AuFic HP And FB : Prisoner [SS/HG] ft [PG/TMR/OC ]

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1035
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    24 พ.ย. 60

 


ปีต่อมา 


โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  

 




ห้องประชุมภายในสภาเวทมนตร์ของญี่ปุ่น



"โครงการที่ว่าไว้คุณคิดว่าจะเสนอให้ทางท่านประธานเมื่อไหร่" 




"ฉันไม่เคยบอกนะคะว่าจะเสนอโครงการงี่เง่านั่นให้กับประธานของคุณ โครงการที่แลกมาด้วยความเดือดร้อนของคนอื่นแบบนั้น" 

 



   

ปึ้ง"คุณกล้าดียังไงถึงมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการของพวกเรา โครงการที่ผมใช้เวลานานนับหลายปีเพื่อคิดค้นริเริ่มสร้างแบบแผนขึ้นมา เป็นแค่เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแท้ๆหรือคิดว่าตัวเองเป็นลูกสาวของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ของสหราชอาณาจักรแล้วจะทำยังไงก็ได้งั้นหรือ" 




"เปล่าค่ะ ดิฉันมาที่นี่ในฐานะตัวแทนท่านรัฐมนตรีเท่านั้นและอีกอย่างก็เพราะเพื่อนคุณแม่ท่านขอร้องดิฉันมาไม่เช่นนั้นฉันคงไม่สละเวลาที่แสนมีค่าของฉันมาเสียเวลาอยู่กับพวกผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัวแต่ไร้สมองแบบพวกคุณ ส่วนเรื่องโครงการอะไรนั่นฉันขอไม่ออกความคิดเห็นไปมากกว่านี้ค่ะ แต่ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าเรื่องนี้เข้าถึงหูเหล่าผู้นำสภาเวทมนตร์ทั่วทั้งโลกล่ะก็ สภาเวทมนตร์ญี่ปุ่นต้องถูกตรวอบอย่างแน่นอน" 





"นังด็กนี่!" หนึ่งในผู้ร่วมประชุมลุกขึ้นจากที่นั่งตน เดินตรงดิ่งมายังหญิงสาววัยแรกรุ่นเพียงคนเดียวในที่ประชุมด้วยสีหน้าที่โกรธเกรี้ยว เมื่อเข้ามาประชิดด้วยความไวพอสมควรโดยที่เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัวมือหนาของเขาก็ง้างออกตั้งท่าเตรียมฟาดมาที่ใบหน้าเรียวสวยของเธอ "ปากดีแบบนี้ต้องโดนสั่งสอน!" 




"!!!!!!" ด้วยความไวของอีกฝ่ายและโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัวนั้นทำให้เธอไม่สามารถตั้งรับใดใดได้ทั้งสิ้นนอกจากหลับตาลงและยกแฟ้มเอกสารในมือมาบัง 




หมับ! 


และก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะสัมผัสกับใบหน้าของเธอ ก็เหมือนมีบางอย่างมาหยุดยั้งไว้ได้ทัน ภายในห้องประชุมเงียบสนิททันทีที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น 




เฮเลน่า เธอค่อยๆเอาแฟ้มที่ใช้กำบังลงช้าๆอย่างระมัดระวัง และลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยพลันเบิกกว้างเมื่อพบกับผู้ที่เข้ามาหยุดการกระทำของผู้ร่วมประชุมคนนี้ เธอเห็นใบหน้าของชายเจ้าถิ่นที่คิดทำร้ายเธอบิดเบี้ยวเหมือนกำลังเจ็บปวดอย่างหนัก กับแค่โดนจับข้อมือไว้โดยใครอีกคนที่เข้ามาแค่นี้เธอไม่คิดว่ามันจะเจ็บปวดพอที่จะทำให้เขาแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาได้ถึงขั้นนี้หรอกนะ ใช่มั้ย?  





    แต่นั่นมันคงไม่ใช่กับคนที่เข้ามา แน่นอนถ้าหากไม่ใช่เขาคนนั้นแล้วไอ้สีหน้าเจ็บปวดแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอก ถ้าหากไม่ใช่คนคนนี้ที่เธอรู้จัก เมื่อคิดได้ดังนั้นรอยยิ้มหวานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเธอพร้อมกับเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างดีใจและแปลกประหลาดใจไปในคราวเดียวกัน 



"คิริว!" 




"มัวเหม่ออะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ระวังตัวเลย เธอนี่ยังซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนเลยนะ นังหนู..." 




"เลิกเรียกหนูแบบนั้นสักทีเถอะค่ะ ใครไม่รู้เขาคิดว่าหนูเป็นเด็กของ ยากูซ่า นะ" 




"ยากูซ่า!!!?" ทันทีที่ได้ยินบางอย่างจากเด็กสาวเท่านั้น ผู้คนมากหน้าหลายตาในที่ประชุมแห่งนี้ก็ต้องเบิกตากว้างและร้องออกมาด้วยความตกใจไม่ต่างกันนัก  





"แกคือ....." และคนที่ตกใจและหวาดกลัวมากกว่าใครอื่นคงไม่พ้นชายที่ถูกบีบข้อมืออยู่ตรงหน้าเธอ สีหน้าเขาหวาดกลัวมากขึ้นเมื่อแรงจากมือที่บีบอยู่นั้นเพิ่มมากขึ้นราวกับไม่ใช่แรงของคนธรรมดาทั่วไปยังไงยังงั้น  "อ้ากกก!" 





"ปล่อยเขาได้แล้วค่ะคิริว เดี๋ยวก็ข้อไม้ข้อมือหักกันพอดี" 





"น่าอายนะว่าไหมที่พ่อมดแม่มดที่มีเวทมนตร์ถูกคนธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์ตรึงไว้แบบนี้น่ะครับ" ชายผู้ถูกขนานนามกล่าวพลางหัวเราะเยาะในลำคอ  


แต่ก็ปล่อยมือรายนั้นออกตามคำบอกของเด็กสาว ทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการของชายร่างสูงใหญ่ผู้นี้ได้ คนคนนั้นก็แทบวิ่งออกจากห้องประชุมไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเลยทีเดียว  





"ละ-...หลังจากนี้คือการรอคำตอบของเหล่าผู้นำของสภาเวทมนตร์จากทั่วโลก ผะ ผมขอจบการประชุมลงแต่เพียงเท่านี้" ประธานในที่ประชุมในครั้งนี้กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน เมื่อถูกสายตาคู่คมดุจสัตว์ร้ายกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะตวัดมามอง 





  

    เมื่อได้ยินดังนั้นเฮเลน่าก็คว้าแฟ้มและกระเป๋าของตัวเองแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปโดยไม่ลืมที่จะคว้าข้อมือของชายวัยกลางคนซึ่งอายุมากกว่าตนอีกคนให้ตามมาด้วย  แหงล่ะถ้าขืนปล่อยไว้มีหวังห้องประชุมกับสภาเวทมนตร์ของญี่ปุ่นนี่คงได้กลายเป็นสนามรบของยากูซ่าตัวเป้งกับพวกผู้วิเศษจอมกร่างพวกนั้นแหงๆเลย ยิ่งใบหน้าของคิริวตอนมองคนในห้องนั้นด้วยแล้วล่ะก็ 

 





สาบานต่อเมอร์ลินเลยว่าเธอเองยังรู้สึกขนลุกขนพองกับสายตานั่นไม่หาย 


 



"พวกคนในห้องนั้นเป็นพ่อมดแม่มดเหมือนกับเธอหมดเลยสินะ"  เขาถาม ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเดินไปตามถนนคนเดิน ร้านขายของข้างทางมากมายกำลังรอให้เหล่าสาธารณชนมากหน้าหลายตาหลายชนชาติเดินเข้าไปลิ้มลอง  ถึงจะคนมากแค่ไหนแต่พอเห็นสองคนนี้เดินผ่านพวกเขาก็จะหลีกทางให้โดยทันทีและนั่นคงไม่ใช่เพราะเฮเลน่าแน่ๆ แต่เป็นเพราะใครอีกคนข้างตัวเธอต่างหาก 





