Pob-Rak Publishing | [END] O W N E R ★ รับ แลก รัก [YAOI]

ตอนที่ 22 : O W N E R 2 1 ★ ค ว า ม คิ ด ที่ ขั ด แ ย้ ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,605
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    9 พ.ย. 59












O W N E R 2 1 ค ว า ม คิ ด ที่ ขั ด แ ย้ ง

 

# PHUPHA

          “เจ็บมั้ย...” ผมถามเสียงแผ่ว ขมวดคิ้วมองคนที่นั่งอยู่บนเตียงในคลินิกแถว ๆ ร้านคาเฟ่ของเขา สองมือก็จับไหล่อีกฝ่ายไว้แล้วบีบเบา ๆ มองหมอที่กำลังทำความสะอาดแผลใหญ่ ๆ ที่มือของเขินให้ด้วยน้ำเกลือ ให้ตาย...แผลเขาใหญ่โคตร ๆ ตอนกำมีดนั่นต้องกำไปเต็มแรงแน่ ๆ นี่ถ้าไม่ติดกระดูกมือเขินอาจจะขาดไปแล้วรึเปล่าวะ (ไม่รู้ผมเว่อร์เองรึเปล่า...แต่แผลมันใหญ่มากจริง ๆ นะ) เห็นแล้วใจไม่ดีเอาซะเลย

          “ไม่เป็นไรครับ” แต่คนเจ็บกลับตอบกลับมาได้สบาย ๆ นั่งนิ่ง ๆ ให้หมอทำแผลแบบไม่อิดออด ขณะที่ผมได้แค่ย่นคิ้วมองทุกครั้งที่สำลีชุบน้ำเกลือแตะลงบนแผลเขา สะดุ้งทุกครั้งแล้วเผลอบีบไหล่ของอีกฝ่ายไว้ยังกับเป็นคนเจ็บเอง

          “เดี๋ยวก็หายแล้วครับ ดูแลดีแบบนี้” สงสัยหมอจะทนเห็นท่าทางหวาดหวั่นของผมไม่ไหว อีกฝ่ายถึงได้พูดออกมาเบา ๆ แล้วหันไปหยิบผ้าพันแผลมา เพราะเป็นคลินิกเล็ก ๆ ส่วนใหญ่หมอเลยทำเองทุกอย่าง ไม่ได้ดีพยาบาลอะไร จะมีก็แต่เภสัชที่ทำหน้าที่รับคนไข้อยู่ตรงเคาน์เตอร์ด้านหน้า แต่ก็ดีครับ เงียบดี ไม่ต้องรอคิวนานด้วย

          “หมอเบา ๆ ” พอผันผ้าที่มือข้างหนึ่งเล็ก คนเป็นหมอก็ดึงมืออีกข้างของเขินขึ้นมาทำแผลให้ต่อ แต่เหมือนมือข้างนี้จะยังไม่ชินกับน้ำเกลือ พอแตะลงไปที่แผลเขินก็สะดุ้งเบา ๆ จนผมต้องรีบบอก เผลอบีบไหล่เขาอีกแล้ว

          คุณหมอวัยกลางคนตอนต้น ๆ ไม่ได้ตอบรับอะไรผม แต่กลับหัวเราะเบา ๆ ออกมาแทน แล้วตั้งหน้าตั้งตาล้างแผลให้เขิน ขณะที่ผมเผลอบีบไหล่เขาเป็นระยะ ๆ เวลาเห็นสำลีมันแตะโดนรอยบาดรอยใหญ่ที่ฝ่ามือ...ไม่รู้ว่าเจ็บมั้ย แต่มันท่าทางน่าจะเจ็บนี่หว่า แค่คิดว่าเขินจะเจ็บผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว ทำไมต้องทำแผลด้วยวะ ปล่อยให้หายเองไม่ได้รึไง เขินจะไม่ได้ต้องทนเจ็บตอนแกะผ้าพันแผลอันเก่าออก เพราะแผลที่เริ่มแห้งนิด ๆ มันติดผ้าจนต้องดึงออก แถมยังต้องเอาสำลีเอาอะไรพวกนี้มากระทบกระเทือนแผลอีก ฮึ่ม...แต่ถ้าไม่ล้างแล้วเกิดอักเสบติดเชื้อขึ้นมาจะยิ่งไปกันใหญ่ สุดท้ายก็ต้องมาล้างแผลทุกวันอยู่ดี นี่ก็เข้าวันที่สามแล้วครับ

          ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ผมบ่น ๆ อยู่นี่ เขินไม่เคยบ่นซักแอะ ไม่เคยบอกว่าเจ็บแผลเลยซักรอบเหมือนไม่อยากพูดถึงมัน เขาจะตอบแค่เวลาผมถามว่าเจ็บมั้ยเนี่ยแหละ มีแต่ผมที่กระวนกระวายกับแผลของเขาซะยิ่งกว่าเจ็บเอง

          ก็เป็นห่วงนี่หว่า...

          และแน่นอนว่าการที่เขินเจ็บมาสามวัน ส่งผลให้มันกลายเป็นสามวันที่ผมหยุดงาน มีแว้บเข้าไปประชุมที่บริษัทเมื่อวานนี้ตอนสาย ๆ รีบไปรีบกลับนั่นแหละครับ หลังจากเขินกินยามื้อเช้าแล้วนอนพัก และแน่นอนว่าเป็นอีกสามวันที่ร้านคาเฟ่ของเขินต้องปิด รวมไปถึงเป็นสามวันที่พวกไอ้ตูบตัวใหญ่ไม่ได้ไปเดินเล่นยามเช้า

          และที่สำคัญ เป็นสามวันที่ผมโคตรเหนื่อย! ไป ๆ มา ๆ เหนื่อยยิ่งกว่าทำงานซะอีกด้วยซ้ำมั้ง

          สองสามวันนี้ เขินยังมีไข้ขึ้นเป็นระยะ ๆ ไข้ขึ้นทีก็งอแงที เล่นเอาผมรู้สึกเหมือนไมเกรนจะขึ้นอย่างบอกไม่ถูก รับมือโคตรยาก แต่ก็ชอบ...จนดูแลเขามาสามวันแล้ว ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากให้เขินป่วยหรือไม่อยากให้เขินป่วยกันแน่ เพราะตอนเขินป่วยแล้วโคตรอ้อน แต่ก็โคตรดื้อ แต่ก็โคตรของโคตรน่ารักเหมือนกัน

