[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 77 : บทที่ 58

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,533
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    22 ต.ค. 59


ก่อนอ่านนิยาย ขอเราแจ้งข่าวก่อนนะ 

(จะได้ไม่ขัดอารมณ์ตอนอ่านจบบทนี้ แล้วไปอ่านบทส่งท้ายต่อได้เลย)

เรื่องแรก 'งานครบรอบ 1 ปีชลนที' ขอเลื่อนออกไปก่อนนะ ประมาณเดือนหน้าเราจะเอามาลงให้ค่ะ 

เรื่องที่สอง หากใครยังไม่พร้อมอ่าน จะเก็บไว้ก่อนได้นะคะ พร้อมแล้วค่อยกลับมาอ่านก็ได้นะ 

เรื่องที่สาม ตอนแรกว่าจะตอบในบทสัมภาษณ์ แต่ขอยกมาตอบตรงนี้แล้วกันค่ะ 

มีนักอ่านสงสัยว่าเพื่อนคณะทีไม่คบทีแล้วเหรอ คำตอบคือยังคบกันเหมือนเดิมค่ะ เพียงแต่ไม่ได้กล่าวถึง เพราะแค่นี้พระเอกเราก็โดนแย่งซีนจะแย่แล้ว บก.ของเราเคยบอกว่าพาร์เป็นพระเอกที่น่าสงสารมาก ขนาดใกล้จบแล้วยังโดนครอบครัวทีแย่งซีน 555+ แอ่ม ที่จริงหลังฟังเราก็แอบสงสารพาร์เหมือนกันนะ แต่ขำมากกว่า 

เรื่องที่สี่ คำถามอื่นๆ รอก่อนนะคะ ใครสงสัยอะไรก็ทิ้งข้อความไว้ได้ค่ะ ถ้ามีเยอะเราอาจเปิดตอนสำหรับให้ถามตอบโดยเฉพาะค่ะ   

เรื่องที่ห้า อันนี้มาบอกไว้ก่อน ความจริงต่อจากชลนที เราต้องเขียนเรื่องภูยำค่ะ (มันกลายเป็นงานหลวงซะแล้ว) จึงขอแจ้งว่าเดือนหน้าเราจะลงเรื่องคู่นี้นะคะ ส่วนลงตอนไหนรอลุ้นเอาเนอะ สำหรับผู้สนใจ...เราว่าจะไปเปิดหน้านิยายไว้ให้ติดตามสะดวก หรือใครจะติดตามข่าวสารทางเพจก็ได้เหมือนกันค่ะ ส่วนชื่อเรื่องก็ตามนี้ค่ะ >>> [My Cat Trap] กับดักนี้มีไว้จับแมวเถื่อน! (ชื่อแอบมุ้งมิ้งไปไไหมเนี่ย?) และ เอ่อ ถ้าเข้าไปแล้วหน้านิยายโล่งว่างๆ มีแต่ชื่อเรื่องก็อย่าตกใจนะ ถึงตอนนี้จะเหมือนบ้านร้าง แต่ใกล้เปิดทำการจะดีกว่านี้แน่นอนค่ะ (คิดซะว่าให้เวลาซ่อมแซมตกแต่งบ้านใหม่แล้วกันค่ะ)    

เรื่องที่หก (หากใครสงสัย) เรื่องความลับฯ เราไม่ทิ้งนะ  ไหดองก็ทุบแตกไปแล้ว ต่อให้ต้องเขียนควบก็ไม่ทิ้ง คนติดตามอยู่สบายใจได้ค่ะ แต่ช่วงนี้ลงช้าหน่อยนะคะ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ  

เรื่องที่เจ็ด สำหรับคนที่ต้องการซื้อหนังสือชลนที ที่ฝากขายในงานหนังสือหมดแล้วนะคะ แต่ทางเพจสำนักพิมพ์จะมีเปิดขายในรอบปกติค่ะ (สามารถติดตามข่าวเพิ่มเติมได้ที่ เพจของสำนักพิมพ์ ค่ะ) แต่ถ้าใครไม่รีบร้อนก็รอเรามาแจ้งข่าวให้ทราบก็ได้เหมือนกันค่ะ

ที่อยากบอกมีเพียงเท่านี้ 

ไว้เจอกันใหม่นะคะ : )

------------------------------------------


บทที่ 58


“สระว่ายน้ำตรงนั้นเมื่อก่อนเป็นสระบัว แต่เพราะเจ้านิกกับเจ้าอรรถชอบว่ายน้ำทั้งคู่ ย่าเขาเลยยอมทิ้งสระบัวที่เห็นมาตั้งแต่เกิดเปลี่ยนเป็นสระว่ายน้ำให้ลูกทั้งคู่แทน”


ผมยืนฟังเงียบๆ ด้วยท่าทีสนใจ ข้างๆ มีทั้งพาร์และเพื่อนกลุ่มเก่าแก่ที่มากันพร้อมหน้า


“บ้านก็เหมือนกันใช่ไหมครับ รูปแบบถึงได้ผสมผสานกันระหว่างยุคอดีตกับสมัยใหม่”


ผมเหลือบมองคนถาม ตาเทมเป็นประกายระยิบระยับ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนมันเคยบอกว่าบ้านย่าผมคือตัวจุดประกายให้เลือกเรียนสถาปัตย์หรือไงนี่แหละ


“ปู่เป็นเขยแต่งเข้าคงให้คำตอบเรื่องนี้ได้ไม่ดีเท่าเจ้าของบ้านตัวจริงหรอก”


“จะให้ผมไปถามคุณย่า?” เทมทำหน้าแหยงๆ


“เห็นหน้าดุแบบนั้น ย่าเขาใจดีนะ”


“อย่าแกล้งเพื่อนผมสิ” ผมอดพูดช่วยเทมไม่ได้ “ปู่อยู่ที่นี่ตั้งหลายปี อีกอย่างคุณย่าต้องเล่าอะไรให้ฟังบ้างล่ะน่า ปู่น่าจะเล่าเท่าที่รู้ให้พวกผมฟังได้”


สายตาผู้สูงวัยกวาดมองพวกผมด้วยรอยยิ้ม


“ธรรมนาถสอนทายาททุกรุ่นไม่ให้ยึดติดกับอดีต แต่จงเปิดใจเรียนรู้ไปพร้อมยุคสมัยดั่งบ้านหลังนี้ที่ผ่านการปรับปรุงต่อเติมเรื่อยมาให้เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัยในแต่ละรุ่น”


“...สวนถึงสวนด้วยเหรอครับ” ผมถามขึ้นมาด้วยเสียงสั่นไหวหน่อยๆ


“ใช่แล้ว อะไรไม่ดีก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสม ไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก ตัวบ้านหลังนี้เลยดูพิลึกๆ ในสายตาคนอื่นกระมัง”


“ไม่เลยครับ ผมมองว่ามันคือศิลปะ!


เอาแล้ว...


ผมพ่นลมหายใจ คว้ามือพาร์ดึงให้มันค่อยๆ ถอยห่างวงสนทนา ถ้าปล่อยเทมพูดเรื่องนี้แบบไร้คนขัดเมื่อไหร่ ยาวแน่ครับ ผมขี้เกียจฟัง หลังถอยจนพ้นระยะมาแบบเนียนๆ ก็รีบลากพาชิ่งหนีทันที


“จะไปไหน?”


