[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 48 : บทที่ 40

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,619
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    16 ก.ย. 59


บทที่ 40


“คนขาเจ็บมายุ่งอะไร”


ผมเมินเสียงดุของพาร์ จับคว้าอุปกรณ์มาช่วยพาร์กางเต็นท์บนพื้นทรายท่ามกลางแสงที่เหลือน้อยลงทุกที ทุกอย่างจึงต้องแข่งกับความเร็ว


ถึงว่าทำไมให้ขึ้นเรือตอนสี่โมงเย็น ผมก็นึกว่าเกาะอยู่ใกล้ๆ ที่ไหนได้เล่นหลอกล่อด้วยทิวทัศน์พระอาทิตย์กำลังลาลับบนท้องทะเล สวยจนมองเพลิน มาถึงเกาะท้องฟ้าก็เริ่มมืด จำต้องหยิบไฟฉายมาส่องหาทางกันเอง ไหนต้องแบกข้าวของพะรุงพะรัง รู้ตัวอีกทีก็โดนปล่อยเกาะ


ฟังไม่ผิดครับ พวกผมโดนปล่อยเกาะ!


ได้ยินเสียงเรือ (ที่มาส่ง) วิ่งฝ่าผืนน้ำจากไปชัดแจ๋ว ทิ้งไว้เพียงเสียงประกาศออกจากลำโพงทั้งที่เจ้าของเสียงไม่ได้อยู่บนเรือ


[ขณะนี้ทุกท่านอยู่ในสภาวะลอยมาติดเกาะพร้อมข้าวของที่พัดมาด้วยกัน]


มิน่าถึงให้ลงเรือเดินลุยน้ำทะเลสูงถึงเอวขึ้นเกาะเอง!


[เกมเอาชีวิตรอดเริ่มต้นวินาทีนี้แล้ว ปัจจัยจำเป็นต่างๆ ถูกซุกซ่อนอยู่บนเกาะ คำใบ้ซ่อนอยู่ในเครื่องบินกระดาษ]


แล้วเครื่องบินกระดาษปลิวว่อนตามแรงลม ตกน้ำบ้าง ลอยมาปักบนพื้นทรายบ้าง มีส่วนน้อยที่บินลอยข้ามหัว


[คำเตือน ห้ามออกนอกพื้นที่เล่นเกมเด็ดขาด ทางเราขึงรั้วเชือกไว้ให้แล้ว หากคนในทีมฝ่าฝืนปรับแพ้ทั้งทีม ไฮไลท์ประจำเกมคืออาหารสด จะมีแจกเที่ยงตรงทุกวัน มองหาได้จากของสีแดง สู้ๆ นะโว้ยเพื่อน อีกห้าวันเจอกัน!]


นั่นเป็นเหตุการณ์ที่พวกผมเจอเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ป่านนี้ไอ้วินคงจามไม่ได้หยุด เพราะคงไม่ใช่แค่ผมที่บ่นด่ามันในใจ


สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาที่พักสำหรับคืนนี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยว่ากันอีกที


พวกผมคิดคล้ายๆ กันหมด ทีมผมกับทีมเทมจับมือเป็นพันธมิตรชั่วคราวตั้งเต็นท์ไว้ใกล้ๆ กัน แต่เพราะมองอะไรไม่ค่อยเห็น ทำให้ลำบากและสับสนวุ่นวายมาก จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครกางเต็นท์เสร็จ...


เสร็จแล้ว


ผมมองทีมโน้นอย่างอิจฉา พวกมันเอาเต็นท์ขนาดสี่คนนอนมาแค่หลังเดียว ช่วยกันกางทีเดียวก็นอนได้ครบทีม ส่วนของกลุ่มผมตัดสินใจแยกเป็นสองเต็นท์เพื่อความสะดวกใจ


ผมกับพาร์ช่วยกันกางเต็นท์ของตัวเองจนเสร็จ แล้วต้องไปช่วยพี่ภูต่อ หวังพึ่งยำไม่ได้ ทักษะกางเต็นท์ในที่แสงไม่พอของมันต่ำมาก ปล่อยให้ถือไฟฉายแบบนั้นช่วยพวกผมได้มากกว่า เรียบร้อยหมด ผมก็พยักหน้าขอบคุณเพื่อนอีกสี่คนที่คอยถือไฟฉายให้แสงสว่าง


“วันนี้เป็นมิตร แต่พรุ่งนี้ไม่ใช่แล้วนะโว้ย!


ไวไวตะโกนมา ได้ข่าวว่าเทมเป็นหัวหน้าทีม ผมหัวเราะสะกิดยำให้ตะโกนตอบกลับ


“เออ!


หลังเข้าเต็นท์มาได้ก็หยิบขวดน้ำดื่มมาแกะเปิดฝา ดื่มไปเกือบครึ่งขวดก็ปิดฝา อาศัยแสงตะเกียงเปิดเป้หยิบกางเกงขาสั้นสองตัวออกมา ตัวหนึ่งวางให้พาร์ อีกตัวผมเอามาเปลี่ยนเอง เสร็จแล้วก็ล้มตัวนอนแผ่หลากับพื้นเต็นท์ มองพาร์เอาตะเกียงไปแขวนไว้เหนือหัว แสงสีนวลตาให้ความสว่างกระจ่ายไปทั่วทำผมรู้สึกดีกว่าแสงจากไฟฉายปากกาอันล่ะร้อยเดียวเยอะ จนเผลอพึมพำออกมา


“โชคดีที่ตัดสินใจเอามันมา”


ถึงกินงบไปพันสามกว่า สองอันก็ประมาณสองพันเจ็ดก็เถอะ มันดีตรงที่ขนาดเหมาะกับพกพา แถมชาร์ตพลังงานด้วยแสงอาทิตย์ได้ด้วย


ผมละสายตาตะเกียงหันไปมองพาร์หยิบของในเป้อย่างฉงน


“มึงมากินน้ำก่อนดิ”


“เดี๋ยวค่อยกิน”


พอเห็นว่าพาร์หยิบอะไรออกมา ผมก็รู้สึกแปลกๆ ในใจทันที...


“ยื่นขามาทายาก่อน แล้วค่อยนอน”


“เดี๋ยวกูทำเอง มึงไปกินน้ำก่อนเถอะน่า”


ผมลุกขึ้น คว้าถุงยา แต่พาร์โยกมือหลบ ส่งสายตาดุกลับมา


ขาเจ็บแล้วไม่เจียม นั่งเฉยๆ ไป  


ผมยอมหุบปาก มองผ้าแกะผ้ายืดเปียกน้ำออกจากข้อเท้า มันมองพินิจรอบข้อเท้าอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบทิชชูเปียกออกมาเช็ดทำความสะอาด แล้วทายาให้ ผมนิ่วหน้านิดๆ ยามเนื้อยาสัมผัสผิว ความเย็นผสมการนวดคลึงให้ยากระจายทำให้รู้สึกเจ็บไม่น้อย


เจ็บเหรอ?”


เออ


แรงนิ้วเบาลงจนรู้สึกได้ ผมลอบพ่นลมหายใจ นั่งเงียบๆ ปล่อยพาร์ทายาให้เสร็จ แต่อีกคนกลับเอ่ยปากชวนคุยก่อน


“มึงกางเต็นท์เก่ง”


“...เพราะฝึกกางบ่อยล่ะมั้ง ที่จริงเวลาไปบ้านย่ากูช่วงสอบ พวกเราก็ไปกางเต็นท์นอนกัน”


มีที่กาง?”


“มีสิ สนามหญ้าก็ได้ แถวสระว่ายน้ำก็กางได้


“ท่าทางจะหลังใหญ่”


“ตัวบ้านไม่ใหญ่หรอก แค่พื้นที่รอบๆ เยอะ”


“เกาะนี้...เป็นของเพื่อนมึงเหมือนโรงแรม?”


