[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 46 : บทที่ 38

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,434
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    16 ก.ย. 59


บทที่38

(พาร์)    


ผมยื่นเงินส่งให้แม่ค้าร้านข้าวต้ม เดินเพลียๆ กลับมาที่รถ เจ้าของรถไม่อยู่เลยยืนพิงรถรอ


“พาร์ๆ”


ลืมตามองคนกำลังเขย่าตัวผม ดูเหมือนผมจะเผลอหลับไป พี่ภูมองมาอย่างเป็นห่วง แต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะเราก็แทบไม่ได้นอนกันทั้งคู่ 


“ขึ้นรถเถอะ”


“แล้วเสบียงที่พี่บอกจะไปซื้อ?”


“อยู่บนรถแล้ว”


อ้อ วางเรียงรายอยู่เบาะหลัง กลิ่นหอมของอาหารตีกันอยู่ภายในรถ


“เยอะไปหรือเปล่า”


“ไม่หรอก เสียพลังงานไปขนาดนั้นมีแต่หิวจนกลืนช้างทั้งตัวลงท้องมากกว่า”

 

ผมมองเวลาคิดว่าออกมาแปบเดียว แต่นี่จะครบชั่วโมงอยู่แล้ว อดเป็นห่วงคนอยู่ในโรงแรมไม่ได้จริงๆ


“พี่ว่ายาหมดฤทธิ์ยัง?”


“หมดแล้วมั้ง”


“แน่นะ?”


“ทำไม? กลัวสองคนนั้นได้กันเองเรอะ พี่ว่าลุกไม่ขึ้นหรอก นอนฟ้าเหลืองอยู่บนเตียงมากกว่า”


“ก็แค่คนของพี่”


พูดแบบนี้ ไม่ได้ทำถึงขั้นนั้น?”


ผมได้แต่เงียบ


“จริงดิ เห็นแบบนั้นทนได้ด้วยเรอะ?”


ไม่ แต่ผมจำเป็นต้องทนให้ได้”


“ทนได้ไง?”


แค่นึกถึงผลหลังมันตื่น”


“แค่นั้น?”


“พี่อาจไม่เข้าใจ แต่สำหรับผมกลัวเสียมันไปที่สุดแล้ว”


ถ้าไม่ครอบครองเป็นของตัวเอง ก็อาจหลุดมือไปก็ได้”


ผมหัวเราะเบาๆ “ของพี่อาจใช่ แต่ของผมไม่ ย่อมใช้วิธีแตกต่างกัน”


“นั่นสินะ...นึกโกรธมือวางยาไหม?”


“เพื่อนทีไลน์บอกว่าเป็นพนักงานของที่นั่น ได้รับเงินค่าตอบแทนจากสามตัวนั่นเป็นประจำ”


“ตอบไม่ตรงคำถาม”


ผมพ่นลมหายใจ เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องตอบ “กึ่งๆ ล่ะมั้ง ผมโกรธมาก แต่ตอนนี้กลับนึกขอบคุณที่ทำให้ผมได้เจอจิตใต้สำนึกของใครบางคน”


“ยิ้มนะเรา มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นล่ะสิ”


“ไม่เชิงแค่ทำให้ผมรู้ว่าใครบางคนปากแข็งกว่าที่คิด”


“ถ้าเพื่อนๆ สองคนนั้นได้ยิน เราอาจโดนโกรธ”


ผมพยักหน้าเห็นด้วย กลุ่มนี้รักกันมากกว่าที่คิด


“เมื่อคืนคนชื่อวินเป็นคนติดต่อเรื่องห้องพักใช่ไหม”


“ผมก็ได้ยินแบบนั้น”


พี่น่าจะเอะใจตั้งแต่เมื่อคืน บางทีวินอาจเป็นลูกเจ้าของโรงแรม หรือลูกของหุ้นส่วน เพราะนอกจากจัดการติดต่อจนได้ห้องระดับ Deluxe 2 Bedroom ในเวลาสั้นๆ แล้ว ยังจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างรวดเร็วอีก ไม่สิพี่น่าจะนึกได้ตั้งแต่คนขับรู้ว่าเพื่อนตัวเองไม่ไหว แทนที่จะขับเข้าโรงแรมใกล้ที่สุด กลับพาเลยมาถึงโรงแรมที่เราเข้าพักเมื่อคืน”  


เวลาแบบนั้นพี่ก็ยังมีสมาธิสังเกต?”


“ไม่มีต่างหาก ถึงมานึกได้เช้าวันนี้ไง เมื่อคืนพี่สนใจแค่ลูกแมวจอมยั่วที่ร้องเรียกหาไม่หยุดเท่านั้น” คนพูดยิ้มอย่างมีความสุข “น่ารักจนพี่สติหลุดเลยล่ะ”


ภาพเมื่อคืนผุดเข้ามาในหัว ทีเองก็


ผมว่าผมพอเข้าใจ”


ถึงโรงแรม เราช่วยกันหิ้วของพะรุงพะรังจนถึงหน้าห้องพัก พี่ภูใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้อง เราวางของไว้ตรงโต๊ะกินข้าว ก่อนแวะเข้าห้องนอนเพื่อดูคนหลับ


ไม่อยู่ ผมนิ่วหน้า เดินไปมองหาในห้องน้ำก็ไม่มี หรือว่า


รีบกระชากประตูออก จังหวะเดียวกับอีกฝั่งเปิดประตูเช่นกัน


“ยำหาย ทีล่ะ”


ผมส่ายหน้าสื่อว่าไม่มี เราพร้อมใจกันมองพื้นที่นั่งเล่นที่อยู่ด้านในสุด รีบเดินไปมองหาก็ต้องผงะ เพราะที่โซฟามีสองร่างกำลังนอนกอดกันจนตัวกลม


“เฮ้ยยยย!”  


