[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 13 : บทที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,866
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    11 ก.ย. 59


บทที่ 11


ในลานจอดรถกลางแจ้งใกล้โรงยิม รถเยอะมากครับ จอดเต็มพื้นที่ไม่พอ ถนนด้านนอกยังจอดเรียงรางเป็นแถว สมแล้วที่ขนกันมาหมดคณะ รวมสองคณะเข้าไปโรงยิมกลางที่เล่าลือว่าจุคนได้มหาเยอะยังเกือบเต็ม


“เมื่อเช้าจอดตรงนี้ ถูกไหม?”


ผมชี้จุดจอดรถให้พาร์ช่วยยืนยัน


“ถูก”


ใบหน้าเราเคร่งเครียดทั้งคู่ เพราะตอนนี้มีรถสีขาวของใครไม่รู้มาจอดแทนที่เจ้าลูกรักสีน้ำเงินของผม


“มึงได้ขยับรถไปไหนหรือเปล่า?”


“กูจะขยับได้ไง กุญแจก็ไม่มี” ผมว่า “แล้วมึงมองหาจนทั่วแล้วใช่ไหม?”


“แค่คร่าวๆ แต่กูแน่ใจว่ากวาดดูหมดทุกพื้นที่”


“งั้นลองหาดูกันอีกรอบ” 


ผมกับพาร์ตกลงแบ่งพื้นที่คนละครึ่ง แยกย้ายกันมองหาเจ้า Honda Jazz ของผม


รถผมดันเป็นรุ่นนิยมด้วย เห็นไกลๆ นึกว่าใช่ แต่เจอป้ายทะเบียนกลับไม่ใช่ ผิดหวังซ้ำไปมาสองสามหน ผมก็เลิกดีใจล่วงหน้า ดูฝั่งตัวเองจนทั่ว…ไม่เจอ ใจเสียหนักขึ้น แต่เสี้ยวหนึ่งแอบหวังฝั่งพาร์จะเจอ พอวิ่งย้อนกลับจุดนัดหมาย สีหน้าพาร์ก็ยังไม่เปลี่ยน ผมเม้มปาก ค่อยๆ หยุดฝีเท้า ยืนนิ่งห่างจากพาร์ช่วงใหญ่ ไม่กล้าฟังคำตอบจากปากเพื่อนตรงๆ


กลัว…กลัวมันจะหายไปจริงๆ


…ของขวัญชิ้นแรกจากครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่รวมถึงปู่ย่า และลุงนิกด้วย ทุกคนพร้อมใจหารเงินซื้อรถคันนี้มาฉลองเรียนจบชั้นมัธยมและสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผมต้องการได้ ผมยังจำวันแรกที่ได้เห็นรถสีฟ้าคันนั้นจอดหน้าบ้าน พร้อมกับคนใกล้ตัวและคนทางไกลต่างยืนออกันอยู่ในไอแพคของพ่อประสานเสียงพูด ‘เซอร์ไพรส์’ ให้ผมที่พึ่งถูกน้องสาวลากลงจากเตียงมาดูของขวัญ


ความตื่นเต้นยังสู้ความดีใจที่มันเป็นของขวัญร่วมชิ้นแรกจากทุกคนไม่ได้


แต่ผมกลับ…ดูแลรักษา…ไม่ได้ 


“ที”


ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ทันทีที่โดนเรียก ตกใจเล็กๆ ยามเห็นพาร์ในระยะประชิด มันเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เพียงเสี้ยววินาทีที่สบตากัน แววตาของพาร์มีทั้งคำขอโทษทั้งเสียใจอยู่ในนั้น


วินาทีต่อมาต้องอึ้งกว่าเดิม…ไม่คาดคิดว่าจะถูกกอด


“มึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”


“กู…ไม่เป็นไร”


“แต่…”


ผมฝืนหัวเราะ “กูบอกน้องเสมอว่าอย่าร้องไห้ง่ายๆ ถ้ากูทำไม่ได้ก็แย่สิ เพราะงั้น…” ผมทิ้งหน้าผากไว้กับไหล่พาร์ หลับตาลง “ขออยู่แบบนี้สักพัก ขอกูตั้งสติหน่อย”


ผมใช้เวลาพักใหญ่ๆ กว่าจะเรียกสติกลับมาได้หมด และข่มซ่อนความเสียใจไว้ด้านใน


สิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ ลูกขอ…โอกาสแก้ตัวสักครั้งได้ไหม


ผมลืมตาขึ้น ดันตัวเพื่อนออกห่าง พาร์ยอมปล่อยโดยดี ผมเปิดประเด็นอีกครั้งด้วยความข้องใจ


“กูไม่คิดว่ารถทั้งคันจะหายง่ายๆ หรอก” 


“…กูไม่อยากใส่ร้ายใคร แต่กูสงสัยรุ่นพี่ของมึง”


“คิดว่ารุ่นพี่กูขโมย?”


