Pob-Rak Publishing | [END] O W N E R ★ รับ แลก รัก [YAOI]

ตอนที่ 28 : O W N E R 2 7 ★ บ้ า น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    16 พ.ย. 59















O W N E R 2 7 บ้ า น

 

# PHUPHA

          “ไอ้เบียร์!” ผมตะโกนลั่น เคาะประตูผับมันที่ปิดสนิทอยู่รัว ๆ หลังจากที่ใช้เวลาไม่นาน แท็กซี่ก็พาผมมาถึงผับมัน เห็นรถผมจอดอยู่ตรงที่จอดรถแล้วครับ ส่วนไอ้เพื่อนสนิทเจ้าของผับคาดว่าน่าจะนอนอยู่บนชั้นบนที่เป็นส่วนที่พัก

          ก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!

          ผมเคาะประตูรัว ๆ แต่ไอ้คนที่ควรจะมาเปิดได้แล้วก็ยังไม่มาซักที จากเคาะก็เริ่มเปลี่ยนเป็นทุบ พอทุบไปซักพักก็ยังไม่มีใครมาเปิดให้เลยว่าจะถีบแม่งเลย

          ไอ้เบียร์ เปิดสิวะ! นี่กูร้อนใจอยู่นะเว้ย!!

          เพิ่งรู้เนี่ยแหละครับว่าตัวเองก็เป็นคนติดโทรศัพท์เหมือนกัน ไม่มีแล้วทำอะไรไม่ได้เลยวุ้ย! ถ้ามีโทรศัพท์ โทรเรียกไอ้เบียร์มันมาก็ได้แล้วแท้ ๆ จะโทรหาเขินเลยก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาแวะมาที่นี่หรอก!

          ...แต่เอาจริง ๆ ก็อ้างไปงั้น ผมต้องการเวลาทำใจก่อนจะไปเผชิญหน้ากับคนที่ตัวเองเพิ่งผิดคำพูดไปสด ๆ ร้อน ๆ เรื่องที่ว่าจะกลับไปนอนด้วยแล้วขาดการติดต่อไปเฉยซะอย่างนั้น ผมไม่อยากให้เขินโกรธผมเลยจริง ๆ

          “ไอ้เบียร์โว้ย!!

          แกร๊ก...

          ขณะที่ผมร้อนรนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยกขาเตรียมถีบประตูแล้ว บานประตูที่ปิดสนิทอยู่ก็เปิดออกในที่สุด ทำให้ผมชะงักขาไว้แทบไม่ทัน ก่อนจะมองไอ้เพื่อนสนิทที่ทำหน้ายุ่งมาเปิดประตูให้แล้วรีบเข้าเรื่องโดยที่ไม่ปล่อยให้มันได้ด่าอะไรผมข้อหาที่มาปลุกมันก่อนเวลาอันควรแบบนี้

          “โทรศัพท์กู”

          ไอ้เบียร์ขมวดคิ้วมุ่น แล้วจิ๊ปาก ก่อนจะขยี้หัวยุ่ง ๆ ของตัวเอง เบี่ยงตัวหลบให้ผมเข้าไปข้างใน ขณะที่ปากก็พูดไปด้วย “เข้ามาดิ่ เดี๋ยวกูไปหยิบให้”

          “ด่วนเลยมึง” ผมว่า เดินตามไอ้คนที่ทำท่าเอื่อยเฉื่อยเหมือนไม่รับรู้ถึงความร้อนรนของผมเลยซักนิดเข้าไปในร้าน นั่งลงตรงบาร์ว่าง ๆ ขณะที่ไอ้เจ้าของผับก็เดินหายขึ้นไปด้านบน

          ผมไม่ค่อยได้มาผับไอ้เบียร์ก่อนเวลาเปิดแบบนี้หรอกครับ ผับว่าง ๆ เงียบ ๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับผมเท่าไร เอาจริง ๆ ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ผมเคยคิดว่าที่เงียบ ๆ แบบนี้มันน่าเบื่อนะครับ แต่ก็น่าแปลกที่มันยังมีสถานที่เงียบ ๆ ที่อยู่แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกอยู่ด้วย

          เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกละมุน ๆ และมีกลิ่นหวาน ๆ ลอยอบอวลอยู่ด้านในตลอดเวลา มีไอ้พวกหน้าขนเดินไปทั่ว บางครั้งก็ส่งเสียงเบา ๆ ออกมา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วที่แห่งนั้นจะเต็มไปด้วยความเงียบ...แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนกับเจ้าของร้านไม่มีผิด

          เดาได้ใช่มั้ยล่ะครับว่าผมกำลังหมายถึงที่ไหน...ก็ที่ที่ผมกำลังจะไปหลังจากได้โทรศัพท์กับรถคืนแล้วนี่ไง

          โอนเนอร์คาเฟ่...ร้านคาเฟ่สัตว์ของเขินสุดที่รัก ที่ตอนนี้ผมกำลังมีชนักติดหลังกับเจ้าของร้านเต็ม ๆ แบบไร้ข้อแก้ตัว

          เฮ้อ...ไม่รู้เขินจะว่าไงบ้าง ตอนนี้ความรู้สึกของผมมันขัดแย้งกันอยู่ในตัวมาก ๆ เลยล่ะครับ ทั้งอยากเจอแล้วก็ไม่กล้าไปเจอเพราะกลัวอีกฝ่ายโกรธ...ถ้าเกิดเขินโกรธจนบอกว่าไม่ต้องการผมแล้วไปอีกคนล่ะจะทำยังไง ยอมรับเลยว่า ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนว่าเขินกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผมแล้วจริง ๆ เพราะว่าเขินใจดี แล้วก็เป็นคนที่เข้าใจผมอยู่ตลอด...แต่ถ้าเกิดเขาโกรธขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขินจะยังเข้าใจผมอยู่เหมือนเดิมมั้ย ตอนนี้ผมแค่อยากได้ใครซักคนที่เข้าใจผมจริง ๆ แค่ซักคนเดียว...แล้วผมก็หวังจะให้เขินเป็นคนคนนั้น แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าเขาโกรธแล้วผมจะเหลือใคร!?

          โว้ย!! เครียดเว้ย! แค่คิดก็จิตตกแล้ว

          “เป็นไรมึง ทำหน้าเหมือนไม่ได้ขี้มาสามวัน” แต่แล้วจังหวะความเครียดของผมก็เป็นอันต้องหยุดชะงักลงเพราะคำถามของไอ้เพื่อนสนิทที่ไม่รู้ว่าเดินกลับมาตั้งแต่เมื่อไร ทำให้ผมหันไปมองไอ้เบียร์ ขณะที่มันก็ยื่นโทรศัพท์ของผมมาให้

          “แต้ง” ผมว่า รีบคว้าเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมที่เมื่อวานโยนทิ้งไว้ในรถแล้วลืมเอาติดตัวไปมาเปิดดู แบตฯยังไม่หมดแฮะ...ดีนะที่ไอ้เบียร์มันเอาออกมาจากรถให้ ไม่ใช่ทิ้งไว้ในรถทั้งอย่างนั้น เกิดใครมาทุบกระจกฉกไปล่ะยุ่งเลย ไม่ได้หวงเครื่องหรอกครับ แต่หวงข้อมูลในเครื่องมากกว่า มีทั้งงานทั้งอะไรต่อมิอะไรแยะเยอะไปหมด ถ้าหายไปนี่คงทำผมหัวหมุนได้เลย

          “เอ่อ ใช่! เมื่อเช้าคุณเขินโทรมาด้วยนะ...ไม่ดิ่ ไม่เช้าอ่ะ ตีสี่...พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลยมั้ง คุณเขินนี่ตื่นโคตรเช้า---

          “ห้ะ!? โทรมา ว่าไงวะ?? มึงได้รับเปล่า” ผมหันไปอ้าปากค้างใส่ไอ้เพื่อนสนิทที่พูดประโยคแปลกประหลาดนั้นออกมา เขินโทรมา...ย้ำอีกรอบว่าเขินโทรมา เขินคนที่ขนาดจะรับโทรศัพท์ยังไม่ค่อยรับคนนั้นโทรมา! ครั้งล่าสุดที่เขาโทรมาก็วันที่แมวเขาตายนั่นแหละ...อือหือ ประสบการณ์ตอนที่เขินโทรมาไม่ค่อยดีเท่าไรเลยว่ะ แล้วทำไมเขินโทรมาแต่ละที ผมถึงไม่ได้รับสายซักทีวะ!?

          ไม่สิ...ประเด็นคือ เขินจะเป็นอะไรรึเปล่า? ผมไม่กลับไปหาเขา โทรศัพท์ก็ไม่ได้รับ ถ้าเกิดเขาคิดว่าผมเป็นอะไรขึ้นมา เขาจะอาการกำเริบอีกรึเปล่า? ถึงแม้ว่าตอนนี้อาการของเขินจะดีขึ้นแบบดีวันดีคืนจนดูภายนอกก็เหมือนจะกลับเป็นปกติแล้วก็เถอะ แต่ผมก็ยังห่วงอยู่ดี พอคิดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วก็ยิ่งห่วง...

