Pob-Rak Publishing | [END] O W N E R ★ รับ แลก รัก [YAOI]

ตอนที่ 38 : O W N E R 3 7 ★ ก ลั่ น แ ก ล้ ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,978
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    8 ธ.ค. 59













O W N E R 3 7 ก ลั่ น แ ก ล้ ง

 

# PHUPHA

          ตั้งแต่รู้จักกันเขินมา ก็รู้สึกเหมือนว่าการนอนหลับของผมไม่ค่อยสงบสุขเหมือนอย่างเคย

          แม้ว่าช่วงหลัง ๆ จะเริ่มชินกับการมีหมาแมวรายล้อมเวลานอนแล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าจะชินยังไง ผมก็ไม่เคยทำเมินน้ำหนักตัวของพวกมันเวลาที่นึกคึกอยากจะนอนทับผมขึ้นมาได้เลยซักครั้ง...

          เหมือนอย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่สติการรับรู้ของผมค่อย ๆ กลับมาจากนิทรา เมื่อรู้สึกได้ว่าอะไรบางอย่างกำลังกดทับอยู่บนตัวผมอีกแล้ว มันหนักมากกว่าทุกวัน ชนิดที่ว่าไอ้แมวการ์ฟิลด์นั่นก็สู้ไม่ได้ แถมยังขยับขยุกขยิกอยู่บนตัว ขวนให้รู้สึกรำคาญ จนอยากจะพลิกตัวให้อะไรซักอย่างบนตัวผมนั่นกลิ้งตกลงไป แต่กลับไม่สารถทำได้อย่างใจคิดเพราะน้ำหนักบนตัวมันมากเกินไปจนแถมจะขยับเขยื้อนไม่ได้

          ผมค่อย ๆ ประมวลผลอย่างเชื่องช้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่ลืมตาว่าอะไรกันแน่ที่อยู่บนตัวผม แน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่ไอ้หมาแมวของเขินแน่ ๆ หลังจากที่ผมนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เราไม่ได้อยู่ที่ร้านของเขินกัน...สัมผัสของฟูกที่แข็งกว่าเตียงที่ร้านของเขินเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงเรื่องนั้น

          หรือว่าคราวนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าผีอำ...

          “ตื่น ๆ ตื่นเร็ว ๆ ตื่น ๆ ๆ ”

          แต่แล้วระบบความคิดที่ยังไม่ตื่นดีของผมก็เป็นอันต้องสะดุดลงก่อนที่จะมั่นใจว่าผมกำลังโดนผีอำจริง ๆ เพราะเสียงเล็ก ๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ฟังดูร้อนรนแถมไอ้สิ่งที่อยู่บนตัวผมก็ขยับขยุกขยิกแรงขึ้นเหมือนกำลังดิ้น

          แปะ ๆ ๆ !

          นอกจากเสียงกับน้ำหนักที่กดทับแล้ว คราวนี้เพิ่มความเจ็บแสบนิด ๆ ที่ใบหน้ามาด้วย...เหมือนว่าผมกำลังโดนตบยังไงยังงั้น

          ผมขมวดคิ้วแน่น ยกมือขึ้นดันไอ้สิ่งรบกวนบนตัวออกอย่างรำคาญ แต่นอกจากจะไม่ขยับไปไหนแล้ว เจ้าสิ่งรบกวนนั่นยังดิ้นแรงกว่าเดิมทั้ง ๆ ที่ยังอยู่บนตัวผม

          “ฮื้ออออ ตื่นนนนน” เสียงเล็ก ๆ ว่าแบบนั้น ถ้าไม่ได้คิดไปเอง เสียงมันเหมือนจะร้องไห้แล้ว แถมยังทั้งตบ ทั้งตะปบ ทั้งเขย่าตัวผมไปมาด้วยความแรงชนิดที่ว่า ถ้าใครยังหลับต่อลงก็คงไม่ต้องตื่นมาอีกแล้วนั่นแหละ

          น่ารำคาญชิบ...

          ผมขมวดคิ้ว จำต้องยอมปรือตาขึ้นมาในที่สุด ห้องทั้งห้องยังมืดสนิทบ่งบอกว่านี่ไม่ได้ใกล้เวลาเช้าเลยซักนิด แสงจันทร์ที่ส่องลอดผ่านม่านบาง ๆ ในห้องเข้ามา พอจะทำให้มองเห็นเงาร่างของสิ่งมีชีวิตอายุห้าขวบที่นั่งคร่อมอยู่บนตัวผมแล้วขยับไปขยับมา มือเล็ก ๆ ของไอ้ลูกลิงนี่ตะปบไปทั่วทั้งหน้าทั้งไหล่ผม สร้างความรำคาญขั้นสุดโดยแท้จริง

          “ไอ้นาวี...” พอรู้ว่าอะไรที่มันมากวนเวลานอนอันสงบสุขของผมแล้ว ผมก็กดเสียงต่ำอย่างหงุดหงิดออกไปทันที

          ไอ้เด็กนี่...นอกจากจะแย่งที่นอนข้างเขินสุดที่รักของผมไปแล้ว มันยังบังอาจมาปลุกผมตอนกำลังหลับอยู่อีกต่างหาก มันจะรู้มั้ยว่าไอ้ที่รบกับมันมาทั้งวันนี่ ผมต้องการพักผ่อนมากขนาดไหน!?

          “ตื่นแล้ว ๆ ไปเร็ว!” ...แต่จากท่าทางแล้วคงไม่รู้

          ผมมองท่าทางของไอ้เด็กตรงหน้าที่พอได้ยินเสียงผมแล้ว มันก็ลุกออกจากตัวผมไปยื่นข้าง ๆ สองมือเล็ก ๆ นั่นก็พยายามดึงตัวผมขึ้นจากที่นอน ทั้ง ๆ ที่ตัวมันยังบิดไปบิดมาท่าทางแปลก ๆ

          เป็นอะไรของมัน...พูดจาก็ไม่รู้เรื่อง จู่ ๆ มาบอกให้ไป แล้วจะรู้มั้ยว่าไปไหน แถมยังมาทำญาติดีด้วยอีก ข่าวว่าก่อนหน้านี้ยังจิกตาจะแตกอยู่เลยไม่ใช่รึไง ไอ้ลิงน่าหมั่นไส้เอ้ย!

          “ลุกกกกกกก ภูลุกกกกก” พอผมยังนอนนิ่ง ไม่มีความกระตือรือร้นใด ๆ ที่จะลุก เสียงเล็กนั่นก็โหยหวนขึ้นมาอีกระดับ แถมยังเรียกชื่อผมซะด้วย ไอ้นาวีบิดตัวจนเกือบจะเป็นเลขแปด ขณะที่ผมทำได้แค่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ

          ผมว่าผมก็เคยผ่านช่วงวัยห้าขวบมาก่อนนะ แต่ไม่คิดว่าตัวเองอารมณ์แปรปรวนขนาดนี้ ตกลงมึงจะญาติดีกับกู หรือจะยังไง เอาให้แน่ ๆ ซิ

          “อะไรวะ” พอถามแบบนั้น แถมยังไม่คิดจะลุกไปไหน ไอ้เด็กนาวีก็กระทืบเท้าเร่า ๆ เหมือนจะเป็นจะตาย ดวงตาที่เริ่มชินกับความมืดทำให้ผมเห็นไอ้เด็กนั่นเบะปากขมวดคิ้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หรือโดนเขินถีบตกเตียงมา? ไม่นะ เขินของผมไม่ได้นอนดิ้นซักหน่อย คิดแล้วก็ผงกหัวขึ้นไปดูบนเตียงหน่อย...ก็ยังเห็นที่รักหลับสนิทอยู่ท่าเดิมกับตอนเข้านอนเป๊ะ เลยดึงแขนตัวเองออกจากมือไอ้เด็กแสบ “อย่ากวน จะนอน ไม่ทะเลาะด้วยนะตอนนี้ กูเหนื่อย”

          พอทำแบบนั้น ไอ้เด็กนาวีก็กระทืบเท้ารัว ๆ คราวนี้ไม่ได้ดึงแขนแล้วครับ แต่กระชากคอเสื้อแทน อือหือ...ตรงนี้มึงจะเอาใช่มั้ย?

