Pob-Rak Publishing | [END] O W N E R ★ รับ แลก รัก [YAOI]

ตอนที่ 35 : O W N E R 3 4 ★ น้ อ ง ช า ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,521
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    29 พ.ย. 59














O W N E R 3 4 น้ อ ง ช า ย

 

# PHUPHA

          เป็นเวลาร่วมสองชั่วโมงได้แล้วที่มาถึงบ้านของเขิน

          บ้านของเขินเป็นบ้านตึกแถวที่ทุบสามห้องรวมกัน จึงถือว่ากว้างพอสมควรและไม่อึดอัดเท่าไรนัก แม้ว่าหน้าบ้านที่เป็นทั้งบ้านทั้งร้านจะอัดแน่นไปด้วยม้วนผ้าจำนวนมหาศาลก็ตามที แต่พอเดินผ่านเข้ามาด้านใน เบื้องหลังประตูกระจกขุ่น ๆ ที่กั้นระหว่างส่วนบ้านกับส่วนร้านในอย่างชัดเจน ความสัมผัสได้ถึงบรรยายกาศแบบสบาย ๆ ติดจะเอื่อยเฉื่อยและเรียบง่ายของบ้านหลังนี้

          พอเข้ามาด้านใน ผมก็เจอกับคุณลุงของเขิน พ่อของขุนพล คุณลุงเป็นชายวัยใกล้เคียงกับคุณป้าที่หน้าตาบอกเชื้อสายคนจีนแท้ ๆ ทั้งผิวขาวเหลืองและตาตี๋ ๆ แบบที่ดูแว้บแรกก็รู้เลยว่าพ่อลูกกับไอ้เด็กขุนพลมันแน่ ๆ แต่ถึงหน้าตาจะออกจีนแท้ซะขนาดนั้น คุณลุงกลับสำเนียงภาษาไทยชัดเป๊ะ แถมเจ้าตัวบอกแค่รู้ภาษาจีนแบบงู ๆ ปลา ๆ เท่านั้น ตรงนี้เขินบอกว่าพ่อแม่คุณลุงแกเป็นคนจีนที่เข้ามาอยู่ในไทยกันทั้งคู่ ส่วนแกก็เกิดที่ไทยนี่แหละ ซึ่งก็นับเป็นโชคดีของผมที่ถึงแม้จะเชื้อสายจีน แต่ความคิดไม่เหมือนคนจีนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ลูกชายแต่งงานสืบสกุลซักเท่าไร คุณลุงเลยมีแค่ท่าทีแปลกใจนิด ๆ ก่อนจะยอมรับออกมาอย่างง่ายดายเมื่อเขินบอกว่ากำลังคบกับผม

          ไม่รู้ว่าที่คุณลุงแกไม่ซีเรียสเรื่องนี้เพราะเขินไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ของแก หรือเพราะแกยังมีลูกชายอยู่อีกตั้งสามคน หรืออาจจะเป็นเพราะแกเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจของเขินจริง ๆ อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผมไม่ต้องมาปวดหัวเครียดกับเรื่องครอบครัวของแฟนด้วยอีกอย่าง หลังจากที่จมอยู่กับปัญหาครอบครัวตัวเองมานาน

           พอทักทายคุณลุงเป็นพิธีแล้ว เราก็เดินไปด้านบนกัน โดยที่คุณป้าตัดสินใจนั่งดูทีวีอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกับคุณลุงหลังจากที่น้องอายบอกว่าจะพาผมสำรวจบ้านเอง ก่อนขึ้นมา คุณป้าก็ไม่ลืมบอกให้ทำตัวตามสบาย ส่วนขุนพล พอเห็นพี่สาวตัวเองจะเอาของไปเก็บแล้ว มันก็หยิบของกินที่แช่ไว้ในตู้เย็นแล้วเผ่นแนบขึ้นห้องไป ก่อนจะตะโกนถามว่าให้ช่วยถืออะไรมั้ยลงมาจากชั้นสาม เป็นคำพูดที่ขัดกับการกระทำที่บ่งบอกว่าต่อให้จะมีใครขอให้ช่วยถืออะไร เด็กนั่นก็คงไม่ลงมาจากชั้นสามอยู่ดี กวนประสาทโคตร...

          เราเดินผ่านชั้นสองไปเพราะชั้นนี้เป็นห้องเก็บของ ห้องนอนของลูกชายคนโตบ้านนี้กับห้องนอนของคุณลุงคุณป้า ขึ้นไปยังชั้นสามที่เป็นห้องนอนของขุนพลซึ่งตอนนี้ประตูปิดสนิทเป็นที่เรียบร้อย แต่แค่เดินผ่านก็ได้ยินเสียงที่เดาว่าน่าจะเป็นเสียงเกมอะไรซักอย่างของเจ้าตัวดังลอดออกมา ห้องติดกันกับห้องของขุนพลเป็นห้องของน้องอาย ซึ่งพอถึงห้องตัวเอง ปากที่เจื้อยแจ้วอธิบายห้องนู้นห้องนี้มาตลอดก็ขอตัวหายเข้าไปในห้อง เหลือแค่ผมกับเขินที่เดินผ่านห้องน้องอายไปยังห้องสุดท้ายที่อยู่ในสุดนับจากบันไดที่ขึ้นมา นี่แหละครับห้องของเขิน

          ถึงแม้ว่าเขาจะย้ายออกไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่บ้านหลังนี้ก็ยังเก็บห้องไว้ให้พวกเขาสองพี่น้องอยู่ เหมือนกับรอวันที่เจ้าของห้องจะกลับมาใช้มัน หรือเหมือนเป็นการบอกกลาย ๆ ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้านอยู่เสมออะไรแบบนั้น