“รีบลากทีไปห้องโน้นเลย!


“พี่ก็เหมือนกัน ปล่อยเมียมานอนอยู่แถวนี้ได้ไง”


“ก่อนไปมันก็นอนอยู่ในห้องดีๆ แล้วทำไมยาถึงยังไม่หมดฤทธิ์อีกวะเนี่ย!!


ผมหิ้วปีกทีเดินถอยหลัง ลากมันเข้าห้องตัวเอง ส่วนพี่ภูกำลังดึงผ้านวมออก จากท่าทางคงคิดจะอุ้ม ไม่ก็แบกไป


“เฮ้ย! เปลือยเรอะ!


ผมรีบเบือนหน้าหนี พอมองคนของตัวเองที่สวมเสื้อคลุมอาบน้ำ ก็รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ใส่ให้กับมือก่อนออกไปซื้อเสบียง


“นี่มึงกำลังยั่วกูใช่ไหม?!


“ไม่เอาไม่เอาแล้วภู”


ผมรีบปิดประตูห้องนอนหนีเสียงจากภายนอก แต่ก่อนจะพาคนในอ้อมกอดไปทิ้งที่เตียงกลับสะดุดสายตาข้องใจที่มองมาซะก่อน


มันได้สติแล้ว?


ผมทดลองถามดู “มองมาเหมือนมีคำถาม”


“มี! เยอะด้วย!


หายแล้วใช่ไหม?


ผมลังเล ไม่แน่ใจว่ายังมีอาการของยาตกค้างหรือเปล่า เลยลองปล่อยให้มันยืนเอง ทีหมุนตัวมาประชันหน้าผมทันที ไม่มีท่าทีเข้ามาอ้อนเหมือนเมื่อคืน…น่าจะหายแล้ว


“คนที่อยู่กับกูเมื่อคืนคือใคร? ไอ้ยำเรอะ หรือว่ามึง”


ผมตอบอย่างสงบ “เป็นกู”


ทีทำหน้าตื่นตะลึง “จริงดิ!


“จริง”


“งะ งั้นกูกับมึงก็


ผมเพียงแค่ยืนมองนิ่ง แต่ในใจเต็มไปด้วยความกังวล ถึงบอกพี่ภูไปว่าทนได้ แต่ความจริงใครทนได้ก็บ้าแล้ว ผมทำได้แค่พยายามไม่ให้ตัวเองล่วงล้ำสำรวจภายใน ส่วนภายนอกไม่เหลือพื้นที่ให้ผมสำรวจแล้ว


“นี่กูเมาหนักขนาดนั้นเลยเรอะ!!


ผมมองคนท่าทางสติแตกก็ไม่เชิง มีสติก็ไม่ใช่ ไม่รู้จะยังคุยกันรู้เรื่องไหม แต่เพราะจำต้องบอกเลยพูดออกไป “มึงโดนวางยา”


“ยา? ยาอะไร?...ยาปลุก”


ผมใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นทียังมีสติมากพอประมวลผลเอง “ใช่”


“กูไปโดนยาตอนไหน?”


“หลังจากมึงเมา ถึงกูคอยมองมึงตลอดเวลาก็ใช่ว่าจะรู้ว่าแก้วไหนใส่ยา หรือถูกใส่ตอนไหน เท่าที่เพื่อนมึงไปสืบให้ เป็นพนักงานในร้านที่มาเติมน้ำแข็งให้โต๊ะมึง มันฉวยโอกาสชงเหล้า ก่อนใส่ยาลงในแก้วของมึงกับยำ แล้วก็เพื่อนพี่ภูอีกคน”


ยิ่งฟังคิ้วทีก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน “เพื่อนพี่ภูคนไหน?”


“พี่เพชร”


กูนึกว่าพี่เต้ซะอีก”


“พี่เพชรอาจไปคว้าแก้วพี่เต้มาดื่มก็ได้ หรือไม่พี่เพชรก็ตรงรสนิยมมากกว่า สรุปคือพวกมึงโดนยาตอนนั้น...พนักงานคนนั้นทำแบบนี้หลายครั้ง เพราะได้เงินค่าตอบแทนดี”


“แล้วหลังจากนั้น?” 


มองแววตาจริงจังของที ผมก็เล่าต่ออย่างไม่ปิดบัง “ตอนแรกพวกกูไม่รู้ว่าพวกมึงโดนวางยา เพราะเล่นเมาหนักจนทำเรื่องบ้าๆ ให้คนอื่นปวดหัวเลยไม่ทันได้สังเกต แต่เพราะพวกมึงเมาหนักเกินไปเลยคิดจะพากลับ แต่สามตัวนั้นดันมาเยือนโต๊ะมึงก่อน”


“สามตัวไหน? ไอ้คนที่เราเฝ้าระวัง?”


“นั่นแหละ วิธีการตรงตามที่เขียนบอกเป๊ะ มันมาทักทายเพื่อนมึงชื่อเด็นก่อน แล้วขอร่วมวงด้วย เพราะพวกมึงเมาหนักจากที่ตอนแรกนั่งติดกันดีๆ ก็แยกกันนั่ง พวกมันเลยแทรกนั่งกับพวกมึงอย่างเป็นธรรมชาติ”


เด็นหลอกพวกกูไปจริงๆ สินะ”


ผมมองคนทำหน้าเศร้า อยากดึงมากอดปลอบอยู่หรอก แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้แตะต้องตัวทีได้ในระดับไหน เลยเลือกพูดสั้นๆ


“ฟังให้จบก่อน”


“ก็พูดมาสิ”


“แต่กูเริ่มเมื่อยแล้ว มึงไม่เมื่อย?”


