[SEVENTEEN] Another Half #minwon ft. coupswon seokwon

ตอนที่ 1 : Nightmare

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 364
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    1 ก.ย. 60

Chapter 1

 

Nightmare

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                “อย่ามายุ่งกับฉันนะไอ้ตัวซวย! จะเอาใครไปอีกล่ะ! เอาสิ... ฆ่าให้หมดทั้งตระกูลไปเลย

 

                เด็กน้อยยืนสะอื้นร้องไห้กับคำพูดของผู้ได้ชื่อว่าเป็นป้า แม้ว่าคำพูดเกรี้ยวกราดนั่นจะถูกเค้นออกมาจากความเคียดแค้น แต่ผู้พูดกลับมีน้ำตานองหน้าไม่ต่างจากเด็กชายวัย 15 ปี ที่ยืนร้องไห้จนตัวโยน

 

                “พอเถอะคุณ อย่าไปว่าเด็กมันมากนักเลย ถ้าคุณอึนอูไม่พอใจขึ้นมาจะทำยังไง

                “ฮืก... ฮืออ ฉันไม่สนใจหรอกโว้ย! ไอ้ผีเด็กนั่นน่ะ ตัวซวย! พวกตัวซวย! ไหนจะพี่สะใภ้ ไหนจะพี่ชาย แล้วยังมาเอาคุณแม่ฉันไปอีก ออกไปเลยนะ ออกไปจากบ้านฉัน!”

 

                หญิงวัยกลางคนตะโกนไล่เด็กชายที่ยืนสะอื้นอยู่กลางบ้าน แต่ทันใดนั้นเอง โทรทัศน์ที่ปิดไว้อยู่ก็เกิดติดขึ้นมา

 

                “อ๋อ... มาแล้วหรอ เอาสิ อยากทำอะไรก็เชิญเลย ได้ไปหมดแล้วนี่ มีความสุขหรือยัง

 

                เธอกระชากคอเสื้อหลานชายมาเขย่าแรงๆ จนเด็กชายร้องไห้หนักขึ้นไปกว่าเดิม จนจังหวะที่เธอเงื้อมือจะฟาดหลานตัวเองนั้น...

 

                เพล้ง!

 

                แจกันที่วางไว้กลางโต๊ะกินข้าวเกิดตกลงมาแตกบนพื้นบ้านอย่างน่าอัศจรรย์ใจ บรรดาสาวใช้ที่จะเข้าไปช่วยเด็กชายในตอนแรกพากันแตกฮือออกมาด้วยความหวาดกลัว

 

                “คุณ... พอเถอะ...”

                “ทำไมล่ะ ไอ้พวกปีศาจเนรคุณ... พ่อแม่ตัวเองก็ฆ่าได้ลงคอ... แล้วยังมาฆ่าคุณแม่ฉันอีก... ทั้งๆ ที่ท่านก็... ฮึก... รักแกยิ่งกว่าอะไร... ไหนล่ะ เมื่อไหร่จะถึงตาฉันบ้าง ฆ่าฉันเลยสิ... ฮึก ฮือ

 

                ชายหนุ่มผู้เป็นสามีเข้าไปประคองหญิงสาวร่างผอมบางที่สะอื้นร้องไห้จนหมดแรง พลางส่งสัญญาณให้เด็กชายเป็นเชิงให้ออกไปก่อน

 

                เด็กชายรีบวิ่งออกมาจากบ้านทันทีที่ได้รับอนุญาต ทั้งสาวใช้และพี่เลี้ยงไม่มีใครกล้าแม้แต่จะตามเขาออกไป เพราะต่างก็รู้กันดีว่า คุณหนูคนเล็กของบ้านอย่าง จอนวอนอู จะมี ใครบางคนคุ้มครองให้ปลอดภัยเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

                ฟิ้ว~

 

                สายลมอ่อนๆ พัดผ่านหน้าเด็กชายตัวเล็กที่นั่งเช็ดน้ำตาตัวเองอย่างโดดเดี่ยวบนชิงช้า เหมือนกับจะคอยปลอบใจ

 

 

                “ไม่ต้องมายุ่งเลยอึนอู... เราอยากอยู่คนเดียว

 

 

                ถ้ามองเผินๆ อาจดูเหมือนเด็กชายกำลังพูดคนเดียว แต่หากสังเกตให้ดีแล้ว น้ำตาของวอนอูกำลังค่อยๆ เหือดแห้งไป เหมือนกับมีใครบางคนกำลังเช็ดน้ำตาให้อยู่

 

 

                “ฮึก... เพราะเธอ... เพราะเธอคนเดียว...”

 

 

                ชิงช้าค่อยๆ ไกวเบาๆ โดยที่เด็กชายยังนั่งปาดน้ำตาตัวเองไม่หยุดหย่อน

 

 

                “อึนอู... เราไม่เล่นชิงช้าหรอกนะ... เราแก่เกินไปแล้ว

 

 

                เด็กชายหยุดร้องไห้ เปลี่ยนเป็นหันไปดุแทนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแกล้งหยอกเอิน ชิงช้าที่นั่งอยู่ก็หยุดแกว่งทันที

 

 

                “อึนอูอยากเล่นบ้างรึเปล่า... ไม่สิ เธอเล่นไม่ได้นี่นา... ยังไงก็ขอบคุณนะ

 

                วอนอูยิ้มบางๆ พลางยันตัวลุกขึ้นยืน เด็กชายเดินไปตามทางเดินในสวนของบ้านที่ตัวเองมาขลุกอยู่เป็นประจำ เพราะคนในบ้านไม่ค่อยอยากจะเห็นตัวซวยประจำตระกูลไปป้วนเปี้ยนในบ้านตัวเองเท่าไหร่นัก ถ้าเจอคนงานในสวน พวกเขาก็จะรีบทำความเคารพแล้วไปจากสายตาวอนอูทันที การที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เป็นที่รังเกียจของสังคม เริ่มทำให้วอนอูชินกับสภาพความเป็นอยู่แบบนั้น ตัวเขาเองก็ใช่ว่าอยากจะมีเพื่อน เพราะไม่ว่าใครที่อยู่ใกล้วอนอู ดูเหมือนว่าในท้ายที่สุดแล้ว คนๆ นั้นก็ต้องมีอันเป็นไปกันหมด แล้วมันไม่ใช่เรื่องดีนักถ้าเขาจะต้องทำให้คนอื่นพลอยลำบากเพียงเพราะความเหงาของตัวเอง

