[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 73 : บทที่ 57

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,365
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    29 ก.ย. 59


บทที่ 57


...ปวดหัว


ต้องหลับตานอนนิ่งๆ ครู่ใหญ่ ก่อนจะลืมตาอีกครั้ง มองมึนๆ ไปทั่วเท่าที่ทำได้ บางสิ่งก็คุ้นบางสิ่งก็ไม่คุ้น ถึงอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่าที่นี่คือห้องพักฟื้นคนไข้ของโรงพยาบาล


...มานอนอยู่นี่ได้ไง?


ฝืนอาการปวดหัวครุ่นคิดอย่างหนัก ภาพต่างๆ เริ่มผุดขึ้นมาฉากๆ ผมกำลังนั่งคุยกับพี่แพร์เรื่อยไปจนจู่ๆ ก็ง่วงนอนอย่างหนักจนฝืนต่อไม่ไหว คิดถึงตรงนี้ก็เบะปากใส่พี่สาวคนสวยที่ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหน


วางยานอนหลับคนไข้แบบนี้ได้ไง!


อาการปวดหัวตุบๆ ทำให้ต้องเลิกคิด แม้ใจจะสงสัยว่าคราวนี้พี่แพร์ใช้วิธีไหนวางยาผมอีกแล้วก็ตาม มองหาคนเฝ้าไข้ ไม่รู้ครั้งนี้จะเป็นทายาทคนไหนของลุงหมอ หรืออาจเป็นพี่พยาบาลที่คุ้นเคยกันดี...


แกร๊ก


ผมหันไปมองตามเสียง คนพึ่งออกจากห้องน้ำก็พุ่งพรวดเข้ามาหากอดผมทันที


“มึงตื่นแล้ว! กูเป็นห่วงแทบแย่ตอนหมอมาบอกว่ามึงสลบไปตรงทางเดิน หมอบอกว่ามึงเครียดมากเกินไป!


ผมพยายามยกมือข้างที่ไม่มีเข็มน้ำเกลือขึ้นตบหลังปลอบขวัญคนพูดเสียงสั่นเครือเหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่าง รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่คนเฝ้าเป็นพาร์ ขณะเดี๋ยวกันก็รู้สึกดีจนไม่อยากเชื่อว่า แค่เปลี่ยนคนเฝ้าจะดีจนอยากยิ้มออกมาเลย


ว่าแต่... ย่นคิ้วเข้าหากัน พี่หมอคนไหนไปแกล้งมันเนี่ย!


ผมกำลังจะบอกพาร์ให้ใจเย็นๆ พออ้าปากก็รู้สึกว่าคอแห้งเป็นผง ริมฝีปากแตกจนได้รสสนิม


...อยากได้น้ำสักแก้วสุดๆ และก็อยากลุกขึ้นมานั่งด้วย


แต่แค่ยกแขนก็เปลืองพลังงานน่าดู สุดท้ายเลยต้องปล่อยแขนกลับที่เดิม ปล่อยพาร์กอดผมไป คิดไม่ถึงว่าเพียงแค่ปล่อยมือ พาร์ก็รีบเงยหน้ามองผมตื่นๆ


“เดี๋ยวกูเรียกหมอก่อน”


และก็ห้ามไม่ทัน มันกดเรียกหมอไปแล้ว...เอาเถอะ


ผมฝืนเปล่งคำพูดออกมา แค่คำเดียวก็ทำเอาแสบคอสุดๆ “น้ำ”


“น้ำนะ ได้ๆ”


มองพาร์เทน้ำใส่แก้วให้...เอ่อ หลอดเสียบอยู่ตรงหน้ามึงนะพาร์ ทำไมเมินพวกมันเล่า


เตียงก็ยกปรับระดับได้ แต่พาร์กลับช้อนตัวผมที่ไม่รู้เรี่ยวแรงถูกดูดหายไปไหนหมดมาพิงอกมัน 


...บะ แบบนี้ก็ดีไปอีกอย่าง


แก้วน้ำถูกจ่อชิดริมฝีปาก ประคองให้ผมดื่มน้ำ แรกๆ ก็ดีอยู่ แต่หลังๆ ยกแก้วเร็วไปแล้ว...


“ขอโทษ”


พาร์รีบดึงทิชชู่มาซับน้ำที่หกตรงคอกับอกเสื้อให้ รอยน้ำเปียกเป็นวง ถ้าผมยิ้มขำจะมีใครหาว่าบ้าไหม


แค่ดูก็รู้แล้วว่าพาร์ดูแลผู้ป่วยไม่เป็น แต่ก็พยายามทำให้ผม


คิดถึงตรงนี้รอยยิ้มก็ยิ่งกว้างกว่าเดิม อารมณ์ดีขึ้นอีกโข ทั้งที่ถ้าปกติเจอพยาบาลใหม่ดูแลไม่เป็นแบบนี้ผมที่โดนทั้งหมอทั้งพยาบาลมีฝีมือดูแลอย่างดีมาตลอด...คงหงุดหงิดน่าดู


แค่คนเฝ้าเปลี่ยน อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปจริงๆ


ผมปล่อยให้พาร์กอดต่อ อบอุ่นจนไม่อยากผละห่าง ไหนๆ ก็ได้เป็นผู้ป่วยแล้วถือโอกาสสำออยสักหน่อยจะเป็นไรไป 


“อยากกินน้ำอีกไหม?”


ผมพยักหน้า คราวนี้คนป้อนระมัดระวังกว่าเดิมจนน้ำมาถึงแค่ริมฝีปาก ยังไม่ทันได้เข้าปาก พาร์ก็ลดแก้วลงให้น้ำไหลกลับ เป็นแบบนี้หลายรอบ แต่ผมก็ยังไม่หงุดหงิดจนรู้สึกว่าตัวเองแปลกเกินไปแล้ว


ระหว่างกำลังครุ่นคิดหาสาเหตุ ก็ได้ยินเสียงประตูห้องเปิดปิด เห็นผู้เข้ามาใหม่ก็ไม่ต้องเดาแล้วว่าใครแกล้งพาร์


ผู้ชายสวมเสื้อกราวน์สีขาวตรงหน้าคือลูกชายคนที่สี่ของลุงหมอ...พี่พลับครับ น่าจะเป็นหมอเจ้าของไข้ผมด้วย


พี่พลับมองสภาพพวกผมด้วยความมึนงง เอ่ยปากถามอย่างสงสัย


“ทำไมเธอไม่ใช้หลอดป้อนน้ำคนป่วย?”


“เอ่อ...ผม”


“แล้วจับทีนั่งพิงตัวเองทำไม?” ไม่ถามเปล่า ยังเดินมาช่วยปรับเตียงขึ้นให้ด้วย “ทำแบบนี้ดีต่อร่างกายคนไข้มากกว่า และเธอสามารถเคลื่อนไหวดูแลคนป่วยได้สะดวกกว่าด้วย”


จากนั้นพาร์ก็โดนพี่หมอจ้วงยับ ซักจนรู้ว่ามันไม่เคยดูแลคนป่วยมาก่อน


“...ฉันคงให้เธอดูแลทีไม่ได้แล้ว”


คนฟังหน้าเจื่อนทันที ผมที่ได้กลับไปนั่งพิงเตียง เห็นพี่พลับทำหน้านิ่งขรึมก็อยากหัวเราะ ไม่ให้ดูแลอะไรถึงยอมปล่อยให้มาเฝ้าผมตั้งแต่ต้น และน่าจะรู้ด้วยว่าพาร์ดูแลคนป่วยไม่เป็นตั้งแต่แรก


ผมนึกถึงพี่พีท...หมายหัวไว้ในใจว่าต้องเป็นตัวต้นเหตุให้พี่พลับมาแกล้งพาร์แน่ๆ


“เมื่อเธอไม่ใช่คนเฝ้าไข้ หมอก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้คนไม่เกี่ยวข้องอยู่ในห้องคนไข้ห้ามเข้าเยี่ยม...”


“ผมจะพยายามเรียนรู้ครับ!


