[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 59 : บทที่ 49

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    16 ก.ย. 59


บทที่ 49


“อะไรนะ!


ผมได้แต่ร้องตะโกนอยู่หน้าบ้าน มองพ่อด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ


“ก็บอกว่าพวกพ่อกำลังไปเที่ยวสองวันหนึ่งคืนไงลูก”


ผมเคี้ยวฟันอย่างโมโห ตาตวัดมองรถสองคันที่จอดอยู่ห่างออกไป ติดเครื่องยนต์รอเรียบร้อย เหลือแค่คนตรงหน้าผมไปขึ้นรถเมื่อไหร่ก็พร้อมออกเดินทางทันที แม้แต่แมวก็เอาไปฝากเลี้ยงเรียบร้อย ถึงว่าทำไมตื่นมาผมถึงไม่เห็นฮิเมะ เจอแต่น้องอันกำลังปล่อยโฮให้แม่คอยกอดปลอบ แม้แต่ตอนพาตัวขึ้นรถก็ยังสะอื้นไม่หาย


“ไม่มาบอกผมหลังกลับเลยล่ะ” ได้แต่พูดประชด 


“ขืนทำอย่างนั้นใครบางคนคงโกรธพ่อแย่ เอาน่า พวกพ่อแค่ไปเที่ยวกันเอง พรุ่งนี้ตอนค่ำๆ ก็กลับมาแล้ว”


“พวกพ่อคิดทิ้งลูกชายคนโตของสองบ้านไว้ที่นี่เนี่ยนะ?”


“ก็ได้ยินว่าพวกลูกนัดเที่ยวกันแล้วนี่ จะตามพวกพ่อไปทำไมล่ะ”


“แล้วทำไมต้องให้ผมนอนบ้านพาร์คืนนี้ด้วย!


“พวกลูกจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวให้พ่อแม่เป็นห่วงไง” พ่อตอบหน้าตาย “ดูทำหน้า แค่คืนเดียวเองลูก”


ไอ้คืนเดียวนี่แหละ ไว้ใจได้ซะที่ไหน!


ผมอยากอ้าปากแย้งมาก ถึงมากที่สุด แต่ดันได้เห็นแววตาพ่อสื่อชัดว่านี่คือโอกาสเผด็จศึก


ศึกบ้าศึกบออะไร ใครจะเข้าร่วม!!


“จัดการให้เรียบร้อยนะลูก พ่อรู้ว่าลูกทำได้”


“พูดเรื่องอะไร?!


“อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่องน่า พ่อแทงข้างลูกไปเยอะนะ อย่าทำให้พ่อผิดหวังล่ะ”


“เดี๋ยวพ่อ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน!


คนแก่สนใจซะที่ไหน ชิ่งหนีขึ้นรถขับจากไปเรียบร้อย มีรถลุงแทนขับตามไป ทิ้งผมไว้กับเป้หนึ่งใบ และจักรยานอีกหนึ่งคัน ต่อให้พกกุญแจออกมาก็เข้าพื้นที่บ้านไม่ได้ พ่อเล่นเปลี่ยนแม่กุญแจล็อกรั้วใหม่ เลยทำได้แค่แยกเขี้ยวใส่ท้ายรถสองคันที่ห่างออกไปเรื่อยๆ


พ่อต้องไปพนันอะไรบ้าๆ กับลุงแทนอีกชัวร์


ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ตาเหลือบมองลูกรักสีน้ำเงินที่พลอยโดนขังผ่านประตูรั้วก็ได้แต่เศร้าใจ ถ้ารู้เหตุการณ์ล่วงหน้าผมจะเอาเจ้าลูกรักออกมาแทนจักรยาน!


ยืนอยู่พักใหญ่เห็นว่าอยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ได้อะไร เลยถอนหายใจพยายามทำใจให้ปลดปลง คว้าเป้ที่วางข้างตัวมาสะพายหลัง ขึ้นคร่อมจักรยานขี่ตรงไปบ้านพาร์ด้วยสีหน้าเซ็งจิต


ทันทีที่ผมถึงหน้าบ้านพาร์ก็ควักมือถือออกมาดูเหลืออีกสามนาทีกว่าจะถึงเวลานัด


ความคิดชั่วแล่นที่ผุดขึ้นมาทำให้ผมจอดจักรยานทิ้งไว้ ยืนหันหลังพิงประตูรั้ว เปิดเกมในมือถือเล่นฆ่าเวลา ผ่านไปนาทีกว่าก็มีเสียงทัก


“คิดทำอะไร” น้ำเสียงพาร์ฟังดูข้องใจมาก


“เรื่องของกู” ผมตอบทันทีไม่คิดหันไปมอง “อย่าพึ่งเปิดประตูให้ล่ะ”


“แล้วมึงจะยืนตากแดดอยู่ตรงนั้น?”


“เออ”


มึงกำลังประท้วงอะไรกูใช่ไหม”


“เปล่าสักหน่อย”


แค่หมั่นไส้ล้วนๆ ฐานทำผู้ใหญ่ย้ายข้างไปอยู่ฝ่ายมันหมด


ผมรู้สึกถึงสายตาทิ่มแทงจากเบื้องหลัง พยายามไม่สนใจ เล่นเกมจนเวลาเปลี่ยนเป็น 07:59 ถึงได้เลิก หมุนตัวกลับมาก็ผงะเล็กๆ ที่เห็นเจ้าของบ้านยืนกอดอกพิงกรอบประตูบ้านอยู่ไม่ไกล แววตามองมาเหมือนโดนลูกธนูพุ่งปักร่างพิกล ถึงอย่างนั้นยังทำใจสู้เสือ ดำเนินแผนการตัวเองต่อ


รอจนเวลาเปลี่ยนเป็น 08:00. นิ้วถึงสัมผัสปุ่มตรงเสาหน้าบ้าน ออกแรงกดไม่มีลังเล แม้เจ้าของบ้านจะยืนดูอยู่ก็ตาม


ติ๊งต่อง~


เสียงกริ่งบ้านดังกังวานมาถึงจุดที่ผมยืนอยู่ ได้ยินชัดเจนสองหู แน่นอนว่าพาร์ต้องได้ยิน ต่างคนต่างไม่มีใครขยับ ตาจ้องประสานกันอย่างวัดใจ


ติ๊งต่อง~


ครั้งที่สองก็ยังไม่มีใครขยับ ผมเลยกำลังจะกดครั้งที่สาม พาร์กลับชิงพูดขึ้นก่อน


“ประตูรั้วไม่ได้ล็อก”


อ้าว


ถึงแอบหน้าแตก แต่ผมไม่แสดงออก แถมยังทำหน้ายียวนใส่เจ้าของบ้านเพิ่ม


“แล้วไง ถ้าเจ้าของบ้านไม่คิดมาเปิดต้อนรับ กูก็ไม่คิดถือวิสาสะเข้าไป”


“ถ้ากูไม่เปิดให้ล่ะ?”


“กูก็กลับไง”


คนฟังพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ ยอมขยับตัวเดินมาเปิด เอ่อ กระชากประตูรั้วให้ด้วยท่าทางหงุดหงิดนิดๆ แถมยังคว้าแขนดึงแขกอย่างผมเข้ามาแบบไม่ออมแรง แล้วทำท่าจะผลักประตูปิดจนผมต้องร้องท้วง


“เฮ้ยๆ เป้กับจักรยานกูยังอยู่ข้างนอก!


