[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 42 : บทที่ 34

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,670
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    16 ก.ย. 59



“จะเปิดสอนเมื่อไหร่?”


ผมชะงักช้อนในมือ หันมองผู้ปกครองทั้งสองที่กำลังเปิดประเด็นบนโต๊ะอาหาร 


“ใกล้แล้วล่ะ ปิดนานกว่านี้คงไม่ไหว”


“สงสารลูกศิษย์ตัวเอง?”


“ก็ถ้าขาดรายได้ตรงนี้ไปคงแย่”


“ไม่ก็หนีหายไปทำงานที่อื่นแทน” ลุงนิกพูดแหย่


ทากะซังถอนหายใจ “หาคนมาเป็นครูสอนไม่ใช่เรื่องง่ายนะนิก ยิ่งคนที่ไว้ใจได้หายากยิ่งกว่าอีก”


ผมกับพาร์ฟังเงียบๆ ไม่มีขัด ผู้ปกครองทั้งสองของผมกำลังพูดถึงเรื่องโรงเรียนของทากะซัง เท่าที่จับใจความได้คือ ก่อนหน้านี้มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บระหว่างเรียน แต่ไม่มากครับ (ทางครอบครัวเด็กไม่ได้ต่อว่าด้วยซ้ำ) ถึงอย่างนั้นทากะซังก็สั่งปิดชั่วคราว แล้วรีบเดินทางมาตรวจสอบหาสาเหตุด้วยตัวเองอยู่ดี หลังตรวจสอบเสร็จก็สั่งปรับปรุงสถานที่ใหม่ทันที ให้เหตุผลง่ายๆ ว่าของบางอย่างเก่าแล้วถึงเวลาเปลี่ยนใหม่ 


นี่เป็นเหตุผลที่ทากะซังกลับไทยกะทันหัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่บ้านแฝดฝั่งขวาส่งเสียงดังตั้งแต่เช้ายันเย็นทุกวัน ดีที่ห้องนอนผมเก็บเสียงจากภายนอก ต่อให้ดังกว่านี้เด็กเตรียมสอบอย่างผมกับพาร์ก็ไม่มีปัญหา เสียก็แต่พื้นที่ในการอ่านหนังสือถูกจำกัดไว้แค่ในห้อง บางครั้งพวกผมก็ขนหนังสือกับชีทหนีไปหาสถานที่นอกบ้านอ่านหนังสือเป็นครั้งคราว 


แต่ศัตรูของเด็กเตรียมสอบจริงๆ กลับเป็นคนว่างงานอย่างลุงนิกต่างหาก!


นึกถึงตรงนี้ผมก็แอบถอนหายใจเฮือกหนึ่ง


ทุกปีช่วงเวลานี้ลุงนิกจะได้ลาพักร้อนยาวสามอาทิตย์ แลกกับทั้งปีจะไม่มีวันหยุดให้ แถมยังเป็นช่วงที่ทากะซังต้องไปญี่ปุ่นด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าลุงไปทำข้อตกลงอะไรมา แต่พอเดาได้ว่าไม่ปู่ก็ย่าสร้างเงื่อนไขทางเลือกให้ลุงนิกว่าจะมาไทยหาผม หรือไปญี่ปุ่นหาทากะซัง 


สรุปคือตั้งแต่นั้นมา ลุงนิกไม่ได้กลับมาเหยียบไทยอีกเลย 


อย่าคิดว่าลุงนิกละเลยผมนะครับ พอดีตอนนั้นผมโตพอระดับหนึ่งแล้ว แถมอยู่ทางนี้ก็มีพ่อแม่คอยดูแล ถึงจะคิดถึงก็ฝืนบอกลุงว่าไม่ต้องมาหา ขอแค่ถ้าไปญี่ปุ่นก็ซื้อของมาฝากกันด้วย เลยกลายเป็นว่าผมได้รับพัสดุจากญี่ปุ่นทุกปี แต่ปีนี้คงอด เพราะลุงเล่นลักไก่มาเจอผมกับทากะซังที่ไทยแทน เชื่อเถอะ คนทางนู้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทากะซังกลับไทย


ผมเคี้ยวข้าว พลางเหลือบมองผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์แวบหนึ่ง แล้วหันมองพาร์ที่นั่งกินข้าวอยู่ข้างๆ 


คนซวยที่สุดก็น่าจะเป็นพาร์นี่แหละครับ 


เอ่อ จะเล่ายังไงดี…ก่อนอื่นก็เรื่องของเวลา นานแล้วที่พวกผมสามคนไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา โอกาสนี้หายากแสนยาก แต่กลับมีตัวแถมโผล่มาหนึ่ง ไม่แปลกที่ลุงหงุดหงิด เรื่องที่สองมันดันไปกระตุ้นต่อมหวงลูกของลุงนิกด้วยการพูดจาให้ผู้ใหญ่รู้ว่าคิดกับผมเกินเพื่อน และเรื่องสุดท้าย ผมพึ่งจับสังเกตได้ว่าลุงแกหวงเมียครับ เลยไม่พอใจที่ทากะซังให้ความเอ็นดูพาร์เป็นพิเศษ 


ทั้งหมดนี่ (ผมไม่ขอพูดถึงเรื่องอดีตนะ แต่คิดว่ามันน่าจะมีส่วนไม่มากก็น้อยเช่นกัน) ทำให้พาร์โดนลุงนิกเหม็นขี้หน้าไปเรียบร้อย และผลสืบเนื่องต่อมาคือการโดนคนอารมณ์เสียก่อกวนบ่อยๆ จนผมที่ต้องใช้สถานที่อ่านหนังสือเหมือนมันพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย


เมื่อผมหมดความอดทนก็เผลอต่อสายตรงถึงแดนไกล ฟ้องตัวช่วยหนึ่งเดียวที่ปราบลุงนิกได้แน่ๆ โดยมีทากะซังให้การสนับสนุนลับๆ (คนนี้ก็โดนลุงนิกป่วนช่วงกำลังยุ่งๆ เหมือนกัน)


[…โดนเจ้านิกกวนตอนอ่านหนังสือสอบ? แปลกดี ทุกทีไม่เห็นทำ]


“ก็ทำไปแล้ว ทีถึงโทรมาฟ้องปู่นี่ไง”


[มันต้องมีเหตุผลสิ ไม่บอก ปู่ก็ไม่ช่วย]


ผมสบตาทากะซัง รู้อยู่แก่ใจว่าห้ามหลุดเรื่องทากะซังอยู่ไทยออกไปเด็ดขาด ครุ่นคิดเร็วจี๋ก่อนกลั้นใจยอมเฉือนเนื้อตัวเองออก


“เพราะทีพาเพื่อนมาค้างที่นี่ล่ะมั้ง” บอกเสียงแผ่ว


[เพื่อน?]