          “บอกว่าไม่ทะเลาะแล้วไง อะไรนักหนาห้ะ?” ผมจิ๊ปากอย่างหัวเสีย กำมือแน่นพยายามหักห้ามใจไม่ให้ต่อยเด็กอย่างเต็มความสามารถ “ปล่อย”

          “ฮื้อออออ” แต่เหมือนไอ้เด็กนี่จะไม่เข้าใจ เพราะถึงแม้จะยื่นคำขาดไปแบบนั้น ไอ้นาวีก็ทำแค่ส่งเสียงเหมือนจะร้องไห้ออกมา ทำให้ผมต้องพ่นลมหายใจแรง ๆ ออกมาทีอย่างรำคาญ แล้วค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นมาคุยกับมันดี ๆ

          “เป็นอะไรของมึงวะ?”

          “ปวดฉี่ ไปเร็ววววว” คำตอบของมันไม่ได้ช่วยให้ผมกระจ่างซักเท่าไร คือปวดฉี่ก็ไปฉี่มั้ย จะปลุกผมเพื่ออะไร ภูผาไม่เข้าใจครับ

          “ก็ไปดิ่วะ ไม่รู้จักห้องน้ำบ้านตัวเองรึไง” ผมถามออกไปอย่างเซ็ง ๆ ไอ้เราก็นึกว่าจะเป็นจะตายอะไรถึงได้มาทำตัวแปลก ๆ ใส่ โคตรเสียเวลานอนเลย!

          “ก็ไปด้วยกันสิ!” คำพูดนั้นเหมือนจะเป็นการสั่งกราย ๆ แถมยังกระแทกเสียงใส่อีกต่างหาก ทำให้ผมเหวอไปแปปหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น

          “เพื่อ?”

          “ฮื้ออออ จะไม่ไหวแล้วนะ” แต่มันไม่ตอบคำถาม แต่เร่งผมแทน แถมเขย่าคอเสื้อผมไปมาแล้วยังกระทืบเท้าเร่า ๆ นี่อีกนิดหนึ่งจะเต้นแล้วมั้ง ดูก็รู้ว่าท่าทางจะปวดมาก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าถ้าปวดขนาดนั้นทำไมไม่ไปเลย หรือถ้าอยากได้เพื่อนไปไอ้เด็กนี่มันก็น่าจะเลือกปลุกเขินมากกว่า...หรือว่าปลุกแล้วที่รักของผมไม่ตื่นวะ รายนั้นตื่นยากยิ่งกว่าอะไร

          “ไม่ไป จะไปก็ไปเอง ไม่ได้ปวด” ตอบไปด้วยความหมั่นไส้ส่วนบุคคลล้วน ๆ ผมทำแค่ดึงเสื้อตัวเองออกจากมือของอีกฝ่ายแล้วทำท่าจะล้มตัวลงนอนอีกรอบ ถ้าไม่ติดว่าร่างเล็ก ๆ มันโถมเข้าหาทั้งตัวแล้วกอดคอแน่นจนหายใจเกือบไม่ออกอ่ะนะ

          “ไปด้วยกัน ภูไปกับนาวีด้วย”

          “ไม่” ผมนิ่ง

          “ฮื้อออออ ไปปปป จะราดแล้วนะ!!!” มันโวยวายด้วยเสียงเหมือนจะร้องไห้

          “ไม่ไป” แต่พอดีไม่ได้ทำให้ผมสงสารเท่าไร ติดจะสะใจเล็ก ๆ สมน้ำหน้าหน่อย ๆ บอกแล้วไงว่าไม่ชอบเด็กครับ โดยเฉพาะไอ้นาวีนี่น่าหมั่นไส้เป็นพิเศษเพราะมันจะแย่งแฟนผม!

          “ไม่ไปจะฉี่ตรงนี้แล้วนะ!!” แล้วเด็กมันก็โวยวายหนักกว่าเดิม คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ผมชะงักไป เดี๋ยวนะ...ถ้ามันฉี่ตรงนี้ผมว่าไม่ดีแน่ นี่ตรงนี้กูต้องพาเด็กห้าขวบไปเข้าห้องน้ำตอนกลางดึกจริง ๆ เหรอเนี่ย? ทำไมมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญขนาดนี้วะ

          “จะขอให้คนอื่นไปห้องน้ำเป็นเพื่อนก็ขอดี ๆ ดิ่ ไม่ใช่มาสั่ง” แต่ถึงจะตัดสินใจว่าจะพามันไป ก่อนที่มันจะฉี่ราดตรงนี้แล้วก็เถอะ แต่ก็ขอเอาคืนหน่อยแล้วกัน เพื่อความสะใจล้วน ๆ ให้มันรู้ไปว่าใครเหนือกว่า!

          “ก็ขอแล้ว ไปปปป” เถียง...มันกล้าเถียง นี่แถวบ้านเรียกขอเหรอ ผมบอกเลยว่าไม่! ผมยังไม่พอใจ

          “ขอดี ๆ ”

          “ก็ดีแล้วไง” ยังจะเถียงอีก...

          “ขอแบบนี้ก็ไปคนเดียว นอนล่ะ” ผมว่า แล้วดันตัวไอ้ลูกลิงที่เกาะผมอยู่ออก แต่แค่นั้นมันก็ปีนขึ้นมาเหยียบขาผมไว้แล้วกระทืบเร่า ๆ อยู่แบบนั้น นี่ถ้าไม่จับไหล่ผมไว้อยู่ ร่างเล็ก ๆ นั่นคงล้มไปแล้ว

          “ไปด้วยกันนนนนน ฮื้ออออ ภูไปกับนาวีเร็ว ๆ ปวดฉี่!!