พี่พลับเลิกคิ้ว แววตาประหลาดใจขึ้นมาแวบหนึ่ง พอหันมาเห็นผมมองอยู่ก็ขยับปากเหมือนจะบอกว่า แฟนใช้ได้นี่น่า ผมส่งยิ้มภูมิใจกลับไป ขณะเดียวกันก็จดชื่อพี่พีทลงบัญชีดำไว้ในใจอีกกระทง ท่าทางจะเป็นคนกระจายข่าวเรื่องพาร์เป็นแฟนผมให้พี่น้องตระกูลผลไม้รู้กันหมดแล้วแน่ๆ และนั่นหมายความว่าช่วงที่ผมหลับ พาร์คงโดนหมอตระกูลผลไม้แกล้งมากกว่าหนึ่งคน


“ถ้าอย่างนั้นเอานี่ไปหาพยาบาลชื่อภาวินี ยื่นกระดาษใบนี้ให้เธอ แล้วบอกว่าหมอส่งตัวมาให้เรียนรู้งานดูแลผู้ป่วย”


“ครับ” พาร์รับกระดาษใบนั้นมาอย่างว่าง่าย ก่อนเดินออกจากห้องมีหันมามองผมแวบหนึ่ง ขยับปากบอกว่าเดี๋ยวมา แล้วจ้ำเท้าเดินออกไปเลย จะห้ามก็ห้ามไม่ทัน


สิ้นเสียงประตูปิดไม่นาน หมอผู้เคร่งขรึมก็หลุดหัวเราะออกมาทันที


ผมกรอกตามองเพดาน อยากจะพูดอยู่หรอก แต่สภาพคอไม่อำนวย จึงชี้นิ้วไปทางแก้วน้ำที่วางทิ้งไว้


พี่พลับกลืนเสียงหัวเราะ รีบช่วยเทน้ำเพิ่มหยิบหลอดใส่แก้วให้ผมทันที หลังดูดน้ำจนพอใจค่อยเริ่มต้นแฉ่งพี่ชายตรงหน้า


“ไปแกล้งเขาทำไม”


“พีทบอกว่าแกล้งแล้วสนุกมาก พี่เลยอยากลองแกล้งดู”


ผมอยากตบหน้าผาก แต่ตอนนี้ทำแค่ถอนหายใจ ปล่อยหมอตรวจร่างกาย โดนซักถามอาการก็บอกหมดเกลี้ยงไปตามตรง เสร็จหน้าที่ก็ยังไม่ไปไหน แต่เปลี่ยนมานั่งขอบเตียงชวนผมคุยต่อ 


“พี่แพร์บอกว่าทีทะเลาะกับย่ามา”


“อืม”


“บอกด้วยว่าทีเจอเรื่องสะเทือนใจบางอย่างมา”


“อืม”


“เพราะแฟนทำ?”


“ใช่ที่ไหน เรื่องครอบครัวต่างหาก” ผมพูดถึงตรงนี้ก็ชะงัก “อย่าบอกว่าเพราะสาเหตุนี้พี่เลยแกล้งพาร์!


“ก็มีส่วน พี่แพร์ไม่ได้บอกว่าเรื่องอะไรนี่น่า พี่เลยคาดเดาความเป็นไปได้เฉยๆ การที่พี่แพร์ตัดสินใจวางยานอนหลับเราเนี่ยแสดงว่าอาการต้องหนักเอาเรื่อง”


ผมได้แต่เงียบฟัง


“แล้วตอนนี้รู้สึกเป็นไงบ้าง พี่หมายถึงจิตใจ”


“...ก็ดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ อย่างน้อยทีก็คิดว่าตัวเองยังพอไหว”


“ดีแล้วๆ ทีของพี่เข้มแข็งจะตาย ไม่ว่าเรื่องอะไรต้องผ่านมันไปได้อยู่แล้ว”


ผมกลับส่ายหน้า กวาดมองเสื้อกาวน์เรียบกริบสะอาดสะอ้านก็ถามอย่างไม่แน่ใจ


“ทีกอดพี่ได้หรือเปล่า”


“อยากกอดก็มาสิ” พี่พลับกางแขนออกรอ ผมโผเข้าหา ปล่อยให้พี่พลับลูบหัวปลอบโยน “พี่คุยเป็นห่วงทีมากนะ แต่ตอนนี้ไม่ว่าง คิดว่าพรุ่งนี้ถึงจะมาเยี่ยมได้”


“อือ”


“จะว่าไปตอนทีมาอยู่บ้านพี่ ก็ได้พี่คุยเป็นคนเลี้ยงหลักนี่เนอะ”


“...พูดถึงเรื่องนี้ทำไม?”


“พี่แค่รู้สึกว่า...ทีในตอนนี้เหมือนตอนนั้น พี่คุยเคยบอกว่าตอนเจอทีตัวเป็นๆ ครั้งแรกรู้สึกว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างทีอาจหายไปก็ได้”


ผมผงกหัว ผละออกห่างพี่พลับ ย่นคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ


“ทำไมต้องมีคำว่าตัวเป็นๆ”


“ก็พวกพี่เห็นแต่ในรูปถ่ายนี่ บ้านพี่มีตั้งแต่รูปทีพึ่งเกิด ตัวยังเปื้อนเลือดอยู่เลย ไม่นึกเลยว่าเด็กน่าเกลียดตอนนั้นผ่านมาอีกสองสามปีจะน่ารัก เวลาดูรูปเปรียบเทียบกันทีไรพวกพี่หัวเราะขำทุกที”


ผมเบ้ปาก ตวัดตามองอย่างรู้ทัน “พี่อยากพูดอะไรกันแน่ พูดมาเถอะ ทีพร้อมจะฟัง”


พี่พลับหุบรอยยิ้มลง แววตามองมาดูดุหน่อยๆ “พี่ไม่เห็นด้วยที่ทีไปทะเลาะกับคุณย่าแบบนั้น”


ผมชะงัก “ทีก็ไม่อยากทะเลาะนะ แต่ตอนนั้นมัน...”


“แล้วไปพูดแบบนั้นกับคุณย่าได้ยังไง...คุณย่าอายุมากแล้ว บางเรื่องที่สะเทือนใจมากก็มีผลต่อสุขภาพท่านเหมือนกัน”


แววตาผมสั่นไหว “เพราะที...คุณย่าถึงต้องเข้าโรงพยาบาลใช่ไหม”


“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เข้าหรือไม่เข้า มันอยู่ที่ว่าคำพูดของทีส่งผลกระทบอะไรบ้างต่างหาก ถ้าคุณย่าเป็นอะไรขึ้นมา ตัวทีเองนี่แหละที่จะเสียใจที่สุด พี่พูดถูกไหม?”


“อือ...”


“โอ๋ๆ ไม่เอาไม่ร้อง”


“ทีไม่ได้ร้องสักหน่อย!


“ปากแข็งกับใครก็ได้ แต่อย่ามาปากแข็งกับพี่ ถึงภายนอกทีจะไม่ได้ร้องไห้ แต่ภายในใจกำลังร้องอยู่แน่ๆ บางครั้งไม่ต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ อ่อนแอให้คนอื่นได้เห็นบ้างก็ดี จะได้ไม่ถูกคนอื่นเข้าใจผิด น้องคนนี้ของพี่ไม่ได้แข็งขนาดนั้นสักหน่อย ข้างในใจของทีมีรูพรุนมากมาย ซับซ้อนเกินไปจนใครเข้าไปคงหลงทาง ถึงอย่างนั้นโครงสร้างก็ยังคานกันไปมาทำให้ไม่ถล่มลงมาง่ายๆ แต่ถ้าสมดุลเสียก็มีสิทธิ์พังทลายทุกเมื่อเหมือนกัน เพราะงั้นทุกคนถึงได้เป็นห่วงทีมากๆ ไง จนบางครั้งก็อาจสปอย์มากไปหน่อยจนทีนิสัยเสีย!


“...ถ้าพี่อยากจะด่าผม ไม่ต้องพูดอ้อมขนาดนี้ก็ได้”


“ด่าตรงๆ เราก็ไม่เข้าใจน่ะสิ ตัวทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองนิสัยเสียตรงไหน”


“ตรงไหนล่ะ?”


พี่หมอดึงแก้มสองข้างจนยืด “อันนี้พี่แพร์ฝากมาให้ทำ และฝากให้บอกทีด้วยว่า คิดถึงคนรอบตัวให้มากกว่านี้หน่อย”


แก้มผมถูกปล่อย เจ็บแปล๊บๆ เลยครับ


“อาจเพราะทีอยู่แต่ในสังคมปิดด้วยล่ะมั้ง ก่อนเข้ามหาลัยก็วนเวียนอยู่กับพวกพี่บ้าง เพื่อนบ้าง ไม่ก็อยู่บ้านพ่อแม่ พวกเรารู้ว่าทีเจออะไรมา ทุกคนเลยพร้อมใจกันดูแล เฝ้าระวัง ให้ความสนใจทีก่อนเสมอ ทีเลยติดนิสัยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของคนอื่นถึงทุกวันนี้ ไม่รู้ตัวเลยไม่ใช่ไหม?”