“เรียกว่าของครอบครัวมันดีกว่า แต่ถ้าวินมาลงพื้นที่เองแบบนี้มีสองกรณี ไม่พ่อมันส่งงานให้รับผิดชอบ ก็คงเป็นพี่มันที่ยุ่งจัดไม่มีเวลามาดูแลเอง เลยโยนงานให้น้องทำแทน มันเลยถือโอกาสจัดเป็นสถานที่เล่นสนุกกับเพื่อนๆ”


“...กูไม่แปลกใจแล้วที่วันนี้เพื่อนมึงโทรไปสั่งโรงแรมใหญ่เปิดห้องพักรอได้”


“ก็นะ” ผมเหม่อมองอากาศครู่หนึ่ง “วินยังดีได้เรียนอะไรที่อยากเรียน ขณะที่ต่อทำไม่ได้ ไอ้เทมก็ต่อต้านทางบ้านตั้งแต่จบม.ต้น ยังดีทางบ้านมันส่งเสียจนจบม.ปลาย ตอนนี้ก็แยกตัวออกมาทำงานหาเงินเรียนเอง...ลำบากที่สุดในกลุ่ม จนบางครั้งก็อยากช่วย แต่มันไม่รับ ยกเว้นเดือดร้อนจริงๆ ถึงมาขอยืมเงิน”


“แล้วมึงล่ะ?”


“...ที่บ้านไม่ได้บังคับกู แต่ก็พูดเปรยๆ เหมือนกันว่าให้เลือกคณะที่สามารถเอามาประยุกต์ใช้งานได้ในอนาคต อย่าให้เสียเวลาเปล่าไปสี่ปี”


“แล้วชอบที่เรียนอยู่ตอนนี้ไหม?”


“ก็ดีนะ สนุกดี”


พาร์พยักหน้ารับรู้ ใช้ผ้ายืดผืนใหม่พันกระชับข้อเท้าอีกครั้ง ถ้าไม่ทำอะไรหักโหม อีกไม่นานข้อเท้ามึงคงหายดี


กูถึงบอกไงว่าไม่ได้เป็นอะไรมากไง


“กูรู้ว่ามึงเก่ง แต่ถนอมขาหน่อยก็ดี เดี๋ยวไม่ได้อยู่ถึงวันกลับ”


ผมอ้าปากหุบปากอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็พูดอ้อมแอ้ม “...ขอบคุณ”


“ไม่เป็นไร แกะทิชชูเปียกให้หน่อย”


ผมรีบหยิบส่งให้พาร์ไปเช็ดมือ


“เอาออกมาเช็ดหน้าเช็ดตัวมึงด้วย”


“มันเปลือง”


“พกมาก็ต้องใช้ดิ”


ไม่พูดเปล่าดังออกมาส่งให้ผมทันที ก็ได้แต่รับไปเช็ดหน้าเช็ดแขนขาเงียบๆ หลังพาร์เปลี่ยนกางเกงเสร็จก็โยนผ้าแห้งผืนหนึ่งให้ผมเช็ดพื้นเต็นท์ 


“แล้วมึงจะไปไหน?”


“เอากางเกงกูกับมึงไปผึ่งลมไง”


“เดี๋ยวกูช่วยส่องไฟให้”


“ไม่ต้อง...มึงแกะถุงนอนออกมาปูรองพื้นดีกว่า กูคิดว่าไม่น่าหนาว แต่ถ้าหนาวก็เอาถุงนอนอีกผืนมาเป็นผ้าห่มแล้วกัน”


ผมทำตามที่พาร์ว่า แต่ก็ชะเง้อดูจากมันจากหน้าต่างเต็นท์เป็นระยะ เห็นแต่แสงไฟกับเงาตะคุ่ม สักพักพาร์ก็กลับเข้ามา


“เอาไปตากไหน?”


มันชี้นิ้วขึ้นข้างบน ร้องขอให้ผมส่งทิชชู่เปียกไปให้


“ไม่ปลิวหายเหรอวะ?”


“ไม่หรอก กูเอาเชือกผูกเอวมัดมัดกับโครงไว้”


หลังพาร์เช็ดหน้า แขน ขา เรียบร้อยก็เดินตรงตรงไปหยิบหมอนเป่าลมออกมาในเป้ออกมา ผมลืมไปเลยว่ามี แต่ที่คาดไม่ถึงคือพาร์เอาออกมาสาม


“เฮ้ย! เอามาอีกอันได้ไง?”


ผ่านด่านตรวจบนเรือมาได้ด้วย?


“ง่าย” พาร์พลิกให้เห็นโลโก้ที่บ่งบอกว่ามันเป็นของแจกฟรี “แค่นี้ก็ไม่ต้องรวมกับงบแล้ว”


เออวะ...ทำไมผมลืมคิดเรื่องนี้ได้


ผมหยิบมาเป่าเองอันหนึ่ง กำลังจะล้มตัวนอน พาร์ก็ส่งหมอนแจกฟรีที่เป่าลมแล้วให้


“อันนี้ให้มึงรองขาข้างที่เจ็บ”


 ...ความรู้สึกแปลกๆ ที่ว่าแผ่ขยายในใจผมมากกว่าเดิมอีก 


“หรือมึงจะกินยาแก้ปวดก่อน?”


มองพาร์อย่างประหลาดใจ “เอามาด้วย?”


“กูพกใส่กระเป๋ากางเกงมา ไม่ยักเห็นใครมาตรวจ แต่ถึงตรวจก็ไม่เป็นไร มึงไม่ได้ใช้งบทีมเราหมดสักหน่อย กูอ้างได้อยู่แล้ว”


 อีกครั้งที่ผมมองมันด้วยความทึ่ง


“มึงก็นอนได้แล้ว กูปิดไฟนะ”


“อ...อือ”


ผมล้มตัวนอนทันที ไม่ลืมเอาของแจกฟรีไปรองใต้ข้างที่เจ็บ หลังความมืดมาเยือนไม่นานก็รู้สึกมีคนล้มตัวนอนข้างๆ...รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกลองดังอยู่ไม่ไกล


ผมเม้มปากยกมือกำอกเสื้อข้างซ้ายตัวเอง...


เงียบๆ หน่อยเถอะนะ เดี๋ยวคนข้างๆ ได้ยิน



 

“ไอ้ที ไอ้ยำ พวกมึงตื่นเดี๋ยวนี้!!!


ผมกับพาร์สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ


“ทีโว้ย!! ตื่นๆๆ”


ผมรีบรูดซิบชะโงกหน้าออกไป กำลังจะถาม แต่มือที่ยื่นออกไปสัมผัสพื้นทรายด้านนอก เพื่อทรงตัวกลับพบว่ามีของเหลวเย็นๆ ซัดปะทะใส่ผิวเป็นระยะ ขจัดความง่วงที่เหลืออยู่ในตัวผมทันที


นี่มัน!


“น้ำขึ้นโว้ย! เก็บของหนีเดี๋ยวนี้!!


คำตอบจากไวไวช่วยยืนยันความคิดของผม ไม่รอช้ารีบบอกเพื่อน


“ไอ้ยำอยู่เต็นท์ข้างๆ”


ผมเห็นเงาตะคุ่มรูปคนพยักหน้ารับรู้ เงานั่นมุ่งหน้าไปเต็นท์ข้างๆ แว่วเสียงตะโกนของไวไว แต่ผมไม่ได้สนใจฟัง รีบหมุนตัวกลับเข้ามาในเต็นท์ก็พบว่าพาร์เปิดตะเกียงส่องสว่าง กำลังยัดข้าวของที่เอาออกมาบางส่วนกลับลงเป้ลวกๆ


“ทิ้งเต็นท์ไหม?” พาร์ถามเสียงเครียดเมื่อผมตรงไปช่วยเก็บของ


ใจผมไม่อยากทิ้ง


“มึงคิดว่าเราจะเก็บเต็นท์ทันไหม?”