หลังเอาข้าวของเข้ามา พาร์ก็ลากผมมาทิ้งไว้บนโซฟาพร้อมเป้ แล้วหายหัวไปทางครัว เปิดโอกาสให้ผมนั่งคิดกับตัวเอง


จากการลองเชิงเมื่อครู่ พาร์อาจยังไม่รู้ว่าผมกลับเข้าบ้านตัวเองไม่ได้ ตอนแรกนึกว่าเป็นความเจ้าเล่ห์ของมันซะอีก สงสัยต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ งานนี้แผนของพวกพ่ออย่างเดียว ฝ่ายลูกไม่น่ามีเอี่ยว ถึงแม้ว่าผลประโยชน์จะตกไปอยู่ฝ่ายคนกำลังถือจานขนมมาให้ผมก็ตาม


“มองกูแบบนั้นคืออะไร?”


ผมรีบส่ายหัว คว้าคุกกี้ของโปรดเข้าปาก ถึงอย่างนั้นสายตากลับไม่ละจากหน้าคนกำลังนั่งใกล้ๆ ไม่ได้คิดจับผิด แต่ตาขยับไปมองเอง รู้สึกตัวก็รีบละสายตามามองจานคุกกี้ หยิบขนมอีกชิ้นเข้าปากทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมด


“ตอนแรกว่าจะพามึงไปวันนี้ แต่กูยังหาที่ซ่อนกุญแจไม่เจอ”


หือ? ผมหันไปสบตาคนพูดด้วยความฉงน “กุญแจอะไร?”


“มอเตอร์ไซค์”


ผมกระพริบตา “ของมึง?”


“ของกูนี่แหละ อาทิตย์ก่อนกูพึ่งแอบปลดล็อกโซ่เอามันไปตรวจเช็คสภาพมา พอพ่อรู้เข้าก็มายึดกุญแจรถไปซ่อน”


“ไม่ใช่พ่อมึงพกติดตัวไปด้วยเรอะ”


“โดนกูตามทุกฝีก้าวแบบนั้น ไม่มีทางที่พ่อจะเอาไปเที่ยวด้วยแน่ มันต้องยังอยู่ในบ้านนี้”


ผมจับประเด็นได้ทันที “จะให้กูช่วยหากุญแจรถ?”


พาร์พยักหน้า พูดเสริม “หรือไม่ก็สถานที่ หรือของที่ติดล็อก เช่น กล่องใส่ของ”


ผมพ่นลมหายใจ “ถึงเจอแล้วมึงก็ปลดล็อกมันไม่ได้”


“ใครบอก”


ผมมองสีหน้านิ่งเฉย แต่แววตาจริงจังของพาร์ ปากมันขยับพูดต่อ


“ถึงไม่เชี่ยวชาญ อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ไม่คณามือกูหรอกน่า”


หลังจากพลิกบ้านตามหากุญแจรถ ไม่เจอครับ เลยต้องขนกล่องติดล็อกที่เจอออกมากองบนพื้นให้พาร์แทน ส่วนพาร์ก็สมราคาคุย มันปลดล็อกกุญแจได้ เปิดดูของแล้วก็ยังปิดล็อกเหมือนเก่าได้อีก


มึงไปได้ความสามารถนี้มาจากไหน?” ผมถามอย่างอดไม่อยู่


พาร์เหลือบสายตามองผมแวบหนึ่ง “ก็แค่ทักษะจำเป็นที่ต้องมีติดตัว”


“จำเป็นเนี่ยนะ” ผมทำหน้ามึน “จำเป็นแบบไหนวะ?”


“เอาไว้ใช้ตอนเข้าตาจนเช่น หลบหนีคู่อริ”


“ฮะ!


“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอกน่า กูไม่เคยโดนจับตัวได้ ก็แค่ไขปลดล็อกสถานที่เข้าไปขอแอบซ่อนตัวชั่วคราวเฉยๆ”


นี่เป็นสาเหตุที่มึงต่อสู้เก่ง?”


“ไม่เชิง กูอยู่ของกูดีๆ แต่เพื่อนกูดันเป็นพวกชอบแสหาเรื่อง แถมดันยื่นมือไปช่วยเหลือคนอันตรายแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อนทั้งกลุ่มเลยเดือดร้อนกันหมด ดีที่กลุ่มกูพอมีฝีมือบ้างเลยพอเอาตัวรอดได้ แต่ไปๆ มาๆ ดันโดนเหมารวมว่าเป็นคนในแก๊งอันตราย เพื่อเอาตัวรอดพวกกูเลยต้องตามน้ำ มันก็ไม่ใช่มีแต่เรื่องไม่ดี อย่างน้อยกูก็ได้เรียนรู้อะไรมาเพียบ” 


ฟังจากน้ำเสียงบอกเล่าเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ผมก็ได้ทำหน้าอึ้ง


“...เรื่องนี้เกิดช่วงที่มึงอยู่ต่างประเทศ?”


“ก็แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ปู่กูไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ที่กูไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น หลังจบเรื่องกูกับพวกเพื่อนๆ เลยถอนตัวออกมา แต่หลังจากนั้นเพื่อนกูคนหนึ่งดัน เอ่อ เป็นคนรักของหัวหน้าแก๊ง สุดท้ายก็ไม่ได้ตัดขาดอย่างที่คิด ยังมีติดต่อกันบ้างตราบใดที่เพื่อนกูยังอ๊ะ เจอจนได้”


พาร์หยิบกุญแจรถออกมา สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าดีใจมากคล้ายน้องหมาที่โดนเจ้าของสั่งลงโทษกักบริเวณกำลังจะได้ออกไปเดินเล่นอีกครั้ง


ผมรู้สึกประหลาดใจ ไม่เคยเห็นพาร์ยิ้มมีความสุขติดซุกซนแบบนี้มาก่อน


“ไปกันเถอะ!


“ฮะ!” ผมตกใจกับคำชวนกะทันหัน ได้แต่ถามมึนๆ “ไปไหน?”


“ไปเที่ยวไง” แววตาคนอยากไปขี่มอเตอร์ไซค์เล่นจะแย่เปล่งประกายร่าเริงสุดขีด ก่อนจะค่อยๆ มอดดับเมื่อมันหันไปเห็นนาฬิกาติดผนัง “บ่ายสามแล้วเหรอ”


พึมพำแล้วก็ถอนหายใจ นั่งหงอยหูลู่หางตกเหมือนความร่าเริงเมื่อกี้เป็นภาพลวงตา


ผมกระพริบตาปริบๆ กับการได้เห็นคนๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงอารมณ์กะทันหัน จากดีใจสุดขีดพลิกกลับเป็นผิดหวัง หลังยืนเกๆ กังๆ เพราะไม่รู้จะพูดปลอบยังไงดี ก็เริ่มเดินเข้าไปหยิบบรรดากล่องที่ตัวเองเป็นคนหาเจอ


“กูเอาของไปเก็บคืนที่ก่อนนะ”


ไม่รู้ว่าได้ยินหรือเปล่า แต่ผมก็ตัดสินใจถอยออกมา ปล่อยให้พาร์อยู่กับตัวเองสักพัก พอผมกลับมาอีกครั้ง พาร์ก็หายหงอยแล้ว 


“ไปเที่ยวพรุ่งนี้แทน แต่ต้องออกเดินทางเช้าหน่อย สักหกโมงกำลังดีไปถึงนู้นคงช่วงสายๆ”


ผมรับฟังอย่างสงบ แต่ก็อดถามไม่ได้ “มึงจะพากูไปไหน”


“ไปขี่มอเตอร์ไซค์เล่น!