“ไปดูในครัวไหม?” ผมว่า “มึงอยากรู้วิธีทำขนมไทยไม่ใช่เหรอ ป้าสาทำเก่งนะ”


พูดจบปุ๊บก็กลายเป็นโดนลากแทนปั๊บ ครัวบ้านคุณย่าเป็นเสมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่แยกออกมาต่างหาก ด้านนอกรอบบ้านครัวเป็นลานกว้าง ด้านหนึ่งมีข้าวของวางอยู่หลายอย่าง เห็นเยอะสุดคือของสำหรับต้องตากแดด เดินไปใกล้แถวนั้นต้องระวัง อีกด้านกำลังผัดกับข้าวควันโขมง กลิ่นที่ลอยเข้าจมูกผัดกระเพราแน่นอน


“ชิ่ว!


พาร์จามก่อนผมอีกครับ ฮ่าๆๆ ผมดึงพาร์ไปทางเข้าครัว สองข้างทางมีโต๊ะยาววางอยู่ ฝั่งซ้ายมีอาหารจำพวกต้มวางไว้เป็นหม้อๆ คนข้างผมมองอึ้งๆ


“เยอะขนาดนี้กินกันหมดเรอะ”


“ไม่ใช่แค่พวกกู ย่าเขาจะเลี้ยงพระด้วยล่ะมั้ง แล้วก็ยังมีหมายี่สิบตัว แมวสี่ตัว กลุ่มคนดูแลบ้านทั้งหมด แล้วไหนจะครอบครัวลุงหมอ ครอบครัวกู และครอบครัวมึง” ผมยักคิ้วให้พาร์ “เดี๋ยวมึงจะได้เห็นอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบที่เก็บได้จากในรั้วบ้านหลังนี้ อ้อ ยกเว้นพวกเนื้อ นม ไข่ ที่ต้องไปซื้อเอา”


พาร์ย่นคิ้ว “ที่นี่กว้างขนาดนี้ น่าจะเลี้ยงพวกสัตว์ได้นะ อย่างไก่ เป็ด หรือวัวนมสักตัว”


“เมื่อก่อนมีไก่กับเป็ดอยู่ ออกไข่ทุกวัน”


พวกผมรีบหันไปด้านหลัง ก็เจอเจ้าของเสียงมีพี่พีทช่วยประคองมายืนด้านหลังพวกผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และทั้งสองไม่มีใครฮัดเช้ยสักคน เพราะใส่ผ้าปิดปากมากันคนละผืน


“แต่ตอนหลังมีข่าวเรื่องโรคระบาด พวกมันก็โดนจับใส่กระสอบไปตรวจสอบหมด ตอนแรกเขาว่าจะเอามาคืน แต่ป่านนี้ย่ายังไม่ได้คืนสักตัว ถ้าไม่กลายเป็นอาหารก็คงโดนฝังไปแล้ว ย่าเลยสั่งเลิกเลี้ยงถาวร อยากได้ไข่ได้เนื้อก็ไปซื้อที่ตลาดเอา บ้านเราเลยเหลือแต่หมากับแมวอย่างที่เห็น”


“คุณย่ามาทำอะไรที่นี่ครับ?” ผมถามอย่างประหลาดใจ


“ครัวอยู่ตรงหน้ายังถามอีก ถ้าไม่เข้าไปก็อย่ายืนขวางทาง”


“เข้าครับเข้า” ผมทำท่าจะเดินไปช่วยประคอง แต่คุณย่าโบกมือว่าไม่ต้อง แถมโดนไล่ให้เดินเข้าไปก่อนอีก ผมไม่ขัดใจคนแก่เลยลากพาร์เดินเข้าไปก่อน แจ้งบอกคนที่กำลังวุ่นวายข้างในว่าคุณย่ากำลังเดินเข้ามา คนงานในครัวดูแตกตื่นกันหน่อยๆ


“กลัวอะไร! ตั้งใจทำงานของตัวเองไปก็พอ” หลังป้าสาดุเด็กในความดูแล ก่อนหันมาหาผม ชี้นิ้วไปทางโต๊ะไม้ทรงสี่เหลี่ยมขาเตี้ยตัวใหญ่ที่วางอยู่กลางห้อง ขอบด้านหนึ่งไม่มีคนนั่ง บริเวณนั้นวางถาดไว้หลายใบ ทั้งถาดที่มีลูกกลมๆ สีน้ำตาลปั้นเตรียมไว้ ถาดที่ด้านบนห่อด้วยผ้าขาวบาง ถ้วยใส่เม็ดงากับอีกถ้วยหนึ่งมีอะไรไม่รู้เป็นรูปสามเหลี่ยมสีส้มๆ และถาดว่างๆ อีกหลายใบด้านในปูใบตองไว้


“คุณย่าจะแสดงฝีมือเหรอครับ?”


“พวกคุณทีชอบขนมจีบนี่ค่ะ คุณท่านเลยให้ทางป้าเตรียมของไว้ค่ะ เห็นบอกว่าจะมาห่อเอง”


ขนมจีบ?


ผมกวาดมองของที่เตรียมไว้อีกครั้ง พลันตาเปล่งประกายทันที


ลาภปากพวกผมแล้วครับ วะฮ่าๆๆ


รีบลากพาร์ไปล้างมือล้างเท้า แล้วขึ้นไปหาที่นั่งบนโต๊ะ จัดวางพวกของไว้ตรงกลางรอคุณย่ากับพี่พีทเดินเข้ามา พาร์ทำหน้ามึนงงใส่ผม


“มึงจะช่วย?”


“ใช่” ตอบพลางสบตาคุณย่าที่พึ่งเดินเข้ามา คิ้วสีดอกเลาเลิกขึ้นสูง


คุณย่าไม่ได้พูดอะไร แค่ไปล้างมือกับพี่พีทแล้วมานั่งที่ขอบโต๊ะ มือเหี่ยวย่นตามเวลาคลี่ผ้าขาวบางออก ด้านในเป็นก้อนแป้งมีขาว หลังตัดแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ ก็แจกจ่ายให้พวกผมช่วยกันห่อไส้


“หลังใส่ไส้ก็ปั้นให้เป็นรูปชมพู่แบบนี้ ด้านบนจะเล็กกว่าด้านล่าง ติดตาติดปาก แล้วก็ทำให้เป็นริ้วๆ แบบนี้ เสร็จแล้วก็วางในถาดใบตองนี่”


นกขนมจีบตัวแรกฝีมือคุณย่าก็ไปนอนรอเรียบร้อย ต่อไปก็นกฝีมือผม พอเอาไปวางข้างๆ เทียบนกคุณย่ามันไม่ใช่นก แต่มันคือสัตว์ประหลาด!