ผมได้แต่ผงกหัวเงียบๆ


“มีแค่น้องน้ำกับน้องอันที่แตกต่าง เพราะพวกเขาดูแลทีไม่ได้ ตรงข้ามทีต่างหากต้องดูแลพวกเขา ที่พี่อยากบอกคือ ให้เอาความเอาใจใส่นั่นมาใช้กับคนอื่นๆ ด้วย และอย่ามองว่าคนอายุเท่ากันหรือมากกว่าจะต้องเป็นฝ่ายยอมทีตลอด ถึงทีจะมีความสามารถทำให้คนอื่นยอมสยบได้ก็ตาม แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าวิธีนี้ไปสร้างความขุ่นเคืองหรือทำให้คนอื่นเจ็บปวด”


ผมนึกถึงเรื่องที่ผ่านมา...ก็ได้แต่ยอมรับว่าพี่พลับพูดถูก


“ปรับปรุงตัวซะ ก่อนทีจะโตมากกว่านี้ ต่อไปในอนาคตทีต้องเจอคนอีกเยอะแยะ และพวกเขาไม่ได้รับรู้อดีตของทีด้วย ทีจะเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่มีสิทธิเท่ากันในสายตาของพวกเขา ไม่มีใครพิเศษกว่าใคร และพี่ก็อยากให้ทีสร้างมิตรมากกว่าศัตรู”


หัวของผมโดนขยี้


“ลองเก็บไปคิดดู คืนนี้ก็นอนที่นี่ พี่สั่งห้ามงดเยี่ยมไปแล้ว ไม่มีใครมากวนแน่นอน”


ผมสะดุ้งหูคำหนึ่งจึงทวนคำเป็นเชิงถาม “คืนนี้?”


พี่พลับไม่ตอบแต่เดินไปดึงผ้าม่านให้ผมดูว่าข้างนอกฟ้ามืด เหลือเพียงแสงไฟตามสถานที่ต่างๆ แล้วโชว์นาฬิกาบนข้อมือให้ผมเห็นหน้าปัด “ตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว”


เฮ้ย!! ผมหลับไปนานขนาดนั้นเลยเรอะ?!


“เดี๋ยวพี่ไปดูพยาบาลจำเป็นของเราก่อน ไม่รู้โดนพี่ภาสอนแบบจัดเต็มถึงไหนแล้ว”


“อย่าแกล้งมากนะพี่ แล้วก็...เอาเขามาคืนทีด้วย”


“โอ้...หวงไม่น้อยนี่ หึๆ”


ได้แต่เบือนหน้าหนี ปิดปากเงียบกริบ ใครอยากหัวเราะก็หัวเราะไป ผมไม่สน!



 

สองชั่วโมงต่อมา พาร์ก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้าผู้ป่วยของโรงพยาบาลชุดใหม่


“มึงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า”


“อือ...”


ผมยื่นมือรอรับ จนแล้วจนรอดพาร์ก็ไม่ได้ส่งให้ แค่วางไว้ตรงเก้าอี้ข้างเตียง แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ สักพักก็ออกมาพร้อมกะละมังใบเล็กกับผ้าขนหนูสะอาด ระหว่างที่ผมกำลังมึน เชือกชุดผูกป่วยก็ถูกดึงออก


“เฮ้ย!


คนทำไม่มีเงอะงะ ถอดเสื้อเสร็จก็ใช้บิดน้ำจากผ้าขนหนูเอามาสัมผัสตัวผมทันที ผ้าอุ่นกำลังดีทำให้ผมผ่อนคลาย ยอมปล่อยให้พาร์เช็ดตัวให้ แอบทึ่งหน่อยๆ ไม่คิดว่าพอกลับมาจะเป็นงานขนาดนี้ เช็ดตัวให้เสร็จก็จับผมใส่เสื้อผ้าอย่างดี


มองตามหลังคนเอาน้ำไปเททิ้ง...รู้สึกอยากจะให้รางวัลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


ครุ่นคิดว่าจะให้อะไรดีให้สมกับที่มันน่ารักมาก พอคิดถึงเรื่องที่พาร์ได้แล้วคงถูกใจมาก หน้าผมก็ร้อนขึ้นมาทันที ระหว่างกำลังลังเลใจ พาร์ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ตรงดิ่งมาทาบมือกับหน้าผากผมด้วยสีหน้ากังวล


“...ตัวไม่ร้อน”


ผมปัดมือพาร์ออก อาศัยจังหวะนั้นตัดสินใจกระชากคอเสื้อให้มันโน้มหน้าลงมา ประทับริมฝีปากตัวเองลงบนปากอีกฝ่าย แช่ไว้ครู่หนึ่งก็ผละออก รีบปล่อยมือ พลิกตัวหันหลังให้คนยืนตัวแข็งทื่อ เอ่ยงึมงำขอบคุณ


ไม่นึกเลยว่าแค่เป็นฝ่ายจูบก่อนจะน่าอายขนาดนี้


แอบรู้สึกนับถือมันอยู่ในใจที่กล้าเป็นฝ่ายขอจูบก่อนอยู่เรื่อย


ผมสะดุ้งเมื่อโดนใครบางคนคร่อมกักร่างช่วงบนกะทันหัน ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงหน้าที่โน้มเข้าหา ช่วงชิงริมฝีปากกันดื้อๆ เนิ่นนาน ก่อนลามไปที่แก้มเลยไปถึงคอ


“เดี๋ยวโว้ย!” รีบเอียงหน้าหลบ พยายามดันพาร์ออกห่าง


“อยู่เฉยๆ ดิ้นหนีมากๆ เดี๋ยวกูทนไม่ได้ขึ้นมามึงจะซวย”


คำสั่งกึ่งขู่ ทำให้ผมได้แต่นอนนิ่ง ปล่อยมันสัมผัสจนหน้าเห่อร้อนไปหมด และต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกเจ็บจี๊ดปนเสียวแปลกๆ แถวหลังคอ พาร์ซบหน้านิ่งอยู่แบบนั้นครู่ใหญ่ถึงปล่อยตัวผมเป็นอิสระ พึ่งรู้ว่าเสื้อตัวเองหลุดลุ่ยก็ตอนที่มันช่วยขยับให้เข้าที่ ผูกเชือกกลับเหมือนเดิมนี่แหละ


“อย่ายั่วให้มากนัก กูทนไม่ค่อยไหวหรอกนะ”


ผมอ้าปากค้าง มองคนเดินหายเข้าไปในห้องน้ำอีกรอบ ตั้งสติได้ก็อยากด่า


กูไปยั่วมึงตอนไหนวะ!


ผมสะบัดผ้าห่มคลุมตัวเอง ปรับเตียงให้เป็นแบบนอนราบ


กล้าว่ากูแบบนี้! ต่อไปมึงอย่าหวังเลยว่าจะได้รางวัลอะไรจากกูอีก!


แม่ง! หงุดหงิดวะ!

 



แปดโมงกว่า พี่พลับกับพี่แพร์มีมติเอกฉันท์ว่าไม่เป็นอะไรแล้ว แต่การเข้าเยี่ยมคุณย่ากลับเป็นอีกเรื่อง


แพทย์ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนหันไปมองอีกหนึ่งแพทย์ตระกูลผลไม้ พี่ชายคนโตของบ้านที่กำลังบังคับให้ผมกินข้าวเช้าที่ทางโรงพยาบาลจัดมาให้


“พี่คุยคิดว่าไง?”