          “หนวกหู” ผมตบหัวมันเบา ๆ ไปทีเมื่อไอ้เด็กนี่เริ่มเสียงดังกว่าเดิม แต่แน่นอนว่าเสียงระดับนี้ไม่ได้ทำให้สุดที่รักของผมตื่นแต่อย่างใด “ก็บอกให้ขอดี ๆ ทำเป็นมั้ย”

          “ฮื้ออออออ”

          “นอนล่ะ”

          “ไม่เอา ฮื้ออออ พี่ภู...พี่ภูครับ พี่ภูไปกับนาวีนะครับ นะ นะ ไปน้า!!” คำพูดที่ออกจะร้อนรนไม่น้อยของไอ้เด็กห้าขวบทำให้ผมชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

          “พูดดี ๆ ก็เป็นนี่ จะไปก็ปล่อย” หลังจากได้กลั่นแกล้งพอให้สะใจพอควรแล้ว ผมก็ตัดสินใจเลิกเล่นตัวในที่สุด ก่อนที่มันจะฉี่ราดใส่ผมขึ้นมาจริง ๆ ส่วนไอ้นาวี พอเห็นผมยอมลุกจากที่นอนแล้ว มันก็ยิ้มกว้าง ลากผมออกไปอย่างรวดเร็ว

          “เร็ว ๆ ๆ ๆ ”

          “เออ ๆ ” ตอบรับแล้วเดินไปตามแรงดึงของมัน พอออกไปนอกห้องที่อากาศเย็นนิด ๆ เพราะเป็นช่วงกลางคืนของฤดูหนาว ไอ้เด็กที่ลากผมออกมาจากห้องก็ขยับเข้ามาเกาะหนึบอยู่กับแขนผมแล้วลากต่อไปถึงห้องน้ำ

          “เปิดไฟให้หน่อย” มันว่า มือก็ยังเกาะแขนผมแน่น ท่าทางดูก็รู้ว่าทั้งกลัวทั้งปวดฉี่เหลือเกิน ทำให้ผมจำต้องเอื้อมมือกดสวิตช์ไฟให้ พอไฟห้องน้ำสว่าง ไอ้ลูกลิงก็ผละจากแขนผมแล้ววิ่งปรุ๊ดเข้าห้องน้ำไปทันที ไม่ปิดประตูซะด้วย แต่พอจะปิดให้ ก็ได้ยินเสียงมันโวยวาย “ไม่เอา ห้ามปิด!!

          “เข้าห้องน้ำไม่ปิดประตู ไม่อายรึไง” พอมันร้องห้ามแบบนั้น ผมก็เปลี่ยนมายืนพิงกำแพงแทน ใจจริงก็อยากจะปิดประตูแล้วปิดไฟตามแกล้งมันซักหน่อย แต่กลัวมันจะร้องลั่นเรียกคนทั้งบ้านให้ตื่นขึ้นมาดึกดื่นแบบนี้ ไม่ไอ้เด็กนี่อาจจะช็อคหัวใจวายตายตั้งแต่ตัวยังสูงไม่ถึงราวบันไดไปซะก่อนก็เป็นได้

          “ก็อย่ามองสิ”

          “หืม? ก็ได้ งั้นไปนะ” ผมเลิกคิ้วขึ้น แล้วจงใจเดินผ่านหน้าห้องน้ำให้มันเห็น ทำทีเหมือนจะกลับเข้าห้องนอนไปอีกรอบ

          “ไม่เอา!!

          “...” ผมเงียบ

          “ฮื้อออออ ภู...”

          “...” ยังเงียบอยู่ นี่กลั้นขำจนตัวสั่นแล้วนะ เพิ่งรู้ว่าเด็กเล็ก ๆ มันแกล้งสนุกขนาดนี้ว่ะ...บางทีผมน่าจะเริ่มชอบเด็กขึ้นมาบ้างแล้วก็ได้ แต่ก็แค่เฉพาะเวลาได้แกล้งมันแบบนี้น่ะนะ เวลาอื่นอย่าพูดถึง

          “ภู!!!!” คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงเรียก แต่ได้ยินเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ จากในห้องน้ำด้วย ท่าทางนาวีมันจะจัดการธุระของมันเสร็จแล้วล่ะมั้ง ผมเหลือบมองเงาร่างของไอ้เด็กนั่นที่ปรากฏอยู่บนพื้นตรงหน้าเพราะแสงไฟจากในห้องน้ำ เห็นมันกำลังจะเดินออกมาแล้วครับ “ภู...ฮื้ออออ ภู...”

          พอได้ยินเสียงเหมือนจะร้องไห้กลัว ๆ แบบนั้นแล้วก็อดคันไม้คันมืออยากแกล้งไม่ได้ เมื่อกลางวันทำกับผมไว้เยอะดีนัก...นี่ผมไม่ได้เจ้าคิดเจ้าแค้นเลยนะครับ จริง ๆ

          ผมยื่นนิ่ง ๆ พยายามกะจังหวะที่ไอ้เด็กนาวีจะเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี ก่อนจะโผล่พรวดไปตรงหน้าผมแล้วแสร้งทำหน้าตาตื่น “เฮ้ย! อะไรอยู่ข้างหลัง!!

          “เง้ยยยยยย!!!” เจ้าเด็กนั่นร้องไม่เป็นภาษาก่อนจะถอยหลังไปสองสามก้าวเพราะตกใจเสียงผม ขณะที่ผมต้องกลั้นขำสุดชีวิตแล้วทำหน้าเครียด

          “อะไรอยู่ข้างหลังมึงวะ...”

          “ฮื้ออออ อะไร...มีอะไรอ่ะ...!!” พอบอกแบบนั้น ไอ้เด็กที่ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วก็ตัวสั่นปากสั่นไปหมด แล้วรีบพุ่งเข้ามาเกาะผมไว้ ไม่ได้หันไปมองข้างหลังเลยแม้แต่น้อย

          “มันมี...”

          “ไม่เอา ไม่อยากรู้ ไม่เอา ๆ ๆ ภูอย่าพูด ฮื้อออออ” ผมเหลือบมองร่างเล็ก ๆ ที่เกาะหนึบสมกับเป็นลูกลิงแล้วมองไปด้านหลังที่ว่า...

          “ไม่อยากรู้จริง ๆ เหรอ ข้างหลังมึงอ่ะ มัน...”

          “ไม่เอ๊า ฮื้อออออ กลับห้องงงงง ภูกลับบบบบบ” ฟังเสียงร้องโหยหวนของมันแล้วผมก็แสร้งถอนหายใจหนัก ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้สึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองยิ้มจนปากจะฉีกอยู่แล้วด้วยซ้ำ ให้ตาย...ทำไมแกล้งเด็กมันสนุกแบบนี้วะ!

          “เฮ้อ ก็ได้ ๆ ” ...จริง ๆ แค่จะบอกว่าข้างหลังมึงก็มีชักโครกไง ไอ้ลิงเอ้ย! “เอ้า จะกลับห้องก็ปล่อยสิ เกาะงี้จะเดินได้ไง”

          “ไม่เอา ภูอุ้มมมม”

          “ห้ะ!?” เดี๋ยว...นี่ชักเริ่มไม่สนุกล่ะนะ ทำไมผมต้องอุ้มมันด้วยวะ คิดว่าอายุห้าขวบแล้วตัวเบานักรึไง...โอเค จากขนาดตัวเท่าเมี่ยงแบบนี้ก็ไม่น่าหนัก แต่ประเด็นคือผมอุ้มเด็กไม่เป็นเว้ย! ช่วงนี้อุ้มเป็นแต่หมาแต่แมวน่ะ มึงมีขาหน้าขาหลังมั้ยล่ะไอ้นาวี จะได้วางตำแหน่งมือถูก

          “อุ้มมมมมม ฮื้ออออ ภูอุ้มนะ อุ้ม ๆ ”

           “เฮ้ย ไม่เอา เรื่องไรต้องอุ้ม โตแล้วก็เดินเองดิ่” ผมขมวดคิ้ว พยายามดันตัวเล็ก ๆ ที่เกาะเป็นปลิง แถวแขนสั้น ๆ ของมันพยายามโอบรอบเอวผมแล้วจิกแน่นเชียว