          เอาจริง ๆ ผมควรจะคิดถึงเรื่องอาการของเขามาก่อนเรื่องที่ว่ากลัวเขาจะโกรธด้วยซ้ำนี่หว่า...ไป ๆ มา ๆ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึงแต่ตัวเองมากกว่าจะคิดถึงคนที่ผมบอกว่ารักซะแล้วล่ะครับ รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก...ไอ้ภูเอ้ย ถ้ามึงคิดได้แค่นี้ ก็สมควรจะโดนเขินโกรธแล้วล่ะวะ

          แต่ก็ไม่อยากให้โกรธอยู่ดี

          “กูถือคติ ของของเพื่อนก็เหมือนของของตัวเอง เพราะงั้นกูเลยช่วยรับสายให้ด้วยความเต็มใจไปแล้วครับ ถึงคุณเขินจะโทรมาขัดฝันหวาน ๆ ของกูก็เถอะ” ไอ้เบียร์ตอบขำ ๆ แต่ผมไม่ขำเท่าไร ถามมันออกไปเสียงเครียด

          “เขินว่าไง”

          ไอ้เบียร์เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะไหวไหล่แล้วทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ท่ามากชิบหายกว่าจะยอมตอบ “ก็ไม่ว่าไง แค่ถามว่ามึงอยู่ไหน กูเลยบอกว่ามึงเมา ไปค้างบ้านเพื่อนแค่นั้นแหละ คุณเขินก็บอกครับแล้วตัดสายไปเลย คุณเขินนี่พูดน้อยชิบหาย”

          กับคนอื่น เขินก็พูดแค่นั้นแหละครับ พูดเท่าที่จำเป็น อย่างกับจะเก็บพลังงานในการพูดไว้มาใช้กับสัตว์เลี้ยงของตัวเองแทนยังไงยังงั้น แต่นิสัยแบบนั้นของเขินผมก็โคตรชอบเลยครับ เพราะมันทำให้ผมที่ยังคงอยู่ในสถานะสัตว์เลี้ยงของเขาได้รับสิทธิพิเศษในการพูดคุยกับเขินมากเป็นพิเศษไปด้วย การที่เขินทำแบบนั้นมันทำให้ผมรู้สึกพิเศษน่ะครับ อย่างน้อยก็พิเศษกว่าคนอื่นเยอะ!

          แต่เดี๋ยว...นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมควรจะสนใจตอนนี้ซักหน่อย ที่ผมต้องสนใจคือ การที่เขินบอกว่าครับแล้วกดตัดสายไปนี่หมายความว่าไง? เขาอาจจะแค่ไม่อยากคุยกับไอ้เบียร์รึเปล่า หรือว่าเขาจะโกรธผมด้วย? หรือที่แย่ที่สุดคือเขากังวลจนอาการกำเริบขึ้นมา

          คิดได้แบบนั้นแล้วผมก็ขยี้หัวตัวเองสองสามที สูดลมหายใจเขาลึก ๆ เพื่อตั้งสติก่อนจะตัดสินใจว่าจะเลิกกลัวเขินโกรธแล้วรีบกลับไปหาเขาที่ร้านดีกว่า ถึงวันนี้น้องอายจะอยู่ด้วยเพราะมันเป็นวันอาทิตย์ก็เถอะ แต่ผมก็ห่วงเขินอยู่ดี

          กลัวเขาโกรธน่ะก็ยังกลัวอยู่หรอกครับ แต่พอคิดถึงอาการป่วยของเขินขึ้นมาได้แล้วความเป็นห่วงมันก็ชนะว่ะ...

          “ไงก็ขอบใจมึงมากแล้วกัน กูไปล่ะ” ผมว่า ก่อนจะโบกมือให้ไอ้เบียร์นิดหนึ่งแล้วเดินเร็ว ๆ ออกไปจากผับไอ้เบียร์ทันที แต่ก็ยังได้ยินเสียงเพื่อนสนิทที่ตะโกนไล่หลังมาหลังจากมันตั้งสติกับท่าทางปุบปับ คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปของผมได้แล้ว แถมไม่ใช่แค่เสียงทีตามมา แต่รวมไปถึงกุญแจรถที่มันปามากระแทกหัวผมด้วย เจ็บชิบ! มึงปาแม่นไปมั้ย

          “ไปไง กุญแจรถมึงยังอยู่นี่!

          “ให้กูดี ๆ ไม่เป็นเหรอวะ” ผมจับหัวตัวเองแล้วอดบ่นออกมาไม่ได้ ขณะที่ไอ้เบียร์ทำแค่ลอยหน้าลอยตาใส่อย่างน่าหมั่นไส้ แต่ช่างมันไปก่อน ตอนนี้ผมควรรีบไปหาเขินได้แล้ว ผมก้มลงไปหยิบกุญแจรถที่กระแทกหัวผมเสร็จก็ลงไปกองอยู่ที่พื้น ก่อนจะออกไปจากผับมันจริง ๆ แน่นอนว่าเพื่อนที่ดีอย่างไอ้เบียร์ไม่มีการเดินมาส่ง ที่มันจะทำคือกลับไปนอนมากกว่า

          ส่วนผมที่ได้ทั้งรถทั้งโทรศัพท์กลับมาเรียบร้อยก็ไม่รอช้า เดินดิ่งไปหารถตัวเองทันที มือก็กดโทรศัพท์โทรหาคนที่(คิดว่า)รอผมอยู่ไปด้วย

          ตู๊ด...ตู๊ด...

          คุณภูคราวนี้เหมือนปลายสายจะรับสายเร็วกว่าปกติ หรือไม่ผมก็คิดไปเอง แต่เพื่อความสบายใจของผม ผมจะคิดว่าเขินรับสายเร็วกว่าปกติดีกว่า เสียงนุ่มเป็นปกติของอีกฝ่ายที่ดังมาให้ได้ยินทำให้ผมเบาใจขึ้นนิดหน่อยว่าเขินคงไม่ได้อาการกำเริบขึ้นมาจนทำร้ายตัวเองไป คำทักที่เป็นชื่อผมแทนที่จะเป็นคำทั่ว ๆ ไปอย่างสวัสดีหรือฮัลโหลทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้

          “ผมเอง คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย” แต่ถึงน้ำเสียงจะเป็นปกติ แต่ก็อยากถามให้แน่ใจอีกรอบอยู่ดีแหละครับ

          ครับเขินตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบอกถ้อยคำที่ทำให้รอยยิ้มของผมค่อย ๆ หุบลงทีละนิด แล้วยิ่งแทบจะทำโทรศัพท์ร่วงเมื่อเขากดตัดสายไปแบบไม่รอให้ผมได้เอ่ยลา กลับมาคุยกันที่บ้านนะครับ

         “เวร...” ผมกลืนน้ำลายอึก สตาร์ทเครื่องแล้วเหยียบคันเร่งสุดแรงตรงดิ่งไปที่ร้านของเขินแทบจะในทันทีที่เขาบอกคำที่เหมือนจะคาดโทษผมไว้ยังไงยังงั้นออกมา

          ระหว่างนั้นก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองที่ห่อเหี่ยวไปตั้งแต่โดนตัดสายแบบไร้เยื่อใยหลังจบบทสนทนาแสนสั้นเมื่อกี้ไปด้วย เอาน่า...เขินอาจจะกำลังยุ่งอยู่ ตอนนี้ร้านเขายังไม่ปิด ลูกค้าอาจจะเต็มร้าน เขินเลยไม่มีเวลาคุยกับผมเท่านั้นเองก็ได้ แถมเขินก็ยังพูดกับผมเป็นปกติ เสียงก็ปกติ คำพูดก็ปกติ...ปกติรึเปล่าวะ? ปกติมั้ง...เอ่อ นั่นแหละ เอาเป็นว่าก็เหมือนจะไม่ได้โกรธ แต่ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีชนักติดหลังอยู่น่ะครับ ระแวงไปหมด กลัวไปเรื่อย

          คุณจะโกรธผมยังไงก็ได้ แต่อย่าบอกว่าไม่ต้องการผมก็พอ...จะโกรธยังไงก็ได้ แค่อย่าให้ใครมาแทนที่ผมก็พอ

          ...แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือคุณอย่าโกรธผมดีกว่า

          ก็ได้แค่ภาวนาแบบนั้นไปเรื่อยจนกระทั่งรถของผมมาจอดอยู่หน้าร้านของเขินในไม่กี่สิบนาทีถัดมา ร้านเปิดอยู่จริง ๆ ด้วย บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยผู้คนที่สามารถมองผ่านกระจกใสเข้าไปเห็นได้อย่างชัดเจน

          “เฮ้อ...” ผมผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกมา แล้วยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ เพื่อลดอาการปวดหัวนิด ๆ จากความเครียดและคิ้วที่ขมวดแน่นมาตลอดทาง มาถึงร้านแล้วก็จริง...แต่พอจะเดินเข้าไปดันลังเลขึ้นมาอีกรอบซะงั้น