          ยังไงก็เถอะ ตอนนี้อาการของเขินก็เหมือนจะดีขึ้นมากแล้ว มองเผิน ๆ ก็เหมือนจะกลับกลายเป็นเขินคนเดิม แผลที่ปากก็เริ่มดีขึ้นเยอะ แผลที่มือก็เริ่มแห้งแล้ว แต่น้องอายก็ยังยืนยันว่าเธอจะพาพี่ชายเธอไปคุยกับจิตแพทย์เหมือนเดิม กันเหนียวไว้ก่อน ซึ่งผมก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะช่วงนี้เขินชอบเหม่อบ่อย ๆ ไม่รู้คิดอะไร บางทีก็นั่งนิ่ง ๆ ไม่หือไม่อือกับหมาแมวตามปกติ

          เขินไม่ได้ดูผิดปกติอะไรนะครับ ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาทำร้ายด้วยเองหรืออะไรทำนองนั้นอีก หรืออาจจะเป็นเพราะผมตามประกบเขาเป็นเงาตามตัวอันนี้ไม่แน่ใจ แต่ในความนิ่งเป็นปกติของเขินนี่ ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่ มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าเขาคิดหรือไม่คิดอะไร แต่มันอาจจะมีเรื่องของอาการป่วยทางจิตเวชเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะงั้น มันเลยยิ่งทำความเข้าใจยากเข้าไปใหญ่

          “เรียบร้อยครับ” เสียงของคุณหมอฉุดผมออกจากภวังค์ความคิด แล้วกลับมามองมือทั้งสองข้างของเขินที่ตอนนี้ผันผ้าผันแผลไว้แล้ว

          “ขอบคุณครับ” เขินบอกแล้วยิ้มตามมารยาทแบบปกติของเขา ก่อนจะหย่อนตัวลงจากเตียง ขณะที่ผมผงกหัวให้คุณหมอนิด ๆ อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับแล้วเดินหายเข้าไปหลังคลินิก เป็นอันรู้กันว่าไปจ่ายตังค์แล้วก็กลับได้แล้ว เราจ่ายค่าทำแผลกันเสร็จก็พากันเดินออกจากคลินิก

         ผมมองร่างโปร่งที่เดินเคียงคู่กันมา เขินยกมือของตัวเองขึ้นมาแล้วก็ขยับ ๆ นิดหน่อย เหมือนจะพยายามกำมือ กำลังผมขมวดคิ้ว ดันข้อมือของเขาให้ลงไปแนบข้างตัวเหมือนเดิม “อย่าขยับสิ เดี๋ยวแผลเปิดอีก”

          “นิดเดียวเองครับ” แต่คนเจ็บกลับเถียงออกมาแบบนั้น พร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ “ขี้ห่วง”

          อยากจะบอกเหลือเกินว่าจะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ช่วงสองสามวันมานี้เล่นงอแงเป็นเด็กอนุบาลจนไม่อยากปล่อยให้คลาดสายตาไปไหนแล้วเนี่ย จากที่เมื่อก่อนก็ว่าห่วงพอควรอยู่ พอมาเจอเขินเวอร์ชั่นอนุบาลหมีน้อยแล้วยิ่งห่วงกว่าเดิม ทั้งห่วงทั้งหวงเลยให้ตาย!

          ...แต่ก็ได้แค่คิดในใจนั่นแหละครับ เกิดบอกว่างอแง เดี๋ยวเขินใจเสียอีก นี่แหละครับที่บอกว่าดูแลยากสุด ๆ จะพูดอะไรทีต้องยั้งปากแล้วยั้งปากอีก ยิ่งกับพวกปากไวแบบผมนี่โคตรลำบาก

          สุดท้ายก็เลยได้แต่เดินประตูให้เขา รอร่างโปร่งขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้วถึงปิดประตูก่อนจะอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ จริง ๆ ปกติก็ไม่ได้บริการดีขนาดนี้หรอก ยังไงเขินก็เป็นผู้ชาย ไม่ใส่ใจเรื่องที่ผมจะเปิดปิดประตูรถให้รึเปล่าหรอกครับ แต่ช่วงนี้มือเขาเจ็บ เพราะงั้นผมถึงต้องชิงเปิดปิดประตูให้ก่อนที่คนเจ็บจะฝืนตัวเอง เกิดแผลเปิดขึ้นมาอีกรอบล่ะยุ่งเลย ปากก็พูดต่อจากที่ค้างไว้เมื่อกี้ “ก็ยอมให้ห่วงหน่อยแล้วกัน”

          “ฮึ้...ยอมสิครับ” อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ อย่างที่ชอบทำ แล้วก็พูดจาน่ารักออกมาจนอย่างจะฟัดให้จมเขี้ยว แต่แน่นอนว่าก็แค่อยาก ไม่ได้จะทำจริงหรอกครับ ตอนนี้ไม่อยากให้เขินมีร่องรอยอะไรเพิ่มไปมากกว่าแผลที่มือกับปากแล้วครับ ถ้าขืนไปสร้างรอยอะไรไว้ โอกาสโดนโกรธน่าจะสูงมากถึงมากที่สุด

          แต่ก็อดไม่ได้ พอเห็นยอมง่าย ๆ ก็ขออีกหน่อยแล้วกัน แบบนี้เรียกได้คืบจะเอาศอกรึเปล่าวะ? แต่ช่างเถอะ ผมขยับยิ้ม เหลือบมองเขานิดหน่อยก่อนจะกลับไปมองถนนเหมือนเดิม ขับช้า ๆ อย่างไม่รีบร้อน มีสุดที่รักนั่งมาด้วยแบบนี้ต้องปลอดภัยเป็นพิเศษครับ “ให้ห่วงแล้วให้หวงด้วยนะ”

          “...ไม่มีอะไรน่าหวงหรอกครับ” เขินเหมือนนิ่งไปแปปหนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาแบบนั้น ไหวไหล่น้อย ๆ เหมือนไม่ใส่ใจ แต่ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

          “หวงสิ คุณเป็นเจ้าของผมนะ มีคุณคนเดียว ก็ต้องหวงคุณสิ” ที่พูดไปนี้ เอาใจก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนก็คิดแบบนั้นจริง ๆ นั่นแหละ...กระดากปากไปหน่อยกับคำว่าเจ้าของ แต่ก็เอาเถอะ ช่วงนี้ผมยอมให้เขามากเป็นพิเศษแบบพิเศษสุด ๆ เลยล่ะครับ ไม่ค่อยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเท่าไร...ก็ตั้งแต่อ่านเรื่องราวของพ่อบ้านใจกล้าคนอื่น ๆ ผ่านทางโซเซียลสีน้ำเงินนั่นแหละครับ ผมถึงได้รู้ว่า จริง ๆ เรื่องแบบนี้มันออกจะน่าภูมิใจ ยอมสุดที่รักบ้าง เอาใจบ้าง ตามใจบ้าง ไม่เห็นมีอะไรน่าอายซักหน่อย...ถึงตอนนี้ผมอาจจะยังไม่ใช่ที่รักของเขาก็เถอะ แค่เขินเป็นที่รักของผมไปเรียบร้อยแล้วล่ะครับ เจ้าตัวก็ไม่ได้ขัดอะไรเวลาผมเรียกแบบนั้นซะด้วยสิ เพราะงั้นผมคิดเข้าข้างตัวเองเอาแล้วกันว่าเขาโอเคกับการเป็นที่รักของผม

          “ขอบคุณครับ” เขินยิ้มน้อย ๆ มาให้ ขณะที่ผมไหวไหล่แล้วชวนเขาคุยต่อ

          “แล้วคุณล่ะ คิดเหมือนกันบ้างมั้ย?” ผมลองถาม ไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำตอบของเขานัก แต่ถ้าได้ก็ดี “ห่วงผม หวงผมเหมือนกันรึเปล่า?”