          “ไม่เอา ข้างหลังมีอะไรไม่รู้อ่ะ ไม่เอ๊า!!!!!!!!!” ระดับเสียงที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผมต้องขยี้หัวตัวเองอย่างเซ็ง ๆ ไอ้เมื่อกี้มันก็สนุกอยู่หรอก แต่พอไอ้เด็กนี่มันกลัวเกินแล้วเป็นภาระผมว่ะ...แบบนี้จะบอกว่ากรรมตามสนองหรืออะไรทำนองนั้นได้รึเปล่า

          “อย่างอแงดิ่วะ มันไม่มีอะไรเว้ย ผีเผออะไรมีจริงที่ไหนห้ะ หลอกเล่นเฉย ๆ เหอะ ปล่อยได้แล้ว” ผมตัดสินใจบอกความจริงกับอีกฝ่ายไป แต่เหมือนไอ้เด็กห้าขวบที่เกาะหนึบอยู่นี่มันไม่ได้โฟกัสคำว่าไม่มีอะไรของผมเลยด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินคำว่าผีในประโยค

          “ภู๊!!! อุ้มมมมมมมม อุ้มนาวี!!! ไม่เอาผี ฮื้ออออออออ” คราวนี้ไม่ใช่แค่ร้องอย่างเดียว แต่จากที่ยืนเกาะอยู่เฉย ๆ มันเริ่มพยายามปีนตัวผมขึ้นมาแล้วครับ นี่ถ้ารวมร่างกับผมได้มันคงทำไปแล้ว นี่มึงกลัวขี้ขึ้นสมองจนเพี้ยนไปแล้วรึเปล่าวะ

          “อย่าปีน เดี๋ยวตก!!” ผมบอก สุดท้ายก็ต้องยกมือขึ้นโอบหลังไอ้ตัวเล็กไว้เพราะมันเอาขาเกี่ยวขาผมจนตัวลอยจากพื้น มือเล็ก ๆ ก็กำเสื้อผมแน่นจนคิดว่ามันน่าจะย้วยไปหมดแล้ว นี่ถ้าเกิดตกลงไปหัวร้างข้างแตกขึ้นมานี่ไม่มีปัญหาปั๊มใช้พ่อแม่เขานะเว้ย...สุดที่รักของผมมีลูกไม่ได้นะอย่าลืม

          “ฮื้ออออออออออออออ” แต่แน่นอนว่าไอ้นาวีมันสติแตกเต็มขั้นไปแล้ว ไม่ฟังอะไรซักอย่าง เอาแต่ร้องลั่นชนิดที่ว่าผมค่อนข้างมั่นใจว่าน้องอายกับไอ้ขุนพลที่อยู่ในห้องมันน่าจะได้ยินแล้วแน่ ๆ แต่สงสัยว่าทำไมมันไม่เปิดประตูออกมาดูดำดูดีน้องมันเลยวะ จะมีก็แต่ผมเนี่ยที่ต้องยอมจับตัวไอ้เด็กนี่ไว้เพราะมันพยายามไต่ขึ้นมาเกาะไหล่ผมให้ได้ ท่าทางว่าตำแหน่งที่มันเกาะอยู่จะเกาะไม่ถนัด

          “อย่าเสียงดังสิวะ!” ผมได้แต่จิ๊ปากเบา ๆ อย่างงุ่นง่าน บอกแล้วไงครับว่ารับมือกับเด็กไม่ได้...แม่งไม่น่าเลยไอ้ภู ไม่น่าไปแกล้งมันเล๊ย!!

          “กลับห้องงง ฮื้ออออ ไม่เอาแล้วววววว” และนั่นคือคำตอบของไอ้นาวีที่ดังระดับสามล้านแปดเดซิเบล มึงจะร้องให้ข้างบ้านได้ยินด้วยเลยมั้ย ดังขนาดนี้

          “โหย...คิดว่าเสียงไร” แล้วในที่สุดเสียงร้องของไอ้เด็กนี่ก็เป็นผล ปลุกให้น้องอายโผล่หน้าออกมาจากประตูห้องตัวเองในที่สุด ทำให้ผมรีบหันขวับไปหาราวกับเห็นแสงสว่างที่ปลายทางอุโมงค์ มองน้องอายที่ดูสะลึมสะลือขั้นสุดแล้วตั้งใจจะเรียกให้ช่วย ถ้าไม่ติดว่าน้องมันชะโงกหน้าออกมาแล้วหันทางห้องไอ้ขุนพลก่อน “ไอ้พล!! พี่ภูทำไอ้วีร้องไห้!!!

          “เฮ้ย มันไม่ได้ร้อง!” ผมรู้สึกเหมือนโดนปรักปรำอย่างบอกไม่ถูก ถึงไอ้นาวีจะแหกปากลั่นขนาดนี้ แต่มันก็ยังไม่มีน้ำตาออกมาให้เห็นซักหยดเลยนะครับ หรือกลัวจนลืมวิธีร้องไห้ไปแล้ววะ?

          “รับผิดชอบด้วยพี่ภู ปลอบมันเลย!” แต่ทั้งน้องอายและไอ้ขุนพลที่พอได้ยินเสียงพี่สาวมันก็ยอมเปิดประตูออกมาแล้วบอกผมแบบนั้น...รวดเร็วชนิดที่รับรู้ได้ว่าไอ้เด็กนี่มันต้องได้ยินเสียงร้องของน้องมันแล้วตื่นขึ้นมาซักพักแล้วแน่ ๆ

          “น้องมึง มึงมาปลอบดิ่วะ!! อายก็ได้ ซักคน เร็ว ๆ ” ผมผลักภาระเต็มที่ แต่น้องอายกลบัทำแค่อ้าปากหาวแล้วโบกมมือให้ผมก่อนจะปิดประตูเข้าห้องพร้อมคำอวยพร

          “ฝันดีพี่ภู” ฝันดีกับผีสิ...!!

          แล้วพอหันไปทางขุนพล... “พี่ทำมันร้องอ่ะ รับผิดชอบเลย ผมง่วง เพิ่งนอนไปได้ยังไม่ถึงชั่วโมงเลย วุ้ย!

          ปัง!

          ...แล้วมันก็ปิดประตูไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งผมไว้กับไอ้ลูกลิงที่เกาะหนึบอยู่กับอกผมหลังจากที่มันพยายามอย่างหนักในการปีนขึ้นมาผมตัวผมจนสำเร็จ โดยที่ผมต้องช่วยประคองตัวมันไว้อย่างเสียไม่ได้เพราะท่าทางถ้าปล่อยให้ปียขึ้นมาเองมีหวังหัวทิ่มตกลงไปแหง ๆ

          “เวร...” ได้แต่สบถออกมาเบา ๆ แล้วจับตัวเล็ก ๆ ที่เกาะอยู่ไว้แบบเก้ ๆ กัง ๆ เอาจริง ๆ ก็อยากจะเดินไปถีบประตูให้ไอ้ขุนพลหรือไม่ก็น้องอายออกมาช่วยอยู่หรอกครับ แต่ไอ้คำว่า พี่ทำมันร้องอ่ะ รับผิดชอบเลยของไอ้ขุนพลมันดังก้องอยู่ในหัวจนสุดท้ายก็ได้แต่จำใจพาไอ้ลูกลิงที่ตัวสั่นงก ๆ เดินกลับเข้าไปในห้องของเขินอย่างช่วยไม่ได้

          ไม่น่าแกล้งมันเลยว่ะ...

