[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 68 : บทที่ 54 (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    1 ก.ย. 59


บทที่ 54 (ต่อ)


สมองเริ่มครุ่นคิดหาทางรอดให้ตัวเองด่วนจี๋


“เดี๋ยวก่อน! พี่มาดีนะน้อง!


หือ?


ผมกระพริบตาหลังเห็นอีกฝ่ายชูทั้งมือทั้งปืนฉีดน้ำขึ้นเหนือหัว พอเห็นใบหน้าชัดๆ ก็พบว่าคุ้นตาอย่างยิ่ง ลดสายตามองเสื้อเชิ้ตเจอสีฟ้ามีรอยเปียกน้ำเป็นหย่อมๆ ยิ่งช่วยยืนยันว่าคิดถูก


พี่รองประธานปีสาม” ยังไม่ทันเอ่ยชื่อ อีกฝ่ายก็พูดขัด


“ก็ใช่น่ะสิ! มึนอะไรเนี่ย ถึงจำชื่อกันไม่ได้ก็น่าจะจำหน้าได้นะ พี่เข้าออกห้องสโมฯ ออกบ่อย”


ผมอ้าปากจะบอกว่าไม่ใช่ แต่คิดไปคิดมา บอกไปตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เลยเปลี่ยนคำถามระหว่างลดปืนฉีดน้ำลง “มาได้ไงครับ?”


“พี่มาลุยชิงฐานกับเพื่อนๆ แต่เหลือบไปเห็นน้องหลบออกมานี่แหละเลยโดนยิงเข้าให้ เอาเถอะ เพราะได้ออกจากเกมกะทันหัน พี่ถึงตามหลังน้องมาได้”


ผมพูดไม่ออกกะทันหัน ไม่รู้จะบอกขอบคุณ หรือขอโทษก่อนดี


“มากับพี่ก่อนดีกว่า ถึงแถวนี้จะเป็นเขตปลอดภัยชั่วคราว แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี”


ผมสาวเท้าตามรุ่นพี่ไป เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เขตปลอดภัยชั่วคราวคือ?”


“พวกพี่พึ่งยึดฐานใกล้ๆ นี่ได้เลยต้องตรวจพื้นที่แถวนี้เข้มงวดหน่อย เผื่อเจ้าของฐานเก่ากำลังซ่องสุมกำลังคนคิดบุกชิงฐานคืนจะได้เตรียมตัวทัน แต่รอมาครึ่งชั่วโมงก็ไม่เห็นมาสักที พวกพี่รอจนเบื่อเลยชวนเพื่อนครึ่งหนึ่งบุกโจมตีฐานใกล้ๆ” พูดถึงตรงนี้รุ่นพี่ก็หัวเราะ “ไม่นึกว่าวิศวะบุกอยู่ก่อน แถมสะใภ้คณะเราดันอยู่ที่นั่น ไหงถึงโดนจับได้ล่ะ?”


ผมส่งยิ้มเจื่อนขัดตาทัพ สมองคิดเร็วจี๋ว่าจะพูดความจริงดีหรือโกหกดี สุดท้ายก็เลือกบอกความจริง


หลังเล่าคร่าวๆ ให้ฟังจนจบ รุ่นพี่ก็หัวเราะชอบใจใหญ่ ตบบ่าผมป๊าบๆ


“มีเพื่อนดีนี่ ยอมแบกน้องกลับฐานตัวเองอีกต่างหาก เสี่ยงมากรู้ไหม ถ้าไม่ไว้ใจกันจริงๆ คงไม่พาไปหรอก”


พอได้ฟังแบบนี้แล้ว ผมรู้สึกโล่งใจที่ตอนนั้นไม่ได้ขโมยอะไรออกมาเลย ไม่งั้นตอนนี้คงรู้สึกผิดอยู่ในใจแน่ๆ แต่ถ้าผมเจอสถานการณ์ต่างออกไปล่ะอ่า คงโทษความโง่ของตัวเองไม่เลิกแหงๆ


พอมาถึงฐานที่ว่า ผมเดินไปทางไหนก็เจอแต่รุ่นพี่เสื้อฟ้าทำหน้าประหลาดใจกันใหญ่ เข้ามาถึงในเต็นท์ สบตาคนๆ หนึ่ง อีกฝ่ายก็เผลอตะโกนออกมา


“เฮ้ย! สะใภ้คณะนี่!


“ใจเย็นเพื่อน ส่งข่าวไปบอกฐานหลักก่อนดีกว่าว่าเจอตัวแล้ว” คนพาผมมาพูดขำๆ


“ใครก็ได้ไลน์ไปบอกพี่ดินดิ” พี่ประธานปีสามตะโกนบอก แล้วหันมามองผม “แล้วน้องไปอยู่ไหนมาเนี่ย?”


กำลังจะอ้าปากบอก แต่โดนคนยืนข้างๆ ชิงตอบก่อน


“โดนวิทย์กีฬาไล่ล่าจนน้ำหมด เกือบโดนจับ แต่ก็กระเสือกกระสนไปขอหลบภัยในฐานย่อยสถาปัตย์ มีเพื่อนดีอยู่ที่นั่น แถมโดนเข้าใจว่าเป็นแค่สะใภ้เดิมพัน ถ้ามีคนช่วยพูดให้ยังไงก็โดนปล่อยตัว”


“อือหึ สะใภ้คณะปีนี้ฉลาดดี” 


“เด็กนี่ฉลาด กล้าเอาปืนฉีดน้ำไม่มีกระสุนมาขู่กูด้วย” รุ่นพี่ขยี้หัวผมอย่างเอ็นดู


“แต่สะใภ้ปีหนึ่งอีกคนน่ารังแก” ประธานปีสามว่า น้ำเสียงไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่


อีกคน?