“อือ เป็นลูกเพื่อนพ่อแม่ ทางบ้านเขามีปัญหานิดหน่อยเลยต้องมาพักบ้านพ่อชั่วคราว ทีกับเขาอยู่มหาลัยเดียวกันช่วงนี้เลยไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ”


[พาเพื่อนคนนั้นไปบ้านโฮทากะ?]


ครับ”


[ปู่ว่าไม่ใช่แค่เพื่อนล่ะมั้ง เพราะต่อให้เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก ทียังไม่ยอมพาไปที่นั้นเลย]


“กะ ก็ตอนแรกทีกะพาเขาไปรวมกลุ่มกับพวกเพื่อนๆ ที่บ้านย่านี่! แต่เจอปู่กับลุงซ้อนแผนเข้า เลยต้องพาเขามาบ้านทากะซังก่อน”


[อ้าว กลายเป็นปู่ผิด] น้ำเสียงปลายสายฟังดูขบขัน [ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าไม่ใช่คนที่เราไว้ใจได้ หรือมีความสำคัญด้วย ไม่มีทางที่เราจะพาไปที่นั้นหรอก ถ้าปู่พูดผิดก็แย้งมาสิ]


ใครจะแย้งออก!


อาการน้ำท่วมปากเป็นไงผมพึ่งรู้ซึ้งก็ตอนนี้


[หึๆๆ] แว่วเสียงหัวเราะรู้ทันจากคนปลายสาย ทำเอาผมยิ่งยืนเงียบกริบ [แล้วเด็กคนที่ว่า ผู้หญิงหรือผู้ชาย? ชื่ออะไร? มีรูปไหม? ส่งมาให้ปู่ดูหน่อย]


“ปู่จะดูไปทำไม!


[ก็แค่อยากรู้จักคนของหลาน]


ผมยกมือกุมขมับ ขนาดแกล้งโวยวายก็ยังไม่หลงกล เอาวะ ปิดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว สู้บอกตรงๆ น่าจะยังได้ประโยชน์กว่า


“ตอนเด็กๆ มีคนทำขนมมาให้ทีบ่อยๆ ปู่ยังจำได้ไหม?”


[จำได้สิ คุกกี้ใช่ไหมล่ะ]


แล้วยังจำชื่อเล่นเด็กคนนั้นได้หรือเปล่า?”


ปลายสายเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยออกมาเหมือนไม่แน่ใจ [พาร์รึเปล่านะ]


“คนนั้นแหละ”


[หือ?]


“คนที่ทีพามาค้างที่นี่ด้วยคือเด็กคนนั้นแหละ”


ทางปู่เงียบไปเลย ผมกำชายเสื้อแน่นรอลุ้นผลตอบรับ แต่สิ่งที่ได้คือเสียงถอนหายใจยาวเหยียด


[เฮ้อภรรยาปู่ได้อกแตกตายแน่ๆ]


“นั่นแค่เพื่อนที!


[เพื่อนตอนนี้ แต่อนาคตไม่แน่ใช่ไหมล่ะ]


“คุณปู่!


[มิน่าล่ะเจ้านิกถึงได้ออกอาการหวงลูก เอาเถอะๆ ถ้าเป็นเด็กคนนั้นปู่ยอมก็ได้ แต่ไม่เอาแบบเจ้านิกนะเจ้าที ถ้าจะมีแฟนเป็นผู้ชายแน่ๆ ก็ช่วยโทรมาเกริ่นกับปู่ย่าก่อน…]


“ใครจะกล้าบอกคุณย่ากัน!


[ไม่บอกแล้วโดนจับได้ทีหลัง เดี๋ยวก็ได้ระเบิดลงเหมือนเจ้านิกหรอก]


ผมเม้มปากแน่น เถียงไม่ออก ไหล่ซ้ายถูกบีบเบาๆ หันมองเจ้าของมือก็เจอแววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและให้กำลังใจจากทากะซัง ผมสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนวกกลับเข้าประเด็นหลัก ไม่ยอมให้การโทรทางไกลครั้งนี้เสียเที่ยวจนต้องโทรกลับไปหาใหม่


“อย่าพึ่งพาทีออกนอกเรื่อง ตกลงว่าปู่จะช่วยทีไหม ทีขอบอกเลยนะว่ามันน่ารำคาญมาก เห็นแก่เด็กตาดำๆ สองคน ปู่ช่วยทำให้ลุงนิกไม่ว่างหน่อยเถอะ ไม่งั้นคะแนนสอบคราวนี้ของพวกทีร่วงแน่”


ปลายสายหัวเราะใหญ่ [ลำบากใจแล้วเปลี่ยนเรื่องหรือเจ้าที]


“คุณปู่?!


[ก็ได้ๆ เดี๋ยวปู่จัดการเรื่องเจ้านิกให้ ถือเป็นของตอบแทนที่เรายอมเผยข้อมูลเรื่องส่วนตัวให้ปู่รู้]


ผมกัดฟันตอบรับ “ขอบคุณครับ”


[อย่าลืมนะเจ้าที ถ้าจะคบกับผู้ชายต้องโทรมาบอก…]


ผมกดตัดสายทันที รู้หรอกว่าเสียมารยาทมากแต่ใครจะทนฟังต่อไหว!


มือข้างที่ว่างยกขึ้นมาปิดหน้า ร้องครางในลำคออย่างอดไม่อยู่ เพราะแบบนี้แหละถึงไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นพาร์!


“สำเร็จไหม?”


“อือ”


“หันมาทางนี้เร็ว เดี๋ยวทาจังกอดให้รางวัล”


ผมรีบหันไปซุกตัวในอ้อมกอดคนตัวเล็กกว่า


“เป็นอะไร?”


