บัลลังก์ของคิง | Yaoi

ตอนที่ 2 : 001 การกลับมา I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    8 มิ.ย. 63

001 การกลับมา I

 

แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก

มีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำสนิท นัยน์ตาสีแดงทับทิมดูมีชีวิตชีวา ผิวที่ขาวจนดูซีดนั่นเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาตามตัวเต็มไปหมด บ่งบอกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ได้ผ่านการวิ่งที่แสนคฤโหดมาแล้วนั่นเอง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะวิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าของเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ตรงม้าหินอ่อน คนหนึ่งมีใบหน้าที่เรียบเฉยเพียงหันไปมองเพื่อนตน สายตาติดจะหงุดหงิด ส่วนอีกคนยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ คิ้วก็ขมวดขึ้นเป็นปมเหมือนมีคำถามบางอย่างที่อยากจะถามเพื่อนของตนที่วิ่งหอบเหมือนหมามาแต่ไกลว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าให้เดาเขาคงพอเดาได้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมีสภาพเป็นแบบนี้

ก็คงเป็นเรื่องเดิมๆ สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็น

“เกิดอะไรขึ้น” เด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เท้าแขนเข้ากับโต๊ะเอ่ยถามออกไปอย่างสบายอารมณ์ สายตามองไปที่เพื่อนของตนที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักอยู่

ท่าทางจะเหนื่อย

“อือ ป แปป” เด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทยกมือขึ้นห้ามว่าอย่าพึ่งถามอะไรตอนนี้ อีกฝ่ายจึงหยุดไม่ได้ถามอะไรออกไป

“พอยัง” เด็กหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง

“อ่า” อีกฝ่ายเพียงขานรับเสียงเบา

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหนือ”

“แล้วแบล็คไปไหน” เด็กหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอ่ยถาม

“พอดีเจอพวกลอบกัด แบล็คมันล่อไปอีกทางให้” เหนืออธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจเพียงแค่ไม่กี่ประโยคคนที่ฟังอยู่ก็เข้าใจได้ทันที แต่กลับไม่มีใครคิดจะขยับตัวลุกไปช่วยสักคน ทั้งสองคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องไปช่วยอีกฝ่ายก็ได้ แต่ถ้าคนที่ล่อพวกนั้นไปเป็นคนตรงหน้าพวกเขาตอนนี้มันก็อีกเรื่องหนึ่ง เป็นไปตามที่ทั้งสองคาด เพราะในเวลาต่อมาไม่นานแบล็คก็เดินมาจากทางฝั่งที่เหนือวิ่งมาในทางเดียวกัน สภาพตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ดูเหมือนปากจะแตกแค่นิดหน่อย แลดูเจ้าตัวที่บาดเจ็บก็ดูจะไม่ได้สนใจอะไรด้วยราวกับตนเองไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด

แบล็คเดินไปนั่งฝั่งเดียวกับปริ้นซ์เจ้าชายผู้แสนเก่งในทุกๆ ด้าน ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักเห็นอยู่ประจำมองสบกับเหนือที่เดินมานั่งข้างๆ กับลมโดยที่ทั้งสองนั่งฝั่งตรงข้ามกันสายตาที่มองไปที่เหนืออย่างเชือดเฉือนนั้นทำให้เหนือเบนสายตาไปทางอื่นไม่ได้คิดจะจ้องอีกฝ่ายกลับไป ท่าทางที่มีต่อกันแบบนี้ของทั้งสองคนแสดงให้เห็นว่าทั้งสองนั้นไม่ลงรอยกันอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลอาจมาจากเหตุการณ์ที่เจอกันครั้งแรกสุดแสนประทับใจที่เหนือเองจำได้ไม่ลืมนั่นละมั้ง

การเจอกันครั้งแรกก็ต้องเจ็บตัวเลย และเป็นวันสุดแสนจะเฮงซวยของเขาทั้งวันตั้งแต่ได้เจออีกฝ่าย พอคิดแบบนี้แล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

 

“งั้นกลับกันเถอะ” ปริ้นซ์เอ่ยออกมาขณะที่ทุกคนนั่งอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อมากันพร้อมแล้วก็ถึงเวลากลับ ทุกคนไม่มีใครค้านอะไรจึงเตรียมตัวแยกย้ายกันกลับโดยจุดหมายปลายทางคือบ้านของปริ้นซ์

“นี่กูขอไปนั่งกับเจ้ามันบ้างดิ” เหนือเดินไปกอดคอลมเอ่ยกระซิบข้างหูอีกฝ่ายเพื่อให้ได้ยินกันเพียงสองคน

“เรื่องสิ”

“มึงก็รู้ว่ากูกับมันไม่ถูกกัน” เหนือมองลมเพื่อขอความเห็นใจ

“เพราะพวกมึงไม่ถูกกันไง พวกกูถึงทำแบบนี้”