สายตาทีมองไปทางเตียงสลับกับผม “เอ่อ ถ้ามึงไม่ลำบากใจ ไปนั่งที่เตียงก็ได้”


หือ? ลำบากใจ? ใครกันแน่ที่ต้องลำบากใจ


ผมมองตามหลังคนปีนขึ้นเตียง รู้สึกสงสัย แต่เลือกปัดออกไปก่อน เดินไปรื้อของที่พึ่งซื้อมา หยิบกระป๋องเกลือแร่ออกมาเปิดฝา เสียบหลอดให้ แล้วเดินมาให้คนนั่งพิงหัวเตียง


“กินนี่ซะ มึงจะได้รู้สึกดีขึ้น”


ระหว่างทีดูดน้ำเกลือแร่ ผมก็นั่งลงข้างๆ เล่าต่อ 


“ตอนแรกพวกมันก็ทำเป็นชวนคุยไปเรื่อย แต่พอพวกมึงเผลอ มือก็เริ่มเลื้อย เดี๋ยวกอดคอบ้าง ยื่นหน้าไปใกล้ๆ บ้าง พวกมึงก็ยอมให้ทำ” คิดถึงช่วงเวลานั้นอารมณ์ยิ่งคุกรุ่น พึ่งเคยรู้สึกอยากฆ่าใครสักคนทิ้งเป็นครั้งแรก “แต่ก่อนกูกับพี่ภูจะลุกไปกระทืบไอ้พวกนั้น มึงกลับปีนขึ้นโซฟา ระหว่างคนอื่นกำลังงงๆ ว่ามึงจะทำอะไร มึงก็เตะก้านคอไอ้คนกอดมึงลงไปกองกับพื้นแล้ว ไม่พอยังกระโดดสอยไอ้คนกอดยำลงไปวัดพื้นตามคนแรก”


นึกถึงตรงนี้ผมก็ยกยิ้มมุมปาก จะว่าขำก็ใช่ แต่ตอนนั้นผมยืนช็อคเล็กๆ


“มึงกระชากยำมากอด ประกาศชัดว่าห้ามยุ่งกับคนของกู!


“ฮะ? กูเนี่ยนะพูดแบบนั้น!”


“เออ! พี่ภูรีบเดินกึ่งวิ่งหน้าทะมึงจะไปท้วงเมียคืนจากมึง ตอนนั้นกูก็นึกว่ามีเปิดศึกแน่ แต่มึงกลับเหวี่ยงยำไปให้พี่เขา พี่ภูเลยยืนประคองยำนิ่งอยู่ตรงนั้นแทน ส่วนมึงกระโดดลงจากโซฟา ใช้สองเท้ากระแทกท้องไอ้สองคนบนพื้นเต็มที่ เพื่อนพวกมันที่เหลือรอดปรี่จะไปช่วย กลับโดนมึงซัดลงพื้นอีกคน แล้วก็ เอ่อกูรับรู้แล้วว่ามึงเป็นสายโหดตามที่เพื่อนมึงว่า”


นึกภาพทีไล่กระทืบคนบนพื้นแล้ว ผมก็แอบเสียวน้องชายตัวเองเหมือนกัน


มึงนี่โชคดีนะพาร์ ถ้าไอ้ทีไม่มีใจให้มึงระดับหนึ่งล่ะก็ สภาพมึงคงไม่ต่างจากสามตัวนั้นหรอก


ฟังคำพูดของเพื่อนทีแล้วก็รู้สึกตัวเองโชคดีจริงๆ


“อย่าบอกนะว่ากูไปกระทืบหนอนน้อยของชาวบ้านอีกแล้ว!


“อยากรู้เหรอ?”


“เออ!


กูไม่รู้ว่าเป็นหนอนน้อยหรือเปล่า แต่ที่กูแน่ใจคือมึงทั้งกระทืบทั้งขยี้ไอ้นั่นน่ะจนพวกมันร้องโหยหวน” คนฟังหน้าซีดไปแล้ว ผมก็ได้แต่พูดปลอบ “ไม่เป็นไร มีคนชื่นชอบการกระทำของมึงเยอะแยะ”


“เห็นแบบนั้นแล้วใครจะชอบวะ!


“คนทั้งผับไง ตอนไอ้สามตัวนั้นสิ้นชื่อภายใต้ฝ่าเท้ามึง ท่ามกลางสักขีพยานมากมายแทนที่จะมีคนไปช่วยห้ามกลับไม่มีสักคน เอาแต่ยืนมองเฉย แววตาออกจะสะใจด้วยซ้ำ มาวงแตก เพราะในผับมีตำรวจนอกเครื่องแบบแฝงตัวเข้ามา กูเลยต้องรีบลากมึงเผ่นหนีออกมาก่อน มีพี่ภูที่ลากยำกับเพื่อนมึงอีกสองคนตามมาด้วย”


“แล้วคนที่เหลือ?”


“อยู่เคลียร์เรื่องในผับ กับยืมรถมึงไปส่งเพื่อนพี่ภู”


หน้าคนฟังซีดหนักกว่าเก่า “สภาพลูกรักของกูล่ะ”


กำลังโดนจับอาบน้ำยกใหญ่ที่ไหนสักแห่ง แต่เพื่อนมึงบอกว่าสถานที่อาบน้ำไว้ใจได้ ลูกรักของมึงจะหอมสะอาดไร้รอยขีดข่วนกลับมา”


สีหน้าทียังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมเลยพูดดึงความสนใจออกจากเจ้ารถสีน้ำเงิน


“ตำรวจที่แฝงตัวในนั้นเป็นพวกของเพื่อนมึง”


“อะไรนะ?”


