AuFic HP And FB : Prisoner [SS/HG] ft [PG/TMR/OC ]

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 4.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 435
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    17 ต.ค. 61

        

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ hogwarts snape room


   


   

      วันใหม่มาเยือนอย่างที่ควรเป็นไปตามปกติ แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างบานเดิมในที่ที่เดิม เปลือกตาค่อยๆปรือขึ้นช้าๆ กระพริบตาปรับแสงให้คมชัดตามปกติยามตื่น ดวงตาสีรัตติกาลหรี่มองไปรอบตัวรอบห้องซึ่งเขาจำได้ว่าเขาพาเด็กคนนั้นกลับมาที่ห้องทำงานของตัวเองในคุกใต้ดินแห่งนี้ แต่หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแม้แต่ความทรงจำที่สิ่งมีชีวิตทั่วไปควรจำได้อย่างเช่นว่า เหตุใดร่างกายอันหนักอึ้งของเขาถึงได้มาอยู่บนเตียงในห้องนอนของเขาได้ในเวลานี้.... 

 



ร่างสูงคนเดิมในคราบชุดสีดำชุดเดิมแทบลุกพรวดออกจากเตียงเมื่อนึกถึงใบหน้าผู้นำภาระมาฝากรายใหม่ประตูห้องนอนเปิดออกอย่างแรงด้วยแรงกระชากจากคนด้านในจนคนตัวเล็กด้านนอกแทบสะดุ้งหงายหลังตกโซฟาขณะที่เจ้าตัวกำลังดื่มนมในแก้วอีกมือถือคุกกี้แต่สายตาคู่นั้นกลับมองมายังชายมากวัยเจ้าของห้องที่พึ่งทำเสียงดังโครมครามราวกับเป็นสัญญาณเตือนจากนาฬิกาปลุก  

 



“ยังอยู่สินะ?!”  สเนปเอ่ยเสียงแปร่งพิกลอาจเพราะพึ่งตื่นจากนิทราที่เขากำลังคิดไม่ตกว่าทำไมมันถึงได้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวแปลกๆปกติคนนอนหลับไม่ลึกอย่างเขาไม่เคยรู้สึกหลับสนิทตลอดคืนตื่นมาตอนเช้าแบบนี้  

 



“อะไรยังอยู่หรอคะ?” เด็กหญิงร่วมห้องที่นั่งมองหน้าเอียงคอสงสัยถามกลับทันทีที่เห็นท่าทางดูโล่งใจกับน้ำเสียงแปร่งๆของอีกฝ่าย 



“ถ้าหมายถึงหนูล่ะก็ยังอยู่ค่ะแล้วเผื่อคุณจะยังไม่ทราบนะคะศาสตราจารย์สเนป วันนี้คุณมีภาระต้องพาเด็กน้อยที่ยังไม่คุ้นที่คุ้นทางอย่างหนูไปซื้ออุปกรณ์การเรียนที่ตรอกไดแอกอน”  

 


“....................” 

 



“ทำหน้าบึ้งเป็นก้นเซนทอร์แบบนี้แสดงว่าจำได้สินะคะงั้นคุณก็ควรรบไปจัดการธุระส่วนตัวแล้วมาทานมื้อเช้าที่หนูอุตส่าห์ทำให้” เด็กสาวนามไอรีนโบกไม้กายสิทธิ์หนึ่งครั้งผ้าคลุมสีขาวที่ใช้คลุมบางอย่างอยู่บนโต๊ะทำงานของสเนปก็พลันลอยเปิดออกแล้วพับเก็บเองเป็นระเบียบข้างถาดอาหารที่เดาได้ไม่ยากว่าคือมื้อเช้าที่กล่าวถึง สเนปมองยังวัตถุบนโต๊ะทำงานกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยมาเตะจมูกโด่งงุ้มงอเป็นตะขอนั้นมันทำให้ร่างสูงนึกปฏิเสธในใจไม่ได้ว่าเขาเองก็รู้สึกอยากหาอะไรตกลงท้องเหมือนกัน 

 



“ถ้ามัวแต่จัดการธุระที่ว่าไอ้ของพวกนั้นคงเย็นชืดหมดพอดี ฉันพูดถูกไหมคุณเซเออร์?” 

 




“งั้นก็รีบมาทานสิศาสตราจารย์” ร่างเล็กกระโดดลงจากที่นั่งวางแก้วนมกับขนมในมือลงบนโต๊ะเบื้องหน้าเดินตรงดิ่งมาหาร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน มือเล็กคว้าเอามืออีกฝ่ายแล้วจูงเดินนำให้สเนปเดินตามมายังโต๊ะทำงานของเขาเองที่เบื้องหน้าตอนนี้มีมื้อเช้าอันน่าอร่อยรออยู่ สเนปมองการกระทำของเด็กใจกล้าคนนี้อย่างนึกฉงนงงงวยและสงสัย คงบอกไม่ได้อีกว่าเขาเองก็รู้สึกตกใจกับความใจกล้าของเด็กนี่ไม่น้อยทั้งที่ไม่มีใครกล้าแม้เผชิญหน้าหรือยื่นซึ่งๆหน้ากับเขาแท้ๆแต่เด็กนี่กลับกล้าที่จะแตะเนื้อต้องตัวเขาในระยะประชิด  

 




    สเนปนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตัวเองในสภาพที่ยังไม่ค่อยคืนสติอย่างสมบูรณ์นัก แหงสินิสัยคนนอนง่ายตืนเร็วกลับมานอนยาวข้ามคืนแบบที่ไม่เคยเป็นมันคงไม่มีใครหน้าไหนลืมตาตื่นมาแล้วได้สติครบถ้วนในเวลาไม่นานหรอก 

 


ผ้าขาวที่ใช้คลุมมื้อเช้าโดนดึงออกโดยเด็กน้อยร่วมห้องยังไม่นับรวมการเทกาแฟจากกระติกที่สเนปแน่ใจว่ามันคือของมักเกิ้ลที่ใช้เก็บอุณหภูมิความร้อนของน้ำหรือของชงลงในแก้วกาแฟที่ตอนแรกมันว่างเปล่าจนเกือบเต็ม 

 


“รีบทานตอนมันร้อนๆเถอะค่ะคนแก่ทานของเย็นมันไม่ค่อยดีต่อสุขภาพนะคะาสตราจารย์  ยิ่งเป็นมื้อเช้าด้วยยิ่งต้องทานร้อนๆเลย อ่ะนี่ค่ะ...”  ยื่นส่งช้อนส้อมให้สเนปรับมาถือไว้ในมือพร้อมมองจานอาหารตรงหน้าอย่างพินิจ  ข้าวเปล่าหุงสุกร้อนๆ ส่วนกับข้าวคือผัดผักรวม ซุปน่องไก่ใส่มันฝรั่งเยอะๆ กับกาแฟดำและแครกเกอร์แบบเค็ม ของทั้งหมดบนถาดอาหารตรงหน้ามันคือของโปรดที่เขาชอบคนนอกอย่างเด็กที่พึ่งเคยเจอหน้ากันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่มีทางรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนี้ได้ยิ่งอีกฝ่ายเป็นเขาด้วยแล้วยิ่งไม่มีทาง 

 



“ทำไมถึงทำของพวกนี้ให้ฉันกินทั้งที่ปกติของที่เธอทำมานี่มันควรเป็นมื้อกลางวันไม่ก็มื้อเย็น?”  