"ค่ะ จะบอกเหมือนก็ไม่ใช่หรือต่างกันก็ไม่เชิง คนพวกนั้นเขาเป็นพวกระดับสูง มีตำแหน่งหน้าที่การงานในกระทรวงหรือสภาเวทมนตร์กันทั้งนั้น แต่หนูก็แค่เด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ยังเป็นนักเรียนชั้นปีที่ 7 คนหนึ่งเท่านั้นเองจะเอาเด็กอย่างหนูไปเทียบกับพวกเขายังเร็วไปร้อยปีได้มั้งคะ ส่วนงานพวกนี้ก็เหมือนการรับจ๊อบพิเศษช่วงปิดเทอมมากกว่า" เธอตอบ  พร้อมส่งสีหน้าบึ้งตึงใส่อีกฝ่ายทันทีที่เขายื้อแย่งแฟ้มกับกระเป๋าของเธอไปถือไว้เองเข้าจนได้หลังจากที่พยายามบอกให้เธอส่งให้เขามาตั้งแต่ออกมาจากสถานที่นั้น 





"สีหน้ากับแววตาเหมือนเด็กน้อยถูกแย่งของเล่นไปมันใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอกนะนังหนู" 





"ถ้าคุณยังไม่หยุดเรียกหนูแบบนี้นะ ต่อจากนี้หนูจะพยายามแอบลอบใช้คำสาปกรีดแทงกับคุณด้วยคอยดู" เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจังกับน้ำเสียงที่พยายามแสดงออกถึงความน่ากลัวอย่างที่สุด  





"เป็นความพยายามครั้งที่สี่สิบสอง ใช่มั้ย? หรือสี่สิบสาม ที่เธอพยายามจะร่ายหรือใช้คำสาปพิลึกนั่นกับฉัน นับแต่ที่ฉันต้องกลายเป็นครูสอนพิเศษส่วนตัวให้เธอ" 




"คิริว!" 





"โอเค เฮเลน่า ฉันยอมแพ้แล้วก็ได้" เขาแกล้งยกมือยอมแพ้ ถอนหายใจเฮิอกใหญ่ก่อนจะว่าประโยคต่อมา "ว่าแต่เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้พบกันนานเลยตั้งแต่หมดหน้าที่การสอนของฉันไป จริงสิ! ฉันได้ยินมาว่าเธอเข้าฝึกงานกับรัฐมนตรีโลกของเธอสินะ เดี๋ยวนี้ต่างโลกเขามีวิวัฒนาการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนไปไกลดีนะ แล้วทุกอย่างโอเค?" 





"ก็ดีค่ะ ถ้าไม่นับรวมพวกขี้ประจบสอพลอกับพวกชอบแอบนินทาลับหลังว่าหนูเป็นเด็กเส้นล่ะก็นะ โดยรวมแล้วก็นับว่าดีเลยทีเดียว" 





"มันก็น่านินทาอยู่หรอกก็เด็กฝึกงานหน้าใหม่ดันเป็นถึงลูกสาวของอดีตผู้นำในที่นั้น คิดซะว่าเป็นบททดสอบให้กับตัวเองก็พอ ไม่ว่าจะยุคไหนสังคมแบบไหนก็มีพวกขี้อิจฉาขี้ประจบพวกนี้ปะปนอยู่กันทั้งนั้น นี่แหละคือความเป็นจริงของสิ่งมีชีวิตที่ชอบเรียกตัวเองว่า 'สัตว์ประเสริฐ' "   





"ค่ะ หนูก็พยายามคิดแบบนั้นมาตลอด เอ่อ..ว่าแต่ ไทกะซัง กับ มาซาโยชิซัง เป็นยังไงบ้างคะ สบายดีใช่หรือเปล่า" 





"ก็คงสบายดีตามแบบวิถีอาชีพที่แต่ละคนทำ ฉันเองก็ไม่ได้เจอเจ้าพวกนั้นมาหลายปีแล้วเหมือนกันข่าวคราวล่าสุดที่ได้ยินจากพวกนักเลงข้างถนนก็ถือว่าสบายดี  นี่ใจคอจะถามถึงแต่พวกมันสองตัวนั่นแล้วฉันล่ะอุตส่าห์เจอกันทั้งทีไม่คิดถามสารทุกข์สุขดิบกันบ้างรึไง" 





"แหม ทำเป็นขี้น้อยใจไปได้เหมือนคนแก่อายุร้อยปีเลยนะคะ-....." 

 



กึก! 

 


"เธอทำท่าทำทางไม่อยากให้ฉันไปจนแสดงออกมากขนาดนี้มันชักหน้าสงสัย ว่าไงยัยตัวแสบอยากมีแฟนเป็นคนแก่อายุร้อยปีขึ้นเหรอ" 

 



ปรี๊นนน!! เอี๊ยดด!! 

 


"ระวัง! 




"ค..-คิริว?!" เฮเลน่าที่พึ่งได้สติจากการถูกกระชากอย่างแรงเมื่อครู่ เธอแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยชั่ววินาทีที่คำพูดนั้นลอยเข้ามาในห้วงความรู้สึกนึกคิด คำพูดของใครคนนั้นที่เธอไม่ได้นึกถึงมันมาเป็นเวลานานมากแล้ว กว่าจะรู้ตัวเธอก็อยู่ในอ้อมแขนของคิริวเข้าไปแล้ว เขาช่วยเธอไว้ได้ทันก่อนที่รถเก๋งคันนั้นจะประทะกับร่างอันแสนบอบบางของเธอ 




"เหม่ออะไรของเธอ เดินลงถนนไปทำไม นี่! เธอเกือบถูกรถชนแล้วนะ!" เขาตวาดเสียงดังลั่น ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาหลายคนแทบเบี่ยงทางหลบแทบไม่ทัน ธรรมดาน้ำเสียงของชายคนนี้ก็หนักแน่น ทุ้มลึกจนน่ากลัวอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งตอนที่ตะคอกเธอเมื่อกี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย 





"ขอโทษค่ะ" เธอผละออกจากคิริวทันทีที่ตั้งสติได้ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่มองมาทางนี้  

"ไม่สบายรึเปล่า?" ชายร่างสูงยกมือวางทาบลงบนหน้าผากเธอ "สีหน้าเธอดูแย่นะ ที่พักเธออยู่ไหนฉันจะไปส่ง" ก่อนเอามือออก 

"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนู.....-" 

 

 



   ติ๊ด ติ๊ด! เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นท่ามกลางเสียงรถยนต์บนท้องถนน เฮเลน่ายิ้มอย่างเสียไม่ได้ให้ชายตรงหน้าก่อนจะหยิบมือถือออกมาจากเสื้อโคขาวตัวยาวแล้วสไลค์รับสาย  




"หืม เบอร์ไม่คุ้นเลย?"......"อ่า...หล สวัสดีค่ะ!" 




"หายหัวไปเลยนะ คิดจะตั้งรกรากฝังลึกอยู่ที่นั่นเลยใช่ไหม?!" 


ทันทีที่เสียงตอบกลับจากปลายสายโต้กลับมาหญิงสาววัยแรกรุ่นก็แทบสำลักกลืนน้ำลายลงคอตัวเองแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำแต่เยือกเย็นที่ฟังดูยังรู้สึกถึงพลังอำนาจของอีกฝ่าย มันนับเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคนจากปลายสายนี่ก็ยังได้ 





"ทอม! เกิดอะไรขึ้นคะไหงติดต่อมาแบบมักเกิ้ลกันล่ะเนี่ย แล้วนี่ยังไม่เลิกใช้วิธีแทรกแซงเข้ามาในหัวคนอื่นอีกเหรอคะไหนสัญญาแล้วไงว่าคุณจะไม่...-" 





"เพราะข้าไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของเจ้าได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนข้าคงไม่อ่อนแอถึงเพียงนี้เจ้าทำให้ข้าเป็นแบบนี้แล้วยังมีหน้ามาย้อนถามคำถามนี้กับข้าอีกงั้นรึ" 





"อย่าพึ่งโกรธสิคะ แล้วทำไมถึงใช้ใช้โทรศัพท์เป็นได้ล่ะคะก็คุณน่ะ......-" 




"จะยังไงก็ช่าง หน้าที่บ้าบออะไรนั่นจบแล้วใช่ไหม พวกกระทรวงไร้จิตสำนึกพวกนั้นมันไม่ได้ทำอะไรเจ้าใช่รึเปล่า" 





"เสียงแข็งทำไมคะเนี่ย ไม่มีใครทำอะไรหนูได้ทั้งนั้นแหละแล้วก็นะหนูไม่ใช่เด็กๆแล้วด้วย เลิกเป็นห่วงหนูแบบขาดสติได้แล้วนะคะ" 





"ในสายตาข้าเจ้ามันก็แค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ชอบยกคำสั่งคำสอนของพวกชั้นต่ำมาสั่งสอนข้า" 





"สัญญาณไฟข้ามถนนเขียวแล้วนะ!" คนข้างตัวเอ่ยขึ้น ขณะจับจ้องที่ร่างเล็กกว่าด้านข้างไม่ละสายตา 





"อ่อค่ะ...." 