“กูบอกว่าตำรวจในผับเป็นพวกเดียวกับเด็น” ผมมองคนข้างๆ ที่ทำหน้าสนใจประเด็นนี้อย่างพอใจ “และเรื่องมึงกระทืบคนก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะตำรวจกลุ่มนั้นรู้จักมึง ฟังขนาดนี้น่าจะเดาได้”


...เพื่อนของลุงนิก


“ใช่


...เด็นเป็นนกต่อให้ตำรวจ”


ผมพยักหน้า พูดเสริม “เห็นว่าโดนขอร้องหลังจากตำรวจหาตัวเด็นเจอ ดังนั้นต่อให้มึงมากับเมียพี่ภูแค่สองคนก็ปลอดภัยแน่นอน”


ผมขยี้หัวคนนั่งก้มหน้าข้างๆ ขยับตัวลงจากเตียง “กูซื้อข้าวต้มปลามาจะกินไหม? หรืออยากอาบน้ำก่อน?”


ทีรีบเงยหน้าขึ้นมา “กูอาบน้ำแล้ว แต่ไม่มีเสื้อผ้า!


“ก็พึ่งไปเอามาให้”


“ชุดเก่ากูล่ะ กระเป๋าตังค์กับมือถือด้วย”


ท่าทางจะออกตามหาจนทั่วแล้วมั้ง


“อยู่กับกูทั้งหมด ยกเว้นเสื้อผ้าที่กูยัดลงถุงขยะ ขนาดมัดอย่างดีกลิ่นยังออก กูเลยต้องฝากแม่บ้านประจำชั้นเอาไปทิ้งไกลๆ” 


ผมว่า ก่อนออกไปหยิบข้าวของข้างนอกแล้วกลับเข้ามา โยนถุงเสื้อผ้าไปให้คนบนเตียง ทีเปิดถุงดึงเสื้อผ้าออกมา


“เฮ้ย นี่มันชุดที่กูใส่ไปผับนี่ ไหงมึงบอกว่าทิ้งไปแล้ว”


“กูทิ้งชุดที่มึงใส่ตอนอยู่ในผับต่างหาก”


“ไอ้ชุดนั่นกูยืมเขามานะ!!


“กูรู้ เพื่อนมึงจ่ายเงินซื้อให้แล้ว เพราะงั้นโยนทิ้งได้อย่างสบายใจ”


มึงไม่มีความคิดจะเก็บไปซัก?”


“ไม่มี!” ผมส่งยิ้มให้ที แต่คนได้รับยิ้มกลับทำหน้าหดเหลือสองนิ้ว “เพราะถ้ายังอยู่ กูคงรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นมัน


ทีเงียบไปเลย ผมเลยเล่าต่อ


“พอขึ้นรถสักพัก ถึงได้รู้ว่าพวกมึงโดนยามา ตอนแรกนึกว่ายำโดนคนเดียว เพราะมึงไม่แสดงอาการนอกจากดูเงียบผิดปกติ แต่จู่ๆ ดันน้ำตาร่วงจนกูตกใจ


“กูเนี่ยนะร้องไห้?


“อือ พอกูถามก็เอาแต่ส่ายหัว กว่าจะง้างปากบอกได้ว่าเป็นอะไร กูเสียน้ำลายกล่อมจนคอแห้ง แล้วก็ทำให้กูรู้ว่ามึงบริสุทธิ์ผุดผ่องมาก ขนาดxยังทำไม่เป็น


“เฮ้ย! ไม่ใช่แล้ว!


“กูรู้ เพราะเพื่อนมึงก็บอกว่ามึงxเป็นตั้งแต่มัธยม แต่...เหมือนมึงตอนนั้นย้อนกลับไปเป็นเด็ก ทำเอาพวกกูรับมือไม่ค่อยถูก เพื่อนมึงก็ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นมึงอยู่ในช่วงอายุไหน แต่ก็เดาๆ เอาว่าน่าจะช่วงประมาณเจ็ดแปดขวบ” ผมเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนบอกข้อสัญนิฐาน “น่าจะเป็นช่วงหลังมึงโดนทำร้ายมา


ทีนั่งเงียบเหมือนกำลังสับสน


“มึงเคยพูดใช้ไหมว่าถ้าสติหลุดจะจำอะไรไม่ได้ กูขอเดาว่าช่วงเวลานั้นจิตใต้สำนึกของมึงคงเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่าง ตอนแรกกูนึกว่าเป็นด้านมืดของมึง แต่ความจริง เอ่อ...” ผมหลบสายตา “เป็นตัวตนใสซื่อ ตรงไปตรงมามาก ขนาดเพื่อนมึงยังบอกว่านี่แหละมึงตอนเด็กชัดๆ


“...น่ารักไหม?


“มาก...” ผมรีบหุบปากแทบไม่ทัน เผลอหลุดไปแค่นิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอกมั้ง  


“...เด็กงั้นเหรอ”   


ผมปล่อยทีจมกับภวังค์ความคิด เดินผละมา กะจะแกะข้าวต้มปลาใส่ชามโฟม แต่โดนคนบนเตียงร้องเรียกก่อน


“พาร์”


หันไปเจอทีมองมาด้วยแววตาจริงจังมาก 


“เรื่องเมื่อคืนกูจะรับผิดชอบมึงเอง!


ฮะ? 


“รับผิดชอบกู?” ผมถามมึนๆ


“เออ! รับผิดชอบแน่ๆ ไม่เบี้ยวแน่นอน!


“เดี๋ยวๆ” ผมควรเป็นคนพูดประโยคพวกนี้ไม่ใช่เหรอ? “มึงเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?”