“กูไม่รู้ว่าน้ำทะเลขึ้นเร็วแค่ไหน”


เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้ แต่ตัดสินใจบอก “งั้นถอนแค่สมอออก แล้วช่วยกันยกหนีเลย แต่ถ้าไม่ทันก็ช่างมัน หนีเอาตัวรอดก่อน”


“ได้ เอาไอ้นี่ไปคาบ”


พาร์ส่งปากกาไฟฉายให้ผมคาบไว้ในปาก ยัดตะเกียงเก็บลงกระเป๋า พร้อมแล้วก็รีบส่งเป้ให้ผมออกมา เพียงแค่มุดออกมาตัวผมก็เปียกบางส่วนแล้ว


“เดี๋ยวกูยกลังน้ำไปก่อน”


“กูช่วย” ผมยกพวกลังอาหารแห้งตามหลังพาร์ไป หาที่วางบนพื้นทรายในจุดที่คิดว่าน้ำทะเลไม่น่าจะถึงได้ก็รีบวกกลับมาเก็บเต็นท์ลวกๆ ให้พอช่วยกันถือหนีน้ำได้ ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา


“ไอ้ที มึงกลับมาช่วยพวกกูด้วย!


“เออ!


ผมตอบรับไอ้ยำ รีบช่วยพาร์ยกเต็นท์ไปกองไว้ข้างลังน้ำ เสร็จก็รีบกลับมาช่วยคนอื่นอีกที ผมส่งพาร์ไปช่วยเก็บเต็นท์ของพวกเทม ส่วนตัวเองตรงไปช่วยยำกับพี่ภู


“ยำขนเป้กับของขึ้นไปก่อน ตรงนี้กูกับทีทำเอง”


คนไม่ถนัดเรื่องเต็นท์รีบทำตาม ทั้งแบกเป้ทั้งยกของเดินหนีน้ำ


“รีบเหอะพี่” ผมรีบบอกพี่ภูเสียงเครียดทั้งที่พยายามงมหาสมอที่ยำบอกก่อนไปว่าเป็นตัวสุดท้ายของฝั่งนี้ เวลานี้น้ำสูงถึงต้นขาแล้ว


ระหว่างกำลังช่วยกันยกเต็นท์ กลับมีคลื่นพัดปะทะใส่ด้านหลังพี่ภู เราเกือบเสียหลัก ดีที่ทางพี่ภูทรงตัวทัน ช่วงที่ผมมองรุ่นพี่อย่างกังวลกลับตาดีเห็นครีบทรงสามเหลี่ยมเหนือผิวน้ำเข้า


“เฮ้ย”


สัญลักษณ์ของนักล่าแห่งท้องทะเลมุ่งหน้าตรงมายังเรา แย่กว่านั้นพี่ภูอยู่ใกล้พวกมันมากกว่า ผมหน้าซีด รีบร้องตะโกนเตือนอย่างตกใจ   


“ฉลาม!


“อะไรนะ!


“ฉลาม! อยู่ข้างหลังพี่! วิ่งเหอะ!!


นาทีนี้เต็นท์คือตัวถ่วง มันเลยถูกทิ้งไว้ตรงนั้น เราวิ่งกระเสือกกระสนหนีจากน้ำทะเลดำมืด เป้าหมายคือหาดทรายเหนือน้ำที่อยู่ไม่ไกล โดยมีเจ้าฉลามสองสามตัวไล่หลังเรามา ท่ามกลางความตึงเครียดผมหันกลับไปมองอย่างกังวลว่าโดนไล่ตามถึงไหนแล้ว สิ่งที่เห็นกลับเป็นปากฉลามอ้ากว้างเห็นเหงือกในระยะประชิด เผยฟันเหลมคมชวนหวาดผวา


นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ผมเห็น 


แฮ่กๆๆ


ผมนอนหอบหายใจแรง เสื้อเปียกเหงื่อจนชุ่ม ตาเหม่อมองเพดานเต็นท์มืดๆ เห็นก้นตะเกียงเป็นเงาตะคุ่มๆ อย่างสับสน แว่วเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งลอยเข้าหูเป็นระยะ สมองก็ค่อยๆ รับรู้ทีละนิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นความฝัน


ให้ตายสมจริงชะมัด


ผมลูบหน้าเรียกสติพักหนึ่ง ลมหายใจเริ่มสงบลง แต่หัวใจยังเต้นกระหน่ำไม่เลิก เหลือบมองเงาตะคุ่มข้างๆ พาร์กำลังตะแคงข้างหันหน้าไปทางนู้น กอดเป้หลับสบายจนน่าอิจฉา ผมพลิกตัวนอนตะแคงบ้าง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ใจกลับกังวลจนนอนต่อไม่ลง


หลังพลิกตัวไปมาสักพักก็ตัดสินใจหยิบปากกาไฟฉาย เปิดเต็นท์ออกไปด้านนอกเงียบๆ


ลมทะเลยามค่ำปะทะตัวเป็นระยะ เย็นๆ ครับ ไม่ถึงกับหนาว สองเท้ามุ่งหน้าไปส่องดูคลื่นเป็นอย่างแรกเหมือนระดับน้ำจะไม่แตกต่างจากตอนมาถึงเท่าไหร่ มองจนแน่ใจว่าไม่มีเหตุการณ์อย่างในฝันแน่ๆ ถึงค่อยสบายใจขึ้น


เฮ้อ


เมื่อใจสงบมากกว่าเดิม ถึงเริ่มสังเกตเห็นความงามตามธรรมชาติ ทะเลดำมืดเหมือนถูกทาด้วยหมึกสีดำ ไกลออกไปเหมือนเห็นแสงไฟสีออกเขียวๆ ดวงเล็กๆ สองสามดวงวูบไหวไปมา แวบแรกนึกว่าตาฝาด แต่มันมีจริงๆ ครับ หลังจ้องดูด้วยความสงสัยสักพักก็เริ่มเบื่อ ย้ายสายตาขึ้นด้านบน


บนท้องฟ้าก็มีแสงเหมือนกัน ดวงเล็กกว่าดวงแสงปริศนาบนท้องทะเล แต่มีมากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยครับ ดวงจันท์เว้าๆ แหว่งๆ ก็เห็นชัดกว่าทุกที


ผมกดปิดไฟฉาย ถอยออกห่างคลื่นหย่อนก้นนั่งบนพื้นทราย แหงนหน้าดูของหายากเงียบๆ


นานแค่ไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็หลังได้ยินเสียงย้ำทรายอยู่ใกล้ๆ หันไปมอง เห็นพาร์น่าจะเป็นพาร์กำลังยืนจ้องมองมา


“มานั่งทำอะไรตรงนี้”


พาร์จริงๆ ด้วยไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า น้ำเสียงมันเหมือนจะดุว่า ทำไมไม่นอน มากกว่า


ผมคิดนิดหนึ่ง ก่อนบอกมัน “กูฝันร้ายวะ”


พาร์หย่อนตัวนั่งข้างผม ปากก็ถาม “เรื่อง?”


“น้ำท่วมเต็นท์ แถมกำลังโดนฉลามงับอีก”


คนฟังหัวเราะซะงั้น “นี่ก่อนนอนมึงคิดอะไรไปเรื่อยล่ะสิ”


นึกๆ ดูก็ต้องยอมรับ “ก็แค่นึกกังวลว่ากลัวว่าน้ำทะเลจะขึ้นมาตอนหลับ”


“มึงเลยเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะ”


“ก็กูกลัวนี่หว่า”


“ช่วงพวกเรามาเป็นช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดแล้ว คงไม่ขึ้นมากกว่านี้หรอก”


“มึงรู้ได้ไง”


“คนขับเรือบอก...ถ้ามีท่าเทียบเรือคงเห็นระดับน้ำขึ้นลงชัดกว่านี้”


ผมเบ้ปาก “ตอนลุยน้ำขึ้นเกาะ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้วเหอะ เวลาแบบนั้นใครจะไปสนใจเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงกัน”


“แล้วก่อนนอนทำไมคิด”


“ก็กู


ผมอ้ำอึ้งตอบไม่ถูก นั่นสิ ทำไมคิด?