          ห้องของเขินที่เข้ามาเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่ ไม่มีห้องน้ำในตัว ประมาณว่าอยู่คนเดียวได้แบบพอดี ๆ ไม่อึดอัด แต่พอมีผมเข้ามาด้วย ห้องที่ควรจะพอดี ๆ ก็ชวนให้รู้สึกคับแคบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ห้องของเขินไม่มีอะไรมากนอกจากเครื่องปรับอากาศที่เขินกดรีโมตเปิดมันพร้อมลดอุณภูมิให้ต่ำกว่าปกติประมาณสองถึงสามองศาทันทีที่เข้ามา มีชั้นหนังสือเล็ก ๆ ที่มีหนังสือวางอยู่ไม่กี่เล่ม ดูหร่องแหร่งชอบกล กับโต๊ะว่าง ๆ เก้าอี้ตัวหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น และมีเตียงขนาดสามฟุตครึ่งที่น่าจะพอให้นอนคนเดียวได้สบาย ๆ ที่ตอนนี้เรากำลังใช้เป็นที่นั่งพักชั่วคราวหลังจากเข้า ๆ ออก ๆ เพื่อเอาพวกของใช้ส่วนตัวไปวางไว้ในห้องน้ำด้านนอก และรื้อหาปลอกหมอนกับผ้าปูที่นอนมาช่วยกันปูให้เรียบร้อย

          แอร์ในห้องเย็นได้ที่พอดีในตอนที่เราปูที่นอนกันเสร็จ และนั่นก็ทำให้ผมที่ตื่นเช้ากว่าปกติแถมยังต้องขับรถมาตลอดห้าชั่วโมงกว่า ๆ เริ่มหาวหวอดออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ฮ้าว”

          “เหนื่อยเหรอครับ” เสียงหาวของผมคงดังมากพอที่จะทำให้สุดที่รักทักขึ้นมา ผมหันไปมองเขินที่กำลังตบหมอนแปะ ๆ แล้วพลิกไปพลิกมาเหมือนกำลังเช็คความเรียบร้อยอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะวางหมอนลงที่เดิมและหันมามองผมพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ แล้วตบหมอนเบา ๆ อีกรอบ “นอนพักซักหน่อยมั้ยครับ”

          “ไม่เป็นไร” ถึงจะบอกแบบนั้น แต่ผมก็เขยิบตัวขึ้นไปบนเตียงทั้งตัว แล้วเอนหลังลงนอนแบบที่กะตำแหน่งหัวให้พอดีกับหน้าขาของอีกฝ่ายที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้าง ๆ หมอน ตักเขินไม่ได้นิ่มเท่าหมอนหรอกครับ แต่นอนตรงนี้อุ่นใจกว่าเยอะ พอขยับหาตำแหน่งที่สบายที่สุดได้แล้ว ผมก็มองเจ้าของตักที่ก้มลงมามองผมอยู่ก่อนแล้ว เปิดบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง “คุณจะไปเที่ยวไหนต่อรึเปล่า”

          ถึงแม้ว่าผมจะยังล้า ๆ อยู่บ้างจากการขับรถทางไกลแบบที่ไม่ค่อยได้ขับเท่าไรจนอยากจะนอนเอกเขนกกอดสุดที่รักพักอยู่ในนี้อย่างเกียจคร้านแค่ไหนก็เถอะ...แต่เขินอุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว จะให้เขาอุดอู้อยู่แต่ในห้องก็คงไม่ใช่

          “ไม่รู้เหมือนกับครับ คงแล้วแต่อาย” เขินส่ายหน้า วางมือลงแถว ๆ ขมับผมแล้วลูบเบา ๆ “จริง ๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเที่ยวอะไรอยู่แล้ว แค่กลับมาเยี่ยมลุงกับป้าเฉย ๆ นั่นแหละครับ”

          “อืม...” ผมตอบรับ มือนิ่ม ๆ ของเขินชวนให้รู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกจนผมค่อย ๆ หลับตาลง ปากก็ยังชวนเขาคุยไปเรื่อย “ครอบครัวคุณนี่ดีนะ”

          “ฮึ้ น้อง ๆ ผมทะเลาะกันบ่อยจะตายครับ” เขินหัวเราะเบา ๆ ออกมา น้ำเสียงฟังดูมีความสุขจนผมอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมามองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย แล้วผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ออกมา ผมเองก็อยากจะมีช่วงเวลาที่พูดถึงครอบครัวแล้วยิ้มออกมาได้แบบนี้เหมือนกัน

          “ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้นก็ยังดูรักกันดีนะ” ผมว่า นึกถึงขุนพลกับน้องอายที่ถึงจะทะเลาะกันยังไง สองคนนั้นก็เล่นหัวเล่นหางกันอย่างสนิทสนมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบที่ห่างไกลจากคำว่าทะเลาะในความคิดผมไปไกลโข

          “วิธีแสดงความรักของพวกเขาน่ะครับ ตลกดีนะ” เขินไหวไหล่น้อย ๆ แล้วตอบแบบนั้นออกมา ทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น

          “อืม” ผมกรอกตาไปมาอยู่ซักพัก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่คุณไม่ต้องแสดงความรักกับผมด้วยวิธีแบบนั้นนะ”

          เขินเลิกคิ้ว มองหน้าผมแล้วยิ้มน้อย ๆ ออกมา มือเรียวละจากขมับของผมแล้วเปลี่ยนเป้าหมายไปบีบจมูกผมเบา ๆ แทน “ไม่หรอกครับ ทะเลาะกันเหนื่อยจะตาย อีกอย่างคุณภูก็ไม่ชอบด้วย ผมอยากทำอะไรที่คุณภูชอบมากกว่านะครับ”

          คำยืนยันของอีกฝ่ายทำให้ผมยิ้มกว้าง ยันตัวลุกขึ้นมานั่งดี ๆ ในที่สุด แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้สุดที่รักอย่างจงใจ “อยากทำก็ทำสิ”

          เขินเลิกคิ้ว สบตากับผมนิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มน้อย ๆ ออกมา “จริง ๆ คุณอยากให้ผมทำมากกว่านี่ครับ”

          “ก็ใช่” ผมไหวไหล่ ยังไม่ละสายตาจากอีกฝ่ายไปไหน “คุณอยาก ผมอยาก งั้นเราก็ทำกันเลยสิ”

          “ฮึ้...ทำอะไรครับ” เขาหัวเราะน้อย ๆ ไม่ได้ขัดเขินอะไรกับความนัยที่ผมพยายามจะสื่อซักนิด แต่เอาเถอะ...ผมชินแล้วล่ะครับ อีกอย่างคนเขินยาก ๆ แบบนี้ ทำให้เขินได้แต่ละทีคุ้มค่าเป็นบ้า

          “คุณก็รู้” ผมยกยิ้ม

          “กอด จูบ หรือว่ามากกว่านั้น?” คำถามตรงไปตรงมาของคนตรงหน้าทำให้ผมหัวเราะเบา ๆ เลื่อนมือไปโอบสะโพกของอีกฝ่ายไว้