"นั่นใคร?!" 





"คนรู้จักของหนูเองค่ะทอม เขาไว้ใจได้ค่ะไม่ได้คิดร้ายกับหนูแน่นอน คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เดี๋ยวยังไงหนูขออนุญาตวางสายก่อนนะคะต้องรีบไปมาคูซาต่อด้วย ไว้เจอกันนะคะ บ๊ายบายค่ะทอม" เฮเลน่ากดตัดสายทันทีหลังจากนั้น 





แต่เหมือนเธอจะได้ยินคล้ายทอมกำลังจะพูดอะไรบางอย่างด้วยนะ?  แน่นอนว่าถ้าเธอกลับไปคงโดนบ่นหูชาแน่นอน แต่ตอนนี้เธอมีงานมีธุระต้องรีบจัดการให้เสร็จตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา และนั่นแหละที่สำคัญกว่าจะมากังวลถึงชายมากอารมณ์ท่านนั้น เธอถหายใจก่อนจะเก็บสมาร์ทโฟนยี่ห้อผลไม้ดังสีขาวสะอาดตาเหมือนกับชุดที่เธอใส่เข้ากระเป๋าตามเดิมก่อนจะรีบก้าวขาข้ามถนนตามหลังคิริวที่พึ่งออกตัวเดินนำหน้าไปไม่กี่ก้าว 





"ร้านนั้นอีกแล้วเหรอ?" คิริวกล่าวถามหลังจากทั้งเขาและเธอข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่งแล้วกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ลับตาคนซึ่งเป็นสถานที่ที่เฮเลน่ามักใช้เวลาจะเคลื่อนย้ายหรือหายตัว คำตอบที่เขาได้กลับมามีแค่เสียงหัวเราะเบาๆจากเธอเท่านั้น  





     

         ร้านอาหารสไตล์อังกฤษที่ตั้งอยู่ในตรอกแคบๆตรอกหนึ่งใจกลางกรุงโตเกียว ทั้งสองเดินเข้าไปจนถึงด้านหลังร้านซึ่งเป็นจุดต้องห้ามสำหรับลูกค้าทั่วไป ผู้ที่ผ่านได้ต้องเป็นผู้ที่มีตราหรือได้รับอนุญาตเท่านั้น ยิ่งเป็นเฮเลน่าแล้วคงไม่ต้องมีการตรวจตราให้เสียเวลาเพราะทุกคนก็รู้จักเธอเป็นอย่างดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  




"ขอรบกวนด้วยนะคะ" เธอกล่าวพร้อมโค้งให้ชายชราเจ้าของร้านที่เดินตามมา 




"สำหรับคุณหนูเฮเลน่าแล้วไม่ต้องเกรงใจเลย พวกเรายินดีรับใช้ตลอดเวลา"  ชายแก่กล่าวน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่กลับมีรอยยิ้มที่ยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรปรากฏบนใบหน้า  





"คือไม่ต้องเรียกหนูแบบนั้นก็ได้ค่ะ อันที่จริงหนูก็ไม่ได้ชอบคำเรียกนำหน้าแบบนั้นเลย ขอร้องนะคะอย่าเรียกแบบนั้นอีกไม่งั้นหนูโกรธคุณลุงจริงๆด้วย" 





"ยังไงก็ช่างเถอะพวกเราให้ความเกรงใจคุณแม่ของคุณหนูมากกว่า แล้วก็...นี่ครับ..." ยังไม่ทันได้โต้ตอบอะไรเสริมกลับไป เฮเลน่าก็ต้องสะดุ้ง! เมื่อจู่ๆชายชราเจ้าของร้านได้ยื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลกับสีดำให้เธออย่างละหนึ่งใบ เธอรับมาอย่างเก้ๆกังๆด้วยความตกใจก่อนที่เขาจะอธิบายในเวลาต่อมา 




"นี่มันอะไรคะ!?" 




"ของที่ศาสตราจารย์สเนป คุณพ่อของคุณหนูได้สั่งไว้ก่อนหน้านี้ พอดีวัตถุดิบที่ได้สั่งไว้พึ่งหามาได้ครบ แล้วยังประจวบเหมาะกับช่วงนี้ที่่คุณหนูมาญี่ปุ่นพอดี ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปกระผมอยากจะให้คุณหนูช่วยนำสองถุงนี้ไปให้คุณพ่อของคุณด้วยครับ" 






"หืม...." เฮเลน่าแอบเปิดปากถุงแง้มมองดูด้านในเล็กน้อย เท่าที่พอมองเห็นมันก็คงไม่พ้นวัตถุดิบปรุงยาอีกตามเคย "คงไม่พ้นวัตถุดิบ พืชสมุนไพรหายากของแถบนี้อีกตามเคยสินะคะ" 






"เป็นสมุนไพรหายากของทางญี่ปุ่นเรา มีทั้งหมด 7 ชนิด เอาไว้คุณหนูมอบให้คุณพ่อแล้วท่านคงจะอธิบายให้คุณหนูได้ดีกว่าคนแก่ที่ใกล้ลงหลุมอย่างกระผม" 





"ยังไม่ชินอีกหรอ ได้ยินมาว่าพ่อของเธอชอบหาอะไรพิสดารไปลงหม้อดำๆที่มันเดือดปุดๆเล่นอยู่แล้วนี่ นี่ก็คงไม่พ้นหาของเล่นชิ้นใหม่อีกตามเคย" 

 




"ค่ะ ต้องไปสภาเวทมนตร์อเมริกาต่อ มีเอกสารด่วนต้องส่งให้ถึงมือท่านประธานของมาคูซาน่ะค่ะ" 





"ไว้ว่างๆฉันจะไปเยี่ยมเธอที่บ้านก็แล้วกัน อีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลฮานาบิแล้ว ถ้าว่างก็มาสิ" 




"คิดถึงจังเลย งานเทศกาลดอกไม้ไฟ หมายถึงว่าญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้วสินะคะเนี่ย" 





"ฉันจะรอดูดอกไม้ไฟกับเธอ ครั้งนี้เธอตัวสูงขึ้นมากเลยนะสงสัยว่าต้องสั่งตัดยูกาตะใหม่ เอาเป็นสีอะไรดี สีชมพูลายดอกซากุระดีมั้ย?" 




"บอกแล้วนี่นาว่าหนูไม่ชอบอะไรหวานแหววชวนเลี่ยนแบบนั้นสักหน่อย คิริวล่ะก็อย่าแกล้งยั่วโมโหกันสิคะ" 





"ให้ตายสิเธอยังมีความเป็นเด็กสาววัยรุ่นอยู่บ้างรึเปล่า ไม่สิต้องบอกว่ายังมีความเป็นผู้หญิงอยู่บ้างมั้ยมากกว่า" 



     เฮเลน่าหันมายิ้มแหยให้ชายวัยกลางคนที่ยืนมองเธอ สายตาที่คมกริบดุจสัตว์ร้าย  เหมือนดั่งมังกรตัวใหญ่ที่คอยจับจ้องเหยื่ออันโอชะของมันกลับอ่อนโยนจนคนรอบข้างยังรู้สึกถึงได้  คนที่รู้จักผู้ชายคนนี้ดีจะรู้ได้ทันทีว่าเขาคนนี้ไม่เคยแยแสมองเพศตรงข้ามหรือสตรีหน้าไหนทั้งนั้น แม้แต่สถานที่อับโคจร เหล่าสถานบันเทิงทางกามอารมณ์มันก็ไม่เคยอยู่ในภาพสะท้อนเรตินาเขาเลยสักนิด ผิดกับเด็กสาวคนนี้   

 



    คนรอบข้างอาจสงสัยในแววตาที่เขาใช้มองเธอก็จริง แต่อย่าว่าแต่คนรอบข้างหรือคนทั้งญี่ปุ่นเลยแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจแน่ใจในความรู้สึกของตนได้เช่นกัน ใครจะไปคิดว่าคนอย่างเขา คนอย่าง..... 