          ว่าไงดีล่ะครับ จู่ ๆ ผมก็กลัว กลัวปฏิกิริยาของเขิน...กลัวว่าถ้าผมเดินเข้าไปในร้านของเขาตอนนี้แล้ว มันอาจจะจบลงด้วยคำว่าเขาไม่ต้องการผมอีกแล้ว หรือผมไม่มีความสำคัญอะไรอีกแล้ว เหมือนกับที่ผมเดินเข้าไปในบ้านของตัวเองเมื่อวานก็ได้

          ถึงจะค่อนข้างมั่นใจว่าเขินจะไม่ทำแบบนั้น...หรือไม่พยายามจะมั่นใจว่าเขินจะไม่ทำแบบนั้น แต่ผมก็ยังไม่กล้าอยู่ดี ผมไม่เคยกลัวอะไรขนาดนี้มาก่อน

          ให้ตาย...รู้สึกสับสนเป็นบ้า อาจจะเป็นเพราะอะไรหลาย ๆ อย่างที่พากันซัดถาโถมเข้ามากระแทกหน้าผมแบบไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เมื่อวาน ถึงได้ทำให้ความคิดผมรวนไปหมดแบบนี้ ความมั่นใจก็เหมือนจะพาลหายไปซะดื้อ ๆ

          บางที ถ้าคนที่ผมกำลังจะเข้าไปหาไม่ใช่เขิน ผมอาจจะไม่กังวลขนาดนี้ก็ได้...เพราะผมให้ใจเขินไปแล้ว ผมรักเขินไปแล้ว รักแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะรักใครได้มาก่อน ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้ผมตระหนักได้ว่าผมรักเขินขนาดไหน ตอนที่เห็นเขินอาการกำเริบจนทำร้ายตัวเอง ความรู้สึกของผมยิ่งชัดเจนว่าผมทั้งรัก ทั้งห่วงเขาขนาดไหน...ผมมั่นใจว่าความรู้สึกที่ผมรู้สึกกับเขามันคือรัก รักแบบถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว

          และเพราะแบบนั้น ผมถึงได้กังวลมากมายขนาดนี้ รู้มั้ยครับว่าความรู้สึกเวลาโดนคนที่ตัวเองรักโกรธมันเจ็บขนาดไหน...มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่อยากจะพบเจอกับมันอีก

          แต่ไม่ได้สิวะไอ้ภู! ต้องรีบไปหาเขินสิ! เขินอาจจะไม่โกรธก็ได้...อีกอย่าง เป็นห่วงเขินไม่ใช่รึไง เป็นห่วงก็รีบ ๆ เข้าไปหาให้เห็นหน้า ให้เห็นกับตาว่าเขินไม่เป็นไรสิวะ!

          แล้วถ้าเข้าไปแล้วปรากฏว่าเขินโกรธมากล่ะ? ถ้าเกิดเขินโกรธจนไม่สนใจผมแล้วล่ะ ผมผิดคำพูดนะ ทั้ง ๆ ที่สัญญากับเขาว่าจะไม่โกหก แต่ผิดคำพูดแบบนี้นับด้วยรึเปล่า...

          แต่ก็ห่วงไม่ใช่เหรอวะ!

          “เอาวะ...” ผมขยี้หัวตัวเองอีกรอบแล้วถอนหายใจ ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด ไม่คิดว่าคนอย่างผมจะต้องมาคิดอะไรมากมายกับแค่เรื่องที่จะเดินไปหาคนคนหนึ่ง

          แต่ก็นั่นแหละครับ...ยิ่งแคร์มาก ยิ่งคิดมาก

          ครืด...ครืด...

          แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ที่ดังขัดจังหวะทำใจของผมก็ทำให้ผมสะดุ้งโหยง เอื้อมมือไปหยิบเจ้าเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่บนคอนโซลมา ชื่อที่โชว์เด่นหราอยู่ตรงหน้าทำให้ผมเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกดรับสายแบบไม่ค่อยแน่ใจนัก

          เขินโทรมา...

          ในหนึ่งก็ดีใจที่เขาโทรหา แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ผมรับสายเขาทันด้วย! แม้ว่าตอนนี้ผมจะจอดรถอยู่หน้าร้านเขาแล้วก็เถอะ ผมค่อย ๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากทักอะไรออกไป เสียงนุ่มจากปลายสายก็ดังมาให้ได้ยินซะก่อน

          ไม่เข้ามาเหรอครับคำถามของอีกฝ่ายทีได้ยินจากในโทรศัพท์ทำให้ผมอ้าปากค้าง ถามแบบนี้แสดงว่าเขินน่าจะเห็นรถผมแล้วรึเปล่า ผมไม่ค่อยแปลกใจถ้าเขินจะจำรถผมได้หรอกครับ บอกแล้วว่าเขาช่างสังเกตจะตาย แต่ผมเนี่ยสิ ทำไมไม่สังเกตเห็นเขิน เขาอยู่ไหนวะ?

          ผมถือโทรศัพท์ค้าง มองซ้ายมองมองขวามองหน้ามองหลัง เพ่งมองเข้าไปในร้านก็แล้ว ก็ยังไม่เห็นคนที่โทรเข้ามาหาเลยซักนิด

          คุณภูครับอาจจะเป็นเพราะผมมัวแต่มองหาเขา ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำให้เขินพูดขึ้นมาอีกรอบ เหมือนจะทดสอบว่าผมยังฟังอยู่รึเปล่าทำให้ผมสะดุ้งนิด ๆ แล้วตอบกลับไป

          “ครับ!?

          ขึ้นมาหาผมได้แล้วครับอีกฝ่ายบอกเหมือนจะเร่ง ทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เขินแปลก ๆ ไงไม่รู้ แต่ดูแล้วไม่น่าโกรธ ผมควรจะเบาใจ เลิกกลัวแล้วไปหาเขาได้แล้ว แต่ขอเห็นหน้าให้แน่ใจอีกรอบ เพราะเมื่อกี้เขาบอกว่าขึ้นมาหา ถ้างั้นก็น่าจะอยู่ชั้นบนสินะ ผมชะโงกหน้าออกไปจากกระจกรถ เงยมองที่ชั้นบนแล้วก็เห็นจริง ๆ ร่างโปร่งของคนที่คิดถึงที่ยืนถือโทรศัพท์อยู่ตรงนั้น พอเขินเห็นผมเขาก็พูดออกมาอีกรอบก่อนจะตัดสายไป ผมรอ ช้ากว่านี้จะโดดลงไปแล้วนะ

          ชิบหาย!

          ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ไอ้ความคิดที่จะกระโดดลงมานี่ต้องมีอยู่ในหัวเขินแน่ ๆ ไม่งั้นเขาคงไม่พูด ผมรีบลนลานดับเครื่องแล้วพาตัวเองออกจากรถทันที พอเจ้าตัวขู่ว่าจะโดดลงมาแบบนั้นเข้าจริง ๆ ให้ความคิดที่สับสนตีกันวุ่นระหว่างความกลัวที่จะโดนโกรธกับความเป็นห่วงว่าเขินจะไม่โอเคก็หายไปทันที รู้ผลแพ้ชนะแบบขาดลอยหลังจากมันตีกันไปตีกันมาอยู่นานว่าตอนนี้ผมโคตรห่วงเขินเลย

          “อย่าเพิ่งนะ! คุณรอแปปเดียว ผมจะขึ้นไปเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องโดดลงมานะเขิน ไม่สิ...เข้าห้อง คุณเข้าห้องไปก่อนเลย!!” แต่เพื่อความชัวร์ผมก็ตะโกนบอกคนที่ยืนเกาะระเบียงอยู่อีกรอบ ไม่รู้ว่ามันดูบ้ามากมั้ยที่ต้องมายืนตะโกนปาว ๆ อยู่ตรงนี้ยังกับโรมิโอกับจูเลียต แต่ผมไม่สนหรอก ก็ไอ้ที่เขินพูดมาเมื่อกี้นี่มันทำเอาใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้ว อาจจะเพราะเคยเห็นเขินทำร้ายตัวเองมาก่อน...ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าเขินมีโอกาสจะทำอย่างที่เขาพูดจริง ๆ

          พอตะโกนบอกอีกฝ่ายไปแบบนั้นแล้ว ผมก็รีบวิ่งตึกตักเข้าไปในร้าน รองเท้าก็ไม่ถอด ไอ้พวกหน้าขนพอเห็นผมก็กรูกันเข้ามาหา แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรนัก ไม่สนใจพนักงานที่ทำหน้าตื่นมาหา ไม่สนใจคนในร้านที่หันมามอง สนใจอย่างเดียวคือบันไดขึ้นชั้นสองนั่นแหละครับ

          ผมบอกพนักงานที่พอจะคุ้นหน้ากันอยู่บ้างว่าจะรีบไปหาเขิน ก่อนจะวิ่งตึกตักขึ้นบันไดไป ผ่านห้องน้อยอายไปถึงห้องของเขินที่ยังเปิดประตูไว้เหมือนเดิมแล้วพุ่งเข้าไปยืนหอบแฮ่กอยู่หน้าคนที่เมื่อกี้บอกว่าจะกระโดดลงจากระเบียงบ้านด้วยความรู้สึกเหมือนวิ่งสี่คูณร้อยมา

          “เขิน...”