          “ถ้าบอกว่ามากกว่านั้นคุณจะให้เหรอ?” เอาจริง ๆ ตอนนี้สนุกกับการต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้มากกว่าจะหวังเรื่องแบบนั้นล่ะนะครับ แต่ถ้าเขาให้ขึ้นมาจริง ๆ ผมก็เอานะ...เพราะตั้งแต่ครั้งแรกราว ๆ ครึ่งสัปดาห์ก่อนแล้ว เราก็ยังไม่มีครั้งที่สองกัน ถามว่าผมอยากมั้ย...มันไม่มีใครที่ไม่ต้องการในตัวคนรักของตัวเองหรอกครับ แต่ผมก็ไม่อยากฝืนอะไรเขา มันเป็นครั้งแรกของเขินด้วย เขาน่าจะเจ็บไม่น้อย ถ้าผมเอาแต่ได้ขึ้นมา คนเจ็บก็มีแต่สุดที่รักเนี่ยแหละครับ

          ถึงจะคบกันแล้ว ผมก็ยังเป็นไอ้หมาภูที่กลัวทำคุณเขินเจ็บอยู่ดี...แน่นอน ไม่รวมถึงกรณีที่เขาเริ่มก่อนนะครับ

          “ก็ให้ไปแล้วนี่ครับ”

          “ให้แล้วก็ให้อีกได้นะ” ผมบอกยิ้ม ๆ ชักรู้สึกว่าบทสนทนาของเราเริ่มจะดำเนินไปในทิศทางที่ค่อนข้างชวนกระดากไม่น้อย แต่เพราะคู่สนทนาของผมคือเขินผู้ไม่ค่อยยอมเขินเหมือนชื่อตัวเองซักเท่าไร เขาเลยยังสามารถตอบผมกลับมาได้อย่างตรงไปตรงมาพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ ราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศเหมือนเดิม

          “ก็คิดว่าจะให้อีกเหมือนกันครับ เพราะผมก็ต้องการคุณ” คำพูดก่อนอีกฝ่ายทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างชอบใจ แล้วรวบร่างโปร่งเข้ามากอดแนบชิด

          “งั้นขอเลย” ผมว่า กดริมฝีปากลงบนต้นคอของอีกฝ่ายที่ปรากฏรอยแดงจาง ๆ จากครั้งก่อน แล้วขบเม้มดูดดึงให้ร่องรอยนั้นเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อ เขินก็ย่นคอหลบแล้วดึงหูผมเบา ๆ เป็นเชิงห้ามปรามซะก่อน

          “ยังไม่ใช่ตอนนี้สิครับ” เขินว่าแบบนั้น ดันหัวผมให้ผละออกจากคอเขา แล้วหรี่ตามองน้อย ๆ ท่าทางเหมือนกำลุงดุไอ้พวกสี่ขาของเขาไม่มีผิด “ใจร้อน”

          “กลัวคุณเปลี่ยนใจ”

          “ฮึ้ ไม่เปลี่ยนใจหรอกครับ” เขินทำแค่ไหวไหล่แล้วยิ้มให้ ยกสองมือขึ้นวางลงบนแก้มของผมแล้วบอกต่อด้วยท่าทางจริงจัง “แต่ไม่ใช่ตอนนี้ มันสว่างเกินไป แล้วผนังห้องมันก็บางกว่าที่ร้านซะอีก ผมจะอายมากถ้าเห็นว่าเรากำลังทำอะไรกันชัดขนาดนั้น และรู้ว่าน้อง ๆ ของผมต้องได้ยิน”

          “ก็ดีสิ ผมชอบเห็นคุณอาย” ผมหัวเราะเมื่อเห็นว่าสุดที่รักหรี่ตาลงอีกแล้ว มือนิ่ม ๆ ของเขินบีบแก้มผมแล้วขยับไปมาจนผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองคงกำลังบิดเบี้ยวแปลก ๆ อยู่แน่

          “คนขี้หวงไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงผมนอกจากคุณหรอกครับ” คำพูดของเขินทำให้ผมชะงักไปนิดหน่อยแล้วกรอกตาไปมาอย่างครุ่นคิด...มันก็คงจริงแฮะ ผมอยากให้เขินเป็นของผมคนเดียว แต่ผมคนเดียวเท่านั้น เพราะงั้นจะแค่เสียงหรืออะไรก็ไม่ต้องการให้ใครได้ยินหรือได้เย็นทั้งนั้นแหละ

          มันจะต้องมีซักด้านของเขินที่เป็นของผมคนเดียว แบบที่แม้แต่ครอบครัวของเขาก็ไม่มีทางได้รู้จักมันทั้งหมด ถึงคราวก่อนจะปล่อยให้น้องอายได้ยินไปแล้วก็เถอะ แต่นั่นเพราะเด็กนั่นแอบฟังชัด ๆ ห้องนอนของเขินที่ร้านมันเก็บเสียงนะครับ จริง ๆ ก็เก็บเสียงทั้งบ้าน เห็นเขินบอกว่าจะได้ไม่รบกวนคนอื่นมากนักถ้าเกิดพวกไอ้ตูบมันนึกคึกเห่าหอนขึ้นมา แต่เอาจริง ๆ พอเกิดกรณีแบบนั้นก็กำแพงหนา ๆ ของร้านก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไร แต่เอาเป็นว่าห้องมันเก็บเสียงครับ ถ้าน้องอายมันไม่แอบฟังก็ไม่ได้ยินหรอก ให้ตาย...ไอ้เด็กแสบ

          แต่คราวนี้...สงสัยไม่ต้องแอบฟังก็ได้ยินแน่ ๆ เพราะงั้น คิดไปคิดมาแล้ว...ผมว่าผมเก็บคนช่างยั่วคนนั้นไว้รอกอดที่ร้านดีกว่า

          “คุณพูดถูก” ผมยอมรับเมื่อคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ยอมปล่อยตัวสุดที่รักออกจากอ้อมกอดในที่สุด ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูห้องที่ไม่ได้ล็อคไว้เปิดเข้ามา

          แอ๊ด...