“ฮ่าๆๆ” พี่พีทหัวเราะไม่หยุดหลังเห็นนกไม่สมประกอบของผม แม้แต่พาร์ยังพยายามกลั้นขำ


“ลองทำใหม่เจ้าที ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบ อย่างน้อยให้ออกมาเป็นนกขนยุ่งก็ดีกว่าออกมาเป็นตัวประหลาด”


 หลังจากนั้นอีกสองคนก็วางนกลงไปบ้าง ของพาร์สวยสุด สมกับที่มันชอบทำขนม ของพี่พีทก็ดี คุณย่าชมว่ามือเบาสมเป็นหมอ 


ถาดไหนเต็มแล้วจะมีคนยกไปช่วยนึ่งให้ เสร็จแล้วก็จะยกกลับมาให้คุณย่าตรวจดู ชิ้นไหนขึ้นโต๊ะไม่ได้ก็ให้แยกออก ก่อนให้คนเอาน้ำมันกระเทียมเจียวทาที่ตัวนก


“ทีขอ” ผมที่จ้องชิ้นที่โดนแยกมานาน เมื่อสบโอกาสก็รีบหยิบเข้าปากทันที


รูปภายนอกดูไม่ได้ แต่ภายในอร่อยมากครับ


ผมเคี้ยวไปอมยิ้มมีความสุขไป คุณย่ามองมาอย่างระอา แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร พี่พีทเลยทำบ้าง ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่กำลังโดนเราสองพี่น้องจ้องตาฟาดฟันเตรียมจะแย่งชิง แต่ดันโดนคนอยู่เฉยๆ ตั้งแต่ต้นอย่างพาร์คว้าไปกินซะงั้น คนกำลังเคี้ยวหันมามองพวกผมอย่างไม่เข้าใจ


ผมกับพี่พีททำหน้าเซ็งใส่พาร์ ถ้าจะเอาไปกินก็รีบหยิบดิ ดันวางล่อตาล่อใจอยู่ได้ตั้งนาน พวกผมก็นึกว่ามันไม่เอาน่ะสิ!


หมดจากแป้งสีขาว ยังมีแป้งสีอื่นๆ ได้แก่ สีน้ำเงิน สีม่วงอ่อน สีชมพูอ่อน และสีเหลือง ฟังจากที่คุณย่ากับป้าสาคุยกัน สีที่ใช้ผสมในแป้งมาจากดอกอัญชัน ดอกเฟื้องฟ้า และฟักทองครับ


หลังปั้นชุดสุดท้ายเสร็จ คุณย่าก็มองไปรอบครัว  มีรอยยิ้มเล็กๆ สักพักก็ถอนหายใจรำพึง


“ชักไม่อยากกลับไปอยู่นู้นแล้ว”


“ไม่ได้ครับ” พี่พีทค้านทันที “ถ้าคุณย่าอยากกลับมาที่นี่เร็วๆ ต้องรีบรักษาตัวให้หายสิครับ”


“ย่าแก่แล้ว รักษายังไงก็ไม่กลับเป็นเหมือนสมัยสาวๆ ได้หรอก”


“ผมทราบ แต่เพราะอยากให้คุณย่ายังอยู่กับพวกเราต่อไปนานๆ


คุณย่าพูดขัด “ได้อยู่นานๆ แต่อยู่ห่างบ้านห่างหลานแบบนี้ จะมีประโยชน์อะไร”


พวกผมเงียบทันทีที่คุณย่าพูดก็ถูก


คนแก่ที่สุดถอนหายใจอีกครั้ง ทำท่าจะขยับตัวลุกขึ้น พี่พีทรีบไปช่วยประคอง ผมกับพาร์ลุกตาม


“เราสองคนไปช่วยกันยกถาดขนมจีบตามย่ามา”


ผมกับพาร์ทำตามทันที ที่โต๊ะด้านนอกมีถาดสีเงินใบใหญ่สองใบ ภายในมีขนมจีบรูปนกวางบนใบตองแล้ว ยังมีผักกาดหอม ผักชี และลูกโทน (พริกสด) วางไว้ด้านข้างด้วยครับ ผมกับพาร์ยกไปคนละถาด ก้าวขาตามหลังคุณย่าอย่างระวัง จนมาถึงเรือนหลัก ยังไม่ทันเข้าไปข้างใน พ่อผมก็เดินสวนออกมาซะก่อน


“คุณแม่!!


“อะไรหือเจ้าอรรถ? แม่อยู่แค่ตรงนี้ไม่ต้องตะโกนก็ได้”


“คุณแม่ไปไหนมาครับ ทำไมพวกผมถึงหาตัวไม่เจอ”


“ไปครัวมาน่ะสิ หลีกๆ จะได้ให้เด็กๆ ยกถาดเข้าไปข้างใน”


พ่อรีบขยับตัวหลีกทางให้ “ยกไปทางห้องหลังสระว่ายน้ำเลยลูก คุณแม่ก็ด้วยครับ ทุกคนรอแม่อยู่”


“มีอะไรที่ห้องนั้นหรือ?”


“เดี๋ยวคุณแม่ไปเห็นก็รู้ครับ”



พอยกขบวนไปถึงก็พบว่าประตูที่ติดกับระเบียงเชื่อมต่อไปถึงสระว่ายน้ำเลื่อนเปิดจนสุด ปล่อยสายลมพัดพากลิ่นดอกไม้หอมที่ปลูกติดรั้วเข้ามาด้านใน ทุกคนมารวมตัวที่นี่กันหมด ทั้งครอบครัวผม ครอบครัวพาร์ ครอบครัวลุงหมอ เพื่อนเก่าแก่ทั้งหก


“เฮ้ย ขนมจีบนกนี่!” ไวไวอุทานคนแรก


เพื่อนคนอื่นๆ รวมถึงสองสาวรีบหันมามองทางผมกับพาร์ ตาวาวๆ กันทุกคน แม้แต่ตัวเล็กยังพยายามกระโดดมองด้วยความสงสัย ถ้าได้เห็นของในถาดคงถูกใจน่าดู


“ไปวางตรงนู้น”


ผมพยักหน้าให้คุณปู่ เดินนำพาร์เอาถาดไปวางบนโต๊ะในห้อง หันกลับมาอีกทีทุกคนก็เดินออกไปทางระเบียงกันหมด ผมเดินไปทันเห็นคุณปู่ประคองคุณย่านั่งลงที่เก้าอี้เรียบร้อยก็หย่อนก้นนั่งตัวถัดมา พ่อถือขันเงินใบใหญ่ภายในคือใส่น้ำอบน้ำปรุงโรยด้วยกลีบดอกมะลิกับกลีบกุหลาบ แม่ถือขันเงินใบเล็กพร้อมพวงมาลัยดอกมะลิสองพวงไปคุกเข่าระหว่างผู้สูงวัยทั้งสอง


ระหว่างกำลังยืนมองอยู่ดีๆ ก็มีคนมาล็อกคอลากตัวผมออกมาเงียบๆ เกือบจะร้องโวยวายด้วยความตกใจแล้วถ้าไม่เห็นว่าพาร์ทำแค่มองแล้วเดินตามมาเงียบๆ


พ้นจากระเบียงเข้ามาแอบอยู่ตรงมุมห้อง คอผมก็ถูกปล่อย หันไปดูหน้าคนทำด้วยความหงุดหงิด ก็เจอลุงนิกที่ฉีกยิ้มขำกับทากะซังที่ยืนอมยิ้มอยู่ใกล้ๆ


“มะมาได้ไง!” ถามอึ้งๆ


“บินมาสิ” ลุงนิกตอบกลับมาแบบกวนๆ ก่อนตวัดตามองพาร์ที่กำลังยกมือไหว้คนทั้งคู่ แล้วหันมองผม “คงไม่ได้โดนเจ้าเด็กนี่รังแกหรอกนะ”


แววตาลุงสื่อชัดว่าฟ้องมาได้เลย เดี๋ยวลุงจัดการให้


ผมทำหน้าหน่ายใส่ หันไปโผกอดทากะซังแทนดีกว่า พร้อมถามอย่างเป็นห่วง


“ทาจังมาที่นี่จะไม่เป็นอะไรเหรอ?”