ผมนิ่วหน้า มองตาเป็นประกายระยับของลูกหมาน้อย...คือที่ถามน่ะ หมายถึงสถานที่จะไปต่างหาก ช่างเถอะ ผมก็ขี้เกียจถามต่อแล้ว จะพาไปไหนก็ไป     


พอฟ้าเปลี่ยนสี ดวงอาทิตย์นอนหลับ พ้นช่วงเวลาอาหารเย็นและเกือบได้เวลาเข้านอน หมาน้อยเมื่อตอนกลางวันก็กลายร่างให้หวาดผวา


“นอนด้วยกัน!


“ไม่!


ผมเถียงกับพาร์มาร่วมครึ่งชั่วโมง เดินวนรอบโซฟากี่เที่ยวก็ไม่รู้ รู้แค่ต้องระวังตัวไม่ให้โดนตะครุบลากขึ้นห้องนอนใครบางคน


“ไปนอนบนเตียง!


“กูจะนอนโซฟา!


“ที!


“กูยืนยันคำเดิม จะนอนที่นี่!” ผมชี้นิ้วใส่โซฟาที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเรา “ไม่ไปนอนห้องมึงแน่!


“จะขึ้นไปห้องกูดีๆ หรือจะให้ใช้กำลัง”


“มึงใช้ กูก็ใช้”


“งั้นอย่าหาว่ากูรุนแรง!


ผมตั้งท่าพร้อมสู้ มองหมาป่าปีนโซฟากระโจนเข้าใส่


แม่ง! ทำไมพอได้ขลุกวงในผมถึงได้รู้สึกเสียเปรียบทั้งที่คนเจ็บตัวคืออีกฝ่าย


ผมน่ะสบายดีไม่มีแม้แต่รอยพกช้ำ เพราะพาร์ไม่ชกหรือต่อยผมคืนสักแอะ แต่เล่นจู่โจมด้วยริมฝีปากกับมือปลาหมึกของมัน


“เฮ้ย! จับตรงไหนวะ!” ผมตะโกนลั่น สวนด้วยหมัดหนักๆ ไปด้วยความตกใจ


“โอ๊ย! เล่นกูซะปากแตกเลยนะ”


“ก็มึงน่ะเฮ้ย! พาร์!! เอามือออกไปเดี๋ยวนี้!


สุดท้ายผมก็ต้องมานอนหงุดหงิดบนเตียง ทำหน้าที่หมอนข้างให้คนขี้โกง มันโกงผมจริงๆ นะ!


“นอนได้แล้ว”


ผมกัดฟันกรอด “กำลังพยายาม! และหวังว่ามึงจะทำตามที่พูดทุกคำ!


งั้นก็นอนนิ่งๆ ห้ามขยับยุกยิกเด็ดขาด”


นอนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ขนาดนี้ยังไม่พออีกเรอะ!


เช้าวันต่อมา ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเหน็บ แถมรู้สึกปวดเมื่อยจากการนอนท่าเดิมนานเกินไป ต่อให้อาบน้ำล้างหน้าก็ยังเปิดปากหาวเป็นระยะ ผิดกับพาร์ที่ดูสดใสกว่าปกติ เห็นแล้วก็ได้แต่เขม็งใส่...โทษฐานทำคนอื่นหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน รู้หรอกว่าหวาดระแวงไปเองจนกลัวว่าถ้าเผลอหลับสนิทเมื่อไหร่ อาจตกเป็นเหยื่อของหมาป่าได้ทุกเมื่อก็เหอะ


หลังดื่มนมรองท้องคนละแก้ว พวกผมก็พร้อมออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่


รถของพาร์ไม่ใช่บิ๊กไบค์อย่างที่คิด แต่เป็นมอเตอร์ไซค์ครอบครัวสไตล์สปอร์ต ไม่มีตะกร้าใส่ของด้านหน้า ถึงผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถมอเตอร์ไซค์ก็ยังพอดูออกว่ารถพาร์ผ่านการปรับแต่งมานิดหน่อย สีตัวรถเป็นขาว-น้ำเงิน-ดำ สวยครับ แต่ก็แอบผิดคาดนิดๆ เหมือนกัน


“พ่อกูไม่ให้ซื้อบิ๊คไบค์ อีกอย่างกูก็ไม่คิดซื้อ” พาร์บอกมาแบบนี้ตอนผมถาม


“ทำไมล่ะ”


“กูมีอยู่แล้วคันหนึ่ง เป็น sport touring bike น่าเสียดายกูเอามันมาไทยไม่ได้”


ผมงง ถามคำเดิม “ทำไมล่ะ?”


พาร์แค่ถอนหายใจ ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา น่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างล่ะมั้ง


ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะพาไปไหน แต่หลังเดินทางชั่วโมงกว่าก็พอจับเส้นทางได้บ้าง น่าจะเป็นนครนายก เพราะมีสถานที่เที่ยวแนวธรรมชาติแบบที่พาร์ชอบ บวกกับการแต่งตัวที่มันให้ใส่ขาสั้นกับรองเท้าแตะหัวโต แถมให้ผมแบกเป้ใส่เสื้อผ้าสองชุดอีก ถึงมันจะบอกว่าแค่เอาไปเผื่อก็เหอะ  


จริงอย่างที่คาดเดา เข้าเขตนครนายกสักพักใหญ่ พาร์ก็ขับไปจอดพักใกล้วัดพราหมณี แล้วพาผมเดินดูร้านค้าภายในวัดด้วยกันก่อน ผมแอบแปลกใจ เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนไปไหว้พระก่อนค่อยมาเดินดู และแปลกใจกว่าเดิมเมื่อมันปล่อยผมไปไหวพระคนเดียว


“เดี๋ยวกูนั่งรออยู่แถวนี้ มึงอยากกินอะไร เดี๋ยวกูสั่งให้ก่อน”


งงใช่ไหมครับ ผมก็งง


ถามไปถามมาถึงได้รู้ว่าบ้านพาร์ไม่ใช่คนพุทธ ถ้าไม่บอกคงไม่รู้ ผมเองก็ไม่ได้สังเกต เลยฝากพาร์สั่งข้าวขาหมูให้ แล้วเดินไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดก่อน เรียบร้อยก็กลับมาหา เจอจานข้าววางรออยู่แล้วพร้อมแก้วน้ำ ผมคว้าแก้วน้ำมาดื่มดับกระหาย ก่อนคว้าช้อนตักอาหารเข้าปากด้วยความหิว  


“อยากแวะศาสนสถานที่อื่นไหม กูจะได้ขับพาไปถูก”


ปากไม่ว่างผมเลยส่ายหน้าแทน ที่เลือกแบบนี้เพราะไม่รู้ว่าพาร์ต้องมานั่งรอแบบนี้อีกหรือเปล่า คุยไปคุยมา พาร์เลยจะขับขึ้นไปชมเขื่อนก่อน แล้วค่อยวกกลับมาแวะพวกน้ำตก หลังอิ่มท้องเราก็ออกเดินทางต่อ


จุดหมายแรกคือเขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นเขื่อนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวบนสันเขื่อน ข้างบนนี้สวยมากเห็นทิวทัศน์ได้สุดลูกหูลูกตา ยังไม่ทันได้เดินดูอะไรนัก พาร์ก็ลากผมไปซื้อบัตรขึ้นรถชมเขื่อนขุนด่านเลยครับ


“ไม่เดินไปล่ะ” ถามมึนๆ ใส่คนเสียเงินหกสิบบาท ผมจะจ่ายคืนสามสิบ มันก็ไม่เอา


“เก็บแรงไว้ก่อนเหอะ เดี๋ยวมึงจะได้เดินอีกเยอะ”


ผมพยักหน้ารับ ตามใจคนพามาดีกว่า อีกอย่างผมก็ไม่รู้ว่าวันนี้ต้องเดินเยอะแค่ไหนด้วย