 



“ก็เมื่อวานตอนเจอกันครั้งแรกศาสตราจารย์เมาเป็นมะ...-เอ้ย! ก็คุณเมามากหนูก็เลยคิดว่าตอนเช้าควรหาอะไรหนักๆให้ลงท้องคุณสักหน่อยแต่ก็เอาเข้าจริงหนูแค่ไม่อยากแบกคนแก่จากตรอกไดแอกอนกลับฮอกวอตส์เพราะหมดแรงไม่มีสารอาหารก็เท่านั้น” ไอรีนพูดเสียงสูงแลยักไหล่ส่งๆก่อนจะหันมาแขวะใส่คนมากวัยเจ้าของห้องที่ยังมัวแต่จ้องที่เธอสลับกับมื้อเช้าบนโต๊ะตัวเองไม่เลิก 

“มัวแต่จ้องอาหารมันคงไม่ลอยเข้าปากเองหรอกนะคะศาสตราจารย์รีบทานจะได้รีบไปค่ะหนูอยากไปตรอกไดแอกอนจะแย่อยู่แล้ว” 

 



  

       สเนปมองร่างเตี้ยจ้อยที่พึ่งสะบัดหน้ากลับไปนั่งที่เดิมสลับกับมื้อเช้าแม้บางสิ่งจะพาให้เขานึกสับสนในความคิดความอ่านของตัวเอง ในตอนแรกเขาก็ไม่ได้แน่ใจในสิ่งที่คิดเท่าไหร่นักคนหน้าเหมือน นิสัยเหมือน คำพูดกับบุคลิกท่าทางมันอาจเหมือนกันได้ในหลายกรณีแม้จะไม่ได้รู้จักกับภาระหน้าใหม่หลังพ้นผ่านภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่เกือบต้องแลกด้วยชีวิตอย่างการปกป้องคุ้มครองเด็กชายผู้รอดชีวิตนาม แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ทุกวันนี้คือหัวหน้าสำนักงานมือปราบมารของกระทรวงเวทมนตร์ เมื่อหลายสิบปีก่อนที่เขาต้องปกป้องและทำหน้าที่สายลับสองหน้าเพื่อปกป้องเด็กคนนั้น จนมาถึงตอนนี้ ณ ปัจจุบันนี้เขากำลังได้รับภาระใหม่นั่นคือการปกป้องเด็กอีกแล้ว 

 

 


เด็กที่อาจเป็นเด็กแค่ภายนอกเท่านั้น  

 

  

   


 


     หลายนาทีที่สเนปจัดการกับมื้อเช้าตรงหน้าเขาจนหมดทำไมไม่รู้เขาถึงได้รู้สึกถึงบางอย่างจากเด็กคนนี้ ความรู้สึกที่คุ้นเคยแม้แต่รสชาดอาหารที่เขาพึ่งจัดการกับมันลงท้องไปนี้ก็เช่นกัน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจมันเพราะบางทีเรื่องบังเอิญเหมือนในโลกเวทมนตร์มันอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เขาคิดอย่างนั้นนะ ไม้กายสิทธิ์คู่กายโบกหนึ่งครั้งถาดอาหารมื้อเช้าก็หายวับไปพร้อมกับมื้อเช้าของคนร่วมห้องรายนั้นด้วย การเดินทางไปตรอกไดแอกอนที่เร็วที่สุดคงไม่พ้นการเดินทางผ่านเครือข่ายผงฟลู และสเนปก็รู้ว่าเด็กนี่ใช้การเดินทางนี้เป็นอย่างไม่ต้องสงสัย  

 



“ของที่นักเรียนใหม่ต้องมี แมว คางคก หนูหรือนกเค้าแมวติดตัวมาด้วย นักเรียนปีหนึ่งจะได้รับรายการอุปกรณ์จำเป็น ซึ่งรวมถึงไม้กายสิทธิ์ หนังสือแต่ละวิชา หม่อใหญ่ตะกั่วมาตรฐานขนาด 2 ชุดตาชั่งทองเหลือง ขวดแก้วหรือคริสตัล เครื่องปรุงยาพื้นฐาน (สำหรับวิชาปรุงยา) และกล้องโทรทรรศน์ (สำหรับวิชาดาราศาสตร์) ซื้ออุปกรณ์ทุกชิ้นในใบรายชื่อสิ่งของนี้ยกเว้นไม้กายสิทธิ์นะคะเพราะหนูมีอยู่แล้วน่ะ” ไอรีนเอ่ยเสียงแจ้วขณะที่เธอเดินตามร่างสูงโปร่งของชายชุดดำข้างหน้าที่เดินนำหน้าตั้งแต่มาถึงตรอกไดแอกอน 

 



“...............”  

 



“ศาสตราจารย์สเนป.... 

 



“...............” 

 



“ศาสตราจารย์คะ” 

 



“................”  

 



“ศาสตราจารย์สเนปคะ!”  

 



“อะไร มีอะไรคุณเซเออร์!” 

 



“หนูพูดไปยาวมากเลยนะแต่คุณเอาแต่เดินลิ่วหน้าตั้งคิ้วขมวดมาตลอดทางเลยแล้วนี่ตกลงของชิ้นแรกหนูต้องซื้อที่ไหนคะ” 

 

 


    สเนปถอนหายใจเขาเหม่อลอยอย่างที่เด็กนี่ว่าจริงๆ ไม่รู้ทำไมถึงได้เหม่อคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องกลางทางได้ เรื่องหลายเรื่องที่เขาคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ เรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนี้และเธอคนนั้นของเขา ไม่ว่ามองยังไงเด็กแลกเปลี่ยนคนนี้ก็มีบางอย่างคล้ายเกรนเจอร์ แต่อีกหลายอย่างก็ไม่เหมือน แล้วไอ้เรื่องที่จู่ๆเขาก็หลับไปดื้อๆเมื่อคืนนี้อีกตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยาอย่างเขาน่ะหรือจะไม่รู้รสสัมผัสถึงตัวยาอะไรที่เข้ามาในร่างกายเลย มันไม่มีทางเป็นไปได้นอกเสียจากผู้ลงมือกระทำจะมีความสามารถในด้านเวทมนตร์สูงมากกว่าเขา ใบหน้าเย็นชาพยายามเรียกสติตัวเองให้กลับมาก่อนจะคิดอะไรไปมากกว่านี้จนเสียหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย บางทีการพิสูจน์มันควรเริ่มหลังจากทำภาระหน้าที่ให้เสร็จเสียก่อนน่าจะดีกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วศาสตราจารย์วิชาปรุงยาที่รับหน้าที่เสริมนอกเวลางานเป็นพี่เลี้ยงเด็กชั่วคราวก็จัดการพาเด็กหญิงไปเลือกซื้อของตามรายการ  

 

 



พอได้เดินเลือกซื้อนั่นซื้อนี่จนกว่าจะครบก็ปาไปเกือบครึ่งวันเข้าไปแล้ว บ่ายกว่าเกือบบ่ายสองพวกเขาจึงจัดเตรียมของหรืออุปกรณ์ตามรายการที่ต้องจัดซื้อได้ครบถ้วน   ท่ามกลางตรอกไดแอกอนและร้านค้าที่ต้องคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดีมาตลอดระยะเวลาหลายต่อหลายปีมันก็ย่อมต้องมีผู้สู่รู้เรื่องคนอื่นถามคำถามที่เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องมีนั่นคือ 

  


‘คุณมากับใครหรือศ.สเนป?’  

 


ไม่ก็ 

 


 ‘ลูกสาวอีกคนหรือศ.?’   