          เสียงเปิดประตูทำให้เราสองคนหันไปมองโดยอัตโนมัติ อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงผิวขาวเหลืองหน้าตี๋ ๆ บอกดีกรีความเป็นลูกชายของบ้านหลังนี้อีกคน ดูเหมือนรอยยิ้มกวนประสาทกับตาตี่ ๆ จะเป็นเอกลักษณ์ของลูกบ้านนี้จริง ๆ เพราะเด็กที่เปิดประตูเข้ามานี่ยิ้มกวนประสาทได้ไม่แพ้ขุนพลที่น่าจะยังเล่นเกมอยู่ในห้องตัวเองนั่นเลย

          “กัปตัน” เสียงของเขินเรียกชื่อเด็กนั่น ทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ถ้าจำไม่ผิด กัปตันคือลูกชายคนโตของบ้านที่ห่างกับขุนพลราว ๆ หนึ่งปี เห็นว่าช่วงนี้กำลังเตรียมเข้ามหาลัยซะด้วย

          “ไงเฮีย” ไอ้เด็กกัปตันเปิดประตูค้างไว้แล้วยืนพิงประตูอยู่อย่างนั้นไม่ยอมเข้ามา ดวงตาตี่ ๆ ของอีกฝ่ายกวาดสายตามองเขินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมามองผมอีกพัก แล้วก็พยักหน้ากับตัวเอง “แม่บอกเจ๊กับเฮียกับมาแล้ว หิ้วแฟนหนุ่มมาด้วย กัปเลยรีบใส่เกือกมาหา เมื่อกี้ไปหาเจ๊มาล่ะ แต่ไม่เห็นแฟนหนุ่มที่ว่า เลยมาหาห้องเฮียแทน”

          “อือ นี่คุณภู แฟนเฮีย” เด็กกัปตันนั่นเล่าง่าย ๆ ออกมา เขินก็ตอบกลับไปง่าย ๆ เหมือนกัน ทำให้อีกฝ่ายไหวไหล่

          “ตอนแรกก็ว่าจะบอกว่าไม่เชื่ออยู่” น้องมันว่าแบบนั้น แล้วยกยิ้มกวนประสาทออกมา “แต่พอได้ยินบทสนทนาสิบแปดบวกเมื่อกี้แล้ว เปลี่ยนเป็นบอกว่า รักกันนาน ๆ ดีกว่า”

          “แอบฟังเหรอ?” เขินเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ ขณะที่ผมเริ่มขมมวดคิ้ว ทั้งน้องอายทั้งไอ้เด็กกัปตันนี่ ทำไมชอบแอบฟังคนอื่นคุยกันวะ...เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่รู้สึกแปลก ๆ มากกว่าเพราะแต่ละอย่างที่พวกมันเลือกจะแอบฟังกันนี่มันออกจะ...นะ

          “เปล่า ยืนอยู่หน้าห้องแล้วมันได้ยินเอง ไม่ได้เอาหูแนบซักนิด” ถ้าขุนพลมันกวนแบบโวยวายโหวกเหวก ไอ้เด็กกีปตันนี่ก็กวนแบบนิ่ม ๆ แต่เห็นแล้วคันไม้คันมืออยากตบหัวแปลก ๆ

          “อย่าไปแอบฟังคนอื่นแบบนี้ล่ะ” ส่วนคนเป็นพี่ชาย ถึงจะโดนกวนประสาทยังไง เขินก็ยังคงใจเย็นเหมือนไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แล้วเตือนน้องตัวเองไปแบบนั้น ทำให้กัปตันยิ้มเผล่

          “เรื่องคนอื่นกัปไม่สนอ่ะ แต่พอดีนี่เรื่องเฮีย” ดูเหมือนน้อง ๆ ของเขินจะให้ความสนใจกับเรื่องของพี่ชายคนโตของพวกเขามากเป็นพิเศษนะครับ แต่น่าแปลกที่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนโดนละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวอยู่ ดูเหมือนพวกเขาจะอยากรู้เพราะความเป็นห่วงล้วน ๆ อะไรแบบนั้นมากกว่า...ครอบครัวของเขินนี่ดีจริง ๆ นะ

          “ฮึ้...” เขินได้แต่หัวเราะแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ “แล้วนี่เพิ่งกลับจากเรียนพิเศษเหรอ”

          “เยส” น้องมันว่า แล้วกรอกตาไปมาเล็กน้อยท่าทางเบื่อหน่าย “จริง ๆ ที่ขึ้นมานี่ แม่บอกว่า ถ้าจัดของเสร็จแล้ว ให้เฮียแว้บไปดูไอ้วีมันหน่อย มันงอแงมาสองวันล่ะ ตั้งแต่ที่แม่บอกเฮียจะมา นี่มันคงนอนกลางวันอยู่ในห้องอ่ะ”

          “อืม” เขินพยักหน้า ขณะที่ผมเค้นสมองครุ่นคิดถึงชื่อของบุคคลอีกหนึ่งบุคคลที่อยู่ในบทสนทนา วีนี่...น่าจะเป็นคนเดียวกับนาวี น้องชายคนเล็กของเขินสินะ

          “งั้นไปล่ะ ไอ้พลชวนเล่นเกมอยู่เมื่อกี้” พอบอกธุระเสร็จ กัปตันก็ทำท่าจะปิดประตูลงเหมือนเดิม แต่เหมือนมันจะนึกอะไรได้ซักอย่างก่อน ถึงชะงักไป แล้วหันมาหาผม “เอ้อ...พี่ภู ใช่ป่ะ...เรียกงี้นะ”

          “...” ผมไม่ตอบอะไร แต่พยักหน้าให้น้องมันเฉย ๆ การตอบรับแค่นั้นก็ทำให้กัปตันมันยิ้มกวนประสาทออกมาได้อีกรอบ ตาตี่ ๆ นั่นหรี่ลงจนแทบจะเป็นเส้นตรงอยู่แล้ว ท่าทางเหมือนกำลังจะแซว

          “ฟันเฮียแล้วห้ามทิ้งนะ” แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิดจริง ๆ ที่ไอ้เด็กนั่นพูดแบบนั้นออกมา

          “เออ ไม่ทิ้งแน่” ผมตอบรับออกไป ไม่คิดจะปิดบังอยู่แล้วว่ากับเขินไปถึงขั้นไหนแล้ว อีกอย่าง น้องมันแอบฟังไปซะขนาดนั้นแล้ว ปิดไปก็ไม่มีประโยชน์มั้ง

          “แมนว่ะ ผมชอบ”