เส้นทางบนเขื่อนทอดยาวจนมองไม่เห็นปลายทางสมกับที่เป็นเขื่อนคอนกรีตอัดบดที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทยและในโลก หูฟังไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของเขื่อนแห่งนี้ไปพร้อมกับชมทิวทัศน์ ด้านหนึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำ เหนือผืนน้ำกว้างเป็นทิวเขาเขียวขจีและท้องฟ้าสีคราม พวกภูเขาที่เห็นคืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนอีกด้านจะเห็นตัวเมืองนครนายกที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สวยไปอีกแบบ


เห็นไกด์บอกว่าลงจากรถไปถ่ายรูปได้ แต่ต้องเดินกลับกันเอง มีคืนเงินให้สิบห้าด้วยครับ ตอนแรกผมก็คิดจะลงนะ แต่หลังจากนั่งรับลมชมธรรมชาติไปได้ครึ่งทางก็รู้สึกขี้เกียจเดินขึ้นมาทันที พาร์ถึงกับยิ้มล้อผม มีถามแซวว่าอยากลงเดินอีกไหม


นอกจากรถพาเที่ยวชมสันเขื่อนแล้ว ยังมีเรือหางยาวให้เช่าด้วยครับ เห็นว่าพาชมน้ำตกที่อยู่ด้านในเขื่อนขุนด่านได้ อ้อ มีจุดให้เล่นน้ำด้วยครับอยู่ด้านล่างเขื่อน เห็นคนไปเล่นน้ำเยอะมาก แต่พาร์ส่ายหน้าสื่อว่าไม่แวะตั้งแต่แรกแล้ว หลังจบทริปบนรถนำเที่ยวสันเขื่อน พวกผมก็ออกเดินทางต่อ  


จุดหมายต่อมาคือน้ำตกนางรอง เสียค่าเข้าด้วยครับ รถมอเตอร์ไซค์พร้อมคนขับสิบบาท คนซ้อนอีกสิบบาท ขับเข้าไประยะหนึ่งก็ต้องหาที่จอดลงเดินไปน้ำตกที่อยู่ไม่ไกล อากาศที่นี่ดีครับ เย็นสบาย มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว หลังผ่านทางเดินธรรมชาติก็เจอน้ำตก พาร์ไม่ได้พาผมเล่นน้ำ แต่พาเดินขึ้นด้านบนไปเรื่อยๆ ผมถึงได้เห็นว่าน้ำตกที่นี่ไหลลงมาผ่านโขดหินเป็นชั้นๆ ไม่สูงนัก มีบริเวณสำหรับเล่นน้ำตามแอ่งต่างๆ


ผมมารู้เป้าหมายของพาร์ก็ตอนเห็นสะพานอยู่ตรงหน้า มารู้ว่าเป็นสะพานที่สร้างมาเพื่อชมน้ำตกก็หลังเดินตามพาร์เข้าไปแล้ว เราอยู่กันแถวนี้นานพอสมควร ทั้งชมบรรยากาศ ทั้งถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ก่อนพากันลงมาเดินเรื่อยเปื่อยไม่รีบร้อน


พอเห็นน้ำใสประกอบกับเสียงของคนลงไปเล่น ผมก็ชักอยากลงไปเล่นเหมือนกัน ติดแต่คนพามาเอาแต่ส่ายหน้าเนี่ยแหละ


“แค่เอาขาไปจุ่มน้ำก็ได้”


“เดี๋ยวมึงจะได้จุ่ม ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวคนเยอะ”


ผมมุ่ยหน้า ถึงจะไม่เข้าใจคำพูดพาร์เท่าไหร่ แต่ก็เดินตามมันออกมา แต่ก็อดถามด้วยความข้องใจไม่ได้


“ถ้ามึงไม่คิดเล่นน้ำ จะเอาเสื้อผ้ามาทำไม?”


“ก็บอกว่าเอามาเผื่อ แต่ถ้ามึงอยากเล่น ไว้ช่วงเย็นค่อยเล่น”


ผมพยักหน้าเข้าใจ คิดว่ามันคงพาไปเล่นที่น้ำตกอื่น ออกจากน้ำตกนางรอง ผมก็ไม่รู้มันจะพาไปไหน มารู้ก็ตอนมันหาที่จอดรถพาเดินมาร้านอาหารใกล้ริมลำธาร อาจเพราะเรามาเร็วล่ะมั้ง คนเลยยังไม่ค่อยมี ท่าทางจะสมใจพาร์ เพราะมันนำผมไปนั่งแคร์ไม้กางร่มบังแดดใกล้ลำธารทันที นั่งกันได้ไม่นานก็มีคนเอาเมนูมาให้ พาร์กวาดมองเมนูรอบเดียวก็เริ่มสั่ง


“ส้มตำคอหมูย่าง กุ้งแช่น้ำปลา หมูแดดเดียว ไก่ย่าง ข้าวเหนียวสอง โค้กสองขวดครับ”


ผมรีบมองคนสั่งอาหารรวดเดียวตาปริบๆ พอคนรับออเดอร์จากไปก็รีบถาม


“นี่มึงหิวจัดเรอะ!


“แล้วมึงไม่หิวหรือไง”


“หิว แต่มึงเล่นสั่งอาหารเหมือนมากินกันหลายคน มีกันอยู่สองกระเพาะจะกินหมดไหมเนี่ย”


“ไม่หมดก็ไม่เห็นเป็นไร”


“เปลือง!


“ค่อยๆ กินไปเดี๋ยวก็หมด มึงอยากเอาเท้าไปแช่น้ำไม่ใช่เรอะ ไปดิ”


พาร์พยับเพยิบหน้าไปทางลำธารใส่แจ๋วใกล้ๆ มีคนลงไปยืนในน้ำถ่ายรูปบ้างเหมือนกัน ก็หันมองไอ้คนถาม 


“มึงจะให้กูไปคนเดียว?”


“กูต้องเฝ้าโต๊ะ”


เรียกโต๊ะได้เต็มปากเต็มคำมาก ทั้งที่มันเป็นแคร่ไม้ไผ่ปูด้วยเสื่อก็เหมือนนั่งกับพื้นนั่นแหละ ผมขี้เกียจเถียงเลยปล่อยผ่าน พลางส่ายหน้าสื่อว่าไม่ลงไปในลำธาร ไม่รู้จะลงไปทำไมคนเดียว นั่งในร่มเป็นเพื่อนคุยกับมันดีกว่า เราคุยไปเรื่อยจนอาหารมาเสิร์ฟ 


กินกันไปคุยกันไป…อาหารที่สั่งมาก็หมดจนได้ แต่อิ่มเป็นบ้า


หลังเรียกเก็บเงิน ผมก็พบว่างานนี้ท่าจะฟรี เพราะจะช่วยหารหรือช่วยแชร์ พาร์ปฏิเสธหมด ก็เข้าใจว่ากำลังโดนเทคแคร์ แต่ก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้อยู่ดี นึกย้อนตอนตัวเองเทคแคร์แฟนเก่า แอบอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกผู้หญิงจะรู้สึกขัดแย้งแบบผมหรือเปล่าอาจจะไม่ก็ได้ บางทีอาจเป็นเพราะผมกับมันเป็นผู้ชายทั้งคู่ล่ะมั้ง


คิดพลางถอนหายใจ ก่อนเอ่ยถามระหว่างเดินไปตีคู่คนกำลังเดินนำกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์     


“จะไปไหนต่อ?”


“วังตะไคร้”


“แล้วจากวังตะไคร้ มึงคิดจะไปไหนต่อ?”