“ไม่รู้สิ แต่นิกบอกว่าให้มา”


ผมหันไปมองลุงด้วยความสงสัย ทันเห็นฉากลุงนิกใช้งานพาร์พอดี พานในมือพาร์ทำผมอึ้ง  


“นะ นี่มัน


พานขอขมาใช่ไหม? หรือผมมองผิด?


“อย่าอึ้ง ไปช่วยยกของมาไว้ตรงนี้”


ผมสะดุ้งรีบไปช่วยขนกะละมังสองชุดที่มีผ้าสะอาดวางอยู่ข้างใน และขันน้ำใบใหญ่ใส่น้ำจนเกือบเต็ม


“ลุงจะ...”


“อย่างที่ทีคิดนั่นแหละ”


ผ่านไปหลายนาที พ่อก็เดินเข้ามามองลุงนิกที มองผมที ก่อนถามสั้นๆ “พร้อมยัง?”


“อืม” ลุงนิกพยักหน้า สีหน้ากังวล แต่แววตาไม่ยอมถอย


“ผมว่าให้ทีเป็นทัพหน้าดีกว่านะ แล้วพี่ค่อยตามมา”


ลุงนิกส่ายหน้าไม่เห็นด้วยทันที พ่อเลยไม่พูดอะไรอีก เพียงแค่ไปยืนแถวประตูรอส่งสัญญาณ ผมมองแผ่นหลังพ่อแวบหนึ่ง แล้วหันมองลุงนิก


“ถึงคุณย่าจะยอมรับแล้ว แต่ให้ทีออกไปรับหน้าก่อน ความสำเร็จน่าจะสูงขึ้นนะ”


“ใครจะออกไปก่อนหลังก็ไม่ต่างหรอก ไม่ต้องทำหน้ากังวลขนาดนั้น ถึงลุงไม่ได้พูดคุยกับแม่ตรงๆ เหมือนที แต่เราก็เคยคุยกันแบบอ้อมๆ อยู่ คิดว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรแย่ๆ หรอกมั้ง” 


ทีกลัวย่าโมโหจนเตะกะละมัง”


“คนตั้งเยอะ มีคนนอกด้วย ย่าเราไม่ทำหรอกน่า”


ผมภาวนาขอให้จริง เมื่อได้สัญญาณจากพ่อ ลุงนิกก็พยักหน้าให้ทากะถือพาน ส่วนตัวเองถือกะละมังกับขันใบใหญ่ตามออกไป ผมกับพาร์ก็รีบยกของอีกชุดตามไปติดๆ ระหว่างนั่งคุกเข่าตรงหน้าปู่ก็แอบชำเลืองมองสถานการณ์ข้างๆ ไปด้วยอย่างลุ้นระทึก


ลุงนิกกับทากะซังกราบเท้าคุณย่า ไม่มีการชักเท้าหลบก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง


ระหว่างคนทั้งคู่ยกเท้าคุณย่าวางกะละมัง ผมอดลอบมองสีหน้าคุณย่าไม่ได้ เรียบเฉยมากครับ เดาอารมณ์ไม่ถูก ได้แต่แอบกลัวแทน


ทากะซังเทน้ำลงกะละมัง ลุงนิกก็เริ่มล้างเท้าให้คุณย่าพร้อมพูดไปด้วย


กรรมใดที่ลูกได้กระทำล่วงเกินต่อท่าน จะด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งที่ได้ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ทั้งในชาตินี้และทุกๆชาติที่ผ่านมา ลูกขอขมากรรม ขออโหสิกรรมจากท่าน ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมแก่ลูกด้วยเถิด


ใจผมเต้นระทึก พอโดนพาร์สะกิดเรียกสติก็รีบก้มกราบเท้าคุณปู่ เอากะละมังมาวาง คุณปู่ที่ลุ้นคู่ข้างๆ สะดุ้งตอนที่ผมยกเท้ามาวางในกะละมัง ผมก็พูดขอขมาคุณปู่พลางขัดถูทุกซอกมุม อีกข้างได้พาร์ช่วยทำให้ เรียบร้อยก็ยกเท้าคุณปู่ก็ออกมาซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาดผืนใหม่ มาสะดุ้งตรงได้ยินเสียงเหมือนเขกหัว


ลุงนิกโดนเข้าแล้วครับ


คุณย่ามองลุงนิกด้วยแววตาคมกริบ คนโดนจ้องทำหน้าเจื่อนทั้งที่มือยังใช้ผ้าซับน้ำจากเท้าคุณย่าอยู่ตลอด ก่อนทำหน้าประหลาดใจเมื่อคุณย่ากวักน้ำในกะละมังมาพรมใส่หัว


“ชีวิตของลูกพ่อแม่ให้มา แต่พ่อแม่เลือกอนาคตให้ลูกไม่ได้ ดังนั้นอะไรที่นิกตัดสินใจแล้วก็ถือตามนั้น แม่จะไม่ยุ่ง ขอให้เราอย่าเสียใจกับสิ่งที่เลือกไปก็พอ แม่ขอให้เรามีชีวิตที่เป็นสุข ไร้ทุกข์ไร้ภัย และดูแลรักเราให้ดีๆ ด้วย แม่อโหสิกรรมให้”


ลุงนิกรีบหมอบกับพื้นกราบหนึ่งครั้ง แล้วยกพานขอขมาส่งให้


คุณย่าก็รับไว้ พร้อมพูด “อย่าพึ่งปล่อย แม่ไม่มีแรงถือ”


พูดถึงตรงนี้ก็เรียกพี่พีทที่อยู่ใกล้สุดมาช่วยรับไปถือแทน คุณปู่ถอนหายใจด้วยท่าทีโล่งอก รอยยิ้มดูมีความสุขกว่าทุกที ผมก็ยิ้มเหมือนกันยิ่งได้ยินบทสนทนาของคุณย่ากับทากะซังก็ยิ่งยิ้มมากขึ้น


“เธอก็ด้วย ขอโทษที่ก่อนหน้านี้ฉันทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่เลย”


ทากะซังยิ้มให้ “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ ผมก็ต้องขอโทษด้วยครับที่เป็นสาเหตุให้ลูกชายคุณเลือกเดินทางนี้”


ฉันเป็นคนของธรรมนาถ ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ฉันก็ได้เรียนรู้แล้วว่าความรักฉันท์หนุ่มสาวก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนต่างเพศเพียงอย่างเดียว ต่อไปนี้จะไปหานิกก็ไม่ต้องแอบนัดพบกันหรอก ไปหาที่ทำงานก็ได้ และลูกชายฉันจะได้ไม่ต้องหาข้ออ้างโดดงานบินข้ามทะเลหายไปเป็นอาทิตย์ด้วย”


“คุณแม่!


