้าชายนั่นมีกระดาษจำนวนหนึ่งถือเอาไว้   ซึ่งเพียงแค่ได้เห็นปึกกระดาษนั้นบรรดาพวกของเคมาสต่างก็หน้าซีดเผือดด้วยความกลัวทันที


“เอาล่ะ   การประชุมวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรทั้งสิ้น”


มาร์คกล่าวพลางเท้าคางมองเหล่าขุนนางด้วยสายตาเหยาะหยัน   มือข้างหนึ่งของเขายกกระดาษในมือขึ้นเสมือนจะบอกอะไรบางอย่าง


“พวกท่านทั้งหลายคงจะรู้แล้วว่าเมื่อคืนนี้มีการทลายหอนางโลมผิดกฎหมายไปแห่งหนึ่ง   สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคำสั่งของข้าเอง   และที่นี่ในมือของข้านี้ก็คือ รายชื่อของขุนนางและราชวงศ์ที่เคยไปใช้บริการที่นี่   ทั้งหมดมาจากปากคำของหญิงและชายที่ทำหน้าที่บำเรอแขก”


เจ้าชายปล่อยปึกกระดาษออกจากมืออย่างไม่ใยดี   ทำให้ทั้งหมดนั้นร่วงลงเกลื่อนพื้นและลอยร่อนไปยังเท้าของขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคน   ซึ่งเพียงแค่พวกเขาเอามันขึ้นมาอ่านดูก็ถึงกับตะลึงกันไปตามๆ กัน


“ข้าจะไม่ลงโทษเอง   เพราะถ้าลงมือเองอาจจะตายก็ได้   แต่จะกราบทูลขอต่อพระบิดาและพระมารดาให้จัดการเรื่องนี้”


มาร์คพูดอย่างอดกลั้นแล้วเลื่อนสายพระเนตรไปมองเฮเมียสที่ยืนหลบมุมอยู่


“โดยเฉพาะเจ้าเฮเมียส   เจ้าจำเด็กคนนี้ได้มั้ย”


ขาดคำจองเจ้าชายรัชทายาท...จอร์จก็นำร่างเล็กของเบซท์มาส่งให้   ซึ่งทันทีที่ได้เห็นหน้าของเด็กหญิงตัวน้อย   เฮเมียสก็ถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้มไปเลยทีเดียว


“ขะ...ข้า...ไม่รู้จักเด็กคนนั้น   ข้าจำหล่อนไม่ได้” เฮเมียสปฏิเสธเสียงสั่น


“แต่ข้าจำเสียงที่พูดเมื่อกี้ได้ดี” เบซท์กล่าวขึ้นมาพลางยึดเสื้อของมาร์คเอาไว้แน่น “ขะ...เขาเป็นคนที่ทำให้ตาของข้าบอด   ข้าจำได้ดี”


เด็กหญิงซุกกายกับแผ่นอกอันแข็งแกร่งของมาร์ค   หลังจากที่นึกถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ถูกเฮเมียสพยายามขืนใจ   ซึ่งการดิ้นรนให้รอดพ้นจากการกระทำชำเราในคืนนั้น   ทำให้ท่านชายหนุ่มเอาน้ำชาร้อนๆ สาดใส่ดวงตาของเธอจนมันบอดสนิท   และสิ่งที่ตามมานั้นแทนที่จะเป็นการดูแลอย่างดี   เธอกลับได้รับการทุบตีและทรมานอันแสนสาหัสจากแม่เล้า   นานปีเข้าเธอก็ต้องหาทางหลบหนีออกมาจากหอนางโลมแห่งนั้น  จนกระทั่งมาพบกับมาร์ค


“อย่ามาโกหกนะ  ข้าจำเจ้าไม่ได้จะมาพูดได้ยังไงว่าข้าทำ”


“แต่แม่เล้าจำได้   นางเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดในตอนที่สอบปากอย่างละเอียดที่คุกใต้ดินเมื่อคืนนี้” มาร์คบอก


เขากอดกระชับร่างเล็กบนตักไว้ด้วยกิริยาอ่อนโยนจนพวกขุนนางก็ยังแปลกใจ


“เพราะเจ้าทำให้นางขาดทุนย่อยยับในคืนนั้น   นางเลยอาฆาตเด็กคนนี้เป็นพิเศษจึงทรมานเธอเรื่อยมา”


“อะ...อะไรนะ   อย่าไปเชื่อมัน   มันโกหกมาร์ค...มาร์คอย่านะ  ถ้าเจ้าทำอะไรข้าพระปิตุลาจะทรงกริ้วนะ”


ช่วงประโยคท้ายนั้นเฮเมียสพยายามพูดเพื่อรั้งการกระทำของมาร์คเอาไว้   หลังจากที่เจ้าชายหนุ่มวางร่างของเบซท์ลงบนบัลลังก์แทนเขา   แล้วเดินตรงมาหาเฮเมียสพร้อมกับชักดาบออกจากฝักด้วย   บรรดาขุนนางที่อยู่ในรัศมีต่างก็หลบเลี่ยงออกไปด้วยความไม่ยากยุ่งเกี่ยว   และไม่กล้าขัดขวางเจ้าชายรัชทายาทผู้กราดเกรี้ยว  


ซึ่งทันทีที่พวกขุนนางหลบไปจนพ้นทางและเหลือเพียงเฮเมียสเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้า   ดาบของมาร์คก็โบกสะบัดตรงไปที่คอของท่านชายหนุ่มอย่างมาดร้ายหมายให้ตายคาที   ทว่าก่อนที่ปลายดาบจะได้ฝังเข้าไปในร่างของเฮเมียสสมใจเสียงใสนี้ก็ยังขึ้นเสียก่อน


“เจ้าชาย....มาร์ค   ว้าย!!”