“เหอะ ทำเหมือนอะไรมันจะดีขึ้น” นั่นสิ ทำแบบนี้ไปก็ไม่ใช่ว่าผมกับมันจะดีกันได้หรอกน่ะ

“น่า อดทนหน่อยก็แล้วกัน”

“แต่ก็แปลกน่ะ ที่แบล็คดูไม่ชอบมึงขนาดนั้นทั้งที่พึ่งเจอกันครั้งแรก” ลมเอ่ยออกมาด้วยความแปลกใจ

“นอกเสียจากว่า พวกมึงเคยเจอกันมาก่อนแล้ว” ลมมองคนที่กอดตนอยู่เพื่อต้องการคำตอบแต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นความเงียบแทน

“...”

“ช่วยบอกกูได้ไหม ว่าก่อนหน้านั้นพวกมึงมีเรื่องอะไรกัน” ลมยังคงคาดคั้นจากเพื่อนของตนแววตาเป็นประกายอย่างต้องการคำตอบ ทำให้เหนือที่เห็นดังนั้นได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“แค่เรื่องไร้สาระน่ะ อย่าอยากรู้เลย” เหนือบอกปัดเพราะดูเพื่อนของเขาจะดูอยากรู้เหลือเกิน มันไม่ใช่อะไรที่น่าตื่นเต้นหรอกน่ะเพราะมันก็แค่เรื่องไร้สาระเรื่องหนึ่งเท่านั้น

“หึ” ลมยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเหนือกว่าแล้วบอกออกมาโดยตัดความหวังเรื่องที่เหนือขอด้วยความไม่ไยดี

“งั้นมึงก็กลับไปกับแบล็คเถอะ” เมื่อได้ยินดังนั้นเหนือเพียงขมวดคิ้วข้างหนึ่งด้วยความขัดใจ

ให้มันได้อย่างนี้สิ

“ชิ ไม่ช่วยกันเลย” เหนือปล่อยลมให้เดินไปก่อนส่วนตัวเองก็เดินตามไปขึ้นรถแบล็คทีหลัง

ทำไมเขาต้องมาทนทำอะไรที่ตัวเองไม่ชอบด้วยน่ะ รถเขาก็มีแต่ขับไม่ได้ บัตรเครดิตก็โดนยึดหมดทุกอย่าง ชีวิตแม่งโคตรดี

ผมแค่ประชดครับ อยากฆ่าไอ้คนที่ยึดของของผมไปชะมัด ถ้าฆ่ามันได้ผมจะฆ่าโดยไม่ลังเลเลยสักนิดถ้าไม่ติดว่าคนที่ยึดไปเป็นเพื่อนและเปรียบเสมือนครอบครัวของผมไปด้วยผมคงไม่ยอมขนาดนี้แน่นอน

 

ภายในรถ แบล็ค

เงียบชะมัด

แบบนี้มันเงียบเกินไปแล้ว เขารู้สึกไม่ชอบเลย

“นี่ เปิดเพลงได้ไหม” เหนือตัดสินใจเอ่ยถามคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขับรถอยู่ซึ่งก็เป็นเจ้าของรถที่เขากำลังนั่งอยู่นี้ด้วยจึงต้องถามความเห็นของอีกฝ่ายก่อน

“อือ” แบล็คเพียงพยักหน้าขานรับในลำคอไม่ได้หันมามองเขาแม้แต่น้อย

เหนือเลือกเชื่อมสัญญาณเข้ากับโทรศัพท์ของตัวเองกดเข้าเพลย์ลิสต์ที่ชอบฟังอยู่บ่อยๆ แต่เพียงแค่เสียงดนตรีดังขึ้นไม่กี่วิแบล็คก็พูดขัดออกมาด้วยความไม่พอใจปนอยู่ในน้ำเสียงนั้นด้วย

 

“เปลี่ยนเพลงซะ” แบล็คหันหน้ามาหาเขาแววตานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจอยู่เต็มเปี่ยมและแววตานั้นเจือไปด้วยความเศร้าที่เขาสัมผัสได้ก่อนมันจะหายไปในพริบตาเหลือเพียงแต่ความเรียบนิ่งดังเดิม

“เป็นเหี้ยอะไรของมึง” เหนือถามกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูจะไม่สบอารมณ์เอามากๆ เมื่อเขากำลังจะได้ฟังเพลงที่ตนเองชอบอยู่ดีๆ แต่กลับมีคนพูดขัดแบบนี้มันน่าอารมณ์เสียซะจริง

“เปลี่ยนซะ ไม่อย่างนั้นก็ปิด” แบล็คตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ไม่ เพลงออกจะเพราะ”