“กูเดาว่ามึงต้องเคยเล่นเกม หรือดูหนังที่มีสถานการณ์แบบนี้มาแหงๆ ถึงได้เก็บไปคิดมาก”


มั้ง”


อาจจะเป็นอย่างที่พาร์ว่าก็ได้


แล้วในฝันของมึง มีกูอยู่ด้วยหรือเปล่า?”


ผมเหลือบมองคนถาม “คำถามลองใจ?”


“เปล่า กูแค่จะบอกว่าถ้ามี ตัวกูในฝันคงไม่ปล่อยให้มึงเผชิญเรื่องพวกนี้ตามลำพังหรอก”


ผมชะงัก ข่มอาการสั่นไหวในใจ “มึงดูมั่นใจมาก”


“เพราะกูเชื่อแบบนั้นน่ะสิ แต่ไม่รับปากว่าจะช่วยมึงได้ไหม เพราะบางทีกูอาจเอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน ที่มั่นใจคือจะอยู่ด้วยแน่ๆ”


ถ้อยคำในอดีตหวนกลับมาในหัวทันที  


ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรแน่นอน


ถ้าเป็นล่ะ


ก็ก็ยังมีเรานะ เราไม่ทิ้งหรอก เพราะงั้นอย่าร้องไห้เลยนะ เราจะร้องตาม


ผมเบือนหน้าเปื้อนยิ้มไปอีกทาง นึกขำคนพูดปลอบ...เด็กคนนั้นกำลังเบะปากจะร้องตามอยู่แล้ว


สมัยนั้นเสียงของพาร์เล็กและใสมาก ต่างจากตอนนี้สุดๆ ไม่นึกว่าพอโตแล้วเสียงจะทุ้มต่ำขนาดนี้  


“เป็นไร?”


ผมรีบหุบยิ้ม “เปล่า”


“แน่นะ?”


แค่คิดเรื่องสมัยเด็กเฉยๆ”


“เรื่องไหน?”


“ก็” ผมกรอกตา “นึกไม่ถึงว่าเด็กตุตะ แก้มเยอะจนตาหยีคนนั้นจะโตมาดูดี”


“นี่มึงกำลังชมกู?”


ผมหัวเราะ “กูแค่บอกเฉยๆ เหอะ”


“แล้วตอนนั้นร้องไห้ทำไม”


ผมชะงัก เผลอเม้มปากเข้าหากัน รู้ตัวก็รีบปล่อยริมฝีปาก นั่งนิ่งเงียบ


นึกไม่ถึงว่าจะโดนพาร์ถามเรื่องนี้


“ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร”


ผมหันมองคนข้างๆ น่าเสียดายมืดเกินกว่าเห็นสีหน้าของมัน


มึงอยากรู้?”


พาร์รับคำง่ายๆ “อยากแต่สำหรับมึงคงไม่อยากพูดถึงหรอกมั้ง”


ก็ไม่ใช่เรื่องที่พูดไม่ได้” ผมว่า พ่นลมหายใจออกปากเบาๆ “ถึงมันไม่น่าจดจำ แต่ก็เป็นเรื่องที่ลืมไม่ลง อีกอย่างกูเคยเล่าให้มึงฟังแล้ว”


พาร์ถามกลับมาทันที “ตอนไหน?”


“วันที่เจอกันในสวนสัตว์นั่นไง มึงยังพยายามพูดปลอบกูอยู่เลย”


พาร์เงียบไปเลยครับ ผมนึกว่าคงไม่ถามต่อ ที่ไหนแล้วกลับส่งเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงอ้อนวอนมาเลย


“บอกอีกทีได้ไหม”


บางทีผมคงแพ้ทางน้ำเสียงแบบนี้ของมัน


พ่นลมหายใจระอาความใจอ่อนของตัวเอง “มึงฟังผ่านหูแล้วกัน ไม่ต้องจำให้รกสมอง เพราะยังไงก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว”  


“อือ”


หลังมันรับปาก ผมก็ครุ่นคิดว่าจะเริ่มต้นเล่ายังไงดี ใช้เวลาคิดสักพักถึงเริ่มเปิดปากพูด


“ตอนนั้นกูสับสนเรื่อง ครอบครัวมาก โดยเฉพาะคำว่าพ่อกับแม่”


“ทำไมล่ะ?”


“เพราะกูคิดว่า ลุงนิกกับทากะซังเป็นพ่อแม่ของกูน่ะสิ ยิ่งกว่านั้นไม่เคยมีความคิดว่า คนอื่นเป็นพ่อแม่อยู่ในหัวเลย”


 

ถ้าถามเด็กชายชลนทีสมัยสามสี่ขวบว่าพ่อแม่ของหนูคือใคร หรือให้วาดรูปครอบครัวตัวเองด้วยสีเทียน ก็จะเป็น นิก ทาจัง และที เสมอ


ถ้าไม่นับช่วงเวลาหัดพูดใหม่ๆ เด็กชายทีก็ไม่เคยได้เรียกเรียกทั้งสองว่าปะป๊ะ มะม๊าอีก ถึงอย่างนั้นก็เข้าใจด้วยสัญชาตญาณว่าใครเป็นพ่อ ใครเป็นแม่ ช่วงเวลานั้นเป็นเด็กที่สุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่รู้สึกขาดอะไรเลยสักอย่างเดียว


 

“เด็กขนาดนั้นแยกแยะเพศไม่ออกหรอก กูเลยไม่ได้สนใจเรื่องมีแม่เป็นผู้ชาย กูมองว่าแม่ก็คือแม่ และทาจังก็เป็นแม่ของกู”


“แล้วถ้ามึงโตแล้วล่ะ จะคิดไหม?”


ผมครุ่นคิดตามคำถามพาร์ “ก็ถ้าโดนเพื่อนล้อ กูคงกลายเป็นเด็กเกเรชกต่อยกับเพื่อน ฐานเอาแม่ของกูไปล้อล่ะมั้ง”


“มึงคงรักทาจังมาก”


ผมผงกหัว “ก็เขาเป็นแม่กูนี่ จำความได้ก็โตมากับทาจัง กูอยู่กับทาจังมากกว่าลุงนิกอีก เพราะลุงนิกต้องไปทำงาน เอากูไปด้วยไม่ได้ แต่งานของทาจังมีเด็กๆ เยอะแยะ เลยพากูไปทำงานด้วยได้ และตอนนั้นกูไม่อยู่ไทย ชีวิตเลยไม่รู้จักญาติคนอื่น ยกเว้นญาติฝ่ายทาจัง แต่ทาจังก็ไม่ค่อยพาไปหาหรอก แล้วทางญาติฝ่ายลุงนิก นานๆ เจอกันสักที เด็กตัวแค่นั้นจะลืมคนไม่คุ้นหน้าก็ไม่แปลกหรอก”


“สรุปคือชีวิตมึงช่วงนั่นวนเวียนอยู่แค่กับลุงนิก และทากะซัง?”


“ใช่ และด้วยเหตุนี้วันหนึ่งกูตื่นกลางดึก ปกติถ้าตื่นผิดเวลากูจะไปหาพวกเขาอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นกลับเจอทาจังกับลุงนิกโต้เถียงกันรุนแรง กูตกใจมาก ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่แอบซ่อนตัวอยู่หลังประตูทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นทุกคืนต้องมีปากเสียงกัน ผิดกับต่อหน้ากูที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม กูเลยยิ่งกังวลหนักขึ้นเรื่อยๆ”


“มีปัญหาเรื่องส่วนตัว?”