“ทีโดนปู่แกล้ง!


“โอ๋ๆ แล้วคุณปู่แกล้งอะไรทีล่ะ?”


“ทีไม่บอก ทาจังรู้แค่มันน่าอายเป็นบ้าก็พอแล้ว”


แค่นึกถึงแก้มก็ร้อนผ่าวๆ รีบสลัดเรื่องช่วงนั้นทิ้งอย่างไว ผลหลังจากนั้นก็คุ้มค่าใช้ได้ แม้ต้องเสียห้องรับแขกไปก็ตาม (เพราะคนงานเข้ากะทันหันยึดที่นั่นไปเรียบร้อย) เมื่อลุงนิกหมดสิทธิ์ป่วนคนอื่น อีกสามคนในบ้านก็สบายขึ้นเยอะ


“ดีไหม?...ทีที!


ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ กวาดตามองรอบโต๊ะตื่นๆ


“มะ เมื่อกี้ทาจังพูดว่าอะไรนะ?”


คนโดนถามนิ่วหน้า “ทาจังว่าคืนนี้ทีงดอ่านหนังสือดีกว่า ไปนอนพักให้เต็มอิ่ม เพราะท่าทางทีไม่ไหวแล้ว สีหน้าก็ดูเพลียๆ”


ผมรีบส่ายหน้า “ทีไม่เป็นไร แค่รู้สึกเหนื่อยเฉยๆ แล้วเมื่อกี้ถามทีว่าอะไร?”


คนฟังถอนหายใจ แววตาดูอ่อนอกอ่อนใจ “ทาจังบอกว่าสอบสองวันสุดท้ายให้ไปกับพาร์แทน ดีไหมน่ะ?”


“ทีพ้นโทษแล้ว?”


“เปล่า แต่


“ลุงกับทากะไม่ว่างสามวัน หน้าที่คุมทีเลยตกเป็นของไอ้หนูนี่แทน”


ผมทำหน้าแปลกใจ อย่างลุงไม่น่าจะทิ้งผมไว้กับพาร์ตามลำพัง มองหน้าผู้ปกครองทั้งสองไปมาสักพัก ก็เผลอหรี่ตาลง


“จะหนีเที่ยวกันล่ะสิ”


คนมีปฏิกิริยาคือลุงนิก ส่วนทากะซังเหล่มองคนนั่งข้างๆ เห็นแค่นั้นผมก็รู้แล้วว่าตัวเองเดาถูก แถมตัวต้นคิดหนีเด็กไปเที่ยวตามลำพังคงเป็นลุงนิกแน่ๆ


“ทิ้งที!


“ไม่ได้ทิ้ง แต่ลุงอยากอยู่กับทากะแค่สองคนบ้างนี่!


ผมรีบชูสามนิ้ว “อิสระของทีสามวัน!


“ไม่ได้”


“งั้นทีไม่ให้ไป”


ผมกับลุงนิกจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร


“เอางี้” ทากะซังพูดแทรกขัดศึกจ้องตา “อิสระของทีสามวัน แต่ต้องมีพาร์คอยดูแล”


ผมทำหน้าบูด “แล้วต่างจากเดิมตรงไหน ยังไงทีก็ต้องมีผู้คุมติดสอยห้อยตามอยู่ดี”


ทากะซังเลิกคิ้วแล้วยิ้มให้ “ถึงจะน่ารำคาญไปหน่อย แต่มีคนคอยตามดูแล ดีออกนะทำได้ไหมพาร์”


“ได้ครับ”


ลุงนิกนิ่วหน้าจ้องพาร์ด้วยแววตาไม่เป็นมิตรปนไม่ชอบใจ “บอกไว้ก่อนนะไอ้หนู ทากะให้โอกาสแกก็จริง แต่ถ้าทำหน้าที่ได้ไม่ดี ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เข้าใกล้ลูกฉันอีกเป็นครั้งที่สอง!


ขณะที่พาร์รับคำสั้นๆ ผมกำลังนั่งมึน สรุปว่าแค่เปลี่ยนผู้คุมใหม่ใช่ไหม หรือมีอะไรมากกว่านี้?  


หลังจากไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับมหาลัยจนวันนี้ผู้ปกครองทั้งสองกำลังจะเดินทางไปเที่ยวแล้ว ผมมองด้วยสายตาอิจฉาสุดๆ ได้แต่ปลอบตัวเองว่าสอบเสร็จเมื่อไหร่ก็ตาเราหนีเที่ยวบ้าง


“ฝากดูแลบ้านด้วยนะ เดี๋ยวทาจังซื้อของมาฝาก”


ผมพยักหน้าหงึกๆ มองคนตัวเล็กกว่าขึ้นรถที่ติดเครื่องยนต์ไว้ แต่คนขับนู้น ลากคอพาร์ไปซุบซิบอะไรไม่รู้ จากสีหน้าเหี้ยมๆ ของลุงนิก ผมขอเดาว่าคงไปข่มขู่พาร์แหงๆ


“ลุงนิก! ทาจังขึ้นรถไปแล้วนะ”


คนโดนเรียกพูดอะไรสักอย่างส่งท้าย ก่อนผละจากพาร์รีบขึ้นรถ 


ผมมองพาร์ที่เดินกลับมาสมทบ “โดนขู่มาล่ะสิ”


“ก็นะ”


ดูพาร์ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ พวกผมมองท้ายรถยนต์ห่างออกไปเรื่อยจนลับตาค่อยหมุนตัวเดินเข้าบ้าน พาร์ทำท่าจะขึ้นชั้นสอง ผมเลยลากมันไปที่โต๊ะอาหาร มีอาหารเช้าวางตั้งทิ้งไว้ 


พาร์ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ทากะซังทำ?”  


“ใช่ ต่อให้มีไฟล์บินตอนหกโมงเช้าก็จะตื่นมาทำอาหารทิ้งไว้ให้อยู่ดี” ผมนั่งลงคว้าช้อน พร้อมพูดขำขัน “ถ้ามีทากะซังอยู่ด้วยรับรองว่าไม่มีอด มีแต่น้ำหนักขึ้นไม่มีลง”


“มึงเคยอ้วน?”


