[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 4 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,626
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 162 ครั้ง
    21 ส.ค. 59


บทที่ 4


[อะไรนะ! แล้วตอนนี้ลูกอยู่ไหน]


ทีอยู่โรงพยาบาลกับพาร์ครับ มาตั้งแต่ช่วงบ่าย


ผมหนีบมือถือกับไหล่ หยิบเงินจ่ายให้พนักงานร้าน 7-11 พอนึกได้ว่าหลุดปากเรื่องโดดเรียนก็ได้แต่นึกใจเสีย กลัวโดนดุ แต่มารดาที่เคารพเหมือนจะสนใจอีกเรื่องมากกว่า


[หมอบอกว่าไงบ้าง]


โหมทำงานหนักเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ ให้นอนดูอาการวันหนึ่ง ถ้าดีขึ้นพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้ครับ


[งั้นช่วงหัวค่ำพวกแม่จะแวะไปหานะ]


ผมตอบรับระหว่างเห็บตังค์ทอนลงกระเป๋าเงิน งั้นทีฝากซื้อข้าวเย็นกับเอาเสื้อผ้ามาที่นี่ ขอสองชุดนะแม่ ชุดนักศึกษาด้วยครับ


[จะอยู่เฝ้าด้วยเหรอลูก?]


ทีกะจะอยู่ช่วยพาร์ครับ


ถ้าเฝ้าสองคนได้นะ ผมยังไม่ได้ถามหมอเลยว่าได้หรือเปล่า


[ดีจ๊ะ งั้นแม่ฝากด้วยนะ]


หลังวางสายผมยัดมือถือลงกระเป๋ากางเกงพร้อมกระเป๋าตังค์ หิ้วถุงเสบียงเดินออกจาก 7-11 ระหว่างทางผ่านร้านดอกไม้ เห็นสีสันของมันแล้วก็อดแวะเข้าไปไม่ได้


ร้านนี้ผมสะดุดตาตั้งแต่ขามาแล้ว เป็นร้านตอนลึกเหมือนซอยถนน แปลกดีครับ ถามว่ากว้างไหม มองแล้วกว้างอยู่นะครับ พอดีมันเป็นสองร้านติดกัน แล้วกั้นกลางด้วยกระจก ฝั่งซ้ายเป็นพวกดอกไม้สด ฝั่งขวาเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ มองทะลุกันได้ แค่ความสวยของดอกไม้ก็กินขาดแล้ว การตกแต่งอย่างอื่นเลยดูเรียบๆ มองดูสบายตา ผมอยากได้ดอกไม้ประดิษฐ์มากกว่าเลยเดินเข้าฝั่งขวา


ผมไม่กล้าซื้อของสด ไม่รู้ว่ามีใครแพ้เกสรดอกไม้หรือเปล่า


อยากได้แบบไหนคะ?” พี่พนักงานในร้านเดินมาถามหลังเห็นผมยืนดูอยู่สักพัก


แบบที่ช่วยให้บรรยากาศในห้องคนป่วยดูสดใสขึ้นครับ


ผมย้ำหนักที่คำว่าสดใส เพราะมันคือเหตุผลหลักที่ผมแวะเข้าร้านนี้เลยล่ะ


จะเอาไปปักแจกันใช่ไหมคะ?”


เอ่อ มีพวกตะกร้าไหมครับผมถามกลับ จำได้ว่าตอนเพื่อนผมป่วยสมัยมัธยม มีเพื่อนชายใจหญิงในห้องเอามาเป็นของเยี่ยมไข้ ผมเห็นแล้วชอบนะ เวลากลับบ้านจะได้ยกทั้งตะกร้ากลับได้เลย


มีค่ะ ของอยู่หลังร้าน เดี๋ยวพี่เอาแฟ้มให้ น้องเลือกแบบจากภาพถ่ายได้เลย


ผมเลือกตะกร้าสานสีขาวขนาดกะทัดรัดผูกริบบิ้นสีทองกับแดงมา ส่วนสีดอกไม้ประดิษฐ์ปล่อยให้เป็นหน้าที่พี่คนขายทั้งเลือกทั้งจัด เพราะความรู้ด้านนี้ของผมเป็นศูนย์ พอพี่เขาจัดเสร็จออกมาดูน่ารักดี น้ำกับเบอร์ดี้เห็นเข้าต้องชอบแน่ๆ ผมเห็นดอกทานตะวันประดิษฐ์สวยดีเลยซื้อเพิ่มสามดอก พี่พนักงานผูกริบบิ้นสีแดงที่ก้านดอกทานตะวันแถมให้ด้วย


หลังจ่ายเงินก็หอบข้าวของทั้งหมดกลับห้องพักฟื้นพิเศษอย่างทุลักทุเล แต่เห็นเวลาแล้วก็แอบสะดุ้งอยู่ในใจ ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอออกมานานขนาดนี้


นึกถึงคนเฝ้าห้องหน้านิ่งก็แอบทำหน้าแหยงคงไม่นึกว่าผมกลับไปแล้วหรอกนะ



 

ผมยิ้มเจื่อนเล็กน้อยยามสบตาคนมาช่วยเปิดประตูให้ สงสัยคงรำคาญเสียงกุกกักหน้าห้อง หลังผมพยายามเปิดประตูเองอยู่พักหนึ่ง พาร์ไม่พูดหรือยิ้มตอบ ทำแค่กวาดสายตามองข้าวของที่ผมซื้อตั้งแต่ถุงใส่น้ำขวด พวกขนม ตะกร้าดอกไม้ แล้ววกกลับมาหยุดที่ดอกทานตะวัน


ซื้อมาทำไม


ผมทำหน้าประหลาดกับคำถามแรกของคนที่เงียบมาตลอดตั้งแต่ถึงรถ จนผมเอ่ยปากขอไปเดินเล่น มันก็ไม่พูดอะไรสักคำเดียว