“เพราะมีช่วงหนึ่งที่กุญแจรถไม่ได้อยู่ที่เราทั้งคู่” พาร์ตั้งข้อสังเกต “กูคิดว่ารถคงหายไปช่วงนั้น”


“ที่มึงพูดก็ถูก แต่เป็นไปได้ยาก เพราะถ้ารถหายเมื่อไหร่ รุ่นพี่ที่ถือกุญแจรถกูไว้จะตกเป็นเป้าทันที ต่อให้เป็นขโมยโง่แค่ไหนคงไม่ทำแบบนี้แน่ๆ”


“…ข้อมูลน้อยไปสินะ”


“อือ กลับไปถามรายละเอียดกันก่อนเถอะ”


ผมออกเดินนำ พาร์ก้าวตามติดๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้ามาเดินข้างๆ พูดเสียงเคร่งขรึม


“มึงไม่ต้องกังวล ถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงยังไม่ได้รถคืน เรื่องถึงตำรวจแน่นอน”


ผมถอนหายใจ “กูห่วงความรู้สึกคนซื้อรถคันนั้นให้มากกว่าอีก ไม่รู้จะบอกพวกเขายังไงวะ…คงผิดหวังมาก กูได้มายังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ…ถึงตอนหลังอาจได้รถคืนมา แต่ความรู้สึกที่เสียไปล่ะ มันไม่ได้กลับคืนมาด้วยหรอก”


“ขอโทษ…ถ้ากูคืนกุญแจให้โดยตรง เรื่องคงไม่เกิด”


ผมมองพาร์ แล้วยิ้มปลอบใจให้มันบ้าง “ขอโทษครั้งเดียวก็พอแล้วน่า”


“นี่กูพึ่งพูดครั้งแรก…”


“พาร์! ที! พวกมึงอยู่ไหนกันวะ?!”


เสียงตะโกนคุ้นๆ เฮ้ย เสียงไอ้นนท์นี่หว่า 


“อยู่นี้โว้ย! ตรงนี้!”


“ออกมาหากูหน่อย! ตรงทางเข้าอ่ะ! กูมีข่าวด่วนต้องบอกพวกมึง!!”


พวกผมสบตากัน พลส่งข่าวมาหาถึงที่ ไม่ต้องย้อนกลับไปถามถึงโรงยิมให้เสียเวลาแล้ว เรารีบตรงไปหานนท์ เห็นมันกำลังเดินวนไปมา สีหน้ากระวนกระวาย เห็นหน้าพวกผมปุบก็โผล่ถามประโยคแรก


“พวกมึงแจ้งตำรวจยังวะ?!”


“ยัง” พาร์เป็นคนตอบ


นนท์ถอนหายใจยาว ผมหรี่ตาลง ชี้นิ้วใส่หน้ามัน “อย่าบอกนะว่ามึงเอารถกูไป”


“เปล่าโว้ย!” มันรีบส่ายหัวยิกๆ “แต่รถมึงไม่ได้หายไปไหน ย้ำอีกครั้ง รถมึงไม่ได้หาย..! งานนี้ไม่มีขโมยแต่อย่างใด แม่ง พวกมึงสองตัวทำคนในโรงยิมวุ่นวายไปหมด พี่นันกับพี่ดินนะ หน้านี่อย่างกะ…”


“หยุดเพ้อก่อน! นาทีนี้ต้องได้เห็นรถทั้งคัน แล้วมึงจะพร่ำเพ้ออะไรค่อยว่ากันทีหลัง”


“เออๆ รถมึงจอดอยู่ฝั่งกะโน้น กูไปเห็นมากับตาแล้ว ถึงวิ่งมาบอกพวกมึงเนี่ย”


“นำไปเลย”


ระหว่างวิ่งตามคนนำทาง นนท์ก็บอกเล่าคร่าวๆ ว่า รถผมถูกรุ่นพี่ขอยืมไปขนข้าวขนน้ำเมื่อตอนกลางวัน เพราะจุของได้เยอะ


“พี่เขาก็กะจอดคืนที่เดิมหรือใกล้เคียง แต่ลานจอดเต็มแล้ว เลยต้องขับวนหาที่จอดด้านนอก กว่าจะได้ที่จอดเลยไกลหน่อย”


ไกลจริงๆ ครับ ถ้าไอ้นนท์ไม่นำทาง คาดว่าวันนี้คงหาไม่เจอหรอก


“นั่นไงรถมึง!”


ผมรีบมองป้ายทะเบียนก่อนเลย…ตรงเป๊ะ


เสียงปลดล็อกรถจากรีโมตในมือพาร์ช่วยยืนยันซ้ำสอง ได้เจอลูกรักอีกหน ผมทั้งดีใจทั้งโล่งใจ ขนาดพาร์ยังถอนหายใจออกมาเลย


“น้องสองคนแจ้งตำรวจหรือยัง?”