ผมได้ยินเสียงคุณปู่หัวเราะร่วน แม้แต่พี่พีท หรือคนอื่นๆ ที่ได้ยินก็ยังยิ้มขำ


“ขอบคุณครับ” ทากะซังยกมือไหว้ขอบคุณ คุณย่าก็รับไหว้


มองทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันผมก็ปลื้มใจ ยิ้มหน้าบานรับคำอวยพรจากคุณปู่ ก่อนจะย้ายไปกราบเท้าคุณย่า


“ทีกราบขอขมาคุณย่าในทุกๆ เรื่องทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ต่อไปนี้ทีจะเป็นหลานที่ดีของคุณย่า ทีขออโหสิกรรมจากคุณย่าครับ”


“ย่าอโหสิกรรมให้” ย่ากวักน้ำพรมใส่ พร้อมอวยพร “ของทียังต้องเติบโต ผ่านเส้นทางพิสูจน์อีกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคเรื่องอะไร ย่าก็อวยพรขอให้เราฝ่าฟันได้ทุกสิ่งอย่าง”


“ขอบคุณครับ” ผมกราบเท้าคุณย่าด้วยรอยยิ้ม


“ย่าฝากเจ้าทีด้วย ถ้าวันไหนไม่ต้องการแล้วก็ส่งคืนมา ย่ายินดีรับคืนทุกเมื่อ”


เอ๊ะ


ผมผงกหัวขึ้นมาทันได้เห็นพาร์ยิ้มตอบคุณย่าพอดี


“คงคืนให้ยากครับ เพราะกว่าได้มาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”


“หึ จำคำพูดตัวเองไว้แล้วกัน และอย่าลืมข้อตกลงของย่า!


คุณย่า!! ผมรู้สึกหน้าร้อนหน่อยๆ คือ...ไม่ต้องย้ำเรื่องนี้บ่อยๆ ก็ได้ครับ


หลังจากนั้นคุณปู่คุณย่าก็พูดอวยพรรวมๆ ให้ทุกคน ก่อนปล่อยพวกเราไปกินขนมจีบ งานนี้เด็กหรือผู้ใหญ่แทบจะแย่งกัน ของดีหายากใช่จะมีมาให้กินบ่อยๆ


และเพราะเป็นวันสงกรานต์ วัยรุ่นตอนต้นยันวัยรุ่นตอนปลายอย่างพี่พีท พี่พลับ พี่พรุน รวมถึงเด็กเล็กอย่างน้องอันก็รวมตัวกำหนดจุดวิ่งเล่น ก่อนเฮโลถือปืนฉีดน้ำวิ่งรอบตัวบ้าน ส่งเสียงโหวกเหวกดังลั่นให้พวกผู้ใหญ่ส่ายหัว 


วิ่งจนเหนื่อยและหิวก็ได้เวลากินข้าวเที่ยง ก่อนมาลุยเล่นน้ำต่อช่วงบ่าย เจ้าตัวเล็กไม่ยอมนอนกลางวัน วิ่งเล่นกับพวกผมจนหมดแรงหลับไปตอนเกือบสี่โมงเย็น เมื่อเหลือแต่เด็กโตก็เฮโลกันไปเล่นในสระว่ายน้ำแทน ปืนนี่ไม่ต้องแล้ว ใช้มือสาดใส่กันมันกว่า


“เด็กๆ สี่โมงครึ่งให้ทยอยกันไปอาบน้ำ เดี่ยวนี้เราจะมีปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ปิ้งบาบีคิวกินกัน” 


ส่งเสียงขานรับเสร็จก็เล่นกันต่อ สักพักพวกรุ่นใหญ่ก็ทยอยกันขึ้นไปก่อนอาบน้ำก่อน เสร็จแล้วก็ให้น้ำกับเบอร์ไปอาบก่อน เรียงตามคิวไป กว่าจะกว่าเสร็จกันครบทุกคนก็เกือบหกโมง


ผมกับพาร์ที่อาบเป็นชุดสุดท้ายเดินลงมา กลิ่นหอมๆ ของบาบีคิวก็ลอยกระทบจมูก เดินออกไปก็เจอผู้คนจับจองที่นั่งกินรอบสระว่ายน้ำ มีอาหารย่างอื่นวางในถาดบนโต๊ะตัวยาว อยากกินอะไรก็ให้ไปตักเอาเอง ผมมองผู้คนทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม ตั้งแต่ปู่ย่าไปต่างประเทศผมก็ไม่ได้เห็นการรวมตัวกันครบทุกคนแบบนี้อีกเลย


“เอ้านี่”


ผมมองจานบาบีคิว แล้วมองคนส่งให้ “ขอบคุณครับ”


“ไม่เป็นไร...มีปัญหาอะไรกับพ่อแม่หรือเปล่า ลุงถึงรู้สึกเหมือนเรากำลังหลบหน้าพวกเขา”


ผมสะดุ้ง สมกับเป็นลุงนิกมองออกอย่างรวดเร็วมาก คิดพลางพ่นลมหายใจยาวเหยียด


“ที...รู้แล้วว่าลุงช่วยชีวิตทีไว้”


“พูดถึงเรื่องไหนล่ะ? ตอนตกต้นไม้? ตอนตกน้ำ? หรือตอนเดินเซ่อซ่าเกือบให้รถชน?”


ยิ่งได้ฟังผมก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตนี้คงติดหนี้ลุงนิกไปตลอดชาติ ต้องไปชดใช้ในชาติหน้าแหงๆ


“เอียงหูมาหาที” หูลุงนิกเข้ามาใกล้มากพอ ผมก็กระซิบบอกสั้นๆ ว่าได้ยินอะไรจากพ่อมา


สีหน้าลุงเปลี่ยนไปทันที แถมยังมาเขกหัวผมอีก เจ็บจนน้ำตาแทบเล็ด


“เรื่องนานนมขนาดนั้นเก็บมาใส่ใจทำไม!


“แต่มัน...”


“ฟังลุงนะ ในชีวิตคนเราจะทำเรื่องผิดพลาดหรือตัดสินใจผิดพลาดสักครั้งหรือหลายครั้งก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน พ่อแม่เราก็เช่นกัน และนั่นทำให้พวกเขาก็ทุกข์ใจมาตลอด ทีล่ะ อยากทุกข์ใจไปเรื่อยๆ หรือจัดการให้ทุกข์นั่นหายไป?”


“อยากให้หายไปครับ”


“งั้นก็ง่าย แค่ใจทีให้อภัยพวกเขาก็พอ ถ้าใจทีให้อภัยได้แล้วก็เดินไปบอกพวกเขาสักหน่อย พวกเขาจะได้พ้นทุกข์”


“...ตอนนี้เลยเหรอ?”


“แล้วใจทีให้อภัยพวกเขาหรือยังล่ะ?”