          “ก็ผมเป็นเจ้าของคุณ ก็ต้องห่วงสิครับ” เขาตอบกลับมาด้วยเหตุผลคุ้น ๆ เหมือนว่าผมเพิ่งจะพูดไปเมื่อกี้ ทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาทันที แต่รอยยิ้มก็จำต้องค่อย ๆ หุบลงเมื่อเสียงนุ่มพูดต่อเรื่อยเปื่อย “แต่คิดว่าไม่เคยหวงนะ...”

          “ไม่เลยเหรอ?” ผมขมวดคิ้ว ถึงจะบอกว่าไม่คาดหวังก็เถอะ แต่เล่นให้ความหวังกันมาซะขนาดนี้แล้ว จู่ ๆ มาดับหวังกันแบบนี้ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ

          “อื้อ” แต่อีกฝ่ายกลับพยักหน้ารับออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจในคำตอบจนผมได้แต่นิ่งไป

          “...” เจอคำตอบที่ไม่มีความลังเลซักนิดแบบนี้ ผมก็ไปต่อไม่ถูกเหมือนกันนะครับ ให้ความรู้สึกเหมือนวิ่งมาจนจะถึงเส้นชัยแล้ว แต่ดันพบว่าจริง ๆ เส้นชัยมันดันอยู่ไกลกว่าที่เห็น ส่วนไอ้ที่เห็น ๆ มาตลอดนี่เป็นแค่ภาพลวงตา

          “...” พอผมเงียบ เขินก็เงียบ ผมไม่รู้ว่าเขากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่เพราะไม่ได้หันไปมอง จนกระทั่งเรามาถึงร้านกันแล้วนั่นแหละ อีกฝ่ายถึงเอาข้อมือมาสะกิดไหล่ผมให้ต้องหันไปมอง เห็นเขินยิ้มน้อย ๆ แบบที่ผมชอบมาให้ “น้อยใจอีกแล้ว ผมทำผิดอะไรครับ”

          “ผมเปล่า คุณไม่ได้ผิด จริง ๆ นะ ผมแค่...เฮ้อ...ผมแค่อยากให้คุณหวงผมบ้างซักนิด” ให้ตาย เผลอลืมไปว่าช่วงนี้จิตใจเขินยิ่งบอบบางกระทบกระเทือนได้ง่าย ๆ อยู่ แต่ผมดันเอาแต่ใจไม่สมอายุไป ทำให้เขาคิดมากรึเปล่าวะ...คิดมากแหง ๆ ไม่งั้นคงไม่ถามอะไรแบบนั้นออกมา ผมถอนหายใจออกมาอีกรอบแล้วย้ำกับเขา “ผมแค่พูดไปเรื่อยเปื่อย”

          “ฮึ้...คุณน้อยใจ” แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ฟัง เอ่อ...ยอมรับก็ได้ว่าก็เฟล ๆ นิดหนึ่งนั่นแหละ แต่ผมก็ไม่อยากให้คุณคิดมากไงครับ คุณก็ฟังผมหน่อยเถอะ แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยแก้ตัวอะไรออกไป เสียงนุ่มของอีกฝ่ายก็พูดต่อขึ้นมาซะก่อน “คุณภูไม่ได้ทำอะไรให้ผมต้องหวงนี่ครับ”

          “?” ผมเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ไม่ค่อยเข้าใจในคำพูดของเขาเท่าไร และคงเพราะบนหน้าผมอาจจะมีเครื่องหมายคำถามแปะเด่นหราอยู่ เขินเลยขยายความต่อ

          “คุณมองแต่ผมคนเดียวนี่น่า” เสียงนุ่มเอ่ยสบาย ๆ แล้วเอียงคอนิด ๆ เหมือนจะถาม รอยยิ้มน้อย ๆ แต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากอิ่ม “แล้วผมต้องหวงคุณกับใครล่ะครับ”

          ตึก...

          ให้ตาย แค่คำพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ก็ทำให้ผมหัวใจเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว ผมมองเขาอย่างอึ้ง ๆ นี่หมายความว่าเขินเชื่อใจผมใช่มั้ย หมายความว่าไอ้สิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดตลอดหลายเดือนนี่อยู่ในสายตาเขาทั้งหมดใช่มั้ย หมายความว่าที่ผมเลิกเที่ยว เลิกเสเพล แล้วหันมาใช้เวลาอยู่กับเขา พยายามปรับตัวกับเรื่องหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนทั้งหมดนี่...ถึงจะไม่เคยบอกออกไปมาผมกำลังพยายามเปลี่ยนตัวเอง แต่เขินก็สังเกตเห็น และรับรู้ว่าโดยตลอดใช่มั้ย

          เพราะแบบนั้นก็เลยเชื่อใจ...ว่าผมมองแค่เขาคนเดียวจริง ๆ

          เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผมยังหัวใจห่อเหี่ยวอยู่เลย แต่พอเขินพูดอีกประโยคสองประโยคหัวใจก็กลับมาฟู่ฟ่องอีกแล้ว...มีอิทธิพลกับใจผมมากไปแล้วนะเขิน

          “หื้มมมมม คุณไม่มีใครให้ผมต้องหวงใช่มั้ย” อาจจะเป็นเพราะผมอึ้งไปนาน คนที่ทำให้ผมใจเต้นถึงได้เอ่ยถามเสียงงุ้งงิ้งแบบที่ใช้คุยกับหมาออกมาอีกรอบ ยิ้มน้อย ๆ ให้แล้วเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาใกล้แทน

          “ไม่...ไม่มี ไม่มีใคร มีคุณคนเดียว ตั้งแต่เจอคุณก็มีคุณคนเดียว...” ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า แต่เขินดูเหมือนว่าจะเข้าหาผมมากขึ้นในช่วงสองสามวันนี้ จากที่แต่ก่อนแค่ตอบรับกับสัมผัสของผม แต่คราวนี้ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนบ้าง เห็นเขาเป็นแบบนี้ก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาเยอะนะครับ

          มันเหมือนกับว่าที่ผ่านมาผมเป็นคนให้เขาก่อน แล้วเขาก็ตอบแทนกลับมา แต่ตอนนี้เหมือนว่าเขินจะเริ่มให้ผมก่อนบ้างแล้ว...