 

                เด็กชายมองออกไปยังนอกรั้วบ้าน ตั้งแต่เด็กเขาไม่เคยได้เล่นอะไรแบบที่เพื่อนวัยไล่เลี่ยกันได้เล่น ไม่มีใครกล้ายุ่งกับคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจร้ายอย่างเขา แล้วยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็ไม่อยากทำให้ใครต้องอึดอัด นอกจากจะไปเรียนแล้ว เวลาอื่นวอนอูก็ไม่เคยได้ออกจากบ้านเลย ด้วยความที่กลัวจะทำให้ผู้คนละแวกบ้านต้องแตกตื่น

 

                แต่เวลานี้ถนนหน้าบ้านดูโล่งเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะยังไม่ใช่เวลาเลิกงานของหลายๆ คน ดังนั้นถ้าเขาจะออกจากบ้านไปสูดอากาศเสียหน่อยคงจะไม่เป็นไรหรอก

 

                เด็กชายเดินออกมานอกบ้านอย่างที่ต้องการ เดินเตร็ดเตร่สูดอากาศผ่อนคลายความทุกข์ใจไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย พอพ้นรัศมีตัวบ้าน ผู้คนที่เห็นว่าไม่มีในตอนแรก ก็กลับเยอะขึ้นมาอย่างน่าประหลาด วอนอูมองตามกลุ่มคนที่พากันมุงอะไรบางอย่างบนถนนอย่างสนใจ เสียงพูดคุยอื้ออึงผิดจากปกติ เขาสาวเท้ายาวๆ เดินแทรกกลุ่มคนเข้าไปดูบ้าง ก็ปรากฏภาพเด็กสาวตัวน้อยนอนแน่นิ่งอยู่หน้ารถยนต์คันใหญ่ ร่างเล็กที่ดูแล้วไม่น่าจะมีอายุไม่เกินสิบปีนอนหลับตานิ่งมีเลือดอาบอยู่ท่วมตัว บอกได้ไม่ยากว่าคงจะหมดลมไปแล้วเป็นแน่

 

ภาพตรงหน้าทำให้เด็กชายต้องเบิกตากว้าง ใจแทบจะหยุดเต้น เมื่อพบว่าเด็กน้อยคนนั้นคือเพื่อนบ้านของตัวเอง เขาอยากจะเข้าไปดูใกล้ๆ ให้แน่ใจมากกว่านี้ แต่เมื่อกะพริบตาแล้วภาพทั้งหมดก็ค่อยๆ เลือนราง ทั้งรถยนต์ และผู้คนรอบตัว เสียงอื้ออึงค่อยๆ เงียบหายไป แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสายพานบดกับล้อรถและเสียงหวีดร้องดังโหยหวน วอนอูหลับตาแน่น ภาพของเด็กสาวที่วิ่งเล่นไปมาอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็หันมาร้องขอความช่วยเหลือจากเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัว จนท้ายที่สุดก็ระเบิดเสียงวัตถุขนาดใหญ่ชนกันดังลั่นในโสตประสาท

 

 

แล้วภาพทั้งหมดก็พลันหายไป เหลือไว้เพียงแต่กลุ่มเด็กชายหญิงและผู้ปกครองวิ่งเล่นกันบริเวณหน้าบ้านอย่างอย่างสนุกสนาน...

 

 

                นี่ไม่ใช่ครั้งแรก สำหรับภาพแบบนี้ วันๆ หนึ่งวอนอูเห็นภาพพวกนี้ไม่รู้กี่รอบ แต่สำหรับเหตุการณ์ที่น่ากลัวขนาดนี้ เป็นครั้งที่สาม หรือที่สี่ เด็กหนุ่มก็ไม่มั่นใจนัก

 

                ขายาวก้าวถอยออกมาจากจุดที่เห็นภาพช้าๆ เขาไม่แน่ใจนักว่าควรจะทำอย่างไรดี ขืนอยู่แถวนี้แล้วเกิดเหตุการณ์แบบที่เห็นเมื่อครู่ขึ้นมา ชาวบ้านจะยิ่งมองว่าเขาเป็นตัวซวยไปกันใหญ่แน่นอน ถึงจะเห็นภาพอนาคตอันใกล้ได้ชัดขนาดนั้น บางครั้งเขาก็สามารถระงับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ แต่สำหรับเรื่องใหญ่แบบนี้ เขายังไม่แน่ใจเลยว่าจะช่วยอย่างไร

 

 

และการสูญเสียบุคคลในครอบครัวก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่

 

 

วอนอูเดินกลับมาต้นทาง ซึ่งไกลจากจุดเกิดเหตุอยู่พอสมควร จิตใจยังคงคิดวนเวียนเกี่ยวกับครอบครัวนั้น เขารู้ดีว่าการสูญเสียคนในครอบครัวมันเจ็บปวดปางตายขนาดไหน

 

แต่คิดได้ไม่นานเท่าไร รถยนต์คันเดียวกับที่ปรากฏให้เห็นในมโนภาพก็เลี้ยวเข้ามาในซอย ชายหนุ่มที่ควบคุมพวงมาลัยสัปหงกอยู่หลายต่อหลายครั้งจนเด็กหนุ่มผู้เห็นเหตุการณ์เริ่มเข้าใจได้ รถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ขับช้าเท่าไหร่นัก เด็กชายยืนรออย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานนัก รถก็เริ่มส่ายไปมา ภาพที่วอนอูเห็นปรากฏขึ้นมาจริงๆ

 