ชื่อเล่นเต็มๆ คือ ลูกคุย อายุห่างจากผมสิบหกปีได้ ต้นกำเนิดชื่อเล่นผลไม้ที่สืบทอดไปยังน้องๆ ถ้าเรียงลำดับชื่อตามคนเกิดก่อนก็ ลูกคุย ลูกแพร์ ลูกพรุน ลูกพลับ ลูกพีท เกิดเป็นห้าคุณหมอตระกูลผลไม้


“อยากไปเคลียร์? หรืออยากไปทะเลาะ?” พี่คุยถามผมเสียงเรียบ


“...ทีอยากขอโทษมากกว่า”  


พูดจบ ช้อนตักโจ๊กพูนๆ ก็ถูกยัดเข้ามาในปาก ผมทำหน้าเหยเกทันที นี่มันโจ๊กหรืออะไร ทำไมจืดสนิทจนอยากร้องถามหาพริกไทย กระเทียมเจียว และน้ำปลา


“ถ้ากินโจ๊กหมดถ้วยได้ พี่จะยอมให้เข้าเยี่ยมคุณย่า”


ผมรีบหันไปมองขอความช่วยเหลือจากพี่ชายและพี่สาว แต่ทั้งสองคนกลับส่ายหน้าหวือ ไม่คิดช่วยกันสักนิด พอหันไปมองพี่คุย ฝ่ายนั้นก็ยัดช้อนใส่มือผม โต๊ะสำหรับทานข้าวบนเตียงถูกสองหมอช่วยเข็นมาอย่างรู้ใจให้พี่คุยวางชามโจ๊กสีขาวจั๊วะลงตรงหน้าคนบนเตียง


“เลือกเอาเองแล้วกัน ไม่อยากเจอก็ไม่ต้องกิน”


ผมก้มมองโจ๊ก จำใจตักของสีขาวตรงหน้าเข้าปาก ในใจน้ำตาไหลพรากๆ


อาหารผู้ป่วยของโรงพยาบาลรสชาติสุดยอดแย่จริงๆ 


เคยมีใครกินโจ๊กชามเดียวแต่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงไหม...ผมนี่ไง


หลังกินหมดก็โดนปล่อยตัวออกจากห้องพัก เดินปิดปากด้วยสภาพพะอืดพะอม อยากอ้วกแต่ทำไม่ได้ ขืนปล่อยออกมาอาจต้องกินเข้าไปใหม่อีกชามก็ได้ใครจะรู้


“ที อ้าปาก”


ผมส่ายหน้าเล็กน้อย ขืนอ้าปากตอนนี้ของในท้องได้พุ่งออกมาพอดี แต่พาร์ไม่ยอม ดึงมือผมออก บังคับให้อ้าปาก ระหว่างมองมันอย่างขุ่นเคือง อะไรบางอย่างก็ถูกยัดเข้ามา รสหวานหอมของลูกอมแผ่กระจายไปทั่วลิ้น ช่วยลดความอาการพะอืดพะอมได้อยู่หมัด


“ดีขึ้นไหม”


ระหว่างพยักหน้าก็แอบรู้สึกผิดที่ไปโมโหมัน ก่อนเปลี่ยนเป็นความสงสัย ทำไมไม่บอกกันดีๆ วะ แต่มีอีกเรื่องที่ผมสงสัยกว่า


“ไปเอามาจากไหน?”


“ไปขอจากแม่เด็กที่อยู่ตรงโน้นมา” พาร์ชี้ไปทางหนึ่ง ผมมองตามก็ไม่รู้ว่าคนไหนอยู่ดี ได้แต่ขอบคุณเจ้าของลูกอมในใจ และกำลังจะพูดขอบคุณพาร์...


“ถ้าจะขอบคุณกู ขอที่แก้มนะ”


พลั่ก! ผมอดเตะมันไม่ได้จริงๆ


ทีเมื่อวานจูบปากให้เป็นรางวัล มันยังหาว่าผมยั่วอยู่เลย นึกถึงแล้วยังโมโหไม่หาย


“โกรธอะไรกูเนี่ย?”


“เหอะ!


ผมจ้ำเท้าเดินหนีมา มุ่งหน้าไปยังห้องเป้าหมายที่อยู่ชั้นเดียวกัน แต่คนละฟากตึกไม่รู้เป็นเรื่องจงใจหรือแค่เรื่องบังเอิญ ไปถึงหน้าห้องความกล้าที่มีก็ชักหดหาย ยืนนิ่งอยู่นานจนพาร์เดินตามมาทัน


“ไม่เข้าไปล่ะ?”


“ก็...”


พาร์มองหน้าผมครู่เดียวก็ช่วยเคาะประตูให้ ได้ยินเสียงขานรับจากข้างในก็ช่วยเปิดประตูดุนหลังผมเข้าไป


“กูรอข้างนอกนะ” ทิ้งท้ายเพียงเสียงกระซิบ ก่อนมันช่วยดึงประตูปิดให้


เดินเข้าไปก็เจอคุณปู่กำลังลุกจากเก้าอี้พอดี ไม่มีคำพูดใดๆ นอกจากมือที่ตบบ่าสองสามที แว่วเสียงเปิดปิดประตู แต่สายตาของผมก็ยังหยุดมองที่คนนอนหลับบนเตียงเนิ่นนาน กว่าสองขาจะก้าวตรงไปหา ทรุดนั่งเก้าอี้ที่ยังมีไออุ่นหลงเหลือ เพียงแค่สามปีที่ไม่ได้เจอตัวกันตรงๆ หญิงชราตรงหน้าผมก็ดูโรยราขึ้นมากจริงๆ


ผมคว้ามือเหี่ยวย่นขึ้นมาสัมผัส กุมไว้ให้รับรู้ถึงความอุ่น ขบคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเองก็พบว่ามันแย่จริงๆ


“ทีขอโทษนะครับ”


“...ขอโทษอะไร”


ผมสะดุ้ง ไม่คิดว่าคนหลับจะเอ่ยออกมา แรงบีบที่มือทำให้ผมรู้ว่าคุณย่าตื่นแล้ว...หรืออาจจะไม่ได้หลับอย่างที่ผมเข้าใจ


“ปรับเตียงให้ย่าหน่อย”


ผมรีบทำทันที เรียบร้อยแล้ว มือเหี่ยวย่นก็ตบเตียงผู้ป่วย


“มานั่งบนเตียงกับย่านี่ ย่าจะเล่านิทานให้ฟัง”


ผมลังเลครู่หนึ่ง พอโดนมองดุก็รีบขึ้นไปนั่งด้วย


“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หญิงคนหนึ่งพบรักกับชายหนุ่ม แต่งงานไม่นานก็ได้ของขวัญจากฟ้า เป็นบุตรชายตัวน้อยๆ ไม่กี่ปีต่อมาก็ได้ของขวัญที่สอง แม้จะผิดหวังที่ไม่ได้บุตรสาวก็ไม่เป็นไร เด็กน้อยสองคนซุกซนตามวัย ยิ่งโตก็ยิ่งนำพาปัญหานู้นนี่มาให้ปวดหัว บางเรื่องพวกเขาจัดการเอง บางเรื่องก็มาขอให้ช่วย แต่เรื่องใหญ่ในชีวิตกลับปิดปากเงียบกันทั้งคู่ น่าตีจริงๆ ว่าไหม”


ผมได้แต่ยิ้มแห้ง


“ปัญหาใหญ่ของลูกคนเล็กแสดงผลก่อน สองพี่น้องช่วยกันปิดบังน่าดู แต่สุดท้ายความก็แตกว่าลูกชายคนเล็กไปทำหญิงวัยเรียนคนหนึ่งท้อง ย่ามารู้ก็วันที่เด็กน้อยคลอดอย่างปลอดภัย ได้อุ้มชูให้ชื่นใจได้แปบเดียว เจ้าลูกชายคนโตก็หอบหลานหายไปไหนไม่รู้ แต่เรื่องนี้ไว้ก่อน”


คุณย่าลูบหัวผม


“เมื่อลูกชายคนเล็กผิดเต็มประตู แถมยังเคราะห์ร้ายพึ่งโดนไล่ออกจากงาน ลำบากจะแย่ก็ไม่คิดมาขอความช่วยเหลือ ผู้เป็นแม่ทนมองไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย หางานให้ลูกชายทำ และเริ่มสืบประวัติหญิงสาววัยเรียนคนนั้นจนรู้ว่าเธอขาดญาติสนิทมิตรสหายที่พึ่งพาได้ เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า”


“เป็นเรื่องปกติถ้าจะสงสัยว่ามีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า จึงทำเพียงส่งเสียให้เธอเรียนต่อให้จบ และจับตาเฝ้ามองดูไปก่อน หากเธอเป็นคนดีก็ไม่คิดกีดกั้นเพราะเรื่องชาติกำเนิดแต่อย่างใด ผ่านไปหลายปีเธอก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คนดีและไม่ใช่คนเลว เป็นคนปกติคนหนึ่งที่มีอคติต่อว่าที่แม่สามีไม่น้อย”


คุณย่าคอแห้ง ผมเลยเทน้ำใส่แก้วป้อนคุณย่าไปหลายอึก แล้วฟังคุณย่าเล่าต่อ


“คนเราทะเลาะกันได้หลายสาเหตุ เช่น ความเห็นไม่ลงรอย มองในมุมที่แตกต่าง เมื่อแม่สามีกับลูกสะใภ้เข้ากันไม่ได้ หลังแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว ลูกชายคนเล็กจึงแยกตัวไปอยู่ที่อื่น แม้จะไม่ค่อยถูกใจสะใภ้คนนี้นัก แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ลูกชายคนเล็กเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที เหลือแต่ลูกชายคนโตไม่รู้ว่าหายหัวไปอยู่ไหน”


“ลุงนิกไม่ได้ติดต่อกลับมาเลยเหรอครับ?”