  




        สเนปจ่ายเงินค่าของแล้วบอกให้ทางเจ้าของร้านทำการจัดส่งของไปที่ฮอกวอตส์โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของอาจารย์ใหญ่ที่ให้เขาพาเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนคนนี้มาหาซื้ออุปกรณ์การเรียนจึงทำให้คนถามผู้สอดรู้สอดเห็นหลายรายสงบปากสงบคำกันไปได้   

 

 


 เมื่อเวลาบ่ายมาถึงและแน่นอนว่าตามวิสัยเด็กที่มักเป็นเหมือนกันทุกคนก็มาถึง แรงดึงเบาๆจากปลายแขนเรียกให้ร่างสูงที่กำลังเก็บกระเป๋าสตางค์เข้ากระเป๋ากางเกงอยู่ชะงักแล้วก้มมองเจ้าของแรงดึงนั้นที่เตี้ยกว่า 

 


“นี่ หนูหิวแล้วอะค่ะไปหาอะไรทานกันนะคะศาสตราจารย์”  

 


“ถ้าเธอยังไม่ลืมคุณเซเออร์ฉันพึ่งโดนเธอยัดเยียดมื้อเช้าที่มันไม่ควรเรียกว่ามื้อเช้าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้” 

 


“ก็นั่นมันอาจารย์นี่แต่เด็กตัวเล็กๆที่บอบบางอย่างหนูยังไม่ได้กินอะไรหนักๆลงท้องเลยแล้วนี่ก็มื้อกลางวันด้วยไม่รู้ล่ะหนูหิวแล้วก็ต้องหาอะไรกินเดี๋ยวนี้ด้วย” 

 


“เฮ้อ....” สเนปถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งในรอบวัน “แล้วเธอจะกินอะไร? แต่บอกไว้ก่อนฉันไม่เข้าร้านขนมกับของหวาน” 

 



“หนูอยากกินแฮมเบอร์เกอร์!” เด็กน้อยตอบพลางยิ้มตาหยีส่งให้ด้วยความจริงใจอย่างยิ่งกับคำตอบของตัวเอง 

 



“มันมีที่ไหนกันนี่มันโลกเวทมนตร์นะเธอคิดว่าที่นี่เป็นโลกมักเกิ้ลรึไง” 

 



“ก็ไม่ได้บอกว่าจะกินในโลกเวทมนตร์นี่คะ ร้านฟาสต์ฟู้ดในโลกโนแมจเยอะแยะไป”  

 



“โนแมจ?” 



 

“เป็นศัพท์เรียกพวกไร้เวทมนตร์ไงคะ” 


 


“เธอคงหมายถึงมักเกิ้ล?” 

 



“จะอะไรก็ช่างเถอะค่ะตอนนี้หนูหิวจะแย่แล้ว” 





ใช่เขาคงคิดมากไปเอง ยัยเด็กสมองเห็นแก่กินแบบนี้น่ะหรอจะไปสู้กับเกรนเจอร์ของเขาได้ยังไง อีกร้อยปีก็ยังเทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ

 




         ท้ายสุดด้วยจรรยาบรรณของอาจารย์จึงนำพาให้ศาสตราจารย์วิชาปรุงยาผู้เย็นชาสุดขั้วไร้ความรู้สึกสุดขีดต้องมาปรากฏตัวอยู่ในโลกมักเกิ้ลที่เขาจำได้ว่าพึ่งจากมันไปได้ไม่ถึงสามวัน ซ้ำร้ายสถานที่ที่ว่ามันยังเป็นบ้านของเขาเองและแน่นอนในเมื่อมาบ้านที่เป็นดั่งสถานที่ของครอบครัวของทุกบ้านก็จำต้องเจอกับสมาชิกในครอบครัว  

 

 


 เสียงทะลึ่งตึงตังบนบ้านชั้นสองดังขึ้นหลังเสียงที่คล้ายเสียงระเบิดของเตาผิงในห้องนั่งเล่นของบ้านดังขึ้น ยังไม่ทันที่ชายร่างสูงผู้นำตระกูลสเนปจะได้ขยับตัวออกจากห้องนั่งเล่นที่ทั้งเขาและเด็กแสบนั่นมาถึงได้ไม่นานร่างของเด็กสาววัยรุ่นที่สเนปคุ้นหน้าคุ้นตาดีก็วิ่งมาหยุดอยู่ด้านหน้า  

 



“คุณพ่อ!!” 

 



“วันนี้อยู่บ้านหรือเฮเลน่า” สเนปกล่าวอย่างไม่ยี่ระวางข้าวของที่หิ้วมาจากตรอกไดแอกอนซึ่งไม่ใช่ของของเขาเลยสักชิ้นลงบนโต๊ะกาแฟหน้าชั้นทีวี 

 




“แหม ทำยังกับหนูชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านยังงั้นแหล่ะค่ะ” แม้จะตอบแบบนั้นแต่เฮเลน่าเองก็พอรู้อยู่หรอกว่ายังไงซะคุณพ่อจอมดุและสายตาว่องไวของเธอต้องรู้อยู่แล้วว่าเธอกำลังจะออกไปหาซื้อของกับใครอีกคนที่ทั้งพี่ชายและอีกหลายคนที่รู้จักกับพ่อเธอไม่อยากให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน “พอดีว่าเจมส์ เอ่อ พอตเตอร์น่ะค่ะเขานัดหนูไปซื้อของแต่ไม่ต้องห่วงน่ะคะไม่เกินหกโมงเย็นก็กลับแล้วค่ะ” 

 




“แล้วพี่ชายแกล่ะ” สเนปถามอย่างไม่ค่อยสนใจนักเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าไอ้เจ้าเด็กทายาทตระกูลเด็กชายผู้รอดชีวิตคนนั้นกำลังติดต่อสานความสัมพันธ์กับลูกสาวคนเล็กของเขาอยู่แล้วไอ้การเรียกหรือนัดกันไปข้างนอกแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าพึ่งเกิดครั้งแรก  

 




“ไม่อยู่ค่ะออกไปแต่เช้าแล้ว จะว่าไปช่วงนี้พี่ทำตัวแปลกๆตั้งแต่วันนั้นที่บอกว่าเจอกับพี่ฟีโอน่า”  

 




“หมายถึงมิสชาร์ล็อต?!” สเนปมีสีหน้าตกใจอย่างไม่ปกปิดเลยแม้แต่น้อยเพราะเท่าที่เขารู้เด็กสาวคนนั้นเสียชีวิตไปแล้วแม้ตัวเขาเองจะไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับการตายของเธอมากนักแต่ถ้าให้สรุปคือเธอตายไปแล้ว หากสิ่งที่ลูกสาวของเขาบอกมาเป็นความจริงนั่นหมายความว่าคนที่ตายไปแล้วจะหวนคืนกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งอย่างนั้นเหรอ 

 




“ใช่ค่ะ ตั้งแต่ตอนนั้นพี่ก็ออกตามหาเธอคนนั้นตลอดเลยหนูก็ไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นยังไงกันแน่ช่วงนี้ก็มีข่าวเชิงชู้สาวกับคนในวงการมากมายถึงเขาจะไม่แคร์ก็ตาม แต่ก็ไม่เคยเห็นพี่เขาเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ท่าทีลุกลี้ลุกลนจนออกนอกหน้านั่นก็ด้วย 

 



“ความจริงเป็นยังไงสักวันก็คงรู้กันเอง” สเนปกล่าวเสียงเรียบนิ่ง “จะไปไหนก็รีบไป” 

 