พลันนั้นมาร์คก็พลิกตัวกลับวิ่งตรงเข้าไปประคองร่างเล็กที่กลิ้งตกลงมาจากบัลลังก์เมื่อครู่ด้วยความห่วงใย   ดาบในมือของเขาตกลงกับพื้นโดยไม่ได้รับความใยดีใดๆ   ท่ามกลางความโล่งอกของเหล่าขุนนางที่ไม่ต้องเห็นเหตุการณ์นองเลือดกลางห้องประชุม


“เป็นยังไงบ้างเนี่ย   ทำไมถึงขยับตัวล่ะ   ดูสิแดงเลย”


มาร์คอุ้มตัวเด็กหญิงขึ้นปัดเนื้อปัดตัวด้วยความห่วงใย   แล้วต้องร้องลั่นด้วยความเมื่อเลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูกน้อยๆ ของเบซท์


“หวา!!   ผ้าๆ เอาผ้ามา”


“มานี่   ข้าเอง”


จอร์จจะแทรกเข้าไปเช็ดเลือดให้   แต่มาร์คกลับกระชากผ้าในมือออกไปแล้วซับเลือดกำเดาของเบซท์ด้วยตัวเอง   นั่นทำให้จอร์จหันกลับไปมองสหายของตัวเองแล้วถอนใจเบาๆ   เพราะมาร์คช่างมีนิสัยไม่แตกต่างจากองค์กษัตริย์ไมเคิลเลยแม้สักนิดเดียว


ในขณะที่มาร์คกำลังสนใจดูแลอาการบาดเจ็บของเด็กหญิงอยู่นั้น   เฮเมียสที่เพิ่งรอดพ้นจากความตายก็รีบหันหลังแล้ววิ่งออกไปจากห้องประชุม   เพื่อหนีให้พ้นจากเจ้าชายรัชทายาทที่พร้อมจะโหดเหี้ยมกับเขาได้อีกครั้ง   แต่ท่านชายหนุ่มกลับถูกโฟคาซัสราชองครักษ์ติดตามของเจ้าชายตะครุบเอาไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด


“ปล่อยข้านะ!”


“จะปล่อยได้ยังไงกันท่านชาย   รอรับโทษก่อนดีกว่าน่า”


โฟคาซัสด้วยเสียงเป็นต่อก่อนจะเงยหน้ามองร่างสง่าที่เดินใกล้เข้ามาพร้อมกับร่างเล็กของเด็กผู้หญิงตาบอดในอ้อมแขน


“เอาเขาไปขังเอาไว้ก่อน   พวกขุนนางที่มีชื่อทั้งหมดให้กักบริเวณเอาไว้ที่ปราสาทปีกใต้ทั้งหมด   รอจนกว่าท่านพ่อท่านแม่จะกลับมาตัดสินโทษ   และถ้าใครหนีหรือมีใครให้ความร่วมมือในการช่วยหนี   ฆ่ามันได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากข้า”


“พ่ะย่ะค่ะ   แล้วนั่นจะพาเบซท์ออกไปข้างนอกรึ” โฟคาซัสรับคำก่อนจะถามต่อ


“อืม   วันนี้คงไม่มีอารมณ์ทำอะไรแล้วล่ะ” มาร์คตอบพลางรับดาบจากราเรลมาเก็บลงฝัก “ท่านลุงราเรล   งานของวันนี้ให้คนเอาไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของข้าเลยนะ   เดี๋ยวคืนนี้ส่งเบซท์เข้านอนแล้วข้าจะกลับมาทำต่อเอง”


“ได้เลย   อย่ากลับเย็นล่ะ” ราเรลเตือนทิ้งท้าย


“ขอรับ  ไม่กลับเย็นหรอกแต่จะกลับค่ำเลยล่ะ”


แล้วร่างของมาร์คและเบซท์ก็ลับหายออกไปจากห้องประชุมนั้นโดยไม่หันหลังกลับมาอีก   สำหรับราเรลแล้วเขาไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนักที่เห็นเจ้าชายผูกพันกับเด็กน้อยคนนั้น   และก็ไม่สบายใจที่ได้เห็นมาร์คพาเธอออกไปภายนอก   มันมิใช่เพราะพระบิดาและพระมารดาของเขาอาจจะกีดกันไม่รับเป็นเด็กอุปถมภ์ของเจ้าชาย   หากแต่ปัญหาที่ทำให้กังวลใจนั้นมาจากตัวของเบซท์เองเสียมากกว่า


ในที่สุดความไม่สบายใจและกังวลใจทั้งหลายก็ทำให้ดยุคหนุ่มใหญ่ต้องถอนใจออกมา


“เฮ้อ...อย่าให้ความสุขนี้หายไปเร็วนักเลยนะ”


????????????????????

กาลเวลาผ่านผันไปกว่าเดือนหลังจากที่องค์กษัตริย์ไมเคิลและองค์ราชินีเอเรียเสด็จออกไปประพาสนอกพระราชวัง   โดยมอบหน้าที่ดูแลบ้านเมืองทั้งหมดให้มาร์คเป็นผู้จัดการเอง   เจ้าชายหนุ่มที่ในวันแรกนั้นอาละวาดจะเป็นจะตายกับความเอาแต่ใจของคนทั้งคู่   ก็เริ่มทำงานด้วยใจที่สุขุมเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น   ความเลื่อมใสและศรัทธาในตัวรัชทายาทของบรรดาขุนนางค่อยๆ บังเกิดอย่างช้าๆ ตามกาลเวลาที่ผันผ่านไป


แม้ว่าหลายคนจะพูดว่าที่มาร์คเปลี่ยนแปลงไปนั้นเป็นเพราะเข้าใจมากขึ้นถึงภาระงานที่ได้รับ   ทว่าแท้จริงแล้วคงจะไม่กี่คนที่พอจะรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้มาร์คใจเย็นลง   นั่นเป็นเพราะเด็กหญิงตัวน้อยที่เจ้าชายหนุ่มเก็บมาชุบเลี้ยงเอาไว้อย่างดี  


เด็กหญิงตาบอดเพียงผู้เดียวที่สามารถหยุดอารมณ์อันร้อนแรงไม่แตกต่างจากองค์กษัตริย์ของมาร์คได้   เด็กหญิงที่ทำให้หญิงสาวทั้งพระราชวังมองด้วยความอิจฉา   เพราะเธอสามารถครอบครองจิตใจของรัชทายาทได้เฉกเช่นเดียวกับองค์ราชินี   ซึ่งยึดครองหัวใจรักขององค์กษัตริย์เอาไว้ได้อย่างมั่นคงตลอดเวลาเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา   และแม้แต่พวกขุนนางที่ว่าเคยสยบมาร์คได้อยู่หมัดนั้นก็ยังถอนใจด้วยความนับถือในตัวเด็กน้อยคนนี้เช่นเดียวกัน


แต่ว่าท่ามกลางความอิจฉาและชื่นชมของคนทั้งพระราชวังนั้น   เบซท์กลับคงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วยความเจ็บปวดและทรมานที่เพิ่มทวีขึ้นในทุกวินาทีที่ผ่านไป