“เปล่า ปัญหาเรื่องกูนี่แหละ ตอนเด็กไม่รู้หรอก มารู้ตอนโตว่าที่ผู้ปกครองตัวเองทะเลาะกัน เพราะปู่กับย่าจะลุงกับกูกลับไปอยู่ไทยแบบถาวร” ผมพ่นลมหายใจ “มันเลยเป็นปัญหา เพราะกูกำลังจะเข้าอนุบาลที่นั่น ทาจังทั้งหาโรงเรียน ซื้อข้าวของเตรียมไว้ให้ แล้วก็เตรียมลาออกจากงานเพื่อกู”


“ทำไมต้องลาออก?”


“เพราะทาจังให้กูเข้าโรงเรียนอนุบาลแบบที่ผู้ปกครองต้องมีเวลาไปทำกิจกรรมกับเด็กด้วย ตอนแรกที่เลือกโรงเรียนกัน ลุงนิกก็เห็นด้วย เลยไม่ได้ว่าอะไรถ้าทาจังจะลาออก”


“หมายความว่าครอบครัวมึงไม่มีความคิดจะกลับไทย?”


“เออ เผลอๆ คงอยู่จนกูโตเลยล่ะมั้ง แต่ความจริงมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดล่วงหน้าเสมอไป และผลของมันแย่พอควร เรากลับไทยโดยไม่มีทาจัง”


สิ่งที่จำได้แม่นอีกอย่างก็คือน้ำตาของลุงนิก ไม่กี่หยดก็จริง แต่ทำให้คนเห็นอย่างผมหยุดร้องไห้ และไม่กล้าเอ่ยถึงทากะซังให้ลุงได้ยินอีกเลย (แม้ใจจะร้องหาทากะซังก็ตาม)


“สำหรับเด็กคนหนึ่ง การที่พ่อกับแม่แยกทางกันถือเป็นเรื่องใหญ่มาก สภาพจิตใจตอนนั้นของกูเลยย่ำแย่พอสมควร แต่เพราะไม่อยากให้ลุงนิกลำบากใจเลยพยายามไม่ร้องไห้ แถมยังเป็นเด็กดีว่าง่ายกว่าปกติหลายเท่าความเปลี่ยนแปลงแรกหลังไม่มีทาจังคือกูโดนปล่อยปละละเลยมากขึ้น แต่ก็ว่าลุงนิกไม่ได้หรอก สภาพจิตใจลุงนิกก็แย่พอกัน แต่ก็ยังพยายามทำอาหารให้กูกิน พยายามดูแลกูหลายอย่างทั้งที่ตัวเองไม่ถนัดเรื่องพวกนี้”


ผมยิ้มให้กับช่วงเวลาเหล่านั้น ยังจำรสชาติอาหารที่ไม่เหมือนอาหารได้อยู่เลย ถ้าตอนนี้ให้กินอีกผมขอหนีก่อนแน่นอน


“หลังลุงรู้ตัวว่าดูแลกูด้วยตัวเองไม่ได้ ก็เลยยอมพากูไปอยู่บ้านปู่กับย่าทั้งที่ตอนแรกต่อต้านไม่ยอมพาไป คือมันเป็นการแก้เผ็ดของลุงนิกหลังโดนปู่ย่าบังคับให้กลับมาอยู่ไทยน่ะ และนั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สองของกู”


ผมหยุดกลืนน้ำลาย แล้วเล่าต่อ


“ปู่กับย่าใจดีมาก ดูแลกูดีสุดๆ ถึงจะสื่อสารกับพวกท่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่กูก็ชอบพวกท่าน อาจจะเพราะตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องหลายๆ อย่างก็เลยไม่มีอคติต่อพวกท่านด้วย เลยเปิดใจยอมรับได้เร็ว ลุงนิกยุ่งๆ เรื่องงานเหมือนปกติ แต่กลางคืนก็ยังได้นอนด้วยกัน แต่แล้วหลังเรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้นจนคุยโต้ตอบรู้เรื่องระดับหนึ่ง ย่าก็ให้กูเปลี่ยนคำเรียกใหม่”


ผมมองพาร์เงียบๆ “ย่าบอกให้กูเติมคำว่าลุงลงไปเวลาเรียกนิก”


ตอนนั้นมึงเข้าใจคำว่าลุงหรือเปล่า?”


“ไม่เข้าใจความหมาย รู้ว่ามีไว้ใส่นำหน้าชื่อเวลาเรียกคนอายุเยอะกว่ามากๆ แล้วกูก็นึกว่าต้องใส่กับลุงนิกตามที่ย่าบอก หลังลองเรียกดูครั้งแรก แววตาลุงนิกกลับเปลี่ยนไป ดูเสียใจอะไรสักอย่าง หลังจากนั้นกูเลยไม่ยอมเรียกอีกเลย ต่อให้โดนทำโทษก็ไม่เรียก ถึงอย่างนั้นผลของมันก็ตามมาแล้ว ลุงนิกเริ่มห่างเหินกับกู ระหว่างเรามีช่องว่างที่มองไม่เห็น เจ้าช่องนั่นค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่ากูโดนทิ้งให้นอนในห้องกว้างคนเดียว”


ผมชันเข่าทั้งสองข้างมากอด วางคางลงไป


“กูอยู่กับช่วงเวลาแบบนั้นจนเกิดอาการซึมเศร้า แต่ต่อหน้าปู่กับย่าก็พยายามทำตัวให้ร่าเริง กูไม่กล้าเรียกร้องความสนใจ ยังไงพวกท่านก็เป็นคนที่พึ่งรู้จักไม่นาน คนอื่นๆ ก็ด้วย สภาพแวดล้อมก็แปลกใหม่ ถ้าเป็นสถานที่คุ้นเคยล่ะก็ กูคงออกไปตามหาทาจัง ไม่ก็ลุงนิกนานแล้ว ไม่อยู่รอด้วยจิตใจย่ำแย่แบบนั้นหรอก”


ถ้าไม่อยากเล่า ก็ไม่ต้องเล่าแล้ว”


แต่ผมตัดสินใจเล่าต่อ


“จุดเปลี่ยนครั้งที่สามคือหลังจากนั้นไม่นาน กูได้พบคนแปลกหน้าสองคนที่โต๊ะอาหาร ตอนแรกก็นึกว่าแขกของปู่กับย่า เลยไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่ในทางกลับกันกูเป็นที่สนใจของแขกมาก พวกเขาสักถามกูไปเรื่อย ชวนคุยไม่หยุด ปู่กับย่าก็ไม่ห้าม แทบจะปล่อยให้พวกเขาอยู่กับกูตามลำพัง ในใจกูเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา ด้วยอารมณ์หลายๆ อย่างที่อัดอั้นมานาน กูเลยร้องไห้ตรงนั้น แล้วก็วิ่งหนีมา มึงลองทายดูไหมว่าสองคนนั้นคือใคร”


พ่อกับแม่ของมึง”


“มึงเดาถูก แต่ตอนนั้นกูยังไม่รู้ รู้แค่ว่าพวกเขาน่ากลัว และใจกูกำลังร้องเรียกหาคนที่คุ้นเคยที่สุด หาทาจังก็ไม่ได้ ลุงนิกก็ไม่อยู่ กูเลยขังตัวเองอยู่ในห้อง ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มที่ยังพอมีกลิ่นของลุงนิกเหลืออยู่จนใจเริ่มสงบลง