          หรือว่าผมคิดเข้าข้างตัวเองมากไปวะ?

          “ฮึ้...จูบผมมั้ย”

          โอเค...ฟันธงว่าไม่!! ผมไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองแล้วมโนเป็นตุเป็นตะเว้ย มั่นใจสุด ๆ หลังจากที่เขาเสนอออกมาด้วยท่าทางปกติเหมือนถามว่ากินข้าวมั้ย แต่เชื่อมั้ยครับว่าแค่ท่าทางปกติกับคำพูดที่ไม่ได้ปรับโทนเสียงให้อ่อนหวานอะไรนั่นมันโคตรมีเสน่ห์จนผมไปไหนไม่รอด

          ผมหลุบตาลงมองริมฝีปากอิ่มที่ไม่ได้ลิ้มลองมาหลายวันแล้วเผลอกลืนน้ำลายอึก...ไม่ต้องตอบก็คงรู้ว่าอยากมั้ย บอกเลยว่ามาก

          “...แต่คุณจะเจ็บ” ยังดีที่ผมพอจะมีสติอยู่บ้างถึงบอกออกไปแบบนั้น ก็ปากเขายังเป็นแผลอยู่เลยนี่ครับ ถึงจะดีขึ้นมาแล้วก็เถอะ แต่ไม่รู้ว่าถ้าจูบไปจะเจ็บรึเปล่านี่หว่า ผมอยากให้จูบทุกครั้งของเรามีแต่ความรู้สึกดี ๆ แต่ถึงจะพยายามยับยั้งชั่งใจตัวเองขนาดไหน เพราะก็เผลอขยับใบหน้าเข้าใกล้เขินที่สบตาผมอยู่จนปลายจมูกชนกันไปเรียบร้อย

          ถ้าเราพอใจกันทั้งคู่มันก็...โอเค

          เป็นคติที่ผมเชื่อมาตลอด แต่ประเด็นคือไม่มั่นใจว่าถ้าจูบไปตอนนี้จะทำให้เขินพอใจรึเปล่าเนี่ยสิ ต่อให้เขาจะเป็นคนเสนอเองก็เถอะ...พระเจ้า เชื่อเขาเลย เขาเป็นคนแรกที่ทำให้ผมต้องคิดมากขนาดนี้กับแค่เรื่องจะจูบ!!

          “คุณอยากจูบผม” แต่เขินเหมือนจะไม่เข้าใจความกังวลของผม เขายังพูดออกมาได้หน้าตาเฉย ๆ ไม่ขยับใบหน้าออกห่างแม้แต่มิลเดียว แถมยังเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผมอดจะหน้าร้อนผ่าว ๆ ขึ้นมาไม่ได้ด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ แบบเดิม “...ผมก็อยากเหมือนกัน”

          พูดมาขนาดนี้ ถ้าผมไม่เอาก็โง่เต็มทนแล้วครับ!!

          ผมลอบกลืนน้ำลายอีกอึก ก่อนจะค่อย ๆ ประคองท้ายทอยของเขาไว้ ทำให้คนที่เล่นจ้องตากับผมยอมหลับตาลงในที่สุด แต่ก็ยังไม่วายกำชับออกมาอีกรอบ

          “เบา ๆ นะครับ...” ก่อนที่จะโดนปิดปากไปด้วยริมฝีปากของผม

          สาบานได้เลยว่า จากประสบการณ์ผ่านจูบคนนั้นคนนู้นมาก็หลายต่อหลายคน จูบเขินมาก็นับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมจะเกร็งกับการจูบได้เท่าครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรืออะไร แต่เพราะชอบมากนี่แหละถึงได้กลัวว่าจะเผลอทำเจ้าของริมฝีปากอิ่มที่ครอบครองอยู่ตอนนี้เจ็บเอา ผมพยายามหักห้ามใจที่จะไม่รุกล้ำหรือบดเบียดริมฝีปากเข้ากับอีกฝ่ายมากจนเกินไป ริมฝีปากของเขาแนบชิดกันอยู่แบบนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขินจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเหมือนทุกครั้งที่เราจูบกัน ปลายลิ้นที่แทรกเข้ามาในโพรงปากครั้งนี้ติดรสชาติเปรี้ยวอมหวานแบบที่เดาได้ไม่ยากว่ามันเป็นรสของมะขามกวนใส่กระปุกที่ผมซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ดถึงสิบเอ็ดที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแน่ ๆ ก็ซื้อมาเก็บไว้ให้ตุ๊กตาหน้ารถคนนี้กินเล่นเวลานั่งรถกับผมเนี่ยแหละครับ

          สัมผัสได้ว่า ระหว่างที่ริมฝีปากของเราแนบชิดกัน แขนเรียวของอีกฝ่ายก็เลื่อนมาโอบกอดรอบคอผมไว้ ชวนให้ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตบะแตกไปจริง ๆ ไป ๆ มา ๆ ผมว่าจูบครั้งนี้แม่งเหมือนทรมานตัวเองเล่นมากกว่า แน่นอนว่าโคตรชอบแหละครับ แต่มันทรมานตรงที่ผมอยากทำมากกว่าจูบเนี่ยสิ! แน่นอนว่าทำไม่ได้ เอาจริง ๆ แค่จะรุกไล่ของตอบกลับไปอย่างทุกครั้งกูยังไม่กล้า! ผมไม่รู้ว่าแผลที่ปากเขามันเจ็บขนาดไหน ถ้าเกิดผมรุกแล้วเขาเจ็บขึ้นมานี่ผมไม่แน่ใจว่าจะหยุดตัวเองได้มั้ยนะครับ เพราะงั้นหักดิบด้วยการปล่อยให้อีกฝ่ายจูบตามใจชอบไปเนี่ยแหละ ถ้าเขินจูบเอง เขาจะรู้ตัวว่าขนาดไหนที่เขาจะไม่เจ็บ...

          บอกเลยว่าไม่เคยยอมให้ใครมากเท่าคนนี้มาก่อนจริง ๆ นะครับ!