          ผมถอนหายใจหนัก ๆ แล้วใช้ไหล่ดันประตูเข้าห้องไป มองไอ้นาวีที่เกาะผมแน่น เลิกร้องตั้งแต่ผมยอมอุ้มนั่นแหละครับ “เอ้า ไม่มีอะไรแล้ว ไปนอนไป”

          “ฮื้อออออ” แต่นิ่งอยู่ได้ไม่นาน พอผมทำท่าจะดันมันออก ไอ้เด็กนั่นก็ร้องขึ้นมาอีกรอบ แถมยังจิกไหล่ผมอีกต่างหาก

          “อย่าเสียงดัง กวนเขินน่า” ผมขมวดคิ้วมุ่น พยายามดันมันออกอีกรอบ ให้ตาย...แค่พาเด็กไปเข้าห้องน้ำมันเหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอวะ

          แต่จริง ๆ ถ้าผมไม่แกล้งมัน ผมก็ไม่น่าจะเหนื่อยขนาดนี้นะ...พอมาคิด ๆ ดูแล้ว จะบอกว่าไอ้นาวีงี่เง่ากลัวอะไรไม่เข้าเรื่องก็ว่าได้ไม่เต็มปาก

          “ฮื้ออออ ไม่เอา อย่าปล่อยยยย” มันงอแงไม่เลิก ขณะที่ผมเริ่มปวดหัวตุบ ๆ เหมือนไมเกรนจะขึ้นอย่างบอกไม่ถูก บอกเลยว่าชาตินี้ผมจะไม่มีลูกเด็ดขาด!!!...แต่สุดที่รักของผมก็ท้องไม่ได้อยู่แล้วนี่หว่า เพราะงั้นไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก มาห่วงเรื่องตอนนี้ดีกว่า ว่าผมจะแกะไอ้เด็กนี่ออกไปได้ยังไง จะได้ไปนอนต่อซักที ผมต้องการพักผ่อน!! เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องขับรถกลับกรุงเทพฯ อีกนะ

          “อย่างอแง ไปนอนไป หลับตาก็ไม่เห็นอะไรแล้วน่า” สาบานได้ว่านี่พยายามปลอบแล้ว แต่เหมือนจะไม่ได้ผล เพราะไอ้นาวีเอาแต่ส่ายหน้าปิดหูปิดตาไม่ฟังอะไรทั้งนั้น แถมยังเถียงออกมาอีก

          “ไม่เห็นแต่มันมีอ่ะ!!

          “เอ่อน่า...ไม่มีแล้ว ไล่ไปแล้วเนี่ย ไปดิ่ไป ไปชิ่ว ๆ ” สงสัยเหมือนกันว่าทำไมตัวเองต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย แต่ผมก็ยังส่งเสียงเหมือนไล่อะไรซักอย่าง ที่ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าไล่ผีในจินตนาการของไอ้เด็กนี่ หรือไล่มันที่เกาะผมไม่ปล่อยกันแน่ “เอ้า มันไปแล้ว ไปนอน”

          “ไม่เชื่อ!” ซะงั้น...ไอ้ที่ผมพยายามมองข้ามความปัญญาอ่อนแล้วทำไปเมื่อกี้ไม่มีผลเลยสินะ ไม่เข้าใจจริง ๆ ทำไมเด็กมันต้องกลัวอะไรแบบนี้ด้วยวะ ผมเองก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าตอนเด็ก ๆ ผมเคยกลัวจินตนาการอะไรแบบนี้บ้างรึเปล่า เพราะพอโตมา ความเป็นจริงมันน่ากลัวว่าจินตนาการเยอะจนหลงลืมความรู้สึกพวกนั้นไปแล้วล่ะมั้ง

          ผมสะบัดหัวไล่ความคิดแปลก ๆ ที่ไม่ควรมาอยู่ในหัวตอนนี้ออก แล้วแกะมือเล็กที่จิกไหล่ผมอยู่ให้หลุด...เห็นตัวเล็ก ๆ แค่นี่ จิกทีเหมือนเนื้อจะหลุด ให้ตาย! “เงียบแล้วนอน”

          “ฮื้อออออออออ” แต่พอสั่งแบบนั้น แถมยังขมวดคิ้วใส่ ไอ้นาวีก็ร้องลั่นขึ้นมาอีกรอบ จิกมือของผมแน่น...เชื่อได้เลยว่าพอมันปล่อย มือผมจะต้องขึ้นรอยเล็บมันแน่ ๆ

          โว้ย!! ยุ่งยากจังวะ!

          “บอกว่าอย่าเสียงดังไง เดี๋ยวเขินก็ตื่นหรอก!!” ผมหงุดหงิดงุ่นง่าน ผสมปนเปกับความรู้สึกผิดหน่อย ๆ ที่เริ่มย้ำกรายเข้ามาในความนึกคิด ไอ้นาวีมันกลัวเกินคาดไปมาก...ไม่คิดว่าระดับความกลัวของเด็กห้าขวบมันจะมากมายมหาศาลขนาดนี้

          “ฮื้อออออออออออออออออ” แต่พอยิ่งขึ้นเสียงใส่มันก็ยิ่งร้องลั่นไม่ฟังกันบ้างเลย ทำให้ผมได้แต่ขยี้หัวอย่างจนใจ ทำไงดีวะ...ถ้าเขินตื่นมาแล้วรู้ว่าผมทำน้องเขาตกอกตกใจขวัญเสียขนาดนี้จะโดนโกรธมั้ยเนี่ย ผมบอกไอ้นาวีที่แหกปากไม่หยุดแล้วก็พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

          ใจเย็น ๆ ไอ้ภู...มึงใจเย็น ๆ นี่น้องชายเขิน น้องชายของสุดที่รัก...มึงไปแกล้งเขา มึงต้องรับผิดชอบ ไอ้ภู...มึงต้องรับผิดชอบไม่งั้นมึงโดนเขินโกรธแน่

          “แม่งเอ้ย...ยังไงดีวะ” ผมขมวดคิ้วแน่น พยายามคิดหาวิธีให้ไอ้เด็กนี่หยุดแหกปากซักที มันจะเหมือนหมาแมวของเขินรึเปล่าวะ เวลาไอ้พวกนั้นตกใจหรือว่ากลัวอะไร เขินจะเข้าไปหา แล้วก็ลูบหัวลูบหลังพวกมันจนกว่าพวกมันจะสงบ...คล้าย ๆ เวลาที่เขินทำให้ผมใจเย็นลงเหมือนกันนะ วิธีนี้จะใช้ได้ผลกับไอ้ลูกลิงนี่รึเปล่าหว่า? แต่ผมไม่ใช่เขินซะด้วยสิ

          จะให้ไปโอ๋ ๆ หรืองุ้งงิ้ง ๆ ไม่เป็นไรนะครับ ๆ แบบนั้นก็ทำไม่ได้

          “เฮ้อ...มานี่มา” สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วรวบตัวไอ้เด็กนาวีเข้ามาหาอีกรอบ ตบหลังมันเบา ๆ ไปทีสองที “เลิกร้องได้แล้ว ลูกผู้ชายป่ะเนี่ย”

          “ผู้ชายสิ” พอยอมกอด มันก็ค่อย ๆ สงบลงทีละนิด สงสัยจะเสียวหลังมันเพราะผมบอกว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังแหง ๆ พอตบหลังลูบหลังแบบนี้มันเลยยอมนิ่ง

          “ผู้ชายแล้วกลัวอะไรกับเรื่องแค่นี้”