ผมกลืนน้ำลาย แล้วเล่าต่อ


“เขาว่าสัญชาตญาณเด็กดี คงจะจริงล่ะมั้ง หลังจากนั้นกูมักจะซ่อนตัวจากพวกเขาบ่อยๆ มันเป็นความกลัวในใจจิตที่อธิบายไม่ได้ แต่ปู่กับย่ากลับเข้าใจผิดคิดว่ากูเล่นซ่อนแอบกับพวกเขา นอกจากช่วยกันตามหาตัวกูแล้ว ยังพยายามให้กูอยู่กับพวกเขามาก พวกเขาเองก็กระตือรือร้นที่อยากจะอยู่กับกู สภาพจิตใจของกูเลยแย่ลงไปอีก กว่าพวกปู่ย่าจะรู้ตัว กูก็ยิ้มไม่ออกแล้ว และนั่นคงเป็นสาเหตุที่ลุงนิกโดนตามตัวกลับบ้านแบบจริงจัง”


ผมชี้นิ้วไปที่แสงสีเขียวดวงตรงทะเล


“ยามเจอลุงนิก ในใจกูเหมือนแสงสีเขียวดวงเล็กๆ ตรงนั้น กูเกาะติดลุงนิกแจ ใครก็ไม่ให้เข้ามาใกล้ พอจิตใจได้รับความผ่อนคลายบ้างกูก็ป่วยทันที ไข้ขึ้นสูงอยู่หลายวัน เมื่อได้สติก็ไม่เห็นลุงนิกแล้ว ความรู้สึกเหมือนโดนทิ้งอีกหน พอกูร้องหาลุงนิก ปู่ย่าก็เล่าให้ฟังว่ากูเพ้อเรียกหาทาจังตลอด ลุงนิกเลยกำลังไปพาตัวมา”


ผมยิ้มออกมา


“ทันทีที่ได้ยิน กูดีใจมาก เกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้งทำให้มีกำลังใจสู้จนหายป่วย กูเฝ้ารอวันแล้ววันเล่าด้วยความหวังว่า ครอบครัวของตัวเองจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง พวกปู่เห็นกูตั้งหน้าตั้งตารอเลยถามว่าทาจังเป็นใคร มึงคิดว่ากูตอบไปว่าอะไร”


ไม่รู้สิ”


ผมหันไปมองพาร์


“มึงรู้ เพราะกูบอกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าทาจังคือแม่ การตอบคำถามนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สี่ กูโดนบอกปฏิเสธว่าทาจังไม่ใช่แม่ ลุงนิกก็ไม่ใช่พ่อ พ่อกับแม่ที่แท้จริงคือสองคนตรงหน้า คนที่กูกลัวมาตลอด ยามนั้นกูเลยแผดเสียปฏิเสธไม่ยอมรับ แล้ววิ่งหนีมาร้องไห้ในห้องลุงนิก หลังจากนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง ถึงหิวก็ไม่ยอมออกมา จนปู่ต้องให้คนมางัดห้องเอากูออกมาบังคับให้กินข้าว ที่จริงกูคิดเรื่องหนีออกจากบ้านนะ แต่แค่ออกจากประตูบ้าน กูก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จักที่ไหนเลย แล้วก็ยังมีความหวังว่าลุงนิกจะพาทาจังมา กูเลยยอมทนอยู่รอ”


ผมหัวเราะในคอ


“ช่วงนั้นที่บ้านคือสงครามเย็น กูไม่พูดกับใครเลย ปู่กับย่าก็รักษาระยะห่าง พ่อกับแม่กูก็ไม่กล้ามาหา หลังกูต่อต้านด้วยการอดข้าวประท้วง ช่วงเวลานี้ดำเนินไปจนกระทั่งลุงนิกกลับมา แต่ไม่มีทาจัง กูอยากอาละวาด แต่ทำไม่ได้ สุดท้ายก็ปล่อยโฮออกมา ลุงพยายามปลอบ บอกว่าทาจังมาไม่ได้ แต่อนาคตถ้ามาหาได้ก็จะมา กูผิดหวังมาก มากจนพูดออกไปว่าอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว แต่มันก็แค่คำพูดของเด็กที่กำลังงอแง สุดท้ายกูก็ต้องอยู่ที่นั่นต่อ”


“ช่วงนั้นกูไม่เอาใครเลย นอกจากลุงนิก ไม่ปล่อยลุงนิกห่างตัว ถ้าลุงนิกจะไปก็ต้องพากูไปด้วย เลยลำบากลุงนิกต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เอางานมาทำที่บ้านแทน คนอื่นพยายามหาวิธีมาหลอกล่อกูสารพัด แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายก็กลายเป็นลุงนิกที่หลอกล่อให้กูอารมณ์ดีขึ้นด้วยเรื่องพาไปเที่ยว มึงคิดว่าได้ผลไหม?”


ได้”


“เราช่วยกันวางโปรแกรมว่าจะไปทำอะไรบ้าง ลุงนิกให้กูเลือกสถานที่อยากไปเอง กูเลยเลือกสวนสัตว์ เพราะเมื่อก่อนทาจังกับลุงนิกเคยพาไป และตั้งแต่มาไทยกูยังไม่เคยได้ออกไปเที่ยวที่ไหนกับลุงนิก กูเลยตื่นเต้นมาก เฝ้านับวันรอวันเที่ยวให้มาถึงเร็วๆ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้...คนที่พากูไปไม่ใช่ลุงนิก แต่เป็นคนที่ปู่ย่าบอกว่าเป็นพ่อแม่ของกู”


ผมหัวเราะเสียงขื่น แม้ผ่านมานานมากก็ยังจดจำความรู้สึกตอนนั้นได้


“ความรู้สึกของกูตอนนั้นก็คงเหมือนทะเลสีดำสนิทตรงหน้านี่ล่ะมั้ง พวกดวงแสงที่มีน้อยนิดก็พึ่งแหลกสลายไปหยกๆ กูร้องไม่ไป แต่กลับโดนลุงนิกต่อว่า แล้วสุดท้ายก็โดนจับขึ้นรถมา มึงน่าจะเดาบรรยากาศบนรถออก มีแต่ความอึดอัด สาเหตุก็คงเป็นกูนี่แหละ พวกเขาถามอะไรมากูก็เอาแต่นิ่งเงียบ ตลอดเวลาที่อยู่ในสวนสัตว์พวกเขาพยายามเอาอกเอาใจสารพัด แต่กูก็ไม่ตอบสนอง เรื่องเริ่มเลวร้ายลงอีกเมื่อความอดทนของผู้ใหญ่มาถึงขีดสุด กูโดนแม่ตวาดใส่”


เม้มปากครู่หนึ่ง แล้วเล่าต่อ


มาพูดตอนนี้ก็ยังไงอยู่ แต่แม่ในตอนนั้นน่าเห็นใจนะ พฤติกรรมของกูคงทำพ่อกับแม่เสียใจมาก ตอนนั้นกูไม่ได้คิดเรื่องนี้หรอก หมุนตัววิ่งหนีมาดื้อๆ ไม่ได้คิดด้วยว่าจะทำให้พ่อกับแม่เดือดร้อน หรือทำตัวเองมีภัย ความคิดในตอนนั้นคือไม่อยากกลับ ที่นั่นไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ครอบครัว แล้วก็ร้องไห้


เดินไปร้องไห้ไปจนมีคนมาทักว่าหลงทางเหรอ พาไปส่งผู้ปกครองไหม ตอนนั้นกูกลัวผู้ใหญ่มาก เลยสะบัดมือคนพวกนั้นออก แล้ววิ่งหนีอีก วิ่งๆๆ จนหมดแรงสุดท้ายก็มานั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ เพราะไม่รู้จะไปที่ไหน แล้วกูก็เจอมึงตรงนั้น”


ผมเงียบไปอึดใจหนึ่ง แล้วสบหน้ากับเข่า


“นี่คือสาเหตุที่กูร้องไห้วันนั้น”


...กูขอกอดมึงได้ไหม”


ผมนิ่งไปนิด แต่ก็พยักหน้า พาร์ดึงตัวผมให้หันไป มันเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหารวบตัวผมไปกอดซะแน่น ถึงจะอึดอัดไปหน่อย แต่อ้อมกอดอุ่นๆ ก็ไม่ได้เลวร้าย มันทำให้ใจผมสงบลง


“กูขอโทษ”


ผมงง “มาขอโทษกูทำไม?”