          “คุณภู”

          หมับ!

          “เฮ้ย! เดี๋ยว...เขิน!!

          ตุบ!

          เอาล่ะ เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เริ่มตั้งแต่ที่ผมเรียกชื่อเขาเบา ๆ ปนหอบ ขณะที่หยุดยืนอยู่ข้างเตียง จ้องคนที่นั่งอยู่บนเตียง แต่พอเห็นผม เขินก็เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงปกติขัดผมที่ยังเรียกชื่อเขาไม่จบดีเลยด้วยซ้ำ แต่น้ำเสียงปกติของเขาไม่จำเป็นต้องมาพร้อมท่าทางปกติเสมอไป เมื่อเขินเรียกแล้วก็กระโดด ย้ำว่ากระโดดครับ เขาสปริงตัวจากเตียงแล้วโถมเข้าใส่ผมทั้งตัวจนผมที่ไม่ทันตั้งตัวเซจนเกือบล้มเพราะต้องยอมรับว่าน้ำหนักตัวของเขินไม่ได้เบาเป็นปุยนุ่นอะไร และระหว่างเสี้ยววินาทีที่ร่างกายกำลังเซไปเซมาและกำลังจะล้มกระแทกพื้นพรมที่ถึงจะมีพรมแต่ก็น่าจะแข็งอยู่ดี ผมก็ตัดสินใจใช้ทักษะขั้นสูงให้ไปพลิกตัว หมุนส้นเท้าแล้วเปลี่ยนทิศทางการล้มให้ล้มไปบนเตียงแทน พร้อมสุดที่รักที่กลายร่างเป็นโคอาล่าชั่วคร่าวที่กอดคอผมแน่น  แล้วทิ้งน้ำหนักทับตัวที่ผมล้มลงไปนอนหงายบนเตียงแบบเต็ม ๆ เล่นเอาจุก

          ผมเผลอซี๊ดปากออกมาเบา ๆ ก่อนจะเก็บรวบรวมสติที่กระจุยกระจายหายไปพร้อมจังหวะการล้มที่เลี่ยงการก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นไปได้อย่างฉิวเฉียดให้กลับมา แล้วก้มมองที่คนยังกอดผมแน่นไม่ปล่อยตาปริบ ๆ นี่ผมไม่ได้คิดไปเองนะ เขินแปลกไป...นิดหน่อย แต่ก็แปลก

          ผมค่อย ๆ ยกมือขึ้นโอบหลังเขา ตัวของเราที่แนบชิดกันทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะสัมผัสได้ว่าหัวใจของเขินกำลังเต้นเร็ว เร็วไม่แพ้ผมเลย แต่ที่หัวใจผมเต้นแล้วเพราะวิ่งมาแถมตกใจที่โดนเขากระโดดโถมเข้าใส่นั่นแหละ แต่เขินล่ะ เป็นอะไร?

          “เขิน คุณเป็นอะไรรึเปล่า---โอ้ย!” พอสัมผัสได้ถึงความผิดปกตินั้น ก็ตั้งใจจะถามออกไป ถ้าไม่ติดว่าคนที่กอดคอผมแน่นแล้วซุกหน้าแถว ๆ คอผมจะกัดเข้ามาเต็มแรงตรงช่วงบ่าจนคำถามที่จะถามกลายเป็นเสียงร้องแทน เขินกัดผม! ครับ...กัดจริง ๆ กัดแรงด้วย โคตรเจ็บ!

          “เป็นครับ มากด้วย” แต่ถึงจะถามไม่จบดี เจ้าตัวก็ยังอุตส่าห์ตอบผมเสียงอู้อี้เพราะหน้ายังซุกอยู่ที่คอผมอยู่ แถมไม่ซุกเปล่า ยังกัดไปอีกสองทีด้วย ถึงแรงกัดมันจะไม่แรงเท่าครั้งแรกแต่ก็เล่นเอาผมสะดุ้งได้อยู่ดี

          “เป็น...เป็นอะไร...เขิน เดี๋ยว โอ้ย! อย่ากัดหู เขินเดี๋ยว...” พอกัดคอเสร็จเขินก็เริ่มเปลี่ยน ริมฝีปากอิ่มกับฟันคม ๆ ของคนในอ้อมแขนเลื่อนขึ้นไปกัดหู กัดแถว ๆ แนวกราม เลื่อนลงมากัดที่คาง แล้วก็ปลายจมูก เรียกได้ว่ากัดมันทุกที่เท่าที่เขาจะกัดได้นั่นแหละครับ ถึงแรงมันจะเบาลงเรื่อย ๆ ก็เถอะ แต่ก็ยังเจ็บนิด ๆ อยู่ดี จนกระทั่งเป้าหมายต่อไปของอีกฝ่ายดูเหมือนจะเป็นปากผมนั่นแหละผมถึงรีบห้าม เฮ้ย ๆ อย่ากัดปาก เดี๋ยวปากแตกขึ้นมาผมจะจูบคุณไม่ได้หลายวันนะ...โอ้ย แล้วใช่เวลามาคิดเรื่องนี้มั้ยเนี่ย จริง ๆ ควรคิดว่าทำไมเขินถึงกัดผมไปทั่วแบบนี้ต่างหาก แต่เอาเถอะ เขาเรียกว่ามองการณ์ไหล ผมรีบยกมือขึ้นมาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายไว้ ติดจะขืนแรงที่เขาพยายามจะโถมเข้าหานิด ๆ “เขิน ไม่เอา ๆ กัดตรงไหนก็ได้ แต่อย่ากัดปาก”

          บอกตรง ๆ ท่าทีแปลกประหลาดของเขินนี่ทำเอาผมลืมความกลัวเรื่องที่เขาจะโกรธไปซะสนิท นี่เขินของผมเป็นอะไร

          “ไม่ให้กัดตรงนี้แล้วจะเป็นตรงไหนก็ได้ได้ยังไงครับ” นอกจากจะไม่ฟังแล้ว เจ้าตัวยังเอานิ้วมากดริมฝีปากผมไปทีอีกต่างหาก ก่อนที่ดวงตาตก ๆ จะหรี่ลงเหมือนคาดโทษ “คุณมีความผิดติดตัวอยู่นะครับ”

          “...” คำพูดของเขาทำให้ผมชะงักตัวแข็งไป นี่ตกลงที่ทำอยู่นี่คือโกรธจริง ๆ ใช่มั้ยเนี่ย...ผมเผลอกลืนน้ำลายอึก เขินโกรธแล้วเป็นแบบนี้เหรอ? “นี่คุณโกรธอยู่เหรอ?”

          ที่ถามนี่ไม่ได้กวนนะครับ อันนี้สงสัยจริง ๆ ถ้าโกรธอยู่ผมจะได้ง้อ ถึงวิธีแสดงความโกรธของเขินจะแปลก ๆ ก็เถอะ...แต่แปลกกับผมได้คนเดียวนะ อย่าไปแปลกแบบนี้ใส่คนอื่นเชียว

          “คุณทำอะไรที่ผมควรจะโกรธรึเปล่าครับ” เขาชะงักไปนิดหน่อยแล้วกระพริบตาช้า ๆ ออกมาทีหนึ่งก่อนจะถามแบบนั้น ทำให้ผมได้แต่ถอนหายใจ เอาวะ มาถึงขั้นนี้แล้วก็มีแต่ยอมรับไปตรง ๆ เผื่อจะเห็นแก่ที่ผมยอมรับผิดแต่โดยดีแล้วเขินจะได้ไม่โกรธมาก

          “ผมผิดคำพูดกับคุณ...ที่บอกว่าจะกลับมานอนด้วยแต่ก็ไม่ได้กลับ” แต่พอผมบอกแบบนั้น เขินก็ทำแค่กระพริบตาออกมาอีกรอบ ก่อนจะพยักหน้าออกมา

          “จริงด้วย ผมลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย” เขาว่า ก่อนจะสะบัดมือตีแขนผมแรง ๆ มาที อือหือ...นี่ก็เจ็บเหมือนกัน เจ็บแบบแสบนิด ๆ แต่คิดว่าเจ็บน้อยกว่าโดนกัดนะ ผมมองเขินที่เริ่มขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งเหมือนตอนดุไอ้พวกหน้าขนของเขาไม่มีผิดอย่างงง ๆ ตกลงจะกัดหรือจะตีเอาซักอย่าง ผมไม่เข้าใจ “ห้ามทำอีกนะ รู้มั้ย หื้มมมมม ไม่งั้นผมจะตีอีก”

          “โอเค ๆ ไม่ทำ ไม่ทำแล้ว...” แต่แน่นอนคนมีชนักติดหลังอย่างผมก็ได้แต่ยอมเขาไปนั่นแหละครับ แต่เดี๋ยวนะ...เมื่อกี้เขาบอกว่าลืมคิดเรื่องที่ผมผิดคำพูดกับเขาไปเลย งั้นหมายความว่าไอ้ที่กัด ๆ อยู่เมื่อกี้ไม่ได้โกรธเรื่องนี้งั้นสิ? “แล้วเมื่อกี้ที่คุณกัดผมนี่โกรธอะไร”