“มีโทรมาบ้าง บางทีก็อุ้มหลานกลับมาให้ปู่ย่าชื่นใจไม่กี่วันก็หายไปอีกแล้ว ถามก็ไม่เคยจะบอก แต่เห็นลูกมีความสุขดีก็ขี้เกียจจะไปยุ่ง อีกอย่างตอนนั้นย่าปวดหัวกับลูกคนเล็กมากกว่า สองคนนั้นรักๆ เลิกๆ จนหลังๆ ย่าเริ่มปล่อยวาง จะรักจะเลิกก็เรื่องของพวกเธอ”


“แล้วคุณย่ารู้ตอนไหนว่าลุงนิกอยู่ญี่ปุ่น?”


“ย่าสงสัยว่าทั้งที่ทีใกล้ถึงวัยเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้ว ทำไมไม่พากลับมาสักที บ่ายเบี่ยงอยู่นั่น แล้วตอนหลังมาบอกว่าจะให้ทีเรียนที่ต่างประเทศ ย่าก็ตกใจสิ เหตุผลก็ฟังไม่ขึ้นเอาซะเลย จึงต้องจ้างนักสืบเอา พอได้เรื่องย่าแทบจะปรี๊ดแตก ลูกชายคนโตปิดบังเรื่องแฟนหนุ่ม แถมยังหอบหลานไปเลี้ยงดูดั่งเป็นครอบครัวเดียวกัน”


“เอ๊ะ! คุณย่ารู้ตั้งแต่ตอนนั้น!!


“ก็ใช่น่ะสิ! ถึงเรียกเจ้านิกกลับมาไง บังคับให้เอาทีกลับมาด้วย ในสายตาย่าดูยังไงก็ครอบครัวจอมปลอม ย่าทนไม่ได้ถ้าต้องให้ทีโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น!


“แต่ที...” ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่เลยนะ


ผู้เป็นย่าถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “สังคมตอนนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างรับเรื่องรักร่วมเพศเท่าตอนนี้ แล้วลองคิดดูถ้าทีโตจนรู้ความมากกว่านั้นจะเป็นยังไง เพื่อนๆ ในโรงเรียนจะมองทีแบบไหน แค่คิดย่าก็กังวลแทนไปหมด”


ผมได้แต่เงียบฟัง นี่คือมุมมองของผู้ใหญ่ ต่างจากมุมมองของเด็กอย่างผมคนละเรื่อง


“อีกอย่างย่าอยากให้นิกกลับมาเดินสู่เส้นทางที่ถูกที่ควรด้วย และเห็นได้ชัดว่านิกต่อต้านเรื่องนี้มาก ถึงยอมกลับมาตามที่ย่าบอก แต่ไม่ยอมพาทีมาหาสักที ตอนหลังไม่รู้นึกยังไงถึงได้พาทีกลับเข้าบ้าน ส่วนตาอรรถกับแม่อร พอรู้ข่าวว่าทีกลับมาก็ชอบมาด่อมๆ มองๆ อยู่ห่างๆ ท่าทางอยากไปทำความรู้จัก แต่ก็ไม่กล้าสักที ย่าเห็นแล้วรำคาญบวกอยากช่วย เลยเปิดโอกาสแนะนำทีให้รู้จักกันไว้ สองคนนั้นเป็นคู่สามีภรรยากันแล้ว สามารถรับทีกลับไปเลี้ยงดูได้ และย่าก็อยากให้หลานชายได้รู้จักพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาด้วย”


เล่าถึงตรงนี้แววตาคุณย่าก็เคร่งเครียดขึ้น


“แต่หลานกลับต่อต้านจนน่าตกใจ ย่าพยายามหาวิธีลดความต่อต้านนั้นลง แต่ผลคือย่ำแย่กว่าเก่า สภาพทีในตอนนั้นทำย่าร้องไห้ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เด็กที่ร่าเริงสดใสในทีแรกถึงไม่รอยยิ้มอีกเลย ย่ามารู้ตอนหลังว่านิกมีอิทธิพลกับทีไม่น้อยเลยขอให้นิกช่วย ย่าคิดเพียงแค่อยากให้นิกเปิดทางให้อรรถบ้าง...ไม่ได้คิดเลยว่าจะทำร้ายความรู้สึกของลูกชายคนโต


“ย่ามารู้ตัวว่าทำผิดพลาดแล้วก็ตอนอรรถโทรมาบอกว่าหลานชายของย่าหายตัวไป ต้องระดมคนตามหาทั่วสวนสัตว์จนวุ่นวายไปหมด แถมยังฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจ ตกได้ตกดี...”

 

ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาไม่ลืมหูลืมตา มีพี่ชายแปลกหน้าคนหนึ่งฝ่าสายฝนปรากฏตัวตรงหน้าพวกเรา

เจอตัวสักที

มือใหญ่ขยี้หัวผมกับคนข้างๆ จนเส้นผมเปียกๆ พันกันยุ่งไปหมด กลับกันเถอะคนอื่นๆ รออยู่

 

ผมกระพริบตา ก็พบว่าคุณย่ายังเล่าเรื่องให้ฟังอยู่ และคงไม่ทันสังเกตเห็นผมเหม่อลอยไปช่วงหนึ่ง


...ถ้าเด็กในตอนนั้นคือพาร์ เขายอมเปียกปอนนั่งหนาวสั่นเป็นเพื่อนผมที่หลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้เดียวกัน ทั้งที่เขาจะวิ่งไปหลบฝนในที่ดีกว่านี้ก็ได้แท้ๆ ส่วนคนที่หาเราเจอคือพี่คุย


ช่วงเวลาสั้นๆ ที่พาพวกผมวิ่งฝ่าฝนบ้าง หาที่หลบบ้าง ทำให้ได้รู้ว่าคนมาช่วยใจดีมาก เอาใจใส่กันสุดๆ ตามหาตัวพ่อแม่ให้พาร์จนเจอ แล้วพาตัวเขาส่งคืนครอบครัว ก่อนพาผมกลับมาเจอคนที่รออยู่ มีปู่ ย่า พ่อ แม่ ลุงนิก อยู่กันครบหมด แต่ผมเลือกเมินพวกเขาแล้วกอดคอพี่คุยที่อุ้มผมอยู่แน่น  


“แต่ทีไม่ยอมกลับบ้านกับพวกย่า แม้แต่นิกก็ไม่เอาแล้ว เราจนปัญญาเลยต้องขอฝากให้ครอบครัวหมอช่วยดูแลทีชั่วคราว...ย่าไม่เคยเห็นนิกเศร้าขนาดนั้นมาก่อนเลย เศร้ายิ่งกว่าเจ้าอรรถอีก และไม่ย่อท้อตามไปง้อทีทุกวัน ผิดกับเจ้าอรรถเลือกรออย่างเดียว ย่าโมโหมาก เลยสั่งงดสองคนนั้นมาบ้านย่าชั่วคราว ถึงอย่างนั้นทีก็ไม่ยอมกลับมา...”


เพราะผมชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่บ้านลุงหมอน่ะสิ เป็นน้องคนเล็กของพี่ๆ ห้าคน ทุกคนผลัดกันดูแลบ้าง ช่วยกันดูแลบ้าง ไม่เคยปล่อยผมอยู่ตามลำพัง อยู่ที่นั่นแล้วสบายใจกว่ามาก


“กว่าทีจะยอมให้นิกพากลับมาก็หลังเข้าเรียนอนุบาลไปเกือบเดือน พอไม่มีเจ้าอรรถกับแม่อรเข้ามายุ่งวุ่นวาย ทีก็เหมือนจะดีขึ้น เริ่มกลับมายิ้มมาซนได้อีกครั้ง คราวนี้ย่าทำเพียงมองนิกเลี้ยงดูทีโดยไม่เข้าไปวุ่นวาย ถึงอย่างนั้นก็แอบส่งรูปถ่ายไปให้เจ้าอรรถดูอยู่บ่อยๆ เหมือนกับว่าแค่นั้นเจ้าอรรถกับแม่อรก็พอใจแล้ว ย่าถึงได้รู้ตัวในตอนนั้นเอง ก่อนหน้านี้ย่าเจ้ากี้เจ้าการเกินไป”