              ไวกว่าความคิด เด็กชายกระโดดเกาะประตูผู้โดยสารด้านหลังอย่างบ้าบิ่น ความตายดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเขา ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับคิดว่าการมีชีวิตที่น่ารังเกียจแบบนี้ สู้ตายไปเสียยังจะดีกว่า แต่ถึงเขาจะคิดแบบนั้น หรือพยายามจะทำอย่างที่ใจหวัง ใครบางคนก็ไม่เคยปล่อยให้เขาได้ทำตามใจชอบ

 

                มือเรียวตะปบไปทั่ว พยายามจะงัดแงะประตูรถ ไม่นานนัก ประตูที่ถูกล็อกจากด้านในก็เปิดได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับมีใครคอยช่วยเหลือ วอนอูพุ่งเข้าตัวรถ แขนยาวเอื้อมไปคว้าพวงมาลัยรถที่กำลังจะหักลงข้างทางอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องจากกลุ่มเด็กๆ และผู้ปกครองที่เห็นเหตุการณ์จากด้านนอก ผสมปนเปกับเสียงล้อรถยนต์บดถนน เด็กหนุ่มปีนป่ายข้ามมานั่งที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าอย่างทุลักทุเล แม้จะบังคับทิศทางได้แล้ว แต่สิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้คือการหยุดรถ และนั่นก็เป็นไปได้ยาก เพราะเท้าของชายที่ขับรถยนต์มาในตอนแรกยังคงเหยียบคันเร่งอยู่เหมือนเดิม การบังคับให้รถหยุดด้วยเกียร์ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กชายวัย 15 ปี ที่ไม่เคยจะมีประสบการณ์ขับรถแม้แต่สักครั้ง

 

 

                “คุณครับ ตื่นหน่อยเร็ว

 

                เด็กหนุ่มใช้มือข้างที่ว่างเขย่าตัวคนขับรถอย่างรุนแรง รถยนต์ก็ดูเหมือนจะเข้าใกล้จุดเกิดเหตุไปทุกทีจนเด็กหนุ่มเริ่มหวั่นใจ เขายังคงบังคับรถได้ แต่ถ้าหากไปถึงจุดเกิดเหตุแล้ว ก็ยังไม่มีใครรับประกันให้เขาได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบที่ได้เห็นไปจริงๆ และทางออกที่ดีที่สุดคือการหยุดรถก่อนถึงจุดเกิดเหตุ

 

                จู่ๆ กระโปรงหน้ารถยนต์เกิดมีประกายไฟแลบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เด็กสาวในมโนภาพที่อยู่ห่างจากด้านหน้ารถไม่มากนัก หวีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจกลัว กระโปรงรถกระแทกเปิดขึ้นมาอย่างแรง แต่เด็กหนุ่มยังไม่สะทกสะท้าน เพราะรู้สาเหตุที่เครื่องยนต์ระเบิดแบบนั้นโดยที่ยังไม่มีใครไปแตะต้องอยู่แก่ใจดี ในที่สุดรถยนต์ที่ขับด้วยความเร็วก็ค่อยๆ หยุดจอดกลางทาง

 

 

                “เฮ้อ...”

 

                วอนอูลงจากรถมาได้ก็ล้มตัวลงบนพื้นถนน พลางถอนใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ ผู้คนเข้ามามุงดูเหตุการณ์ เหล่าผู้ปกครองก็รีบพาเด็กเล็กกลับเข้าบ้าน ส่วนชายหนุ่มคนขับรถนั้น ไม่นานนักก็มีรถโรงพยาบาลเข้ามารับ ดูเหมือนว่าเขาจะมีโรคประจำตัวอยู่ถึงได้หมดสติไปกลางคันแบบนั้น เหตุการณ์ทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมดจนเด็กชายก็ลำดับไม่ถูกเหมือนกัน

 

 

                “วอนอูใช่หรือเปล่า...?”

 

 

                ชายหนุ่มผู้มาใหม่มาหยุดยืนอยู่ด้านข้างเด็กหนุ่มที่นอนพักหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน แต่ทันทีที่เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ วอนอูก็ต้องขยับถอยออกมาโดยอัตโนมัติ

 

 

                “...ใช่ครับ

                “พี่ซึงชอลไง จำได้ไหม?” อีกฝ่ายยิ้มร่าออกมา ส่วนเด็กหนุ่มก็ผุดลุกผุดนั่งขึ้นมายกมือห้ามไม่ให้อีกคนเข้ามาใกล้

 

               

                “อย่าเข้ามาเลยครับ

โตขนาดนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่อีกหรอ

 

 

ซึงชอลหัวเราะออกมา ส่วนวอนอูได้แต่ยกมือห้ามอยู่เหมือนเดิม

 

 

                “พี่ไม่สนเรื่องอาถรรพ์อะไรนั่นหรอกนะวอนอู พี่รู้ว่าเราเป็นคนดี ขอบคุณที่ช่วยน้องสาวพี่นะครับ

 

                จะบ้าตาย... อุตส่าห์หนีเขามาตลอดชีวิตวัยเด็ก แล้วจู่ๆ คนที่ตัวเองเพิ่งช่วยชีวิตมาก็กลายเป็นน้องสาวของเขาเนี่ยนะ อยากตีหัวตัวเองให้ตายไปตรงนี้เสียจริง

 

                ชเวซึงชอลน่ะ... เป็นเพื่อนในวัยเด็กของวอนอูเอง จะเรียกว่าเพื่อนก็คงจะไม่ได้ เพราะมีแค่ซึงชอลเท่านั้นล่ะที่ตอแยจะเล่นด้วยให้ได้ ส่วนวอนอูก็ได้แต่ปฏิเสธ ด้วยความที่ไม่เคยได้รับการหยิบยื่นมิตรไมตรีให้อย่างจริงใจ

 

                วอนอูโค้งรับคำขอบคุณ เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรกับคนนอกครอบครัว เพราะกลัวว่าจะเป็นการไปสร้างความวุ่นวายให้คนอื่นเอาเปล่าๆ

 

 

                “เข้าบ้านพี่หน่อยเถอะนะ คุณพ่อคุณแม่พี่คงอยากขอบคุณ พี่กับมินกยูเองก็ไม่ได้เจอเราตั้งนาน เมื่อกี้พี่เห็นตอนวอนอูแย่งพวงมาลัยด้วยล่ะ เท่มากๆ เลย