ผมทำหน้ามึนๆ ไม่ใช่ว่าขอแลกเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแล้วเหรอ


หวนนึกถึงตอนช่วยงานที่สโมฯ ต้องพิมพ์ลิสต์รายการของยาวเหยียด เพราะไม่มีคณะไหนคิดอยากได้เมย์ไปเป็นสะใภ้สักคน และนิติก็ไม่อยากได้สะใภ้เพิ่มแล้ว เบ้ก็ไม่เอา เพราะเยอะกว่านี้แล้วจะก่อกบฏ ขอพูดถึงจำนวนสะใภ้ในนิติที่ผมรู้ แบ่งเป็นปีสี่ 2 คน ปีสาม 3 คน ปีสอง 3 คน ปีหนึ่งก็ผม ถ้ามีอีกคนก็เป็นสิบว่าแต่ใครกัน? ทำไมผมไม่เคยเจอ


“จริง” พี่รองประธานหัวเราะขำ “เด็กนั่นโดนหลอกเข้าเต็มเปา ป่านนี้ยังไม่รู้ตัวเลยมั้ง”


“ปล่อยให้เข้าใจไปแบบนั้นจนกว่าจะความแตกนั่นแหละ หึๆๆ เราจะทำให้เด็กนั่นเข้าใจใหม่ว่าเป็นสะใภ้พันธมิตรก็โดนคนทั้งคณะแกล้งได้”


อะไรนะ!


“งงั้นที่ผมต้องทำงานเอกสารงกๆ บางครั้งต้องไปใช้แรงงาน เพราะโดนพวกพี่กลั่นแกล้ง?”


“ไม่ได้หมายถึงน้อง!!” สองเสียงประสาน ดังจนผมคอหด


รองประธานคว้าคอผมไปกอด “โอ๋ๆ พี่ไม่ได้ว่าน้องเลย ที่เป็นอยู่ดีแล้วน่า ช่วยพวกพี่ได้เยอะเลย ขนาดพี่ดินยังเอ่ยปากชม แต่อีกคนดันทำตัวน่าหมั่นไส้ นึกไปเองว่าเป็นสะใภ้พันธมิตรแล้วจะได้สิทธิพิเศษมากมาย ทั้งที่ไส้ในเป็นแค่สะใภ้เดินพัน แถมยังมาจากคณะศัตรูคู่แค้นอีก!


“ค...คู่แค้นเลยเหรอ?” ผมอุทานระหว่างปลดแขนรุ่นพี่ออกอย่างสุภาพ


ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่เกิดใครบางคนมาเห็น มันจะเป็นเรื่อง


“เมื่อปีที่แล้วประธานปีสองของเรากับคณะนั้นดันมีเรื่องกันน่ะสิ เดือดร้อนเพื่อนพี่ที่เป็นพี่รหัสเด็กนั่นต้องไปช่วยไกล่เกลี่ย แต่กลายเป็นรุ่นใหญ่เขม็งกันเอง ปีนี้ยังญาติดีกันได้ แต่ปีหน้าไม่มีทาง”


ประธานรุ่นพูดเสริมต่อ “เราเลยใช้คำว่าพันธมิตรจอมปลอม เพราะทั้งเราทั้งคณะนั้นไม่จริงใจกันทั้งคู่”


“เด็กนั่นเป็นสปาย” รองประธานว่า “รู้กันทั้งคณะ เลยคอยช่วยกีดกั้นไม่ให้ไปแถวห้องสโมฯ แถมเด็กนั่นก็รักสบาย แค่ขู่ไปว่าถ้าไปแถวนั่นทุกคนต้องทำงาน แรกๆ ไม่เชื่อ พอโดนใช้งานแบกหามหนักๆ สองสามครั้งก็ไม่เฉียดเข้าใกล้อีกเลย”


อ้อ เพราะแบบนี้ผมเลยไม่เคยเจอไม่สิ


วูบหนึ่งเหมือนมีภาพเลือนรางในหัว ผมคว้าไว้แล้วพยายามคิดให้ออก


ใช่แล้ว! เคยมีคนแปลกหน้าโผล่มาทักทายกะทันหัน รอนยิ้มเป็นมิตรดี แต่ทุกคำที่พ่นออกมามีแต่หลอกถามข้อมูลทั้งนั้น ทักษะแย่มาก ทั้งอ่านง่ายทั้งเดาทางล่วงหน้าถูก ผมเลยใช้ลูกเล่นจิตวิทยาล้วงข้อมูลบ้าง ถึงไม่เก่งเท่าจิตแพทย์ประจำตัว แต่ฝีมือก็ดีกว่าอีกฝ่ายหลายขุม ได้อะไรมาเยอะเหมือนกัน เลยไปบอกพี่ดินว่ามีสปายหลุดมาเยือนถึงในคณะ


คนฟังบอกแค่ไม่ต้องสนใจ ผมเลยทำตาม และเพราไม่ได้เจออีก ผมเลยลืมไปซะสนิท อย่าบอกนะว่านั่นคือสะใภ้ที่ว่า


“ที!


ผมหลุดจากภวังค์ หันตามเสียงเรียกก็เจอพาร์ที่หอบหายใจอยู่ด้านหลัง ผงะเลยครับ


ผัวะ!


โอ๊ย ตบหัวผมทีเดียว แต่เล่นซะมึน


“มือถือไปไหน! โทรหาก็ไม่รับ! ติดต่อไม่ได้แบบนี้รู้ไหมว่ากูเป็นห่วง แล้วทีหน้าทีหลังอย่าอวดเก่งฉายเดี่ยวคนเดียว เป็นอะไรขึ้นมามันไม่คุ้ม”


พาร์ใส่มาเป็นชุด ทำคนทั้งเต็นท์ยืนมองอึ้งๆ ส่วนผมที่กำลังมึนมาเจอเสียงเทศนาจากมันก็ยิ่งเวียนหัวหนักกว่าเดิม พอจะเอ่ยบอกให้มันหยุดพูดก็เห็นหน้าดำทะมึน แววตาดุจัดเข้าก่อน...หวนนึกถึงตอนที่มันพ่นไฟใส่ลุงแทนกับป้าเจนที่โรงพยาบาลทันที เลยยอมหุบปาก ยืนฟังมันพ่นไฟแลบต่อไปเงียบๆ


“แล้วดูนี่สิ คาดสายตาไปหน่อยเดียวได้แผลมาเต็มไปหมด”


ผมอดแย้งไม่ได้หลังโดนมันชี้ทั้งแขนทั้งขาที่มีทั้งรอยแผลและรอยแดง


“แค่รอยถลอกกับโดนกิ่งไม้ข่วนเอง


“เองกับผีสิ!