   'ริว คาซึมะ' ยากูซ่าระดับประธานรุ่นที่4 แห่งแก็งค์โทโจไค ฉายาที่ผู้คนต่างตั้งให้ด้วยความนับถือและหวาดหวั่นในตัวเขา  'มังกรแห่งโคจิมา' 



   

ใช่ คนอย่างเขานี่แหล่ะ คนที่มือเปื้อนเลือดมาตลอดเกือบทั้งชีวิต จะต้องมามีความรู้สึกที่เรียกว่า ถูกชะตา หรือ อาจจะเรียกได้ว่า หลงรัก ยัยเด็กตัวกระเปี๊ยกคนนี้ เด็กตัวแสบที่เป็นน้องสาวของฆาตกรที่ฆ่าเพื่อนรักของเขา 




"งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะคิริว  วันนี้เป็นวันสำคัญของครอบครัวด้วยหนูต้องรีบไปรีบกลับน่ะค่ะ 




"ฉันรู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร ฉันขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวเธออีกครั้งหนึ่งนะเฮเลน่า ขอโทษที่วันนั้นฉันไปร่วมพิธีด้วยไม่ได้จริงๆ" 





"ไม่เป็นไรค่ะ" เฮเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงจนน่าใจหาย "หนูรู้ว่าทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบและกระทำ ไม่เป็นไรนะคะหนูไม่ได้โกรธเคืองอะไรคุณเลย" 




"ขอบใจนะ อ่า..นี่ก็เสียเวลามามากแล้วเธอควรไปได้แล้วล่ะฉันเองก็ต้องไปทำธุระทางจังหวัดทางใต้เหมือนกัน" 





"ค่ะ ไว้หนูกลับอังกฤษแล้วจะติดต่อมานะคะอาจจะเป็นช่วงก่อนเปิดเทอม" เธอยิ้ม "รักษาตัวนะคะคิริว ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยหนูจากพวกพ่อมดแม่มดวัยชราพวกนั้น" 




"อืม มันเป็นหน้าที่ขององครักษ์พิทักษ์เด็กตัวแสบอย่างฉันอยู่แล้ว..."เขายิ้มตอบ ขยี้หัวเด็กสาวอย่างหมั่นเขี้ยวก่อนจะโบกมือลาเมื่อเธอก้าวขาเข้าไปยังเตาผิงที่เขาเองก็พอรู้ถึงวิธีการใช้มันมาจากเหล่าคนพวกนี้รวมถึงตัวเด็กนั่นเองด้วย    




    คิริวได้แต่ยืนมองดูเธอเคลื่อนย้ายเดินทางด้วยเครือข่ายผงฟลูอะไรนั่นจนเธอหายวับไป หลังจากนั้นไม่นานตัวเขาเองก็เดินออกจากร้านที่เข้ามาด้วยกันกับคนพึ่งจากเมื่อไม่นานมานี้ รถเก๋งสีดำติดฟิมล์สีเข้มและอาจจะเป็นกระจกกันกระสุนทั้งคันขับมาจอดเทียบฟุตปาธทางเดิน  ก่อนที่คนในรถฝั่งคนขับจะรีบพุ่งตัวลงมาจากรถ อ้อมหน้ารถมาเปิดประตูรถด้านหลังคนขับให้กับชายร่างสูงในชุดสูทสีเทาที่ยังคงไม่ละสายตาไปจากประตูร้าน 



"ขออภัยที่มาช้าครับท่าน" 



"ช่างมันเถอะ" เขาตอบเสียงเข้มมือล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเอาเข็มกลัดสังกัดของแก๊งค์มาติดกลับที่ปกเสื้อสูทตามเดิม บุคลิกท่าทางของคิริวในตอนนี้ต่างจากตอนอยู่กับเฮเลน่าราวกับคนละคน "รีบไปโรงแรมที่นัดท่านสมุหนายกไว้ ฉันไม่อยากทำให้ตาแก่นั่นต้องรอนาน" 



"ครับท่าน" 

 




* 

       

นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา



    สภาเวทมนตร์มาคูซา


          

       เฮเลน่าเดินทางโดยใช้เครือข่ายผงฟลูที่เป็นสถานที่ที่พวกผู้วิเศษตั้งให้ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นมาถึงอเมริกา อันที่จริงกฎการเดินทางของเหล่าผู้วิเศษมันก็มีหลายวิธีที่จะข้ามจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ยิ่งกาลเวลาเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ไม่ใช่แต่พวกมักเกิ้ลหรือโนแมจเท่านั้นที่จะเปลี่ยนไป แต่พวกวิวัฒนาการและเทคโนโลยีต่างๆ มันก็ส่งผลสืบทอดมาถึงชุมชนสังคมเหล่าผู้วิเศษไม่ต่างกันอาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่าสังคมพวกผู้วิเศษทีทะนงตนว่าอยู่สูงกว่าใครในอเมริกานี้จะยอมรับอิทธิพลของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันได้มากแค่ไหน  




   ณ ชั้นใต้ดินของสภาเวทมนตร์มาคูซา 


    เฮเลน่าก้าวขาออกมาจากลิฟต์เก่าตัวหนึ่ง มันเป็นตัวเชื่อมระหว่างสถานที่เวทมนตร์ในแต่ละที่เข้าด้วยกันและแน่นอนว่าการมาเยือนของเธอได้ถูกแจ้งไปยังระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่แล้วก่อนหน้านี้เพราะถ้าหากยังไม่มีการแจ้งเตือนเธอคงไม่ได้ก้าวขาแม้แต่ข้างเดียวออกมาจากเจ้าลิฟต์เก่าตัวนี้ได้อย่างแน่นอน 




เด็กสาวเดินมาตามทางเดินเพื่อไปยังที่ที่ได้นัดหมายกับท่านประธานไว้ ระหว่างทางก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเดินฝ่าผ่านพนักงานในสถานที่นี้มากมาย แต่ส่วนมากทุกคนจะเบนสายตาจากงานหรือภาระหน้าที่ที่ตนกำลังทำมามองเธอมากกว่าจะสนใจกับงานตรงหน้าของแต่ละคนนะ หรือเพราะเธอยังเด็กเกินไปที่จะมายังสถานที่สำคัญแบบนี้  เฮเลน่าได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายออกมาแล้วรีบจ้ำไปยังจุดนัดหมายให้เร็วกว่าเดิมเพราะเธอเองก็ไม่ได้อยากอยู่ในสภาวะถูกตกเป็นเป้าสายตาแบบนี้สักเท่าไหร่หรอกนะ 

 

 




แต่ก็แหงล่ะเธอเริ่มชินกับสายตาของพวกผู้ใหญ่ที่ชอบทำตัวว่าตัวเองแน่กว่าคนอื่นแล้ว ตั้งแต่เข้าไปฝึกงานในกระทรวงเวทมนตร์นั่น และไม่ว่าจะที่นี่หรืออังกฤษเธอก็ถูกมองเป็นเด็กเมื่อวานซืนจอมจุ้นจ้านอยู่แล้วนี่ 

 




"เอ่อ สวัสดีค่ะดิฉันมาพบท่านประธาน เซราฟิน่า พิกเคอรี่ น่ะค่ะ!" เธอกล่าวกับหญิงสาววัยกลางคนที่นั่งประจำอยู่ตรงโต๊ะทำงานหน้าห้องที่มีประตูไม้บานใหญ่อยู่ด้านข้าง  



"ค่ะ ใช่คุณสเนปหรือเปล่าคะ? 