ผมพยักเพยิบให้ดูอาหารสไตล์ญี่ปุ่น “มึงดูของบนโต๊ะ นึกถึงเมนูอาหารที่ผ่านมานะ แล้วช่วยตอบกูหน่อยว่าวัตถุดิบหลักที่ผ่านมาคืออะไร?”


พาร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบผม “ผักกับปลา”


“ก็นั่นน่ะสิ แถมยังโดนจับออกกำลังกายเป็นประจำ มึงคิดว่ากูจะอ้วนไหมล่ะ”


พาร์ไม่ตอบ ผมก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ เราต่างคนต่างกินจนจบไปอีกมื้อ พวกผมถึงขึ้นไปชั้นสองตรงพื้นที่นั่งเล่น หาที่นั่งสบายๆ บนพรมนุ่ม จับหนังสือสอบมาอ่านกันต่อ บ้านแฝดฝั่งขวาปรับปรุงเสร็จเมื่อวานครับ วันนี้เลยเงียบสงบจนพวกผมออกมาอ่านหนังสือตรงนี้ได้


โรงเรียนก็ยังไม่เปิดสอน กำหนดการคืออีกสามวันข้างหน้า นอกจากรอทากะซังกลับมาแล้ว ยังรอให้พวกกลิ่นสีต่างๆ จางลงกว่านี้ก่อน


ผมรีบก้มลงมาเมื่ออะไรสักอย่างวางพิงต้นขา หมอนอิงใบเล็กที่คนเอามากำลังล้มตัวนอนหงาย หัวหนุนหมอน มองมันด้วยความหมั่นไส้ พลางพูดประชดใส่


“ไม่นอนตักกูไปเลยล่ะ”


พาร์เลิกคิ้วขึ้นสูง แววตาวิบวับ “ได้?”


“ไม่!


“ก็ว่างั้น เลยทำแค่นี้ไง”


ผมส่งเสียงเหอะในคอ หันไปสนใจหนังสือดีกว่า วันนี้เราไม่มีสอบทั้งคู่ ของผมเหลือสอบสองตัวคือพรุ่งนี้กับมะรืน แต่ของพาร์เหลือพรุ่งนี้ตัวเดียว หลังผ่านการอ่านต่อเนื่องมาชั่วโมงกว่า ผมก็วางหนังสือในมือลงเป็นการพัก ยืดแขนยืดขาเต็มที่ ขับไล่อาการปวดเมื่อยหลังนั่งท่าเดิมนานๆ ออก ก่อนชะงักเมื่อเห็นคนนอนอยู่ใกล้ๆ มองหน้าอยู่ก่อนแล้ว


รู้สึกไหม บ้านเงียบดีนะ”


ผมคิ้วขมวดใส่คนพูด เหลือบเห็นชีทเรียนในมือพาร์วางแหมะอยู่บนท้องก็รู้สึกตงิดใจพิกล


“มึงใช้เวลาอ่านชีทแค่สิบแผ่นเป็นชั่วโมง?”


พอโดนทักก็รีบวางชีทในมือลงกองกับชีทอื่นบนพื้นข้างตัว ท่าทางมีพิรุธชัดเจนจนผมเดาได้เลยว่าก่อนหน้านี้มันคงนอนมองหน้าผมแทนที่จะอ่านหนังสือ


“มองกูตั้งแต่เมื่อไหร่!


ไม่รู้” คำตอบแผ่วเบามาพร้อมอาการหลบสายตา “ไม่ได้สนใจเวลา”


หลังเงียบกันไปครู่ใหญ่ ผมก็อดเปลี่ยนเรื่องพูดไม่ได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่ในบรรยากาศอึดอัด เรื่องที่นึกออกตอนนี้ก็มีแต่เรื่องที่ติดใจสงสัยมาหลายวัน


“เอ่อ เมื่อสามคืนก่อนที่มึงตื่นลงไปเข้าห้องน้ำกลางดึก”


พูดแค่นั้นแววตาพาร์ก็เปลี่ยนไปทันที แต่ผมก็กลั้นใจถามต่อ


“มึงไปทำอะไรมา”


“ถามทำไม” พาร์ถามกลับเสียงห้วน


จากสีหน้ามันคงไม่อยากพูดถึง แต่ผมอยากรู้นี่หว่า


“ก็มึงดูแปลกไปตั้งแต่วันนั้น”


“แปลกยังไง” เปลี่ยนมาถามอย่างสนใจซะงั้น


ผมกรอกตามองเพดาน พยายามหาคำมาอธิบาย “กูอธิบายไม่ถูกวะ”


“เอาตามความรู้สึกมึงก็ได้”


เอ่อ ก็รู้สึกอันตราย” ผมทำหน้าลำบากใจ “สรุปคือไม่ค่อยน่าเข้าใกล้มึงเท่าไหร่


พาร์รีบยันตัวขึ้นนั่ง ทำเอาผมผงะเล็กน้อย ยิ่งโดนจ้องตาในระยะประชิดก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก พอเห็นผมไม่พูดอะไรยิ่งเอาใหญ่ เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ให้ผวา ไม่ต้องคิดผมก็ใช้มือยันหน้ามันออกห่างแล้ว


“เล่นอะไรเนี่ย” ถามเสียงขุ่น “เอาหน้ามาใกล้ทำไม”


“แค่พิสูจน์อะไรนิดหน่อย”


“เฮ้ย! มือมึงอ่ะ!” ผมรีบใช้มืออีกข้างจับมือที่เริ่มซนแถวเอว เขม็งมองไอ้คนที่ยิ้มตาพราว “ถ้ามึงยังไม่หยุดเล่น กูยันมึงแน่”


แต่ไอ้คนโดนขู่กลับหัวเราะชอบใจ


“ที” มันโน้มหน้าหอมแก้มผมไปฟอดหนึ่ง “ดีใจนะ ขอบคุณ”


ฮะ? ดีใจ? ผมถามกลับมึนๆ “เรื่องอะไร”


“สามวันก่อน กูไปเข้าห้องน้ำข้างล่างตามที่บอกมึงนั่นแหละ


เอ๊า! แทนที่จะตอบ ดันเล่าเรื่องที่ถามก่อนหน้านี้ซะงั้น


“หลังทำธุระเสร็จยังไม่ทันได้ออกไป กูก็ได้ยินเสียงลุงมึงกับทากะซังไปใช้ห้องอาบน้ำด้วยกัน”