 

                คนฟังได้เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ และยังคงปฏิเสธที่จะทำตามอีกคนอยู่เหมือนเดิม จนถูกอีกคนลากเข้าบ้าน เจ้าตัวได้แต่มองอึ้งๆ เกิดมายังไม่มีใครกล้าจะบังคับเขาด้วยซ้ำ แต่ใครบางคนก็ไม่ปล่อยให้วอนอูอึ้งได้นาน แขนเรียวถูกกระชากหลุดออกจากฝ่ามือใหญ่ของเพื่อนบ้าน ฝ่ายผู้ถูกกระทำก็มองอย่างประหลาดใจ

 

 

                “โอเคๆ พี่ไม่จับตัวก็ได้ แต่เข้าบ้านพี่เถอะ ให้พวกพี่ได้ขอบคุณบ้าง

 

 

 

                ท้ายที่สุด เด็กชายร่างผอมบางก็เข้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหารของบ้านชเว คุณนายใหญ่แห่งบ้านชเวกับสามีพาเด็กสาวที่เพิ่งรอดจากเงื้อมมือยมบาลมาหมาดๆ มาขอบคุณวอนอูยกใหญ่ มิหนำซ้ำยังกล่าวชื่นชมเด็กหนุ่มให้ลูกๆ ฟังเสียใหญ่โต ที่จริงแล้วตระกูลนี้มีบุตรชายคนเดียวคือชเวซึงชอล แต่ด้วยความที่เป็นครอบครัวใจบุญ ก็ได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้มากมาย ทั้งที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน และเด็กอีกหลายคนทั่วประเทศที่รับทุนการศึกษาจากตระกูลนี้ ด้วยความที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ตระกูลชเวก็พอจะทราบเรื่องราวของวอนอูมาบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนครอบครัวนี้ก็เป็นครอบครัวเดียวที่ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเด็กหนุ่ม มิหนำซ้ำกลับถูกใจในความถ่อมตนและมีมารยาทของวอนอูอีกด้วย

 

                ทั้งหมดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย จนวอนอูพอจะจับใจความได้ว่า ชเวซึงชอล กับ คิมมินกยู บุตรแท้ๆ กับลูกบุญธรรม ที่เป็นเพียงสองคนในบ้านที่เป็นผู้ชาย ย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำที่ฝึกวิชาทหารโดยเฉพาะ วอนอูถึงได้ไม่เห็นหน้าค่าตาสองคนนี้เสียนาน

 

 

                “วอนอูอายุท่าไหร่แล้วเรา ไม่ค่อยออกจากบ้านเลยนะ พ่อไม่เห็นหน้าเลย

                “15 ครับ

                “เอ้อ อย่างนี้ปีหน้าก็สอบทหารได้น่ะสิ พ่อว่าเหมาะกับเราดีนะ

 

 

                เด็กหนุ่มไม่ตอบอะไรกลับไป เอาแต่ยิ้มน้อยๆ เขาไม่เคยมีความคิดเรื่องการเรียนทหารอยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ

 

 

                “พี่เห็นด้วยนะ เราน่ะบ้าบิ่นดี พี่ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าพี่อยู่ตรงนั้นจะกล้ากระโดดขึ้นรถแบบที่เราทำหรือเปล่า

                “แม่ก็เห็นด้วย... พูดตามตรงนะ แม่ไม่ชอบเวลาที่บ้านหนูเขาด่าหนูตีหนูแบบนั้น แม่ว่าหนูย้ายไปเรียนทีไกลๆ น่าจะดีนะวอนอู

 

 

                พอถึงเหตุผลข้อนี้วอนอูก็ชะงักไป เริ่มคิดทบทวนตามที่คุณนายบ้านชเวพูด คุณพ่อของซึงชอลก็เป็นนายทหารยศใหญ่ นั่นทำให้บ้านนี้ออกจะพูดอะไรตรงไปตรงมากันอยู่มาก แต่วอนอูก็มองว่านั่นเป็นข้อดี

 

 

                “ถ้าสนใจก็มาบอกพ่อนะ เผื่อว่าพ่อจะไปคุยให้ที่บ้านเราได้

 

 

 

                หลังจากเหตุการณ์นั้น เด็กหนุ่มก็กลับมาคิดทบทวนอยู่หลายวัน ซึงชอลที่พยายามจะมาผูกมิตรด้วยตั้งแต่สมัยยังเด็ก พอเป็นช่วงปิดเทอมหรือวันหยุดที่จะมีโอกาสกลับมาพำนักที่บ้าน ก็พยายามจะชวนวอนอูออกมาคุยเล่นด้วยเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ยังเล็ก ครั้งนี้ออกจะดีกว่าอยู่หน่อย ที่เจ้าตัวยอมออกมาบ้าง แต่ก็แค่นานๆ ครั้ง ไม่ใช่ว่ารังเกียจซึงชอล เขารู้สึกดีด้วยซ้ำไปที่ยังมีคนเป็นห่วงความรู้สึกตัวเอง แต่ก็ยังคงกลัวเรื่องที่ตัวเองทำให้หลายๆ คนต้องจากไป และเขาก็ไม่อยากให้คนดีๆ อย่างซึงชอลต้องตายไปแบบนั้นด้วย

 

                ซึงชอลไม่ได้ตั้งใจจะมาทำให้วอนอูรำคาญ เขาแค่เป็นห่วง อีกแง่ก็สงสาร ใครๆ ก็รู้ดีว่าบ้านนี้จงเกลียดจงชังเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาแค่อยากจะช่วยไม่ให้วอนอูต้องเหงา อยากให้กำแพงที่เด็กน้อยคนหนึ่งสร้างมาตั้งแต่เล็กพังทลายลงไป  เผื่อจะเป็นที่พึ่งพิงให้วอนอูได้บ้าง หรืออย่างน้อยแค่ให้เด็กคนนี้ได้รู้ว่ายังมีคนเป็นห่วงเขาเสมอก็พอแล้ว