"ใช่ค่ะ ดิฉัน เฮเลน่า สเนป ที่ท่านประธานนัดให้นำเอกสารเกี่ยวกับการแพทย์และตัวยามาให้ในวันนี้ค่ะ" 




"งั้นเชิญด้านในเลยค่ะท่านประธานกำลังรอพบคุณอยู่" หญิงสาวคนนั้นลุกขึ้นแล้วเปิดประตูบานนั้นก่อนจะกล่าวกับบุคคลด้านในว่า "ขออนุญาตค่ะท่านประธาน คุณสเนปมาขอพบท่านค่ะ" 




"เชิญเธอเข้ามาเลย" 




"ค่ะ..." หญิงสาวน้อมรับคำ หันมาบอกให้เฮเลน่าเข้าพบบุคคลในห้องได้ 



"เชิญค่ะ.." 




"ขอบคุณนะคะ" 

 



เฮเลน่าเดินเข้าไปหลังได้ยินคำกล่าวอนุญาตจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงที่สุดในสถานที่แห่งนี้  


"ขออนุญาตค่ะท่าน!" 




"ฉันกำลังรอเธออยู่พอดีเลยมิสสเนป... 




"เอ่อคือถ้าไม่เป็นการรบกวนท่านจนเกินไป เรียกชื่อดิฉันก็ได้นะคะ" 




"ฉันถนัดเรียกเธอแบบนี้มาหลายปีจะให้หุนหันเปลี่ยนมาเรียกชื่อเลยคงจะไม่สะดวกนัก เอาไว้โอกาสหน้าหากได้พบกันฉันจะลองเรียกดูนะ" 



"ค่ะ" 




"คงไม่โกรธกันใช่มั๊ย?" 




"ไม่ค่ะ" เฮเลน่ารีบตอบกลับอย่างเกรงใจ "ไม่เลย" 




"เอาล่ะเพื่อที่เธอจะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้ ฉันขอเอกสารในมือเธอได้ไหม" 




"นี่ค่ะ" เฮเลน่ายื่นเอกสารที่นำมาให้หญิงมากวัย เธอรับมันมาแล้วเปิดมันอ่าน. 

เป็นเวลาหลายนาทีที่ประธานพิกเคอรี่กำลังจดจ่อตั้งใจอยู่กับตัวหนังสือในแฟ้มเอกสารตรงหน้า มือพลิกหน้ากระดาษอ่านกลับไปมาวนซ้ำอยู่หลายครั้ง และนั่นก็ทำให้เฮเลน่าได้รับรู้ถึงนิสัยของหญิงที่สูงศักดิ์ที่สุดในที่นี้ว่าเธอเป็นคนมีระเบียบ รอบคอบอย่างมากเลยทีเดียว ดูท่าเธอจะเป็นคนเคร่งครัด รักษากฎระเบียบอำนาจเสียยิ่งกว่าอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์คนปัจจุบันของเธอหลายเท่าเลย  




"อืม งานละเอียดดีมากไม่มีอะไรตกหล่นเลยแม้แต่น้อย ฉันนับถือการทำงานของพ่อเธอจริงๆมิสสเนป เขาเป็นคนเก่งมีความสามารถ ฉันขอชื่นชมจากใจจริง" 




"ขอบคุณมากนะคะที่กล่าวชมคุณพ่อ เดี๋ยวกลับไปดิฉันจะบอกคำชื่นชมของท่านประธานให้คุณพ่อฟังเองค่ะท่านต้องดีใจมากแน่ๆ" 




"แต่ฉันว่าตรงข้าม"  หญิงมากวัยกล่าวเสียงหัวเราะในลำคอ "คนบุคลิกนิสัยอย่างพ่อเธอน่ะ เขาคงไม่มารู้สึกยินดียินร้ายกับคำขอบคุณจากคนไกลตัวอย่างฉันหรอก ฉันเองก็เคยได้ยินประวัติเขามาได้ยินมาว่าแม้แต่คนใกล้ตัวและทรงอำนาจอย่าง อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ในอดีตเองก็ไม่ถูกไว้หน้าเหมือนกัน และยิ่งในเวลานี้เขาคงไม่มารับฟังอะไรทั้งนั้น ฉันพูดถูกมั้ยมิสสเนป?" 





"คุณพูดถูกทุกอย่างค่ะท่านประธาน..." เฮเลน่าก้มหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากเดิม "ตั้งแต่คุณแม่จากไปคุณพ่อก็เอาแต่โทษตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นความผิดของตัวเอง ทุกวันนี้เขาไม่เหมือนศาสตราจารย์สเนปที่แสนเย็นชาคนนั้นอีกเลย วันๆเอาแต่กินเหล้าบางทีก็หมดสติไปกลางผับกลางบาร์เลยก็มี คนที่ไม่เคยแม้แต่จะแตะของมึนเมา คนที่ไม่เคยแม้แต่จะเข้าสถานที่อับโคจรเหล่านั้นกลับมาหมกมุ่นอยู่กับมันเข้าออกวันเว้นวันจนแทบเป็นบ้านหลังที่สองของเขาไปแล้ว" 





"การสูญเสียสิ่งที่ตนรักทั้งสิ่งของและสิ่งมีชีวิตมันก็ยากนักที่จะทำใจให้ลืม ยิ่งเป็นคนที่ตัวเองรักและอยู่เคียงข้างกันมาจนสร้างรากฐานสร้างครอบครัวมาด้วยกัน ฉันเข้าใจนะว่าพ่อเธอเจ็บปวดมากแค่ไหน และฉันเองก็ขอยกย่องการเสียสละของมิสเกรนเจอร์ แม่ของเธอที่ยอมสละยกหัวใจของตัวเองให้กับพ่อเธอ อาการป่วยของพ่อเธอที่พวกโนแมจ ไม่สิ พวกมักเกิ้ลเรียกว่า....-" 





"โรคลิ้นหัวใจรั่ว" เฮเลน่ายิ้มเศร้า "ในวันนั้นคุณพ่อเป็นหนักมากจนต้องหามส่งโรงพยาบาลเซนต์มัโก อาการเข้าขั้นโคม่าเป็นตายเท่ากันถ้าไม่ได้รับการปลูกถ่ายเปลี่ยนหัวใจใหม่คุณพ่อก็ต้องตาย คุณหมอพยายามหาหัวใจที่สามารถแทนกันได้แต่ก็ไม่มีเลย จนกระทั่งคุณแม่...ฮึก.." 





"พอเถอะ ไม่ต้องร้องไห้" ประธานพิกเคอรี่ลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมายังเด็กสาว ลูบหัวเธอเบาๆเพื่อปลอบประโลม "ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้กันอีกแล้วนะ ฉันผิดเองที่เป็นฝ่ายเริ่มมันขึ้นมา ความตายมันต้องมาเยือนสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกไม่เว้นแม้แต่ผู้วิเศษ เพียงแต่มันจะมาช้าหรือเร็วเท่านั้น" 





"ขอโทษนะคะที่ทำตัวขี้แยเป็นเด็กไม่รู้จักโตแบบนี้ต่อหน้าท่าน" เฮเลน่าใช้แขนเสื้อสูทที่คลุมไหล่มาเช็ดน้ำตาที่ไหลอยู่บนใบหน้าออกลวกๆอย่างเร่งรีบเพื่อไม่ให้เป็นการหน้าเกียจไปมากกว่านี้ 




"ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจเธอ ตัวฉันเองก็เคยอยู่จุดนี้มาก่อน" 




"ค่ะ ขอบคุณนะคะ" 




"จริงสิ มิสสเนป" ประธานพิกเคอรี่เอื้อมตัวหยิบแฟ้มเอกสารเดิมมาจากโต๊ะแล้วส่งมันให้กับเธออีกครั้ง 




"?!" 