“อ้อ นานๆ ทีพวกลุงก็ชอบไปแช่น้ำตอนกลางดึก ลุงนิกเคยบอกว่าเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ส่วนใหญ่กูหลับไปแล้วเลยไม่เคยได้เข้าร่วม


พาร์ย่นคิ้ว “พูดอย่างกับเคยไปแช่น้ำด้วยบ่อยๆ”


“ก็ตั้งแต่เล็กจนโตนั่นแหละ เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของครอบครัว”


แต่แช่น้ำแค่สองคน มันแตกต่างจากแช่ร่วมกับคนอื่น” พูดถึงตรงนี้พาร์ซบหน้าเข้ากับไหล่ผม มือกอดรอบเอวแน่นกว่าเดิมเหมือนกลัวผมหนีหาย “มันดันปลุกสัญชาตญาณบางอย่างในตัวกูเข้าจังๆ ช่วงนี้กูเลยลำบากพอสมควรเวลามีมึงอยู่ใกล้ๆ”


“ใกล้กูเนี่ยนะ? กูไปเกี่ยวอะไรด้วย?”


ได้ยินเสียงหัวเราะแหบแห้งข้างหู “ก็เกี่ยวมากพอถึงขั้นไปกระตุ้นสัญชาตญาณระวังภัยของใครบางคนเข้าล่ะมั้งแต่รู้สึกรู้สาแบบนี้บ้างก็ดี กูจะได้มีกำลังใจ”


ระหว่างที่ผมกำลังเก็บคำพูดของมันมาครุ่นคิดก็โดนเรียกเข้าให้


“ที”


เรียกแล้วก็เงียบ หมายความว่าไง?


ผมกลายเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามแทน “อะไร?”


“เรื่องบางเรื่องฟังผ่านหูก็พอ อย่าพึ่งรีบคิดเลย”


“แต่กูคาใจ”


“เดี๋ยวถึงเวลา คำตอบก็มาหามึงเองแหละ”


“แต่


“ไม่ต้องมาแต่ ยังไม่รู้ตอนนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร มึงเป็นแบบนี้แหละดีแล้วดีที่สุดสำหรับกูแล้ว


ผมเม้มปากแน่น พยายามสงบใจสะกดอารมณ์บางอย่างไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้า


“ที” สัมผัสแผ่วเบาตรงมุมปากทำผมสะดุ้งเฮือก


“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรวะ!


รีบผลักพาร์ออกห่าง ลุกพรวดถอยออกไปยืนห่างๆ ทั้งที่คิ้วยังขมวดไม่คลาย


มันแปลกไปจริงๆ ด้วย!


“ก็ใครใช้ให้ทำตัวน่ารัก”


“กูไม่ได้น่ารัก!


“ไม่น่ารักก็ไม่น่ารัก แล้วรู้สึกยังไง สัมผัสแค่มุมปากแบบนี้ได้ใช่ไหม ดีกว่าปากแตะปากตรงๆ หรือเปล่า”


ผัวะ!


“โอ๊ย! เตะกูทำไม!


“มึงถามบ้าอะไรมาล่ะ!


“ก็แค่อยากรู้จะไปไหน?!


ผมหันไปมองเจ้าของสองประโยคที่แสดงน้ำเสียงต่างกันโดนสิ้นเชิง “เห็นอยู่ว่ากำลังยืนหน้าบันไดจะให้ไปไหนเล่า 


“กูถามดีๆ หรือจะให้เดินตาม?”


ผมพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ “จะไปดูในครัวเหลือวัตถุดิบอะไรบ้าง”


“รีบไปดูทำไม อีกตั้งสามชั่วโมงกว่าจะเที่ยง”


ผมยกมือกอดอก มองเขม็งไอ้คนถาม “ถ้ามึงมีปัญหา ทำข้าวเที่ยงกินเองแล้วกัน”


สิ้นสุดถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ผมก็ได้มาอยู่ในครัวตามลำพังอย่างที่ตั้งใจ ลากเก้าอี้จากใต้โต๊ะ ทิ้งก้นว่างแปะบนนั้น เลื้อยท่อนบนไปซบโต๊ะเตรียมอาหารอย่างหมดแรง


ต่อจากนี้จนกว่ามันจะกลับมาเป็นปกติ ผมควรอยู่ห่างมันหน่อยดีกว่าเดี๋ยวก่อน!


ผมดึงหน้าขึ้นจากโต๊ะ หรี่ตาลง 


มันละเมิดข้อตกลงระหว่างกันนี่หว่า!



 

“ไม่ได้ละเมิด!


“มึงทำ!


“ก็บอกว่าไม่ได้ทำไง!


ผมเถียงกับพาร์เรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อวาน จนตอนนี้ใกล้เดินถึงตึกสอบ (วันนี้ดันสอบตึกเดียวกัน) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ 


ความจริงควรแวะไปหาพยานทั้งสองให้ช่วยตัดสินแทน แต่ใครจะกล้าเอาเรื่องแบบนั้นไปเล่าให้เพื่อนฟัง


“กูไม่ได้รุก กดดัน หรือจีบมึงเลยนะ!


“แล้วที่มึงทำเรียกว่าอะไร!


“ก็แค่ถามตอบกับมึง”


“ถามตอบบ้าอะไรล่ะ! ในโลกนี้ไม่มีใครถามตอบกันแบบนั้นหรอกโว้ย!


“ถามตอบจริงๆ แต่กูแค่คุมอารมณ์ในบางเรื่องไม่อยู่ โอเค กูยอมรับความผิดก็ได้ ความผิดครึ่งหนึ่งของกู อีกครึ่งน่ะของมึง!


“กูผิดตรงไหน!


แต่ก่อนจะได้เถียงกันมากกว่านี้ เพื่อนจากคณะพวกผมก็ส่งเสียงตะโกนมา


“เฮ้ยๆ คู่นั้นน่ะอย่าทะเลาะกันนะโว้ย”


“พวกมึงทะเลาะกันไม่ได้!


“เห็นแก่คณะด้วย!