“ยังไม่ทันได้ไป มึงจะถามหาสถานที่อื่นแล้ว?”


หัวผมถูกผลักเหมือนหมั่นเขี้ยว พอผมทำหน้าบึ้งใส่ รอบคอก็โดนแขนคนข้างๆ โอบกอด 


“เผื่อมึงไม่รู้ ที่นั่นสนุกนะ กูว่ามึงต้องชอบ”


ผมพ่นลมหายใจ “กูก็แค่อยากถามก่อน รู้ไว้บ้างก็ดีกว่าไม่รู้”


โกรธเหรอ”


“จะโกรธทำไม”


หลังได้ยินพาร์ก็ตอบคำถามผมทันที “กูกะอยู่วังตะไคร้จนปิด แล้วค่อยพามึงไปกินข้าวเย็น ก่อนขับรถกลับกรุงเทพ”


“แล้ววังตะไคร้ปิดกี่โมง?”


“หกโมงเย็น”


ผมขมวดคิ้ว “มึงจะใช้เวลาช่วงบ่ายทั้งหมดกับที่นั่น?”


“อืม ว่าแต่อยากไปโรงเกลือไหม จะได้พาไปเที่ยวที่นั่นค่อยไปกินข้าวเย็น”


ผมย่นหน้า ถามอย่างข้องใจสุดๆ “มึงจะพากูไปซื้อเกลือทำไม?”


พาร์ชะงักกึก “ใครจะพาไปซื้อเกลือ?”


“มึงไง จะพาไปโรงเกลือนี่”


พอได้ยินผมตอบแบบนั้น มันก็หลุดหัวเราะยกใหญ่ ไม่สนใจสีหน้าเคืองๆ ของผมสักนิด 


ผมเลยเค้นถามเสียงขุ่น หัวเราะทำไม!


“ขำมึง นี่มึงคิดว่าโรงเกลือเป็นอะไร”


“ที่ผลิตเกลือ” ตอบปุ๊บพาร์ขำปั๊บ


กว่าจะรู้ตัวว่าปล่อยไก่ก็ตอนพาร์อธิบายตลาดโรงเกลือให้ฟังก็ใครจะไปรู้ว่ามันคือสถานที่ขายของเล่า ผมนึกภาพในหัวว่าคงเหมือนตลาดนัดที่มีของขายหลากหลาย   


“ตกลงอยากไปซื้อของฝากไหม?”


“เดี๋ยวดูก่อน”


ผมตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ใจหนึ่งก็อยากไปดู แต่อีกใจก็ขี้เกียจไปเดิน  


พาร์ขับไปแปบเดียวก็ถึงวังตะไคร้ ถึงได้รู้ว่าสถานที่กินข้าวเมื่อกี้อยู่ใกล้ๆ ผมได้แต่ยอมรับว่าพาร์วางแผนเดินทางได้ดีมาก


ที่วังตะไคร้ต้องเอามอเตอร์ไซค์จอดหน้าทางเข้าที่จัดไว้ให้ เสียค่าจอดรถสิบบาท ค่าเข้าอีกคนละสิบบาท ที่จริงให้รถยนต์เข้าไปได้ เสียคันละร้อยห้าสิบบาทครับ หลังจากผมแบกเป้มานาน คราวนี้พาร์แย่งไปสะพายเองให้รู้สึกแปลกๆ อีกรอบ เลยแกล้งโวยใส่


“อะไรของมึง เป้ก็ไม่ได้หนัก แย่งกูไปทำไมเนี่ย?”


“เหอะน่า ยังไงมันก็เป็นเป้ของกู เดินเข้าไปได้แล้ว”


ผมถูกดันให้เดินนำ นี่มันคิดว่าที่นี่เล็กหรือไง จะให้ไปทางไหนก็ไม่รู้ เลยหันไปบ่นคนข้างหลัง “ให้คนไม่เคยมานำทาง ไม่กลัวหลงหรือไง”


“กลัว” มือของผมถูกคว้าไปจับกะทันหัน เลิกคิ้วใส่เจ้าของมือเป็นเชิงถาม พาร์ก็ตอบง่ายๆ “จับมือกันไว้จะได้ไม่หลงไง”      


นี่เข้าข่ายฉวยโอกาสได้หรือเปล่า? 


ตอนแรกที่ผมเห็นป้ายว่าเป็นอุทยานก็นึกว่าคงเหมือนสถานที่เที่ยวก่อนหน้านี้ คือมาชมและซึมซับความงามของธรรมชาติ แต่ที่นี่ไม่ใช่ครับ ระหว่างเดินชมพืชพรรณไม้ต่างๆ สามารถแวะไปร่วมเล่นกิจกรรมสนุกๆ ตามที่เจอได้ด้วย 


ที่แรกไปเยือนคือสระปทุม แบ่งเป็นสองฝั่งของถนน ฝั่งหนึ่งเป็นบัววิคตอเรีย อีกฝั่งเป็นบัวนานาชนิด จากจุดนี้ไปทางซ้ายจะเจอสนามวังตะไคร้ทดสอบกำลังใจ นี่เป็นที่เล่นสนุกแรกที่พวกผมเจอ


การทดสอบที่ว่ามีสิบด่าน ได้แก่ ข้ามกำแพง 3 ฟุตกับ 5 ฟุต, ข้ามหลังคาอกไก่, กระโดดหลบหลุมระเบิด, โหนตัวข้ามคูน้ำ, สะพานข้ามลำน้ำ, แท่นกระโดด 5 ฟุต, ปีนข้ามตาข่าย, กระโดดหัวตอ, สะพานโยกเยก


อารมณ์เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเล่นฐานเข้าค่ายลูกเสือ แถมผมจับเวลาแข่งกับพาร์ด้วยยิ่งมัน


จากนั้นก็ไปเสียตังค์คนละห้าสิบบาทไปเล่นเหินฟ้าท้าสายน้ำที่อยู่ใกล้ๆ โดยต้องโหนตัวจากหอคอยความสูงประมาณสิบเอ็ดเมตรข้ามลำนำระยะหนึ่งร้อยเมตรไปอีกฝั่งให้ได้ ทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดเสียว แต่กิจกรรมนี้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่าสิบสอง และผู้มีโรคหัวใจ หรืออยู่ในสภาวะมึนเมาเล่นครับ


ออกเดินต่อก็จะเจอสวนไม้ดอกไม้ประดับและน้ำตกจำลอง ที่ตรงนี่มีรูปปั้นของคุณท่าน มารู้ที่หลังว่าตรงนี้เรียกว่า น้ำตกจำลอง สวนดอกไม้ “คุณท่าน”


ข้างในนี้มีร้านอาหารด้วยครับ แต่พวกผมยังอิ่มกันอยู่เลยไม่ได้เดินเข้าไปดู เดินไปสักพักก็เจอจุดที่มีคนเล่นน้ำกัน ผมมองหน้าพาร์ทันที


“อยากเล่นก็เล่น”


“มึงอ่ะ”


“แล้วใครจะเฝ้าของ”


ผมกรอกตาไปมา จับพาร์หันหลัง เปิดซิบเป้ดึงกระเป๋ากันน้ำแบบคาดเอวส่งให้มัน


“เอามาจากไหน?”


“จากบ้านกูดิ แค่ติดมาเผื่อได้ใช้ หมดปัญหาแล้วจะลงเล่นน้ำกับกูได้ยัง?”