สิ่งที่เบซท์ปกปิดเอาไว้เป็นความลับไม่ยอมปริปากบอกใครเลยนั่นก็คือ เธอเป็นโรคหัวใจที่ไม่อาจรักษาได้ด้วยการแพทย์ในปัจจุบัน   โรคที่ทำให้เธอทุกข์ทรมานทุกครั้งที่หัวใจเต้นผิดจังหวะไป   ซึ่งเธอรู้ตัวดีว่าร่างกายนั้นคงทนสภาพทรมานเช่นนี้ได้อีกไม่นานแน่ๆ   และมันก็เริ่มทรุดลงทุกวันๆ นับแต่ที่โดนแม่เล้ากระทำทารุณในหอนางโลม  


แต่ถึงแม้ว่าจะต้องทนทรมานกับอาการเจ็บป่วย   กระนั้นเบซท์ก็ยังเลือกที่จะปิดปากเงียบต่อไปเรื่อยๆ   เพราะไม่ต้องการให้ชายที่เก็บเธอมาเลี้ยงดูนั้นต้องเป็นทุกข์และกังวลใจด้วยเรื่องของเธออีกต่อไป   เธอปรารถนาที่จะได้ยินเสียงหัวเราะของเขาจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิตอันน้อยนิดของเธอ


และเวลาอันนั้นน้อยนิดของเธอนั้นก็เหมือนกับกำลังจะจบลงในไม่ช้า   เมื่อเธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าร่างกายนั้นอ่อนเปลี้ยและเจ็บปวดในหน้าอกจนยากแก่การจะทานทน   นั่นทำให้เบซท์ต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่   แล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปพบกับเจ้าชายอย่างยากลำบาก   เพราะเธอไม่ปรารถนาจะรอคอยนางพี่เลี้ยงที่คอยทำหน้าที่ดูแลมารับ   ทว่าการจะเดินไปยังห้องของเจ้าชายหนุ่มทั้งๆ ที่ตามืดบอดนี้มันก็เป็นเรื่องยากไม่น้อยทีเดียว


ในที่สุดเบซท์ที่หลงเดินวนเวียนอยู่บนทางเดินก็ทรุดลงด้วยความเจ็บปวด   เด็กหญิงหอบหายใจด้วยความอ่อนล้าด้วยคิดว่าชีวิตของเธอคงจะจบลงเสียที่นี่แล้ว


“เบซท์...นั่นเบซท์ใช่มั้ย”


เสียงอันคุ้นเคยของราเรลที่ดังขึ้นจากเบื้องหลังนั่น   ทำให้เด็กหญิงหันกลับไปตามทิศทางนั้นในทันที


“ท่าน...ท่านราเรลหรือคะ”


“ใช่แล้ว   มาทำอะไรอยู่ตรงนี่เนี่ย   หน้าตาซีดเชียว”


ราเรลเข้ามาเช็คเหงื่อออกจากใบหน้าของเบซท์ด้วยความห่วงใยทันที


“มาร์คไปหาเจ้าที่ห้องแล้วไม่เจอเลยสั่งให้คนตามหาอยู่แนะ”


“หรือคะ   เอ่อ...ข้าเองก็กำลังจะไปหาเจ้าชายเหมือนกัน” เบซท์ตอบก่อนต้องกุมหน้าอกแน่น “โอ๊ย!”


“เบซท์   ไม่เป็นไรนะ” ราเรลรีบกระชับเบซท์เข้ามาทันที “เป็นยังไง  เจ็บหน้าอกเหรอ”


“นิดหน่อยค่ะ   ไม่ต้องห่วง” เบซท์บอกเสียงอ่อนแรง


ถึงเวลานี้ราเรลก็มองเด็กหญิงในอ้อมแขนอย่างพิจารณา   ซึ่งเบซท์กำลังกุมอกเสื้อแน่นบ่งบอกความเจ็บปวดภายในอกอันรุนแรง   อีกทั้งยังหายใจอ่อนล้าราวกับชีวิตกำลังจะหยุดลอยออกจากร่าง   ดยุคหนุ่มเคยเห็นท่าทางแบบนี้มาก่อน   มันเป็นท่าทางที่คล้ายกับเพนนี...น้องสาวบุญธรรมขององค์ราชินีที่ตายไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้านี้


“เบซท์   เจ้ามีอะไรปิดพวกเราอยู่หรือเปล่า”


ในที่สุดราเรลก็เอ่ยปากถามซึ่งทำให้เบซท์ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว


“ปละ...เปล่าค่ะ” เบซท์ปฏิเสธ


“ไม่ต้องโกหกข้า   ข้ารู้เรื่องของเจ้าแล้วทั้งหมด   เจ้าเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เกิดใช่มั้ย”


ได้ยินดังนั้นเบซท์ก็ถึงกับนิ่งไม่กล้าตอบอีกฝ่ายจนราเรลต้องคาดคั้น


“ตอบข้า  เบซท์”


“ค่ะ...” เบซท์ยอมรับแล้วยึดแขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้ “แต่ว่าท่านราเรลคะ   อย่าบอกเจ้าชายนะคะ   ข้าไม่อยากให้เขาต้องเป็นห่วงข้าอีก   เพียงแค่เขาเก็บข้ามาเลี้ยงดูก็เป็นบุญคุณที่ไม่อาจทดแทนแล้ว   ถ้าหากยังทำให้เขาเป็นห่วงอีก  ข้าจะต้องโดนเทพเจ้าแห่งความดำมืดลงโทษหนักแน่ๆ”


ราเรลฟังคำตอบของเด็กหญิงเงียบๆ แล้วคิดว่าควรทำอย่างไรดีหลังจากนี้   เพราะมาร์คไม่ยอมรับฟังอดีตของเบซท์เลยแม้แต่น้อย   ไม่ว่าเขาจะหาทางเล่าเรื่องราวรวมทั้งอาการเจ็บป่วยของเธอมาร์คให้รับรู้   เพื่อให้มาร์คมีเวลาเตรียมใจรับความตายของเด็กหญิงอุปถัมภ์คนแรก   ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงคลั่งมากหากว่าเบซท์ตายไปโดยที่เจ้าชายไม่รู้สิ่งใดเลย


แต่ก่อนที่ราเรลจะได้กล่าวสิ่งใดกับเบซท์ต่อไปนั้น   ก็มีเสียงของมาร์คดังแทรกขึ้นมาว่า