ผมตกใจที่เห็นคุณย่าร้องไห้จนทำอะไรไม่ถูก


“...ย่าไม่คิดว่าเรื่องครั้งนั้นจะฝากรอยแผลเป็นไว้ในใจทีแบบนี้ ย่าไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำลายครอบครัวของเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่งทิ้ง ย่าไม่รู้เลยว่ากำลังยัดเหยียดครอบครัวให้เด็กที่พึ่งหัวใจแตกสลายกับความจริงที่ได้รับรู้ ย่าไม่เคยรู้ว่าเกือบทำลายสายสัมพันธ์ที่เด็กคนหนึ่งมีต่อพ่อที่เลี้ยงดูเขามา ย่าขอโทษนะลูก ขอโทษจริงๆ”


ผมเม้มปาก ปล่อยน้ำตาร่วงหล่นอย่าห้ามไม่อยู่ สองแขนโอบกอดผู้สูงวัยในชุดผู้ป่วยโรงพยาบาลแน่น ได้สัมผัสถึงได้รู้ว่าร่างกายคุณย่าผอมลงมากเมื่อเทียบกับในความทรงจำ


“ที่ผ่านมาเกลียดย่ามากไหม”


ผมหุบตามองผ้าห่ม “ทีไม่รู้ บางทีอาจแค่โกรธ”


“และเก็บกด”


ผมรีบสบตาคนพูดเสริม แววตาคุณย่ามองมาอย่างเข้าใจ


“ที่จริงย่าก็เคยสงสัย ถึงทีจะซน จะแสบ แต่บางครั้งก็ว่านอนสอนง่ายแปลกๆ หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นทีแทบไม่ขัดใจใครเลย ใครให้ทำอะไร ถ้าทำได้ก็ทำ ขนาดโดนแม่อรจับแต่งหญิงก็ยังยอม เป็นเด็กดีน่ารักจนน่าเหลือเชื่อ แต่ย่ากลับไม่ได้เอะใจเลยว่าทำไมทีถึงได้เป็นเด็กดีขนาดนี้ เอาแต่คิดว่าเพราะบุญที่ทำมาส่งผลให้ได้หลานที่ดีน่าภาคภูมิใจ”


ผมยังจำครั้งแรกและครั้งเดียวที่ตัวเองอาละวาดอย่างหนักได้ดี


เพราะทีรู้ว่าต่อให้อาละวาดแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนต่างหาก”


คุณย่าเงียบไปทันที แววตาหม่นลง “ถ้าย่าไม่ให้นิกพาหลานกลับมาคงดีกว่า”


ผมกลับส่ายหน้ารัวๆ “อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ทั้งนั้น เราไม่รู้หรอกครับว่าต้องเจอกับเรื่องอะไรบ้างจนกว่าจะได้เผชิญหน้ากับมัน”


“เมื่อวานหลานไม่ได้พูดแบบนี้”


“เอ่อ ทีเคยถามตัวเองหลายครั้ง จนได้คำตอบมาแบบนี้นี่น่า...” ผมพูดเสียงอ่อยๆ “ขอโทษครับที่เมื่อวานพูดจาไม่ดี ทีทำให้คุณย่าเจ็บปวด”


“ย่าไม่โกรธ”


ผมมองคนลูบหัวตัวเองด้วยความรู้สึกเสียใจปนรู้สึกผิด สัญญากับตัวเองว่าต่อไปจะคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้มากกว่านี้ และจะใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้างให้มากกว่านี้ด้วย


ผ่านไปครู่หนึ่งผมเอ่ยถามอย่างข้องใจ “เอ่อ เราคืนดีกันได้แล้วใช่ไหมครับ?”


คุณย่าหันมาสบตาผมทันที “...น่าจะใช่”


ในห้องเงียบลงทันที ไม่นานผมก็เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ


“แล้วเรื่องผมกับเอ่อ”


“แฟน” คุณย่าต่อประโยคให้ พร้อมพ่นลมหายใจยาวเหยียด “อยากคบก็คบ”


“ฮะ!!


ผมตกใจจริงๆ นะ ก็เมื่อวานยังโดนต่อว่าขนาดนั้นอยู่เลย


“ทีเลือกแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าไม่คิดเปลี่ยนใจ ย่าคงไม่มีอะไรจะพูด”


ผมกระพริบตา “...ทีนึกว่าย่าจะต่อต้านมากกว่านี้ซะอีก”


“ก็อยากอยู่ แต่ย่าผิดต่อทีมากเหลือเกิน ถ้าย่าทำอีก...คงเป็นย่าที่แย่เกินทน”


“ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าคุณย่ามีเหตุผล”


“มันก็มี ย่าอยากให้ทีได้เรียนรู้ความสุขของการมีครอบครัวเป็นของตนเอง แต่ย่ารู้แล้วว่าบางครั้งเราก็สร้างครอบครัวด้วยวิธีที่ต่างออกไปได้ ขอแค่ทำแล้วมีความสุขก็พอ...อย่างเจ้านิก”


หูผมเริ่มกระดิก พูดถามอย่างระมัดระวัง


“ถ้าคุณย่ายอมรับเรื่องผมได้ งั้นของ...ลุงนิกล่ะครับ?”


“เหอะ รายนั้นน่ะดื้อด้าน ขนาดจับแยกห่างมากี่ปีก็ไม่เคยเข็ด คบกันมาได้นานขนาดนี้ มั่นคงยิ่งกว่าคู่ปกติเสียอีก ย่าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเหมือนกัน”


ผมโผกอดคุณย่าอีกครั้งทันที ดีใจยิ่งกว่าตอนรู้ว่าย่ายอมปล่อยให้คบกับพาร์อีก อาจเพราะผมเอาใจช่วยเรื่องลุงนิกกับทาจังมานานหลายปี บวกกับผู้เป็นเสมือนพ่อแม่ได้รับการยอมรับสักที ย่อมดีใจมากกว่าเป็นธรรมดา


“ถ้าทีจะคบแฟนหนุ่มคนนั้น ย่ามีข้อแม้หนึ่งอย่าง”


ความดีใจสะดุด รีบถามกลับอย่างกังวล “อะไรครับ?”


“ไปเรียกคนของหลานมาฟังด้วย อยู่ข้างนอกใช่ไหมล่ะ”


ผมแอบลังเล แต่ก็พยักหน้าเดินออกไปเปิดประตู เรียกพาร์กับคุณปู่เข้ามา พาร์ยกมือไหว้คุณย่าอย่างสุภาพ มองสบตาไม่หนีไม่หลบ โดนซักถามก็ตอบกลับอย่างฉะฉาน สอบถามประวัติความเป็นมาครู่หนึ่ง คุณย่าก็วกกลับมาเรื่องเงื่อนไขของการคบกัน


“เงื่อนไข...อะไรครับ?” พาร์เริ่มเครียด


“มีเหลนให้ย่าสักคน”


“ฮะ!” ไม่ใช่แค่ผมกับพาร์เท่านั้น คุณปู่ยังอุทานเลย


“ทำยังไงก็ได้ แต่ต้องให้ทีมีเหลนไว้สืบสกุลธรรมนาถต่อ ย่าคงทำใจไม่ได้ที่เห็นตระกูลเราสิ้นสุดทายาทที่รุ่นเจ้าที”


“เดี๋ยวครับ!!” ผมรีบเบรก “ถึงผมมีให้ไม่ได้ แต่เรายังมีอัน”


“เจ้าตัวเล็กนั่นเรอะ เหอะ” คุณย่าทำเสียงขึ้นจมูก “หน้าตาแทบจะถอดแบบเราตอนเด็กๆ ไม่พอ ยังนิสัยนุ่มนิ่มปวกเปียกกว่าเราอีก ฝากความหวังไว้ได้ซะที่ไหน”


“น้องอันแค่เป็นเด็กอ่อนโยนเองครับ!” ผมอดแย้งให้น้องไม่ได้ “งั้นยัยน้ำล่ะ”


“ไปจับตัวมาให้ย่าฝึกอบรมในฐานะผู้สืบทอดได้ ย่าก็ไม่มีปัญหา”


แค่นึกถึงคอร์สนรกพวกนั้น ผมก็ทำใจส่งน้องสาวไปฝึกไม่ลง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่กิริยามารยาทที่ผมไม่เคยคิดเอามาใช้ (ถ้าไม่จำเป็น) ยังรวมไปถึงงานต่างๆ ที่ต้องทำในอนาคตอีก


“...แค่ผมมีทายาทให้ได้ก็พอใช่ไหมครับ”


“อืม”


ผมสบตากับพาร์อย่างลำบากใจ อยากขอให้ยอม แต่อีกใจก็รับรู้ว่าเป็นการทำร้ายมันทางอ้อม


แต่พาร์กลับสงบกว่าผมมาก เอ่ยถามคุณย่าตรงๆ “ไม่เกี่ยงวิธีการใช่ไหมครับ?”