          “ไม่เกี่ยวซักหน่อย!” พอยอมให้หน่อยก็เริ่มเถียง...แต่ก็ดีกว่าให้มันโวยวายงอแงแบบเมื่อกี้แหละครับ เอาจริง ๆ พพอมันเริ่มว่าง่ายขึ้นมานิดหน่อยแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าเลี้ยงเด็กไม่ค่อยยากเท่าไรเหมือนกันนะ...แค่ยอมตามใจ เออออตามน้ำไปหน่อยก็เชื่องแล้วนี่ว่า ง่ายกว่าเลี้ยงไอ้เหมียวอีก

          “เออ ๆ แล้วหายกลัวยัง” ขมับที่ปวดตุบ ๆ กับการรับมือกับอะไรที่ไม่คุ้นเคยอย่างไอ้เด็กนาวีนี่กำลังร้องประท้วงให้ผมกลับไปนอนพักได้แล้ว ทำให้ผมพยายามตัดบทไอ้เด็กนี่ให้เร็วที่สุด

          “หายแล้ว”

          “งั้นก็ไปนอน” คำตอบของมันทำให้ผมแทบจะอยากลุกขึ้นมาจุดพลุฉลอง แต่ทำไมหายแล้วแล้วยังไม่เลิกเกาะวะ?

          “ไม่ง่วงอ่ะ” มันว่าแบบนั้น ทำให้ผมจำต้องพ่นลมหายใจออกมาอีกรอบ ขอกลับคำตัวเองครับ เลี้ยงไอ้เหมียวง่ายกว่า อย่างน้อยมันก็ไม่มาต่อปากต่อคำกับผมแบบนี้!

          “แต่กูง่วง”

          “ไม่เอา ไม่ให้นอน”

          ถ้อยคำที่เหมือนจะเป็นคำสั่งของมันทำเอาผมคิ้วกระตุก “แย่งเขินแล้วยังจะมาแย่งเวลานอนคนอื่นอีก เดี๋ยวจะโบกให้”

          “ภูนั่นแหละจะแย่งเขิน!” พอเป็นเรื่องเขินไอ้เด็กนี่ก็เถียงเสียงแข็งขึ้นมาอีกระดับทันที ทำให้ความหมั่นไส้เริ่มก่อตัวมาแทนที่ความรู้สึกผิดทีละนิด

          “เออ จะแย่ง! งั้นแย่งตอนนี้เลยดีมั้ย จะจับโยนออกไปนอกห้องให้ไปอยู่กับผีข้างนอกนั่น จะได้นอนกับเขินสองคนซักที” ครับ...ผมกำลังต่อปากต่อคำกับเด็กอายุห้าขวบ...อย่างจริงจังด้วย แต่เรื่องของเขินทั้งคน ผมก็ต้องจริงจังสิครับ ไม่ได้กำลังทะเลาะกับเด็กหรอกนะ!

          “ไม่เอา! ไม่อยู่กับผี!!!” พอพูดถึงผีอีกรอบ ไอ้เด็กนาวีก็เบะปาก แล้วโวยวายหนักขึ้นเมื่อผมทำท่าจะดันตัวมันออก “ภูอย่าปล่อย ไม่เอา!!!

          “ไม่เอาก็เลิกแย่งเขินดิ่ รู้ป่ะว่านี่แฟนเขินอ่ะ มีแต่เด็กไม่ดีนั่นแหละที่แย่งแฟนคนอื่น” บอก ๆ ไปก็ไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจรึเปล่า แต่ผมก็อดไม่ได้ ขณะที่ไอ้นาวีทำหน้ายู่

          “นาวีเป็นเด็กดี! ภูแหละไม่ดี แย่งเขินอ่ะ!

          “เป็นเด็กเป็นเล็ก ว่าผู้ใหญ่นะ มึงอ่ะเด็กไม่ดี” พอป่วยการที่จะเถียงเรื่องของสุดที่รัก เพราะดูยังไงเถียงกันวันนี้ก็ไม่มีทางจบ ผมเลยหาเรื่องว่ามันไปเรื่อยแทน คราวนี้ไอ้นาวีขมวดคิ้วใส่

          “ภูก็ผู้ใหญ่ไม่ดี พูดไม่เพราะ ครูบอกว่าพูดไม่เพราะไม่ดี!” พูดไม่เพราะ? หมายถึงไอ้ที่มึง ๆ กู ๆ กับเด็กห้าขวบนี่นะเหรอ?

          “พี่ชายมึงก็พูดเถอะ” ผมหมายถึงไอ้ขุนพลกับไอ้กัปตันครับ

          “ขุนพลกับกัปตันก็ไม่ดี! แกล้งนาวีด้วย นาวีไม่ชอบ! นาวีชอบเขินคนเดียว ภูแย่งเขินไม่ได้!!” แล้วก็วกเข้าเรื่องของเขินอีกจนได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมชะงักไปคือประโยคก่อนหน้านั่นต่างหาก ไม่ชอบพี่ชายตัวเองรึไง? นั่นครอบครัวเลยนะ ถึงจะดูไม่ค่อยใส่ใจ แต่ผมว่าที่แกล้งก็เพราะรักไม่ใช่รึไง ครอบครัวนี้มันก็แสดงออกกันแบบนั้นอยู่แล้วรึเปล่า?

          “ระวังเหอะ วันไหนพวกนั้นไม่แกล้งแล้วมึงจะเหงา” ไม่ได้อยากยุ่งเรื่องในครอบครัวคนอื่นหรืออะไร แต่บางทีมันก็อดไม่ได้ ไอ้กัปตันกับไอ้ขุนพลรู้ว่าโดนน้องชายเหม็นขี้หน้าแบบนี้ มันได้ช้ำใจตายกันพอดีมั้ง อีกอย่าง...เติบโตมาแบบไม่รู้สึกว่าโดนรักเลยมันเลวร้ายจะตายชัก ถึงจะรำคาญไอ้นาวีไปบ้าง แต่ก็อยากบอกให้รู้ว่าอย่างมันน่ะโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีคนรักเยอะแยะขนาดนี้ ยังจะทำโง่ไม่รู้ตัวอีก

          “กัปตันกับขุนพลจะแกล้งนาวีไปตลอดชีวิตนั่นแหละ!” ...หรือบางทีมันอาจจะรู้? พูดเหมือนไม่อยากให้ไอ้สองหน่อนั่นไปไหนเลยนะไอ้ลิงเอ้ย

          “เรื่องของมึงแล้วกัน ไม่เถียงด้วยล่ะ จะนอน ไป ๆ ไปนอนไป” ผมได้แต่ไหวไหล่น้อย ๆ แล้วหาวหวอดออกมา

          “พูดไม่เพราะอีกแล้ว แบบนี้ไม่ให้เขินอยู่ด้วยหรอก นาวีจะปกป้องเขิน!” มันว่าแบบนั้น ขณะที่ผมขมวดคิ้วมุ่น แล้วทำไมจู่ ๆ มาโฟกัสเรื่องนี้วะ หรือเพราะตอนนี้หัวว่างแล้วถึงได้นึกออกมาผมขึ้นมึงกูกับมันตั้งแต่มันมาปลุกผมเพราะฉี่จะราดนั่นแล้ว

          “งั้นถ้าพูดเพราะจะเลิกแย่งเขิน?”