 

 

                แล้วซึงชอลเองก็รู้แก่ใจดีว่าความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าอะไร

 

 

                เหมือนทุกๆ วันในช่วงเวลาที่ได้กลับบ้าน นักเรียนทหารหนุ่มชะเง้อคอมองหาคนตัวเล็กจากกำแพงนอกบ้าน ปกติแล้วเขาจะเห็นวอนอูนั่งเล่นที่มุมหนึ่งในสวน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากจุดที่ยืนอยู่ แต่วันนี้ออกจะผิดแปลกออกไปตรงที่คนตัวเล็กไม่ได้อยู่ตรงนั้น

 

 

                 “กรี๊ดด!! บอกนังเด็กผีนั่นให้ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

 

                ทิ้งให้สงสัยได้ไม่นาน เสียงตวาดกร้าวจากในตัวบ้านก็พอจะทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าสาเหตุที่เขาไม่เจอคนตัวเล็กคืออะไร

 

                สิ้นเสียงโหวกเหวกในบ้าน ร่างเล็กก็เดินออกมาจากตัวบ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย ต่างจากอีกฝ่ายที่ยืนอยู่นอกรั้ว เขาได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วงเหมือนทุกๆ ครั้ง

 

 

                “โอเครึเปล่า?

                “ชินแล้วล่ะครับ

 

                เด็กหนุ่มกลั้วหัวเราะเบาๆ เหมือนกับว่าเป็นเรื่องตลกเสียเต็มประดา ทั้งที่จริงในใจมีแต่ความหดหู่ถมจนท่วมตัวไปหมด ใครฟังก็ย่อมดูออกว่าตัววอนอูไม่ได้มีความสุขกับชีวิตแบบนี้สักนิด ซึงชอลก็เข้าใจข้อนี้ดี ถึงได้เป็นห่วงอยู่ทุกวันยังไงล่ะ

 

                “ไปหาอะไรกินกันดีกว่า

 

                แล้วก็เหมือนทุกครั้ง พี่ชายข้างบ้านก็พาเด็กหนุ่มขับรถออกไปทานข้าวนอกบ้านทุกอาทิตย์ที่ได้กลับมา ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตนักเรียนทหาร จนวอนอูเริ่มจะซึมซับแนวปฏิบัติ แต่ยังคงปฏิเสธที่จะเข้าเรียนอย่างที่คนเป็นรุ่นพี่ชักชวน

 

                ทั้งคู่สั่งอาหารเดิมๆ ที่ทานกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยเบื่อสักที อาหารไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจเท่าไหร่นักสำหรับวอนอู แต่กลับเป็นคนตรงหน้าต่างหากล่ะ ที่ทำให้ตัวเองสบายใจทุกครั้งที่อยู่ด้วย

 

               

                เหมือนกับมีพี่ชายคอยดูแล

 

                “กินเข้าไปเยอะๆ กลับมาอาทิตย์หน้าอย่าให้พี่เห็นนะว่าผอมลง

                “อิ่มแล้วอะ ไม่อยากกิน

                “ไม่อยากมีกล้ามบ้างหรือไง นี่

 

                ซึงชอลยกแขนตัวเองขึ้นมาเบ่งกล้ามให้รุ่นน้องดู อีกคนได้แต่เบะปากใส่รุ่นพี่ ก็แน่ล่ะสิ ตัวเองฝึกหนักนี่ มีกล้ามจะไปแปลกอะไร

 

                “กินไปเยอะๆ ตัวแห้งหมดแล้ว ดูดิ แขนเหี่ยวเชียว

 

                คนตัวสูงข้ามฝั่งมาบีบต้นแขนรุ่นน้องอย่างหยอกเอิน อีกคนก็ปัดป้องอย่างสนุกสนานไปมา จนพลาดไปปัดแก้วน้ำข้างตัว

 

                วืด~

 

                ประสาทสัมผัสของซึงชอลไวสมกับที่ฝึกฝนมา เขาเอื้อมมือไปคว้าไว้ทันที แต่เหมือนจะมีบางอย่างเร็วกว่าซึงชอล แก้วน้ำยังไม่ทันกระทบฝ่ามือหนา ก็กลับขึ้นมาตั้งบนโต๊ะอย่างน่าประหลาด

 

                ร่างสูงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ หันไปสบตาอีกคนที่นั่งตัวแข็งทื่อไม่พูดอะไร ซึงชอลยกฝ่ามือขึ้นมาดูก็พบหยดน้ำจากแก้วที่หยดลงมาเต็มไปหมด ไม่ผิดแน่ เมื่อกี้แก้วหล่นจากโต๊ะจริงๆ แต่เขากลับคว้าได้เพียงแค่น้ำในแก้ว ส่วนตัวแก้วนั้นใครเป็นคนคว้าไว้เขาก็ไม่มั่นใจ

 

                เด็กหนุ่มหน้าซีด เหงื่อแตกทั้งตัว เขากลัวเหลือเกินว่าถ้าซึงชอลรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเองแล้วจะทิ้งให้เขาจมอยู่กับความทุกข์ดังเดิมแบบที่คนอื่นๆ เคยทำ วอนอูลุกออกจากเก้าอี้ แล้วสาวเท้าออกจากร้านอย่างเร่งรีบ ซึงชอลรีบจัดการจ่ายค่าอาหารให้เรียบร้อย แล้วตามออกมาคว้าแขนอีกคนไว้ เด็กชายไม่แม้แต่จะหันมามองหน้ารุ่นพี่

 

                ทั้งคู่พากันขึ้นมานั่งกันอยู่ในรถยนต์ของซึงชอล เจ้าของรถยังไม่ขยับไปไหน เอาแต่นั่งมองหน้าเด็กหนุ่มที่กัดริมฝีปากล่างของตัวเองจนซีด น้ำตาคลอขึ้นมาเต็มหน่วย เหมือนกับเด็กกลัวความผิด

 

                “เล่าให้พี่ฟังได้หรือเปล่า

                “...”