“อืม ขอแค่เป็นทายาทสายตรงจากเจ้าทีก็พอ”


“ได้ครับ ผมรับปาก”


เฮ้ย! ผมหันมองพาร์ที่ยอมตกลงง่ายๆ อย่างตกใจ


พอคุณย่าจ้องผม พาร์กับคุณปู่ก็จ้องตาม ผมสบตาพาร์อีกครั้ง แววตาอีกฝ่ายไม่มีสั่นไหวจึงยอมรับปากอีกคน


หลังจากนั้นบรรยากาศก็ดีขึ้นเยอะ พวกผมสี่คนคุยกันไปเรื่อย เห็นพาร์เข้ากับคุณปู่คุณย่าได้แบบนี้ผมก็ดีใจ พวกผมอยู่กับคุณย่าเกือบชั่วโมงก็โดนลุงหมอที่มาตรวจร่างกายไล่ออกมา เพราะต้องการให้คนป่วยพักผ่อน


ระหว่างเดินไปที่ลานจอดรถผมก็อดถามพาร์ไม่ได้


“มึงจะยอมให้กูมีลูกจริงดิ”


“อืม”


“ถึงจะใช้ผสมเทียมก็เถอะ มึงก็ยอม?”


พาร์เลิกคิ้วสูง “ใครบอกจะให้มึงทำแบบนั้น”


“อ้าวแล้ว?”


“เมื่อเดือนก่อนมีข่าวเกี่ยวกับการใช้เซลล์ต้นกำเนิดของคนเพศเดียวกันให้กำเนิดลูกได้ ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปอีกสองปีว่าจะสำเร็จไหม อีกอย่างกว่าเราจะเรียนจบ ทำงานเก็บเงินมากพอเลี้ยงลูกสักคนได้ วิทยาการอาจก้าวไกลจนมีทางให้เลือกเยอะกว่าตอนนี้ ยังไงย่ามึงก็ไม่จำกัดวิธีการอยู่แล้วนี่”


ผมกระพริบตาปริบๆ...บางครั้งพาร์ก็คิดไปไกลกว่าผมมากทีเดียว


ขึ้นมาอยู่บนรถได้ไม่เท่าไหร่ พาร์ก็ประเด็นขึ้นมาใหม่


“แล้วเรื่องพ่อมึงล่ะ”


ผมมองสองข้างทางเงียบไปครู่หนึ่งถึงพูดออกมา “...บางเรื่องปล่อยเป็นความลับต่อไปดีกว่า”


“ถ้างั้นจะอยู่บ้านกูต่อ หรือจะกลับบ้าน?”


“...ยังกลับบ้านไม่ลงวะ”


“งั้นก็โทรไปบอกที่บ้านมึงก่อน เขาจะได้ไม่เป็นห่วง”


ผมพ่นลมหายใจ หยิบมือถือออกมา ลังเลว่าจะโทรหาพ่อหรือแม่ดี แต่สุดท้ายก็โทรหาน้องสาวแทน รอสายไม่นานน้ำก็รับ


[พี่ชายของน้ำอยู่ไหนคะ?]


“พึ่งออกจากโรงพยาบาล”


[ห๊ะ!!]


ผมรีบเสริม ก่อนน้องจะเป็นห่วง “ไปเยี่ยมคุณย่ามา”


[อ้อ นี่น้ำกับพวกพ่อกำลังจะถึงพอดี คลาดกันสินะ]


“ฮือฮึ...ช่วงนี้พี่ไปนอนค้างบ้านพาร์นะ ฝากบอกพวกพ่อด้วย”


[เอ๋!!]


ผมกดตัดสายทันที ขี้เกียจฟังน้องสาวบ่น ตั้งแต่เรื่องที่ยัยน้ำโกรธพาร์วันนั้น และหลังพาร์ไปสารภาพบาป น้องสาวผมเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว ถึงจะยังมีอารมณ์หุนหันใจร้อนอยู่บ้าง แต่น้องเริ่มแยกแยะวิเคราะห์อะไรได้มากขึ้น หัดมองความเป็นจริงมากกว่าเดิม และยังคงเป็นสาววายที่ไม่ได้แอ๊บเป็นเด็กดีต่อหน้าพาร์แล้ว


คิดถึงเรื่องนี้ผมก็ขำ


เพราะยัยน้ำหลอกนิสัยกับพาร์ก่อน พาร์เลยคำนวณแผนพลาดได้เจ็บตัวตามมาง้อผมในทันทีไม่ได้ เพื่อนมันก็ดีถึงขั้นหิ้วมันไปตรวจที่โรงพยาบาล พร้อมกับมีข่าวล่ำลือว่ามันเป็นโลลิ ซุกแฟนเด็กจอมโหดไว้แล้วไม่ยอมบอกเพื่อนฝูง ฮ่าๆๆ 


ขณะที่สองสาวเข้าใจผิดไปเอง คิดว่าพาร์ชอบเด็กเรียบร้อยมาหลายปี สาเหตุมาจากความใจดีที่ให้มากกว่าปกติ แต่ความจริงพาร์ถูกใจพวกเด็กซนๆ มากกว่า ยิ่งเคมีเข้ากันได้พาร์ก็เริ่มแง้มสอนอะไรแผลงๆ ให้ ยัยน้ำบ่นเสียดายกับผมยกใหญ่ว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดไปได้ยังไงตั้งนาน ก็หวังว่ามันจะไม่ทำน้องสาวผมเสียคน ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวในอนาคตไม่มีใครกล้าขอยัยน้ำแต่งงาน


แต่เป็นแบบทุกวันนี้ก็ดีครับ เวลามองพาร์กับน้ำเถียงกันได้เถียงกันดีแบบนี้ดูมีชีวิตชีวาสมเป็นพี่น้องกันออก ขนาดเบอร์ยังแอบอิจฉา มาบ่นๆ กับผมว่าเหมือนโดนเพื่อนสนิทแย่งพี่ชาย...


“หัวเราะอะไรคนเดียว”


“เรื่องของกูน่า” ผมบอกปัด “พรุ่งนี้จะไปเรียนไหม เราโดดกันมาสองวันแล้วนะ”


“พรุ่งนี้วันสงกรานต์แล้วครับ มึงจะไปเรียนทำไม”


อ้าว...


“พูดถึงเรื่องนี้ปู่มึงบอกว่าให้ไปบ้านย่า พรุ่งนี้มีงานรวมญาติที่นั่น เพราะมะรืนนี้ปู่กับย่ามึงจะบินกลับไปรักษาตัวต่อแล้ว”


“ไปมะรืนเลยเหรอ”


ผมหงอยทันที จะโทษใครได้นอกจากตัวเอง ถ้าไม่พูดจาแบบนั้นจนทำคุณย่าล้มป่วย ผู้สูงวัยทั้งสองอาจได้อยู่ไทยยาวกว่านี้


“ไม่ใช่ความผิดมึงหรอกน่า ปู่เล่าว่าเรื่องมึงทำให้ย่าสะเทือนใจก็จริง แต่ที่อาการกำเริบ เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างเกินไป ร่างกายคนแก่เลยปรับตามไม่ทัน” 


“...ปู่แค่พูดปลอบใจกูหรือเปล่า”


“ไม่หรอก...มั้ง เอ่อ มึงอย่าคิดมากน่า”


“กูรู้ตัวว่าทำผิด มึงไม่ต้องพยายามปลอบกูหรอก”


“...พรุ่งนี้ทำอาหารใส่ปิ่นโตไปให้สิ” พาร์เปลี่ยนเรื่องทันที “ย่ามึงน่าจะเซ็งกับอาหารโรงพยาบาลไม่น้อย”


“อือ เดี๋ยวกูโทรไปถามลุงหมอก่อนว่า คุณย่ากินอะไรได้บ้าง” 


“เดี๋ยวเราอยู่รอรับพาปู่ย่ามึงกลับบ้านด้วยเลย ดีไหม?”


ผมคลี่ยิ้มส่งให้พาร์ทันที “ดี”


“ที”


“หือ?”


“กูดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มมึงนะ ยิ้มหรือหัวเราะบ่อยๆ ล่ะ”


ผมเบือนหน้าไปทางหน้าตารถ พูดงึมงำ “...ถ้ามึงทำให้กูมีความสุข กูก็ยิ้มบ่อยอยู่แล้ว”


“กูได้ยินนะ”


“ก็ฟังเงียบๆ ดิ!