เอานี่ไปก่อน


ผมส่งถุงของกินกับน้ำดื่มให้พาร์ถือ เดินผละเข้าด้านในห้องหามุมวางตะกร้าดอกไม้กับดอกทานตะวัน ระหว่างนั้นก็คอยเหลือบมองพาร์เป็นระยะ หวังอย่างยิ่งว่าของกินที่ซื้อมาจะช่วยให้ใครบางคนเลิกแผ่รังสีทะมึนสักที และนั่นเป็นเหตุผลที่สองของการต้องหาของสีสันสดใสมาวางในห้อง ไม่งั้นผมคงได้เผ่นหนีขอไปเดินเล่นข้างนอกอีกรอบแน่


เมื่อหามุมวางดอกไม้เหมาะๆ ได้แล้ว ผมก็ถอยมายืนดูผลงาน


ก็โอเคนะ


หลังชื่นชมความสดใสของมันสักพัก ก็ทำใจหมุนตัวเดินไปมุมโซฟาที่บรรยากาศตรงข้ามกับสีสันดอกไม้เหลือเกิน


น่าจะเหลือดอกทานตะวันสักดอกถือติดมือมาวางใกล้ๆ พาร์จริงๆ  


พอเข้าไปใกล้ปุ๊บก็โดนถามประโยคเดิมปั๊บ ซื้อมาทำไม


ผมหาที่นั่งให้ตัวเองห่างจากพาร์หน่อย คว้าขวดน้ำดื่มในถุงมาแกะเปิดออก ดอกไม้หรือของกิน?”


ดอกไม้


ทำลายความอึมครึมไงผมตอบชัดถ้อยชัดคำ หยิบหลอดเสียบในขวดดูดน้ำดับกระหาย ไม่สนใจสายตาขวางๆ ของอีกคน กินน้ำจนพอใจผมก็พูดต่อ เพราะมีตัวปล่อยพลังงานด้านลบอยู่แถวนี้...แย่เนอะ


ผมแกล้งทำเป็นสนใจขนมถุงใหม่ นี่ขนาดไม่หันไปมองยังรู้สึกถึงสายตาทิ่มแทง


นึกว่ากลับไปแล้ว


ผมยิ้มเจื่อนก็น่าอยู่หรอก


กูอยู่เฝ้าเองก็ได้ มึงกลับไปเถอะ


ปล่อยมันอยู่คนเดียวเนี่ยนะ?


ผมย่นคิ้วมองคนปล่อยพลังงานด้านลบไม่เลิก เห็นแบบนี้ใครจะกล้าปล่อยให้อยู่คนเดียวกัน และอีกอย่างคุณลุงคุณป้าใจดีกับผมจะตาย ขนาดไปต่างประเทศยังซื้อของมาฝาก ผมควรอยู่ช่วยสิ ถือเป็นตัวแทนครอบครัวก็ได้ คิดได้แบบนั้นจึงแกล้งหูทวนลมทำเป็นไม่ได้ยินถ้อยคำไล่กลับ


ผมไม่พูด พาร์ก็ไม่พูด กินขนมกันเงียบกริบ น่าอึดอัดอย่างยิ่ง กินเสร็จก็ยึดโซฟาคนละมุม สรรหากิจกรรมทำ ผมหยิบพวกชีทเรียนมาอ่านฆ่าเวลา เบื่อแล้วก็หยิบมือถือมานั่งเล่นเงียบๆ


ช่วงเย็นหน่อย น่าจะสักห้าโมงกว่าๆ คุณป้าชาวต่างชาติคนเดิมแวะมาเยี่ยมอีกหน พร้อมของกินเต็มสองมือ เสียดายคนป่วยทั้งสองยังไม่ตื่น คุณป้าเลยหยุดคุยกับพวกผมนิดหน่อยก็ขอตัวกลับ ผมมองบรรดาของกินทั้งหลายวางเต็มโต๊ะกระจกหน้าโซฟาก็ได้แต่ถอนหายใจ


ถ้ารู้ล่วงหน้าคงไม่บอกให้แม่เอาอาหารเย็นมาหรอกครับ


ผมมองพาร์อีกรอบ กลับไปนั่งขรึมเมินผมตามเดิมอีกแล้ว


เฮ้อ...จัดการเองก็ได้วะ


ผมเดินไปดูชื่อหมอเจ้าของไข้คุณลุงคุณป้า คนเดียวกันครับ จดจำชื่อคุณหมออยู่สักพักก็หิ้วของกินสามในสี่ที่พวกเรากินไม่หมดแน่ๆ และเดี๋ยวจะมีของแม่มาเพิ่มอีก เลยเหลือไว้แต่อะไรที่ผมอยากกิน ของที่พาร์หรือน้องๆ ชอบมากไว้ แล้วออกจากห้อง


“เดี๋ยวกูมา”


ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา ผมยักไหล่เดินตรงไปถามหาคุณหมอกับพวกนางพยาบาล ได้ความว่าคุณหมอตรวจคนไข้อยู่เลยแบ่งของเป็นสองส่วน เยอะหน่อยให้พวกพี่นางพยาบาล แล้วขอฝากอีกส่วนให้คุณหมอด้วย


...คุณป้าต่างชาติถ้าเกิดรู้เข้าก็อย่าโกรธผมเลย ของดีๆ กินเหลือมันน่าเสียดาย สู้เอาไปให้คนอื่นตั้งแต่รู้ว่ากินไม่หมดดีกว่า ผมคิดของผมเอง ถ้าไม่เหมาะสมก็ขอโทษด้วยนะครับ     


ผมเดินกลับมาก็เจอสภาพหยุดเวลาในห้อง จดๆ จ้องๆ คนนั่งนิ่งไม่ขยับครู่หนึ่งก็เบือนหน้าหนีไปดูคนป่วยทั้งสองที่ยังไม่ตื่น คุณลุงคุณป้าหลับสนิทยาวนานขนาดนี้ เพราะฤทธิ์ยาแหง


ใกล้หกโมงเย็นคนป่วยทั้งสองถึงพากันตื่นไล่เลี่ยกัน และคนนั่งนิ่งเหมือนหุ่นก็ลุกพรวดให้ผมตกใจ มองตามหลังคนเดินเร็ว แปบเดียวก็ไปหยุดยืนระหว่างปลายเตียงทั้งสอง


ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าฝืน!”