          พอผมเลิกคิ้วแล้วถามแบบนั้น ไอ้นาวีก็ทำท่าคิดหนัก ก่อนจะตอบกลับมา “จริง ๆ ภูก็ดี ไล่ผีให้ด้วย...ถ้าพูดเพราะ ๆ จะแบ่งเขินให้นิดหนึ่งก็ได้”

          ผมเพิ่งรู้ว่าเขินเป็นสิ่งมีชีวิตที่แบ่งได้...ก็บ้าแล้ว! คำพูดของไอ้เด็กห้าขวบนี่ทำให้ผมหลุดขำออกมา ก่อนจะกระแอมแก้เก้อนิดหน่อยที่หลุดฟอร์ม แล้วตีหน้านิ่งใส่เมื่อคิดอะไรดี ๆ ได้จากประโยคที่ไอ้นาวีเหมือนจะเปิดทางให้ผมโดยไม่รู้ตัว “ถ้ายอมเรียกพี่ จะพูดเพราะ ๆ แล้วไล่ผีให้ไม่มายุ่งอีกเลยก็ได้นะ”

          “ไม่เอา ภูไม่ใช่พี่นาวีซักหน่อย” แต่พอบอกแบบนั้น ไอ้เด็กนี่ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง

          “กูโตกว่ามึง มึงเรียกชื่อห้วน ๆ ก็ไม่ดีเหมือนกันแหละ”

          “นี่ไง ภูก็พูดไม่เพราะ” ยังคงเถียงคอเป็นเอ็นทำให้ผมได้แต่ถอนหายใจ พยายามบอกให้ตัวเองใจเย็น ๆ ไหน ๆ ไอ้นาวีก็ดูเหมือนจะไม่งี่เง่าเท่าไรแล้ว ท่าทางคุยรู้เรื่องขึ้น ผมก็อยากต่อรองกับมันให้จบ ๆ ไป พรุ่งนี้จะไม่ได้ต้องไปรบกับมันให้เหนื่อยเปล่าอีก

          ยอมก่อนก็ได้วะ!

          “เอ้า งั้นพี่...โอเค? พี่พูดเพราะแล้ว เพราะงั้นเลิกแย่งเขิน แล้วพูดดี ๆ กับพี่ด้วยโอเคป่ะ”

          “ไล่ผีล่ะ” แหน่ะ...มีทวง

          “นั่นด้วย เดี๋ยวไล่ให้” ถึงจริง ๆ มันจะไม่มีอะไรเลยก็เถอะ

          ไอ้นาวีกรอกตาไปมา ท่าทางเหมือนกำลังคิดหนัก แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าออกมา “ก็ได้”

          “ดี งั้นก็ไปนอนต่อได้แล้ว จะไล่ผีต้องหลับก่อน ตื่นมาหายเลย” พอตกลงกันได้ในที่สุด ผมก็หลอกเด็กต่อ เหตุผลไม่เมคเซ้นส์เท่าไร แต่ก็น่าจะมากพอสำหรบเด็กห้าขวบ

          “จริงนะ?” ...แล้วก็คิดไม่ผิด เหตุผลของผมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือพอสำหรับเด็กห้าขวบ ทำให้ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ

          “จริง ไปนอน” พอย้ำด้วยสีหน้าที่พยายามทำให้จริงจังที่สุดแล้ว ไอ้เด็กนาวีก็ยอมพยักหน้าออกมา แล้วคลานขึ้นเตียงไปแบบกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วเขยิบไปชิดสุดที่รักของผมแบบแนบสนิทจนผมอดหมั่นไส้เล็ก ๆ ไม่ได้ แต่วันนี้เหนื่อยเกินกว่าจะสู้กับมันแล้วครับ พอก่อน...

          “นอนนี่ด้วย!” ...แต่ยังไม่ทันที่จะได้ล้มตัวลงนอนบนฟูกอย่างที่ตั้งใจไว้ เสียงเล็ก ๆ ของไอ้เด็กนาวีก็ดังขัดขึ้นมาซะก่อน พร้อมกับมือที่เอื้อมมาดึงแขนเสื้อผมไว้ ทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ

          “อะไร?”

          “นอนด้วยกัน เดี๋ยวผีมา!” อ๋อ...มันยังกลัวผีอยู่ ผมเหลือบมองที่ว่างแคบ ๆ บนเตียงแล้วขมวดคิ้ว จะเบียดขึ้นไปนอนก็น่าจะพอไหวอยู่หรอก แต่ไม่อึดอัดตายเหรอวะ

          “ไม่ เดี๋ยวมึ---แกดิ้นมาถีบ” ให้ตาย...เกือบหลุดมึง ให้พูดเพราะ ๆ กับเด็กที่หมั่นไส้นี่มันยากจริง ๆ ว่ะ แต่เพื่อความสบายในการอยู่กับเขินในอนาคต ผมต้องทำได้!

          “ไม่ดิ้น!” พอไม่ตามใจก็เริ่มงอแงอีกรอบ “นอนสิ ไล่ผีด้วย!

          “นอนนี่ก็ไล่ผีได้น่า” ผมขมวดคิ้ว ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเด็กเลยจริง ๆ ก่อนหน้านี้กันท่าผมกับเขินแทบตาย แต่พอมีเรื่องผีเข้ามาเอี่ยวนี่ค่าความหวงเขินลดฮวบฮาบเลยนะ

          “นาวีจะแบ่งเขินให้พี่ภูด้วยไง!

          ไม่รู้ทำไม...แต่ทำพูดแบบนั้นก็ทำให้ผมหลุดขำออกมาไม่ได้ รู้สึกจั๊กจี้แปลก ๆ เวลาโดนเรียกว่าพี่ภูจากไอ้เด็กนี่

          ว่าง่าย ๆ แบบนี้ก็ไม่ได้น่ารำคาญเท่าไรนี่หว่า

          “เออ ๆ ” สุดท้ายก็ได้แต่ตอบรับ แล้วพยายามเบียดตัวเองไปบนเตียงขนาดสามฟุตครึ่งนั่นแล้วพาดแขนไปกอดสุดที่รักที่อยู่อีกฝั่งของไอ้เด็กนาวีที่นอนคั่นกลางอยู่ แต่นาวีมันก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่าทางมันคงอุ่นใจมากกว่าว่าผีจะไม่หลอกมันแล้วเพราะมันล้อมหน้าล้อมหลังด้วยทั้งผมทั้งเขินแบบนี้

          อยากจะบอกเหลือเกินว่าถ้ามีผีจริง ๆ แค่นี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก แต่พอดีว่ามันไม่มี...สุดท้ายเราก็เลยหลับกันไปในสภาพแบบนั้น

          พร้อมกับคำถามที่ค้างคาอยู่ในหัวผม

          ตกลงเราญาติดีกันรึยังวะไอ้นาวี?

 

ทำ พอร์ต เสร็จ ล๊าววววววว ว

ทุกคนเป็นกำลังใจให้เราสอบติดจะได้ยื่นพอร์ตตอนสัมภาษณ์กันด้วยนะคะ อิ ๆ

สำหรับตอนนี้ก็ ยกให้นาวีล้วน ๆ ค่ะ ฮ่า

อย่าเพิ่งลำไยน้อง 555555 นาวีเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดในบางเรื่องของพี่ภูเหมือนกันนะคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ น้องแค่หวงคุณเขินไปหน่อย พี่ภูตอนนี้ก็กัดกับเด็กห้าขวบไป จริง ๆ ถามว่าพี่ภูถึงขั้นเกลียดนาวีมั้ย ก็ไม่หรอกค่ะ อารมณ์คล้าย ๆ ที่พี่ภูรู้สึกกับน้องหมาน้องแมวของคุณเขินมากกว่า แต่อาจจะหมั่นไส้นาวีมากกว่าหลายเท่าอยู่(?) ถ้าเด็กมันว่าง่าย ๆ ไม่งี่เง่างอแงพี่ภูก็คุยได้น้า ยิ่งเป็นน้องชายของสุดที่รักแล้ว ยังไงมันก็ต้องคุยให้ได้แหละ หนียังไงก็หนีไม่พ้น 5555555

ส่วนสำหรับใครที่คิดถึงคุณเขิน ตอนหน้ามาแน่ค่ะ!