          “โทษที มีเขินแล้ว” ไม่รู้เพราะบรรยากาศสบาย ๆ หรือความกวนนิ่ม ๆ ของมัน ทำให้ผมสามารถทำตัวสบาย ๆ แล้วต่อปากต่อคำ กวนมันกลับไปได้แบบนั้น แต่กัปตันก็ไม่ได้แปลกใจอะไร น้องมันทำแค่หัวเราะลั่น

          “แฟนเฮียเจ๋งว่ะ” ประโยคนี้มันบอกเขิน ก่อนจะหันมาหาผม แล้วยักคิ้วให้ “แฟนเฮียก็เหมือนพี่ผม พี่ก็คิดว่าผมเป็นน้องอีกคนละกัน”

          คำพูดของมันทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ ไม่รู้สิครับ การที่เด็กนั่นมันพูดแบบนี้แล้ว มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนผมเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวดี ๆ ของเขินมากขึ้นทีละนิดแล้วยังไงอย่างงั้น...ครอบครัวของเขินดี ดีมากจนต้องยอมรับว่าผมอยากได้มาเป็นครอบครัวของตัวเองบ้างเหมือนกัน ความรู้สึกไม่ต่างกับตอนที่อยากได้ความรักของเขินที่เขามอบให้หมาให้แมวเขามาเป็นของผมซักเท่าไร

          โลภมากจริง ๆ ผมเนี่ย

          “อ้าว มองแล้วยิ้มงั้นคือไร อย่าบอกนะอยากได้ผมเป็นมากกว่าน้อง!?” มันว่าแล้วเอามือปิดอกตัวเองด้วยท่าทางสะดีดสะดิ้งจนผมแทบอยากเดินไปถีบ ถ้าไม่ติดว่ายังคิดได้ว่าไอ้เด็กนี่มันน้องชายของสุดที่รักของผม ทำให้ผมได้แต่เอ่ยปากด่าแบบไม่มีเสียงไปทีแล้วยกมือขึ้นโอบไหล่ของคนข้างกายไว้

          “กัปตันเลิกแกล้งคุณภูได้แล้ว” เขินหัวเราะเบา ๆ ออกมา แล้วปรามน้องชายตัวเองแบบนั้น ทำให้ไอ้เด็กกวนประสาทไหวไหล่นิด ๆ แล้วปิดประตูไปในที่สุดพร้อมถ้อยคำสุดท้าย

          “ไปจริง ๆ ล่ะคร้าบ”

          ปึง

          ผมมองบานประตูที่ปิดลงเหมือนเดิมแล้วหันไปหาคนข้างกายที่ยังยิ้มน้อย ๆ อยู่ท่าทางอารมณ์ดีใหญ่ แล้วบอกเสียงเบาแบบพยายามลดเสียงลงเต็มที่ เพื่อไอ้กัปตันมันจะยังแอบฟังอยู่ “น้องคุณแต่ละคนนี่นะ...”

          “ฮึ้ ก็เข้ากันดีนี่ครับ” เขินสบตากับผม แล้วหัวเราะ บอกแบบนั้นออกมา

          “เห็นผมโดนน้องคุณปั่นหัวแล้วดูสนุกใหญ่นะ” ผมท้วง แต่เขินก็ยังทำแค่ไหวไหล่แล้วยิ้มน้อย ๆ เหมือนเดิม

          “ผมดีใจต่างหากครับ” เขินว่าแบบนั้น สบตากับผมโดยไม่หลบไปไหน “ดีใจที่คุณเข้ากับครอบครัวผมได้”

          “ถ้าคุณมองว่าที่น้องคุณกวนประสาทผมอยู่เมื่อกี้คือเข้ากันได้ก็คงเข้ากันได้ล่ะมั้ง” ผมบอกไปตรง ๆ เอาจริง ๆ สิ่งที่ครอบครัวของเขินปฏิบัติกับผมมันก็ดีมากจริง ๆ ดีแบบที่ผมไม่คิดมาก่อน อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่เหมือนใครด้วยล่ะมั้ง (แน่ล่ะ...ถึงได้เลี้ยงให้เขินโตมาได้ไม่เหมือนใครจนผมต้องหยุดมอง) สิ่งที่ผมโล่งใจที่สุดคือไม่มีใครบอกว่าไม่ยอมรับที่ผมจะคบกับเขินเนี่ยแหละครับ ที่เหลือนอกนั้น จะเรื่องอะไรผมก็คิดว่าไม่เป็นปัญหาหรอก แค่ให้ผมยังคบกับเขินต่อไปได้ก็โอเคแล้ว แต่สิ่งที่ผมได้รับมันยิ่งกว่านั้น...มันคือการยอมรับเหมือนกับว่าพวกเขารับผมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วยยังไงยังงั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ นะครับ

          แต่ถึงยังไง...ก็หนีความจริงที่ว่า ครอบครัวของผมไม่ใช่ครอบครัวที่ดีแบบนี้ไม่พ้นอยู่ดี

          มันทั้งอึดอัด อิจฉา แล้วก็มีความสุขไปในคราวเดียวกันนะครับ เวลาที่คิดได้แบบนี้ อึดอัดและอิจฉา เพราะครอบครัวของเขินดีเหลือเกิน ขณะเดียวกันก็มีความสุขที่พวกเขาเผื่อแผ่ฐานะที่ไม่ต่างจากคนในครอบครัวแบบนั้นมาให้ผมด้วย

          “ทุกคนชอบคุณนะครับ” เขินบอกยิ้ม ๆ ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเอง แล้วหันมามองเขา ส่วนเจ้าตัวก็ขยับลงไปยืนข้างเตียง

          “เอาจริง ๆ ผมยังแปลกใจเลยที่ไม่มีใครคัดค้าน ผมเคยแอบคิดแบบที่อายบอกเมื่อกี้อยู่เหมือนกันนะ” ผมหมายถึงก่อนที่เราจะเจอขุนพลกันครับ ที่น้องอายโอเวอร์แอคติ้งเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์ สร้างละครชีวิตดราม่าของผมกับเขินออกมาเป็นฉาก ๆ นั่นน่ะ

          “ไม่เห็นมีอะไรต้องคัดค้านเลยนี่ครับ นี่เป็นเรื่องของผมกับคุณแค่สองคนนี่น่า ป้าผมแค่ยอมรับในการตัดสินใจของผมเท่านั้นเองครับ” คำพูดของเขินทำให้ผมพยักหน้ารับออกมา แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยค้าน