พาร์ไม่ได้ตะโกน พูดธรรมดาด้วยน้ำเสียงเข้มกว่าปกติ ก่อนตามด้วยพายุสารพัดถ้อยคำดุจนผมยังเหนื่อยแทนคนพูด ได้แต่กรอกตามองเพดานห้อง รู้แล้วล่ะว่ามันอมน้ำลายจนบูดเพื่ออะไร เก็บออมแรงเตรียมพ่นไฟแลบใส่พ่อแม่หลังตื่นแล้วนี่เอง ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ยังพอจับใจความได้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก พอชำเลืองมองผู้ป่วยทั้งสองมีสีหน้าเจื่อนๆ กันทั้งคู่


เสียงประตูห้องพักเปิดออก แว่วเสียงคุ้นหูของน้องอันมาก่อนใคร คนในห้องชะงักพากันหันไปมองประตูเป็นตาเดียว แม่ของผมพาสองสาวกับเจ้าตัวเล็กมาเยี่ยมได้จังหวะมากครับ


นู้น...สองคนแก่บนเตียงทำหน้าอย่างกับเห็นแม่พระมาโปรด


พาร์จำยอมปล่อยคนป่วยกับคนมาเยี่ยมคุยกัน เดินกลับมาทิ้งตัวนั่งบนโซฟา คว้าขวดน้ำที่กินเหลือกระดกอึกๆ แบบไม่สนใจหลอด หมดแล้วก็คว้าขวดใหม่แกะ


...คงกำลังชดเชยน้ำลายที่เสียหลังบ่นไปเยอะล่ะมั้ง ความจริงมันก็แค่คอแห้งนั่นแหละ


ผมเดาว่าตอนนี้พาร์น่าจะอารมณ์ดีขึ้นหลังได้ระบายออกไปตั้งเยอะ เลยลองถามข้อสงสัยตั้งแต่ฟังหมอแจกแจงอาการคนป่วย เอ่อ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาคุณลุงคุณป้าไม่ได้พัก…” เสียงผมแผ่วลงทีละน้อยก่อนเงียบในที่สุด แอบเขยิบก้นออกห่างไปชิดขอบโซฟา เอาให้ไกลจากมนุษย์ผู้จู่ๆ ก็แผ่รังสีหงุดหงิดให้มากที่สุด


ผมไม่ได้กลัว แต่สัญชาตญาณร้องสั่งว่าให้ถอยดีกว่า


เวลาพาร์อารมณ์เสียทีโคตรไม่น่าเข้าใกล้


บรรยากาศแถวโซฟาอึดอัดเป็นพิเศษ ขนาดเจ้าตัวเล็กยังไม่กล้าเข้าใกล้ แม้เห็นของชอบวางล่อตาก็เอาแต่เกาะขากางเกงแม่ เหลือบมองมาบ่อยๆ


เด็กมีสัญชาตญาณดีมากท่าจะจริง


ส่วนผมนั่งดูดน้ำแก้เครียดต่อไป ผมผิดเองที่ดันไปแตะเกล็ดย้อนมังกรเข้า จะง้อให้อารมณ์ดีก็หมดมุขแล้ว ก่อนหน้านี้ใช้วิธีหลอกล่อทั้งน้ำ ขนม ดอกไม้ หรือแม้แต่ชวนคุยคลายเครียด ไม่เห็นได้ผลสักอย่าง หรือจะรอให้พาร์ไปบ่นไฟแลบกับบิดามารดาที่เคารพต่อ ผมก็แอบสงสารคนแก่


คิดพลางลอบถอนหายใจ ผมไม่ชอบพาร์ที่เป็นแบบนี้เลย นอกจากทำให้อึดอัดและเครียดตามแล้ว ยังทำให้ผมนึกย้อนไปถึงตอนได้รู้จักกัน...


ลืมซะ ลืมไปซะ!


ผมรีบจับเรื่องแสนไม่น่าจดจำยัดใส่กล่องกระทืบฝังดินให้มิด ต่อจากนี้อย่าขุดขึ้นมาอีกเชียว!


แว่วเสียงกรี๊ดกร๊าดชอบใจของสองสาว หันมองตามเสียงเจอเด็กสาวทั้งสองกำลังมุงดูตะกร้าดอกไม้อยู่ครับ


หึๆ ผมบอกแล้วว่าพวกน้องเห็นต้องชอบ


น่ารักอ่ะ คุณป้าคะ น้ำขอได้ไหม?”


ป้าไม่แน่ใจว่าเป็นของตกแต่งของโรงพยาบาล…”


ผมซื้อมาเองครับผมรีบแสดงตัว คลี่ยิ้มนิดๆ ถือโอกาสนี้เดินไปร่วมกลุ่ม หลุดพ้นบรรยากาศอึมครึมเข้าสู่ความสดใส เป็นของฝากเยี่ยม ดอกทานตะวันในห้องก็ด้วยครับ


ขอบใจจ๊ะ งั้นป้าให้หนูน้ำได้แล้วล่ะคุณป้าหัวเราะนิดๆ


พี่ซื้อมาเหรอ ซื้อจากไหนอ่ะ


นี่ก็น่ารัก! พี่ที หนูขอเจ้าพวกนี้นะเบอร์ดี้ร้องขอทั้งที่กอดดอกทานตะวันแน่น


พี่ให้เป็นของเยี่ยมแล้ว เธอต้องขอสองคนบนเตียงนู้น


แม่ หนูขอนะ


เฮ้ยๆ พ่อถือเป็นเจ้าของร่วมเหมือนกัน ทำไมไม่มีใครขอพ่อเลยล่ะ


พ่อไม่เข้ากับดอกไม้หรอก เจ้าของควรเป็นแม่มากกว่าค่ะ


ผมหลุดหัวเราะเหมือนคนอื่น จริงครับ นอกจากคุณลุงเป็นเพศชายแล้ว ยังเลยวัยเข้ากับดอกไม้นานแล้วด้วย


และผมค้นพบว่าสองสาวของเราช่วยทำให้บรรยากาศในห้องผู้ป่วยสดใสได้ดีกว่าดอกไม้อีก



 

ให้ได้อย่างนี้สิ!