                “ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น พี่อยากจะถามเรื่องนี้ตั้งแต่วอนอูทำให้เครื่องยนต์รถเสียได้แล้ว

 

                เด็กหนุ่มหันมามองหน้ารุ่นพี่ด้วยความตกใจ ร่างกายสั่นสะท้านไปหมด ซึงชอลน่าจะรับรู้เรื่องที่คนในครอบครัวเขาจากไป แต่สำหรับใครที่อยู่กับเขานั้น รุ่นพี่น่าจะยังไม่เคยรู้

 

                มือหนาเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้คนตัวเล็ก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวทุยไปมาอย่างปลอบใจ

 

 

                “ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะไม่ทิ้งเราไปไหน

 

                พอได้ยินเช่นนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ปกปิดเรื่องราวทั้งหมดอีกต่อไป วอนอูไม่เคยจะไว้ใจใครแบบนี้ แต่กับซึงชอลน่ะ วอนอูมองว่าเขาช่างเป็นคนที่ดีเหลือเกิน เขาดูแลวอนอูเหมือนกับเป็นน้องชายแท้ๆ อีกหนึ่งคน ทั้งที่วอนอูไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรให้เขาเลย มีแต่จะทำให้ลำบากใจเสียมากกว่า แต่ซึงชอลก็ยังคอยดูแล คอยพาไปเที่ยวเล่น

 

                “ไม่ว่าเราจะเล่าอะไร พี่จะเชื่อเรา

 

                               

                                .

                                .

                                .

 

 

                วันที่ 17 เดือน 7 ปี 2010 คุณคังจูฮยอน เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

วันที่ 17 เดือน 7 ปี 2003 คุณจอนแทอู เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

                วันที่ 17 เดือน 7 ปี 1996 คุณลีฮเยริม เสียชีวิตระหว่างการคลอดบุตรแฝดในห้องฉุกเฉิน

 

 

 

 

 

                “วอนอู...วอนอู... ตื่นได้แล้ว

                “...อืออ

                “วันนี้พวกนักศึกษาแพทย์มาฝึกภาคสนามด้วยนะ ตื่นเร็ว รวมแถวสายได้โดนแดกกันหมด

                “ห๊ะ...”

                “ฝันร้ายอยู่หรือไง เหงื่อท่วมเชียว รีบๆ ลุกได้แล้วคุณหัวหน้าหมวด

 

                ฝันแบบนี้อีกแล้วหรอวะ

 

                มือเรียวยกขึ้นมาขยี้ตาเบาๆ แล้วลุกขึ้นไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เพื่อนที่นอนเตียงรอบข้างก็ไม่ต่างกัน ไม่มีใครอาบน้ำในสภาพอากาศเย็นจัดยามเช้าแบบนี้ ทุกคนรีบคว้าชุดฝึกของตัวเองมาสวมให้ทันเวลาก่อนที่ครูฝึกจะเป่านกหวีด

 

                นักเรียนทหารชั้นปีสุดท้ายอย่างวอนอูดูจะชินเสียแล้วกับการปฏิบัติภารกิจรูปแบบเดิมๆ ทุกเช้า อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะจบจากที่นี่ เรื่องชีวิตหลังการฝึกเป็นนักเรียนทหารวอนอูยังไม่ได้ตัดสินใจให้ชัดเจนนัก ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านักเรียนที่ดีทั้งผลการเรียนและการประพฤติเช่นเขาควรจะขอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ มีทุนดีๆ มากมายสำหรับนักเรียนทหารที่ความสามารถระดับเขาคงจะสอบชิงมาได้แบบไม่น่ายากนัก

 

               ถึงอย่างนั้นวอนอูก็มีความคิดจะเบนไปทางอื่นเสียมากกว่า เจ้าตัวมองว่าไปอยู่หน่วยการรบพิเศษก็เท่ห์ดีไม่หยอก แม้เพื่อนร่วมสายอาชีพหลายคนทัดทาน ก็หน่วยนี้เรียกได้ว่าเสี่ยงตายยิ่งกว่าไปนอนเล่นในกรงเสือเสียอีก แต่สำหรับคนที่ชีวิตมีแต่ความวุ่นวายมาตลอดแบบเขาแล้ว เรื่องห่วงชีวิตอะไรพวกนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่หรอก ถ้าจะเป็นเรื่องครอบครัววอนอูก็ถือว่าตัวเองไม่มีอยู่แล้ว นอกจากบ้านชเวก็ไม่มีใครมาใยดีเขาด้วยซ้ำ อย่างตอนตัดสินใจจะเข้าเรียนที่นี่ พ่อของรุ่นพี่ซึงชอลก็เป็นคนมาช่วยคุยกับที่บ้านให้ ซึ่งทั้งบ้านก็ดูเหมือนจะยินดีเหลือเกินที่ตัวซวยอย่างเขาจะได้ก้าวออกมาจากบ้านเสียที อีกอย่าง เขายังไม่เคยรู้สึกเลยว่าความตายจะทำอะไรเขาได้ ในเมื่อเขามี อึนอู อยู่ข้างตัวแบบนี้

 

                อันที่จริงการเลือกหน่วยงานที่จะเข้าทำงานไม่ใช่ว่าจะเลือกได้ตามใจชอบ แต่วอนอูก็ถือว่าตัวเองมีคนใหญ่คนโตอย่างพลฯตรีชเว หรือพ่อบังเกิดเกล้าของรุ่นพี่ทหารชเวซึงชอล คอยถือหางให้อยู่แล้ว จะเลือกหน่วยงานตามความต้องการสักหน่อยคงไม่เสียหายนัก

 