“โอ๊ยๆๆ อ่าอึงแอ้ม (อย่าดึงแก้ม)” ผมพยายามดึงมือพาร์ออกจากแก้ม


“ทำให้คนอื่นเป็นห่วงยังไม่สำนึก แย่มาก! แล้วนี่หายไปไหนมา?!


ผมดึงมือพาร์ออกจากแก้มสำเร็จ กำลังจะอ้าปากพูด ดันโดนทั้งดุทั้งด่ามาอีกชุดใหญ่ๆ จนมันคอแห้งถึงได้ยอมหุบปาก เปิดขวดน้ำที่ถือติดมือมาขึ้นดื่ม แต่ตายังจ้องผม แววตาสื่อชัดว่าตอบคำถามมา!


ถามทีเป็นสิบๆ เรื่อง ผมจะจำหมดได้ไง!


ผมพ่นลมหายใจออกทางปาก เริ่มต้นที่คำถามแรก “กูไม่ได้เอามือถือมา กลัวมันเปียก จะใส่ถุงกันน้ำห้อยคอก็เกะกะ แถมมีโอกาสโดนขโมยหรือทำหล่นหายได้ เลยทิ้งไว้ที่บ้าน”


และอีกครั้งที่โดนด่ากระจาย แถมยังต้องเงียบฟังสรรพคุณและประโยชน์ของมือถืออีก


ครับๆ คราวหน้าผมจะไม่ขี้เกียจหรือกลัวหายแล้วครับ จะพกติดตัวไปทุกที่แน่นอน


หลังจบรายการถามตอบ บวกเทศนาอันยาวเหยียดที่ทำหูชา พาร์ก็ช่วยผมเติมน้ำในแม็กกาซีน แล้วลากตัวกลับฐานหลักทันที เจอหน้าพี่ดินปุ๊บก็โดนคำสั่งลงโทษปั๊บ


“กักบริเวณ! ไปนั่งรวมกับสองคนนั้น!!


ผมกระพริบตาปริบๆ “ได้ครับ เอ่อ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”


“บ่ายสามกว่า”


หลังได้คำตอบก็ยอมเดินไปนั่งรวมกลุ่มกับเชลยศึกทั้งสองคนโดยดี มีพาร์จ้องมาสื่อชัดว่าห้ามยุ่งกับพวกเธอเกินความจำเป็น ผมกรอกตามองเพดานเต็นท์ เพราะมันเป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้ผมเลยไม่กล้าแตะตัวเพื่อนหรือรุ่นพี่คนไหน และไม่ให้คนอื่นมาโดนตัวด้วย แต่ขอเว้นเพื่อนเก่าแก่ไว้สักกลุ่ม และหวังว่าพาร์จะเข้าใจ


“หวัดดี” ผมเอ่ยทักก่อน สองสาวทักทายกลับมาตามประสาคนคุ้นหน้ากันดี


พวกเธออยู่ปี1 เหมือนกัน เป็นสะใภ้พันธมิตรครับ การสรรหาเรื่องมาคุยไม่หยุดช่วยแก้เบื่อที่ต้องมานั่งเฉยๆ ได้พอสมควร ได้โอกาสผมก็ลองถามด้วยความอยากรู้


“ไม่คิดหนีเหรอ?”  


พวกเธอถอนหายใจ หนึ่งในสองเล่าว่า “แค่ลุกจากเก้าอี้แผ่วเบาก็โดนปากกาปาเฉียดหน้าเป็นการเตือน หลังลองทำครั้งที่สามคราวนี้โดนยางลบกระแทกเข้าหน้าผาก ไม่แรงมาก แค่ทิ้งรอยแดงๆ เอง”


คนเล่ายังลูบหน้าผากทั้งที่ผมไม่เห็นรอยแดงที่ว่าแล้ว


สรุปคือพวกเธอปลงตก ไม่คิดหนีอีกแล้ว


ผมละสายตาจากสองสาว หลังได้ยินพี่ดินสั่งงานให้พาร์ไปลุยข้างนอก อย่างเสนอตัวไปด้วยชะมัด ติดแต่รู้ตัวดีว่าช่วยอะไรไม่ได้ เป็นบทเรียนให้ปีหน้าต้องเข้าร่วมประชุมกับนิติ ต่อให้มีภาระของสะใภ้คณะก็จะไปประชุมให้ได้!


“ที ยืมแม็กกาซีนสำรองหน่อย”


ผมหยิบออกมาวางบนมือคนเดินมาขอถึงที่ มองมันอย่างอิจฉาที่จะได้ไปเล่นสนุก พาร์เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนก้มหน้าลงมาสัมผัสที่ขมับแปบเดียวก็เลื่อนหน้าออก


“เดี๋ยวกูเล่นเผื่อ”


ทิ้งท้ายแค่นั้นก็หมุนตัวเดินออกจากเต็นท์ ทิ้งผมนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่คิดว่ามันจะกล้าทำแบบนี้ต่อหน้าประชาชี! หันไปเจอสายตาสนอกสนใจของสองสาวก็เผลอเม้มปาก เลื่อนสายตาหนีดันไปเจอแววตาล้อเลียนของพี่ดินอีก จากที่ข่มกักเก็บได้ดีแล้วกลายเป็นปะทุขึ้นมาจนแก้มร้อนผ่าวไปหมด


ให้ตายเถอะ!