“ที่ถาม” 


ผมร้องอ้อในใจ คิดไปคิดมาก็เอ่ยบอก “กูไม่ได้อยากได้คำขอโทษ แต่อยากได้คำอื่น”


“คำอื่น?”


“อือ”


ผมโดนพาร์ผลักออกห่างเล็กน้อย มันจ้องผมนิ่ง เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงขึงขัง


“ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรแน่นอน ข้างมึงมีกูเสมอ”


น้ำตาแทบจะร่วง ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความอุ่นใจประหลาดที่เคยได้สัมผัสมาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ผมแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน


“มึงนี่ปลอบคนไม่เป็นชัดๆ” 


“คำปลอบกูมันแย่ขนาดนั้น?”


“เปล่า”


ตรงข้ามต่างหาก


“คำปลอบของมึงไม่มีการพัฒนาเลยวะ”


ผมผละออกห่าง เบือนหน้ามองท้องทะเล ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ทอแสงอบอุ่นอ่อนโยนเหมือนคนข้างๆ ไม่มีผิด


แสงที่ดับไปจนหมดในวันนั้น มันเป็นคนจุดขึ้นมาให้ใหม่ เพราะงั้นผมถึง


“มึงร้องไห้!


ผมรีบยกมือขยี้ตา “ไม่ได้ร้อง อะไรไม่รู้เข้าตา”


“อย่าขยี้สิ ขอกูดูหน่อย ข้างไหน”


“ขวามั้ง”


“ทำไมมีมั้ง นี่มึงแน่ใจนะว่าไม่ได้ร้องไห้”


“แน่ กูเคืองตาขวาอยู่เนี่ย” ตอบพลางมองคนตรงหน้าที่กำลังขมวดคิ้ว


“ก้มมาดิ เดี๋ยวกูลองใช้เสื้อเขี่ยออกให้”


ผมทำตามอย่าว่าง่าย “ขอบคุณวะ”


“มึงค่อยบอกหลังหายเคืองตาดีกว่า”


ผมเพียงแค่ยิ้มให้กับคำพูดมัน


ขอบคุณที่วันนั้นเราได้เจอกันต่างหาก 

 



“เป็นอะไรวะที ตาแดงๆ”


“อะไรไม่รู้เข้าตา” ผมตอบยำยำแบบส่งๆ โปรดอย่าถามมาก กูขี้เกียจคิดหาคำมาตอบมึง


รอบวงมื้อเช้าของกลุ่มผม (นั่งกับพื้นทรายนี่แหละ) คือขนมปังอบแห้งกับนมกล่องรสจืดที่ซื้อฝากซื้อเพิ่มเมื่อวาน อันที่จริงเราซื้อมาหลายอย่าง เดี๋ยวหาทำเลปักหลักอยู่ยาวตลอดห้าวันได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน


“พี่สงสัย ถ้าอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา ต้องยังไง?”


ทั้งกลุ่มมองพี่ภู ยำเอ่ยถามทันที “หมายถึงหนักหรือเบาล่ะ”


“ทั้งสองอย่าง”


“ง่าย ถ่ายหนักก็ขุดหลุมเอา ถ่ายเบาก็หันหน้าหาทะเล อย่ามายิงบนบก มันเหม็น”


ผมกลั้นขำยามเห็นสีหน้าแปรเปลี่ยนของพี่ภูกับพาร์ ถ้าทำตามที่ยำบอกจริงๆ น่ากลัวว่าคราวหน้าสองคนนี้คงโบกมือขอบายไม่ยอมตามพวกผมมาเที่ยวแล้วแหงๆ แต่ถ้าโดนปล่อยเกาะของจริงก็คงเรื่องมากไม่ได้หรอก แต่นี่เรามีเวลาเตรียมตัว ถ้าไม่เตรียมพร้อมไว้บ้างคงแย่


ผมมองเห็นหัวหน้าอีกทีมเดินมาหา


“เอานี่ของพวกมึง แรกกับอาหารหกมื้อ” เทมโยนกระดาษลังแบนๆ ให้พวกผม


อย่าดูถูกนะครับ เพราะมันคือสุขากระดาษ


“ใครทำ?” ผมถามเป็นหลักประกันว่าระหว่างนั่งทำธุระส่วนตัว จะไม่มีเหตุการณ์กล่องกระดาษยุบลงมาให้เจ็บตัว


“กูเนี่ยแหละ ทั้งทำทั้งแบกมาให้พวกมึง”


ถ้าเป็นฝีมือเทม หายห่วงครับ


“วิธีประกอบก็เหมือนเดิม จำไม่ได้คิดค่าสอน และอย่าลืมข้าวหกมื้อ” เทมพูดย้ำทิ้งท้าย ก่อนเดินกลับไปกลุ่มตัวเอง


ผมรีบตะโกนไล่หลังเพื่อน “ของมึงคนเดียวนะ! ลูกทีมมึงไม่เกี่ยว!


ไวไวตะโกนกลับมาทันที “งกวะ!! กูเป็นลูกทีมมึงมาตลอดนะ!


ผมลอยหน้าลอยตาตอบกลับไป “แต่ตอนนี้ไม่ใช่ และงานนี้ไม่มีฟรีโว้ย!


“ถ้ากูหาของดีเจอ อย่ามาง้อ”


“มึงก็เหมือนกัน”


“หยุดเลยทั้งคู่ คนที่ต้องประกาศศึกคือหัวหน้าทีมต่างหาก” เทมพูดอย่างไม่สบอารมณ์หลังโดนแย่งซีน


“ก็มึงชักช้า”


“แล้วมึงจะรีบไปไหน”


เอาแล้วครับ เทมกับไวไวเริ่มเปิดศึกกันแล้ว ผมฉวยโอกาสนี้บอกลูกทีม


“หมดห่วงเรื่องห้องน้ำแล้วก็...”


“เดี๋ยว...ไอ้กล่องแบนๆ นั่นจะช่วยอะไรได้?”


“อย่าดูถูกนะพี่ พอประกอบให้เข้าที่มันก็เหมือนเก้าอี้มีรูกลวงใหญ่ตรงกลาง เราจะใส่ถุงขยะไว้ในนั้น พับปากถุงมาคลุมด้านนอก จะถ่ายหนักพี่ก็พกทิชชูไปนั่ง ถ่ายเบาพี่ก็ยิงใส่มัน...หรือพี่สะดวกใจอยากขุดหลุมมากกว่า?”


“ไม่ๆ แบบนี้ดีกว่า”


ผมพยักหน้าทั้งที่ในใจแอบขำ ก่อนกวาดตามองอีกสองคน “มีใครจะถามอะไรอีกไหม?”