          อาจจะเป็นเพราะเขินเป็นคนแรกที่ผมตัดสินใจจะทุ่มเทใจให้ทั้งใจ ก็เลยแคร์เขาสุด ๆ จนบางทีผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมากไปรึเปล่า...แต่ผมอยากให้เขารู้ว่าผมแคร์เขามากจริง ๆ

          เราจูบกันอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเขินเป็นฝ่ายผละออกไปเอง ขณะที่ผมยกมือขึ้นปาดน้ำใส ๆ ที่มุมปากของเขาออกให้ ริมฝีปากฉ่ำของอีกฝ่ายยังเป็นส่วนที่ผมหลงใหลอยู่เหมือนเดิม ขณะที่เขาจ้องผมนิ่ง ๆ “ทำไมไม่จูบผมล่ะครับ”

          แล้วก็ถามคำถามที่ตรงไปตรงมาซะจนผมอึ้งไปอีกรอบ จริง ๆ ผมควรจะชินกับความตรงของเขินได้แล้ว แต่ก็ไม่!! ได้ยินตรง ๆ แบบนี้ที่ไร กลายเป็นผมต้องเขินแทนคนที่ไม่รู้จะคำว่าเขินให้เหมือนชื่อตัวเองทุกที! ผมยกหลังมือขึ้นปิดใบหน้าครึ่งล่างของตัวเองไว้ แล้วเบือนสายตาไปทางอื่นอย่างเก้อ ๆ แต่ก็ไม่สามารถหลบเขินได้อยู่ดี เพราะเขายื่นหน้าตามเข้ามาอยู่ในสายตาของผมเรียบร้อย

          “ผมทำอะไรผิดรึเปล่า” เสียงนุ่มของเขา ทำให้ผมรีบส่ายหน้า นี่เขาถามว่าเขาทำอะไรผิดรึเปล่ามาสองรอบแล้วนะ...ผมคิดไปเองรึเปล่าว่าเขินดูแปลก ๆ ไป จริง ๆ ก็แปลกตั้งแต่ยอมเริ่มก่อนทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ไปเรียกร้องความสนใจอะไรแล้วล่ะ

          “ไม่ ๆ ผมกลัวคุณเจ็บต่างหาก ปากคุณยังเป็นแผลอยู่เลย” พอปฏิเสธไปแบบนั้น เขินก็ยิ้มน้อย ๆ ออกมาแล้วพยักหน้าให้

          “ขอบคุณนะครับ ขอโทษที่ตอนนี้ผมให้คุณได้แค่นี้นะ” สิ่งที่เขินพูดออกมาทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น มองรอยยิ้มน้อย ๆ และท่าทางเนือย ๆ นิ่ง ๆ ของเขาอย่างกังขา เขินดูปกติ...แต่ส่วนไหนซักส่วนในใจบอกว่าเขินไม่ปกติ...

          ผมดูเขามาตั้งหลายเดือนนะครับ ต่อให้ผมจะไม่ละเอียดอ่อนอะไรเท่าไร แต่กับคนที่คอยมองมาตลอดมันก็ต้องรู้สึกได้บ้างแหละ...เขินดูแปลก ๆ ไปจริง ๆ

          ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่ภายใต้ท่าทางปกติของเขา เหมือนว่าเขินจะซ่อนความกังวลเอาไว้ หรือไม่ก็กำลังโทษตัวเองยังไงยังงั้น

          “ไม่ใช่แค่นี้ คุณให้ผมเยอะมากแล้วนะ” พอผมบอกแบบนั้นออกไป เขินก็หัวเราะเบา ๆ แล้วกลับไปนั่งที่เบาะตัวเองดี ๆ ไม่ยื่นหน้าเข้ามาหาแล้ว ขณะที่เสียงนุ่มก็เอ่ยด้วยท่าทีปกติเหมือนเดิม

          “ลงกันเถอะครับ” เขาว่า ทำให้ผมพยักหน้ารับ ดับเครื่องยนต์ให้เรียบร้อยแล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูให้คนมือเจ็บก่อน เขินผลักประตูออก ก่อนจะเดินลงไปแล้วยืนรอผมอยู่ข้าง ๆ รถ ทำให้ผมรีบเดินอ้อมไปหาเขา แล้วพากันเดินเข้าไปในร้านที่วันนี้ก็ยังคงปิดอยู่เหมือนเดิม

          บรรดาหมาแมวยังคงออกมาต้อนรับเหมือนทุก ๆ ครั้งที่เรากลับบ้าน และเขินก็ยังให้เวลากับพวกมันเหมือนเดิมด้วยการทรุดตัวนั่งลงกลางร้านท่ามกลางดงหมาแมวยิ้มน้อย ๆ แล้วเริ่มส่งเสียงงุ้งงิ้งพูดกับพวกมัน ท่าทางเหมือนจะดูปกติเหมือนเดิมแล้ว...แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดีว่ะ

          ผมขมวดคิ้วนิด ๆ เป็นห่วงอยู่เต็มอก แต่ก็ไม่อยากถามอะไรที่อาจจะกลายเป็นการทำให้เขาตีความว่าผมมองเขาผิดปกติ เพราะงั้นก็เลยตัดสินใจว่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อโทรถามน้องอายที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุดแทน ไม่แน่ใจว่าน้องเรียนอยู่รึเปล่า แต่ช่างเถอะ ถ้าเรียนอยู่คงไม่รับสายผม แต่ถ้ารับสายก็คงว่างคุย คิดเอาง่าย ๆ แบบนี้แหละ

          “คุณภู” แต่พอผมจะหลบเขินไปคุยที่อื่น เสียงนุ่มของคนที่นั่งอยู่บนพื้นก็เรียกไว้ซะก่อน ทำให้ผมหันไปมอง

          “หืม?”

          “ไปไหนครับ” เขาถาม ก่อนที่ร่างโปร่งจะผละจากหมาแมวแล้วเดินเข้ามาใกล้ ๆ ผม...เขาทำเหมือนไม่อยากให้ผมไปไหนยังไงอย่างงั้น โอ้ย...ขอโทษนะเขิน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคุณอาจจะกำลังไม่สบายใจอยู่ แต่พอเห็นท่าทางแบบนี้ของคุณแล้วผมดันโคตรดีใจเลยว่ะ!

          “เอ่อ...ขึ้นไปข้างบนหน่อยน่ะ” ผมเลือกที่จะตอบเลี่ยง ๆ ไป นี่ไม่ได้โกหกนะ ผมก็ตั้งใจจะไปโทรหาน้องอายข้างบนจริง ๆ นี่บอกความจริงนะเว้ย...แค่บอกไม่หมดเฉย ๆ

          “...” เขินจ้องผมนิ่ง ๆ อยู่ซักพักด้วยแววตาแบบที่ผมไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ก็ทำให้ผมต้องเป็นฝ่ายหลบตาไปก่อนทุกที ขณะที่เสียงนุ่มเอ่ยถามคำถามเดิมเป็นรอบที่สามของวัน “ผมทำอะไรผิดรึเปล่า”

          โอเค! ยืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลยว่าเขินโคตรไม่ปกติ!!