สองสาวก็พยายามถามเรื่องผมกับพาร์อยู่หรอก แต่หลังเจอคำตอบสั้นๆ หลายครั้ง คงรู้ตัวว่าเสียมารยาทถามเรื่องส่วนตัวคนอื่นจึงเปลี่ยนเรื่องคุยกะทันหัน


“จริงสิ ได้ยินข่าวลือนี่ไหม เขาบอกว่าแต่ละคณะแอบกักตุนน้ำเป็นเดือนๆ เพื่อเอามาใช้เล่นในสงครามด้วยนะ” สะใภ้เบอร์หนึ่งคุยกับสะใภ้เบอร์สอง


เรียกพวกเธอเป็นหมายเลขลำดับโดนจับตัวมาอาจเสียมารยาทไปหน่อย แต่ผมจำชื่อไม่ได้นี่ครับ จะเรียกสะใภ้คณะนั่นนี่ก็ยุ่งยากเกิน และผมชอบฟังพวกเธอสรรหาเรื่องต่างๆ มาคุยมากกว่าหาเรื่องมาชวนคุยเอง


“อ๊ะ เราก็สงสัยเรื่องนี้ เพราะน้ำโดนจำกัดแบบนั้นไม่น่าจะมีให้เล่นเยอะขนาดนี้”


“ถึงพวกผู้ใหญ่รู้กันตอนนี้ก็สายไปแล้วเนอะ”


สองสาวหัวเราะคิกคักกันใหญ่ แต่ผมกลับมองว่าถ้าปีหน้าเจอมรสุมภัยแล้งแบบนี้อีก ทางมหาลัยคงไม่ยอมอนุโลมให้แบบปีนี้แล้วก็ได้ และคงโดยยกเรื่องที่แต่ละคณะไม่ทำตามข้อตกลงมาโต้ตอบ


[ประกาศแจ้งที่อยู่สะใภ้คณะครบหนึ่งชั่วโมง มีดังนี้…]


ทุกๆ หนึ่งชั่วโมงจะมีประกาศแจ้งเตือนดังขึ้นเสมือนนาฬิกาบอกเวลาสำหรับพวกผม เอ่อ ไม่นับรวมกรณีที่หลับไปแบบผม เพราะอาจหลงเวลาได้


“อีกชั่วโมงเดียวก็เลิกแล้ว” สะใภ้เบอร์หนึ่งว่า


“นั่นสิ แต่เรายังไม่ได้เปียกกันเลย” สะใภ้เบอร์สองพูดติดตลก


ผมผงกหัวเห็นด้วยกับสองสาว


“เป็นสะใภ้นี่แย่กว่าที่คิด มีแต่วิ่งกับวิ่ง” สะใภ้เบอร์หนึ่งถอนหายใจ


ผงกหัวอีกครั้งแต่ก็แอบแย้งในใจ ถึงอย่างนั้นก็สนุกไปอีกแบบ


“ดีออก น้ำหนักเราลงเลยนะ รูปร่างก็ดีขึ้นด้วย” สะใภ้เบอร์สองบอกยิ้มๆ


“แต่กล้ามขาเราขึ้น!


คนพูดมองเป็นเรื่องเดือดร้อน แต่ผมมองว่าเป็นข้อดีมากกว่า มีกล้ามเนื้อสิดี และถ้าไม่มีเรื่องนี้ผมคงละเลยการออกกำลังกายจนลงพุงแหงๆ


ช่วงเวลาสุดท้ายฐานนิติโดนบุกอย่างหนัก พี่ดินเลยทิ้งหน้าที่เฝ้าเชลยให้ผม ขู่ทั้งผมทั้งเชลยทั้งสองไม่ให้หนีไปไหน ก่อนออกไปช่วยคุมสถานการณ์


“พี่เขาน่ากลัวเนอะ”


“ดูจะโหดกว่ารุ่นพี่ที่ฝึกเราด้วย”


สองสาวซุบซิบกันเบาๆ แต่ในเต็นท์เงียบๆ แบบนี้ผมได้ยินอยู่ดี แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง


ความจริงพี่ดินใจดีจะตาย


“เปลี่ยนเรื่องกันดีกว่า” สะใภ้เบอร์สองเปิดประเด็นใหม่ “สะใภ้รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า ปีที่แล้วมีทำกับดักน้ำด้วยนะ แบบที่ถ้าโดนล่อให้ไล่ตามไป จะเปิดกลไกให้น้ำพุ่งขึ้นมาโดนคนไล่ตาม”


ผมหูผึ่งฟังเลยครับ ถ้าปีนี้มีแบบนั้นนะ ไอ้พวกที่ไล่ล่าผมหัวซุกหัวซุน ไม่รอดแน่!


“แบบนั้นก็ดีน่ะสิ!” สะใภ้เบอร์หนึ่งตาเป็นประกาย


 “ใช่ เสียดายปีนี้ไม่มี เพราะทางมหาลัยให้เปลี่ยนหัวข้อเป็นแสงแทนไง ถ้ามีนะ สะใภ้สามารถใช้ประโยคจากมัน และหลังจบสงครามยังไปเล่นน้ำได้ด้วย อ๊ะ ปีที่แล้วมีของคณะหนึ่งโรแมนติกมาก เขาว่าบรรยากาศเหมาะพาคนที่ชอบไปสารภาพรักได้เลยล่ะ”


[ขณะนี้เป็นเวลาสิบแปดนาฬิกา ศูนย์นาที ศูนย์วินาที สงครามสายน้ำสิ้นสุดลงแล้ว ประกาศอีกครั้ง สงครามสายน้ำสิ้นสุดลงแล้ว]


เสียงโห่ร้องจากด้านนอกเต็นท์ดังสนั่น


“พวกเราป้องกันฐานได้โว้ยยย!!


“งานนี้ต้องมีกินเลี้ยง!


“ให้ดินเลี้ยง”


“เรื่องดิ อยากฉลองต้องหารตังค์!


“งกวะ ฮ่าๆๆ”


เสียงหัวเราะมีความสุขคละเคล้าไปกับเสียงผู้คนที่ทยอยเดินกลับเข้ามาในเต็นท์ ใบหน้าแต่ละคนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม หลายคนส่งเสียงพูดคุยถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หยุด


“ชั่วโมงสุดท้ายโดนบุกเอาๆ จนกูนึกว่าไม่รอดแล้วซะอีก ดีที่ได้พวกพี่ปีสามกลับมาช่วยทัน”


“กูยิงโดนแท้ๆ มันดันหน้าด้านอยู่สู้ต่อ กูเลยยิ่งใส่หน้ามันซะเลย มีมองค้อนกูก่อนเดินออกจากสนามด้วยวะ ฮ่าๆๆ”


“สามคนตรงนั้นหันมองมาหน่อย”


เสียงที่ดังขึ้นใกล้ๆ ดึงความสนใจจากพวกผม เลยหันมองตามที่บอก


แชะ!