ผมนึกอย่างหงุดหงิดหลังโดนลูกชายเจ้าของคนไข้ถีบออกมาจากห้องคนป่วยด้วยเหตุผลโซฟานอนได้แค่คนเดียว ทั้งที่หมออนุญาตให้อยู่เฝ้าสองคนได้ แล้วยังโดนยึดเสื้อผ้ากับถุงนอนไปต่อหน้าต่อตาไม่พอ มีเลื่อนประตูปิดใส่หน้าสื่อชัดว่าไม่รับแขก  


พรุ่งนี้จะปล่อยให้ยืนคอยแถวหน้าโรงเรียนอนุบาลของน้องอันสักครึ่งชั่วโมง!


นึกคาดโทษใครบางคนในหัว หมุนตัวเดินผละจากมาอย่างหงุดหงิด


อ๊ะ งั้นผมก็ไปเรียนสายด้วยน่ะสิ บ้าเอ้ย! ลืมไปเลยว่าพรุ่งนี้เรียนตึกเดียวกัน แถมเริ่มเรียนเวลาเดียวกันอีก


ผมเดินหัวเสียไปที่ลิฟต์ เกือบชนคนข้างหน้าดีนะเบรกตัวทัน กำลังจะอ้าปากพูดขอโทษ กลับโดนทักซะเอง


อ้าว ไหนแม่บอกว่าทีจะค้างที่นี่


ผมรีบเงยหน้าขึ้น พ่อผมเองครับ นึกว่าลงไปพร้อมพวกแม่แล้วซะอีกถ้ายังอยู่นี่แสดงว่าแวะที่ไหนสักแห่งมา


ตอนแรกผมนึกว่าไปห้องน้ำ แต่ในห้องคนป่วยก็มีนี่หว่า มาร้องอ้อในใจตอนเห็นโบชัวร์หลายใบในมือพ่อ มีตั้งแต่ตรวจสุขภาพของผู้ใหญ่ไปจนถึงเด็กเล็ก กับพวกโปรแกรมวัคซีนทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ นึกอยากยกมือก่ายหน้าผาก


นี่ผมต้องมาฟังเสียงน้องร้องไห้ตอนโดนฉีดยาอีกแล้วเรอะ!


สนใจนี่เหรอ?” พ่อโบกโบชัวร์ไปมาแถมยื่นให้อีก ทีเอาไปอ่านก่อนก็ได้


ผมรีบส่ายหัวรัวๆ ชวนพ่อเดินไปหน้าลิฟต์ด้วยกัน บอกตามตรงผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่


ยังไม่ตอบพ่อเลยนะ


ตอบ? อ้อ...


โดนพาร์ถีบออกมาครับ คืนนี้ผมเลยต้องกลับไปนอนบ้านผมทำหน้าหงุดหงิดพลางกดปุ่มเรียกลิฟต์ คนอุตส่าห์หวังดีไม่อยากให้นอนเฝ้าคนป่วยตั้งสองคนตามลำพัง มีคนช่วยดูแลเพิ่มดีกว่าเห็นๆ พ่อว่างั้นไหม


อ้าว บิดาที่เคารพหัวเราะใส่ผมซะงั้น


อะไรอ่ะ พ่อต้องเข้าข้างผมสิ!


ฮะๆ แล้วลูกไม่คิดว่าตอนนี้พาร์อยากอยู่ตามลำพังกับพวกลุงแทนบ้างล่ะ


สมองผมผุดภาพเพื่อนแปลงร่างเป็นก๊อตซิล่าพ่นไฟขึ้นฟ้า แล้วบ่นฉอดๆๆ จนสองฮีโร่ฝ่ายธรรมะต้องนั่งคุกเข่าก้มหน้าก้มตาฟังคิดแล้วแอบสยองแทน


เผื่อลูกยังไม่รู้ ลุงแทนกับป้าเจนเป็นพวกเสพติดงานทั้งคู่ พ่อได้ยินแม่บ่นมาเหมือนกันว่าที่เข้าโรงพยาบาลรอบนี้ เพราะหนีไปเคลียร์งานที่มีปัญหาถึงบริษัทแทนใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับบ้านในช่วงวันหยุด แต่ก่อนล้มโดนหามมาหาหมอแบบนี้ ทั้งคู่ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ๋งดีใช่ไหมล่ะ


มีขยิบตาส่งให้ด้วย ผมทั้งอยากพยักหน้าและส่ายหัวพร้อมกัน


ถ้าพ่อจะทำตาม ผมไม่เห็นด้วยนะ ไม่เท่เลย


นี่เลย! เดี๋ยวนะ ขอพ่อจดหน่อยพ่อหยิบสมุดเล่มเล็กสำหรับพกติดตัว มีปากกาด้ามเท่าสมุดเสียบรอพร้อมใช้งาน มือขยับจดคำพูดของผมยิกๆ พ่อจะเอาไปบอกลุงแทนของลูก ดูสิจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากน้อยแค่ไหน


งั้นเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการเทียวไปเทียวมาบ้านเรา


จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยวอยู่ ปกติลุงป้าของลูกไม่ล้มง่ายๆ แบบนี้หรอก แค่ทำงานข้ามวันน่ะจิ๊บๆ พ่อคิดว่าเพราะพักผ่อนไม่พอเกือบทั้งสัปดาห์ แล้วเจอโต้รุ้งข้ามวันข้ามอีกคืน เลยจบด้วยการมานอนแหมะที่โรงพยาบาลนี่แหละ