ผมตอบไม่ได้


ลุงถามต่อหลังเห็นผมเงียบไปนาน “ทีรู้สึกยังไงบ้างตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก”


“เสียใจที่รู้ว่าไม่เป็นที่ต้องการขนาดนี้...พวกเขาไม่อยากให้ทีเกิดมาเหรอ?” ผมถามหงอยๆ


“ไม่ใช่หรอก สำหรับพวกเขา ทีแค่มาเกิดผิดจังหวะไปหน่อย ปัญหาหลายๆ อย่างส่งผลทำให้พวกเขาตัดสินใจผิดพลาด ลุงแค่ช่วยเตือนสติ และช่วยเหลือเฉพาะหน้า ในทางตรงข้ามลุงกับทากะอยากมีลูกของเราเอง แต่มีไม่ได้ และทีก็มาในเวลานั้นพอดี มันเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการขอทีมาเลี้ยงสุดๆ ลุงก็เห็นแก่ตัวใช่ไหมล่ะ เพราะความจริงยังมีทางอื่นให้เลือกแก้ปัญหาอีก แต่ลุงเลือกไม่ทำ และไม่คิดคืนทีให้ด้วย”


ลุงนิกยกมือขยี้หัวผม


“ความจริงมันเป็นเรื่องของพวกลุง เราตกลงกันเอาเอง ไม่ได้คิดเผื่อเด็กที่เกิดมาว่า เขาจะรู้สึกยังไงหากได้รู้ความจริง เรียกว่าผิดกันหมดเลยถึงจะถูก ลุงแนะนำทีได้แค่ อย่าเก็บมาใส่ใจให้ปวดหัว ปล่อยวางให้มันเป็นเรื่องของอดีตต่อไป ทีควรสนใจกับปัจจุบัน และอนาคตมากกว่า”


ลุงนิกจับมือผมบังคับให้กำมือ “ตอนนั้นทีเลือกไม่ได้ แต่ตอนนี้ทางเลือกอยู่ในกำมือทีแล้ว”


“...ทีจะไปคุยกับพ่อ”


“ต้องแบบนี้! ไปเลย” ลุงตบหลังผม แถมฉวยจานบาบีคิวออกจากมือ “ถ้าเขินก็ไม่ต้องพูดยาวๆ บอกแค่ว่าเข้าใจและให้อภัยแล้วก็พอ”


แรงผลักดันจากลุงนิกช่วยให้ผมกล้าเดินไปหาพ่อกับแม่ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง


“ผม...ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ”


“อะไรล่ะ?” พ่อถามมาอย่างสงสัย ส่งบาบีคิวให้ผมไม้หนึ่ง


อึกอักพูดไม่ออก มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดง่ายๆ แต่ก็พยายามฝืนพูดออกไป


“ผม...รู้เรื่องที่พ่อแม่คิดทำแท้ง...แล้วนะ”


สีหน้าคนทั้งคู่ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที


“พ่อ...”


ผมสบแววตาที่มองมาอย่างละอายใจทั้งสอง ก็พูดต่ออย่างสงบ


“ผมไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พ่อกับแม่ก็...อย่าไปคิดเรื่องนี้อีกเลยนะ ปล่อยมันไปเถอะ”


แม่ยกมือปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น


“ลูกให้อภัยพ่อกับแม่?”


ผมพยักหน้า เท่านั้นน้ำตาก็พ่อก็ร่วงหล่น แต่ก็รีบปาดผมออกไป พูดเสียงสั่นเครือหน่อยๆ


“ขอบใจ...นะลูก”


“มะ แม่ด้วย...ขอโทษนะ ตอนนั้นแม่ยังเด็กเกินไป แม่หวาดกลัวกับความเปลี่ยนแปลง แม่...เกือบทำร้ายลูกแล้ว” พ่อรีบกอดไหล่ปลอบใจแม่ 


“ไม่ใช่ความผิดคุณคนเดียวหรอก ผมเองก็ผิดทั้งที่โตกว่าตั้งหลายปี กลับไม่มีความรับผิดชอบพอ แค่ป้องกันก็ยังพลาด” พูดถึงตรงนี้พ่อก็ถอนหายใจ พยายามพูดติดตลก “พลาดสองหนซะด้วย เลยได้ลูกหลงมาอีกคน”


“...พ่อกับแม่เสียใจที่ผมเกิดมาหรือเปล่า”


“ไม่เลย!” พ่อรีบบอก แม่ก็ส่ายหน้าทั้งที่ยังสะอื้น


“สิ่งเดียวที่เราเสียดายคือไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูลูกคนแรกตั้งแต่ต้น พ่อยอมรับว่าตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่ากำลังจะมีลูกจนลูกคลอด พ่อกับแม่ไม่พร้อมเลย การที่ส่งลูกให้นิกที่พร้อมดูแลกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ลูกจะได้ไม่ต้องมาลำบากกับเรา และแม่จะได้ไม่ต้องเครียดมากเกินไปด้วย ตอนนั้นแม่เขายังอยู่ในวัยเรียน แค่ดร็อปเรียนเพื่อคลอดลูกก็เสียโอกาสไปหลายอย่างแล้ว”


พ่อหันไปหาแม่ “ผมขอโทษจริงๆ นะ ถ้าผมห้ามใจได้มากกว่านั้นคงดี”


“ไม่เป็นไรค่ะ มันผ่านมาแล้ว...ตอนนี้อรก็มีความสุขดี”


ผมมองผู้ให้กำเนิดทั้งกอดโอบกอดกันแน่น สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความรักความเข้าใจ อย่างน้อยผมก็ได้คำตอบแล้วว่าตัวเองเกิดมาจากความรัก ไม่ใช่ความใคร่  ยังเป็นที่ต้องการอยู่...แค่นี้ก็พอแล้ว  


ส่งยิ้มให้คนทั้งคู่ เป็นยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่ผมเคยยิ้มให้พวกเขามาเลย


“ผมน่ะ ไม่เคยเสียใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่หรอกนะ ต่อให้เจอเรื่องแย่มาเยอะ ก็ไม่เคยเสียใจสักครั้งเดียว”


“มาให้พ่อกับแม่กอดหน่อย”


ผมเดินเข้าสู่อ้อมกอดของผู้ให้กำเนิดอย่างว่าง่าย รู้สึกถึงความอบอุ่นที่ต่างจากของลุงนิกหรือทากะซัง ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกดีในแบบที่อธิบายไม่ถูก


...คิดว่าหลังจากนี้ช่องว่างระหว่างเราสามคนที่ไม่เคยถมเต็มสักที อาจต้องใช้เวลาหน่อย แต่ไม่นานคงไม่เหลือพื้นที่จะให้ถมแล้วอย่างแน่นอน



 

“ฮ่าๆๆ”


“ไม่ตลกครับคุณพ่อ ทีโตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วแท้ๆ”


ลุงนิกบ่นงึมงำ แต่คุณปู่ก็ยังไม่ยอมหยุดขำ


“แต่เราก็ยอมให้นอนด้วยนี่”


“ไล่ไม่ไปต่างหากครับคุณแม่!


“ไม่เห็นต้องหัวเสียเลยนิก ได้นอนสามคนแบบเมื่อก่อนก็อบอุ่นดีออก”


“เนอะ” ผมเป็นลูกคู่ให้ทากะซังทันที


หวนนึกถึงเมื่อคืน...ผมกับลุงนิกยืนเถียงหันอยู่หน้าห้องนอนเดิมของลุง พวกเราสามคนคือผม ลุงนิก ทากะซัง ขออยู่ค้างคืนที่บ้านคุณย่า และตอนนี้ผมอุ้มหมอนยืนปักหลักขวางประตู ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

 

“โตป่านนี้แล้วมาขอนอนด้วยอะไรอีก!