“คุณพ่อมีอะไรให้หนูช่วยไหมคะถ้ามีล่ะก็หนูยกเลิกนัดกับหมอนั่นได้นะ เอ๊ะ! เด็กคนนั้นใครกันคะ?!” เฮเลน่ามีสีหน้าตกใจไม่น้อยที่เห็นเด็กผู้หญิงวัยน่าจะประมาณปี 2-3 ที่พึ่งยืดตัวขึ้นจากหน้าเตาผิงคงเพราะพ่อเธอยืนอยู่ในรัศมีบดบังเลยทำให้ไม่เธอมองไม่เห็นเด็กคนนั้นแต่แรก  

 



“นี่น่ะเหรอ อาจารย์ใหญ่ให้ฉันพาเด็กนี่มาหาซื้อของเธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากอเมริกาจะมาเรียนที่นี่ในชั้นปีที่ 3 สลิธิรีน”  

 



หืม อยู่สลิธิรีนหรอจ๊ะ” เฮเลน่ายิ้มร่าเธอเดินเข้าหาร่างเด็กน้อยที่พึ่งเปลี่ยนที่ยืนมายืนอยู่ข้างสเนป ใบหน้าหวานสมดั่งวัยแรกรุ่นก้มลงให้อยู่ระยะพอดีกับใบหน้าอีกฝ่ายคนวัยเด็กกว่าสะดุ้งโหยงเมื่อเจอการเข้าหาระยะประชิดแบบไม่ทันตั้งตัว “ชื่ออะไรหรอ? 

 



“เฮอร์...- ไอรีน ค่ะ หนูชื่อ ไอรีน เซเออร์” 

 



“เฮเลน่า สเนป ปี 7 พี่เป็นประธานนักเรียนฝ่ายหญิงแล้วก็ควบตำแหน่งพรีเฟ็คของบ้านฝ่ายหญิงด้วยนะจ๊ะเพราะฉะนั้นมีอะไรก็บอกพี่ได้เลย 

 



“ว้าวเป็นทั้งประธานทั้งพรีเฟ็คเลยหรอคะยอดไปเลย” เด็กน้อยปรบมือพลางยิ้มอย่างตื่นเต้นแม้ว่าสิ่งที่แสดงออกมามันคือการแสดงให้เป็นเพียงเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนในวัยเยาวน์นี้เท่านั้นและภายใน..... 

 

‘ลูกทำได้จริงๆเฮเลน่า ลูกของแม่เก่งที่สุดเลย’  

 




“มีนัดไม่ใช่เหรอแกควรรีบไปนะการผิดเวลามันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชอบหน้าคนที่แกคบอยู่ก็ตาม ฉันอยู่บ้านไม่นานเดี๋ยวทำธุระเสร็จก็จะกลับ” สเนปพูดแทรกขึ้นทำให้การสนทนาแนะนำตัวกันครั้งแรกของเด็กสาวต่างวัยกันเป็นอันต้องจบลงอย่างช่วยไม่ได้  

 



“งั้นหนูไปก่อนนะคะแล้วจะซื้อของชอบไปฝากตอนเปิดเทอมนะคะ พี่ไปก่อนนะจ๊ะไอรีนไว้เจอกันตอนเปิดเทอม” 

 



“ค่ะ ไว้เจอกันค่ะพี่เฮเลน่า” เฮเลน่ายิ้มตอบพลางเขยิบไปกอดสเนปแล้วโบกมือให้ทั้งสองก่อนออกจากบ้านไป    

 





สิบห้านาทีผ่านไป.....  

 

“ลูกสาวคนเล็กของศาสตราจารย์น่ารักดีนะคะ” ไอรีนพูดขึ้นหลังจากที่ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบเกือบสิบกว่านาที สเนปที่กำลังจัดการกับสมุดรายงานนักเรียนที่ยังหลงเหลืออยู่กับเอกสารบางอย่างกลับชะงักหยุดการกระทำทั้งหมดลง 

 



อืม เด็กนั่นเหมือนกับแม่ของเธอมากกว่าฉัน” สเนปตอบ  ดวงตาสีรัตติกาลมองไปที่กรอบรูปแต่งงานของเขากับคนที่ถูกกล่าวถึงก่อนที่มือหนาหยาบกร้านนั้นจะเอื้อมหยิบรูปนั้นมาถือ “ถ้าอยากตายนักเธอก็ควรเอาหัวใจเอาความรู้สึกของคนข้างหลังไปด้วยไม่ใช่ปล่อยมันทิ้งไว้ทั้งๆที่ใครอีกหลายคนต้องอยู่โดยจดจำสิ่งที่ไม่อยากจำไปจนกว่าจะตาย” นิ้วลูบไปมาบนกรอบรูปตรงใบหน้าของหญิงสาวในชุดเจ้าสาวข้างกายเขาริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มหากแต่มันคือยิ้มที่น่าสมเพชตัวเองมากกว่าการดูถูกคนอื่นอย่างที่เคยทำ 

 



................... 

 




“เธออยากกินอาหารขยะของมักเกิ้ลมากไม่ใช่รึไงงั้นก็โทรสั่งเอาสิ” 

 



อ่ะ...คะ?” 

 



“ไหนบอกว่าหิวอยากกินอะไรก็โทรสั่งเอาแค่โทรสั่งฉันคิดว่าเด็กอย่างเธอคงทำได้ต่อให้เป็นเลือดบริสุทธิ์จากตระกูลสูงส่งแต่การใช้ชีวิตของเธอเท่าที่ฉันรู้มาจากอาจารย์ใหญ่มันก็คือวิถีชีวิตตามแบบลูกคุณหนูใจกลางโลกมักเกิ้ลในอเมริกา” 

  



“เชอะ เขาเรียกโนแมจต่างหากค่ะศาสตราจารย์แล้วก็นะหนูไม่ใช่ลูกคุณหนูด้วย” 

 




“งั้นก็จัดการเอาเองเบอร์โทรบ้าบออะไรพวกนั้นคงจดอยู่ในสมุดข้างโทรศัพท์บ้าน” 

 




“รู้เยอะจังเลยนะคะทั้งที่บุคลิกของคุณควรเป็นผู้ไม่บริโภคอาหารพวกนี้นะเนี่ย” เด็กหญิงเดินตรงไปยังโต๊ะที่วางโทรศัพท์บ้านข้างประตูหน้าติดกับแจกันดอกไม้สีเทาภายในแจกันคือดอกลิลลี่สีขาวสวยสะอาดตาสลับกับดอกกุหลาบสีแดงสด ด้วยจำนวนดอกไม้สีแดงที่มากกว่าขาวมันอาจบ่งบอกอะไรได้หลายความหมายหากคิดให้ลึกมองให้นานและนั่นทำให้ดวงตาคู่น้อยของเด็กวัยกำลังโตพลันหยุดชะงักแล้วจ้องมองมันขณะที่มือยังง่วนเปิดหาเบอร์โทรศัพท์ร้านอาหาร 

 




‘นี่ เซเวอร์รัสชอบสีอะไรคะ’ 

 

‘สีดำ’ 

 

‘ไม่ใช่สิโถ่เอ้ยหนูยังบอกคำถามไม่จบเลย หมายถึง เซเวอร์รัสชอบสีอะไรระหว่างสีแดงกับสีเหลือง’ 

 

‘สีแดงมั๊ง 

 

‘สีแดงหรอคะงั้นก็เหมือนกันเลย’ 

 

‘อะไรของเธอ’ 

 