แต่ช่วงนี้เราอาจจะมา ๆ หาย ๆ นะคะ เพราะว่าใกล้สอบมหาลัย แล้วก็สอบมิดเทอม หลาย ๆ อย่างประเดประดังเข้ามาช่วงนี้ค่ะ ขออภัยล่วงหน้าถ้าหายไปนาน

ยังไงก็ขอฝากพี่ภูกับน้องนาวีไว้ด้วยสำหรับตอนนี้นะคะ ส่วนคุณเขิน ทนคิดถึงกันอีกนิด เดี๋ยวคุณเขินจะกลับมา งุงิ

ปล.ติดแฮชแท็ก #ภูเขิน หรือ #ทาสเจ้าของแมว ได้สำหรับเรื่องนี้ค่ะ จุ้บ ๆ













(c)              Chess theme
  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

1,713 ความคิดเห็น

  1. #1116 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 16:18
    ขอซูฮกให้กับความหลับลึกของเขิน คุยกันตั้งนานไม่ยอมตื่นเลย 5555 จะญาติดีกันจริงป่ะเนี่ย ไม่ใช่ตื่นมาทะเลาะกันอีกล่ะ
    #1116
    0
  2. #1115 KaiMookJida (@KaiMookJida) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 22:08
    เป็นกำลังใจให้น้าาาาา
    #1115
    0
  3. #1114 pasteley (@pasteley) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 19:26
    เป็นกำลังใจให้ค่าไรท์ สู้ๆๆๆๆ 5555
    #1114
    0
  4. #1113 momenz jio (@jio84) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 11:01
    ภูมีความเป็นเด็กสูงมากทั้งความคิดและการแสดงออกไม่แปลกใจทำไมถึงควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้
    #1113
    0
  5. #1112 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 00:16
    เอาน่า นี่ก็คุยกันดี ๆ ได้แล้วนี่พี่ภู 5555
    #1112
    0
  6. #1111 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 22:53
    ทะเลาะกับเด็กนะพี่ภู
    #1111
    0
  7. #1110 kkyustampp (@kkyustampp) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 19:15
    ขำนาวี555555555
    #1110
    0
  8. #1109 berry kiki (@jarjarjerry) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 18:52
    มีความพ่อลูกแรงมาก555
    #1109
    0
  9. วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 17:53
    เขินรักใครภูรักด้วยยย ฮี่ๆ555555
    #1108
    0
  10. #1107 lover pc (@pear-pcy_love) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 17:43
    สู้ๆค่าไรท์ขอให้ได้ขอให้โดนนน
    #1107
    0
  11. #1106 bb.smile (@bhoombimm) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 16:40
    โธ่ๆๆๆ เจอเรื่องหนักกว่าหมาแมว แถมต้องมาทะเลาะกับเด็กๆ อีก 55555 ถ้าพี่เขินได้ยินที่คุยกันต้องแอบขำแอบชมพี่ภูแน่ๆ เลย ฮี่ๆๆๆๆ~ ฝั่งบ้านพี่เขินผ่านครบแล้ว แล้วฝั่งบ้านพี่ภูละ ฮื้ออ รอค่าา
    #1106
    0
  12. #1105 mykkkk (@mykkkk) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 15:06
    เขินคือสิ่งมีชีวิตที่แบ่งได้ เพียงแค่ต้องพูดเพราะ และ ไล่ผีนะคะ 5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
    #1105
    0
  13. #1104 tuckkiijung (@tuckkii1996) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 14:57
    ฮือออออออออ ชอบพี่ภูกับนาวีเถียงกัน น่ารักมากค่ะ
    #1104
    0
  14. #1103 mon9228 (@mon9228) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 12:01
    น่ารักอ้ะ > <
    #1103
    0
  15. #1102 Tangmoksw (@Tangmoksw) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 10:33
    นาวีน่ารักอะ ><
    #1102
    0
  16. #1101 Felinonajang (@Felinonajang) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 10:24
    ดีใจด้วยพี่ภู ในที่สุดก็จัดการกับเด็กน้อยได้แล้ว ฮ่าๆ

    ปล.สู้นะคะ ขอให้ได้คณะและมหาลัยที่หวังไว้
    #1101
    0
  17. วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 06:59
    พี่ภูมีความจริงจังในการเถียงกัยเด็ก 5 ขวบมากกกกก 5555
    #1100
    0
  18. #1099 ann20072545 (@ann20072545) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 06:57
    เขินเสียงดังขนาดนี้ตายยังลูก(?)
    #1099
    0
  19. #1098 tidneau110 (@tidneau110) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 06:45
    นาวีน่ารักกก
    #1098
    0
  20. #1097 pcyc (@open2001) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 05:51
    โอ้ยขำจะได้นอนมั้ยคืนนี้55555
    #1097
    0
  21. #1096 bébé (@unpika) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 03:10
    นั้ลร้ากเนอะ 555 เหมือนเด็กสองคนทะเลาะกัน
    #1096
    0
  22. #1095 จี น า น นี่ ♡ (@immmz) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 02:37
    งุ้ยยยย ความจริงพี่ภูก็รักเด็ก รักหมา รักแมว
    ในแบบของพี่ภูแหล่ะเนาะ พี่ภูแค่แสดงออกไม่เก่งเท่านั้นเอง
    #1095
    0
  23. #1094 View Ha Bin (@mailV) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 02:02
    งุ้ยยยยย พ่อแม่ลูกก็มาาาาาา 555555
    #1094
    0
  24. #1093 Nil[Night] (@nisharee_kom) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 01:39
    ภูอาจจะไม่รู้ตัว แต่แบบ เดี๋ยวตบบ้างบิดหูบ้าง ขู่จะโบกอีก คือ...นี่มันความรุนแรงทางคำพูดและการกระทำต่อเด็กนะคะพี่ภู๊ T T คือติดมาจากตัวอย่างที่เจอในครอบครัวตัวเองแหงๆเลย แงงงง คำพูดก้เจ็บไม่แพ้การกระทำนะเออ
    #1093
    0
  25. #1092 คุงนามิ'❥ (@minmin-wk) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2559 / 01:27
    นาวีก็น่ารักน่าเอ็นดูอยู่นะ แต่อยู่ที่ว่าพี่ภูจะเข้าหาน้องยังไงนั่นแหละ ดูท่าว่าน่าจะสนิทกันได้อยู่เหอะ เราชอบเวลาน้องเรียกพี่ภูแล้วพี่ภูแทนตัวเองว่าพี่ มันเป็นความรู้สึกที่อยากเห็นพี่ภูกลับไปคืนดีกับพระพายแบบจริงจังและเริ่มต้นความสัมพันธ์พี่น้องกันใหม่ อยากให้พี่ภูรู้จักแคร์คนอื่นนอกจากคุณเขินบ้าง กับคุณเขินนี่ดียังไง กับคนอื่นต่างกันลิบลับเลย...
    #1092
    0