                ในขณะที่รอบข้างกำลังวุ่นวายอยู่ วอนอูที่ตื่นสายกว่าคนอื่นๆ เริ่มรู้สึกว่าชักจะไม่ทันเวลา ไม่ต้องรอให้สายเกินไป น้องสาวฝาแฝดที่นั่งเล่นบนเตียงในตอนแรกก็รู้หน้าที่ตัวเองเป็นอย่างดี แค่พี่ชายคิดในใจเท่านั้น น้องสาวที่เหมือนจะเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตเขาก็รับรู้ได้ทุกความรู้สึก อึนอูใช้จังหวะที่ไม่มีใครมอง ผลักรองเท้าคอมแบทของพี่ชายออกมาจากใต้เตียง เสื้อผ้าเก่าก็เก็บเข้าตู้ให้เรียบร้อย หมอนผ้าห่มก็จัดการเสียเป็นระเบียบ วอนอูไม่ได้ฝึกทหารคนเดียวหรอก น้องสาวผู้อยากรู้อยากลองไปเสียทุกเรื่องก็ฝึกมาด้วยตลอดหกปีนั่นล่ะ คนเป็นพี่หันไปเห็นน้องสาวลนลานตามตัวเองไปด้วยก็ยิ้มขำออกมาด้วยความเอ็นดู พลางผูกเชือกรองเท้าตัวเองให้เรียบร้อย อึนอูพอจัดการอย่างอื่นเสร็จแล้วก็รีบผูกเชือกรองเท้าอีกข้างให้พี่ชาย แต่ก่อนก็ผูกเป็นบ้างไม่เป็นบ้างนั่นล่ะ แต่พอพี่ชายดุเอาบ่อยๆ ก็ไปแอบดูเพื่อนทหารคนอื่นผูกแล้วอาศัยครูพักลักจำ ทุกวันนี้ก็เลยทำอะไรคล่องเหมือนกับเป็นนักเรียนทหารเองไปเสียแล้ว

 

                ปรี๊ดด~

 

                ทันทีที่เสียงนกหวีดดังขึ้น นักเรียนทหารหลายนายก็รีบวิ่งลงไปรวมพลบริเวณจุดนัดหมาย ถ้าในสายตาคนนอกอาจจะรู้สึกอึดอัดกับท่าทางที่เป็นระเบียบทุกจังหวะการก้าวเท้าแบบนั้น แต่สำหรับนักเรียนเหล่านี้กลับเคยชินเหมือนกับเป็นจังหวะการหายใจไปเสียอย่างนั้น

 

                ไม่ว่านายทหารที่ยืนด้านหน้าจะตะโกนสั่งอะไร นักเรียนในแถวก็ปฏิบัติตามทันที นายทหารสั่งการยาวเหยียดเป็นภาษาที่เข้าใจกันเองในหมู่คณะ จับใจความได้ว่าวันนี้จะมีนักเรียนแพทย์ทหารมาเข้าร่วมรับการฝึกด้วย จากนั้นจึงสั่งให้เตรียมอุปกรณ์แล้วปล่อยแถวไปอีกครั้ง นักเรียนทหารก็แตกกระจายเหมือนฝูงผึ้ง ต่างจากกลุ่มนักเรียนแพทย์ที่ยังยืนกันอยู่ที่เดิม เพราะไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน

 

                “หัวหน้าหมวดใช่ไหมครับ

 

                วอนอูที่กำลังจะออกตัววิ่งตามเพื่อนๆ ก็ต้องหยุดชะงักเพราะมีมือใหญ่มาสะกิดจากด้านข้าง

 

                “ใช่

 

                คนถูกเรียกตอบด้วยภาษาห้วนๆ ตามฉบับทหาร จนคนถามถึงกับหน้าเหวอไปเหมือนกัน

 

                “ต้องทำอะไรต่อหรอครับ เอ่อ...คือพี่เป็นนักศึกษาแพทย์นะครับ พี่ยังไม่เคยฝึกเลย ถ้าไม่รังเกียจ ช่วยแนะนำหน่อยได้ไหมครับ

 

                หัวหน้าหมวดที่ถูกเรียกไว้หรี่ตามองอย่างไม่ถูกชะตานัก ก็คนถามพูดยาวเหยียดเกินความจำเป็น แถมพูดไปก็ยังยิ้มไปจนวอนอูนึกรำคาญ มีธุระก็รีบๆ พูดสิ มัวแต่ทำหน้าหล่ออยู่ได้ เสียเวลา ถึงจะคิดชังคนตรงหน้าขนาดนั้น แต่กลับหน้าแดง ใจก็สั่นรัวผิดกับความคิดที่มีในหัว นั่นยิ่งทำให้เจ้าตัวรู้สึกหงุดหงิดไปกันใหญ่

 

                ถึงตัวเองจะไม่ชอบ แต่ถ้าน้องสาวตัวเองชอบ อาการทั้งหมดก็เทมาอยู่ในตัววอนอูนั่นล่ะ

 

                “ตามมา

                “ไม่สบายหรือเปล่า หน้าแดงมากเลยนะ

                “ยุ่งน่า

 

                ร่างโปร่งตอบห้วนๆ เหมือนเดิม จนคนตัวสูงกว่านึกขำ หน้าก็หวานอย่างกับผู้หญิง ไม่น่าดุได้ขนาดนี้เลยนะ

 

                “ยืนทึ่มอยู่ได้ จะไปไหม?”

 

                วอนอูหันไปถามย้ำอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก คนหน้าตาดีๆ กว่านี้ก็เยอะแยะ ทำไมต้องชอบคนนี้วะอึนอู ท่าทางซื่อบื้อจะตาย ไม่ใช่อะไรหรอก ทั้งคู่น่ะความรู้สึกเชื่อมถึงกัน ถ้าอึนอูชอบมากๆ เข้า วอนอูก็อาจจะขัดการสั่งการของสมองไม่ได้ และชอบตาทึ่มนี่ตามน้องสาวไปด้วย

 

                หล่อหน่อยล่ะดี๊ด๊าใหญ่เลยนะตัวแสบ พี่แกไม่หล่อรึไง

 

                “เดี๋ยวก่อนสิครับ น้องหัวหน้าหมวด

 

                สาบานได้ว่าในชีวิตไม่เคยมีใครพูดตำแหน่งเขาแล้วทำให้รู้สึกอยากชกหน้าขนาดนี้ แต่จะทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เพราะอึนอูถ่วงความรู้สึกไว้อยู่

 

                “พี่ชื่อซอกมินนะครับ

 

 

 

 

 