          “เขิน คุณคิดอะไรอยู่รึเปล่า” ผมเลือกที่จะถามออกไปตรง ๆ ดีกว่ามาห่วงไปเองทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร แต่คำถามนั้นกลับทำให้คนที่สภาพจิตใจน่าจะยังไม่ปกติดี แต่ดูภายนอกเหมือนจะปกติชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะย่นคิ้วน้อย ๆ

          “...” คราวนี้เขาไม่ตอบ ไม่ใช่แค่ไม่ตอบอย่างเดียว แต่ก้มหน้าหลบสายตาไปซะอย่างงั้นด้วย แสดงว่าที่ผมพูดก็แทงใจดำเข้าล่ะสิ

          ผมอดกลั้นที่จะไม่ถอนหายใจออกมาให้เขินเข้าใจผิดว่าผมอาจจะกำลังเบื่อหน่ายหรือระอาเขา แล้วจับข้อมือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้ ทำให้เขายอมเงยหน้าขึ้นมามองอีกรอบ “มากับผมแปปหนึ่ง”

          “?” เหมือนจะสงสัย แต่เขินก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา เขายอมเดินตามผมที่เปลี่ยนมาโอบไหล่เขาแล้วพาขึ้นบันไดไปที่ห้องของเขาอย่างว่าง่าย

          พอเดินเข้ามาในห้องนอนของเขินแล้ว ผมก็กดเปิดแอร์ ก่อนจะพาตัวเองขึ้นไปนั่งบนเตียง เอาหมอนมาวางพิงหลังไว้แล้วตบตักตัวเองเบา ๆ “มาตรงนี้มา”

          “ครับ?” เขินดูจะงง ๆ กันท่าทางของผม แต่เขาก็ยอมขยับขึ้นมาอยู่ข้าง ๆ ผมบนเตียง เว้นระยะห่างออกไปนิดหน่อยเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะทำยังไงดี ทำให้ผมยิ้มน้อย ๆ ออกมา แล้วดันตัวเขาให้เอนลงมานอนหนุนตักผมไว้

          “เอาล่ะ...ที่รักครับ คุณมีอะไรอยากพูดรึเปล่า” พอรอให้เขินขยับเนื้อขยับตัวจนน่าจะได้ท่าทางที่สบายที่สุดแล้ว ผมก็ถามขึ้นมาทันที มือข้างหนึ่งวางพาดเอวเขาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ลูบหัวเขาเบา ๆ ไม่รู้ว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้างรึเปล่า แต่เวลาเขินให้ผมนอนตักแล้วลูบหัวผมแบบนี้มันช่วยให้ผมผ่อนคลายสุด ๆ เลยครับ เพราะงั้นก็หวังว่าวิธีนี้จะช่วยให้เขินสบายใจขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ถึงเขาจะดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไรซักนิดก็เถอะ

          “คุณภู...” เสียงเรียกชื่อผมคราวนี้เหมือนแทบจะครางในลำคอออกมาจนฟังเกือบไม่รู้เรื่อง แต่บ่งบอกให้รู้ว่าคำถามของผมคงไปกระตุ้นความรู้สึกอะไรบางอย่างของเขินแน่ ๆ คนที่นอนหนุนตักอยู่ถึงซุกหน้าลงกับหน้าขาของผมจนไม่สามารถมองเห็นสีหน้าได้

          “ผมรู้ว่าคุณกำลังกังวล แต่ผมไม่เก่งเหมือนคุณ ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังกังวลเรื่องอะไรเหมือนที่คุณรู้ใจผม...แต่ผมอยากเข้าใจคุณ” ผมพยายามบอกออกไปอย่างระมัดระวังคำพูด ลูบหัวทุยของอีกฝ่ายที่ยังไม่ยอมขยับแม้แต่มิลเดียว “คิดอะไรอยู่ เขินบอกภูหน่อยได้มั้ย”

          “...”

          แต่อีกฝ่ายก็ยังคงเงียบ และผมก็ไม่กล้าเร่งรัดอะไรเขา ถึงทำได้แค่บอกออกไปเสียงอ่อน “ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ...เขินบอกภูได้ทุกอย่าง ภูมีเวลาให้เขินพูดให้ฟังตลอดอยู่แล้ว”

          “...”

          “...”

          หลังจากจบประโยคนั้น เขาก็เงียบ ผมก็เงียบ ไม่รู้ว่าเรานั่งเงียบ ๆ กันอยู่แบบนั้นนานเท่าไร แต่ที่แน่ ๆ คือนานมากจนเขินน่าจะเริ่มเมื่อยกับการซุกหน้าไว้กับหน้าขาผมแล้ว เขาถึงเปลี่ยนมานอนตะแคงเหมือนเดิม แล้วเราก็เงียบกันนานมากพอที่แก้มเนียนของคนที่นอนหนุนตักผมอยู่เริ่มเย็นแล้วด้วย มันเงียบซะจนผมอดไม่ได้ที่จะหาวออกมา พยายามกลั้นไม่ให้คนที่นอนหนุนตักอยู่ได้ยินเสียง เขินดูเหม่อ ๆ ตาลอย ๆ นิ่ง ๆ เหมือนคิดอะไรอยู่ ขณะที่ผมก็ลูบหัวเขาไปเรื่อย ๆ

          “ที่รัก...พูดเถอะนะ...” จนสุดท้ายก็เป็นผมอีกเหมือนเดิมที่ทนกับความเงียบอันยาวนานนี้ไม่ไหวจนต้องเอ่ยออกไปอีกจนได้ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะรอจนกว่าเขาจะยอมเปิดปากพูดออกมาเองแท้ ๆ แต่ก็เหมือนคำพูดนั้นจะเป็นตัวกระตุ้นให้เขินยอมเปิดปากในที่สุด

          “ผม...ผมกำลังแย่...” เสียงนุ่มพูดออกมาเหมือนไม่ค่อยแน่ใจนัก เขาไม่ได้มองหน้าผมแต่อย่างใด ยังคงนอนตะแคงท่าเดิมแล้วมองไปเรื่อยอย่างไรจุดหมาย “...ผมคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดอยู่เต็มหัว”

          “...” ผมนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พูดให้เต็มที่

          “ผมรู้สึกว่าผมแย่...ผมไม่ได้เรื่อง ผมไม่ควรได้รับอะไรดี ๆ แบบนี้ ผม...ผมควรจะหายไป” เขาหยุดไปนิดหน่อยเหมือนลังเลว่าจะพูดต่อดีมั้ย แต่สุดท้ายเขินก็เบือนหน้ามาสบตาผม “ช่วงนี้...ทุกครั้งที่อยู่บนสุดของขั้นบันได ผมจะมองลงไปแล้วคิดว่าถ้าตกลงไปคงจะดี ทุกครั้งที่มองหน้าต่าง ผมคิดว่าถ้าผมกระโดดลงไปจะเป็นยังไง หรือแค่นั่งอยู่เฉย ๆ มองข้อมือตัวเองแล้วจู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาว่าควรเอามีดมากรีดมัน...”