“กูบอกมึงดีๆ น่ะเหนือ จะปิดหรือจะเปลี่ยนเพลง” น้ำเสียงที่ราบเรียบก่อนหน้านั้นเปลี่ยนมาออกแกมข่มขู่เล็กน้อยพร้อมจ้องไปที่เหนือเพื่อกดดัน

“ขอไม่เลือกเลยซักข้อได้ไหม” เหนือยังคงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่กวนเบื้องล่างสุดๆ ทำให้แบล็คขมวดคิ้วมุ่นก่อนจิปากด้วยความไม่พอใจ

“ชิ”

“เพลงที่กูเปิดมันทำไมหรอ” เหนือยังคงก่อกวนต่อไป

“มึงช่วยบอกเหตุผลมาหน่อยสิ” คราวนี้เหนือหันมาจ้องตากับแบล็คอย่างต้องการคำตอบที่แท้จริงแววตาอีกฝ่ายสั่นไหวไปชั่วครู่ก่อนมันจะหายไป

เอาเถอะ เขาพอจะเดาได้แล้วว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงดูไม่พอใจขนาดนี้

“ถ้าไม่มีเหตุผลที่ดีพอกูก็ไม่ปิดหรอกน่ะ” เหนือยกยิ้มขึ้นอย่างผู้ชนะส่วนแบล็คเงียบไปไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย

“ใจจริงแล้ว มึงหน่ะชอบเพลงนี้ไม่ใช่หรอ” เหนือพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจนักมือเท้าคางเข้ากับประตูรถสายตามองออกไปยังภายนอกเนื่องจากภาพทิวทัศน์ภายนอกนั้นเปลี่ยนไปเร็วมากด้วยความเร็วรถที่กำลังวิ่งอยู่ทำให้เหนือเลือกที่จะปิดเปลือกตาลงไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

“อย่ามองหน้าเหมือนจะฆ่ากันขนาดนั้นดิ คนกันเองแท้ๆ” แม้ไม่ได้ลืมตาขึ้นเหนือก็สามารถสัมผัสได้กับรังสีฆ่าฟันกับสายตาที่จ้องมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อนั่นอีกมันทำให้เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาเสียไม่ได้

“มึง ลงไปจากรถกูเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธถูกตวาดออกมาเสียงดัง

“ฮ่า ฮ่า” เหนือกลับหัวเราะออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุทั้งที่แบล็คออกจะดูโกรธขนาดนั้น

“ใจเย็นก่อนเพื่อน มึงจะใจร้ายทำร้ายกูได้ลงคอเลยหรอ เราเพื่อนกันน่ะแบล็ค”

“ใครเพื่อนมึง” แบล็คถามกลับด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว

“มึงไง”

“กูไม่เคยพูด คำนั้น” เมื่อได้ยินดังนั้นเหนือลืมตาขึ้นสายตาตวัดมองอีกฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยความน้อยใจ “ใจร้ายเกินไปแล้ว”

“กูยอมปิดให้ก็ได้”

“ไม่ต้องแล้ว”

“จะเอาไงกันแน่ พอเปิดก็บอกให้ปิด พอจะปิดก็บอกให้เปิดสรุปยังไงครับเพื่อน” เหนือยักคิ้วพร้อมเอียงคอมองไปที่แบล็คปากก็ยกยิ้มไปนึกอยากจะหัวเราะออกมา

“ไม่ยังไงทั้งนั้น”

“เปิดไว้อย่างนั้นแหละ” เหนือเพียงมองหน้าแบล็คแล้วหันไปสนใจทิวทัศน์ข้างนอก ก่อนจะหัวเราะในลำคอออกมา

“หึ”

“มึงมีอะไรอยากจะถามกูหรือเปล่า” เหนือถามออกมาด้วยเสียงนิ่ง

“หือ” แบล็คขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

“ไม่รู้สิ สีหน้ามึงมั้ง”

“มึงรู้จักคนที่ชื่อไวท์ไหม”

“ไวท์หรอ”

“อือ คนที่ชื่อไวท์ที่กูเคยรู้จักก็มีเยอะน่ะ ไม่รู้ว่ามึงหมายถึงคนไหนกันแน่”

“มึงพอบอกข้อมูลอย่างอื่นให้ฟังอีกได้ไหม”

“พี่ชายกู” เพียงแบล็คบอกมาแบบนั้นเขาก็นึกถึงหน้าคนที่อีกฝ่ายพูดได้ขึ้นมาทันที เป็นคนที่อ่อนโยนและเข้มแข็งไปในเวลาเดียวกัน

“อ่า ฮ่าฮ่า”

“ไวท์แบล็ค แบล็คไวท์ อือ ดีจริง”

“ถ้าเป็นไวท์พี่ชายมึง ก็รู้จักอยู่”

“แต่พี่มึงตายเมื่อสองปีก่อนไม่ใช่หรือไง” เหนือลองถามหยั่งเชิง

“อือ” แบล็คตอบออกมาด้วยความเศร้าอย่างปิดไม่มิด

“มึงรู้อะไรไหม”