ผมพยักหน้าหงึกๆ แบบนี้นี่เอง


ส่วนลูกต้องเข้าใจพาร์หน่อย เด็กคนนั้นพึ่งพาตัวเองมาตลอด เลยไม่เข้าใจความคิดของลูก พอมีคนเสนอตัวช่วย พาร์คงเกรงใจ ไม่อยากให้มาลำบากด้วยเรื่องในครอบครัวตัวเอง แต่ถ้าช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็รับไว้นะ อย่างเสื้อผ้าของลูกไง


แววตาของพ่อดูเข้าอกเข้าใจคนกล่าวถึงไม่น้อย นี่ล่ะมั้งที่ว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน


ส่วนลูกโตมากับหลายๆ คน ทุกคนช่วยกันดูแลจนลูกโตในระดับหนึ่ง เลยซึมซับเรื่องการร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันมาไม่น้อย กรณีของลูกเลยตรงข้ามกับพาร์ที่ยืนหยัดเข้มแข็งตามลำพังพูดถึงตรงนี้พ่อก็หัวเราะอีก ถึงอย่างนั้นทั้งลูกทั้งพาร์กลับเข้ากันได้ดี พ่อแปลกใจจริงๆ


ผมขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วย พ่อรู้ได้ไงว่าเราเข้ากันได้?”


ก็พวกลูกพึ่งเจอหน้ากันแท้ๆ กลับดูสนิทเหมือนรู้จักกันมานาน…” พูดถึงตรงนี้พ่อก็หยุด ขยับหัวมาใกล้หูผม ลดเสียงลงเหลือกระซิบ พ่อกับลุงแทนพนันกันด้วยล่ะว่าพวกลูกจะได้เจอหน้าจังๆ เมื่อไหร่


ฮะ? พ่อผมกับพ่อพาร์พนันเรื่องนี้กันเนี่ยนะ?


แต่กว่าได้เจอหน้ากันจริงๆ ตั้งเกือบสิบปีแบบนี้ พวกพ่อเลยโดนกินเรียบ พวกลูกนี่เหมือนแม่เหล็กจริงๆ ก่อนหน้าก็เอาแต่ผลักกันไปมาตลอด ส่วนเดี๋ยวนี้…”


เดี๋ยวนะพ่อ! เกือบสิบปีนี่คืออะไร


ผมพูดขัดอย่างข้องใจสุดๆ พ่อเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะยิ้ม


งั้นพ่อเล่าอะไรให้ฟัง ลุงแทนเป็นเพื่อนสมัยมัธยมพ่อเอง พึ่งได้เจอกันอีกหนหลังส่งน้ำเข้าเรียนอนุบาล แต่สมัยนั้นน้องสาวเรากับเบอร์ดี้เรียนคนละห้องเลยไม่สนิทกันเท่าไหร่ บางครั้งลุงแทนก็ฝากลูกชายลูกสาวมาอยู่บ้านเรา แต่ช่วงนั้นลูกกำลังมีปัญหาไม่ยอมมาค้างที่บ้านพ่อไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น พ่อเข้าใจน่า อีกอย่างเพราะพ่อแม่ตัดสินใจยกลูกให้คนอื่นเลี้ยงตั้งแต่เกิด ลูกจะห่างเหินกับพ่อแม่ก็ไม่แปลกหรอก”


พ่อโยกหัวผมไปมา เป็นเวลาเดียวกับลิฟต์ที่กดเรียกมาถึงพอดี เลยพากันเดินเข้าไปในกล่องสี่เหลี่ยม ข้างในมีแค่เราสองคน พ่อเลยเล่าต่อ สองสาวน้อยเล่นด้วยกันบ่อยๆ พอเข้าประถมอยู่ห้องเดียวกันเลยเริ่มสนิทมากขึ้นเรื่อยๆ คบเป็นเพื่อนกันมาถึงปัจจุบัน อันนี้ลูกคงรู้แล้ว พวกพ่อก็เหมือนกันเจอกันบ่อยๆ เข้าก็สนิทกว่าสมัยเรียนหนังสืออีก


ผมพึ่งได้รู้ถึงความสนิทสนมของสองบ้าน ความเป็นมายาวนานดีจริงๆ หลังครุ่นคิดถึงประเด็นที่พ่อต้องการสื่อบอกก็เอ่ยปากถาม


หมายความว่า ผมควรรู้จักพาร์นานแล้ว?”


ก็นะ ถ้าไม่เอาแต่เฉียดจะเจอกันหลายครั้งหลายหนก็ไม่ได้เจอสักทีน่ะ พวกแม่ๆ ยังบ่นอยู่เลยว่าพวกลูกไร้วาสนาต่อกัน ชวนไปทำบุญให้พวกลูกออกบ่อย จำสายสิญจน์ที่แม่เอามาผูกข้อมือให้ลูกได้ไหม


ผมพยักหน้า สายสิญจน์เส้นแรกและเส้นเดียวที่ได้มาจากแม่ ทำไมจะจำไม่ได้ แม่บอกว่าไปดั้งด้นขอพระมาให้ ผมเลยผูกติดข้อมือตลอดตั้งแต่ป.6 จนขาดไปเมื่อตอนม.5


แม่ให้มาเพราะผมเตรียมสอบเข้าม.1 นี่ครับผมไปลองสนามโรงเรียนดังมา แต่ไม่ติดครับ ถึงติดผมก็ไม่คิดย้ายโรงเรียนหรอก ได้ยินแม่บ่นอยู่ว่าสายสิญจน์ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำผมรู้สึกผิดไปหลายวัน เพราะรู้ตัวดีว่าไม่ได้เตรียมตัวไปสอบเหมือนเด็กคนอื่น


พ่อหัวเราะอีกแล้ว ใครบอก แม่กับป้าเจนไปขอมาเพื่อผูกดวงพวกลูกต่างหาก ไม่เชื่อไปถามพาร์สิ โดนบังคับผูกติดข้อมือเหมือนลูกนั่นแหละ สองคนนั้นบ่นใหญ่ว่าไม่ได้ผลบ้างล่ะ ไม่ศักดิ์สิทธิ์บ้างล่ะ ขนาดพาร์ย้ายเข้าโรงเรียนลูกตอนม.ต้น เรียนครบสามปี พวกลูกยังไม่รู้จักกันเลย


ฮะ! เรียนโรงเรียนเดียวกัน?!”