          “...” คราวนี้ผมชะงักมือที่กำลังลูบหัวเขาทันที เผลอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติกับสิ่งที่เพิ่งรู้ว่าเขาคิดอยู่ในหัวตลอด

          “แต่ผมก็รู้ว่าผมไม่ควรทำ...ผมไม่ควรคิดแบบนั้น ผมไม่ได้อยากคิด แต่ผมห้ามตัวเองไม่ได้...ผมรู้สึกว่าผมผิด แต่คุณบอกว่าผมไม่ผิด...ผมไม่ได้ผิดอะไร เพราะงั้นผมก็ไม่ต้องพยายามที่จะเจ็บ แต่ว่า...ผมห้ามความคิดตัวเองไม่ได้จริง ๆ มันคิดไปแล้ว แล้วมันก็วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอด...ผมกลัวว่าผมจะเผลอทำแบบที่คิดลงไปอีกจริง ๆ ...ผมกำลังแย่” นี่สินะ เหตุผลที่เขาถามว่าเขาผิดอะไรรึเปล่า พอฟังแบบนี้แล้วผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน ผมไม่ค่อยเข้าใจอาการของเขาเท่าไร แต่ผมคิดว่าสาเหตุที่เขาคิดแบบนี้คงเกี่ยวข้องกับอาหารป่วยทางจิตเวชของเขานั่นแหละ

          ไม่ได้อยากคิด...แต่ห้ามความคิดตัวเองไม่ได้

          “คุณภู ผมอยากหาหมอ” เขินบอก ค่อย ๆ ยันตัวขึ้นมาจากตักผม แล้วมองสบตาผมตรง ๆ “ผมอยากหาย ผมอยากดูแลคุณได้เหมือนเดิม...”

          “คุณไม่ได้แย่ คุณแค่ป่วยนิดหน่อย แล้วคุณก็จะหายเร็ว ๆ นี้แน่นอน” ผมพยักหน้า ให้คำมั่นกับเขาแบบนั้น ทำให้เขินยิ้มน้อย ๆ ออกมา

          “ผมจะหายไว ๆ ...คุณอย่าเพิ่งไปนะ ผม...ผมคิดว่าคุณสำคัญไปแล้ว คุณ...คุณภูดูแลผมดีเกินไป คุณดีกับผมเกินไป...ดีจนผมไม่อยากปล่อยคุณไปแล้ว ผมปล่อยคุณไม่ได้แล้ว ผมขอโทษ...” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ผมหัวใจพองโต พอ ๆ กับที่ปวดใจที่ต้องเป็นสาเหตุให้เขาคิดมาก บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สองสามวันมานี้เขาเริ่มจะรุกผมก่อนโดยที่ผมไม่ได้เรียกร้องอะไรก็ได้

          จริง ๆ ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าผมไม่มีทางยอมไปจากเขาแน่ ๆ ผมรักเขาจะตาย รักมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน ๆ

          แต่ผมไม่โทษเขาหรอก...เขินแค่ป่วย เขาห้ามตัวเองไม่ให้มีความคิดแย่ ๆ ออกมาไม่ได้

          “ผมไม่ไปไหนหรอก ไม่ยอมให้คุณปล่อยผมไปด้วย” ผมตัดสินใจให้ความมั่นใจกับเขาไปแบบนั้น แล้วรวบร่างโปร่งเขามากอดไว้ “เดี๋ยวไปหาหมอกันนะ ไม่ต้องห่วง...คุณจะต้องหายป่วยแน่ ๆ ”

          “ผมอาจจะไม่หาย...”

          “หายสิ คุณไม่เป็นอะไรแน่ ๆ ผมอยู่ข้าง ๆ คุณ เป็นกำลังใจให้คุณไง ภูอยู่ข้าง ๆ เขินนะ นะครับที่รัก”

          “...ขอบคุณครับ”

          ผมเชื่อว่าเขินจะต้องหาย มันอาจจะไม่หายสนิท ถ้ามีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอีก เขาก็อาจจะแย่ขึ้นมาอีก แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนี้ อย่างที่น้องอายเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเคยบำบัดอยู่ แล้วเขินก็เคยผ่านมันมาได้แล้ว เพราะงั้น...คราวนี้ก็ไม่น่ายาก

          แค่เขินยังมีความคิดที่อยากจะไปหาหมออยู่ ผมว่าเขาก็มีโอกาสที่จะดีขึ้นมากแล้ว

          วันเสาร์นี้ เราจะไปหมอกัน...น้องอายติดต่อให้เรียบร้อยแล้วด้วย

          เขินของผมต้องไม่เป็นไร

 

งุ้ยยยยยยยยยยยย ไม่ทันเที่ยงคืน 555555

แต่เรามาลงล๊าวววววว ว คุณเขินเหมือนจะดีขึ้น ก็ดีขึ้นนิดหนึ่งแหละค่ะ แต่ในใจเราว่าคงสับสนมาก ๆ

อาการพวกนี้เรามองว่ามันเป็นอาการที่สมองหลั่งสารบางตัวออกมาผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากความเครียด กังวล หรือเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอะไรประมาณนี้

มันห้ามกันไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ส่วนหนึ่งก็รู้ว่าไม่ควรคิดแบบนี้ แต่มันก็คิดไปแล้วอ่ะ อะไรประมาณนี้

แต่คุณเขินจะหายค่ะ หายแน่ ๆ 55555555555 พี่ภูเอาใจช่วยขนาดนี้ก็ต้องหายซี๊ แต่ช่วงนี้คุณเขินแปรปรวน ให้เวลาคุณเขินนิดนุง

คุณเขินเองก็เริ่มรู้สึกกับพี่ภูมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วล่ะค่ะ จริง ๆ มันคล้าย ๆทฤษฎีสะพานแขวนนะคะ แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว พี่ภูเองก็เป็นคนพิเศษกับคุณเขินมาซักพักแล้วเหมือนกัน แต่พอมาอยู่ในจุดที่คุณเขินรู้สึกว่าตัวเองแย่มาก ตัวเองไม่ปกติ อะไรแบบนี้ พี่ภูก็ยังดูแลไม่ห่าง มันทำให้ความรู้สึกของคุณเขินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประมาณว่าทั้ง ๆ ที่คิดว่าเขาจะรับไม่ได้ แต่เขากลับรักมากพอที่จะรับตัวตนของเขาได้ อะไรแบบนั้น