พวกผมหาทำเลวางกระเป๋าเป้ใส่เสื้อผ้าไว้บนฝั่ง เป็นจุดที่ถึงอยู่ในน้ำก็มองเห็นเป้ได้ ก่อนพากันลุยน้ำใสเย็นได้ใจ แค่ลงไปนั่งแช่น้ำก็ฟินแล้ว อ้อ มีห่วงยางให้เช่าด้วยครับ แต่เราไม่ได้เช่า ไม่ได้คิดจะเล่นอะไร แค่แช่น้ำ นั่งคุยกันบ้าง แกล้งกันบ้างอยู่แถวนั้น จนห้าโมงกว่าถึงได้ขึ้นฝั่งไปหาที่เปลี่ยนเสื้อผ้า


หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งเรียบร้อยก็ได้เวลาไปตะลุยกินต่อ


พาร์ดูนำเสนอมาก ตอนเดินออกมาจากวังตะไคร้ถึงได้พูดถึงแต่อาหารสุขภาพ เท่าที่ฟังพาร์เล่าเหมือนทางร้านจะปลูกผักปลอดสารพิษเอง คนเคยมาเที่ยวอย่างพาร์ท่าจะชอบอาหารร้านนั้นมาก ผมก็เตรียมไปชิมล่ะครับ ตอนนี้ชักเริ่มหิวแล้วด้วย


และเช่นเดิม ถึงเวลาสั่งอาหารพาร์ก็ร่ายยาวจนผมต้องนั่งมองตาปริบๆ อีกรอบ


“สลัดกุ้งทอด เมี่ยงหมูหยอง ผัดผักสี่สหาย น้ำพริกปลาทู เมี่ยงคะน้า อินทรีย์ทอดน้ำปลา


ผมต้องเตะขาพาร์จากใต้โต๊ะเป็นการเตือนว่ามากไปแล้ว พาร์ถึงได้หยุดหันมามองผม สักพักถึงได้หันไปสั่งข้าวเปล่าสองจาน และน้ำเปล่าแทน พ้นหลังพนักงานในร้าน ผมก็บ่นทันที


“มีกันอยู่สองคน มึงจะสั่งอะไรเยอะแยะ”


“กูแค่อยากให้มึงได้กิน นี่กูกะจะสั่งไข่ตุ๋นหม้อไฟกับยอดผักผัดเต้าหู้


“พอเหอะ ขืนมึงสั่งมามากกว่านี้ กูได้พุงแตกพอดี”


“มีกูช่วยกิน มึงจะกลัวอะไร”


“กลัวมึงพุงแตกอีกคนน่ะสิ! บอกก่อนนะ กูขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น!


“เป็นห่วงกูจะพุงแตกตาย หรือกลัวไม่มีคนพากลับบ้านกันแน่?”


ผมตอบทันทีแบบไม่เสียเวลาคิด “ทั้งสองอย่าง”


อาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ เมี่ยงคะน้ามาก่อนใครเพื่อน ผมเลยก็ได้ประสบการณ์ใช้ใบคะน้าแทนใบชะพลูห่อเมี่ยงกินอร่อยไปอีกแบบ หลังไล่ชิมอาหารทุกจาน ผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพาร์ถึงชอบ เรากวาดอาหารบนโต๊ะกันเกลี้ยง แน่นพุงสุดๆ


ที่นี่มีขายผักสดกลับไปเป็นของฝากด้วยนะครับ เสียดายพวกผมขนไปลำบาก ถ้ามารถยนต์ผมคงซื้อติดมือกลับไปทำอาหารที่บ้านแน่


ขากลับพาร์ไม่ได้รีบร้อน ขี่ไปเรื่อยๆ กว่าถึงกรุงเทพฯ ก็สามทุ่มเกือบครึ่งแล้ว แทนที่จะกลับบ้านกลับพาไปแถวสะพานพระรามแปด หาที่จอดรถได้ มันก็ดึงผมไปเดินเล่นบนสะพานด้วยเหตุผลฟังไม่ค่อยขึ้นว่า อยากเดินเล่นย่อยอาหาร


ทางเดินก็สว่างพอรับรองไม่มีสะดุดพื้น เราไม่ได้เดินไปไกลนัก เพราะเดี๋ยวต้องย้อนกลับไปที่รถอีก เลยยืนเท้าแขนกับขอบกั้นมองไปทางแม่น้ำ ยืนรับลมอย่างผ่อนคลาย  


“วันนี้สนุกไหม?”


ผมยิ้มแล้วพยักหน้า “สนุกมาก”


“พาเที่ยวแบบนี้ดีหรือเปล่า”


“ดีสิ” ผมตอบแบบไม่ต้องคิด


“แล้วมึงคิดว่าเป็นเดตใช่หรือเปล่า”


คำถามนี้ทำผมชะงัก ก่อนแกล้งย้อนถาม “แล้วไม่ใช่?”


“ถ้ากล้าปฏิเสธว่าไม่ใช่ กูได้เตะมึงแน่”


ผมหัวเราะขำ แต่เห็นสีหน้าหงุดหงิดของพาร์ก็ได้แต่กลั้นหัวเราะอยู่สักพัก แล้วพูดออกไปตามความรู้สึกในใจ “ก็เป็นเดตที่ดีนี่ เรียบง่าย ไม่หวือหวา อยู่กับธรรมชาติ ปล่อยตัวไปตามกระแสความสงบ ผ่อนคลายดีออก และมึงก็ยังไม่ลืมทิ้งความสนุกตื่นเต้นไว้ให้กู”


ผมยิ้มเมื่อนึกถึงกิจกรรมสนุกๆ ที่วังตะไคร้


ถ้าชวนเที่ยวอีกจะไปไหม?”


“ไปสิ”


“ชอบใช่หรือเปล่า”


“ใช่”


“งั้นคบกับกูไหม”


ผมตวัดตามองคนถามทันที “เมื่อกี้ถามว่าอะไรนะ?”


พาร์เบือนหน้าหนีไปมองแม่น้ำมืด แต่มีแสงดวงเล็กๆ ปรากฏอยู่สองฝั่งแม่น้ำเหมือนแสงดาว


“กูรู้ว่ามึงได้ยิน”


ผมอ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกอยู่นาน กว่าจะตั้งสติถามกลับเสียงตะกุกตะกัก 


นะ นึกยังไงถึงถามล่ะ”


พาร์หันมองผม คิ้วเริ่มขมวด “กูก็ถามมึงตลอดนั่นแหละ” ก่อนหันไปมองแม่น้ำอีก


มันก็ใช่ แต่คราวนี้ผมรู้สึกต่างออกไป ถ้าก่อนหน้านี้มันพูดจริงกึ่งเล่น คำถามคราวนี้คือจริงจัง ผมได้ปิดปากเงียบไม่กล้าพูดอะไรออกมา


“และเมื่อกี้ใครบางคนก็บอกว่าชอบ”


แค่ได้ยิน ผมก็เถียงคนเจ้าเล่ห์ทันที “กูหมายถึงชอบที่มึงพาไปเที่ยววันนี้ต่างหาก!


“แต่ของกูหมายถึงชอบกันหรือเปล่า” พาร์ว่า พอผมจ้องหนักเข้าถึงได้ยอมพูดเสียงอ่อน “และมึงบอกว่าใช่”


“มึงโกง!


“งั้นกูถามอีกครั้งก็ได้ ใช่หรือไม่ใช่?”


ผมชะงัก จ้องคนเจ้าเล่ห์อย่างหงุดหงิดที่สุด แต่เห็นแววตาพาร์จริงจัง อารมณ์ร้อนก็ดับลง พร้อมถามตัวเองในใจว่าคิดยังไงกันแน่


ผมคิดว่าชอบชอบแบบไหนล่ะ? แล้วมันมากพอหรือยัง?   