‘ก็ตามตำนานญี่ปุ่นเขาเชื่อว่าคนรักที่ถูกกำหนดมาให้คู่กันพวกเขาจะมีด้ายแดงผูกติดกันไว้ที่นิ้วก้อยข้างซ้าย ด้ายแดงที่มองด้วยตาเปล่าไม่มีวันเห็นแต่ต้องใช้หัวใจมอง’  

 

‘ไร้สาระมากตำนานอะไรมันก็แค่เรื่องเล่าต่อๆกันแล้วที่ฉันบอกชอบสีแดงนั่นเพราะมันเหมือนสีของเลือดต่างหากไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความคิดตำนานนี่ของเธอเลยสักนิดนะเกรนเจอร์’ 

 

‘เลือด? หา งั้นคุณก็เป็นแวมไพร์น่ะสิคะ! กรี้ดนี่หนูมีสามีเป็นแวมไพร์เหรอเนี่ย ฮือไม่เอานะ อย่ามาดูดเลือดกันนะ’  

 


‘อย่างเธอฉันจะไม่ดูดแค่เลือดแต่ฉันจะสูบทุกอย่างจากตัวเธอให้หมดเลยเด็กดื้อแบบนี้ต้องโดนสั่งสอน’ ชายร่างสูงเอื้อมคว้าตัวร่างบางที่กำลังจะลุกหนีจากที่นั่งใกล้เขาแล้วออกแรงกระตุกให้อีกฝ่ายล้มลงมาบนตักตนเองจากนั้นก็จัดการกอดรัดให้แน่น เสียงหัวเราะจากร่างบางบนตักที่กำลังดิ้นขยับตัวไปมาเพราะนิสัยบ้าจี้ง่ายดังไปทั่วบ้าน  

 


‘ฮะๆไม่เอานะ อื้อ นี่มันจักจี้นะคะ’ 

 

 




 “สุดท้ายวันนั้นก็จบลงด้วยการที่ฉันทำสตูว์มื้อเย็นไหม้เกรียมทั้งหม้อเลย” เด็กหญิงหัวเราะเบาๆกับตัวเองแต่พอตั้งสติได้เธอก็รีบจัดการกับเบอร์โทรศัพท์ตรงหน้าแล้วตีสีหน้าท่าทางกลับมาเป็นปกติอีกครั้งเพื่อไม่ให้ร่างสูงเจ้าของบ้านที่พึ่งเดินหายลงไปในห้องใต้ดินของตัวบ้านซึ่งส่วนตัวเธอก็รู้อยู่แล้วว่ามันคือห้องทำงานและห้องเก็บของส่วนตัวของสเนป  เสียงสนทนาปลายสายตอบรับอย่างที่ควรเป็นเด็กหญิงเอ่ยสั่งเมนูอาหารที่ต้องการเพียงไม่กี่นาทีข้อตกลงในการรับส่งอาหารก็เสร็จสิ้น ก็อย่างที่รู้กันว่าไม่เกิน 30-60 นาทีจะมีอาหารที่สั่งมาส่งถึงหน้าประตูบ้าน ไอรีนวางหูโทรศัพท์ลงที่เดิม 

 




      แม้กายหยาบภายนอกจะเป็นแค่เด็กตรงข้ามกับจิตวิญญาณภายในแต่ความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นนิสัยดั้งเดิมก็พยายามบีบรั้นให้เธอเดินสำรวจตัวบ้านเท่าที่พอทำได้ในยามที่ชายเจ้าของบ้านยังอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างเช่นห้องใต้ดินที่เจ้าตัวพึ่งเดินลงไป จากประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกันมานับหลายสิบปีมันทำให้เธอรู้ว่าร่างสูงคนนั้นมักใช้เวลาที่มีส่วนมากในห้องใต้ดินนั่นมันเป็นทั้งห้องเก็บของ ห้องทำงาน ห้องวางแผนการสำหรับภารกิจของภาคีซึ่งจะมีคนแปลกหน้าที่ลงไปได้ก็คงเป็นแค่ ซิเรียสหรือลูปิน แต่บางครั้งก็มีเธอแฮร์รี่และรอนเข้าร่วมกับภารกิจบางอย่างหากแต่มันก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น การหมกตัวอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านเป็นครึ่งค่อนวันของสเนปข้อนี้เธอรู้ดี  

 



“ไอ้การสำรวจบ้านตัวเองที่เคยอยู่ถึงมันจะแปลกๆก็เหอะนะแต่ฉันไม่ได้กลับมาที่นี่เกือบสามปีเลยนี่จะแอบสอดส่องสักหน่อยคงไม่เป็นอะไรหรอกมั๊ง 

 



‘แหงสิไม่แปลกก็บ้าแล้วยิ่งต้องมาอยู่ในร่างเด็กปี 3 ซ้ำร้ายต้องมาทำตัวลึกลับแปลกประหลาดกับสามีตัวเองที่ฉลาดสุดโต่งจ้องจับผิดเป็นที่หนึ่งอย่าง เซเวอร์รัส สเนป คนนั้นน่ะแหล่ะ’  

 

  



      ภารกิจเดินชมสอดส่องบ้าน (ซึ่งตัวเองเคยอยู่) ภายใต้การแอบสอดส่องระหว่างเจ้าของบ้าน (สามี) ยังไม่ขึ้นมาจากห้องใต้ดินถือเป็นภารกิจเสี่ยงตายยิ่งกว่าการออกปฏิบัติงานนอกสนามหลายเท่า ไอรีน เซเออร์ ใช้การย่องเดินให้เสียงฝีเท้าเบาที่สุดเธอตั้งใจว่าจะดูแค่ชั้นหนึ่งเท่านั้นส่วนชั้นสองมันไม่มีความจำเป็นที่เธอต้องตั้งท่าให้ความสนใจสงสัยจนเกินไปนักเพราะอย่างที่รู้ๆกันว่าชั้นสองของบ้านคือห้องนอนของเซบัสเตียนและเฮเลน่าและห้องมาสเตอร์เบดรูมซึ่งเป็นห้องนอนของใครก็น่าจะรู้กันดีจะมีก็คงเป็นห้องใต้หลังคาที่ใช้เป็นห้องเก็บของนั่นล่ะ เมื่อได้เดินดูโดยรอบแบบผ่านตาบ้างไม่ผ่านตาเฉยๆบ้างก็ทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่อุปกรณ์หรือเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิมของมัน โทรทัศน์อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ของมักเกิ้ลที่ตัวเธอ (ในอดีต) เป็นผู้จัดสรรหามันเข้ามาเพื่อให้บ้านหลังนี้ที่เคยซอมซ่อผุผังทั้งตัวบ้านและเจ้าของของมันนั้นได้มีชีวิตชีวาและทำให้บ้านเป็นบ้านให้มากที่สุด  

 



โครมม!!  