“มาอยู่ที่นี่เอง   ท่านลุงราเรลทำไมเจอแล้วไม่พาตัวมาหาข้าล่ะ”


เจ้าชายหนุ่มตรงเข้ามาอุ้มร่างเล็กของเบซท์   ที่บัดนี้เก็บอาการเจ็บปวดลงในหน้ากากแห่งความประหลาดใจขึ้นจากอ้อมแขนของผู้เป็นลุง   ราเรลนิ่งอยู่ที่เดิมสักครู่ก่อนะผินใบหน้าไปมองรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเบซท์ที่กำลังถูกมาร์คหยอกเย้าด้วยความสุข   ซึ่งเบื้องหลังของเจ้าชายนั้นจอร์จยืนมองอยู่เงียบๆ ด้วยความสุขเช่นเดียวกัน


“วันนี้จะพาเบซท์ออกไปที่ไหนอย่างนั้นเหรอ” ราเรลถามหลานชาย


“อืม   วันนี้จะออกไปหมู่บ้านทางตะวันตกน่ะ   ไปดูพวกเครื่องทองกับอัญมณีหน่อย” มาร์คพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง


“ไม่ต้องไป” ราเรลสั่งทำเอามาร์คชักหน้าหงุดหงิดทันที


“ทำไมข้าต้องทำตามที่ท่านพูดด้วยล่ะ   ข้าเป็น...”


เสียงของมาร์คเลือนหายไปเมื่อเห็นแววตาอันเฉียบขาดจับมาจากราเรล   แม้แต่จอร์จที่อยู่เบื้องหลังเจ้าชายนั้นก็ยังหน้าซีดด้วยไม่ค่อยเห็นแววตาเช่นนี้บ่อยนัก   และเมื่อใดก็ตามที่มันสำแดงออกมากระทั่งกษัตริย์ไมเคิลและราชินีเอเรียก็ยังโอนอ่อนผ่อนตามวาจาของราเรลเสมอ


“พาเบซท์ไปเล่นที่สวนลับขององค์ราชินีเถอะ   ห้ามพาเบซท์ออกไปข้างนอกอย่างเด็ดขาด   ถักมงกุฎดอกไม้ให้เธอด้วย”


ขาดเสียงสั่งของราเรล   มาร์คก็จ้องดยุคหนุ่มด้วยสายตากราดเกรี้ยว   ทว่าเขาก็ยอมทำตามวาจาของราเรลอย่างไม่มีขัดขืน   โดยสะบัดตัวหันหลังกลับเดินตรงไปยังสวนลับขององค์ราชินีซึ่งมีเพียงองค์กษัตริย์   องค์ราชินี   โอรสและธิดา  กับสามดยุคแห่งอาดิทอลเท่านั้นที่จะย่างเท้าเข้าไปได้


ราเรลมองตามหลังของหลานชายผู้เอาแต่ใจจนกระทั่งหายลับไปพร้อมกับเบซท์ในอ้อมแขน   และเป็นตอนนี้เองที่จอร์จย่างเท้าเข้ามาใกล้เพื่อนสนิทอย่างไม่แน่ใจนัก


“ราเรล   ทำไมถึง...”


“จอร์จ   ไมเคิลกับเอเรียจะกลับมาเมื่อไหร่” ราเรลถามก่อนที่อีกฝ่ายจะถามจบ


“เอ่อ  จดหมายฉบับล่าสุดบอกว่าจะมาถึงวันนี้   แต่ไม่รู้ว่าตอนไหนเหมือนกัน” จอร์จตอบ


แล้วราเรลก็หันมองเพื่อนสนิทด้วยสายไร้ความรู้สึก   แต่วาจาที่กล่าวออกไปนั่นช่างน่าขนลุก


“ถ้ากลับมาถึงแล้วเชิญทั้งสองคนไปที่สวนลับ   และ...เตรียมรับกับความบ้าคลั่งของมาร์คด้วย”


????????????????????

ที่สวนลับขององค์ราชินีเอเรียซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดหลบมุมจากสุดสายตาของคนทั้งหลาย   สวนดอกไม้เล็กๆ ที่มีขอนไม้ตายซากต้นหนึ่งถูกวางเอาไว้ใจกลาง   ท่ามกลางดอกไม้นานๆ พันธุ์ที่ผลิบานเต็มทุกตารางนิ้วของสวนนี้   สวนที่องค์ราชินีทรงโปรดปรานมากที่สุดในพระราชวัง


ที่นี่มาร์ควางร่างเล็กของเบซท์ลงใกล้ๆ กับขอนไม้กลางสวน   ก่อนจะเริ่มบ่นด้วยความขุ่นเคืองหลังจากที่ต้องประสพกับสายตาเยือกเย็นของราเรล


“ฮึ่ม!   ทำไมข้าต้องทำตามที่ท่านลุงราเรลบอกด้วยนะ   แล้วทำไมเขาต้องโกรธจัดขนาดนั้นด้วย   ข้าทำอะไรผิดตรงไหนหรือยังไงกัน...”


ทว่าขณะที่กำลังบ่นด้วยความไม่พอใจอยู่นั้น   อุ้งมือเล็กๆ ก็ไขว่คว้ามาที่ชายเสื้อคลุมของเขา   และเมื่อก้มลงมองก็ได้พบกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเบซท์ที่นั่งอยู่กับพื้น


“ไม่ต้องโกรธไปหรอกเพคะ   ประทับนั่งลงก่อนแล้วค่อยเล่นกันดีกว่า” เธอว่า “วันนี้หม่อมเองก็ไม่ค่อยอยากออกไปข้างนอกเท่าไหร่ด้วย   อยากเล่นกับท่านมากกว่าน่ะเพคะ”


ได้ยินแบบนั้นมาร์คก็ตีหน้ามุ่ยมองเบซท์สักครู่   ก่อนจะทรุดลงกับนั่งข้างๆ โดยรั้งเด็กหญิงเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน   ให้เธอใช้แผ่นกายหนาของเขาเป็นเครื่องประคองหลังชั้นดีด้วยความเต็มใจ


“เหรอ   เจ้าต้องการแบบนั้นเหรอ   ข้าไม่รู้เลย” เขาว่า “ดูเหมือนว่าเขาจะทำอะไรเอาแต่ใจตลอดเลยสินะ   ลากเจ้าไปนั่นไปนี่โดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าจะต้องการมั้ย”