ตายล่ะหว่า ทำไมผมไม่เคยเจอ เอ๊ะ หรือเคยเห็นผ่านๆ?


นี่ลูกพึ่งรู้? ไม่ไหวๆ ถ้าพาร์ไม่ไปเรียนต่างประเทศช่วง ม.ปลาย พวกพ่อว่าจะลุ้นต่ออีกสามปี


ผมย่นหน้า แสดงว่าเรื่องผมกับพาร์เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ แฟมมิลี่มาหลายปีดีดัก โดยพวกผมไม่รู้เรื่องด้วยสักนิดสินะ


แต่หลังจากเห็นพาร์กับทีในช่วงนี้ พ่อคิดว่าแม่เหล็กน่าจะสลับขั้วแล้วล่ะ


พ่อหย่อนคำแซวทิ้งท้ายในช่วงลิฟต์เปิดออกที่ชั้นแรก คนพูดทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เดินหนีไปรวมกลุ่มกับพวกแม่ที่ยืนคอยอยู่ใกล้ประตูทางออก ปล่อยให้ผมเดินเคี้ยวฟันตามหลัง


ถ้าผมเดาไม่ผิด พ่อต้องรู้แล้วแน่ๆ ว่าสาวน้อยประจำบ้านกำลังวางแผนทำอะไรอยู่


แล้วทำไมไม่ห้ามน้องล่ะครับพ่อ!


แต่เชื่อไหม ผมว่าผมรู้คำตอบ เฮ้อมีพ่อหัวสมัยใหม่ก็น่ากลุ้มใจเหมือนกันนะครับ 



 

โชคดีครับคุณลุงคุณป้าไม่เป็นอะไรมาก วันนี้ (วันอังคาร) ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่คุณหมอให้ออกตอนเย็น แม่ผมอาสาไปรับทั้งคู่เอง เย็นนี้ผมเลยต้องไปรับน้องอันกับซื้อของกินตามลิสต์รายการยาวเหยียด เนื่องจากวันนี้ที่บ้านผมจะมีงานฉลองออกจากโรงพยาบาลกัน


PAR:  ตกลงไปซื้อของก่อนค่อยไปรับน้อง?

TEE:  ช่าย


ผมกดพิมพ์ส่งคำตอบให้พาร์ทางไลน์ ระหว่างเดินตามเพื่อนไปโรงอาหาร เวรเฝ้าโต๊ะวันนี้รู้สึกจะเป็นของศิ 


PAR:  เลิกห้าโมง?


ก็จำได้นี่หว่า ผมก๊อปปี๊คำตอบเมื่อกี้ส่งไปใหม่อีกครั้ง


TEE:  ช่าย

PAR:  งั้นเจอกันที่เดิม

TEE:  สติกเกอร์หมีขาวโอเค


ถึงโรงอาหารพวกเราก็แยกย้ายทำหน้าที่ นนท์อาสาซื้อข้าวให้ศิ เรื่องน้ำเลยตกเป็นหน้าที่ผม เพราะร้านข้าวที่ผมชอบอยู่ใกล้ร้านน้ำพอดี ซื้เสร็จก็กลับมารวมตัวกันที่โต๊ะอีกครั้ง


อาทิตย์หนึ่งแล้วนะ


ผมเงยหน้ามองเด็นที่จู่ๆ ก็พูดเปรยแบบไม่เจาะจงว่าพูดกับใคร ไม่ใช่แค่ผม เพื่อนอีกสี่คนก็มองเด็นเหมือนกัน ต่างคนต่างงง ไม่เข้าใจว่ามันต้องการสื่ออะไร


ที่มึงทะเลาะกับผัว?” ลูกหว้าเปิดประเดิมก่อนใคร


ไม่ใช่ พวกกูยังหวานชื่นดี


หวานบ้าอะไร! ผมยังโดนสามีมันโทรถามอยู่เลยว่า ช่วงนี้เมียมันไปกินรังแตนที่ไหนมา ผมเลยสวนไปว่า ถ้าอยากให้เมียหายหงุดหงิด เลิกไปสังสรรค์กับรุ่นพี่เกือบทุกวันได้แล้ว แม่ง ไปเมาเหมือนหมาจนเมียอารมณ์เสีย ยังไม่รู้ตัวอีกความจริงเด็นบอกผมว่ามันไปมีคนอื่นด้วย ผมก็ได้แต่ส่งหลักฐานว่ามันไปกับรุ่นพี่ในคณะให้เด็นดู


แล้วอะไรคือหนึ่งอาทิตย์ของมึงนนท์ถามเป็นคนที่สอง                


เด็นจ้องผมทำไม?


เพื่อนทีของเราให้หนุ่มหล่อคณะนิติติดรถไปกลับครบอาทิตย์แล้วน่ะสิ กูเลยคิดว่างานนี้ต้องมีซัมติง


พอมีคนจุดประเด็น เพื่อนในกลุ่มก็หันขวับจ้องผมตาเป็นตาเดียว แววตาเปลี่ยนเชียวนะพวกมึง


เอยังไงหนอ เพื่อนทีช่วยให้ความกระจ่างกับพวกเราหน่อย


ลูกหว้าพูดขึ้นก่อนใคร ผมมองรอยยิ้มแสยะของคนพูดด้วยความสยอง


“…มึงหึง?”


จุ๊ๆ เรื่องแบบนี้เค้าไม่พูดกัน...


เพราะยังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย


ผมขำก๊ากหลังได้ยินประโยคเดียวของศิ แม่ธิดาผู้พูดความจริงตลอดกาลแผลงฤทธิ์ทีเดียวท่านิ้วแตะปากคลี่ยิ้มมีเลศนัยเสริมเสน่ห์ของลูกหว้าพังครืนในพริบตา ฮ่าๆๆ


แม้แต่เพื่อนยังไม่ได้เป็นเลยนนท์ตอกยี้กคน แววตาสั่นระริก


หึ เรื่องนี้ต้องโทษคนนี้ค่ะอ้าว ผมโดนลูกหว้าชี้นิ้วป้ายความผิดเฉย เมื่อไหร่คุณเพื่อนทีจะแนะนำให้รู้จักสักทีคะ?


ผมยกสองมือเป็นเชิงยอมแพ้ ขอโทษเถอะ กูถามให้แล้วนะ แต่พาร์ไม่อยากเจอมึงว่ะ


เสียงหัวเราะดังกระจายรอบทิศ เรื่องนี้โทษผมไม่ได้นะครับ เพื่อนคนอื่นได้รู้จักกันไปแล้วด้วยความบังเอิญ เจอกันตอนกินข้าวเที่ยงเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว เพราะโรงอาหารกลางโต๊ะไม่พอนั่ง กลุ่มพาร์เลยมาขอแจมด้วย แต่ตอนนั้นลูกหว้าดันโดนข้าศึกบุกชิดประตูเมือง ไปขลุกในห้องน้ำซะนาน กว่าจะออกมาพวกพาร์ก็ไปแล้ว หลังจากนั้นยังไม่มีโอกาสได้เจออีกเลย นึกแล้วก็ส่ายหน้า ไร้วาสนาจริงๆ เพื่อนผม อ๊ะ ผมไปว่าคนอื่นแบบนี้ไม่ได้นี่หว่า


เรียกมากินข้าวด้วยกันเลย!


เฮ้ๆ ไม่ได้ยินที่เพื่อนทีบอกหรือครับเพื่อนหว้า เจ้าชายของมึงไม่อยากเจอหน้ามึงอ่ะ


หุบปากไปเลยอีเด็น มีแฟนอยู่วิศวะซะเปล่า ไม่เค๊ยไม่เคยลากก๊วนหนุ่มหล่อประจำวิศวะมากินข้าวกับกลุ่มเราสักครั้ง


คนละกลุ่มกันโว้ย สามีกูรู้จักแต่ไม่สนิท ฟังภาษาคนออกรึยัง!


อ้อเหรอ ไม่สนิท ผมจะจำไว้นะเพื่อน


ผมตีเนียนหัวเราะขำไปพร้อมมินต์ ผู้รับชมการโต้คารมณ์ประจำกลุ่มเพียงอย่างเดียว ในกลุ่มเรา มินต์เรียบร้อยที่สุดแล้ว อ่อนหวาน มีน้ำใจ แต่ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่


แล้วตกลงเพื่อนทีจะนัดให้มะ? วันนี้เรียนตึกเดียวกันนี่


ผมหัวเราะค้าง ไหงกลับมาประเด็นเดิมอีกแล้วล่ะ นึกว่าลูกหว้าจะออกทะเลกู่ไม่กลับแล้วซะอีก


จะนัดก็รีบนัด นี่เที่ยงสิบห้าแล้ว เดี๋ยวพวกนั้นกินข้าวกันก่อนศิเอ่ยเตือน


ผมกรอกตานึกตารางเรียนเป้าหมายออกจากหัวสมอง พาร์ไม่ได้บอกผมหรอก แต่น้องสาวคนดีพยายามยัดมันเข้าสมองผมต่างหาก และทำสำเร็จด้วย เพราะผมทนเสียงน้องกรอกรูหูไม่ไหวเลยเอามานั่งอ่านนั่งท่องเอง แถมต้องไปทดสอบความจำกับน้องหลายคำถาม แทบร้องไชโยตอนน้องบอกผ่าน หลุดพ้นจากปีศาจน้อยได้ซะที 


คงไม่ได้ ช่วงบ่ายพาร์เรียนอีกตึก ไม่ได้กินข้าวที่นี่


ม...หมายความว่าโอกาสมีแค่ตอนเช้า


ผมมองท่าทางโอเวอร์แสนเศร้าของลูกหว้าด้วยความขำ เพราะวันนี้ลูกหว้ามาสายเลยไม่ทันได้เห็นพาร์เดินมากับผมเหมือนครั้งก่อน อีกอย่างผมกำลังสงสัย ลูกหว้าคิดจีบพาร์แน่เหรอ เห็นส่องคนนู้นคนนี้ไปเรื่อย ไม่เห็นเข้าหาใครแบบจริงจังสักคน แน่นอนเป้าหมายของลูกหว้าต้องเป็นหนุ่มหล่อครับ แต่โคตรต่างสไตล์กันเลย ให้อารมณ์เหมือนสาวๆ ตามปลื้มโอปป้าที่ชื่นชอบมากกว่า  


ลืมบอก ศุกร์นี้พวกมึงมาเชียร์กูด้วยนนท์เปิดประเด็นใหม่


นนท์มีแข่ง?” มินต์ถามอย่างแปลกใจ


ผมแปลกใจเหมือนกัน ช่วงนี้ไม่น่าจะมีแข่งกีฬาที่ไหน เพราะอีกสามอาทิตย์จะสอบปลายภาคแล้ว


แข่งซ้อมมือเฉยๆ เล่นสนุกๆ แต่แอบเอาจริง


ฟังดูขัดแย้งนะเด็นตั้งข้อสงสัย


มันเป็นศักดิ์ศรีของคณะ!


แข่งกับคณะอื่น?” ผมถาม นนท์ผงกหัวว่าใช่


คณะอะไร? หนุ่มหล่อเยอะปะ?” ตาเป็นประกายมากไปแล้วลูกหว้า


บ่ายศุกร์ของปี1 คณะเราไม่เรียน และที่ว่างตรงกันมีแค่คณะเดียว...