 




“เสียงนั่นดังมาจากห้องใต้ดิน หรือว่า!! ไอรีนสะดุ้งเฮือกพร้อมเสียงโครมครามคล้ายอะไรหนักๆล่วงลงพื้น แต่ด้วยสติที่เริ่มหลุดเพราะความเป็นห่วงทำให้มือเล็กตามวัยแทบกระชากลิ้นชักโต๊ะไม้ที่วางติดอยู่กับบันไดบ้านจนเกือบหลุดออกมาทั้งชั้นขวดยาที่เกี่ยวกับอาการโรคประจำตัวที่สเนปเป็นถูกหยิบออกมาจากลิ้นชักแล้วใช้สะโพกดันมันกลับเข้าที่เดิมด้วยความเร่งรีบ ก่อนที่ฝีเท้าเล็กๆจะรีบวิ่งตรงไปยังทางลงไปยังห้องใต้ดินราวกับรู้ทางหนีทีไร่ในบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี 

 

 



ไอรีนพาร่างตัวเองมาหยุดอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องส่วนตัวแบบสุดๆของสเนปในชั้นใต้ดินของบ้านได้แล้วเธอตัดสินใจที่จะไม่เคาะประตูเพราะความเป็นห่วงคนด้านในจนลืมตัวไปหมดทุกอย่าง และเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับชายร่างสูงในคราบชุดคลุมสีดำสนิทอย่างเช่นทุกวันกลับอยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตขาวตัวเดียวยิ่งไปกว่านั้นมือข้างขวาก็กำลังกุมที่ต้นแขนซ้ายไว้อยู่ด้วย ดวงตาคู่สวยเหลือบเห็นว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นมีคราบสีแดงคล้ายกับเลือดติดอยู่ใกล้กับต้นแขน  

 


บาดเจ็บเพราะความไม่ระมัดระวังตัวเองอีกแล้ว 


อุบัติเหตุเล็กน้อยที่มักเกิดกับตัวเองแม้จะไม่บ่อยแต่มันก็ไม่ควรเกิดขึ้นเลยไม่ใช่เหรอ 


ให้ตายสิ ร่างสูงของเธอยังคงเป็นแบบนี้เสมอต้นเสมอปลายจริงๆสิน่า 

 




 และการตัดสินใจอะไรโดยไม่ทันยั้งคิดถึงผลที่ตามมาก็เกิดขึ้น อย่างเช่นการวางขวดยาที่เผลอหยิบมาไว้บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยข้าวของอุปกรณ์ที่คงมีแต่ร่างสูงเจ้าของห้องเท่านั้นที่รู้จักแล้วปรี่เข้าไปหาร่างนั้นด้วยความเป็นห่วงจากก้นบึ้งของความรู้สึกที่คุ้นชิน  

 



ไม่มีคำพูดคำจาอะไรเกิดขึ้นแม้แต่สเนปเองเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นและกับร่างน้อยๆตัวเตี้ยที่จู่ๆก็เปิดประตูห้องเข้ามาราวกับรู้ทางไปมาเป็นอย่างดี ไหนยังกิริยาท่าทางการแสดงออกที่เจ้าตัวกำลังทำมันอยู่กับแผลที่ต้นแขนซ้ายของเขา 

 



“ปล่อย เธอกำลังทำตัวคุกคามบ้านฉันอยู่เซเออร์” 

 


“อยู่นิ่งๆ อย่าดื้อสิคะ”  ร่างบางขมวดคิ้วดุ มือเล็กบรรจงจัดการทำแผลอย่างชำนาญแม้ตัวเองจะเตี้ยเล็กกว่าชายร่างสูงตรงหน้าที่นั่งอยู่ก็ตามที “ทำอะไรไม่ระวังตัวเลยคุณนี่นะทั้งที่เป็นศาสตราจารย์สเนปแท้ๆไม่น่าพลาดกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ได้เลยให้ตายสิ” 

 



ดวงตาสีรัตติกาลเบิกกว้าง คำพูดคุ้นเคยในห้วงความทรงจำกำลังไหลเวียนเข้ามาไม่ขาดยิ่งโดยเฉพาะประโยคบางคำพูดที่เธอคนนั้นมักพูดมันกับเขาเสมอเวลาเขาทำอะไรขาดสติจนทำให้ตัวเองบาดเจ็บ ใช่ คำพูดที่คล้ายกันจนน่าใจหายนั่น  

 

‘อย่าประมาทกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้สิคะเซเวอร์รัส คุณเป็นถึงศาสตราจารย์สเนปสุดโหดแท้ไม่ควรพลาดกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ได้เลยนี่นา’   

 



อ่ะนี่เสร็จแล้วค่ะ ระวังอย่าให้โดนน้ำสักสองวันก็หายแล้วล่ะ”  

 



“เกรน....-” 

 




 ปิ๊งป่อง!!! เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่กำลังเกิดขึ้น และไอรีนพึ่งรู้สึกตัวว่าเธอนั้นเผลอพูดบางอย่างที่เกือบเปิดเผยตัวตนภายในของเธอให้สเนปรู้  

 



“เย้ อาหารมาส่งแล้วค่ะงั้นหนูขอตัวไปรับของก่อนนะคะศาสตราจารย์ก็ขึ้นไปข้างบนได้แล้วจะได้ทานมื้อกลางวันด้วยกัน” ท่าทีตื่นตูมของเด็กน้อยทำเอาสเนปเกือบกลืนคำพูดที่กำลังเอ่ยลงคอแทบไม่ทัน ร่างบางตัวจ้อยเผ่นออกจากที่นี่เพื่อพุ่งตรงไปยังอาหารของโปรดที่เจ้าตัวได้จัดการโทรสั่ง สเนปได้แต่มองแผ่นหลังของร่างเล็กนั่นจนลับสายตาไปเมื่อประตูห้องปิดลงคงแต่เสียงฝีเท้าที่กำลังวิ่งก้าวขึ้นชั้นบน 

 



  การสนทนาระหว่างพนักงานส่งอาหารกับลูกค้าที่สั่งจบลงโดยใช้เวลาประมาณเกือบห้านาทีมันอาจนานผิดปกติแต่เพราะข้อมูลบางอย่างมันไม่ตรงกับที่มีอยู่ในประวัติการสั่งอาหารเลยทำให้ต้องเจรจาข้อมูลที่ผิดแปลกไปจากเดิมให้พนักงานคนนั้นเข้าใจจนท้ายสุดมันก็จบลงด้วยความเข้าใจในข้อมูลที่บอกไปจนได้ เล่นเอาคนสั่งอาหารเกือบเป็นลมเพราะอาการลุ้นระทึกไปแล้ว  

 



ทันทีที่เดินกลับเข้ามาในตัวบ้านดวงตาคู่สวยก็มองเห็นสเนปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ของอเมริกาอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร แล้วเหมือนเขาจะเตรียมจานชามช้อนส้อมและเครื่องดื่มเอาไว้พร้อมสับเพราะมีชุดชงชาที่เจ้าตัวชอบวางตั้งตระหง่าอยู่กลางโต๊ะอาหาร ใช่สิก็ร่างสูงของเธอไม่ชอบทานของมันนี่นะ หรือต่อให้มีของมันย่องหรือของทานที่พาให้เลี่ยนในมื้ออาหารก็จะต้องมีน้ำชาร้อนๆคอยแก้เสมอ  

 



“ไม่ยักรู้นะคะว่าบ้านอาจารย์จะมีหนังสือพิมพ์ของอเมริกาส่งตรงถึงมือแบบนี้ด้วยน่ะ” ไอรีนกล่าวเสียงแจ้วขณะวางถุงอาหารลงบนโต๊ะ กระโดดส่งตัวเล็กน้อยให้พอดันตัวเองขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ทานอาหารได้แน่นอนเธอเลือกที่จะนั่งฝั่งตรงข้ามกับชายมากวัยเจ้าของบ้าน (เพราะมันดูปลอดภัยมากกว่านั่งติด) 

 



“เฮเลน่าเป็นคนจัดการไม่ใช่ฉัน แต่มันก็น่าสนใจไม่น้อยข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นี่น่ะ”  

 



“อ๋อจริงด้วยสิก็ลูกสาวของคุณเป็นเด็กฝึกงานที่กระทรวงเวทมนตร์ด้วยใช่ไหมคะ วิเศษไปเลยได้อ่านหนังสือพิมพ์ของทั้งพวกโนแมจและพวกสังคมผู้วิเศษทีเดียวพร้อมกันแบบนี้”   