          “ผมไม่ได้โกรธครับ” เคยมีคำที่บอกว่าผู้หญิงพูดอย่างใจอย่าง คู่มือพ่อบ้านใจกล้าบอกว่าเวลากวางน้อยของพวกเขาบอกไม่ได้โกรธคือมึงเตรียมตัวตายได้เลย แต่เนื่องจากเขินไม่ใช่ผู้หญิง และสุดที่รักของผมไม่เหมือนกวางน้อยของคนอื่นแม้แต่นิด ทฤษฎีนั้นจึงไม่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา ยืนยันได้เมื่อเขินมองผมแล้วยิ้มน้อย ๆ ออกมาเหมือนจะยืนยันว่าไม่ได้โกรธจริง ๆ แต่ท่าทางแบบนั้นมันทำให้ผมงงกว่าเดิมอีก ถึงจะดีใจที่เขาไม่ได้โกรธอย่างที่ผมกลัวจนลีลาไม่มาหาเขาซักทีอย่างก่อนหน้านี้ก็เถอะ

          “ไม่ได้โกรธแล้วกัดผมทำไมล่ะ” ผมถามออกไปงง ๆ ขณะที่เขินขยับใบหน้าเข้ามาใกล้อีกรอบ เขารู้ตัวมั้ยว่าที่กัดนี่เจ็บกว่าโดนตีอีกนะ

          “ให้ผมกัดอีกทีก่อน” เขาต่อรอง สบตากับผมนิ่ง ๆ ก่อนจะหลุบมองริมฝีปากของผมเป็นเชิงบอกกลาย ๆ ว่าตรงไหนที่เขาจะกัด

          “ที่ปาก?” เอาจริงดิ่...แรงกัดของเขินนี่ไม่เบาเลยนะครับ พิสูจน์ได้จากการที่เขาเคยกัดปากตัวเองแตกเลือดไหลมาแล้ว และสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อกี้คือกัดบ่าผมโคตรเจ็บ นี่ยังรู้สึกเจ็บหนึบ ๆ อยู่เลย

          คืออยากจูบอ่ะ...แต่ไม่อยากโดนกัด เหอ ๆ

          “ครับ ทีเดียว...” ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวยังช้อนตามองผมนิด ๆ แลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองก่อนจะกัดปากล่างหน่อย ๆ แล้วบอกออกมาอีกรอบ “ผมอยาก”

          โอ้โห้...ตาย! ช็อตนี้กูตาย!!

          เขิน...ใครสั่งใครสอนให้คุณยั่วผมแบบนี้!!! สติ ไอ้ภู ตั้งสติไว้...ความผิดมึงยังติดตัวอยู่ มึงต้องตั้งสติดี ๆ !!

          ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะปล่อยมือที่ประคองใบหน้าเขาออก แล้วหลับตาลงในที่สุด...คิดว่ายั่วมาขนาดนี้ ผมจะไปไหนรอดมั้ยล่ะครับ!? แน่นอนว่าไม่!

          “จะกี่ทีก็เอาเถอะ แต่อย่าแรงนะ ไม่งั้นผมจูบคุณไม่ได้ไปอีกหลายวัน ผมต้องตายแน่ ๆ ”

          “ฮึ้...” ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของอีกฝ่าย ก่อนสัมผัสนิ่ม ๆ ที่ประทับลงบนริมฝีปากของผม เขินไม่ได้กัดแรงจนปากจะแตกอย่างที่ผมนึกกลัว เขาแค่ขมเม้ม ดูดดึงริมฝีปากของผมก่อนจะแทรกปลายลิ้นเข้ามาเกี่ยวกระหวัด ให้ผมได้รู้สึกถึงรสชาติหวานแบบช็อกโกแลตของอีกฝ่าย ก่อนจะตอบสนองกลับไปด้วยการรุกไล่เขาคืนเหมือนอย่างทุกครั้งที่เราจูบกัน ยกมือขึ้นประคองท้ายทอยของอีกฝ่ายไว้ไม่ให้ถอยหนีไปไหนจนกระทั่งได้ยินเสียงครางเครือในลำคอเบา ๆ ของเขินนั่นแหละถึงยอมผละออกอย่างอ้อยอิ่ง

          มันควรจะจบลงแค่นั้น แต่ครั้งนี้ไม่ เมื่อเขินประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของผมอีกครั้ง คราวนี้เขาทำแค่ดูดดึง และขบเม้ม ก่อนจะกัดเบา ๆ ที่ริมฝีปากล่างของผมแล้วผละออก ปิดท้ายด้วยการจุ้บเบา ๆ อีกรอบที่ทำให้ผมอึ้งไป

          เชี่ย...นี่มันเป็นการจูบแบบฟูลออฟชั่น!!

          ผมไม่อยู่คืนเดียว เขินไปทำอะไรมา ทำไมยั่วขึ้นเป็นกองแบบนี้!!!?

          ถ้าปล่อยให้เขาอยู่แบบนี้ต่อไป สงสัยผมได้ตบะแตกจริง ๆ แน่ ๆ ผมพยายามสูดลมหายใจเขาลึก ๆ แล้วพลิกตัวนอนตะแคงข้างแทน ส่งผลให้คนที่ทับอยู่ผมตัวผม ร่วงตุบไปบนเตียงแทน แต่เขินก็ไม่ได้ว่าอะไรกับการพลิกตัวกะทันหันของผม ขณะที่ผมต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนที่อะไร ๆ มันจะตื่นขึ้นมาจนห้ามไม่อยู่ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินแบบนี้เพราะสกิลยั่วขั้นสุดของคนข้างกาย

          “แล้วตกลงคุณกัดผมทำไม” คำถามของผมทำให้เขินเบียดตัวเข้าใกล้ ซุกหัวลงกับไหล่ผมแล้วพาดแขนโอบหลังผมไว้

          “ผมฝากไว้ คุณจะได้นึกถึงผม” เขาว่า เงยหน้าขึ้นมามองผมที่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจแล้วยิ้มน้อย ๆ ให้ “เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น คุณจะได้นึกถึงผมเป็นคนแรก”

          “...” ผมนิ่งเงียบ คำพูดของเขินทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ ในใจ มันก้ำกึ่งระหว่างความดีใจที่เขาอยากให้ผมนึกถึงเขาเป็นคนแรก แล้วก็ความรู้สึกผิดที่ผมพบว่าเขินเป็นคนสุดท้ายที่ผมนึกถึงหลังจากที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าความโกรธที่ครอบงำทำให้ผมเห็นแค่คนที่อยู่ตรงหน้าผมเท่านั้น หรือไม่ก็คงเพราะลึก ๆ ในใจผมไม่อยากให้เขินเห็นว่าผมโกรธ ผมถึงเลือกที่จะไม่นึกถึงเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาหาเขาในเวลาที่ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ได้

          “คุณภู...” เสียงนุ่มเอ่ยเรียก พร้อมกับนิ้วเรียวที่ลูบผ่านขมับผมช้า ๆ รอยยิ้มน้อย ๆ ของเขินส่งมาให้ผม “ผมเป็นห่วงคุณมากนะครับ รู้มั้ย...ว่าผมไม่โกรธคุณเลยซักนิด ถ้าคุณไม่พูดขึ้นมาเอง คุณคงไม่โดนตีหรอก”

          เขาว่าแล้วหัวเราะเบา ๆ ขณะที่ผมนิ่งเงียบ

          “รู้มั้ยว่าผมตกใจแค่ไหนตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นคุณอยู่ข้าง ๆ ผมไม่ได้คิดเรื่องที่คุณผิดคำพูดกับผมเลยซักนิด ผมแค่เป็นห่วง ห่วงมากจริง ๆ ผมกลัวว่าคุณจะเป็นอะไรไป ดีที่คุณเบียร์บอกผมว่าคุณอยู่บ้านเพื่อน ไม่งั้นผมคงกลัวไปหมด กลัวว่าคุณจะเป็นอะไรไป หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น...”