          “ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นผู้ชายน่ะนะ”

          “ที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องที่คุณเป็นผู้ชาย แค่เป็นเรื่องที่ผมเป็นผู้ชายต่างหาก” เขินบอก ดึงผมให้ลุกขึ้นจากเตียง “ทุกคนรู้ดีว่าผมไม่ได้แคร์สายตาคนอื่นอยู่แล้ว แต่กับคุณ...พวกเขาอยากรู้นะครับว่าคุณแคร์สายตาคนอื่นเวลาที่บอกว่าคุณคบกับผู้ชายด้วยกันอย่างผมมากกว่าจะแคร์ความรู้สึกของผมรึเปล่า ถ้าคุณไม่มั่นคงซักนิด ลุกลี้ลุกลน หรือปฏิเสธออกไปในตอนที่ผมบอกว่าเราเป็นอะไรกัน มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้”

          “...” คำพูดของเขินทำให้ผมนิ่งไปอย่างอึ้ง ๆ นี่ตกลงที่เจอมาตั้งแต่เข้าบ้านมานี่คือกำลังทดสอบผมอยู่เหรอ

          “แต่คุณภูของผมไม่ทำแบบนั้น...เพราะงั้นตอนนี้ คุณเป็นเขยคนแรกของบ้านเลยนะครับ” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ผมยิ้มกว้าง ถึงจะไม่รู้ว่าโดนทดสอบอะไรอยู่ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้...เรื่องนี้ขอยกหางตัวเองหน่อยเถอะครับว่ามันเป็นเพราะผมมั่นคงในความรู้สึกที่มีต่อเขินนั่นแหละ

          ผมรักเขิน...ผมเป็นคนรักของเขิน แล้วเขินก็เป็นคนรักของผม เอาจริง ๆ บางทีผมก็อยากจะป่าวประกาศให้โลกรู้ไปเลยว่านี่แฟนผมด้วยซ้ำ จะได้ไม่มีพวกริ้นไรมาตอมเวลาผมไม่อยู่ข้าง ๆ เขา

          “เป็นเกียรติจริง ๆ ” ผมว่ายิ้ม ๆ เดินตามร่างโปร่งที่พอดึงผมลุกขึ้นมายืนข้างเตียงได้แล้ว เขาก็เดินไปเปิดประตูออกจากห้อง “แล้วนี่จะไปไหนน่ะ”

          “ไปหานาวีครับ” พอเขาบอกแบบนั้น ผมก็พยักหน้ารับ แสดงว่าไอ้วีที่กัปตันบอกเมื่อกี้ หมายถึงนาวีน้องชายคนเล็กของเขินจริง ๆ สินะ

          “จริง ๆ ผมว่าผมไม่ค่อยถูกกับเด็กนะ” ผมนึกภาพเด็กห้าขวบขึ้นมาในจินตนาการ แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น ผมไม่ค่อยชอบเด็กเลยจริง ๆ กับ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ ไม่เชิงว่าเกลียดหรอกนะ แต่หงุดหงิดงุ่นง่านแปลก ๆ เวลาอยู่ใกล้ เหมือนว่าสิ่งมีชีวิตจำพวกเด็กเล็กนี่มันจะสามารถร้องไห้ได้ตลอดเวลา โดยที่เราไม่รู้ว่ามันจะร้องขึ้นมาเมื่อไร เหมือนอยู่กับระเบิดที่ไม่มีตัวเลขแสดงเวลาเอาไว้ แต่พอจะระเบิดปุ๊บก็ระเบิดเลยโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า...ผมว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กวนใจจนน่ารำคาญอยู่เหมือนกันนะ

          “ไม่ต้องห่วง นาวีน่ารักครับ ไม่ดื้อ ไม่งอแง”  เขินพรีเซ้นต์น้องชายตัวเองเต็มที่ ส่วนผมก็ทำได้แค่ขมวดคิ้ว จำได้ว่าเมื่อกี้ไอ้กัปตันยังบอกว่าน้องมันงอแงมาสองวันเพราะไม่เจอเขินนี่ แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปนอกจากพยักหน้ารับแล้วเดินตามสุดที่รักลงมาจากชั้นสาม “นาวีนอนห้องเดียวกับลุงกับป้าครับ”

          แอ๊ด...

          เขินหันมาบอกตอนที่เราหยุดลงตรงหน้าประตูห้องห้องหนึ่งบนชั้นสองที่เดาไม่ได้ยากว่าคือห้องนอนลุงกับป้าที่เขินบอกนั่นแหละ มือเรียวยกขึ้นดันประตูให้เปิดออกจนรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่เย็นกว่าข้างนอกออกมาจากในห้อง

          ห้องนี้ไม่ได้มีเตียง แต่เป็นฟูกหนาขนาดใหญ่วางไว้แทน เครื่องปรับอากาศในห้องเปิดอยู่ และบนฟูกก็มีร่างเล็ก ๆ ของเด็กผู้ชายนอนเอาขาพาดหมอนไว้ ท่าทางจะดิ้นจนกลับหัวกลับหาง

          “นี่นาวีครับ” เขินกระซิบบอกเสียงเบา แล้วเดินเข้าไปใกล้ ๆ น้องชายคนเล็กของเขา ขณะที่ผมได้แต่ขมวดคิ้วแล้วเดินตามเข้าไปอย่างจำใจ ไม่ลืมปิดประตูห้องให้เรียบร้อยก่อนด้วย

          “ยังหลับอยู่เลยนี่” ผมว่า มองเขินที่พยายามจะช้อนตัวเล็ก ๆ ของเจ้าหนูนั่นขึ้นมา แต่เขาคงไม่ถนัดเท่าไรเพราะดูทุลักทุเลพอสมควร จนผมต้องอาสาอุ้มเด็กนั่นขึ้นมาแทน แต่เหมือนจะอุ้มได้ไม่นุ่มนวลพอสำหรับเด็ก เพราะพอผมอุ้มปุ๊บ นาวีก็เริ่มขยับตัว แล้วค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมา

          “อือ...” เด็กนั่นส่งเสียงในลำคอเหมือนกำลังมึน ๆ งง ๆ แล้วก็กระพริบจาปริบ ๆ จ้องผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเบิกกว้างแล้วร่างเล็ก ๆ ก็ดิ้นพร่าน “ปล่อยนาวีนะ!! คนแปลกหน้าอย่ามายุ่งนะ!!!