หลังครุ่นคิดอยู่นาน ผมก็บอกไปเสียงสั่นนิดๆ “มึงพิเศษกว่าคนอื่น”


“แค่นั้น?”


“ตอนนี้แค่นั้น นอกเหนือจากนี้กูยังสับสน”


เหมือนได้ยินเสียงถอนหายใจ แต่อาจเป็นเสียงลมแม่น้ำที่พัดแทรกผ่านความเงียบระหว่างเราก็ได้ พวกผมไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาจนกระทั่งพาร์พูดขึ้นก่อน


“แล้วถ้ากูต้องการคำตอบตอนนี้ล่ะ”


ผมเริ่มทำหน้าเครียด “มึงจะให้กูตัดสินใจเลย?”


พาร์ถามกลับเสียงเครียดกว่า “แล้วมึงจะให้กูรอไปถึงเมื่อไหร่”


พอผมเงียบ พาร์เริ่มพูดระบายความในใจบ้าง


“ให้รอนานๆ กูก็ท้อเป็นนะ”


“แต่


“ไม่มีแต่ กูไม่อยากรอแบบไร้จุดหมาย มึงควรตัดสินใจเด็ดขาดได้แล้วว่าจะเอายังไงกับเรื่องนี้”


ผมเม้มปาก ท่ามกลางความสับสนกลับรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมเงียบ พาร์ก็เงียบเหมือนกำลังรอคอย ยิ่งทำให้รู้สึกกดดันมากกว่าเดิม


...ที่พาร์พูดก็ถูก มันเคลียร์ตัวเองไปแล้ว เหลือผมที่ไม่ทำสักที 


ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเครียด และเริ่มรับรู้สิ่งที่ปล่อยผ่านมาโดยตลอด แต่ต่อให้ตอนนี้รับปากคบไปก่อน ปัญหาก็ยังตามต่อเหมือนเงาตามตัว เผลอๆ อาจส่งผลกระทบในอนาคตจนเกิดสถานการณ์ย่ำแย่ถึงขั้นแตกหักเลยก็ได้


ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น!


เมื่อรับรู้ว่าตัวเองยังไม่พร้อมมีคนรักจนกว่าจะขจัดปัญหาหลายๆ อย่างในใจออก ผมก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้า “พาร์” เรียกแค่นั้นก็เงียบนานจนคนโดนเรียกเอ่ยปาก


“กูฟังอยู่” 


ผมรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ระหว่างหันไปมองคนยืนข้างๆ “กูมันแย่ เรื่องนี้มึงคงรู้ดียิ่งกว่าตัวกูอีก


เราสบตากันนิ่ง ผมพยายามมองตาพาร์ตรงๆ ไม่มีหลบ เค้นเสียงบอกข้อสรุปที่ได้มาเมื่อครู่


“ขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ได้ไหม แล้วกูจะให้คำตอบมึง”


“แล้วมึงก็จะขอยืดเวลาไปอีก”


“คราวนี้ไม่” พูดแย้งเสียงแข็ง ทั้งที่ในใจกลับก่ำกึ่งไม่แน่ชัดว่าจะทำได้หรือไม่ได้


แววตาของพาร์นิ่งมากมากจนผมขนลุก เป็นแววตาที่ผมอ่านไม่ออกว่าเจ้าของกำลังคิดอะไรอยู่


ใจเริ่มหวั่นๆ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ “เอ่อ พาร์


“กลับกันเถอะ”


ผมสะดุ้งให้กับถ้อยคำชวน แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นคำสั่ง พาร์หมุนตัวเดินนำไปก่อน ปล่อยผมก้าวตามหลังมาเงียบๆ เวลาล่วงเลยจนรถมอเตอร์ไซค์ขับมาจอดหน้าบ้านผม มองผ่านรั้วเข้าไปเห็นแสงไฟ พวกพ่อคงกลับมาแล้ว ผมลงยืนบนพื้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคน กระทั่งคนมาส่งเหลือบมองผมที่ยืนอึกอักอยู่ข้างรถเพียงแวบเดียวก็ขับมอเตอร์ไซค์จากไปไร้คำบอกลาเหมือนทุกที


ก้มมองหมวกกันน็อกในมือที่ยังไม่ได้คืนเจ้าของ ไหนจะเป้อีกก็ได้แต่ทำหน้ายุ่งยากใจออกมา    


โดนโกรธเข้าแล้วล่ะมั้ง


------------------------------------------------------

Talk: 27/07/2016

มาส่งตอนใหม่ช้าจนได้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ นี่ก็พึ่งเสร็จสดๆ ร้อนๆ เลยค่ะ 

หลังจากนี้ก็อาจมาส่งช้าหน่อยนะ (เนื้อหาช่วงต่อไปค่อนข้างแต่งยากค่ะ)

ไว้เจอกันใหม่นะ 

ป.ล. พรุ่งนี้เที่ยงหมดเวลาเล่นเกมแล้วเน้อ 

------------------------------------------------------

เนื่องจากนักอ่านเสนอมา...

เรื่องจำนวนน้ำของกิจกรรมสงครามสายน้ำ 

ถ้ามองในมุมสนุกสนาน มันก็น้อยไปจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้ามองในอีกแง่มุม น้ำ 1000 ลิตร คูณด้วยจำนวนคณะที่มี ปริมาณขนาดนั้นถ้าเอาไปใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่าเล่นสนุกล่ะ? อาจจะช่วยหมู่บ้านหนึ่งที่กำลังขาดแคลนน้ำดื่มได้เลยนะ อันนี้เราแค่ยกตัวอย่าง มาพูดถึงในนิยายกันต่อ

เมื่อเกิดวิกฤติน้ำขาดแคลน หลายจังหวัดกำลังเดือดร้อน มหาลัยที่อยากงดกิจกรรมนี้เขาคิดมุมมองของเขา นักศึกษาก็คิดในอีกมุมหนึ่ง เมื่อสองฝ่ายโต้คารมจนได้ข้อสรุปออกมา ทางนักศึกษาก็คิดว่าดีกว่าโดนสั่งงดกิจกรรม ส่วนปัญหาเรื่องน้ำที่มีน้อยเกินไป นักศึกษาก็รู้ มันเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องดิ้นรนแก้ไข และแอบทำอะไรลับหลังผู้ใหญ่เอาเอง 

ถึงสงครามคราวนี้ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่เหมือนปีก่อนๆ แต่ทุกคนก็หวังว่าจะได้เล่นอย่างสนุก สมกับที่ได้ลงแรงฝึกซ้อมมา แต่พวกเขาจะเล่นยังไงภายใต้กรอบจำกัดพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องคิดกันเอง มันเป็นอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญและฝ่ามันไป   

และแม้คนเขียนจะเหมือนพระเจ้า แต่สำหรับเราคือผู้ถ่ายทอดเรื่องราวค่ะ ดังนั้นขอไม่แก้ไขเรื่องนี้นะ ส่วนกิจกรรมบนเกาะน้อมรับคำติค่ะ จะเก็บไปคิดและลองปรับปรุงช่วงรีไรท์ดูค่ะ

ป.ล. เราไม่โกรธนะ รู้สึกขอบคุณมากกว่า ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่ส่งมานะ ^^

ป.ล.ล. ดีใจที่ชอบเรื่องนี้นะ ขอบคุณที่คอยสนับสนุนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2818 KiHaE*129 (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 22:59