          ความเป็นห่วงของเขินที่ถ่ายทอดออกมาผ่านทางน้ำเสียงและแววตาทำให้ผมได้แต่กอดเขาไว้เงียบ ๆ ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี แต่รู้แค่ว่าตอนนี้ในอกฟูฟ่องไปหมด เขินไม่คิดแม้แต่จะโกรธผมที่ผิดคำพูด แต่เขากลับเป็นห่วงเพราะไม่เห็นผมตอนที่ตื่นขึ้นมา ขณะที่ผมเอาแต่กลัวว่าเขินจะโกรธจนบอกว่าไม่ต้องการผมอีกต่อไปแล้ว...ทั้ง ๆ ที่ผมน่าจะรู้อยู่แล้วว่าสุดที่รักของผมไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่ ๆ

          เขินคือคนพิเศษ

          “แต่ถึงคุณเบียร์จะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ผมก็ยังไม่เห็นคุณ ไม่ได้ยินเสียงของคุณอยู่ดี...คุณรู้มั้ยว่าผมโล่งใจแค่ไหนที่เห็นคุณมายืนอยู่ตรงหน้า ผมโล่งใจที่สุดที่เห็นคุณปลอดภัย” เขินยิ้มน้อย ๆ ให้ผม ขณะที่ผมยิ้มกว้างตอบกลับไปให้เขา นี่สินะสาเหตุที่เขากระโดดกอดผมหมับซะจนเกือบล้ม ผมโอบกอดร่างโปร่งไว้ ฟังเสียงนุ่มที่เอ่ยต่อ มือของเขาเลื่อนมาวางลงที่บ่าของผมตรงที่เจ้าตัวกัดไปเมื่อกี้ “คุณภูครับ...ต่อจากนี้นึกถึงผมนะ จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น จะแย่ หรือจะดีก็นึกถึงผมนะครับ นึกถึงสัมผัสของผม ผมทำคุณเจ็บสุดเท่านี้เอง...ผมไม่กล้ารับประกันว่าอยู่กับผมแล้วคุณจะไม่เป็นไร แต่คุณจะไม่เจ็บไปมากกว่านี้หรอก แล้วก็จะไม่ให้ใครทำให้คุณเจ็บมากกว่านี้ด้วย แค่อยู่กับผม นึกถึงผมแล้วกลับมาหาผมนะครับ ใครจะทำร้ายคุณ ใครทำให้คุณโกรธ หรือใครจะทำให้คุณเสียใจผมไม่สน...ผมสนใจแค่ว่าผมรักษาคุณได้ ผมทำให้คุณใจเย็นได้ แล้วผมก็ปลอบคุณได้ เพราะงั้นคุณไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมจะอยู่ที่นี่ รอให้คุณภูนึกถึงแล้วกลับมาหาอยู่ตรงนี้ตลอด”

          ถ้อยคำของเขาทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นอยู่ในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ขณะเดียวกันก็สงสัยคำพูดที่เหมือนกับรู้เรื่องทุกอย่างนั้นด้วยเช่นกัน “คุณ...รู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้น?”

          “ไม่หรอกครับ” แต่เขินกลับส่ายหน้าออกมายิ้ม ๆ ทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น ฟังเสียงนุ่มเอ่ยอธิบาย “แต่คุณภูของผมบอกว่าจะไม่เมา แล้วก็กลับมาหาผมนี่ครับ...คุณภูของผมเป็นคนรักษาคำพูดจะตาย คุณไม่ผิดคำพูดโดยไม่มีเหตุผลหรอกครับ แต่คุณเบียร์บอกว่าคุณเมา คุณดื่มหนักมาก...เพราะงั้นผมเลยคิดว่าคุณภูคงไปเจอเรื่องอะไรไม่ค่อยดีมา จริงมั้ยครับ?”

          “อืม...” ให้ตาย เขินเดาแม่นชะมัด แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีที่รู้ว่าเขาเชื่อใจผมถึงขนาดนี้นะครับ การที่เขินพูดแบบนี้ มันยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าเขินจะต้องเข้าใจผม

          “คุณภูครับ ผมอยากให้คุณสบายใจ เพราะงั้น ถ้ามีเรื่องอะไร...นึกถึงผมแล้วมาที่นี่นะครับ” เขินย้ำอีกรอบ พร้อมรอยยิ้มที่ผมหลงใหล “ที่นี่เป็นบ้านของคุณนะครับ บ้านของคุณที่มีผมอยู่”

          “ขอบคุณนะ”  ผมยิ้มกว้าง กดจมูกลงกับหัวทุยของคนในอ้อมแขนอย่างอุ่นใจ “ผมสัญญา จะไม่ทำตัวเป็นเด็กใจแตกหนีออกจากบ้านดี ๆ แบบนี้อีกแล้ว”

          “ฮึ้” ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของอีกฝ่าย เขินไม่ได้ถาม ไม่ได้คาดคั้นอะไรให้ผมเล่าเรื่อง หรือเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ผมผิดคำพูดกับเขา การกระทำของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาห่วงความรู้สึกผมมากมายจริง ๆ

          ผมเองก็ไม่ได้อยากนึกถึงเรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวผมเมื่อวาน แต่น่าแปลกที่พอเขาไม่คาดคั้นอะไรแบบนี้แล้ว ผมกลับรู้สึกสบายใจที่จะเล่าออกมาซะอย่างนั้น

          “ถ้างั้นคนที่บ้านคนนี้ช่วยฟังเรื่องของผมหน่อยได้มั้ย”

          “ไม่สัญญาว่าจะเข้าใจทั้งหมด แต่สัญญาจะตั้งใจฟังเรื่องของคุณทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ ตรงนี้นะครับ” เสียงนุ่มที่ตอบรับออกมาแบบนั้นทำให้ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม

          แค่ไม่บอกว่าจะเข้าใจผมทั้งหมดทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังเรื่องราวอะไรเลยเท่านี้ ผมก็ว่าเขินเข้าใจผมมากกว่าใคร ๆ แล้วล่ะครับ

          เขินไม่ใช่ครอบครัว...แต่เป็นคนที่บ้านที่ผมอุ่นใจที่สุดที่ได้อยู่ด้วยจริง ๆ

          เขาทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่าบ้านอีกครั้ง...มันไม่ใช่ที่ที่พ่อกับแม่อยู่ ไม่ใช่ที่ที่เติบโตขึ้นมา แต่เป็นเพียงแค่ที่ที่มีคนที่พร้อมจะเข้าใจเราอยู่ด้วยก็เท่านั้นเอง

          สำหรับผม จะที่ไหนก็เป็นบ้านได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ที่แห่งนั้นมีเขินอยู่ด้วยแบบนี้

          แล้วผมก็ค่อย ๆ เปิดปากเล่าเรื่องของ ครอบครัวให้ คนที่บ้านฟังอย่างช้า ๆ

 

ช่วงนี้กล่องคอมเม้นท์ร้อนระอุ ทุกคนใจเย็น ๆ นะคะ 55555555555

เท้าความกับตอนที่แล้วและตอนก่อน ๆ ถึงเรื่องของพระพายกับพี่ภูกันอีกนิดหนึ่งเนอะ

เราคิดว่า คนเราแต่ละคนถูกหล่อหลอมให้เติบโตมาไม่เหมือนกันค่ะ ทุกสิ่งที่ทุกอย่างประสบพบเจอจะสร้างบุคลิก ลักษณะ และนิสัยให้กับคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างพระพายเอง ก็ต้องบอกว่าน้องพยายามค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้นมาจากจุดที่อ่อนแอที่สุด น้องเติบโตมากับความรัก มีคนที่เป็นหลักยึดอยู่ตลอด เพราะงั้นพระพายจึงถูกหล่อหลอมออกมาให้มีลักษณะที่พยายามเข้มแข็ง แต่ก็สามารถล้มลงไปได้ง่าย ๆ นั่นเองค่ะ ดังนั้นเขาจึงเป็นประเภทที่ต้องการที่พึ่ง เพื่อที่จะได้พยายามเข้มแข็งให้ได้ สำหรับเรา พระพายเหมือนน้ำค่ะ เป็นน้ำที่เป็นเป็นต้องมีแก้วใส่ ไม่งั้นก็กระจัดกระจายไหลไปไหนต่อไหน

แต่พี่ภูไม่เหมือนกัน ขณะที่พระพายเป็นน้ำ มองก็รู้แล้วว่าเขาอ่อน เรามองว่าพี่ภูเป็นเหมือนกิ่งไม้แก่ที่ข้างนอกแข็งแต่ข้างในพังจนไม่เหลืออะไรแล้ว ถ้ามองภายนอกก็จะไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วพี่ภูซ่อนความอ่อนแออะไรไว้บ้าง แต่ถ้าหักถูกจุด ก็จะหัดเอาได้ง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนกิ่งไม้มันจะแข็งแท้ ๆ ถามว่าสิ่งที่ทำให้พี่ภูเป็นแบบนี้คืออะไร ขอตอบว่าด้วยลักษณะการเลี้ยงดูและสภาพที่เติบโตมาเช่นกันค่ะ พี่ภูเองก็เคยเป็นน้ำ แต่เขาเป็นน้ำในแก้วที่โดนปาแตกซ้ำ ๆ แต่เคยพยายามทุกอย่างเพื่อจะให้ได้รับความรัก แต่ก็ไม่มีใครให้เขา ต่างจากพระพายที่เต็มไปด้วยความรัก และเพราะแบบนั้น ทำให้พี่ภูเลิกแสดงความอ่อนแอ เขาจำเป็นต้องพยายามเข้มแข็งขึ้นมาด้วยตัวเอง แม้ว่าความรู้สึกข้างในมันจะพังไปหมดแล้วก็ตาม นั่นทำให้พี่ภูเป็นคนไม่ค่อยร้องไห้ ไม่ค่อยแสดงให้ใครเห็นว่าเขาล้ม ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำ แต่เพราะเคยทำแล้วมันไม่ได้ช่วยอะไร เขาถึงเลิกที่จะทำแบบนั้น และแสดงอารมณ์ผ่านออกมาทางรูปแบบของความโกรธแทน ถ้าให้เปรียบเทียบจริง ๆ อารมณ์รุนแรงของพี่ภูจะผ่านออกมาทางความโกรธ ขณะที่อารมณ์รุนแรงของพระพายจะผ่านออกมาทางน้ำตา ประมาณนั้นแหละค่ะ