“ไม่เป็นไรหรอกเพคะ   หม่อมฉันสนุกเสียอีกที่พระองค์คอยพาออกไปเที่ยว   แม้ตาจะมองไม่เห็นแต่ว่าก็ดีใจมากที่ได้รู้จักสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”


เบซท์พูดพร้อมกับกวาดมือไปรอบๆ สัมผัสดอกไม้นานาชนิด   ก่อนจะเด็ดดอกหนึ่งออกมาสัมผัสแล้วถามมาร์คว่า


“นี่ดอกอะไรหรือเพคะ   รูปร่างของมันน่ารักดีจัง   มีสีอะไรหรือเพคะ”


“มันเรียกว่าดอกลิลลี่น่ะ   มีสีขาวบริสุทธิ์และสูงส่งเหนือดอกไม้ใดๆ ที่อยู่สวนแห่งนี้   ถือเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ของท่านแม่”


มาร์คตอบพลางเด็ดดอกลิลลี่สีขาวอีกหลายดอกมาเรียบร้อยเข้าด้วยกันจนเป็นมงกุฎดอกไม้พวงเล็กๆ แล้ววางลงบนศีรษะของเบซท์


“อ๊า....อะไรน่ะ”


เบซท์ร้องด้วยความประหลาดใจพลางลูบมือสำรวจมงกุฎนั้น   มาร์คหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดูแล้วจับสองมือของเธอเอาไว้เสียก่อนจะทำให้มงกุฎนั้นเสียรูป


“มันเรียกว่า ‘มงกุฎดอกไม้’ ท่านพ่อท่านแม่สอนให้พวกลูกๆ ทุกคนนั่นแหละ” เขาบอก “เมื่อก่อนข้าเคยทำถวายท่านแม่บ้าง   แต่ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงคนแรกที่ข้าทำให้นะ”


“แล้วองค์ราชินีไม่นับเป็นผู้หญิงหรือเพคะ” เบซท์ถามด้วยความซื่อ


“ฮ่าๆ   นับสิ   แต่ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงอื่นคนแรกที่ข้าทำให้ไงสาวน้อย” มาร์คหัวเราะลั่นให้กับความซื่อของเด็กหญิง


ถึงเวลานี้เบซท์ก็จับมงกุฎดอกไม้แล้วฟังเสียงหัวเราะของเจ้าชายด้วยความสุข   ก่อนจะเริ่มรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิมอีกครั้ง   ซึ่งนั่นทำให้เบซท์ต้องพยายามสะกดกลั้นทั้งหมดเอาไว้ไม่ให้แสดงออกมามากขึ้น


ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั้นก็คือความรู้สึกอยากรู้ว่าเจ้าชายจะรู้สึกอย่างไร   ถ้าหากว่าเธอตายจากไปโดยไม่พูดสิ่งใดเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอ   เขาจะคิดถึงเธอหรือว่าจะโกรธจะเกลียดและลืมเธอไปในที่สุด   หรือว่าจะเอาร่างของเธอไปทิ้งเอาไว้โดยไม่ใยดีกันหนอ  


ความสงสัยที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เบซท์ต้องเอ่ยปากถามอย่างอดไม่ได้


“เอ่อ...เจ้าชาย   ถ้าหากว่าหม่อมฉันหายไปแล้ว   พระองค์จะยังคิดถึงหม่อมฉันอีกมั้ยเพคะ”


“หืม   ถามอะไรแปลกๆ นะ   เจ้ายังต้องอยู่กับข้าอีกนานนักนะ” มาร์คว่า


เขากำลังถักก้านของดอกเดซี่เป็นห่วงแล้วสวมใส่ให้เบซท์ที่นิ้วนางเล็กๆ ข้างซ้ายของเธอ   จากนั่นก็ก้มลงจุมพิตทำให้ความร้อนแปลกๆ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งใบหน้าผ่องของเบซท์


“และเจ้าจะต้องอยู่กับข้าชั่วชีวิตด้วย   หรือว่าเจ้าไม่มีความสุขที่ได้อยู่กับข้า”


มาร์คถามประโยคสุดท้ายด้วยเสียงไม่เข้าใจ   ทำให้เบซท์ต้องรีบปฏิเสธแล้วโน้มกายขึ้นไปกอดเจ้าชาย


“ไม่เลยๆ   ข้าไม่เคยเบื่อหรือไม่มีความสุขที่ได้อยู่กับท่านนะ   ข้ามีความสุขมากๆ เลยที่ได้อยู่กับท่านน่ะ   และข้าก็รักท่านด้วย   ท่านล่ะรักข้ามั้ย”


คำถามสุดท้ายนั่นทำให้เอามาร์คหน้าแดงไปเลยทีเดียวเดียว   เจ้าชายหนุ่มรีบนับนิ้วเพื่อเป็นการแก้เขิน   ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็โอบรัดร่างเล็กเอาไว้แล้วถอนใจด้วยความจนปัญญาจะหลีกเลี่ยง   สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอาย


“รักสิ   ไม่รักได้ยังไง   เจ้าน่ารักออกขนาดนี้นี่นา”


“ฮิๆ  ดีใจจัง   คิดว่าจะรักอยู่ฝ่ายเดียวเสียแล้ว”


“ไม่ต้องหัวเราะเลยแม่ตัวดี   มาให้จักจี้ซะดีๆ นะ”


และแล้วสวนเล็กๆ ทั้งสวนนั้นดังแว่วหวานไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งความสุขของเจ้าชายกับเด็กหญิงในอุปถัมภ์   ซึ่งไม่ว่าใครที่ผ่านมาได้ยินเสียงนั้นต่างก็แย้มยิ้มด้วยความสุข   แล้วห้วนรำลึกกลับไปถึงวันที่องค์กษัตริย์และองค์ราชินียังทรงพระเยาว์   ซึ่งในสมัยนั้นเสียงหัวเราะด้วยความสุขเช่นนี้ก็เคยดังอยู่เช่นกัน


ทว่ากลับไม่มีใครรู้ตัวเลยสักนิดว่าหัวเราะที่ได้ยินครั้งนี้นั้น   จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่มันจะดังขึ้นในสถานที่แห่งนี้...

????????????????????