ยังไงก็ขอฝากพี่ภูกับคุณเขินไว้อีกตอนด้วยค่า จุ้บ ๆ

ปล.ติดแฮชแท็ก #ภูเขิน หรือ #ทาสเจ้าของแมว สำหรับเรื่องนี้นะคะ รักทุกคน อิ ๆ











(c)              Chess theme
  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

1,713 ความคิดเห็น

  1. #1678 aommyjung2521 (@aommyjung2521) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 20:49
    สงสารเขินจัง พี่ภูดูแลดีมากกอะน่ารัก
    #1678
    0
  2. #1611 furbybaek (@furbybaek) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 17:24
    ไปหาหมอกัน เขินต้องหายนะ
    #1611
    0
  3. #1052 exokrisyeol (@krisyeol-14521) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2559 / 22:11
    อ่านแล้วรู้สึกน้ำตาจะไหลง่ะ ฮืออ นี่ไม่ๅด้เว่นงิ แต่แบบน้ำตาคลอเลยค่ะ คนนึงที่แบบเคยทำตัวเหลวไหลมากๆ แต่กลับเปลี่ยนไปได้แบบสุดขั้วเพราะต้องการจะดูแลคนแค่คนเดียว ฮืออ มันซึ้งขนาดนี้ได้ไง ToT จากตอนแรกรีดรู้สึกแบบเป็นฟิคแนวตลก โรแมนติก ไรง้านน นี่แบบทำเหนือคาดมากค่ะ 5555555 ชอบมากก ขอบคุณมากนะคร้าา FIGHTING FIGHTING นะคร้าาไรเตอร์ จุ๊บบบบ
    #1052
    0
  4. #604 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 06:51
    ฮือออออออ พี่ภูเวลาอยู่กับคุณเขินคือผู้ชายแสนดีมาก ๆ เลย พยายามใจเย็น พยายามทำความเข้าใจ เอาใจใส่ ชอบที่สุดเลยคือเวลาพี่ภูเรียกเขินว่าที่รัก ฮืออออออ ละมุนมากเลยค่ะคุณ คุณเขินคนดี คุณเขินคนเก่ง เดี๋ยวก็ดีขึ้นนะคะคนดี เดี๋ยวก็ไปคุยกับคุณหมอแล้วโน้ะ
    #604
    0
  5. #602 pakkadleklek (@pakkadleklek) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 06:45
    ว่าล่ะเขินว่าดูแปลกๆ แต่ชอบจังเลย
    #602
    0
  6. #597 >haruhi (@kirarijang) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 01:08
    อยากได้แบบพี่ภูซื้อได้ที่ไหนคะ5555
    #597
    0
  7. #596 lover pc (@pear-pcy_love) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 22:19
    โอ้ยยยย เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมากค่ะไรทททท์
    #596
    0
  8. #595 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 21:33
    คุณเขินนนนน งื้ออออออ น่าเป็นห่วงจริงๆ
    #595
    0
  9. #594 pcyc (@open2001) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 21:09
    เขินของผมมม ภาวนาให้หายเถ้อะสงสารเขิน
    #594
    0
  10. #593 NamNaen (@NamNaen) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 21:05
    เราได้กลิ่นมาม่าโชนมาแต่ไกล... 555555 (รึป่าว) ความรู้สึกมันบอก (รึป่าว) เอ้า! สู้ๆ ( รึป่าว[???])
    #593
    0
  11. #592 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:03
    ความคิดเขินน่ากลัวมากอ่ะ แต่ถือว่าเขินยังมีสติอยู่ ยังรู้ว่าไม่ควร ยังรู้ว่าควรรักษา เป็นแค่ความคิดที่ควบคุมไม่ได้ ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวไปหาหมอ ไปรักษา เดี๋ยวก็หายแล้ว ภูจะอยู่ข้างๆเขินนะ
    #592
    0
  12. #591 Feremaka (@feremaka) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 18:50
    ความคิดมันห้ามกันไม่ได้ค่ะ แม้แต่ตัวเองก็เถอะ ทำตัวเองให้ไม่ว่างดีกว่าเนอะจะได้ไม่มีเวลาเอาไปคิดอะไร
    อ่านไปกรีดร้องไป เขิน... <3
    #591
    0
  13. #590 berry kiki (@jarjarjerry) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 16:39
    งืออออคุณเขินต้องหายนะ อย่าคิดมากนะ
    #590
    0
  14. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  15. #587 tinzel (@tinzel) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 09:24
    ชอบคุณภูมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนคุณเขิน แง้ ละมุนนนน รอตอนต่อไปนะคะ คุณนักเขียนสู้ๆนะคะ
    #587
    0
  16. #586 ++BoTaN++ (@bootan2526) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 08:19
    สู้ๆนะคะทั้งสองคน
    #586
    0
  17. #585 ์์NaeNae (@nehun) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 08:11
    หืออออ. อบอุ่นมากๆเลย
    #585
    0
  18. #584 เรนนี่ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 07:37
    ให้กำลังใจทั้งคู่เลยค่ะ

    ให้กำลังใจคนเขียนด้วยนะ
    #584
    0
  19. #583 OKACHI_Ti (@OKACHI_Ti) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 07:28
    ภูดูแลดีเว่ออออออออออออ หายเร็วๆนะเขินน
    #583
    0
  20. #582 Bhoombimm (@bhoombimm) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 07:27
    ฮื้อออ พี่เขินสู้ๆ น้า.
    #582
    0
  21. #581 mykkkk (@mykkkk) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 07:02
    มันดีต่อใจอะไรอย่างงี้~~~~
    #581
    0
  22. #580 Oneooe (@Oneooe) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 06:31
    เขินสู้ๆๆๆนะ คุณภูดูแลเขินดีๆๆๆนะคะ
    #580
    0
  23. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 05:17
    มันละมุนมากกกกกกกจนอ่านไปแล้วน้ำตาไหลไม่รู้ตัวเลย
    #579
    0
  24. #578 zaferious (@zaferianight) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 03:52
    ฮืออออ มันละมุน สงสารเขิน เขินต้องหายนะ ตอนนี้มันดีต่อใจจริงๆ ขอบคุณที่อัพให้ได้อ่านนะค๊าาา ????????
    #578
    0
  25. #577 tuckkiijung (@tuckkii1996) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 03:51
    นี่มันอาการของโรคซึมเศร้า ดีที่เขินยังมีความรู้สึกอยากที่จะไปหาหมอ แง เข้มแข็งนะเขิน จะได้หายจากอาการป่วยนี้ไวๆ
    #577
    0