แต่ก็เพราะพระพายแสดงให้เห็นว่าเขาอ่อนแอ ไม่ใช่เพราะเขาอยากทำแบบนั้น แต่เพราะเขาเติบโตมาแบบนั้น มันหล่อหลอมให้เขาแสดงอารมณ์ออกมาในรูปแบบนั้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่เข้าใจง่ายกว่าพี่ภู นั่นทำให้ใครหลายคนเข้าใจพระพายได้มากกว่าพี่ภู รวมไปถึงพี่อาชว์และพี่อัยย์ด้วย ดังนั้นพวกเขาถึงปกป้องพระพาย ขณะที่พี่ภูแสดงอารมณ์ผ่านออกมาในรูปแบบของความโกรธ ซึ่งเวลาคนเราโกรธ คนอื่นจะไม่รับรู้หรอกค่ะว่าเราพูดอะไรออกไปบ้าง เขาจะรับรู้แค่อารมณ์โกรธของเรา แต่ไม่เข้าใจว่านอกเหนือจากความโกรธแล้วมันมีอะไรแอบแฝงอยู่บ้าง เพราะมันโดนความโกรธกลบจนมิด ทำให้พี่อาชว์กับพี่อัยย์ทำได้แค่รับรู้แต่ไม่เข้าใจ

แต่คุณเขินเข้าใจ...เพราะคุณเขินเป็นคนช่างสังเกต และโลกของเขา ถ้าไม่นับสัตว์เลี้ยงกับน้องอายแล้ว คนเพียงคนเดียวที่คุณเขินสนใจและใส่ใจคือพี่ภู เพราะงั้นเขามีเวลามากมายที่จะทุ่มเท และทำความเข้าใจกับความซับซ้อนของพี่ภูได้อย่างเหลือเฟือ รวมไปถึงเขาเองก็เคยเจอเรื่องเลวร้ายมาเหมือนกัน ทำให้คุณเขินพอจะเข้าใจความรู้สึกของพี่ภู แม้มันอาจจะไม่ใช่กรณีเดียวกัน แต่เขาก็คิดว่าคงรู้สึกคล้ายๆ กัน

กับพระพายก็เหมือนกัน ถึงแม้เขาจะได้รับความรักมากมาย แต่เขาก็เคยมีจุดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต และหลาย ๆ อย่างก็หล่อหลอมให้เขาเป็นเด็กที่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่น เขาเองก็พยายามที่จะเข้าใจพี่ภูเหมือนกัน แต่สำหรับพระพายที่โดนใส่เอา ๆ แบบไม่ทันตั้งตัวเขาย่อมเสียศูนย์ ประสบการณ์เขาไม่ได้มากมายอะไร น้องยังอายุไม่ยี่สิบดีด้วยซ้ำค่ะ ฮ่า...เพราะงั้นเขาต้องใช้เวลาพอสมควร ต้องพยายามตั้งสติไม่น้อย กว่าจะสามารถพยายามเข้าใจพี่ภูได้ ซึ่งเป็นความพยายามในส่วนที่พี่ภูไม่รับรู้

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนก็ไม่มีทางเหมือนกันได้อยู่แล้วเนอะ จริง ๆ แล้ว ไม่มีใครโชคดีหรือโชคร้ายที่สุดหรอกค่ะ แต่แค่ว่าใครจะโชคดีมากกว่า หรือโชคร้ายมากกว่าก็เท่านั้น เรื่องแต่ละเรื่องก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครผิดที่สุดหรือถูกที่สุด แต่มันก็แค่ใครถูกมากกว่า ซึ่งต่างคนก็ต่างมุมมอง บางคนอาจจะบอกว่าพี่ภูถูก บางคนอาจจะบอกว่าพระพายถูก ก็แล้วแต่คนเนอะ บางคนอาจจะไม่ชอบพระพาย บางคงอาจจะไม่ชอบพี่ภู ก็เหมือนที่เราไม่ชอบเพื่อนบ้างคน แต่ดันชอบเพื่อนอีกคนอะไรแบบนั้นแหละค่ะ ไม่แปลก ๆ ยังไงคนเราทุกคนก็มีเรื่องราวชีวิตเป็นของตัวเอง เลือกที่จะชอบหรือไม่ชอบใครได้อยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ งุงิ

เพราะงั้นจะชอบพี่ภูหรือจะชอบพระพายก็ไม่เป็นไร เรารักทุกคน 555555555555 มาพูดถึงตอนนี้กันบ้างดีกว่า

เราคิดว่า...ถ้าเรารักใครซักคนหนึ่งจริง ๆ ถ้าเกิดเขาหายไปไม่บอกไม่กล่าว สิ่งแรกที่เราจะรู้สึกคือความห่วงไม่ใช่ความโกรธค่ะ เหมือนกับที่คุณเขินในตอนนี้บอกเอาไว้ เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องที่พี่ภูผิดคำพูดเลย สิ่งที่เขาคิดมีแค่พี่ภูบอกว่าจะกลับ แต่ไม่กลับ ถ้างั้นเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า พี่ภูจะเป็นอะไรมั้ย ซึ่งมันมาพร้อมความเชื่อใจว่าพี่ภูไม่ใช่คนผิดคำพูด พี่ภูเป็นคนรักษาคำพูด เหมือนตอนที่พี่ภูบอกว่าจะทำอาหาร แล้วก็ทำให้จริง ๆ ซึ่งมันสร้างความเชื่อใจให้กับคุณเขินมากจนส่งผลมาถึงตอนนี้นั่นเองค่ะ

แต่ที่คุณเขินไม่เป็นอะไร เพราะอย่างน้อยโทรไปพี่เบียร์แกก็รับสายแล้วบอกสภาพพี่ภูคร่าว ๆ ให้ เพราะงั้นคุณเขินเลยยังไม่สติแตกไปซะก่อน แต่ก็ยังห่วง แต่ถึงจะห่วง คุณเขินเขาก็ยังไม่ลืมว่าสัตว์เลี้ยงของเขาก็ต้องได้รับการดูแลเหมือนกัน มันเป็นความรับผิดชอบที่เขาต้องทำเหมือนกับ สำหรับคุณเขิน หมาแมวก็มีชีวิตเหมือนกัน มีค่าไม่ต่างจากคน เพราะงั้นเขาไม่สามารถทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ พวกมันแล้วเตลิดไปหาพี่ภูซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนได้ สิ่งที่เขาทำได้จึงมีแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดคือการดูแลหมาแมวของเขาไป และรอจนกว่าพี่ภูจะกลับมาหาอย่างปลอดภัย

เราคิดว่า ความเป็นห่วงในครั้งนี้เองก็คงจะทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างในใจของคุณเขินชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นมาบ้างเหมือนกันแหละค่ะ อิ ๆ

เอาจริง ๆ ความเป็นห่วงเองก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาในรูปแบบอย่างที่คุณเขินทำแค่อย่างเดียว ความเป็นห่วงอาจจะแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ห่วง เสียใจ ไปจนถึงโกรธ แต่โชคดีที่คุณเขินไม่ใช่คนที่จะโกรธอย่างที่พี่ภูกังวล สำหรับเขา ห่วงก็คือห่วง เขาก็แสดงออกว่าเขาห่วงออกไปตรง ๆ แต่เราก็คงเคยเจอบ้างใช่มั้ยล่ะคะ บางคนห่วงเราจนร้องไห้ บางคนห่วงเราแล้วดุเราซะงั้น จนเราเข้าใจผิดว่าเขาโกรธมากกว่าห่วงเราก็มี แต่นี่เป็นโชคดีของพี่ภูที่คุณเขินไม่ใช่แบบนั้น เพราะถ้าเขาโกรธหรือร้องไห้ มั่นใจได้ว่าแทนที่พี่ภูจะรู้สึกดี พี่แกต้องเฟลกว่าเดิมแน่ ๆ ที่เราอยากจะบอกก็คือ ห่วงก็บอกห่วงไปแบบคุณเขินเถอะค่ะ ไม่งั้นคนที่เราห่วงก็ไม่รู้หรอกว่าห่วง ถถถถถถถถ

ยังไงสำหรับตอนนี้ก็ฝากพี่ภูและคุณเขินไว้อีกตอนด้วยค่า จุ้บ ๆ

ปล.ติดแฮชแท็ก #ภูเขิน หรือ #ทาสเจ้าของแมว สำหรับเรื่องนี้นะคะ อิ ๆ










(c)              Chess theme
  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