 



“นั่นสินะ” เสียงกางหนังสือพิมพ์อีกหน้าดังกลบเสียงลอบกลืนน้ำลายของเด็กหญิงร่วมโต๊ะเธอค่อยๆวางแฮมเบอร์เกอร์เนื้อลงบนจานของสเนปโดยถือวิสาสะยืนบนเก้าอี้เพราะลำพังแขนเธอคงยืดยาวขนาดข้ามไปเสริฟลงจานให้เขาไม่ได้แน่พลันจะใช้ไม้กายสิทธิ์ในนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องดี  

 



“ทานแฮมเบอร์เกอร์เนื้อนั่นก่อนสิคะหนูสั่งแบบไม่ใส่ชีสไม่มันมากให้น่ะค่ะอาจารย์ทานได้แน่นอน ว่าแต่ข่าวที่อ่านอยู่คงน่าสนใจมากเลยสินะคะเนี่ยคุณถึงได้ไม่สนใจอาหารตรงหน้าเลย” 

 



“เพราะมันน่าสนใจมากน่ะสิ” สเนปตอบเสียงเรียบ ร่างเล็กเหลือบมองสเนปเล็กน้อยขณะกำลังกัดแฮมเบอร์เกอร์ทานไปด้วย ทั้งที่ปกติร่างสูงคนนี้แทบไม่เคยแตะหนังสือพิมพ์เลยหรือต่อให้มีบ้างมันก็นานๆครั้งจนนับครั้งที่จับมาอ่านได้ยิ่งนิสัยส่วนตัวไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านชาวโลกเป็นทุนเดิมกลับมาสนอกสนใจกับหนังสือพิมพ์ต่างแดนแบบนี้มันยิ่งน่าชวนให้ขนลุกยังไงพิกล ไหนยังท่าทีนิ่งเงียบสงบผิดแปลกจากเดิม  

 


...ยิ่งแววตาที่นิ่งเงียบสงบกับใบหน้าไร้อารมณ์นั่นที่ทำให้เธอเริ่มคิดหนัก... 

 



     กาน้ำชารินเสริฟน้ำชาในกาลงแก้วสองแก้วด้วยตัวมันเอง ชาเอิร์ลเกรย์ร้อนๆกับแฮมเบอร์เกอร์ที่มันย่องไปด้วยมันและชีสมันตัดรสชาติกันอย่างลงตัวมากสำหรับไอรีนที่พึ่งยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบเบาๆหลังทานแฮมเบอร์เกอร์หมดไปหนึ่งก้อน  

 



แบล็กส่งใบชาชั้นดีมาให้ฉันเลยเอามาชงเพื่อต้อนรับเธอ....กลับบ้าน”  

 



 ของเหลวสีชาสดใสที่กำลังไหลรินลงไปในลำคอของผู้ดื่ม กว่าจะรู้ถึงความหมายนัยต์ลึกของคำพูดท้ายสุดนั้นมันก็สายไปเสียแล้ว เพราะทันทีที่น้ำชาที่ชงจากใบชาชั้นดีสัมผัสกับลิ้นและกลืนลงคอไปเท่านั้นสัญชาตญาณที่บ่งบอกได้ถึงความผิดแปลกของรสชาติเครื่องดื่ม รสชาติที่ควรเค็มนิดๆตามแบบฉบับใบชาดั้งเดิมมันกลับมีบางอย่างแฝงมาด้วย.... 

 


น้ำยาสลายฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงรูปร่างทุกชนิด 

 


และที่ยิ่งไปกว่านั้นคงเป็นตัวยาอีกตัว.... น้ำยาสีใสไร้ซึ่งสีสันใดเจือปน และ ไร้กลิ่น   

 


สัจจะเซรุ่ม 

 

 



‘บ้าจริงเขารู้แล้วงั้นเหรอ โกหกน่า’ 

 

“เดี๋ยวหนูขอตัวไปห้องน้ำก่อนสงสัยกินมากไปเลยคลื่นไส้”  

 



    ร่างเล็กที่รู้ตัวแล้วว่าเธอกำลังพลาดครั้งใหญ่และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้จึงรีบลงจากเก้าอี้และกำลังเตรียมแอบเพื่อจะหายตัว แต่เหมือนว่าร่างสูงเจ้าของบ้านจะรู้ทันเธอทุกอย่างเพียงชั่ววินาทีที่ไอรีนลุกจากที่นั่งสเนปก็หายตัวมาดักหน้าเธอไว้แล้วจับแขนของเธอไว้แน่น  

 

 


“ไม่อยากรู้หรือว่าข่าวที่ฉันสนใจในหน้าหนังสือพิมพ์นั่นเป็นข่าวอะไรคุณเซเออร์ ไม่สิ เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ ฉันคงบอกชื่อที่แท้จริงของเธอไม่ผิดใช่ไหม”  

 



“คุณพูดเรื่องอะไรน่ะศาสตราจารย์เกรนเจอร์ไหนคุณจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ นี่ปล่อยหนูนะ” 

 



“คิดจะโกหกกันไปถึงไหน” 

 



“บ้าไปกันใหญ่แล้วนี่มันเรื่องบ้าบอชัดๆ” 


‘ใช่มันบ้ามาก บ้าเกินกว่าที่ฉันจะรับไหวแล้วนะ เซเวอร์รัสเป็นคนฉลาดมีไหวพริบเป็นเลิศฉันก็รู้อยู่หรอกแต่นี่มันเกินขอบเขตคำว่าฉลาดมีไหวพริบแบบคนธรรมดาทั่วไปแล้วไม่ใช่รึไงกันน่ะ’  

 



“คิดว่าฉันโง่มากสินะถึงได้สร้างเรื่องบ้าบอพวกนี้มาโกหกฉันอีกรอบ ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เธอทำแบบนี้” 

 



“บอกให้ปล่อยไงถ้าคุณไม่ปล่อยหนูจะไม่เกรงใจอีกแล้วนะ” 


‘ไม่ไหวเวทมนตร์ของคุณเกรฟส์มันต้านทานตัวยาขั้นสูงสองตัวนี้ได้ไม่นานแน่ๆอย่างมากคงอีกไม่เกินสองหรือสามนาทีเท่านั้น ทำยังไงดี ฉันควรทำยังไงดี...’  

 




“เธอกล้าร่ายคำสาปร่ายคาถาใส่ฉันก็เอาสิ”  

 



“คุณบ้าไปแล้วถ้ายังไม่หยุดไร้สาระหยุดหาเรื่องกันหนูจะไม่เกรงใจจริงๆแล้วนะ ศาสตราจารย์หนูขอร้องอย่าบีบให้หนูต้องทำร้ายคุณเลย”   


‘ได้โปรดเถอะค่ะเซฟอย่าบีบคั้นกันแบบนี้ อย่าทำให้ทุกอย่างที่หนูกำลังทำเพื่อปกป้องคุณต้องพังลงในวันนี้เลยนะ’  

 




“เอาเลยไม่ต้องเกรงใจกันก็ได้ เพราะเธอน่าจะรู้จักฉันดีถ้าฉันไม่เจ็บไม่ตายเธอไม่มีวันหนีรอดจากฉันไปได้ฉันไม่มีวันปล่อยเธอไปยิ่งตัวเธอที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงแบบนี้” 

 