พี่ดินถ่ายรูปเสร็จก็ก้มหน้ายุ่งกับมือถือสักพัก ไม่นานก็ได้ยินเสียงประกาศ


[คณะนิติศาสตร์ป้องกันฐานหลักสำเร็จ มีตัวประกันสามคน ขออภัย สองครับ แหม เล่นถ่ายสะใภ้คณะตัวเองติดมาด้วยแบบนี้ผมสับสนแย่ ว่าแต่หาตัวเจอแล้วสินะ ต่อไปก็อย่าหลงทางหายไปไหนจนสามีคณะประกาศตามหาตัวอีกนะน้อง ฮ่าๆๆๆ]


ผมแยกเขี้ยวใส่อากาศ ก่อนหันมาฟังเสียงพี่ดินตะโกนบอกให้ทุกคนเงียบก่อน


“ก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมอยากให้พวกคุณไปรวบรวมน้ำที่เหลือทั้งหมดใส่ถังมา”


เหล่ารุ่นพี่ร้องอ้อ ไล่ต้อนน้องปีหนึ่งที่ทำหน้างงๆ ให้ทำตามที่พี่ดินสั่ง


“ส่วนสะใภ้ทั้งสาม ขอเชิญออกมาด้านนอกเต็นท์ด้วยครับ”


พวกผมลุกขึ้นยืนงงๆ เดินตามพี่ดินจนห่างจากเต็นท์พอสมควรกว่าจะหยุด แล้วต้องเรียงแถวหน้ากระดาน โดนรายล้อมด้วยคนเสื้อฟ้า เป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้ใจอย่างแรง


“เราเหลือน้ำถังกว่าครับพี่”


คนยกน้ำสองถังปากกว้างมาคู่กับเพื่อนตะโกนบอกก่อนจะเห็นตัวซะอีก


“ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย”


รอจนพวกเขาเอาถังมาวางข้างเท้า พี่ดินถึงบอกต่อ


“แบ่งน้ำให้เท่ากัน ระวังน้ำหกล่ะ”


“ได้ครับ”


พี่ดินกวาดมองไปทุกคนที่ยืนรายรอบ แล้วพูดยิ้มๆ “เราจะให้เกียรติวีรบุรุษประจำงานนี้ ขอเชิญประธานปีสามผู้นำกองกำลังมาช่วยเราป้องกันฐานหลักทันเวลา และรองประธานปีสามผู้มีความดีความชอบหาตัวสะใภ้คณะของเราเจอ”


ผมทำหน้าพิลึกหลังได้ยินประโยคหลัง แต่ก็ตบมือไปพร้อมกับทุกคน ตาก็มองเหล่าเสื้อสีฟ้าขยับตัวเปิดทางให้คนถูกเรียกทั้งสองที่เดินออกมายิ้มๆ


พี่ดินยกถังน้ำส่งให้คนละใบ ก่อนทุกสายตาจะมองมาทางผมไม่สิ ทางสะใภ้ทั้งหมด


เฮ้ย! อย่าบอกนะว่า


ผมรีบหลับตา หันหัวหนีเมื่อเห็นว่าเหล่าวีรบุรุษประจำคณะนิติจะทำอะไร


โครม!


มีระลอกที่หนึ่ง ก็มีระลอกที่สอง


ซ่า!


ผมลูบน้ำออกจากหน้า ลืมตาได้ปุ๊บก็ก้มมองสภาพตัวเองปั๊บ


ทั้งเสื้อทั้งกางเกงกำลังน้ำหยดแหมะๆ เปียกยิ่งกว่าพวกที่วิ่งทำสงครามทั้งวันอีก พอหันไปดูอีกสองคน ลูกหมาตกน้ำไม่แพ้กัน ดีที่พวกเธอใช้เครื่องสำอางกันน้ำ สภาพเลยแค่ดูไม่จืด


เสียงหัวเราะดังสนั่น ประธานปีสามหันไปแท็กมือกับรองประธานปีสามทั้งที่ยังขำไม่เลิก


“จบธรรมเนียมของเราแล้ว คนสาดน้ำพาสะใภ้ต่างคณะกลับถิ่นด้วย”


“อ้าว!


“พี่ดินนน!


ตาผมหัวเราะบ้าง โดยเฉพาะท่านรองประธานปีสามที่ร้องเรียกชื่อพี่ดินเสียงหลง รุ่นพี่ทั้งสองบ่นงุบงิบ แต่ก็ยอมพาสองสาวไปส่งโดยดี ผู้คนที่ล้อมวงแหวกทางให้อีกครั้ง ผมพึ่งเห็นว่าพื้นที่ด้านหลังสะใภ้มีคนอัดแน่นสุดๆ เหมือนแย่งกันยืนเบียดรับน้ำลูกหลง


มันต้องทำขนาดนี้เลยเรอะ!


ผ้าขนหนูผืนหนึ่งวางโปะบนหัว หันไปก็เจอพาร์มายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวเป็นหวัด”


“กูไม่อ่อนแอขนาดนั้นหรอกน่า”


“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น กูแค่เป็นห่วง”


ผมเม้มปากที่เกือบจะหลุดยิ้มออกมา ยอมเดินตามพาร์เข้าเต็นท์อย่างว่าง่าย แต่มาชะงักตอนหยิบถุงใส่เสื้อ


“เสื้อกล้ามกูไปไหนวะ?”


“ในถุงกู มันเปียก”


อ้อ พาร์คงเอาไปใช้ แต่


ก้มมองเสื้อยืดสีฟ้าของพาร์ออกมาอย่างมึนงง “แล้วไหงมึงเก็บเสื้อยืดไว้ในถุงกูเล่า”


“มันจะได้ไม่เปียก”


“ไม่ได้เอาไปใช้?”


“อือ มึงรีบเปลี่ยนเถอะน่า ตอนนี้คนยังน้อย เดี๋ยวกูช่วยยืนบังให้”


ต่อมหวงของมันกำเริบอีกแล้ว แต่จะให้เปลี่ยนเสื้อต่อหน้าจ้องเขม็งคนที่ยังยืนมองหน้าไม่เลิก


ยังไม่รู้ตัวอีก!   


ผมอ้าปากในที่สุด “หันหลังไปดิ!