เป็นเวลานานเท่าใดไม่อาจรู้ได้ที่มาร์คและเบซท์เล่นอยู่ในสวนลับขององค์ราชินีเอเรีย   แต่ว่าบัดนี้ท้องฟ้าที่เคยสว่างจ้าด้วยแสงอาทิตย์นั้นก็ดำมืดลงพร้อมกับแสงดาวที่เข้ามาแทนที่   มาร์คที่กำลังนอนกลิ้งบนอยู่พื้นดาษดาด้วยดอกไม้กลางคืนที่เริ่มบานสะพรั่งของสวนก็ลืมตาตื่นขึ้น   เขาปรับสายตามองท้องฟ้าที่มืดสนิทนั้นด้วยความงงงัน   ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ก็มีใบหน้าของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอมดำคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า


“ตื่นแล้วหรือมาร์ค”


“ท่านพ่อ!!”


มาร์คร้องพลางดีดตัวขึ้นนั่งด้วยความตกใจ   เจ้าชายหนุ่มกวาดสายตามองไปโดยรอบซึ่งมีร่างของสามดยุคยืนอยู่ด้านหนึ่ง   และที่ขอนไม้ตายซากนั่นก็มีร่างของมารดาผู้คงความงามนิรันดร์นั่งอยู่   ข้างกายยืนหยัดด้วยสวามีซึ่งคงความหนุ่มแน่นไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก   โดยในอ้อมแขนขององค์ราชินีเอเรียนั้นมีร่างเล็กของเบซท์ที่ยังหลับสนิทอุ้มเอาไว้ด้วย   นั่นทำให้มาร์คยิ้มด้วยความยินดีขึ้นในทันที


“ท่านพ่อท่านแม่กลับมาก็ดีแล้ว   ลูกอยากให้แต่งตั้งเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กในอุปถัมภ์พ่ะย่ะค่ะ”


“หมายถึงเด็กคนนี้น่ะหรือมาร์ค” เอเรียถามขึ้นพลางมองเบซท์ในอ้อมแขน


“พ่ะย่ะค่ะ   ได้หรือไม่” มาร์คหยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง


ทว่าสีพระพักตร์ของของพระนางเอเรียกลับไม่สู้ดีนัก


“มาร์ค   ตั้งสติดีๆ นะลูก” เธอพูด “เด็กคนนี้...เสียแล้วล่ะ”


พระวาจาที่ตรัสจากโอษฐ์อิ่มขององค์ราชินีนั้นประหนึ่งสาดฟ้าฟาดลงกลางอกของมาร์ค   เจ้าชายหนุ่มรีบคลานสี่เท้าเข้าไปดูอาการของเบซท์ที่อยู่ในอ้อมแขนของพระมารดาทันที


และเมื่อได้สัมผัสร่างของเบซท์นั้นเขาก็ถึงกับตะลึง   เมื่อพบว่ามันเย็นเฉียบไร้แววแห่งชีวิตอีกต่อไป   และเมื่อเจ้าชายเลื่อนมืออันสั่นเทาไปแตะชีพจรที่คอของเด็กหญิง   ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง   เพราะชีพจรนั้นนิ่งสนิทไม่มีการเต้นเป็นจังหวะเหมือนกับที่ผ่านมา


“ทำไม...ทำไมล่ะ” เจ้าชายหนุ่มเอ่ยหยาดพระเนตรคลอปริ่ม “ทำไมถึงตายได้ล่ะ   เบซท์”


มาร์คสะอื้นไห้ออกมาอย่างสุดกลั้นสองหัตถ์นั้นกุมมือเล็กๆ ที่เย็นเฉียบของเบซท์เอาไว้   ไมเคิลและเอเรียได้แต่มองบุตรชายด้วยสายตายากจะช่วยเหลือ   เพราะถึงแม้ว่าจะมีพลังมหาศาลแต่ก็ไม่อาจจะฟื้นชีวิตให้ใครได้ตามใจชอบ  


ในขณะนั้นเองที่ราเรลก้าวมายืนเบื้องหลังของมาร์คแล้วบอกกับเจ้าชายเบาๆ ว่า


“เบซท์...เป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด   มาร์ค   เป็นโรคเดียวกับอดีตราชินีคริสติน  พระมารดาของไมเคิล   และเพนนี  น้องสาวบุญธรรมของเอเรีย”


“แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกข้าล่ะ   ทำไม!!”


มาร์คหันกลับมาเอาเรื่องราเรลด้วยความเคืองโกรธ   เจ้าชายหนุ่มคว้าคอเสื้อของราเรลเอาไว้แล้วเขย่าไปมาด้วยความกราดเกรี้ยว   เมื่อนึกถึงว่าเมื่อครู่นี้เบซท์เล่นและหัวเราะอย่างมีความสุขกับเขามาเพียงไหน   แต่เขากลับไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของจากเธอเลยแม้แต่น้อย


เป็นเวลานานเลยทีเดียวที่ราเรลยอมให้มาร์คเขย่าร่างของเขาแบบนั้น   ทว่าสำหรับดยุคหนุ่มนั้นความเจ็บปวดที่ที่เกิดขึ้นรอบคอกลับไม่อาจเทียบกับความปวดร้าวของมาร์คได้เลย   สองกษัตริย์และสามดยุคมองเจ้าชายหนุ่มที่กำลังร่ำไห้ด้วยความร้าวรานอย่างหมดทางช่วย   แม้แต่แอนจี้และเฟสเดอร์ริคที่เพิ่งเสร็จศึกกลับมาจากมามอลแล้วมาสมทบนั้น   ก็ยังมองน้องชายด้วยความสงสารยิ่งสิ่งใด


ในที่สุดมาร์คก็หมดแรงทรุดลงกับพื้นที่ดาษดาด้วยดอกไม้นานาชนิด   ซึ่งเจ้าชายหนุ่มทอดสายตามองดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์อันเป็นสัญลักษณ์พระมารดานิ่ง


“ท่านแม่...คืนชีวิตให้กับเบซท์ให้ลูกได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


“แม่ทำไม่ได้   มาร์ค” เอเรียตอบทันที


“ทำไมเล่าท่านแม่!!   เมื่อครั้งพระพี่นางยังทำได้เลยนี่นา”


มาร์คหันมาตวาดแล้วตวัดสายตาไปมองแอนจี้   แววตานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความอิจฉาและริษยาเป็นยิ่งนัก   จากนั่นเขาก็คลานเข้าไปกอดแทบเท้ามารดาอย่างวอนเว้า


“ท่านแม่   ลูก...ลูกรักเด็กคนนี้พ่ะย่ะค่ะ   เวลาที่อยู่บนโลกของเด็กคนนี้น้อยเกินไป   ลูก...ลูก...”