“ไม่รู้สิ ตอนนั้นกูไม่ได้อยู่กับพี่มึง”

“แล้วใครที่อยู่กับพี่กู”

“นั่นสิน่ะ คนที่อยู่กับพี่มึงตอนนั้น คนนั้นหน่ะตายแล้ว” เมื่อแบล็คได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เศร้าขึ้นไปอีก เกี่ยวกับเบาะแสของพี่ที่เขาเฝ้าตามหาคนที่ฆ่านั้นมาสองปีแล้วแต่ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักนิด

“เบาะแสที่มีอยู่ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง”

“มึงก็ไม่รู้”

“อ่า” เหนือบอกออกไปตามความจริงไม่คิดจะโกหก ยังไงเขาก็ไม่มีข้อมูลอะไรที่ต้องโกหกเลยสักนิด

“มึงตามสืบเรื่องนี้อยู่” เหนือถามออกไป

“ไม่มีเหตุผลที่ต้องบอกมึง” คำตอบที่ได้กลับมามันชวนให้เขาอยากกระทืบคนที่พูดมันออกมาซะจริง “เหตุผลมันมีอยู่แล้วแบล็ค มันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของมึงเอง”

“ความปลอดภัยของกูหรอ”

“อย่ามายุ่ง กูดูแลตัวเองได้”

“ดื้อกว่าที่คิดไว้อีก” เหนือคิด

“แต่ขอบอกอะไรอย่างน่ะ...” เหนือพูดแล้วเว้นวรรคไปช่วงหนึ่งทำให้แบล็คมองอยู่ด้วยความสนใจในคำพูดที่เหนือกำลังจะเอ่ยออกมา

“พี่ชายมึงหน่ะ”

“ไวท์เขาไม่อยากให้มึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรอกน่ะ”

“มึงลองเอากลับไปคิดใหม่ดู”

“ไวท์ห่วงมึงมาก ไม่อยากให้มึงเจอกับอันตราย เลยพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลมึง”

“แต่ถ้ามึงเลือกก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้ การที่จะเดินออกไปนั้น เท่ากับ ตาย” เมื่อเหนือพูดมาถึงตรงนี้แบล็คทำเพียงแค่เงียบเท่านั้นในใจของเจ้าตัวคงจะรู้อยู่แล้ว

“มึงคงจะรู้อยู่แล้ว

“กูก็แค่อยากเตือนไว้ก่อนที่มึงจะถลำลึกเขาไปมากกว่านี้”

“การที่จะเลือกเดินเส้นทางไหนมันก็ขึ้นอยู่กับการที่มึงจะเลือก”

“มาพูดอะไรเอาป่านนี้กัน” แบล็คพึมพำออกมาเสียงเบาแต่ก็ไม่พ้นที่คนอย่างเหนือจะได้ยินเพราะในรถนั้นค่อนข้างเงียบ

“หึ”

“ขอบใจที่บอกแต่กูเลือกแล้ว” แบล็คบอกออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแน่วแน่

“มึงจะเลือกเส้นทางไหนก็ขอให้โชคดีแล้วกัน”

“แต่ถ้ามึงมีเหตุขัดข้องหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรก็สามารถติดต่อได้ที่นี่”

“มึงแค่เอาของสิ่งนี้ให้ดู”

“แล้วจะมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยมึงเอง” เหนือยื่นนามบัตรสีดำสนิทมีตัวหนังสือสีทองและสัญลักษณ์แปลกๆ นั้นให้กับแบล็คพร้อมไพ่ใบหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์โพธิ์แดงให้ไป แบล็คมองของที่อยู่ในมือเหนือโดยไม่แน่ใจนักว่าจะรับมาดีหรือไม่

“เอาเก็บไว้เถอะ มึงจะไม่ใช้มันก็ได้” เมื่อได้ยินเหนือบอกออกมาแบบนั้นแบล็คจึงตัดสินใจรับไว้ก่อนพูดออกมาเสียงเรียบ “กูไม่ต้องการความช่วยเหลือจากมึงหรอกน่ะ”

“ไม่ใช่จากกูหรอก”

“หมายความว่ายังไง”

“เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ คำตอบมันก็จะปรากฏออกมาเอง”

“โชคดีล่ะ”

“ไว้ว่างๆ ไปเยี่ยมหลุมศพพี่ชายมึงด้วยกันไหม” เหนือเปลี่ยนประเด็นแล้วพูดออกมาน้ำเสียงเรียบนิ่งแฝงไปด้วยความเศร้าอยู่นัยๆ

“อือ” แบล็คเพียงขานรับในลำคอสายตามองไปยังถนนข้างหน้าทอแววเศร้าลงไม่ต่างกันกับเหนือเท่าไหร่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น