พาร์ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังระแวงหน่อยๆ เลยหันหน้าเข้าผนังเต็นท์ รีบปลดกระดุมถอดเสื้อเปียกออก กำลังจะคว้าเสื้อสีเหลืองของตัวเอง กลับโดนชิงตัดหน้า และโดนยัดเสื้อสีฟ้าใส่มือแทน


“ของมึงตัวนี้”


ผมทั้งสับสนทั้งโมโหที่โดนมันแอบมองตอนเปลี่ยนเสื้อ!


ตอนนี้ทำได้แค่เอาเสื้อยืดสวมหัวให้เร็วที่สุด ก่อนหมาป่าบางตัวตบะแตก เพราะแค่นี้มือมันก็เริ่มซนแถวแผ่นหลังแล้ว ดึงเสื้อลงมาเรียบร้อย สัมผัสที่หลังก็หายไป แว่วเสียงถอนหายใจเหมือนเสียดาย


ผมเตะขามันไปป๊าบหนึ่ง กะแล้วอย่างมันไว้ใจไม่ได้!


พอได้ระบายอารมณ์ออกไปบ้างค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย จึงเอ่ยปากถามข้อสงสัย


“แล้วทำไมกูต้องใส่เสื้อมึง?”


“เถอะน่า” บอกแค่นั้นก็จับเสื้อถอดออกดื้อๆ ผมเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแทบไม่ทัน

ระหว่างรอพาร์เปลี่ยนเสื้อก็พยายามคิดไปด้วยว่าลืมอะไรไปหรือเปล่าใส่เสื้อคนอื่น แลกเสื้อกันใส่ ใช่ๆ แลกเสื้อ ตอนนั้นพี่นันบอกว่าอะไรบ้างนะ ให้ตาย นานหลายเดือนแบบนั้นใครจะไปจำได้


“วี้ดวิ้ว แลกเสื้อกันเหรอจ๊ะ แหมๆ ไม่ค่อยเลยวะเพื่อน หวงจริงคนเนี่ย!


เสียงผิวปากมาพร้อมเสียงแซวกึ่งแขวะของเชนกระแทกความทรงจำได้ตรงจุด กระเทาะเสียงพี่นันออกมาทันที


ว่ากันว่าในช่วง Water War ถ้าได้แลกเสื้อกับคนที่แอบชอบจะสมหวังในรัก ส่วนใหญ่คนมีแฟน ฝ่ายชายมักจะให้แฟนสวมเสื้อของตัวเองเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของ


ผมรีบตวัดตามองพาร์ คนโดนจ้องเลิกคิ้วขึ้นสูง ใช้สองมือดึงเสื้อยืดสีเหลืองลงปิดพุง


“อะไร?”


“เรื่องเสื้อ...มึงวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น?”


“ใช่”


ยอมรับหน้าตายมาก! โอเค กูไม่ซักไซ้อะไรมึงแล้ว


หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พี่ดินแบ่งคนเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเอาผลงานของคณะไปติดตั้งในจุดที่กำหนดให้เรียบร้อย อีกกลุ่มช่วยกันหิ้วข้าวของไปยังพื้นที่สำหรับขายของที่ทางคณะจองไว้ ผมกับพาร์อยู่กลุ่มหลัง พวกเราต้องเร่งมือให้ทันฟ้ามืด เพราะงานนี้ถ้าเป็นโซนที่จัดงานช่วงกลางคืน ทางมหาลัยจะไม่เปิดไฟให้


ไปถึงก็วางรั้วกั้นแบบยืดหดได้รอบพื้นที่ทำเป็นอาณาเขตสี่เหลี่ยม แต่ด้านหน้ากั้นแค่ครึ่งเดียวที่เหลือไว้สำหรับเปิดให้คนเดินเข้าออก


พวกผมเดินไปกลับหลายเที่ยวกว่าจะขนของที่ต้องใช้มาได้หมด โดยเฉพาะถุงทรายที่แบ่งใส่ถุงเล็กๆ ห่อด้วยฟอยล์หลายสิบถุง และมีถุงทรายใหญ่หนักพอๆ กับก้อนอิฐสามก้อนอยู่อีกอัน ผมมารู้ว่าเจ้าก้อนฟอยล์เหล่านี้ไว้ใช้เป็นฐานมัดลูกโป่งก็ตอนเขากำลังจะปล่อยบอลลูนขนาดสามเมตรขึ้นฟ้า


“เตรียม...ปล่อยได้”


ทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณ กลุ่มประมาณสามคนกำลังจับบอนลูนสีขาวก็พร้อมใจปล่อยมือออก ทุกคนต่างแหงนหน้ามองบอลลูนทรงกลมลอยขึ้นฟ้าเรื่อยๆ จนถึงความสูงสามเมตรกว่าถึงหยุดกับที่ เริ่มแกว่งไกวไปมาตามแรงลม


คนดูแลฐานยึดรีบตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนวาดแขนเหนือหัวเป็นรูปโอเค


งานเตรียมของยังไม่จบ เราต้องจัดเตรียมลูกโป่งให้พร้อมก่อนเริ่มงาน โรงงานนรกเลยมาเยือน จัดสรรหน้าที่กันทำ คนอัดแก๊สฮีเลียมเข้าลูกโป่งใส ส่งต่อให้คนผูกริบบิ้น แล้วส่งต่ออีกครั้งให้คนเอาไปผูกกับก้อนฟอยล์ หรือที่บางคนเรียกฐานฟอยล์


ฟอยล์ก้อนหนึ่งมัดลูกโป่งได้หลายใบเลยครับ เพื่อความประหยัดพื้นที่เลยต้องมัดให้ได้มากที่สุด แล้วเอาไปวางเรียงใกล้รั้วกั้นจากซ้ายไปขวาจนเป็นรูปตัวยู ยกเว้นส่วนด้านหลังที่ปูเสื่อปิกนิกไว้เป็นที่นั่งทำงาน เลยต้องขยับฐานลูกโป่งมาวางด้านหน้าเสื่อปิกนิกแทน


ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ พวกรุ่นพี่จึงงัดเอาตะเกียงปิกนิกแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากในกล่องออกมาแขวนกับรั้วกั้น ทำให้เราพอมีแสงสว่างทำงานกันต่อไป


“หมดนี่แล้วพอก่อน รอลูกค้ามามากกว่านี้เราจะปล่อยแผนสองกัน”


แผนสองที่ว่าคือขายโคมไฟ เอ้ย ผมหมายถึงลูกโป่งเรืองแสง วิธีทำก็หักแท่งเรืองแสงเขย่าๆ จนได้ก็ยัดเข้าลูกโป่งสิบนิ้วสีขาว อัดแก๊สฮีเลียมตามปกติ มัดด้วยริบบิ้นเป็นอันเสร็จ สามารถถือไปไหนมาไหนก็เหมือนมีโคมไฟตามไปทุกที ไอเดียดีสุดๆ พี่ดินเลยเอามาใช้ขายของหาเงินเข้าคณะแทน 


“งั้นเปิดขายเลยนะพี่”


“เออ เอาตะกร้านี้ไปคล้องแขนไว้ แล้วคนเก็บตังค์?”