“เข้าใจผิด? เข้าใจผิดบ้าอะไร ทั้งรอยแดงบนตัวกู ที่กูเจ็บไอ้หนู หลักฐานชัดขนาดนี้จะเป็นอื่นได้ไง!!


คนฟังอย่างผมชักเริ่มเขิน ภาพเมื่อคืนเริ่มผุดในหัวเป็นฉากๆ และสิ่งที่ตามมาคือนกเขาของผมเริ่มคึกคัก


ใจเย็น ใจเย็นไว้ลูกพ่อ


“กูขอโทษที่ทำมึงเจ็บ” ผมบอกจากใจจริง


“มึงขอโทษทำไม? กูต่างหากที่ต้องขอโทษ เพราะน่าจะทำมึงเจ็บกว่า”


หือ? ชักทะแม่งๆ


“ทำไมกูต้องเจ็บ?”


“ก็กู” แก้มคนพูดเริ่มขึ้นสี หลบสายตากันอีกต่างหาก


น่ารักชะมัด!


“เอ่อ กูจับมึงทำเมียไปแล้วนี่!


อารมณ์ปั่นป่วนด้วยความต้องการของผม โดนประโยคเดียวกระแทกจนแตกกระจาย


“มึงพูดว่าอะไรนะ!


“กูบอกว่ามึงตกเป็นของกูไม่ใช่เหรอ?”


ยังดีที่มันเดาอารมณ์จากสีหน้าผมออก!


“เออ!


“แต่กูเจ็บแค่ส่วนหน้า”


“ก็เพราะกูพยายามไม่ยุ่งกับส่วนหลังของมึง!


“งั้นที่กูเจ็บส่วนหน้า


“มึงจำเป็นต้องปลดปล่อย แต่ทำเองแล้วไม่ถึงหรืออะไรก็ไม่รู้ ถึงได้มายืนร้องไห้บอกให้กูช่วยอยู่ข้างเตียง ทั้งที่กูกะจะให้มึงแช่น้ำไปปลดปล่อยตัวเองไป ฤทธิ์ยาจะได้หมดเร็วๆ”


เห็นหน้าคนฟังแดงก่ำ ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองพูดมากไป


“งะ งั้นมึงก็


ผมทำหน้าลำบากใจ แต่เห็นทีกำลังรอฟัง จึงยอมเปิดปากพูด “...กูเป็นคนช่วยมึง”


เรื่องวิธีการขอไม่กล่าวถึง ไม่งั้นคนที่ทำหน้าช็อคคงได้ช็อคกว่านี้แน่ พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนผมก็รีบพูดขอตัวไปห้องน้ำรัวเร็ว เข้ามาได้ก็กระแทกประตูปิดลงกลอนอย่างเร็ว ให้ตายเหอะ แค่นึกถึงเสียงครางของมัน ดวงตาที่ชุ่มช้ำด้วยหยาดน้ำตาแห่งความทรมานและปรารถนา น้ำเสียงที่ร้องบอกความต้องการ ลูกชายผมก็ปวดไปหมด ใช้แม่นางทั้งห้าไม่นานก็ระเบิดออกมา


“แฮ่กๆ”


รู้สึกคิดผิดมากๆ ที่ดันไปรับปากว่าจะไม่แตะต้องทีจนกว่าจะอายุยี่สิบ


ตั้งสองปี


ผมก้มมองแม่นางทั้งห้าที่เปื้อนน้ำของตัวเอง ได้แต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง


ขอไปต่อรองใหม่ยังทันไหมนะ



 

ช่วงบ่ายทีกับยำบอกมีนัด หลังซักถามถึงรู้ว่านัดเด็นไว้ 


เมื่อไปถึงร้านอาหาร ผมเลือกแยกตัวออกมานั่งอีกโต๊ะ จากตรงนี้มองเห็นชัด แต่ไกลเกินกว่าได้ยิน เหมือนทีจะได้คุยก่อน พักใหญ่ๆ ถึงเดินกลับมาหาผม ดูจากสีหน้าเหมือนจะเคลียร์กันเรียบร้อยดี


“กูกับมันคงไม่ได้เจอกันอีก”


จากกันด้วยดีก็ดีแล้ว”


ทียิ้ม “ใช่ ดีที่สุดแล้ว


เพี๊ยะ!


เสียงดังมากจนพวกผมสะดุ้ง หันไปมองก็เห็นหน้าพี่ภูกำลังหัน และทันเห็นฉากพี่ภูโดนตบหน้าครั้งที่สอง


“นี่สำหรับที่มึงทำกับกู! หลังจากนี้เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก และหวังว่ามึงจะดูแลของที่เคยเป็นของกูให้ดีอย่างที่รับปากก็แล้วกัน”


คนตบหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งยำหันมองคนเดินจากกับคนโดนตบด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก


“คนกลางลำบากใจเสมอ”


ผมเห็นด้วยกับคำพูดที “ไม่ไปดูเพื่อนมึงล่ะ”


“ไม่ล่ะ มันไม่เกี่ยวกับกู คนที่ต้องเลือกคือยำต่างหาก และการที่มันยังนั่งเงียบอยู่ข้างพี่ภูคือทางเลือกของมันแล้ว”


“ยำชอบพี่ภู?”


“น่าจะ แต่ดันปากแข็งบอกว่าไม่”


เหมือนมึง”


“อะไรนะ?”


ผมพ่นลมหายใจ ไม่คิดบอกคนนั่งตรงข้ามว่ามันก็ปากแข็งพอกัน ไม่รู้โตมาเป็นแบบนี้ได้ไง ทั้งที่สมัยเด็กออกจะตรงไปตรงมา ใจคิดยังไงปากก็ว่าตามนั้น


ที” ผมเรียกเมื่อนึกบางอย่างออก


“หือ?”