"ฉันเซ็นต์รับเอกสารนี้แล้วนะ เพียงแต่มันยังต้องผ่านการรับรองจากใครอีกคนในที่นี้ที่มีตำแหน่งสูงรองจากฉัน ห้องทำงานของเขาเดินลงไปอีกชั้นหนึ่งฝั่งขวา 




"เอ๊ะ?! แต่ว่า....-" 





"ฉันมีประชุมด่วนแล้วนี่ก็เสียเวลามากหลายนาทีแล้ว เอาเป็นว่าฉันรบกวนเธอด้วยนะมิสสเนป หลังจากนั้นเธอจะเดินทางกลับอังกฤษเลยก็ได้ ส่วนแฟ้มเอกสารนั่นเดี๋ยวคนที่รับต่อจากฉันเขาก็เก็บไว้เอง ไม่ต้องห่วง ฉันขอตัวก่อน..." ว่าจบหญิงมากวัยเจ้าระเบียบก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่เฮเลน่าจะได้ทักท้วงปฏิเสธอะไรออกไปเลยแม้แต่คำเดียว  

 



"ถึงจะบ่นทักท้วงไปก็ใช่ว่าจะได้คำตอบตกลงมาซะเมื่อไหร่" เฮเลน่าถอนหายใจอีกครั้งในรอบวัน "เฮ้อ...ทำๆไปเถอะจะได้รีบกลับคนทางนั้นยิ่งน่าเป็นห่วงอยู่ด้วย" 

 




    พอคิดได้อย่างนั้นเธอก็เดินออกมาจากห้องทำงานของประธานสภาเวทมนตร์มาคูซาแล้วเดินลงบันไดไปหนึ่งชั้นตรงไปยังห้องฝั่งขวาที่ได้รับคำบอกมา  ร่างบางเดินดิ่งตรงไปยังประตูบานใหญ่ที่ในสายตาเธอคิดว่ามันใหญ่รองจากห้องทำงานของประธานพิกเคอรี่อยู่ระดับหนึ่งแต่ก็นับว่าใหญ่กว่าห้องทำงานอื่นโดยรอบล่ะนะ  





    เธอตั้งใจจะเคาะประตูในตอนแรกหลังเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง แต่ครั้นนึกถึงและเป็นห่วงคนที่บ้านยิ่งกว่าจะมารักษามารยาทในตอนนี้ เฮเลน่าจึงตัดสินใจบิดลูกบิดประตูเข้าไปแต่ก็รักษาความเบาและไม่ออกแรงจนเกินไปเพื่อทำให้เจ้าของห้องด่าหรือไล่ออกมาว่าเธอเสียมารยาท  




"ขอโทษนะคะที่เข้ามาโดยพละกาล! ดิฉันนำเอกสารมาจากท่านประธาน....-!!!" 




คำกล่าวที่เตรียมไว้รวมถึงคำขอโทษกลับไหลคืนกลับลงไปในลำคอ เด็กสาวขมวดคิ้วจ้องมองภาพเบื้องหน้าอย่างงุนงงและตกใจจนเกือบล้มทั้งยืนไปแล้วหากไม่ดึงสติตัวเองกลับมา คนที่อยู่ในฐานะดำรงตำแหน่งรองจากประธานพิกเคอรี่นั่งอยู่บนโซฟากลางห้อง 



แต่บนตักของเขาที่น่าจะว่างเปล่าหรืออาจจะมีหนังสือพิมพ์หรือจะอะไรก็ตามแต่วางอยู่ กลับมีหญิงสาวหุ่นอวบสะบึมคนหนึ่งกำลังนั่งจับจองที่นั้นไว้ การแต่งเนื้อแต่งตัวของเธอคล้ายกับพวกที่เธอก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าคืออาชีพอะไร และยิ่งกว่านั้นคือเจ้าของห้องกำลังจูบอยู่กับเธอจนกระทั่งเฮเลน่าเปิดประตูเข้ามา  





ตอนแรกเธอยังไม่เห็นหน้าเจ้าของห้องชัดนัก แต่ก็พอเดาได้ว่าเป็นผู้ชายแน่ๆ เดาจากการแต่งกายด้วยชุดสูทและรองเท้าหนังหัวแหลมขัดดำมันเงา สภาพห้องที่ไม่ได้จัดว่าเป็นระเบียบนักแฟ้มเอกสารต่างๆ แผ่นกระดาษอีกมากมายกระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะไปหมด และกลิ่นบุหรี่ที่เธอรู้สึกคุ้นกับกลิ่นนี้อย่างน่าประหลาด  

 

 



       แต่ครั้นพอสายตาคู่สวยเหลือบเห็นป้ายชื่อตำแหน่งของเจ้าของห้องที่วางอยู่ริมโต๊ะทำงานใกล้กับขอบโต๊ะดวงตาของเธอก็พลันต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างที่สุด..... 

 

 




เพอร์ซิวัล เกรฟส์ 

ผู้บัญชาการด้านความปลอดภัยเวทมนตร์และหัวหน้ากองบังคับควบคุมกฎหมายเวทมนตร์แห่งมาคูซา 

 

 





      หัวใจของเฮเลน่าแทบล่วงลงไปกองอยู่กับพื้น แต่เธอก็ยังฝืนความคิดตัวเองว่านี่อาจจะเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่คนที่เธอกำลังคิดอยู่ก็เป็นได้ ใครสักคนที่ใช้คาถาเปลี่ยนร่างหรือน้ำยาสรรพรสที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่ากับที่คุณพ่อของเธอปรุงเพื่อเปลี่ยนร่างกลายสภาพเป็นเจ้าของชื่อบนป้ายชื่อนี้  





แต่ก็อีกนั่นแหละโชคชะตามักกลั่นแกล้งเธอเสมอ ทุกสิ่งอย่างอาจจะเป็นอย่างนั้นถ้าหากเธอวางแฟ้มเอกสารในมือลงแล้วก้าวออกจากห้องนี้ไปในทันทีก่อนหน้านี้ 





   เจ้าของห้องที่กำลังไซร้ซอกคอสนุกอยู่กับร่างอวบอิ่มของหญิงสาวบนตักพลันต้องหยุดชะงักการกระทำทั้งหมด เขาแทบตวาดใส่ผู้บุกรุกเข้ามาขัดจังหวะ ซ้ำร้ายยังเข้ามาอย่างไร้มารยาทที่จะเคาะประตูห้องอีกต่างหาก 




"มารยาทไม่มีรึไง ทำไมไม่เคาะประตูก่อนเข้ามา" ถึงจะพูดออกมาอย่างนั้นก็ตามแต่เขาทั้งคู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะผละออกจากกัน จนเฮเลน่าที่ยืนทนอยู่นานเริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป 





"ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะที่เข้ามาขัดจังหวะการทำงานหนักของท่านผู้อำนวยการรักษาความปลอดภัย" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ดิฉันนำเอาเอกสารมาจากท่านประธานมาให้ท่านค่ะ" 

 




     แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เด็กสาวที่ตกใจ เจ้าของห้องเองก็แปลกประหลาดใจไม่ต่างกันเมื่อละสายตาจากร่างบนตักแล้วมาเห็นคนไร้มารยาทที่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา ซ้ำร้ายยังยืนมองตัวเขากับลีลาอันยั่วยวนของหญิงสาวบนตักนี่ตาค้างอยู่หน้าห้อง  

 



  อาจเป็นเพราะระยะเวลา กาลเวลาที่ผ่านมานานนับหลายปีทำให้ชายร่างสูงเจ้าของห้องทำงานนี้ไม่ทันได้ตั้งตัว แต่พอทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบและเมื่อได้ฟังน้ำเสียงของแขกผู้บุรุกคนนี้มันก็ทำให้เขาเริ่มรู้สึกบางอย่างขึ้นมา และทุกอย่างมันก็กระจ่างแจ่มแจ้งทันทีที่สัมผัสอันว่องไวกว่ามนุษย์ของเขาทำงาน  

 



กลิ่นนี่.... 

 



น้ำเสียงแบบนี้.... 

 



หรือว่า..... 

 

 



    ยิ่งได้จ้องมองดวงตากลมโตคู่สวยที่เริ่มหมองลงอย่างเห็นได้ชัดตรงหน้ามันยิ่งทำให้เขารู้สึก ใบหน้าที่คุ้นเคยถึงแม้จะผ่านมานานเท่าไหร่ก็ตาม และทุกอย่างมันก็มาถึงจุดของมันเมื่อเด็กสาวตรงหน้าตัดสินใจที่จะวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของเจ้าของห้องแล้วหันหลังตั้งท่าจะออกไปจากห้องโดยทันที 

 



   หลังจากยืนอึ้งสนิทอยู่ได้เกือบหลายนาทีเฮเลน่าก็เริ่มดึงสติกลับมาได้มากกว่าเดิมแล้ว ก่อนจะเอ่ยประโยคบอกกล่าวขอโทษออกมาที่ฟังดูจะคล้ายประชดแดกดันกันเสียมากกว่า 


"ขอโทษอีกครั้งนะคะ ไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะ ไม่คิดว่าจะมารบกวนตอนท่านทำงาน หนัก 

 




    ขาเรียวยาวพร้อมกับการทิ้งลงน้ำหนักไปยังรองเท้าส้นสูงทรงบู๊ทสีขาวทำให้มีเสียงตกกระทบกับพื้นสถานที่ตามจังหวะการถอยหลังของอีกฝ่ายก่อนที่จะงับบานประตูให้ปิดลง และวินาทีนั้นเองที่ชายเจ้าของห้องนั่งไม่ติดที่นั่งตนอีกแล้ว  



"เฮเลน่า!!!" 