“อยู่นี่ค่ะ”


คนโดนเรียกขานับ ในมือถือกล่องกระดาษด้านบนมีที่หยอดเหรียญ มองแวบหนึ่งเหมือนกล่องที่ไว้สำหรับขอบริจาคนอกสถานที่ แต่แบบนี้ก็เหมาะสมดี เพราะส่วนใหญ่เงินที่แลกมาใช้กิจกรรมนี้ก็เป็นรูปแบบเหรียญอยู่แล้ว   

“ใครเฝ้าซุ้มกะนี่ออกไปได้แล้ว”


พาร์ลุกขึ้นยืนพร้อมคนอื่น เห็นผมยังนั่งเฉยก็พยายามดึงผมให้ลุกขึ้น


หืม? ผมชี้นิ้วใส่ตัวเองเป็นเชิงถามว่า กูด้วยเรอะ?


“กูลงชื่อมึงไว้แล้ว ลุกเร็ว ถือกระป๋องกรรไกรมาด้วย”


ตอนพวกผมมุดลูกโป่งออกมา เริ่มมีคนมายืนดูใกล้ๆ ชี้นิ้วไปบนฟ้า บอลลูนยักษ์เริ่มปรากฏอักษรเรืองแสงให้เห็นชัดขึ้นเป็นคำว่า


‘Balloon To Message’


“เพื่อนๆ เขียนอะไรก็ได้ตามคอนเซปของเราที่ลูกโป่งหน้าทางเข้าให้หน่อย”


คนคล้องตะกร้าใส่ปากปากกาเรืองไว้ที่แขนตะโกนบอก พร้อมไล่แจกปากกาให้คนละแท่ง


“ใช้คละสีนะ จะได้หลากหลาย”


หลังได้ปากกา พาร์ลากแขนผมไปทันที ไปถึงลูกโป่งที่ว่าเป็นกลุ่มแรก


รีบอะไรหนักหนาเนี่ย?  


“กูขอเขียนก่อน”


“เออ” ผมขานรับมองคนใจร้อนมึนๆ


เห็นพาร์ดึงปลอกปากกาออก ก่อนจับลูกโป่งสีใสลูกหนึ่งให้อยู่นิ่งๆ เขียนยุกยิกไม่นานก็ปล่อย ลูกโป่งลอยกลับคืนที่เดิม อักษรเรืองแสงสีส้มเปล่งประกายในความมืด


คนนี้ที่ใช่

ยังไงก็ใช่

ไม่เปลี่ยนแปลง


ผมข่มความเขิน แล้วเอ่ยถามเสียงสั่นหน่อยๆ


“คอนเซปคืออะไร?”


เพราะบริเวณตรงนี้มืด ผมเลยเห็นหน้าพาร์ไม่ชัด แต่คำพูดมันสะเทือนไปทั้งหัวใจ


“บอลลูน ทู เมสเสจส่งข้อความถึงคนที่คุณรัก”


มึงรู้ไหม รักมีหลายรูปแบบ”


“รู้สิ เพื่อนพ้อง ครอบครัว และคนรัก” พาร์พูดยิ้มๆ “คอนเซปของเราไม่ได้จำกัดว่าต้องเลือกส่งลูกโป่งให้คนยืนข้างๆ สักหน่อย อยากถือกลับไปให้คนที่บ้าน อยากจะปล่อยลอยขึ้นฟ้าสู่คนที่อยู่ห่างไกลหรืออาจไม่ได้พบเจอก็ได้ทั้งนั้น แล้วมึงล่ะอยากเขียนส่งถึงใคร?”


ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้า บอลลูนขาวที่มีอักษรเรืองแสงยังคงปรากฏชัดแก่สายตา


ลูกโป่งใบเล็กๆ เอามารวมกันก็ใหญ่ได้ไม่แพ้บอลลูกบนฟ้า เช่นเดียวกับไม่จำเป็นต้องเขียนใส่ลูกโป่งแค่ใบเดียวแล้วจบสักหน่อย อยากเขียนถึงใครก็ได้ทั้งนั้น


ผมยิ้มเล็กๆ ระหว่างลดหน้าลง คว้าริบบิ้นดึงลูกโป่งสีใสเข้าหาตัว 


“กูมีคนที่รักเยอะ แต่ลูกโป่งแรกกูขอเขียนให้มึง”


ตวัดข้อมือเขียนทีละตัวๆ ถ่ายทอดข้อความภายในใจออกมาเป็นตัวอักษร


แด่คนนี้ที่ต้องการ

ไม่คิดเสียใจ ไม่คิดเปลี่ยนใจ

ขอบคุณที่มาให้รัก


ทันทีที่ลูกโป่งหลุดจากมือ คอผมก็โดนรั้งเข้าหาอกใครบางคน กลิ่นที่คุ้นเคย ไออุ่นที่ทำให้ใจอุ่นตาม จึงยินยอมปล่อยให้ใกล้ชิด


วูบหนึ่งเผลอนึกถึงสมัยเด็ก


ครั้งแรกมีเพียงคำพูด ครั้งที่สองมีขนมกับข้อความ ส่วนครั้งนี้ได้มากกว่านั้นมากมาย


หลับตาลงฟังเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แม้ติดเร็วไปหน่อย แต่ยังหนักแน่นดุจขุนเขา เช่นเดียวกับตัวต้นที่อยู่ภายในใจของผม


มือกำเสื้อพาร์แน่นไม่ว่าจะเพราะอะไรที่ทำให้เราได้มาเจอกัน ผมก็ได้แต่พูดขอบคุณเท่านั้น


ขอบคุณจริงๆ ที่ส่งเขามาให้ผม  


ลมหายใจรินร้อนใกล้หู มาพร้อมเสียงกระซิบ “จูบมึงได้ไหม?”