          “เฮ้ย! นิ่ง ๆ ดิ่!” ผมเผลออุทานออกไปอย่างตกใจ ที่จู่ ๆ เด็กนั่นก็ร้องลั่นขึ้นมาซะอย่างนั้น สั่งเสียงแข็งให้เจ้าตัวนิ่ง ๆ ซักที ไม่งั้นจะปล่อยให้ร่วงซะ ถึงจะไม่สูงและข้างใต้เป็นฟูกก็เถอะ แต่ถ้าปล่อยร่วงคงตกใจน้ำตาร่วงแน่

          “อุ๊...ฮึก...!! ไม่กลัวหรอกนะ!!! คนไม่ดี นาวีจะแจ้งตำรวจ!!!” แต่เหมือนแค่เสียงแข็งใส่ ไอ้เด็กนี่ก็ขวับหนีดีฝ่อ น้ำตาคลอเบ้าซะแล้ว แถมยังแหกปากโวยวายลั่นอีกต่างหาก จนผมแทบจะโยนมันลงพื้น แต่เหมือนเขินจะรู้ว่าน้องชายเขากำลังจะโดนผมโยนทิ้งยังไงยังงั้น เจ้าตัวเลยรีบมาคว้าร่างเล็ก ๆ ของไอ้เด็กนาวีมาอุ้มไว้แทน

          “นาวี ๆ นี่เขินไง ไม่ใช่คนแปลกหน้านะครับ”

          “เขิน...?” เสียงนุ่ม ๆ ของสุดที่รักของผมยังคงใช้ได้ผลเสมอ เพราะพอเขาเอ่ยออกไปแบบนั้น ไอ้เด็กที่ดิ้นพร่านโวยวายลั่นก็ชะงักลงทันที แล้วกระพริบตามองเขิน จากนั้นเจ้าตัวก็ยิ้มกว้างออกมา เปลี่ยนอารมณ์ไวปานวอก “เขิน! เขินมาแล้ว!

          “ครับ เขินมาหานาวีแล้ว เขินพาแฟนเขินมาหานาวีด้วยนะ” ผมชอบเวลาเขินแทนตัวเองด้วยชื่อเหมือนกันนะครับ ดูแบบนี้เหมือนอายุเท่ากับไอ้เด็กนาวียังกับเป็นเพื่อนกัน แต่แน่นอนว่าเขินของผมน่ารักกว่าไอ้ตัวกะเปี๊ยกนั่นเป็นร้อยล้านเท่า

          “แฟน?” นาวีกระพริบตาปริบ ๆ หันมามองผมแค่เศษหนึ่งส่วนล้าน ๆ วินาที เอาเป็นว่าหันมามองแว้บเดียวจริง ๆ ครับ เสร็จแล้วก็หันกลับไปจ้องหน้าเขิน เหมือนจงใจเมินผมยังไงยังงั้น

          “ครับ แฟนก็คือคนรักไง” เขินบอกยิ้ม ๆ “นี่คุณภูเป็นคนรักของเขินนะ ไม่ใช่คนแปลกหน้า ไม่ใช่คนไม่ดีด้วยนะครับ”

          แต่พออธิบายความหมายของคำว่าแฟนให้ไอ้ตัวกะเปี๊ยกฟัง เด็กนั่นก็เบิกตากว้างแล้วดิ้นพร่านลงจากอ้อมแขนของเขินซึ่งคราวนี้ก็ตกลงไปบนฟูกจริง ๆ แต่เจ้าตัวหาได้ใส่ใจไม่ เท้าเล็ก ๆ ทั้งสองขายืนหยัดอยู่บนฟูกแล้วกางแขนเหมือนจะปกป้องเขินเต็มที่ ริมฝีปากเด็กนั่นเบะเป็นสระอิแล้ว

          “จะแย่งเขินไปเหรอ!? นาวีไม่ให้นะ!! นาวีจะเป็นคนรักของเขินเอง!!!

          ผมต้องไอ้ตัวกะเปี๊ยกตรงหน้าอย่างอึ้ง ๆ ...นี่มันแก่แดดเกินไปมั้ย  แล้วไอ้ที่พูดนั่นอะไร? จะเป็นคนรักของเขินเอง...ไอ้เด็กบ้าตัวเท่าเมี่ยง บีบมือเดียวตัวก็หักครึ่งแล้วมั้ยมึง

          “เขิน...” ผมตัดสินใจไม่สนใจไอ้เด็กนั่น แต่เรียกสุดที่รักอย่างขอความช่วยเหลือแทน ผมไม่ถูกโรคกับเด็กเลยจริง ๆ โดยเฉพาะเด็กบ้าที่เพิ่งบอกว่าจะเป็นคนรักของแฟนผม!

          “ห้ามมาใกล้เขินนะ!!” แต่ยังไม่ทันที่สุดที่รักจะตอบอะไร ไอ้เด็กนาวีก็แทรกขึ้นมา ทำให้ผมหันขวับถลึงตามองไอ้เปี๊ยกนั่นอย่างหงุดหงิด

          ผ่านด่านครอบครัวของเขินมาได้อย่างไม่มีปัญหา...แต่มาติดตรงไอ้เด็กแก่แดดตัวเท่าเมี่ยงนี่เนี่ยนะ!?

          นี่เอาชนะหมาแมวของเขินมาได้แล้ว กูต้องมาหาทางเอาชนะเด็กห้าขวบต่อเหรอ!!?

 

ง่วงจรุม...

เจอครบล๊าว สามหนุ่มสามพี่น้อง กัปตัน ขุนพล นาวีค่า!