   ชายร่างสูงลุกพรวดออกจากที่นั่งแทบจะทันทีเขาผลักร่างบนตักจนหล่นลงไปกระแทกแผ่อยู่บนพื้นห้องทำงานและตามมาด้วยเสียงหวีดร้องอย่างขัดใจ แต่เขาก็หาได้สนใจเสียงนกเสียงกาพวกนี้ไม่ เพราะตอนนี้สิ่งที่เขากำลังให้ความสนใจมากกว่าอะไรทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมานั้นกำลังจะจากเขาไป  




เขาแน่ใจแล้วว่าเด็กที่บุกรุกเข้ามาในห้องทำงานเขาวันนี้พร้อมกับเอกสารนั่นคือคนที่เขาพยายามอยู่ห่างจากเธอมาตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา  





  แต่มาวันนี้เขาได้มาพบกับเธออีกครั้งทั้งที่อยู่ห่างกันขนาดนี้ ในเมื่อชะตาขีดเส้นให้เขามาพบกับเธออีกครั้งเขาก็จะขอน้อมรับชะตานั้นไว้ในกำมืออย่างไม่มีข้อโต้แย้ง 

 




   

      เสียงตะโกนเรียกชื่อจากผู้อำนวยการมือปราบมารที่เดินลิ่วไล่หลังเด็กสาวอีกคนตรงหน้ายังไม่ลดละความพยายามที่จะตามเธอให้ทัน ทำให้เหล่ามือปราบมารในสำนักงานหรือแม้แต่แผนกเจ้าหน้าที่อื่นในสภาเวทมนตร์ที่ทั้งคู่ผ่านต่างหลีกทางให้กับทั้งสองคน 



"เฮเลน่า ฟังฉันก่อน!" 



ไม่มีเสียงตอบกลับใดใดจากบุคคลตรงหน้าที่เริ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นถึงจะขัดกับความยาวของขาตัวเองก็ตามแต่เธอก็ยังพยายามหนีไปให้ห่างจากคนข้างหลังนี่ให้ได้มากที่สุด 



"ไม่น่าเลยเรา ไม่น่าหาเรื่องเข้าไปเลย" 





"หยุดเดินแล้วมาคุยกันดีดี อย่าให้ฉันต้องใช้วิธีนั้นกับเธอนะ!" 




แต่ดูท่าจะไม่ได้ผล เฮเลน่ายังคงเร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวไปเร็วกว่าเดิมเสียอีก และนั่นเองที่ทำให้ชายผู้ทรงอำนาจอีกคนในที่นี้เริ่มทนไม่ไหว เขาหยุดเดินแล้วใช้วิธีนั้นที่ว่าทันที  

 



   เฮเลน่าที่มัวแต่เดินไปข้างหน้าจนลงไปยังชั้นใต้ดินเพื่อตรงไปยังลิฟตตัวเดิม อีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงลิฟต์ตัวนั้นที่จะพาเธอกลับบ้านแล้ว  


แต่ทว่า... 



พลั่ก! 




ธอก็ชนเข้ากับบางอย่างอย่างแรง และกว่าจะรู้ตัวว่าชนเข้ากับอะไรก็เมื่อถูกคว้าข้อมือจับเหวี่ยงใส่ผนัง สิ่งที่ยึดข้อมือเธอไว้ยึดตรึงข้อมืออีกข้างที่เหลือ ตอนนี้ตาประสานตา ลมหายใจของแต่ละฝ่ายแทบจะได้ยินถึงกันและกัน 



"ปล่อยนะ! ท่านผู้อำนวยการ" เฮเลน่าพยายามดิ้นรนแต่ก็ไร้ผล 




"ฉันรู้ว่านี่คือเธอ เฮเลน่า สเนป เด็กน้อยของฉัน" 




"ผิดแล้วค่ะ ฉันไม่ใช่ของของใครแล้วก็ไม่ใช่เด็กของคุณด้วย เกรงกว่าคุณคงจำคนผิดแล้วบล่ะค่ะ แล้วก็ช่วยกรุณาปล่อยดิฉันด้วยทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย 




"ไม่มีทาง! ถึงรูปร่างหน้าตากับส่วนสูงของเธอจะเปลี่ยนไปตามวัยก็ตามแต่กลิ่นของเธอสัมผัสของเธอมันไม่เคยเลือนหายไปจากฉันเลยแม้แต่น้อย" เขาขยับตัวเข้าหาเธอมากขึ้นจนเกือบชิดกัน 




"นี่ปล่อยนะ!" 




"เฮเลน่า ฉัน....-" 





"อย่ามาเรียกชื่อกันพล่อยๆนะ เราไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยแม้แต่สักครั้งที่ดิฉันจะรู้จักกับคุณ ท่านผู้อำนวยการ คุณไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมในห้วงความคิด ในชีวิตของฉันเลยสักครั้ง และมันก็จะไม่มีวันมีวันนั้นด้วย" 




"หยุดนะเฮเลน่า!! ถ้าจะโกรธเรื่องที่ผ่านมาฉันไม่ว่า แต่อย่ามาลามปามก้าวร้าวกับคนอย่างฉัน ระวังคำพูดหน่อยยังไงฉันก็อายุมากกว่าเธอหลายเท่า"  เกรฟส์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ ท่าทางเอาจริงไม่มีการหยอกล้อซึ่งนี่มันต่างจากเขาคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก คล้ายกับมีรังสีอมหิตแผ่ซ่านออกจากตัวเขาทุกอย่างดูอึดอัด น่ากดดันจนน่าใจหายไปหมดในเวลานี้





"คุณมันไม่ใช่คน คุณมันเป็นปีศาจ ปีศาจที่ชั่วร้ายไร้หัวใจไร้ความรู้สึก เห็นชีวิตคนอื่น เห็นความรู้สึกคนอื่นเป็นของเล่นแก้เบื่อ ฉันไม่มีวันอยากรู้จักกับคุณ ไม่มีวันจะยอมรับปีศาจที่แสนชั่วช้าอย่างคุณแล้วก็จะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาดด้วย!" 





  เพราะความโมโหที่พุ่งสูงสุดแทนที่สติที่จะคิดพินิจสถานการณ์ตรงหน้าทำให้เฮเลน่าเผลอโพล่งทุกอย่างออกไปเพื่อหวังเพียงจะให้ตัวเองชนะอีกฝ่ายให้ได้โดยไม่ได้คำนึงคิดถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียวว่าคำของตัวเองที่พูดออกไปทั้งหมดในประโยคนั้นมันจะแทงใจดำคนฟังแค่ไหน 

 




  "!!!!!"  และนั่นก็เป็นประโยคเดียวที่เธอได้เอ่ยออกไปเพราะทันทีที่กล่าวจบประโยค ริมฝีปากของเกรฟส์กดลงมาปิดปากของเธอไว้ ไม่มีเสียงพูดคุย เสียงสนทนาทะเลาะอีกนับแต่นั้น มีเพียงแต่เสียงอู้อี้ในลำคอท่ามกลางความตกตะลึงของพนักงานภายในแผนกชั้นล่างที่มองเห็นทุกอย่าง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะพ่นลมหายใจออกมาแม้จะเพียงบางเบาก็ตาม  

 