ผมแยกเขี้ยวใส่เพื่อนคณะตัวเอง พอหันมองคนข้างตัว มันเดินหนีไปหาเพื่อนมันแล้ว จะตามไปก็ใช่เรื่อง เลยเดินไปหาเพื่อนตัวเองบ้าง


“ทะเลาะอะไรกัน?”


ผมมองนนท์ทั้งที่ใจยังไม่หายหงุดหงิด “ไม่ได้ทะเลาะ”


“โกหกทำไม เห็นอยู่ชัดๆ”


ยังไม่ทันอ้าปากโต้แย้ง ก็โดนลูกหว้าสวนเข้าให้ “เรื่องของผัวเมีย มีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดาค่ะ โปรดอย่าไปถามคนมีสามีแล้ว”


“กูจะโกรธก็เพราะคำพูดของมึงเนี่ยแหละ”


คนโดนผมด่าลอยหน้าลอยตา “ถ้ากูพูดไม่จริงตรงไหน คุณสะใภ้คณะแย้งได้ตลอดเวลาค่ะ”


“พอๆๆ” ศิร้องปราม “จะถึงเวลาแล้ว ขึ้นไปรอที่หน้าห้องสอบกันเถอะ”


พวกผมทั้งกลุ่มลุกตามแม่ศิ เพื่อนหลายคนก็ทยอยกันเดินขึ้นตึกแล้ว


“ว่าแต่กูคิดไปเองหรือเปล่า เหมือนรองนิติของเราจะหล่อขึ้น”


“มึงคิดไปเอง” นนท์สวนกลับไปทันที


“ศิกับมินต์ล่ะเห็นว่าไง?”


สาวเงียบประจำกลุ่มทำหน้าครุ่นคิด “มินต์ว่าดูเท่ขึ้นนะ”


ลูกหว้าดีดนิ้ว หันไปอีกคนที่ยังไม่ตอบคำถาม คนโดนจ้องเอ่ยแค่สองคำ


“แมนขึ้น”


“ศิพูดอย่างกับก่อนหน้านี้สามีคณะไม่แมน”


“ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อก่อนพาร์ก็เป็นที่พูดถึงอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มาจากฝั่งสาวๆ มากกว่า แต่ช่วงนี้ศิเห็นพวกผู้ชายพูดถึงพาร์ด้วย”


“หืม? สาววายยืนยันเองท่าจะจริงนะ แล้วศิว่าพาร์กับทีคู่นี้ใครเมะกว่ากัน?”


“ศิว่าดูยากนะ” ไม่พูดเปล่ายังหันมามองผมด้วยแววตาสำรวจครู่ใหญ่ ก่อนหันไปคุยต่อ ผมรีบถอยลงมาเดินคู่กับนนท์ที่เอาแต่มองมาขำๆ


“อาจจะเป็นพาร์ก็ได้ เพราะทีคงทำให้หนุ่มเคะคอยเมียงมองอย่างพาร์ตอนนี้ไม่ได้หรอก”


ผมคิ้วกระตุก รู้สึกเหมือนโดนหยาม แต่ขณะเดียวกันก็คิดได้ว่า ไม่มีก็ดีแล้วนี่ 


“แต่เพื่อนเราดันโดนหนุ่มเมะมองแทนใช่มะ ช่วยไม่ได้เนอะ ดันเกิดมามีหน้าตาสวยชวนมองเอง”


“พอเถอะ สงสารไอ้ทีหน่อย มันจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย เพราะรับไม่ได้อยู่แล้ว”


“เราพูดความจริงเถอะ เนอะ” ลูกหว้าหันไปพยักเพยิบกับสองสาว


นนท์ขำหนักกว่าเดิม แต่ไม่ลืมตบบ่าปลอบผม “เป็นเพราะข่าวลือพวกมึงคบกันมากกว่า ไม่จริงก็ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก”


เหอะ หน้าตาไม่ได้กำหนดบทบาทซะหน่อย 


คิดแล้วก็หวนนึกถึงคำพูดของลุงนิกที่นั่งโงนเงน เพราะฤทธิ์ของมึนเมา


เห็นทากะตัวเล็กๆ แบบนั้น แข็งแรงกว่าลุงตั้งหลายเท่า แรงก็เยอะกว่าด้วย ศึกบนเตียงครั้งแรกเลยดุเดือดน่าดู ลุงนี่ได้แผลมาเต็มตัว แถมเกือบโดนพลิกด้วย แต่สุดท้ายลุงก็ได้เมียสุดที่รักมาหนึ่งคน เพราะงั้นนะที เรื่องกำหนดบทบาทไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่าง ส่วนสูง หรือหน้าตาหรอก แต่อยู่ที่ความสามารถล้วนๆ ใครทำให้เคลิ้มเปิดช่องว่างก่อนได้ก็…’


ผัวะ!!


พูดอะไรให้เด็กฟังเนี่ย!


แล้วคนเมาที่พูดไม่หยุดก็สลบเหมือด เพราะหมัดตรงทีเดียวของทากะซัง หลังจากนั้นลุงก็โดนสั่งห้ามดื่มของมึนเมาอีก ถ้าไม่ทำตาม ทากะซังจะไล่ลุงออกจากบ้าน


คิดถึงหน้าหงอยๆ ยามลุงนิกเห็นทากะซังเอาของสะสมไปเปิดขวดเลี้ยงฉลองเปิดโรงเรียนก็ได้แต่ยิ้มขำ


“เฮ้ยที! ระวังสะดุด”


ผมสะดุ้งหยุดเดินทันเวลา พลางมองขั้นบันไดตรงหน้า เกือบไปแล้ว แว่วเสียงเพื่อนๆ ถกเถียงกันเรื่องทำผมคิดมากก็ขี้เกียจพูดแย้ง เดินตามพวกมันขึ้นบันไดไปดีกว่า   




“อย่าลืมตรวจดูข้อสอบนะคะ หากใครได้หน้าไม่ครบ ตัวอักษรเลือน หรือมีปัญหาอะไรยกมือขึ้นได้ค่ะ นักศึกษาที่พึ่งมารีบหาที่นั่งเลยค่ะ”


ผมกำลังเขียนชื่อตัวเองก็ได้ยินเสียงอุทาน ไม่ได้ดังมาก แต่ก็ผิดปกติ เลยเงยหน้าขึ้นมากวาดสายตาหาสาเหตุ จำได้ว่าเมื่อตอนสอบกลางภาคเคยได้ยินเสียงอุทานแบบนี้ แต่ตอนนั้นเพราะมีน้องหมาเข้ามาในห้อง ต้อนให้ออกยังไงก็ไม่ยอมไป สุดท้ายก็ต้องปล่อยมันนอนตากแอร์อยู่หลังห้อง


คราวนี้ไม่ใช่น้องหมา แต่เป็นคนที่ทำผมชะงักกึก บุคคลที่หายตัวไปจากวงจรชีวิตเพื่อนๆ ขาดสอบตั้งแต่วิชาแรก แต่กลับโผล่มาเข้าสอบวิชารองสุดท้าย


ไอ้เด็น!