คนถูกมองส่ายหน้า


“งั้นรีบกินเถอะ วันนี้มีเรื่องให้ต้องทำเยอะแยะ ออกตัวก่อนอีกทีมได้ยิ่งดี


------------------------------------------------------

Talk: 16/09/2016

- รีไรท์

------------------------------------------------------

Talk: 21/05/2016

สวัสดีค่ะทุกคน เอาตอนใหม่มาส่งค่ะ

 เป็นบทเปิดใจของทีเลย (เกิดเรื่องตอนเด็กขนาดนี้ยังจำได้ แสดงว่ามันต้องสาหัสกับทีมากทีเดียว) และเป็นการแง้มให้รู้ว่าน้ำหนักพาร์ในตัวทีก็ไม่แพ้หรอกนะ (555) 

# ดูๆ ไปทีก็แอบซึนเหมือนกันนะเนี่ย  

ป.ล. ข่าวร้าย เราทำกระดาษจดรายละเอียดกิจกรรมบนเกาะหาย T^T จะพยายามเค้นจากความจำออกมาให้ได้มากที่สุดนะคะ แต่คงต้องมีคิดเสริมเข้าไปใหม่บ้าง ดังนั้นตอนหน้ามาช้าหน่อยนะ (ยิ้มแห้ง)

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ 

------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2808 KiHaE*129 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 04:30

    ทีมีอดีตเยอะมากกก

    แต่พวกผู้ใหญ่ก็เกินไปอะ

    คือตอนนั้นยกทีเป็นลูกบุญธรรมลุงนิกรึยังอะ

    ถ้ายกแล้วก็ไม่น่าทำแบบนี้ปะ ลุงแกเป็นคนเลี้ยงมาอะ

    แล้วมาบังคับให้เด็กเปลี่ยนในหลายๆ อย่าง

    ต้องยอมรับพ่อแม่ที่ไม่เคยเจอ

    ก็เข้าใจได้นะที่แม่ทีตะหวาดใส่ ก็คงจะหมดความอดทน

    แต่จริงๆ แม่ทีไม่ควรทำแบบนี้กับน้องทีตอนนั้นด้วยซ้ำ

    แบบบังคับน้องมา ซึ่งน้องต่อต้านก็ไม่แปลก จะเข้าหาให้เข้ารับตัวเองเป็นแม่ก็ควรใจเย็นกว่านี้อะ

    แต่ก็อย่างที่ทีบอกเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว

    #2,808
    0
  2. #2671 bwp_k (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 15:54
    เกมจริงจังมากอ่ะ และทีต้องเด็กน่าวสาร
    #2,671
    0
  3. #2582 FairyP718 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 22:28
    วัยเด็กของทีน่าอึดอัดจัง กว่าจะเป็นทีตอนนี้ได้ปรับตัวนานเลยสิ ไหนจะเหตุการณ์ตอนแปดขวบอีก
    #2,582
    0
  4. #2202 shshshx (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:15
    สงสารทีอ่าาา เด็กยังไงก็ต้องรักคนที่เลี้ยงเรามาอยู่แล้วไหมอ่าาา. ปู่ย่าพ่อแม่ไม่เข้าใจเลยยยย
    #2,202
    0
  5. #1991 baekbow (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 22:51
    สุขากระดาษคืออะไรนิ แค่ที่นั่งหรอ
    #1,991
    0
  6. #1842 milkc (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 12:47
    โถ , น้องทีน่าสงสาร

    อ่านแล้วจะร้อง :'(

    T______________________T

    ยังไงมันก็ผ่านมาแล้วนะะ

    เป็นกำลังใจให้น้อง <3 อิอิ
    #1,842
    0
  7. #1664 Thedrm. (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2559 / 00:08
    เรื่องนี้เนื้อเรื่องค่อนข้างเยอะและซับซ้อน แต่ชอบมากกกก ตอนปิดเทอมอ่านได้ทีติดกันจนถึงตอนปัจจุบัน ให้ความรู้สึกว่า ไรท์แต่งได้ไง นับถือเลย สนุกมาก ไม่น่าเบื่อ
    #1,664
    0
  8. #1610 สาววายไร้ผัวนะเออ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 19:18
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #1,610
    0
  9. #1516 Fon Chanoknunt (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2559 / 09:07
    คิดถึง
    #1,516
    0
  10. #1515 bassjeedjad (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 22:45
    ชีวิตทีในวัยเด็กนี่แบดมาก เอาตรงๆเราว่าเรื่องมันเกิดจากการกระทำของผู้ใหญ่นะ ทีในวัยเด็กไม่ได้ผิดอะไรเลย เขาแค่ต้องการครอบครัวในแบบที่เขาคิดเฉยๆ
    #1,515
    0
  11. #1514 Palmy Ewl (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 17:58
    ไรท์อยู่ไหนน้าาา คิดถึงงงงง
    #1,514
    0
  12. #1511 dutsda (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 22:22
    ทีฮืือออ คือเราก็เป็นเด็กอ่ะเนอะ ก็ไม่เข้าใจป่ะ ในชีวิตทีเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่หลังจากได้พบพาร์อะไรๆก็เลยดีขึ้นใช่ม้าา ชอบอ่ะที่ผูกพันกันแต่เด็กค่อยๆแง้มมออกทีละนิดๆ ว่าต่างฝ่ายต่างก็เห็นความสำคัญของกันและกันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
    #พาร์ที
    #1,511
    0
  13. #1510 fukumoji (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 15:52
    อ่านตอนนี้แล้วเกลียดพ่อแม่ปู่ย่ามากอ่ะ
    โคตรเอาแต่ใจตัวเองเลย
    #1,510
    0
  14. #1509 na2539 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 20:31
    รอออออ
    #1,509
    0
  15. #1507 เหวิ่งเอ๋อ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 13:20
    ขอบคุณค่าาา กำลังเศร้าๆ กลับมาฮาได้อีก
    #1,507
    0
  16. #1506 เนรุ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 06:40
    ตอนนี้ อ่านไปน้ำตาแทบร่วงอ่ะ สงสารที

    ทั้งสองคนเคยเจอกันมาก่อน ตั้งกะเด็กๆ ทีเป็นรักแรกของพาร์ และพาร์ก็เป็นคนในความทรงจำของทีด้วยสินะ

    กิจกรรม ของกลุ่มนี้แต่ละอย่าง สุดโต่งสุดๆแต่ก็น่าเล่นมากๆ แต่ก็อันตรายพอกัน ลุ้นพร้อมๆ กับหนุ่มๆ ค่ะ
    #1,506
    0
  17. #1505 ลีลีข้าวสาร- (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 01:03
    อินจัดมาก ตอนแรกตกใจฝันของทีเองหรือนี่
    #1,505
    0
  18. #1504 Som O Usanee (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 21:57
    โหหหหหห ความเจ็บปวดในวัยเด็กมันมักจะฝังใจมากเลยนะ แล้วยิ่งเป็นเรื่องครอบครัวอะ เพราะคนที่อยู่ด้วยตั้งแต่เด็กก็คือครอบครัว แล้วยิ่งในกรณีน้องทียิ่งเจ็บปวดเลย เด็กยังไม่เข้าใจอะไรที่มันซับซ้อนหรอก มาเจอแบบนี้เจ็บปวดมากนะ
    #1,504
    0
  19. #1502 กองฟางข้าวk-f-k (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 14:25
    ทีคงเจ็บมากแน่ๆ ถึงได้จำมาจนตอนนี้

    #1,502
    0
  20. #1501 pla.lookpla (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 13:45
    รอออออออ
    #1,501
    0
  21. #1500 mukmixdada (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 10:05
    ช้าก็จะรอนะคะ ขอแค่มา 555555
    ในใจของทีมีพาร์กว่า 70% แน่ๆ (มโนล้วนๆ)
    #1,500
    0
  22. #1499 ChubbyOwl (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 09:27
    สุขากระดาษมันเป็นยังไงอ่ะคะ

    ดีใจเว่อมาอัพแล้ววว T.T
    #1,499
    0
  23. #1498 Bks Bongkiz (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 09:26
    สงสารที
    #1,498
    0
  24. #1496 APRIL (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 08:15
    ขอบคุณค่ะ รอน้าา
    #1,496
    0
  25. #1495 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 02:09
    เราน้ำตาไหลเลย เข้าใจทีสุดๆ อ่ะ ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นะ จำได้ว่าตอนที่ต้องมาอยู่กับพ่อแม่ถาวรนี่ได้แต่จับมือกับพี่สาวฝาแฝดแล้วถามว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ พ่อแม่ไปไหน ต้องอยู่นานมั้ย พอรู้คำตอบนี่แทบช็อคอารมณ์โดนทิ้งมาเต็มอ่ะ 555+
    #1,495
    0