    เรื่องนี้มันก็ยากกับทั้งสองฝ่ายอะนะ

    อย่างที่พาร์บอกอะทีควรตัดสินใจได้แล้ว

    แต่ก็เข้าใจทีในความกังวลหลายๆ อย่าง

    #2,818
    0
  2. #2731 ThkTheks (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 17:29
    น้องลูกกกกก เห็นใจพาร์หน่อย ถามว่าพี่เข้าใจหนูมั้ยพี่ก็เข้าใจแหละ แต่หนูไม่ควรรั้งเค้าไว้แล้วให้คำตอบเค้าไม่ได้แบบนี้
    #2,731
    0
  3. #2681 cosawa_akira (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 17:24
    อินี่เพิ่งมาอ่าน แล้วเพิ่งกลับจากเขื่อนขุนด่านมา เฮ้ยแต่สวยจริงอะ จริงๆคืออยากลงเรือนะแต่เวลาคงไม่พอ เลยได้แค่ขึ้นรถ แต่ก็ยังสวยอยู่ดี เป็นการเสีย30บาทที่คุ้มมากอะ
    #2,681
    0
  4. #2674 bwp_k (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 07:51
    ทีเอ้ยยย จะสับสนอีกนานไหม
    #2,674
    0
  5. #2594 FairyP718 (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 12:00
    ทีต้องเปิดใจให้พาร์มากกว่านี้นะ ลืม-โรคจิตตอนแปดขวบไปซะ พาร์ไม่เหมือนมันสักหน่อย
    #2,594
    0
  6. #2212 shshshx (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:16
    เอาแล้ววววววว
    #2,212
    0
  7. #2001 baekbow (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 13:06
    เราเข้าใจนะ พาร์มันชัดเจนมานานแล้ว ให้ทำอะไรก็ยอมทุกอย่าง มันอาจไม่เหนื่อยแต่มันก็ต้องมีท้อบ้าง เราอยากให้ทีทิ้งปัญหาที่กังวลไปอ่ะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ยังไงทีน่าจะรู้ตัวเองดี ว่าจริงๆก็มีใจให้เขาอยู่
    #2,001
    0
  8. #1923 เกริด้า(๐-*-๐)v (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 13:58
    ตอนเพื่อนพูดถึงโรงเกลือครั้งแรก บอกตรงๆ ไอก็คิดเหมือนกันกับทีเลยค่ะ ปล่อยไก่เต็มๆเหมือนกัน โคตรอายโคตรขำเลย คิดแล้วก็ขำ ตอนนั้นฮากันทั้งกลุ่ม 555+
    #1,923
    0
  9. #1890 1234_DuncAn (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2559 / 17:12
    ก็ใช่หล่ะน่ะคนรอก็ท้อเป็น T___T
    #1,890
    0
  10. #1788 กองฟางข้าวk-f-k (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 12:46
    อืม เรื่องความรู้สึกกับความจริงที่ต้องเจอขัดกันนี้มันพูดยากจริงๆนะ

    สู้ๆ รอติดตามเป็นกำลังใจให้คู่นี้และคนแต่งนะคะ ^^
    #1,788
    0
  11. #1786 cartoon-Phat (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 22:02
    สงสารพาร์แต่ก็เข้าใจทีนะ ไม่เอาม่านะจ๊ะไรต์5555
    #1,786
    0
  12. #1784 dutsda (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 11:41
    ทีรีบๆคิด รีบๆตัดสินใจ ยังมีปัญหาอะไรอีกก็รีบๆเคลียร์ ก็เหมือนที่พาร์บอก คนที่รอมันก็ท้อเป็นนะยิ่งไม่มีระยะเวลาอีก ถ้ากลัวมากขนาดนั้นก็ไม่ต้องคบกันค่ะ เลิกไปเลย พาร์ก็คงมีขีดจำกัดป่ะก่อนหน้านี้ก็ยอมมาให้ตลอด และอาจจะมีข้อตกลงกลับผู้ใหญ่รึเปล่า(นี่เดาเอานะ)
    พาร์ถ้าผ่านไป1อาทิตย์แล้วยังไม่ได้คำตอบก็ถอยออกมาเถอะ ไม่ก็กลับไปเมกาดีกว่าเนอะ ไปหาเพื่อนที่นั่น
    #1,784
    0
  13. #1783 >haruhi (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 14:41
    เอาแล้วๆ ทีจะทำไรก็รีบทำนะ พาร์โกรธแล้วนะนั่น
    #1,783
    0
  14. #1782 BaiiKKanYAN01 (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 09:33
    คนรอมันท้อใจ อุ้บบบบ
    #1,782
    0
  15. #1781 O๐นุ่มนิ่มจัง๐O (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 09:17
    อ่าคำตอบจะเป็นไงนะ เลือกที่จะหนีต่อหรือยอมรับกันนะ
    #1,781
    0
  16. #1772 mukmixdada (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 16:28
    หู้ยยยย คำว่าครรอมันท้อนี้ใจหายเลยนะ
    #1,772
    0
  17. #1770 K H ! M # (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 09:37
    เข้าใจพาร์เลยอ่ะ คนรอมันท้อเนอะ.. ยังไงก้สู้ๆละกัน ได้กดทีแน่ๆ อีกไม่นานหรอก 5555555
    #1,770
    0
  18. #1769 เนรุ (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 07:41
    ทียังกังวลอยู่เพราะปมในอดีต เข้าใจ พาร์รอจนท้อเพราะไม่รู้จุดหมาย เข้าใจ

    อ่านถึงตอนนี้ อยากรู้อดีตของพาร์แล้วสิ ท่าจะ ร้ายเหมือนกัน ไม่งั้น คงปราบทีไม่อยู่แน่ๆ

    #1,769
    0
  19. #1768 Som O Usanee (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 01:21
    นี่คิดว่าบางทีน้องทีก็ต้องเจอพาร์โหมดนี้บ้างนะ ที่ผ่านมานางค่อนข้างตามใจทีมาตลอด ทีก็ผลัดออกไป คนรอมันท้อจริง ๆ นั่นล่ะ บางทีมันก็เหมือนทำไปแล้วก็มองไม่เห็นปลายทาง ทีอยากเคลียร์ตัวเอง แต่บางทีมีอะไรก็บอกพาร์ก็ได้นะ รับได้หรือไม่ได้ก็ดูกันไป
    #1,768
    0
  20. #1766 p_cosicosi (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 19:45
    นี่สิพระเอก พระรองส่วนมากจะรอได้พระเอกต้องอย่างนี้เด็ดขาดไปเลยยยยย
    #1,766
    0
  21. #1765 Sakunrat Saipan (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 19:35
    พ่อคะ พ่อเสียตังแน่ๆคะ ลูกชายพ่ออ่ะจะเป็นเมียเขา ไม่ใช่ผัวคะ
    .
    .
    .
    รีบๆคิดนะที ถ้าพาร์ท้อใจ จะเกิดเรื่องนะ
    #1,765
    0
  22. #1764 Whatever it is (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 18:40
    พาร์โกรธแล้ว
    #1,764
    0
  23. #1763 Vashpurl (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 18:39
    ร้านอาหารนี่นึกถึงครัวไฮโดรฟาร์มเลยค่ะ เอ้อะ หิวเลยย
    #1,763
    0
  24. #1762 PuiPui--r (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 17:45
    ง่ายๆสั้นๆสองคำ #ทีมพาร์
    #1,762
    0
  25. #1761 โซดาเองค่ะ (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 17:42
    ตัดสินใจได้แล้วค๊าาาาาา สงสารพาร์เหอะนะเนี่ย รอตั้งแต่เด็ก ๆ จนขนาดนี้แล้วน่ะนะ ยอมซะดี ๆ อย่าให้มีน้ำโหนะ ที ไม่งั้นบอกพาร์จับกดหลาย ๆ รอบนะเอ้า
    #1,761
    0