1,713 ความคิดเห็น

  1. #1675 Ainaemoroe (@bodylovenamkaeng) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 20:51
    เราก็ไม่รู้นะ ต่อให้ภูใจเย็นฟังคำขอโทษจากพายแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาอ่ะ ในเมื่อความจริงที่อม่พายและพายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวภูแตกแยกก็ไม่ได้เปลี่ยนไป
    #1675
    0
  2. #1665 SPDDP Dayn (@pernar) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 20:21
    พายไม่รู้ไม่ผิด แต่ก็ควรจะถามแม่บ้างนะว่าเกิดไรขึ้น ไม่ใช่ว่าใช้แต่เงินพ่อแล้วใช่ชีวิตสบายไป
    #1665
    0
  3. #1054 exokrisyeol (@krisyeol-14521) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 01:26
    พ่ออ่ะเลวสุดปะ 5555555 ทุเรศ มีเมียมีลูกอยู่แล้ว แล้วไปมีชู้ แย่ที่สุด :(
    #1054
    0
  4. #786 ปู๊'ปู๊ (@p0312pacthara) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 21:56
    เขิลลเปลี่ยนไป
    #786
    0
  5. #783 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 20:08
    ไม่ได้บอกว่าไม่เข้าใจที่ภูทำ แต่ก็ยังคิดว่า ผิดก็คือผิด เสียใจไม่ผิด โกรธไม่ผิด แต่พาลคนอื่นมันผิด 
    ทำผิดก็คือทำผิด ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร ไม่ควรทำก็คือไม่ควรทำ การมีเหตุผล ไม่ได้แปลว่าคุณจะทำอะไรก็ได้
    แต่นั่นล่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจในเรื่องนี้
    #783
    0
  6. #781 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 21:13
    คุณเขินเหมาะกับภูที่สุดแล้วจริงๆ ไม่ได้โกรธที่ผิดสัญญา แค่เป็นห่วงที่ตื่นมาแล้วไม่เห็น และก็เป็นคนที่เข้าใจภูได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไร หลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นก็คิดถึงคุณเขินคนแรกนะภู
    #781
    0
  7. #780 mengai (@mosysp) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 21:08
    น้ามตาาาา ทำไมน้ามตาเราไหล ฮื่ออออออออ คุณเขินละมุนมากอ่ะ เรารู้สึกอุ่นๆที่ใจเลย ไรท์บรรยายดีมากค่ะ เข้าใจความรู้สึกห่วงใยของคุณเขิน T^T สู้ๆนะคะไรท์
    #780
    0
  8. #778 >haruhi (@kirarijang) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 18:35
    ชอบคุณเขินนนนนน
    #778
    0
  9. #777 yokkung (@-yokkung-) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 18:21
    คิดถึงคุณเขินนนนนนนนนนนนนนน มาแต่ละทีเอาใจแม่ยกไปเลยค่ะ ฮรือ พี่ภูเวอร์หมาน้อยก็น่ารัก.........อยู่ด้วยกันนานๆนะ #ทีมคุณเขิน
    #777
    0
  10. #774 Feremaka (@feremaka) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 11:17
    ทอล์กยาวที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลยมั้งเนี่ย5555 ตกใจหมดเลยค่ะ นึกว่าคุณเขินจะไม่ยอมนอน ตื่นรอจนวูบไปไรงี้
    #774
    0
  11. #773 nattanicha2212 (@nattanicha2212) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 10:04
    อ่านแล้วเขินอ่ะ งื้ออออ>~<
    #773
    0
  12. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  13. #771 Harrypotter25245 (@Harrypotter25245) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 08:10
    รู้สึกเหมือนสองคนเกิดมาเพื่อกันและกันเลย ฮือออ มันเหมือนอะไรที่ลงล็อกกันพอดิบพอดี ช่องว่างที่ได้รับการเติมเต็มจากอีกคน TT^TT คุณเขินน่ารักจริงจังค่ะแงง///////
    ปล.คนอ่านทางนี้ก็รักไรท์เหมือนกันค่ะ น่อวววว55555555
    #771
    0
  14. #770 lover pc (@pear-pcy_love) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 06:53
    หุ้ยยยยยย เราชอบที่ไรท์ทอร์คสุดๆอ้ะ เปรียบเทียบดีมากเลย
    #770
    0
  15. #769 pcyc (@open2001) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 06:43
    เขินคือดีมากใครอยู่ด้วยคงเป็นแบบภูอะ
    #769
    0
  16. #768 berry kiki (@jarjarjerry) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 06:19
    คือมันดีจริงๆ งือออ
    #768
    0
  17. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 04:43
    อ่านแล้วก็คิดตามและพยายามทำความเข้าใจทั้งพี่ภูทั้งพายพี่ภูโชคดีมากที่มาเจอคุณเขินคนที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตได้ อ่านตอนนี้แล้วยิ้มทั้งน้ำตา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงร้องไห้ อาจจะร้องไห้ดีใจแทนะี่ภูที่มีคนเข้าใจเสียทีก็ได้ 555
    #766
    0
  18. #765 LitMB9397 (@litmb9397) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 02:08
    ทำไมนี่รู้สึกเหมือนคุณเขินท่องคาถามนต์สะกด...อะ บับ รักกูหลงกูกลับมาหากูอะไรงี้ 55555 น่ารักกกกก คราวหลังดูด(?)เลยคุณเขิน รอยจะได้อยู่เตือนนานๆไม่ต้องกัดหรอก แปปเดียวก็จาง
    ปล.ชอบท็อคไรท์เตอร์อะ ชอบการเปรียบเทียบ ชอบทุกตอน ชอบมาก มันทำให้เราหันมามองโลกได้อีกหลายๆมุม เพราะส่วนตัวเป็นคนคล้ายๆคุณภู ที่ดูเหมือนเข้มแข็งแต่จริงๆใจพังจนแหลกแล้ว คุณภูมีคุณเขิน เรามีพี่ชาย แต่พี่เราก็ฟังได้ไม่เท่าคุณเขินหรอก 55555 ทำไมเหมือนมาระบายความอึดอัดใจตัวเองล่ะเนี่ยย ????
    #765
    0
  19. #764 Nil[Night] (@nisharee_kom) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 01:38
    หวาย น้ารักกกกก
    #764
    0
  20. #763 DearMind (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 01:30
    ชอบอ่านความเห็นคนแต่งอ่ะค่ะ มันใช่เลย 555

    รักและสงสารพี่ภู แล้วก็ยังคงไม่รู้สึกดีกับพระพายอยู่ดี มันเป็นเรื่องของแต่ละคนที่คิดต่างจริงๆแหละ

    ไม่รู้ทำไม คำพูดของพ่อพี่ภูในตอนก่อนๆยังทำให้เรารู้สึกไม่ดีมาจนถึงตอนนี้เลยยยย มันทำให้เราเจ็บแทนพี่ภู หมั่นไส้พระพาย และคิดว่าพ่อแบบนี้เราควรรู้สึกยังไงด้วยดี คำพูดที่ออกมาส่วนลึกในใจก็คงคิดแบบนั้นรึเปล่า ถึงจะเป็นคำประชดมันก็คงมีซักเสี้ยวหรือชั่ววูบที่คิดแบบนั้นมั้ย เจ็บอ่ะเจ็บแทนพี่ภู รักลูกไม่เท่ากันเป็นเรื่องธรรมดานะ แต่พอคิดว่าคนนึงได้รับความรักมาตลอด รักจากแม่จากคนรักและยังได้ความรักจากพ่อถึงจะไม่ได้เจอหน้า กับอีกคนที่ขาด ให้รักแต่ก็ถูกคนที่รักไม่ไยดี ถึงจะเจอหน้าพ่อ พ่อคงรักพีภูแหละแต่การแสดงออกมันไม่ใช่ เป็นยี่สิบปี สงสารพี่ภู TT

    พอมีคุณเขินเราก็หวัง ขอให้คุณเขินเข้าใจพี่ภูมากๆรักพี่ภูมากๆ จากที่พี่ภูให้รักไปจะได้รับความรักกลับมาซะที
    #763
    0
  21. #762 tuckkiijung (@tuckkii1996) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 01:02
    ฮืออออออออออออออออออ ตอนนี้ดีมาก คุณเขินน่ารัก ดีต่อใจเหลือเกินค่ะ
    #762
    0
  22. #760 Bam_Bee (@Jackbam9497) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 00:10
    เขินน่ารักจังง อิจฉาคุณภูขึ้นมาทันที หลงรักเขินอะไรทำไง แงงงง โคตรชอบเลยอ้ากกกก
    #760
    0
  23. #759 Foxynutella (@Foxynutella) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 23:49
    คนอย่างคุณเขินอย่างน่ารักเลย
    #759
    0
  24. #757 __tinatinaa (@tina_chomphunaek) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 23:14
    พอได้มามองมุมของพี่ภูแล้วรู้สึกสงสารมากเลยค่ะ จริงๆพี่ภูก็แค่ต้องการความรักจากพ่อแม่เหมือนเดิมแค่นั้นเอง
    #757
    0
  25. #756 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 23:12
    งุ้ยยยยยยยยยย คุณเขินน่ารักมากเลย เรารักคุณเขิน ฮือออออออ เรื่องพี่ภูกับพระพาย ถ้าจะเข้าใจเดี๋ยวก็คงเข้าใจเองมั้ง มันต้องใช้เวลาและการยอมรับ การปล่อยวาง และมองในมุมของความเป็นจริง แต่ถ้าจะเลือกเกลียดกันตลอดไปก็เข้าใจ เพราะตอนนี้ อยากได้คุณเขิน อิอิ
    #756
    0