“มาร์ค   ลูกรู้หรือไม่ว่าการฟื้นคืนชีวิตคนที่ตายไปแล้วมันมีเงื่อนไขอะไรบ้าง” ไมเคิลที่ยืนนิ่งอยู่นานเอ่ยขึ้น


องค์กษัตริย์ก้มลงอุ้มร่างเบซท์ขึ้นมาจากอ้อมแขนภรรยา   ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองใบหน้าที่ส่ายปฏิเสธอย่างช้าๆ ของบุตรชาย


“การจะคืนชีวิตให้คนตายมีเงื่อนไขอยู่สองข้อ   ข้อแรกคือ การแบ่งชีวิตนั้น  ผู้แบ่งและผู้รับแบ่งจะต้องมีสายป่านสีแดงแห่งโชคชะตาผูกพันกันไว้เท่านั้น   ข้อสอง คนผู้นั้นจะต้องไม่ถึงที่ตายอย่างแท้จริง   และร่างกายที่เหมาะสมจะคืนชีวิตได้จะต้องอบอุ่นอยู่เท่านั้น  ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางเรียกวิญญาณเขากลับมาได้อย่างแน่นอน”


เอเรียอธิบายทั้งหมดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เศร้าสร้อย   แล้วจึงเอื้อมมือไปลูบผมของเบซท์ผู้จากไป


“ในตอนที่แม่และพ่อมาถึงนั้น   เบซท์ได้จากเจ้าไปเสียแล้ว   ร่างกายของเธอเย็นเฉียบไม่อาจจะเรียกชีวิตกลับมาได้อีก”


“แล้วสายป่านเล่า   ลูกกับเธอต้องมีสายป่านผูกกันแน่ๆ” มาร์คยังดึงดัน


“มันขาดแล้วมาร์ค   ลูกและเบซท์ผูกพันกันเพียงเท่านี้” ไมเคิลบอก


“ไม่   ไม่มีทาง   ทำไมเล่า   ทำไมคนที่ลูกรักจะต้องตายด้วย!!” มาร์คคำรามลั่น


เจ้าชายหนุ่มงอตัวขดกับพื้นร้องไห้ด้วยความทรมานและปวดร้าว   จนแม้แต่แอนจี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องซุกกายกับไหล่ของสามีด้วยความทุกข์   เพราะท่าทางของมาร์คในเวลานี้ไม่เหมือนกับมาร์คยามปกติที่เอาแต่แซวเธอเล่นด้วยความสนุกเลยแม้สักนิด


ถึงเวลานี้ไมเคิลและเอเรียก็หันมองหน้าของกันและกัน   เพื่อช่วยกันคิดหาหนทางว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะระงับความเศร้าของบุตรชายได้   เพราะหากปล่อยให้มาร์คแสดงอารมณ์ที่รุนแรงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ   คงไม่พ้นต้องบ้าคลั่งคุมสติไม่ได้อีกต่อไปเป็นแน่   ในที่สุดเอเรียก็ต้องถอนใจแล้วทรุดลงดึงลูกชายขึ้นนั่งตัวตรงแล้วจับให้มองตา


“มาร์ค   อยากพบกับเบซท์มั้ย”


“อยากแน่นอน   ลูกอยากพบ   ท่านแม่ทำให้ลูกพบเธอได้หรือไม่”


ขาดคำของบุตรชาย...องค์ราชินีสาวก็ลุกขึ้นไปยืนคู่กับสามีอีกครั้ง   คราวนี้ทั้งสองยื่นมือมาสอดประสานเข้าด้วยกัน   ก่อนแสงสว่างสีโกเมนและเทาจะสว่างขึ้นทำให้คนทั้งหมดในบริเวณนั้นต้องหลับตาลงชั่วครู่   แม้แต่มาร์คเองก็ยังต้องเบือนหน้าหนีจากแสงสว่างนั่นเช่นกัน   ทว่าเพียงชั่วครู่เขาก็ต้องหันกลับไปเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสบางเบาจากมือเล็กๆ คู่หนึ่ง


“เบซท์!!!”


มาร์คร้องลั่นหลังจากได้เห็นหน้าผู้สัมผัสแก้ม   ซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เขาเก็บมาอุปถัมภ์   ทว่าร่างของเธอนั้นกลับโปร่งใสจนสามารถมองผ่านไปเห็นร่างของบิดาและมารดาที่ยังประสานมือกันแน่น  


เด็กหญิงกำลังยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนโยน   ดวงตานั้นกรอกไปมามองทั่วทั้งใบหน้าของมาร์คด้วยความยินดีอย่างที่สุด   ก่อนมือนั้นจะลูบมาเช็คน้ำตาออกจากดวงหน้าเจ้าชาย   ทว่าที่ทำได้นั่นกลับเป็นการลูบผ่านโดยไม่มีน้ำตาติดมาเลยแม้แต่น้อย   แม้ว่าจะผิดหวังแต่เบซท์ก็ยังแย้มยิ้ม


“เบซท์จริงๆ ใช่มั้ย   ท่านพ่อท่านแม่ไม่โกหกข้านะ   เจ้ามองเห็นข้าด้วยเหรอ” มาร์คถาม


เขาเองก็พยายามจับร่างของเบซท์เหมือนกัน   ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะต้องลูบผ่านร่างของเธอได้ราวกับร่างนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ


“เพคะ   หม่อมฉันเอง   หม่อมฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่องอาการป่วยเพคะ” เบซท์กล่าว


“ใช่   เจ้าทำผิดมากเลยนะ   ข้าจะลงโทษเจ้าด้วยการให้เจ้ามาอยู่กับข้าชั่วชีวิต” มาร์คพูดพร้อมหยาดน้ำตาพร่างพรูไม่ขาดสาย


“เพคะ   หม่อมฉันอยากอยู่ด้วย   แต่ว่าทำไม่ได้เพคะ” เบซท์ตอบเสียงเศร้าพลางกอดมาร์ค “เขากล่าวกันว่าวิญญาณสามารถทำสิ่งที่ตอนเป็นมนุษย์ทำไม่ได้   ซึ่งมันก็เป็นจริงเสียด้วย   หม่อมฉันได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ได้จนได้”