นาวีนี่ค่อนข้างแก่แดดแก่ลม เพราะนางโดนบรรดาพี่ชายเลี้ยงมาเป็นส่วนใหญ่ แต่แน่นอนว่าก็เลี้ยงกันมาด้วยวัยคะนองของวัยรุ่นหนุ่ม นาวีก็เลยซึมซับมาบ้าง ฮ่า

พวกพี่ชายกับน้องอายชอบแกล้งนาวีค่ะ เพราะงั้นเจ้าตัวจะค่อนข้างติดคุณเขินที่ไม่แกล้งเขา แถมยังชอบซื้อของฝากมาให้ตอนปีใหม่ที่สุด...เอาล่ะ พี่ภู เจอศึกหนักแล้ว!! //รึเปล่านะ

วันนี้ง่วงค่ะ ขอทอล์คแค่นี้ก็เนอะ มึน เบลอ โอ้วววว

ยังไงก็ขอฝากพี่ภูกับคุณเขินไว้อีกตอนด้วยค่า

ปล.ติดแฮชแท็ก #ภูเขิน หรือ #ทาสเจ้าของแมว ได้สำหรับเรื่องนี้นะคะ จุ้บ ๆ













(c)              Chess theme
  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

1,713 ความคิดเห็น

  1. #1676 Ainaemoroe (@bodylovenamkaeng) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 21:01
    ชีวิตโคตรน่าสงสารอ่ะภู 55555555
    #1676
    0
  2. #1064 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 10:19
    ถถถถถถถ อนาถใจแทนเลยสู้กับหมาแมว ยังต้องมาสู้กับเด็กห้าขวบอีก สงสาร 555 นี่ก็เป็นพวกไม่ถูกโรคกับเด็กเหมือนกันแบบเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่ร้องไห้ได้ตลอดเวลาจริงๆ แล้วนี้ก็โอ๋ไม่เป็นไม่ชอบเสียงเด็กร้องด้วย
    #1064
    0
  3. #1023 lover pc (@pear-pcy_love) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 16:12
    โถ่ หนูนาวีขาาาาา
    #1023
    0
  4. #1022 pcyc (@open2001) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 06:19
    สงสารที่ต้องมารบกับเด็กดีมั้ย55555
    #1022
    0
  5. #1021 maynnnn (@maynnnn) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 21:27
    ทำไมขำ 5555 นาวีลูก
    #1021
    0
  6. #1020 mykkkk (@mykkkk) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 17:17
    ชอบทุกคนเลยอ่ะ บ้านเขินน่ารักอ่า. นาวีคนจริงมาแล้วค่ะ 5555
    #1020
    0
  7. #1019 berry kiki (@jarjarjerry) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 16:38
    เกิดเป็นพี่ภูนี่นะ
    #1019
    0
  8. #1018 mon9228 (@mon9228) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 11:19
    บ้านเขินน่ารักมากเลย แต่ขำที่ภูต้องมารบกับเด็กห้าขวบเนี่ยแหละ 5555
    #1018
    0
  9. #1017 Felinonajang (@Felinonajang) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 09:56
    บางทีก็รู้สึกว่าน้องอายกับพี่เขินน่าจะสลับเพศกันบ้าง ฮ่าๆ
    ครอบครัวเขินน่ารักจัง ถ้าถามเราระหว่างครอบครัวพี่อัยย์กับพี่เขิน ชอบครอบครัวใครมากกว่ากัน บอกเลยว่าชอบทั้งสองครอบครัว แต่แอบอยากอยู่กับครอบครัวพี่เขินมากกว่า อาจจะเพราะพี่ภูมีอะไรไม่สบายใจก็มาหาพี่เขิน เลยรู้สึกว่าพี่เขินช่วยทำให้สบายใจได้ แล้วพอมาเจอครอบครัวก็รู้สึกอบอุ่นและสบายใจด้วย ของพี่อัยย์รู้สึกอบอุ่นนะแต่ยังรู้สึกเกร็งๆบอกไม่ถูก อาจจะเพราะบ้านเขามีแต่คนนิ่งๆละมั้ง ส่วนบ้านพี่เขินมีเด็กกวนทีน 2 คน และน้องสาวแมนๆหนึ่งคนละมั้ง อิอิ
    ตลกพี่ภูอะ อุปสรรคแต่ละอย่าง แมวหมาบ้าง เด็กบ้าง โถ่วววว พี่ภู ฮ้าๆ
    #1017
    0
  10. #1015 tinzel (@tinzel) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 09:08
    สงสารพี่ภูแรง แต่ก็ขำ5555555
    #1015
    0
  11. #1014 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 09:08
    สู้ตาอปายยยพี่ภู
    #1014
    0
  12. #1013 OKACHI_Ti (@OKACHI_Ti) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 08:13
    สู้ๆพี่ภู เด็ก 5 ขวบเอง 555
    #1013
    0
  13. #1012 Ichasep9 (@Ichasep9) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 06:45
    น่ารักจังงงงงงงง
    #1012
    0
  14. #1011 TheEyesDMS (@snowcharisma) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 04:12
    นาวีน่ารักกกกกกก 55555 คุณภูสู้ๆ
    #1011
    0
  15. #1010 Plankton J (@jthida) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 01:43
    ขำ(5555555555555555 นาวีน่ารักกกก ตัวเท่าเมี่ยงงง
    #1010
    0
  16. #1009 จี น า น นี่ ♡ (@immmz) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 01:05
    กัปตันก็น่ารักกกก จีบทั้งกัปตันทั้งขุนพลเลยได้มั้ยยย
    #1009
    0
  17. #1008 Feremaka (@feremaka) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 00:42
    ถ้าหลอกเด็กเป็นก็ไม่ยากค่ะ แต่นี่หลอกไม่เป็นไง.. แย่แน่..
    #1008
    0
  18. #1007 KAOWMAI (@kaowmai) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 00:41
    คู่แข่งแต่ละคนของพี่ภูน่ากลัวจริงๆ555 #พี่ภูซึ่งแพ้เด็กและหมาแมว
    #1007
    0
  19. #1006 J-gon (@J-gon) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 00:22
    โอ้ย งานไฟว้กะเด็กก็มา ถถถถ
    #1006
    0
  20. #1005 N เอ็น (@nlm1122) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 00:17
    ถถถถ ถือว่าซ้อมเลี้ยงลูกแล้วกันค่ะ
    #1005
    0
  21. #1004 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 / 00:13
    5555555 เจองานยากแล้วพี่ภู 55555
    #1004
    0
  22. #1003 bb.smile (@bhoombimm) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 23:52
    คุณภูเหนื่อยหน่อยนะ 55555
    #1003
    0
  23. #1002 Twilight43 (@Twilight43) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 23:48
    ภู มีคู่แข่งแล้ว 555
    #1002
    0
  24. #1001 nloven102 (@nloven102) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 23:46
    โอยยยยยยน คุณภู จะขำรึสงสารดี
    #1001
    0