------------------------


Short Special


“เป็นอะไรลูกหน้ายุ่งเชียว”


ลูกชายวัยสิบเอ็ดถอนหายใจ ยอมผละจากหนังสือสอนการทำเบเกอร์รี่หันมองหน้าผม


“พาร์ไม่รู้จะทำขนมอะไรเป็นของขวัญวันเกิดดี”


“หือ? สองปีก่อนลูกทำเค้กให้นี่”


“คัพเค้ก เบบี้เค้ก ไม่ถูกใจเจ้าของวันเกิดสักอย่าง พาร์เลยว่าปีนี้จะทำอย่างอื่นให้แทน แล้วต้องทำแบบให้พกติดตัวไปกินได้ด้วย”


“ทำไมล่ะ?”


“เขาจะไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว เดินทางในวันเกิดเลย”


“ไม่ทำคุกกี้ล่ะ”


“พาร์ทำให้บ่อย มันไม่พิเศษ”


ผมได้แต่มองลูกชายทำหน้ายุ่งพลิกเปิดตำรากองเป็นตั้ง แล้วถอยหลบไปกระซิบกับภรรยา


“ดูจริงจังกว่าตอนทำเค้กให้พ่ออีก”


“อิจฉาเด็ก?”


คำถามจากภรรยาทำผมพูดไม่ออก ได้แต่เหลือบมองลูกชายที่เปิดหาเมนูล่วงหน้าเป็นเดือนด้วยสีหน้าอยากร้องไห้


“ปล่อยไปเถอะค่ะ ถึงลูกจะทำหน้าเครียด แต่ดูมีความสุขดีออก”


“ผมรู้ แต่อดน้อยใจไม่ได้นี่!


เพราะเค้กวันเกิดเมื่ออาทิตย์ก่อนของผม ลูกชายไม่แม้แต่จะสนใจเปิดตำราหา ไม่คิดมาก ทำให้แต่ละปีหน้าตาเหมือนกันหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่


“ถ้าไม่อยากได้อะไรซ้ำๆ ก็บอกลูกสิค่ะ เดี๋ยวลูกก็คิดหารูปแบบอื่นมาให้เองแหละ”


“จริงด้วย งั้นผมไปบอกลูกก่อนนะ”


“เดี๋ยวค่ะ พูดตอนนี้กว่าถึงปีหน้าพาร์อาจลืม


“พาร์ ฟังพ่อนะ พ่อน่ะชอบอะไรที่มันตื่นเต้น ไม่ชอบอะไรซ้ำซากจำเจ ถ้าจะให้ของกับพ่อ ลูกต้องบลาๆๆๆ” 

END

-----------------------------------------------------

(21/03/2015) / 50% 

สวัสดีค่ะทุกคน เรายังไม่กลับมาเต็มร้อยหรอกนะ

พอดีนึกได้ว่า 21 มีนา วันเกิดหนูที ก็เลยเอาลงให้อ่านกันค่ะ (แต่มีอยู่แค่ครึ่งเดียวนะ) มี Short Special แถมท้ายบทด้วยนะ 555 ส่วนเรื่องพล็อตที่เป็นปัญหายังไม่เรียบร้อยดีเลยค่ะ ก็ขอค่อยๆ ทำนะ บางส่วนเราก็ยังคิดไอเดียไม่ออกอ่ะ (ยิ้มแห้ง) 

ขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้มาค่ะ ขอบคุณที่ยังรอกันอยู่นะ แล้วเจอกันใหม่! 

ป.ล. ถึงช้าหน่อย แต่ไม่หนีหายไปไหนแน่นอนเน้อ 

-----------------------------------------------------

(27/03/2015) / 100% 

สวัสดีค่ะ เราเอาอีกครึ่งมาส่งค่ะ 

หลังจากนี้อาจจะมาแบบแบ่งครึ่งนะ เพราะถ้ารอครบร้อยคงรอนานแย่เลย กว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติคงต้องรอผ่านพ้นท้ายช่วงที่สองไปก่อนล่ะนะ 

แล้วเจอกันใหม่ค่ะ

ป.ล. อีกไม่กี่วันก็งานหนังสือแล้ว ได้เวลาทรัพย์จางแล้วสิ (เสียงเอคโค่) นักอ่านทุกท่านโปรดระวังสุขภาพของกระเป๋าสตางค์ด้วยนะคะ เพราะเราก็จะระวังเหมือนกันค่ะ (ฮา)    

-----------------------------------------------------      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2802 KiHaE*129 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 21:27