“เบซท์....อยู่กับข้านะ   อยู่กับข้า” มาร์คขอร้อง


“เจ้าชาย   หม่อมฉันเองก็คิดว่าอยากอยู่กับพระองค์ตลอดไปเหมือนกันเพคะ” เบซท์บอก


เธอปล่อยเจ้าชายออกจากอ้อมแขนแล้วถอยออกไปสองสามก้าว   ทำให้มาร์คมองตามด้วยความตื่นตะลึง   ก่อนจะคลานเข้าไปหาด้วยไม่ปรารถนาจะแยกห่างจากเด็กหญิงที่รัก


“ในตอนที่หลับไปก็บอกกับหัวใจของตัวเองว่าช่วยเต้นต่อไปเรื่อยๆ   เพื่อกลับมาหาและอยู่กับพระองค์ต่อไป   แต่ว่ามันกลับไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปเสียแล้ว”


มาร์คถึงกับอึ้งเมื่อได้เห็นหยาดน้ำตาที่หลั่งรินเปื้อนใบหน้าที่แย้มยิ้มอย่างตัดพ้อโชคชะตา   เสียงสะอื้นของแอนจี้ดังขึ้นเบาๆ ในตอนที่เบซท์ประสานสองมือกับอกของตัวเอง


“แต่ถึงแม้ว่ากายเนื้อของหม่อมฉันจะไม่มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว   แต่พระองค์ก็จะอยู่ในใจของหม่อมฉันไปตลอดกาล   ต่อให้กาลเวลาผ่านไปนานมากเพียงไหน   ตราบใดที่ข้ายังไม่เกิดใหม่ก็จะมีท่านอยู่ในใจและความทรงจำนี้ตลอดไป”


“แล้วข้าล่ะ   เบซท์” มาร์คถาม


“เจ้าชาย   คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันเสมอไป   ขอเพียงอยู่ในความทรงจำของกันและกันเท่านั้นก็พอแล้วเพคะ”


แล้วเบซท์ก็หันหลังกลับเดินตรงไปยังองค์กษัตริย์และองค์ราชินีที่ยังประสานมือกันนิ่ง   ก่อนเธอจะคุกเข่าลงด้วยความเคารพอย่างสูงแล้วร่างเล็กนั่นก็เลื่อนหายไปจากอากาศธาตุพร้อมกับแสงสว่างที่ดับวูบลง  


มาร์คได้แต่มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึงและเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียเด็กหญิงอันเป็นที่รัก   เขาโน้มกายขึ้นไปรับร่างเล็กอันเย็นเฉียบของเบซท์ลงมากอดเอาไว้แน่น   แล้วซุกแก้มกับไหล่บางของพระพี่นางแอนจี้ที่เข้ามากอดปลอบขวัญด้วยความเศร้าโศกไม่แพ้กัน


แม้ว่าความรักครั้งแรกของมาร์คในครั้งนี้จะไม่สำเร็จผลและยังจบลงด้วยความเศร้า   ทว่าในความทรงจำของเขาตราบนิจนิรันดร์หลังจากนี้จะจดจำเด็กหญิงทาสตาบอดตัวน้อย   ที่เขารักเข้ามาเป็นเด็กอุปถัมภ์และทุ่มเทความรักให้การดูแลเป็นเวลานานกว่าเดือนคนนี้เอาไว้   ตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจตราบจนว่าลมหายใจจนหมดลง   ดุจเดียวกับเสียงใสที่แว่วหวานสอดคล้องกับจังหวะสายสมที่พัดพลิ้วเป็นความว่า


...แม้ว่ากายและจิตวิญญาณจะต้องจากกันนิจนิรันดร์   แต่ถ้าความทรงจำยังตราตรึงกันและกันเอาไว้   เราก็เคียงข้างกันไปตลอดกาล...

????????????????????



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Aria of Gareth รวมเซ็ตภาคพิเศษ ตอนที่ 102 : [ภาคพิเศษ] รักแรกของมาร์ค , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 968 , โพส : 6 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 6 : ความคิดเห็นที่ 1419

สงสารมาร์ค T^T


PS.  แม้ว่าเวลาที่แสนยาวนานจะผ่านไปอย่างช้าๆ แต่รักที่ฉันให้สัญญากับเธอในวันนั้น จะคงอยู่ตลอดไป
Name : || KYO || < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ || KYO || [ IP : 180.180.4.240 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 มีนาคม 2553 / 13:37
# 5 : ความคิดเห็นที่ 1378

โฮๆๆๆๆๆๆๆๆ ฟื้ดดดดT^T

เศร้าจังเลยตอนนี้

จะมีต่อไหมคะ?

หรือว่าจะแต่งแบบ เบซท์ กลับมาเกิดไหมต่อหรือเปล่าล่ะเนี่ย?

แต่ไงๆก็หนุกมากค่ะ


PS.  พระเจ้า...โปรดเห็นใจผม...โปรดอวยพร...ให้น้องสาว...กลับมาร่าเริงได้อีกครา...
Name : HaPpY AlwaYs < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ HaPpY AlwaYs [ IP : 124.122.80.240 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤษภาคม 2552 / 20:56
# 4 : ความคิดเห็นที่ 1377

แง้!!!~ น้ำตาเล็ดแร้วค่า~

เศร้ามากกกกกกก~

I am so Sad ! ! ! ~


PS.  Do U know . . . my Secretly
Name : OoFreyaoO < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ OoFreyaoO [ IP : 61.90.77.50 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤษภาคม 2552 / 19:41
# 3 : ความคิดเห็นที่ 1376
แง้!!!~ น้ำตาเล็ดแร้วอ่า

เศร้ามากกกกกกกกก~

I am So Sad . . .
PS.  Do U know . . . my Secretly
Name : OoFreyaoO < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ OoFreyaoO [ IP : 61.90.77.50 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤษภาคม 2552 / 19:40
# 2 : ความคิดเห็นที่ 1374

So saddddd TT^TT
สงสารอ่า แง~~


PS.  ~<:[Conan Versus Kaoz Gemini Jinni Ka-o Rio Victor Krey Kalo Ganon Garin Takanari Lufael Seryoo Ferious forever]:>~
Name : Aireena < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Aireena [ IP : 58.8.60.249 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤษภาคม 2552 / 18:32
# 1 : ความคิดเห็นที่ 1373

เศร้าจัง
น่าสงสารมาริค


PS.  ชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์มากๆ อ้อว่างๆก้อแวะไปเยี่ยมกันบ้างน้า
Name : deny < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ deny [ IP : 125.26.252.38 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤษภาคม 2552 / 18:02
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android