ผมชะงัก ชักสังหรณ์ใจพิกล รอฟังนนท์พูดเฉลย


เด็กนิติ


นั่นไง ขณะที่ผมกุมขมับ ยัยลูกหว้ากลับดี้ด้าถามกลับได้รวดเร็วทันใจ


หูย สรรค์เข้าข้างคนสวยแล้ว ว่าแต่แข่งอะไรอ่ะ?”


บาส


คราวนี้เดิมพันอะไรศิถามด้วยความเคยชิน แข่งรอบนอกทีไรเป็นแบบนี้ทุกที


นนท์เม้มปาก ท่าทางลำบากใจจนพวกผมชักลุ้นตามการอ้าปากของเพื่อน


สะใภ้คณะ


ทั้งกลุ่มเงียบกริบ มองหน้ากันไปมา ก่อนเด็นถามหน้างง มันคืออะไร


ผมเบนสายตาจ้องนนท์เหมือนเพื่อนคนอื่น


นนท์ส่ายหน้าหวือว่าไม่รู้เหมือนกัน แต่พวกรุ่นพี่พูดกับพวกกูปี1 เสียงเครียด แสดงว่ามันต้องสำคัญ


ผมสะดุดหู รีบถามให้แน่ใจ ปี1 ลงแข่งเอง?”


ทุกทีคละๆ ชั้นปีกันไป แต่ส่วนใหญ่ในทีมจะมีปี1 แค่คนเดียวนี่หว่า


นนท์ส่ายหน้า กัปตันทีมเลือกจากรุ่นพี่ แต่สี่คนที่เหลือปีหนึ่งหมดวะ


กลุ่มผมฮือฮากับข่าวใหม่ทันที ก่อนจะพูดอะไรมากกว่านั้น โทรศัพท์ทุกคนส่งเสียงแจ้งเตือนไลน์เข้า เสียงเฉพาะแบบที่รู้ได้ทันทีว่าจากประธานชั้นปี1


มล: แจ้งข่าว! รุ่นพี่เรียกรวมตัว บ่ายโมงที่ห้องเรียน 602 ณ อาคารเรียนรวมXXX


6 ตัวแรกหมายถึงชั้น ส่วน 02 คือเลขห้องครับ สถานที่ก็อาคารเรียนร่วมที่ผมอยู่ตอนนี้ มันมีหกชั้น ชั้นบนสุดมีแค่สองห้อง เป็นห้องใหญ่มาก ไม่ค่อยได้เปิดใช้หรอก นอกจากมีประชุมรวมทุกชั้นปี งานประชุมวิชาการ ไม่ก็งานบรรยายอะไรสักอย่างที่ต้องจุคนเยอะๆ  


“…หรือว่าจะเกี่ยวกับสะใภ้คณะอะไรนั่น?” ศิเปรยขึ้นมา


ชัวร์!ลูกหว้าลงความเห็น


จะใช่หรือไม่ ก็ต้องไปตามนัดอยู่ดีครับ


------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 162 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2767 KiHaE*129 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 22:14

    ทีเป็นคนที่เทคแร์ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ใส่ใยรายละเอียดการดูและมากก

    #2,767
    0
  2. #2761 View_Aranya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 08:37

    😍😍😍😍
    #2,761
    0
  3. #2741 Kureko (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 15:57

    ลุ้นนนน

    #2,741
    0
  4. #2697 ThkTheks (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 21:44
    โอ้ยยยยยยย แค่ได้ยินก้ลุ้นละเด้อ
    #2,697
    0
  5. #2616 Mistyblack (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 06:09
    ทำตามคำแนะนำ #3,534
    #2,616
    1
    • #2616-1 KatzeP(จากตอนที่ 4)
      11 กรกฎาคม 2560 / 13:54
      เอ...หมายถึง #2,534 เปล่าคะ?
      #2616-1
  6. #2534 FairyP718 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 15:46
    ถ้าให้นี่เดามั่วเองคือคณะไหนแพ้ต้องส่งคนมาเป็นสะใภ้คณะที่ชนะป่ะ เลิกเดาแล้วอ่านต่อเถอะ 5555
    #2,534
    0
  7. #2168 shshshx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 22:45
    อะไรคือสะใภ้คณะ
    #2,168
    0
  8. #1946 baekbow (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 15:35
    สะใภ้คณะคืออะไร?
    #1,946
    0
  9. #1807 milkc (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 12:37
    ตุ้นเต้นคร่ะ
    สะใภ้คณะคืออะไรรรรรรรร
    >{} #1,807
    0
  10. #671 Dairy-nana (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2559 / 06:28
    หูวววว เฉียดไปเฉียดมาไม่เจอกันซะที 55555
    #671
    0
  11. #356 NeNe (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 12:22
    ถึงขั้นผูกดวงกันเลยหูยยยยย
    #356
    0
  12. #218 nam3 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 17:07
    หูยย ผูกดวงเลยยย คุณแม่สายโหดดด 5555555
    #218
    0
  13. #75 Beaoutwy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 14:56
    ผูกดวงงง 555555 แม่ๆเขาจริงจังแค่ไหนเนี่ย
    #75
    0
  14. #14 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 00:11
    บรรดาแม่ๆ ถึงขั้นไปผูกดวงกันเลยทีเดียว งานนี้ต้องแก้นะสายสิญจน์ศักสิทธิ์จริง แต่ทำงานดีเลย์คร๊าาาา จะรอดูว่าใครจะเป็นสะใภ้คณะ คุคุคุ
    #14
    0
  15. #13 สิมิชิกิ บาโท (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2558 / 19:41
    ใครหนอ
    ใครที่เป็นสะใภ้
    #13
    0
  16. #12 ZiDEXiDE (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2558 / 18:51
    ใครจะเป็นสะใภ้คณะเนี่ยยยยย
    รีบมาต่อนะคะ
    #12
    0