“เมื่อคืนกูเห็นมึงร้องไห้ก็เลยนึกเรื่องเกี่ยวกับมึงได้”


คนฟังทำหน้าสนใจ “เรื่องอะไรล่ะ?”


“ครั้งแรกที่เจอมึง”


“เจอ? แบบที่เห็นหน้า?”


“อือ” ผมพยักหน้า ใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่เห็นเมื่อคืนไม่ได้ต่างอะไรกับตอนที่ได้เห็นครั้งแรก “สวนสัตว์ กูเจอมึงครั้งแรกที่นั่น”


ทีทำหน้าประหลาดใจ “สวนสัตว์เนี่ยนะ? กี่ขวบวะนั่น?”


“สามคิดว่านะ” ผมพยายามดึงความทรงจำออกมาให้มากที่สุด “บ้านกูไม่ค่อยได้พาไปเที่ยวหรอก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลไม่นาน”


“อ้อ ตอนนั้นกู...พึ่งกลับมาอยู่ไทย”


เหมือนทีกำลังนึกอะไรสักอย่างอยู่ ท่าทางไม่ค่อยดี เลยดึงมันกลับมาด้วยเรื่องของผม

 

“ตอนนั้นกูกำลังหลงทาง พ่อแม่ไม่รู้หายไปไหน กำลังจะร้องไห้อยู่แล้ว แต่ดันตาดีไปเห็นใครบางคนนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ ได้ยินแค่เสียงสะอื้น ความรู้สึกเหมือนเจอพวกเดียวกันทำให้กูเดินไปหา แล้วนั่งลงข้างๆ


“เดี๋ยวนะ” ผมเงียบมองคนพูดขัด ทีทำหน้าครุ่นคิด “มึงเคยพูดประมาณว่า อย่าร้องเลยนะ เราจะร้องตาม หรือเปล่า”


ผมทำหน้าประหลาดใจ “ใช่มั้ง กูจำไม่ค่อยได้”


“พูดอะไรอีก!


ผมสะดุ้งกับเสียงดุดัน “มึงจะจริงจังทำไม?”


“เหอะน่า รีบนึกมาเดี๋ยวนี้ว่าตอนนั้นพูดอะไรไปบ้าง!


ผมนิ่วหน้าพยายามนึกให้ แต่เด็กขนาดนั้นแค่จำได้ว่าเคยเจอกันก็สุดๆ แล้ว คิดจนหัวแทบแตกก็ได้มาอย่างเดียว


“เหมือนมึงกำลังทุกข์ใจกับอะไรสักอย่าง กูเลยพูดปลอบหรือเปล่า”


ใช่”


แววตาที่ทีมองมาต่างจากทุกที เปล่งประกายอย่างน่าประหลาด แล้วยังรอยยิ้มปริศนาอ่านไม่ออกนั่นอีก แต่มันทำหัวใจผมเต้นแรงเป็นบ้า


“นึกว่าแค่คล้าย ไม่คิดว่าจะเป็นคนเดียวกัน”


เสียงพึมพำเมื่อครู่ทำผมหูผึ่ง ได้ยินน่ะใช่ แต่จับใจความไม่ถนัด 


“อะไรนะ?!


“ฮะ!” ทีสะดุ้ง “ไม่มี๊!!


เสียงสูงไปแล้ว พิรุธชัดเจนขนาดนี้ใครจะปล่อยผ่าน “มึงลองพูดอีกที”


“มันไม่มี!


ผมจ้องมันนิ่ง มันรีบทำหน้าขึงขังจ้องตอบ “ไม่มีจริงๆ” แต่สักพักก็เบนตาหลบ แล้วยังอมยิ้มใส่อากาศ มันก็น่ารักอยู่หรอก แต่ผมรู้สึกขัดใจยังไงพิกล หลังกอดอกจ้องคนที่ทำเป็นมองนู้นมองนี่สักพักก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้


“ดีที่ตอนเจอกันครั้งแรก มึงไม่ได้แต่งหญิง”


ทีหันขวับ แยกเขี้ยวใส่ผม “แต่มึงดันเข้าใจผิดคิดว่ากูเป็นเด็กผู้หญิง!


ท่าทางจะจำฝังใจมาก


“กูในตอนนั้นสำคัญกับมึงใช่ใหม่ ถึงได้จำเรื่องรายละเอียดเรื่องตอนนั้นได้เยอะขนาดนี้”


คนฟังชะงักอย่างเห็นได้ชัด เห็นอาการพร้อมบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นของมันต้องรีบพูดขัด 


“ตอบกูมาตรงๆ”


“มึงมัน!” ทีเม้มปากอยู่พักหนึ่ง ก่อนมองผมโกรธๆ “เออ! จุดเปลี่ยนชีวิตกูเลย ไม่งั้นจะจำได้ยังไง!


ผมไม่ชอบโดนคนสำคัญโกรธใส่เท่าไหร่ เลยยอมแง้มบางเรื่องให้รู้เป็นการแลกเปลี่ยน


“กูชอบรอยยิ้มของมึงที่เห็นในรูปถ่ายครั้งแรกมากนะ”


คิดถึงความรู้สึกตอนนั้นก็ยิ้มออกมา


“ยิ้มอะไรของมึง!