    เด็นโผล่มาตอนนี้ทำไมอะ

    ขาดสอบไปตั้งหลายวิชายังไงก็ไม่รอดแล้วมั้ยอ่ะ

    #2,802
    0
  2. #2721 ThkTheks (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 / 00:15
    บ้านพาร์น่ารักมากเลยง่ะ ;-;
    #2,721
    0
  3. #2575 FairyP718 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 19:41
    คุณพ่อพาร์น่ารักอีกแล้ว ดูเป็นคนใจดีเนอะ
    #2,575
    0
  4. #2197 shshshx (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 03:53
    คุณพ่อขี้อิจฉาเฉย เด็นจะดีจะร้ายยย
    #2,197
    0
  5. #1985 baekbow (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 19:55
    เอิ่ม คุณพ่อ.. 555 เด็นมาสอบเพราะ?
    #1,985
    0
  6. #1837 milkc (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 06:51
    พาร์ทีอยู่แล้ว 5555555
    ทีอย่าคิดมากเลยย
    อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
    5555555
    คือตอนนี้รู้สึกถึงความโตขึ้นของพาร์แล้ว
    พาร์ทีแน่นอน ฟันธง ! 5
    #1,837
    0
  7. #1602 สาววายไร้ผัวนะเออ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 15:22
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #1,602
    0
  8. #1390 ลีลีข้าวสาร- (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 15:13
    #พาร์ที
    #1,390
    0
  9. #1350 Thedrm. (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 12:38
    ทีคิดเหมือนตะรุกพาร์ได้ 55555 นี่ทีมพาร์ทีนะขอบอก เพราะฉะนั้นรับไปแหละดีแล้ว 5555 วันนี้โชคดีอ่านจะจบถึงตอนล่าสุดพอดีไรท์อัพตอนต่อไป ;_; มันดีกับใจมาก อ่านต่อเลย 5555
    #1,350
    0
  10. #1290 PuiPui (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 00:41
    'หน้าตาไม่ได้กำหนดบทบาท' แหมมมกล้าคิดนะที คือทุกวันนี้เธอยังคิดว่าคู่เธอจะพลิกได้อีกเหรอ เธอไม่เห็นรึไงว่าน้องพาร์ของเจ้แมนขึ้นแค่ไหนกรุ่มกริ่มขึ้นเพียงใด ฟังหัวใจตัวเองเต้นจังหวะสามช่าสิค่ะ ทำตัวว่าง่ายเชื่อฟังแฟนว่าที่สามีไปเถอะ
    #1,290
    0
  11. #1284 PJ_20446 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 01:30
    งื้อ....รอพาร์ที > #1,284
    0
  12. #1283 หมวยตัวกลม (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 มีนาคม 2559 / 23:31
    ยิ่งอ่านยิ่งหลงรักพาร์
    ทีก็ใจอ่อนเร็วๆ นะ
    พาร์น่ารักจะตาย^^
    #1,283
    0
  13. #1282 เหวิ่งเอ๋อ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 มีนาคม 2559 / 12:52
    เด็นมาสอบตัวลองสุดท้าย เพื่อ?? จริงๆคงมาหาเพื่อน แต่คงไม่ได้มาหาเหยื่อใช่ไหม เด็นน่าสงสารนะแต่ถ้าทำตัวเลวนี่จบเลย ว่าแต่เด็นรู้เรื่องยำ ยังหว่า
    #1,282
    0
  14. #1280 For_Flame (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 12:56
    น่ารักกกกกกก
    ทีน่ารักมากเลยอ่ะ   ยิ่งตอนคุยกับปู่หรือพาร์  หรือผู้ปกครองอ่ะ//รวมเพื่อนด้วยก็จะครบแล้วเนี่ย
    เพราะงั้นเคะเถอะ//โดนทีต่อย
    #1,280
    0
  15. #1278 kunmeaw (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 09:55
    ร้อยเปอร์แล้ว พาร์รุกหนักนะเนี่ย ตอนหน้าขอหนักๆอีก เค้าชอบบบบ
    #1,278
    0
  16. #1277 Som O Usanee (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 28 มีนาคม 2559 / 03:22
    จุ๊บมุมปากเป็นการลองเชิงเน้อะพาร์เน้อะ อิอิ น้องทีก็ปล่อย ๆ ไปเถอะ ถือเป็นกำลังใจให้พาร์ อิอิ แล้วเรื่องที่ทีลงไปเข้าห้องน้ำแล้วทากะซังกับลุงนิกไปอาบน้ำพอดี หนูไม่ต้องคิดมากหรอก พาร์เป็นผู้ชาย แต่น้องทีใส ๆ ยังไม่ต้องเรียนรู้เน้อะ อิอิ แอร๊ยยยยยยย เขินนนนนนนน ว่าแต่เด็นกลับมาเรียนแล้วสินะ ใครตามกลับมาหรืออะไรยังไง น้องทีอย่าลืมถามนะลูก
    #1,277
    0
  17. #1276 Zuba1234 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 22:34
    จุ๊ฟที่มุมปาก ขั้นแรกสินะ พาร์ค่อยๆเตาะตลอดดดดด 555555
    แต่ทีก็ยังไม่ได้บอกเลยว่ารู้สึกยังไงตอนโดนจุ๊ฟ อยากรู้นะเนี่ย
    #1,276
    0
  18. #1275 Whatever it is (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 22:12
    ง่ะ ค้างเบย
    #1,275
    0
  19. #1274 ( . * M o O Y o N g * . ) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 22:07
    อูววว. สัญชาตญานถูกปลุก. 555+ รู้สึกหน่อยๆว่าทีค่อนข้างชินกับสัมผัสของพาร์แล้ว ?
    #1,274
    0
  20. #1273 ขุ่นแม้ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 20:56
    พาร์ทีน่ารักทะเลาะกันมุ้งมิ้ง(?)555
    #1,273
    0
  21. #1272 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 20:29
    เด็นโผล่มาแล้ว!!! ในที่สุดก็กลับมาสอบเสียทีนะเด็น ว่าแต่ทีนี่ไม่รู้สึกไรกับเคะๆ ทั้งหลายที่มองพาร์เลยซินะ
    #1,272
    0
  22. #1271 saccharine. (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 20:08
    ชอบตอนพาร์กับทีทะเลาะกันแบบนี้
    ดูมุ้งมิ้งมาก
    แล้วดูหัวข้อสิ55555555

    เด็นมาแล้ว รออ่านตอนต่อไปค่ะ
    #1,271
    0
  23. #1270 mukmixdada (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 20:08
    ไรท์กลับมาแล้วววววว ดีใจที่สุดคิดถึงไรท์มากกก พาร์ทีก็คิดถึง แต่สองคนนี้เค้าก็พ่อแง่แม่งอนกัน น่ารักจัง
    #1,270
    0
  24. #1269 กองฟางข้าวk-f-k (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 19:29
    กลับมาตอนนี้จะมีอะไรหรือเปล่าวนะ??
    #1,269
    0
  25. #1268 ZiDEXiDE (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 27 มีนาคม 2559 / 19:12
    ทีเคะนั่นแหละเหมาะแล้ว ก๊ากกกก ว่าแต่เด็น โผล่มางี้น่ากลัวแปลกๆ
    #1,268
    0