--------------------

 

 

 

 

 

เสริมนิดนะคะ

 

*ชื่อของ คุณจอนแทอู คุณคังจูฮยอน คุณลีฮเยริม ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงบุคคลใดทั้งสิ้นค่ะ

 

*ตามวัฒนธรรมของเกาหลี เวลาผู้หญิงแต่งงานไปจะไม่เปลี่ยนนามสกุลตามฝ่ายชายค่ะ

 

 

 

 

 

Talk:

 

ขอพื้นที่โฆษณายัยแฝดน้อง ใช่แล้วค่ะ อิมเมจน้องอึนอูจากพริสทีนนั่นเองง

จริงๆ น้องนามสกุล จอง นะคะ แต่ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง

แต่งเรื่องนี้แล้วหนักฉะหมองมาก แง สงสารคนพี่ คนน้องก็เอ็นดู

 

 

ฝากแท็ก #ฟิคอนธฮ ด้วยนะคะ

 

 

 

 

 

(c)  Chess theme

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #77 Papat_pp (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 18:15
    น่าสงสารนูนะคะโดนดุ โดนตีตั้งแต่เด็ก โดนกรอกหูมาตลอดว่าตัวเองคือตัวซวย ทำให้ไม่กล้ายุ่งกับใคร ยังดีที่มีอึนอูเป็นเพื่อน น้องคงรักพี่มาก ไม่ไปไหนคอยปกป้องดูแลตลอด ตอนนี้โตเป็นนักเรียนทหารแล้วน้องสาวก็ยังอยู่ แต่นึกภาพนูเป็นทหารเนี่ยจะมีคนกลัวไหมคะ? ^^ แอบสงสัยว่าอึนอูตายตอนไหนตายยังไงเเล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่มีคนตายในวันเกิดนูทุก7ปี?
    #77
    0
  2. #63 kongsui (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 19:39
    ชอบอ่ะ เป็นฟิคที่น่าติดตามมากเลยค่ะ><
    #63
    0
  3. #59 ~PaNKFair~ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 14:14
    แฝดงั้ ดีต่อจาย. แต่สงสารวอนกับอึนอ่ะ
    #59
    0
  4. #50 viletant_ww (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 เมษายน 2560 / 21:55
    กรี้ดดดพด ชอบบบเป็นอะไรที่บ่เคยอ่านนน
    ตอนแรกแอบกลัววนะ อ่านไปอ่านมาสนุกดี
    คือชอบวอนอูเป็นทุนเดิม 555555
    ละคืออึนอูก้ชอบด้วย ละคือคิดมาตั้งนานว่าเขาคล้ายกัน แล้วก้มาเจอฟิคนี้ เลิฟๆเลยไรท์
    #50
    0
  5. #48 aorrathai (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 19:19
    พี่มีจิตใจเชื่อมกับผีน้องหรอ55555 น่ารักดีนะ
    #48
    0
  6. #19 19.4 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:38
    เป็นฟิคเป็นผีที่พล็อตหนักๆสะใจดีค่ะ พอเอาน้องอึนอูมาเป็นพี่น้องกับนูแบบนี้ก็นึกขึ้นได้ว่าเออ หน้าคล้ายกันจริงๆแฮะ นอกจากซึลกิยังมีอึนอูเพิ่มมาอีกหนึ่ง555
    #19
    0
  7. #13 AMORYIX (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:08
    โอ่ยยยยสงสารนูมากโดนตีตั้งแต่เด็กเลยว่านูเป็นตัวซวยได้ไง ยัยป้าแงงงง แต่นูมาเป็นทหารนี่เท่นะคะน่ารักขนาดนี้เด็กๆในกองนี่เชื่อฟังบ้างมั้ย55555555 พระเอกยังไม่ออกออกมาแต่ชื่อแฮะนี่เอ็นดูอึนอูมากค่ะน้องไม่ได้ร้ายแลรักพี่ชายมากๆเลยนะเนี่ย
    #13
    0
  8. #7 choconaynn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:27
    งื่อออ เรื่องนี้ก็สนุกอ่ะ ไม่คิดว่สจะได้เห็นนูเป็นทหารรร ใครบังอาจว่านูเป็นตัวซวย ออกจะน่ารักขนาดนี้อ่ะ แล้วดูผู้ชายรอบตัวนะคะ 555 ทุกคนดูชอบอ่ะ แต่พระเอกเราก็ยังไม่ออกมา เห็นแต่ชื่อ 5555 รอนะคะ ติดตามค่าาาา
    #7
    0
  9. #6 gamm. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 10:20
    ชอบๆ น่าติดตามมากกกก แทบจะออลวอนอูด้วยงะ รอต่อนะคะ
    #6
    0
  10. #5 Preaw1104 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 16:49
    รอเลยค่าาา เราจะติดตามน้า
    #5
    0
  11. #4 xxsvxx (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 12:34
    ว้าวววววว ติดตามเลยค่าา สนุกมาก
    #4
    0
  12. #3 Wonwooyaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 10:27
    อึนอูรักพี่ชายมากไหม หืมมม เอ็นดูช่วยพี่ชายตลอดเลยย ปลอบพี่ชายเวลาเศร้าบ่อยล่ะซิ แล้ว..รู้สึกจะมีคนตายตลอดทุกวันเกิดของวอนอูสินะ เอ๊ะหรือเรามองผิด55555
    #3
    0
  13. #2 fernkanokwan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 09:10
    รอติดตามนะคะะะ สนุกมากเลย
    #2
    0
  14. #1 ณรินทร์-นิรันดร์ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2560 / 08:07
    หึยยยย ชอบอ่ะ ชอบมากเบย อึนวูก็ดูเป็นน้องสาวที่ดีนะ ทำไมถึงต้องอะไรแบบนี้ด้วย อึนวูนี่ตายตั้งแต่เกิดหรือยังไงน่อ แต่นางดูปกป้องพี่ชายได้ดี ไม่ต้องหาแฟนละวอน อยู่กับน้องนี่สบายเลย ขอบคุณนะคะ รออ่านตอนต่อไปอยู่น้า
    #1
    0