อาวิส!”  ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว เด็กหญิงตัดสินใจร่ายคาถาโดยไม่เปล่งเสียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นฝูงนกบินออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ที่เธอเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน ราวกับมายากลชั้นยอดสำหรับคาถานี้และมันบินโฉบเข้าหาสเนปที่กำลังทำท่าจะคว้าตัวร่างเล็กที่เขาจับแขนไว้ในตอนแรกเข้ามาหาตัวเอง แต่ฝูงนกเหล่านั้นกลับพุ่งโจมตีจนทำให้เธอสลัดหลุดจากเขาไปจนได้ และเมื่อหลุดพ้นจากการกอบกุมไอรีนก็วิ่งสุดชีวิตเพื่อไปยังหน้าประตูบ้านให้พ้นอาณาเขตบริเวณบ้านเพื่อใช้คาถาหายตัวไปจากที่นี่แน่นอนว่าในพื้นที่บ้านหลังนี้ไม่มีทางใช้ได้เลยนอกจากสเนปเท่านั้น สเนปที่ถูกฝูงนกรุมจิกทึ้งสุดท้ายเขาก็สามารถทำลายฝูงนกเหล่านั้นได้ด้วยการตวัดไม้กายสิทธิ์เพียงครั้งเดียวแล้วรีบตามเธอออกไปในทันที 

 



“อินคาเซอร!” 

 



“ดินฟินโด!” เด็กสาวรีบร่ายคาถาสกัดบ่วงเชือกที่ตามเธอมาในระยะเกือบประชิดเพื่อให้มันฉีกขาดออกจากกันและตามด้วย “คอนฟรินโก!” 

 



 สเนปเบี่ยงตัวหลบแรงระเบิดของวัตถุได้อย่างฉิวเฉียดแม้จะไม่แรงเท่าคาถาระเบิดอื่นแต่มันก็สร้างความเจ็บปวดให้กับเขาแม้เพียงเศษแก้วบาด แต่สิ่งที่เจ็บยิ่งกว่าคงเป็นความเจ็บปวดภายในใจ ความเจ็บปวดที่เห็นเด็กคนนั้นกล้าร่ายคาถาร่ายคำสาปที่เริ่มถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันขนาดนี้ใส่เขา  



“เพื่อหลีกหนีจากความเป็นจริงที่เธอกำลังโกหกเธอถึงกับกล้าใช้คาถาใช้คำสาปพวกนั้นกับฉัน ก็ได้ในเมื่อเธอเลือกวิธีที่รุนแรงฉันจะสนองตอบให้เธอได้รู้ว่าการหลอกลวงมันส่งผลยังไง” 

 



“เลวิคอร์พัส!”   

 



“ขอโทษนะคะเซฟแต่หนูจำเป็นจริงๆไม่อย่างนั้น...-หวา!!” ร่างทั้งร่างของเธอกำลังลอยเหนือจากพื้นดินซ้ำมันยังเป็นการลอยกลับหัวอีกต่างหากและแน่นอนว่าเธอลืมนึกถึงความฉลาดของร่างสูงด้านหลังที่นับรวมไปถึงการคิดค้นคาถาขึ้นมาและแน่นอนว่าไอ้คาถาที่ส่งผลแบบนี้มันมีอยู่คาถาเดียว  

 



“สิ้นฤทธิ์ได้สักทีนะ!” สเนปยืนอยู่ใต้ร่างที่ลอยกลับหัวอยู่บนอากาศเขาจัดการริบไม้กายสิทธิ์และของทุกอย่างในตัวเด็กหญิงยกเว้นเสื้อผ้า น้ำเสียงที่เคยทุ้มคุ้นหูกลับกลายเป็นน้ำเสียงที่เย็นเฉียบ “ฉันจะทำให้เธอบอกความจริงกับฉันด้วยผลจากตัวยาที่ฉันใส่มันลงไปในแก้วชาของเธอ”  

 



“.................”  

 



“ตัวตนฉันที่เธอคุ้นชินมาตลอดมันกำลังหายไปเกรนเจอร์ ในเมื่อฉันที่เป็นฉันเธอไม่ชอบไม่ถูกใจจนพยายามหนีจากฉัน กล้าร่ายคาถาทำร้ายฉัน ก็ได้ฉันก็จะเป็นอีกคนให้เธอได้รู้จัก” 

 



ซะ-...ศาสตราจารย์” 

 

 


“เพราะเราคือคนแปลกหน้าที่พึ่งรู้จักกันนี่คงเป็นสิ่งที่เธอปรารถนา งั้นคงต้องทำความรู้จักกันใหม่ คุณเกรนเจอร์ ฉัน เซเวอร์รัส สเนป เจ้าของบ้านหลังนี้แต่เพียงผู้เดียวและฉันกำลังเอ่ยคำต้อนรับคนแปลกหน้าที่จะมาเป็นแขกของบ้าน”  

 



    น้ำเสียงที่อีกฝ่ายพูดมามันไม่มีความเกลียดชังก็จริง แต่มันไร้ความรู้สึก ความรู้สึกที่มันควรมีให้กับเธออย่างที่เคยเป็นมาตลอด แต่ครั้งนี้มันไม่มีหลงเหลืออยู่เลย มันว่างเปล่า มันเย็นชาเสียยิ่งกว่าสมัยที่เจอกันครั้งแรก ดวงตาสีดำที่เคยมองเธออย่างอบอุ่น ความอ่อนโยน ที่เคยมีในดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้น ดวงตาคู่นั้นกับรอยยิ้มที่เคยเป็นของเธอตอนนี้มันกำลังหายไปจากใบหน้าเย็นชาของเขา บัดนี้มันอาจหลงเหลือเพียงแต่ความเฉยชา  

 


‘นี่ฉันควรดีใจหรือเสียใจกันแน่นะ แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ ยิ่งเขาห่างจากฉันมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งดีกับตัวเขาเท่านั้นไหนจะยังเด็กแสบสองคนนั่นอีก แต่ถึงยังงั้นก็เถอะหัวใจฉันได้โปรดหยุดความเจ็บปวดเหล่านี้ทีได้ไหม’  

 


บางทีสิ่งที่เธอควรทำใจยอมรับมันมากที่สุดในตอนนี้ สิ่งที่ควรยอมรับคือผลที่ตามมาในการกระทำของเธอที่กล้าลงมือทำร้ายเขา  

 

เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ อาจจะกำลังกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับ เซเวอร์รัส สเนป เสียแล้ว 




_____________________________________________________________

 


กราบบบบ///ขออภัยรีดทุกคนที่หายไปนานมากTTเจ้าค่ะ มาอัพเรื่องนี้ก่อนและตอนหน้าบันเทิงแน่นอนบอกแล้วว่าเรื่องนี้หนักดราม่า เท่าที่ตัดสินใจไว้กะจะให้จบไม่เกิน 20 ตอนค่ะเพราะไหนเรื่องอื่นอีกซึ่งเยอะมากไม่อยากดองค้างเรื่องไหนสักเรื่องเลยต่อจากเรื่องนี้ภายในคืนนี้ที่จะมาแน่นอนคือ SSHP ค่ะและหลังจากนั้นจะเป็น JKSS หรือถ้าตอนต่อไปเสร็จก่อนเพราะเนื้อเรื่องมันต่อกันกับตอนนี้ก็จะเอามาลงก่อนเลยนะคะไม่รู้ยังมีใครรอคู่ป๋ากับหนูเฮอร์อยู่ไหมคือนานมากกลัวจะเบื่อกัน ยังไงต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าสำนวนการแต่งจะไม่ดีเหมือนเดิมขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจและคอมเม้นทุกคนนะคะขอบคุณที่รอกันขอบคุณจริงๆค่ะ