“บางครั้งทีก็อยากกลับเป็นเด็กนะ แค่ขอนอนด้วยคืนเดียวเอง!

ยังไงคืนนี้ก็จะนอนแทรกกลางคนทั้งคู่เหมือนตอนเด็กๆ ให้ได้!

“กลับห้องไป!

“ไม่!

 

ผมหลุดยิ้มขำ เพราะสุดท้ายลุงนิกก็ต้องยอม เพราะผมมีแม่จิ้งจอกเป็นกำลังเสริมนี่น่า ฮ่าๆๆ


ตักข้าวเข้าปาก พลางมองผู้ใหญ่ทั้งสี่หัวเราะด้วยกัน พูดคุย บางครั้งก็พูดแจมบ้าง...เป็นการทานข้าวเช้าที่ผมมีความสุขที่สุด  


ย้อนกลับไปนึกถึงสมัยยังเด็กก็แอบเสียดายขึ้นมาทันที ถ้าเมื่อก่อนเป็นแบบนี้ได้คงดีไม่น้อย...แต่ช่างเถอะ อย่างที่ลุงนิกบอก สนใจปัจจุบันและอนาคตดีกว่าเรื่องในอดีต


“ที ตอนเย็นๆ พวกลุงต้องกลับแล้วนะ”


ผมชะงักช้อนในมือ ใจหายวูบ แต่ก็พยักหน้ารับ เข้าใจดีว่าลุงนิกกับทากะซังทิ้งงานมา


“พวกปู่ด้วย น่าจะจองไฟล์บินเดียวกับนิกไว้มั้ง”


ผมพยักหน้าอีกครั้ง คุณย่าต้องกลับไปรักษาตัวต่อ คุณปู่ต้องตามไปช่วยดูแลทั้งคุณย่าทั้งธุรกิจ


...ถึงรู้และเข้าใจเหตุผลดี แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง


“ดูทำหน้า หงอยเป็นหมาถูกทิ้งเชียว ย้ายมาอยู่กับลุงไหมล่ะ?”


ผมรีบส่ายหน้า พูดอย่างหนักแน่น “ทีอยากอยู่ที่นี่”


“พูดเหมือนเมื่อสี่ปีก่อนเป๊ะ” ลุงนิกพูดขำๆ


จริงอย่างที่ลุงว่า คราวนั้นติดเพื่อน คราวนี้คงติดแฟนล่ะมั้ง


“ไม่เป็นไรหรอก สมัยนี้ติดต่อกันสะดวกจะตาย อยากคุยก็วีดีโอคอลล์หาเอา”


ผมกระพริบตา “คุณย่าวีดีโอคอลล์เป็นด้วยเหรอครับ?”


“อย่าดูถูกย่านะเจ้าที!


เหล่าคนฟังหัวเราะประสานเสียง “ฮ่าๆๆ”


เขาว่าความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอคงจะจริง แปบเดียวก็ต้องมายืนมองส่งทากะซังขึ้นเครื่องกลับญี่ปุ่นก่อน สักพักก็ถึงคิวคุณปู่ คุณย่า และลุงนิก


ผมกอดพวกเขาทีละคนอย่างไม่อายสายตาคนอื่น


“ย่าฝากบ้านกับเรื่องโรงพยาบาลของลุงหมอด้วยนะ”


“ครับ” ผมรับคำ


“ถ้าเจ้านั่นรังแกที ฟ้องลุงได้เต็มที่”


ผมมองคนกระซิบถ้อยคำเมื่อครู่อย่างระอา ได้ยินบ่อยจนหายซึ้งไปนานแล้ว ลุงนิกขี้หวงพอกันกับคนยืนข้างผมเลย ท่าทางชีวิตนี้ผมคงหนีคนขี้หวงไม่พ้น


หลังยืนมองส่งพวกเขาจนลับตา ผมถึงหันมาดึงพาร์ให้ออกเดินกลับไปยังรถที่จอดไว้


“...กูนึกว่ามึงจะร้องไห้”


ผมหัวเราะเบาๆ “ไม่ใช่การจากลาสักหน่อย”


ออกจากอาคารผมก็มองท้องฟ้าสีครามที่มีเครื่องบินโลดเล่นเหนือหัว ถ้าอยากเจอหน้ากันก็แค่ขึ้นเจ้านกเหล็ก ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้พบกันแล้ว ข้อเสียคือตั๋วเครื่องบินแพงไปหน่อย ก็ขอใช้เทคโนโลยีคุยกันแบบเห็นหน้าไปก่อนแล้วกัน



 

หลังตื่นนอนลงมาชั้นล่าง บ้านเงียบมากทั้งที่ยังเป็นวันหยุด เลยเดินมาถามคนในครัวอย่างสงสัย


“...บ้านมึงหายไปไหนกันหมด?”


“ไปเที่ยวกับบ้านมึงตั้งแต่เมื่อวาน กว่าจะกลับก็วันที่17 ไง”


เออใช่...ผมลืมได้ไงเนี่ย


“หิวยัง?”


“...มึงทำอาหารคาวอะไรเป็นบ้าง?”


“ถ้าแค่เอาอาหารแช่แข็งเข้าไมโครเวฟ กูทำเป็น”


แค่ฟังผมก็ถอนหายใจทันที “...งั้นเอาขนมปังปิ้งทาเนยกับโกโก้ร้อน”


“ได้” พาร์รุนหลังผมให้ออกจากครัว “ขึ้นไปแปรงฟันล้างหน้าก่อน เสร็จแล้วก็ลงมา”


หลังลงมาชั้นล่างอีกครั้ง ผมตรงไปที่ครัวเหมือนเดิม เห็นพาร์กำลังนวดแป้งพอดี



“...ทำอะไรเนี่ย?”


“ขนมปังให้มึงไง”


“ฮะ! นี่มึงจะอบเองเรอะ!


“ขนมปังหมด กูเลยต้องอบใหม่”


ผมยืนอึ้งไม่คิดว่าเมนูง่ายๆ จะกลายเป็นยุ่งยากขึ้นมาทันที


“รอนานหน่อย แต่มึงได้กินแน่ ไปนั่งดูทีวีก่อนก็ได้”


เมื่อโดนไล่ก็ได้แต่ทำตาม หนังน่าเบื่อจนดันเผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เจอพาร์นั่งจ้องมองอยู่ก็ถามงัวเงีย


“เสร็จแล้ว?”