“แก้มแดงแล้ว”


“หุบปากไปเลย!


------------------------------------------------------

Talk: 29/09/2016

ชลนทีมาถึงโค้งสุดท้ายแล้วนะ อีกสองตอนก็จบแล้วค่ะ ก็รอวันที่ 13 ตุลาเนอะ 

ส่วนเรื่องที่สองรอกันหน่อยนะ กำลังอยู่ในช่วงศึกษาข้อมูลกับกลวิธีการเขียนอยู่ค่ะ เพราะความลับถึงกันและกัน เป็นนิยายสั้น (เป็นรูปผสมระหว่างเรื่องสั้นกับนวนิยาย) มีข้อจำกัดหลายอย่างค่ะ และของเดิมที่เคยลงไว้ มันยืดแบบนิยายยาวมากกว่า จึงต้องปฏิรูปมันใหม่ค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เราจะลงให้อ่านนะ 

ไว้เจอกันใหม่นะคะ ^^ 

ป.ล. สมุดบันทึกที่เป็นของแถมในรอบพรีฯ นอกจากหน้าว่างไว้สำหรับให้เขียนแล้ว ยังมีบันทึกของทีอยู่ข้างในด้วยนะ ก็ใช้ทั้งอ่านทั้งเขียนแบบทูอินวันเลยค่ะ : )

อันนี้ตัวอย่าง

           

                        

สำหรับผู้ที่สนใจสั่งจอง 

สามารถสั่งจองได้จนถึงพรุ่งนี้ 

โอนเงินได้ถึงวันที่ 10 ตุลาค่ะ  

(คลิกจองได้ที่รูปข้างล่างค่ะ)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2828 KiHaE*129 (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 04:16

    ต่างคนต่างเหตุผลต่างมุมมอง

    แต่สุดท้ายเมื่อได้คุยกันเราก็จะเข้าใจกันแบบนี้


    #2,828
    0
  2. #2687 mocca (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 16:00
    ถึงสิ่งที่ทีพูดทำให้ย่าสะเทือนใจจริง แต่มันเป็นเรื่องจริงนินา คนแก่หัวดื้อบางคนขนาดเอาความจริงตีแสกหน้ายังไม่ยอมรับก็ยังมีเลย นี่ถือว่าทียังโชคดีที่ย่ายังรู้จักยอมรับความจริงความผิดของตัวเองบ้าง ถึงจะบอกว่าคิดเพื่อลูกเพื่อหลานก็เถอะ แต่เรามองว่าคุณย่าเนี่ยแหละที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่มองคนรอบข้างมากกว่าทีอีกนะ

    ส่วนที่พี่หมอว่าทีเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง คนเรามันก็มีกันบ้างนิดหน่อยไม่เห็นแปลกซึ่งทีเราว่าน้อยมากนะ ส่วนที่ว่าไม่ยอมมองคนรอบข้างนี่เท่าที่อ่านมาไม่จริงอ่ะ ทียอมให้คนรอบข้างมากจะตายโดยเฉพาะคนในครอบครัวเนี่ย น่าจะรู้เหตุผลถามสาเหตุที่เกิดเรื่องราวขึ้นก่อนจะแนะนำหรือตำหนิอะไรออกมาดีกว่านะหมอ
    #2,687
    0
  3. #2604 FairyP718 (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 20:54
    ปรับความเข้าใจกับคุณย่าได้แล้วนะ ยิ้มเยอะ ๆ นะที
    #2,604
    0
  4. #2237 Hiroyosha (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 24 มีนาคม 2560 / 02:10
    หลังๆอ่านมานี้ร้องไห้หนักมากกกปัญหาทีเยอะจริงๆอินจนเข้าใจเลยอ่ะน้ะคิดว่าตัวเองเป้นทีเลยละรุ้สึกถึงความรุ้สึกทีจริงๆเจอเรื่องสะเทือนใจตั้งหลายเรื่อง????
    #2,237
    1
    • #2237-1 KatzeP(จากตอนที่ 73)
      24 มีนาคม 2560 / 18:53
      โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ
      ป.ล. ทีฝากขอบคุณมาค่ะ
      #2237-1
  5. #2222 shshshx (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:44
    หมดห่วงทุกอย่างแล่วค่าทาาา. รอเหลนเนอะๆๆ
    #2,222
    0
  6. #2069 baekbow (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 กันยายน 2559 / 18:09
    โอ๊ยยยย โล่งมากอ่ะ ที่แท้คุณย่าก็แค่เป็นห่วงในฐานะผู้ใหญ่มองเด็กๆ คลี่คลายก็ดีแล้ว กลับมามุ้งมิ้งกันละ
    #2,069
    0
  7. #2068 Whatever it is (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 18:56
    เย่ คดีคลี่คลาย
    #2,068
    0
  8. #2067 Ap_Fortune (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 15:34
    ขอบคุณนะคะที่แต่งมาให้อ่านได้เยอะขนาดนี้ สู้ๆนะคะรออ่านอยู่ อยากได้เล่มจังทำไงให้มีตัง
    #2,067
    0
  9. #2066 สาววายไร้ผัวนะเออ (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 13:19
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #2,066
    0
  10. #2063 dutsda (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 10:57
    เห็นด้วยกับความคิดเห็น 2061 นะ ถ้าทีไม่พูดคุณย่าก็คงไม่เข้าใจ อีกอย่างก็คงโดนแยกกับพาร์โดนบังคับให้เลิิกบลาๆ แต่วิธีการอาจจะรุนแรงไปหน่อย แต่ก็ปกติแหละเนาะถ้าคนเราไม่เจอเรื่องสะเทือนใจหรือโมโหมากๆเข้า เราก็คงไม่พูดความจริงออกมา& ความรู้สึกที่เก็บลึกไว้ข้างใน มันก็จะออกมาตอนที่เราทะเลาะกันได้ง่าย อยู่ที่หลังจากนั้นเราพูดคุยปรับความเข้าใจกันได้ดีแค่ไหน ถ้าดีก็ดีไป ถ้าแย่ก็แตกหักกันได้ง่ายๆอ่ะนะ
    #2,063
    0
  11. #2062 Som O Usanee (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 04:53
    ถึงเรื่องที่ทีพูดไปอาจทำให้คุณย่าสะเทือนใจ แต่เราก็ยังคงเห็นว่ามันก็ไม่ได้แย่นะ คือมันเป็นเรื่องจริงที่คุณย่าไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยถามจากที ว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดแล้วบอกว่าหวังดีน่ะมันไม่ได้ดีกับทีจริง ๆ เลย มันเป็นสิ่งที่ทีได้แต่เก็บไว้ในใจมานานมาก เราถึงได้มองว่ามันไม่ได้แย่ที่ทีพูดออกไป ย่าก็รู้ว่าลุงนิกกับทาจังรักกันดีจนถึงตอนนี้ มันไม่ได้แย่ การที่ต่างจากคนส่วนมากมันไม่ใช่เรื่องผิด ลุงนิกกับทาจังก็ไม่ได้ทำใครเดือดร้อน แล้วพอมาเรื่องทีตอนแรกกลับจะไม่ยอมรับอีก แล้วถ้าทีไม่พูดคุณย่าก็คงจะไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง คำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์มันไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเพศไหน และมีอะไรบ้าง
    #2,062
    0
  12. #2061 Som O Usanee (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 04:51
    ถึงเรื่องที่ทีพูดไปอาจทำให้คุณย่าสะเทือนใจ แต่เราก็ยังคงเห็นว่ามันก็ไม่ได้แย่นะ คือมันเป็นเรื่องจริงที่คุณย่าไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยถามจากที ว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดแล้วบอกว่าหวังดีน่ะมันไม่ได้ดีกับทีจริง ๆ เลย มันเป็นสิ่งที่ทีได้แต่เก็บไว้ในใจมานานมาก เราถึงได้มองว่ามันไม่ได้แย่ที่ทีพูดออกไป ย่าก็รู้ว่าลุงนิกกับทาจังรักกันดีจนถึงตอนนี้ มันไม่ได้แย่ การที่ต่างจากคนส่วนมากมันไม่ใช่เรื่องผิด ลุงนิกกับทาจังก็ไม่ได้ทำใครเดือดร้อน แล้วพอมาเรื่องทีตอนแรกกลับจะไม่ยอมรับอีก แล้วถ้าทีไม่พูดคุณย่าก็คงจะไม่เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง คำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์มันไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเพศไหน และมีอะไรบ้าง ก็ดีแล้วที่ตอนนี้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายอะนะ
    #2,061
    0