    ทุกสิ่งเงียบสนิทเหมือนถูกกดปุ่มให้หยุดลงจนเสี้ยววินาทีที่เฮเลน่าใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักร่างสูงของชายตรงหน้าออกแล้วใส่หมัดซัดเข้าที่มุมปากเขาอย่างแรงและแม่นยำตรงจุด เสียงหมัดกระทบกับริมฝีปากดังสนั่น ปากของชายผู้สูงศักดิ์ทั้งในโลกนี้และโลกที่ไร้ซึ่งใครจะรับรู้ว่ามีอยู่จริงนั้นแตกออกเลือดไหลซึมลงมาจนถึงคอปกเชิ้ตขาว ดูเหมือนมันจะเป็นแผลใหญ่มากกว่าเล็กจนคนลงมือเองยังตกใจ  






เกรฟส์ปาดเลือดบนมุมปาก ดูท่าว่าความเจ็บจะทำให้สติของเขากลับมาและทำให้อารมณ์เริ่มเย็นลง สายตาคู่คมเหลือบมองร่างคนลงมือที่ยืนตัวสั่นทำหน้าเหมือนจะรู้สึกผิดในการกระทำของตนเอง ก่อนวางมือลงบนกำแพงระหว่างเด็กสาว 





"รู้มั้ยทุกครั้งเวลาฉันมองเธอ ฉันเห็นสิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดอยู่ข้างในดวงตาคู่นี้ สิ่งที่ฉันคาดหวังอยากเป็นเจ้าของมากที่สุดมันอยู่ตรงหน้าฉันเสมอมาเฮเลน่า แต่ถ้าฉันลงมือทำมันลงไปแล้วมันจะเป็นยังไง แค่นี้เธอยังมองฉันเป็นคนชั่ว เป็นปีศาจที่ชั่วช้าไร้หัวใจไร้ความรู้สึก และถ้าฉันเผลอทำมันลงไปมันคงแย่ยิ่งกว่านั้นมากสินะ เธอคงไม่มีวันให้อภัยฉันไปได้อีกตลอดกาล" 




".................." 





"เพราะแบบนี้พวกสตรีเพศเหล่านั้นถึงถูกหิ้วมายังไงล่ะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันต้องหาที่ลงหาที่ระบายเพื่อที่ฉันจะได้ไม่ฟุ้งซ่านนึกถึงเธอ ฉันอยากเจอเธอ ฉันคิดถึงเธอนะเฮเลน่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปีฉันเฝ้ามองเธอมาตลอด ตั้งแต่วันที่ฉันเลือกจะก้าวออกมาจากห้วงชีวิตของเธอ การที่ได้เฝ้ามองดูเธออยู่ไกลๆมันฟังดูแล้วเหมือนฉันคงจะมีความสุขใช่ไหม" เขากระตุกยิ้ม "แต่เปล่าเลยมันกลับกลายเป็นว่าฉันอยากเข้าใกล้เธอมากขึ้น มีเรื่องราวมากมายหลังจากที่ส่งเธอกลับมา ทั้งดีทั้งร้ายเฮเลน่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมันเกินกว่าคำว่ามีชีวิต และจวบจนถึงตอนนี้สิ่งที่ฉันกำลังเป็นอยู่มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป" 






"คุณบอกว่าคุณเฝ้ามองฉันมาตลอด ถ้าอย่างนั้นคุณคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ เรื่องที่ทำให้ครอบครัวของเราต้องสูญเสียคุณแม่ไป กับสิ่งที่คุณพ่อต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้" 





"ใช่ ฉันรู้...." 




"คุณรู้?" น้ำเสียงของเฮเลน่าเริ่มแข็งขึ้นต่างจากตอนแรกที่เงียบมาตลอด "แต่คุณก็ยังเฉยหรอคะ คุณมองดูการสูญเสียของฉันได้อย่างหน้าตาเฉยงั้นเหรอ มองดูคุณแม่ตายไป มองดูคุณพ่อต้องเจ็บปวดเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น นี่น่ะหรอที่ว่าห่วง ถ้าคุณห่วงจริงคุณคงไม่ปล่อยให้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นกับครอบครัวของคนที่คุณเป็นห่วงนักหนาหรอกค่ะ" 




"เฮเลน่า ฟังฉันก่อน...." 




"ไม่!" หมัดเล็กๆทุบเข้าที่อกเกรฟส์อย่างแรงจนเขาถึงกับเซไปด้านหลังแต่ก็ยังยึดตัวไว้ "คุณมันใจร้าย ปีศาจที่ไร้หัวใจแบบคุณน่ะเหรอจะมาเข้าใจความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตต่างโลกอย่างพวกเรา ปีศาจอย่างคุณนั่งทนมองดูคนรู้จักตายไปได้หน้าตาเฉยแบบนั้น นี่น่ะเหรอคะที่บอกว่าห่วงกัน ที่บอกว่าคอยเป็นห่วงคอยดูอยู่ตลอด เรื่องโกหกทั้งนั้น" 






"ฉันไม่ได้โกหก ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วยมิสเกรนเจอร์ ฉันอยากช่วยเพียงแต่พลังของฉันมันใช้ไม่ได้เหมือนตอนนั้นอีกแล้ว อย่างที่ฉันบอก หลังฉันส่งเธอกับครอบครัวเธอกลับมายังโลกของเธอแล้วฉันก็ตัดสินใจจะออกไปจากชีวิตเธอ"  




"....................." 




"แต่ตอนนั้นฉันก็ถูกทรยศโดยคนที่ฉันไว้ใจที่สุด พลังของฉันสูญไปจนแทบไม่เหลือ เธอคิดว่าฉันไม่อยากช่วยแม่เธอรึไง ทั้งพ่อแม่เธอฉันอยากช่วย ฉันอยากยื่นมือเข้าไปช่วยมากแค่ไหนเธอรู้บ้างไหม แต่ฉันทำไม่ได้ ทุกวันนี้ฉันอยู่ได้ด้วยพลังเวทมนตร์ ใช้ชีวิตเป็นพ่อมดคนหนึ่งโดยปิดกั้นพลังภายในของตัวเองไว้ ฉันต้องฆ่าคนเพื่อดื่มเลือดประทังชีวิต เพื่อสะสมพลังให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ใช่ก็ขอให้มันใกล้เคียง และผู้หญิงในห้องที่เธอเห็นก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของฉัน ฉันอยากช่วยครอบครัวเธอ ฉันไม่อยากเห็นน้ำตาของเธอเฮเลน่า เพราะมันทำให้ฉันคลั่งทุกครั้งที่ฉันเห็นมัน" 




".................." 




"เพราะฉะนั้นเธอช่วยยกโทษให้ฉันแล้ว.....-" 





"พอเถอะค่ะมันจบแล้ว ทุกอย่างระหว่างฉันกับคุณ" เฮเลน่ากล่าว เธอพยายามฝืนทุกอย่างในตัวเองไม่ให้ความรู้สึกของเธอทะลักออกมาให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตอนนี้เธอแทบจะทรงตัวให้ยืนไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว 




"ไม่ มันยังไม่จบ ถ้าหากเรา.....-" 




"มันจบตั้งแต่วันนั้นแล้วค่ะ ตั้งแต่วันที่คุณไล่ฉันให้กลับมา คำพูดคำนั้นของคุณมันยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำของฉันไม่มีวันเลือนหาย 




"เฮเลน่า..." 




  เธอใช้แรงที่มีอีกครั้งเพื่อสะบัดมือให้หลุดจากการกอบกุมของเกรฟส์ก่อนที่เธอจะใช้ความสามารถและพลังที่ยังพอมีอยู่เตรียมทำการเคลื่อนย้ายตัวเอง เพราะถ้าเธอจะไปยังลิฟต์ตัวนั้นที่เธอโผล่มาที่นี่ในตอนแรกเธอคงไม่ได้ไปแน่เพราะเธอรู้ว่าชายร่างสูงตรงหน้าเธอคงไม่มีวันยอมแล้วลำพังเธอน่ะหรือจะเอาพลังที่ไหนเอาแรงที่ไหนไปสู้แรงของเขาได้  





"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในความรู้สึก ในความคิดของฉัน คุณเป็นได้แค่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ฉันคิดและทำให้มันเป็นมาตลอด..." 




"................." 




"สำหรับฉัน คุณเป็นได้แค่...." เฮเลน่าจ้องมองไปยังแววตาของเขาอีกครั้ง แววตาที่เคยม