ผมหัวเราะ มองคนออกอาการเขิน แต่พยายามข่มไว้ไม่ให้ผมรู้ ท่ามากเป็นที่สุดจนอยากส่ายหัว


เอาเถอะ รุกมากไปเดี๋ยวหนีอีก


เพื่อนทีส่งเสียงเรียกเหมือนพร้อมจะไปแล้ว ผมกับทีเลยลุกขึ้นยืน ระหว่างเดินไปลานจอดรถก็เหลือบมองแผ่นหลังคนกำลังคุยกับเพื่อน แล้วหวนนึกถึงตอนตัวเองสมัยเด็กกำลังจ้องคนในรูปถ่ายตาไม่กระพริบ


เพราะเป็นคนที่เคยเจอมาก่อน และเพราะตอนนั้นอีกฝ่ายร้องไห้หนักมาก ดูมีความทุกข์สาหัส แต่ผมช่วยอะไรไม่ได้ 


อย่าร้องเลยนะ เราจะร้องตามงั้นเหรอ


ผมชักเริ่มเข้าใจเรื่องในอดีตมากขึ้น เพราะแบบนี้เอง ตอนเห็นรอยยิ้มแรกจากรูปถ่ายใบนั่นถึงได้ดีใจมาก...เป็นความสุขที่บอกไม่ถูกจนเผลอยิ้มตาม และทุกครั้งที่มองไปก็รู้สึกดีเสมอ


นี่อาจเป็นสาเหตุที่กูชอบรูปถ่ายมึงก็ได้มั้ง”


ถ้อยคำของผมมีเพียงแค่สายลมกับแสงแดดจ้ายามบ่ายเท่านั้นที่รับรู้ 


แต่สักวันจะบอก อยากจะบอก และหวังว่ามันจะบอกผมเหมือนกัน



 

[ฮะ! ไปแล้ว!!]


ใช่ มันฝากมาบอกมึงว่า ขอโทษด้วย


[มึงไปเจอมันมาเรอะ!]


ตอนบ่ายมันนัดเจอ


[แล้วทำไมไม่บอกกู!]


ผมหันมองมือถือที่เปิดลำโพงวางอยู่บนโต๊ะ มีเจ้าของโทรศัพท์กำลังเอนตัวถอยห่าง ปล่อยปลายสายส่งเสียงมาไม่หยุด


[แล้วที่กูลงทุนขโมยบัตรประชนชนพี่ชาย ปลอมเป็นชายเสริมนมล่ะมึง!! กูทำไปเพื่ออะไร?!]


เพื่อไปเจอวินไง


[อ้อ จริงด้วย เฮ้ย! ไม่ใช่ มึงนะมึงไอ้ที รู้จักวินอยู่แล้วก็ไม่บอก แล้วไม่ใช่แค่นั้นมีทั้งเดือนสถาปัตย์ เดือนแพทย์อีก มึงทำแบบนี้กับกูได้ไง!]


ก็มึงไม่ถาม


[แล้วทำไมมึงไม่บอก!]


มึงไม่ถามกูจะบอกทำไมล่ะ


[ไอ้ที!]


คนกวนประสาทเพื่อนได้หัวเราะคิกคักใหญ่ เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวเป็นบ้า เมื่อทนไม่ไหวผมเลยเดินไปหอมแก้มมันฟอดหนึ่งให้ชื่นใจ ก่อนขโมยน้ำผลไม้ในแก้วมันมาดื่ม


เฮ้ย! นั่นของกู!


กูขอมึงไปแล้วไง


ไอ้ที่ทำเมื่อกี้อ่ะนะ


อือ


มึงมัน!เวลาพูดอะไรไม่ออกชอบพูดสองคำนี้ทุกที อึ๋ย! เอาไปเติมให้กูด้วย!


[มึงอย่าพึ่งสวีทให้กูอิจฉา!]


กูไม่ได้สวีท!


[อย่าเถียงค่ะคุณเพื่อน ฟังกูบ่นเดี๋ยวนี้ เพื่อนมึงทั้งแก๊ง คิดว่ากูเป็นผู้ชายตามบัตรประชาชนพี่กูหมดแล้ว กูล่ะเครียด!]


มึงทำตัวเอง


[เออ! กูทำตัวเอง และมึงต้องไปแก้ข่าวให้กู!!]


ทำไมกูต้องทำ?”


[เพื่อความรักของเพื่อนมึงไง]


ฮ่าๆๆ ไม่เอา


[นะๆ ไปแก้ข่าวให้กูเถอะ]


ไม่มีทาง แบบนี้ก็สนุกดีออก


[ไอ้ที!! กูไม่ได้สนุกด้วย!!]


ผมถือแก้วเข้าครัวอย่างว่าง่าย ปล่อยทีเถียงกับเพื่อนชื่อลูกหว้าไป ระหว่างเปิดตู้เย็นหยิบน้ำผลไม้ เห็นแอปเปิ้ลสีแดงก็เผลอนึกถึงรอยแดงๆ บนตัวใครบางคน กว่าจะจางหายน่าจะอีกหลายวัน แต่ผู้ปกครองจะกลับมาคืนนี้แล้ว


อยู่ใต้ร่มผ้า ไม่เป็นไรหรอกมั้ง


------------------------------------------------------

Talk: 06/05/2016

สวัสดีค่ะทุกคน มารายงานตัวค่ะ ต้องขอโทษที่หายไปโดยไม่มาแจ้งข่าวนะ 

ขอสารภาพผิดเลยว่าไปสัมผัสชายหาดกับน้ำทะเลมาค่ะ 

เพื่อเป็นการขอโทษ เราเลยเอาพาร์มาเซ่น หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ

บทนี้พอพาร์ออกโรงเองปุ๊บ ทุกอย่างก็รวบรัดดีจริงๆ บทหน้าจะเข้าสู่ช่วงท่องเที่ยวของหนุ่มๆ กันแล้วค่ะ ดูสิ จะไปเที่ยวไหนกัน 

ไว้เจอกันใหม่น้า ^__^ 

------------------------------------------------------ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2806 KiHaE*129 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 23:40

    ต่อจากนี้ก็ขอให้เด็นเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีและมีความสุขนะ

    สองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกันตั้งแต่เด็กเลยจริงๆ

    #2,806
    0
  2. #2724 ThkTheks (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 22:09
    แอออออ เขิงงงงงงงงง ว่าแต่จะรอดสายตาทากะซังได้เร้ออออ รายนั้นเค้าหวงเค้าเนี้ยบละเกิน
    #2,724
    0
  3. #2670 bwp_k (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 11:59
    อ้ายยยยย อยากอ่านตอนที่ทีไม่รูสึกตัวจางงงง อยากรู้ว่าอ้อนแค่ไหน
    #2,670
    0
  4. #2579 FairyP718 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 21:02
    ใต้ร่มผ้าคิดว่าจะรอดสายตาทากะซังไปได้เหรอ
    #2,579
    0
  5. #2200 shshshx (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 05:21
    ผู้ปกครองรู้ตายแน่
    #2,200
    0
  6. #1989 baekbow (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 21:44
    จะไม่เป็นจริงๆหรอ ไม่ใช่นึกคึกชวนแช่น้ำขึ้นมาล่ะยุ่งเลย
    #1,989
    0
  7. #1840 milkc (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 11:07
    รู้สึกเหมือนใกล้ขึ้นมาอีกแล้ว

    ฮิ , ทีปากแข็งใช่ย่อยเลย

    เราชอบพี่ภูกับยำมากเลยอ่ะะ

    คนอะไร ซึ๊นซึน แต่น่ารักชะมัดดดดดดด



    #1,840
    0
  8. #1476 Dark Diamond (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 09:19
    อยากให้ไรท์เขียนหน่อยว่าพาร์เล่าอ่า แล้วก็บอกในช่วงบทสนทนาด้วยว่าตรงนี้ใครพูด เพราะมีช่วงนึงที่พูดเยอะ ๆ แล้วไม่บอกว่าใคร เรางงอ่ะ ช่วงต้น ๆ ตอนที่ไม่รู้ว่าพาร์เล่า เราก็งงแบบเราอ่านข้ามตอนหรือเปล่า แต่พอไปตอนก่อนหน้า ก็ไม่ได้ข้ามนี่หว่า สรุปคือ บอกว่าใครเป็นคนเล่าก็ดีเหมือนกันนะ

    ปล.คำผิดนะคะ : ปราถนา->ปรารถนา
    #1,476
    0
  9. #1466 ลีลีข้าวสาร- (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 22:28
    ร้ายนะพาร์ ตอนนี้ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนาแล้วอ่าาา ปรบมือค่ะ:)
    #1,466
    0
  10. #1458 APRIL (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 19:30
    ฮะๆ เอาใจช่วยพาร์มากค่ะ ณ จุดๆนี้
    #1,458
    0
  11. #1457 ขอบคุณ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 09:50
    พาร์น่ารักนะ ทีรีบๆรับรักเร็วๆนะ
    #1,457
    0
  12. #1456 Fon Chanoknunt (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2559 / 02:28
    เย้ เย้ เย้!!!!!!!!!!!!!!! น่าฮัก ขนาดนี้ จะหนีรอดได้จะได เอิ่มเจอฉากแช่ออนเซน นี่พาร์อาจไม่รอดก้เปนได้ #พาร์ที #ทีมเมีย
    #1,456
    0
  13. #1455 Som O Usanee (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 20:20
    เคลียร์กันสักที แต่น้องทีกับน้องพาร์ตอนเด็กน้องทีจำอะไรได้นับแต่ไม่ยอมบอก เราอยากรู้ อิอิ
    #1,455
    0
  14. #1454 Whatever it is (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 20:07
    แต่พาร์หื่นมาก 555
    #1,454
    0
  15. #1453 Whatever it is (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 20:06
    เคลียร์เรื่องเด็ได้แล้ว
    #1,453
    0
  16. #1452 Thedrm. (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 19:59
    อือหือ...นึกสภาพตอนผู้ปกครองของทีเห็นรอย
    แล้วพาร์แย่แน่...
    #1,452
    0
  17. #1451 กองฟางข้าวk-f-k (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 19:10
    รอยนี้ทีได้แต่ใดมา ท่านพ่อเห็นบ้านแตกพาร์น่วมแน่ๆ
    #1,451
    0
  18. #1450 nonichan (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 18:06
    อยากอ่านฉากโคมไฟ แบบอยากเห็นความพยายามระงับตัวเองของพาร์
    #1,450
    0
  19. #1449 pupypop (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 17:17
    ทีสายโหดจริงๆ 555555
    #1,449
    0
  20. #1448 PIFAM (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 17:13
    พาร์เป็นสุภาพบุรุษมากอ่ะ อยากได้พาร์ใส่ถุงกลับบ้านจริงจัง55555
    #1,448
    0
  21. #1447 prang-plft (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 17:12
    น่ารักกก ทีคนเดิมเพิ่มเติมคือความน่ารักอัพเกรด รอๆๆ สู้ๆนะค้าาา
    #1,447
    0
  22. #1446 K\'z Y. Mugiw (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 16:11
    แหม...รักแรกพบแต่เด็ก ><
    #1,446
    0
  23. #1445 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 14:45
    โอ๊ยยย ถึงทีจะโหด แต่เราก็ฟินกับพาร์ทีมากมาย คู่นี้มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
    #1,445
    0
  24. #1444 Kanokwan Praekeo (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 14:42
    กลัวใจพาร์ นึกว่าทีจะเสร็จแล้ววววว แต่ดูจากอาการโจทย์แล้วคิวว่าพาร์คงเสียวๆอยู่
    #1,444
    0
  25. #1443 p_cosicosi (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 14:38
    ทีสุดยอดดดด555555สมกับที่เป็นทีมากกกก
    #1,443
    0