“ยัง พักแป้งอยู่ เอานี่” แก้วนมอุ่นถูกวางใส่มือ “กินนี่รองท้องไปก่อน”


พูดแค่นั้นมันก็ลุกขึ้นเดินเข้าครัวอีกรอบ คราวนี้ผมถือแก้วนมเดินตามไปด้วย ยืนดื่มนมพลางมองพาร์กลับไปที่โต๊ะเตรียมอาหาร เห็นมันยืนเคาะนิ้วรอไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องของนาฬิกาตั้งเวลา พาร์จับชามคว่ำลง ก้อนแป้งรูปเหมือนโดมก็หลุดออกมา มันตัดแบ่งแป้งเป็นก้อนเล็กๆ วางลงพิมพ์ทรงสี่เหลี่ยม


ผมเดินไปดูใกล้ๆ เห็นก้อนแป้งกลมๆ วางเรียงต่อกันสี่ก้อนอยู่ด้านในเหมือนขนมดังโงะ


“ทำไมกลมๆ ล่ะ กูจำได้ว่าขนมปังมันทรงสี่เหลี่ยมนี่”


“รออบเสร็จ เดี๋ยวมึงรู้”


พาร์บอกแค่นั้นก็หยิบพิมพ์อีกอันมาทำเหมือนกัน ผมคิดว่าพาร์คงทำบ่อย เพราะแบ่งแป้งเร็วมาก แถมทุกก้อนดูเท่าๆ กันหมด จากนั้นมันก็ยกพิมพ์เข้าเตาอบ


“อยากกินแบบเค็มหรือหวาน?”


“ทั้งสองอย่าง”


พาร์พยักหน้ารับรู้ หยิบเนยเค็มกับเนยจืดมาหันแบ่งใส่ถ้วยเล็กละใบ แล้วเก็บที่เหลือเข้าตู้เย็น


“อยากกินชีสไหม?”


ผมพยักหน้า พาร์เลยหยิบชีสก้อนออกมาขูดเป็นฝอยๆ ผมจิบนมอีกคำ ตาก็มองแสงจากเตาอบอย่างสงสัยว่าก้อนแป้งเล็กๆ พวกนั้นจะออกมาเป็นขนมปังทรงสี่เหลี่ยมได้ยังไง


“ที”


ทันทีที่หันหน้าไปหา ริมฝีปากก็ถูกช่วงชิงกะทันหันจนผมตกใจ และตกใจยิ่งกว่าเมื่ออะไรบางอย่างกวาดเข้ามาสำรวจในปากจนทั่วแล้วผละออก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน พอรู้สึกตัวก็รีบยกหลังมือขึ้นปิดปาก มองพาร์อย่างสับสนหน่อยๆ


เห็นมันเลียริมฝีปาก แววตาจ้องตรงมาดูคุกคามแปลกๆ จนเผลอเสียวสันหลังวูบ


“ไม่ต่อต้านแบบนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี”


ผมย่นคิ้ว มองคนทิ้งคำพูดชวนสงสัย เดินฮัมเพลงเอาเนยจืดไปผสมน้ำตาล


ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถามด้วยความข้องใจ “เมื่อกี้...มึงทำอะไร”


“จูบไง”


คิ้วขมวดหนักกว่าเดิม “จูบบ้าอะไรถึงเอาลิ้นเข้ามากัน”


แววตาพาร์เปล่งประกายเจ้าเล่ห์ “หึๆ อยากรู้ก็ยอมให้กูทำบ่อยๆ สิ แล้วมึงจะไม่ถามกูแบบนี้อีกเลย”


ผมผงะ ปากตอบไวกว่าสมอง “เรื่องสิ!


“ตอนนี้อาจยังแปลกใหม่ แต่ต่อไปมึงจะชอบ เชื่อกู”


น้ำเสียงพาร์จริงจัง แต่ผมกลับเห็นคำว่า กูอยากกินมึง’ ลอยอยู่บนหน้ามัน


ย...อย่าบอกนะ ไอ้จูบแบบเมื่อกี้คือขั้นตอนนำไปสู่การกิน...


หน้าผมร้อนวูบขึ้นมาทันที สองเท้ารีบพาตัวเองมาหลบอยู่หลังโต๊ะ มองพาร์อย่างระมัดระวัง


ดูเหมือนหมาป่าบางตัวจะไม่ยอมถือศีลอดอย่างเดียวแล้ว


“ดูทำหน้า กูไม่ละเมิดสัญญาหรอกน่า”


เห็นรอยยิ้มร้ายกาจของมันตอนนี้ ใครเชื่อลงก็บ้าแล้ว!


“ในช่วงสัญญา...ขอแค่ได้ทำเหมือนคืนนั้นให้ได้ก่อน กูก็พอใจแล้ว หึๆ”


ผมทำหน้าปั้นยากขึ้นมาทันที ถึงจำไม่ได้ว่าคืนที่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังจำรอยจูบบนตัวได้แม่น แค่นั้นก็เรียกเลือดไหลมากองบนหน้าผมได้แล้ว


“อยากรู้ไหมว่าคืนนั้น...”


แค่พาร์พูดเกริ่น ผมก็สวนกลับไปทันที


“ไม่อยาก!


เสียงเตาอบดังขึ้นได้จังหวะมาก พาร์หันไปสนใจของในเตา ส่วนผมรีบยกแก้วในมือขึ้นดื่มต่อดับความหงุดหงิดที่โดยแหย่เล่น ทันทีที่รสชาติของนมสดกระจายไปทั่วปาก สัมผัสล่วงล้ำเมื่อครู่ก็หวนกลับมาให้นึกถึงทันที


ผมรีบวางแก้วนมลง หยิบแก้วใบใหม่มาเทน้ำเปล่าออกมาดื่มอึกๆ ก่อนจะกระแทกแก้วลงโต๊ะ มองเจ้าแก้วนมสดอย่างกับมันคือศัตรูคู่อาฆาต


จากนี้ทุกครั้งที่ผมดื่มนมคงเผลอนึกถึงสัมผัสนั้น!


ตวัดตามองพาร์ที่กำลังเขย่าขนมปังออกมาพิมพ์ ก็กัดฟันมองแฟนตัวเองอย่างเคืองๆ


มันจงใจจูบตอนนั้นแน่ๆ


บ้าเอ้ยผมหลงกลมันอีกจนได้!!


------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2829 KiHaE*129 (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 00:06

    ทุกคนมีความสุขแล้ว

    แต่จากนี้ก็ใช้เวลาเป็นตัวพิสูจน์และช่วยเยียวยาให้มันดีๆ ยิ่งขึ้น

    แหมมมมมมมมมมมมมมมม

    พาร์เนียนตลอดดดดดดดดด

    #2,829
    0
  2. #2679 bwp_k (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 00:03
    พาร์เอ้ยยยยย อดทนไหวไหมนี่
    #2,679
    0
  3. #2605 FairyP718 (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 21:21
    จงใจจูบตอนขนมปังใกล้เสร็จจะได้เปลี่ยนเรื่องได้สินะ ร้ายจริง ๆ พาร์
    #2,605
    0
  4. #2223 shshshx (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:58
    ทุกอย่างคลี่คลายหมดแล้ววววว ไม่อยากให้จบเลยนน
    #2,223
    0
  5. #2131 baekbow (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 11:58
    แอบน้ำตาซึมตอนลุงนิกล้างเท้าย่า กับที่ทีคุยกับพ่อแม่ ดีจังที่เข้าใจกันแล้ว ใกล้จบแล้วอ่ะ ฮือออออ
    #2,131
    0
  6. #2121 Som O Usanee (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 05:01
    ฮือออออออออ ทุกคนแฮปปี้กันสักที ดีใจจจจจจจจ แค่ยอมรับและอภัยให้กัน มันก็ผ่านพ้นไป ความรักและทุกอย่างมันก็ยังคงเดิม
    #2,121
    0