อารมณ์หวานๆ ซึ้งๆ พังครืนลงมาทันที


ผมรีบลืมตา ผลักหน้าพาร์ออกห่าง ยิ่งรู้สึกถึงสายตาหลายคู่มองมา บวกกับอารมณ์ตกใจที่เมื่อครู่เผลอตัวเผลอใจกลางที่สาธารณะ ผมก็ยิ่งเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก


“ไม่ได้เหรอ?”


มันมาอีกแล้ว! ไอ้สายตาเว้าวอนของหมาน้อยเนี่ย!


ผมกัดฟันข่มไม่ให้ใจอ่อนสุดฤทธิ์ เค้นคำพูดดุเสียงเข้ม “ตรงนี้ไม่ได้!


“งั้นขอติดไว้ก่อน” หมาน้อยรีบพูดรัวเร็วเหมือนกลัวใครแย่ง แถมยังกลายร่างกะทันหัน กระโจนเข้าใส่ทั้งตัวจนผมเซ “แต่ตอนนี้ขอกอดก่อนแล้วกัน”


ผมอ้าปาก ยังไม่ทันได้เรียกชื่อดุใครบางคน เสียงจากด้านหลังซุ้มก็ดังสนั่นเหมือนสัตว์คำราม


“เฮ้ย! คู่นั่นนะ! หวานกันเกรงใจคนโสดหน่อยโว้ย!!


------------------------------------------------------

Talk: 01/09/2016

ยาวจุใจกันดีไหมคะ? 

ความยาวเท่ากับสองตอนตามปกติเลยค่ะ 555 เลยแบ่งออกเป็นสองส่วน (อีกแล้ว)

มันหาจุดตัดจังหวะแบ่งเป็นสองตอนไม่ได้เลยเป็นเช่นนี้แล 

หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ เราไปนอนแล้วนะ เจอกันใหม่พฤหัสหน้าค่ะ ^^

ป.ล. สำหรับเรื่อง E-Book 

        หลังจากสอบถามกับทางสำนักพิมพ์ ก็ได้รับคำตอบตามภาพด้านล่างเลยค่ะ

        

------------------------------------------------------


เปิดจองแล้วนะ คลิกที่รูปได้เลยค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2824 KiHaE*129 (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 00:00

    ขำความพาร์อะ

    ตรงชัดเจน

    ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #2,824
    0
  2. #2736 ThkTheks (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 07:10
    แง น่ารักจังคับน้อง ;-;
    #2,736
    0
  3. #2607 taemynnn (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 23:47
    เกรงใจคนไม่ในซุ้มอยากเดียวไม่พอนะ เกรงใจตรูด้วย นี่ก็คนนะอ่านไปก็อิจฉาไป ฮือออออ
    #2,607
    1
    • #2607-1 KatzeP(จากตอนที่ 68)
      27 เมษายน 2560 / 08:09
      เกรงใจคนเขียนด้วย คนเขียนก็อิจฉาเหมือนกันค่ะ
      (กัดผ้าเช็ดหน้า)
      #2607-1
  4. #2600 FairyP718 (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 13:40
    หวานมดขึ้นแล้วจ้า อิจๆๆๆ
    #2,600
    0
  5. #2218 shshshx (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:33
    หวานๆๆๆตลอดดดไม่เคยเกรงใจคนโสด
    #2,218
    0
  6. #2055 >haruhi (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 06:07
    น่ารักกกกก เจ้าหมาน้อยนี่ก็พร้อมจะกลายร่างตลอดเลย55555
    #2,055
    0
  7. #2009 mukmixdada (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 04:51
    หมาน้อย มาอ้อนเราก็ได้นะ 65555
    #2,009
    0
  8. #2007 baekbow (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 15:17
    โอ๊ยยย คือดีอ่ะ อารมณ์เหมือนเป็นตอนจบเลย 555
    #2,007
    0
  9. #1972 coreprime4244 (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 13:00
    น่ารักมากขำตอนสามีคณะประกาศหาสะใภ้5555555555
    #1,972
    0
  10. #1961 โซดาเองค่ะ (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 22:28
    อ๊ายยยยย พาร์เปลี่ยนไปปปปป หวานมากกกกก อิจฉาาาาค๊าาาาาา
    #1,961
    0
  11. #1958 EchizenRyoma (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 21:39
    น้ำตาลเรียกพี่
    #1,958
    0
  12. #1942 เนรุ (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 07:14
    water war คนแต่งเขียนได้ความรู้สึกสนุก ตื่นเต้น ลุ้น อารมณ์มาเต็มๆ อยากเล่นด้วยเลยอ่ะ

    ตอนท้าย หวานเกิ้น น้ำตาลขึ้นละ

    รักคู่นี้ หลงคู่นี้มากมาย

    ทีม #พาร์ที





    ไม่มี E-book งั้น หนังสือก็ได้จ้า
    #1,942
    0
  13. #1941 Whatever it is (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 23:55
    น่ารักอะ ชอบคู่นี้ หวานแบบแมนๆ
    #1,941
    0
  14. #1940 Florin-lan (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 17:13
    พรีแล้ว555 รอๆ เห็นว่าเริ่มส่งตอนที่ไปแคนนาดาพอดี โอ้ยดีใจหรือเศร้าดี55
    #1,940
    0
  15. #1939 Som O Usanee (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 14:41
    โอ๊ยยยยยยยย มีความหวาน หวานจนน้ำตาลร่วงเรี่ยราดเลยค่ะลูก แอร๊ยยยยยยยย
    #1,939
    0
  16. #1937 Yearko (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 12:50
    หวานเกินไปแล้ว อิจ....หุหุ
    #1,937
    0
  17. #1936 FahSida (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 01:48
    พาร์ทีเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยอ่ะ 5555 วว่าแต่ประโยคขัดหวานนี่ของใครกันนะ
    #1,936
    0
  18. #1935 Sed leo (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 00:56
    น่ารักโรแมนติกมากกกก
    #1,935
    0