ผมพึ่งสังเกตเห็นรุ่นพี่สองคนยืนอยู่ข้างรถ พี่นันเป็นฝ่ายร้องถามเมื่อครู่ อีกคนไม่คุ้นหน้า ใบหน้าดูซีดเผือกสุดๆ คนนี้แหละที่เคลื่อนรถผมออกมา


“ยังครับ”


หลังได้ยินคำตอบจากผม รุ่นพี่ทั้งสองถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ผมสะกิดพาร์บุ้ยใบ้ให้มันเอารถไปรับเพื่อน แต่เจ้าตัวกลับหยุดยืนข้างๆ ไม่ไปไหน ขยับปากกลับมาว่าขอหนึ่งนาที แล้วส่งเสียงขรึมท่าทางเอาเรื่องไม่น้อยออกมา


“รุ่นพี่มีอะไรจะพูดไหมครับ”


พี่นันตบหลังคนข้างๆ เสียงดังฟังชัด คนเจ็บพยายามข่มอาการ พูดเสียงตะกุกตะกัก


“เอ่อ พี่ขอโทษนะ พี่ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่…”


ผัวะ!


ฝ่ามือพี่นันโบกกระบาลคนพูดเข้าให้ “ไม่เป็นเรื่องใหญ่บ้านมึงสิ ทีหลังเอารถไปจอดไหนหัดบอกเจ้าของรถด้วย ดีนะน้องยังไม่แจ้งความน่ะ”


คนทำผิดกุมหัวครางเสียงอ่อย “ครับพี่”


“พี่ต้องขอโทษแทนน้องชายไม่มีหัวคิดด้วยเหมือนกัน ส่วนมึงมานี่เลย”


“โอ๊ย อย่าดึงหูผมสิพี่”


ผมมองไล่หลังด้วยความงง น้องชายเหรอ? หมายความว่าเป็นพี่ชายมลด้วยน่ะสิ ไม่เห็นมันบอกว่ามีพี่ชาย เอ้ย ประเด็นคือพี่น้องบ้านนี้เรียนคณะเดียวกันหมดเลยเหรอเนี่ย?


ระหว่างผมมองสองคนนั่นเดินออกห่าง ก็โดนพาร์ดึงตัวลากไปขึ้นรถ นนท์มองซ้ายขวาเหมือนช่างใจว่าจะตามพี่นันไปดี หรืออยู่กับพวกผมดี สุดท้ายก็เลือกวิ่งมาเปิดประตูหลัง พูดขอติดรถไปลงหน้าโรงยิม พาร์ไม่ได้ว่าอะไร เพราะต้องไปรับเพื่อนที่นั่นอยู่แล้ว


“อ้าว ยังไม่ปรับเบาะ…ดึงขึ้นยังไงวะที”


ผมมองตามเสียงเพื่อน ถึงเห็นว่าสองเบาะหลังถูกปรับลงราบกลายเป็นพื้นที่กว้าง คิดไปคิดมา ผมว่าปรับเบาะเตรียมรับคนป่วยเลยดีกว่า


“ทำอะไร?”


“เตรียมรับคนเจ็บไง” ผมยังไม่ทันลงมือทำอะไร ก็โดนพาร์ดันตัวกลับที่นั่งข้างคนขับ โบกมือไล่นนท์ขึ้นรถทั้งแบบนั้น


“ถ้าไม่ปรับ คนเจ็บนอนทั้งตัวไม่ได้นะมึง” ผมแย้งระหว่างพาร์ออกรถ


“นั่งยืดขาก็พอ เพื่อนกูเจ็บแค่ขา” 


“อ้าว แต่กูเห็นหมดสตินี่หว่า”


“ทนเจ็บมากๆ ระยะเวลาหนึ่ง พอหมดช่วงต้องทน ร่างกายก็สั่งปิดตัวเองแบบนี้แหละ ไอ้มีนน่ะเป็นประจำ”


ผมทำหน้าประหลาดใจ “มึงพูดเหมือนรู้จักเขานานแล้ว ไม่ใช่พึ่งรู้จักตอนเข้ามหาลัยเหรอ”


“เปล่า ฟังเชนเล่ามาอีกที”


ผมทำหน้าหน่ายใส่พาร์ แม่ง พูดซะเหมือนรู้จริง เอาเถอะ ถ้าจำเป็นค่อยปรับเบาะใหม่ก็ได้


จู่ๆ พาร์ถามขึ้นเหมือนยังข้องใจไม่หาย “มีใครบอกมึงว่าจะขอยืมรถหรือเปล่า”


ผมนึกดูสักพัก “ไม่มี”


“ไม่มีได้ไง” นนท์แย้ง “กูได้ยินรุ่นพี่พูดกันว่าบอกมึงแล้ว”


“บอก? ตอนไหนวะ? ทำไมกูไม่รู้เรื่อง”


“ไม่รู้โว้ย ไปถามพวกรุ่นพี่กันเองนู้น”    


ผมขมวดคิ้วสักพักก็คลายสีหน้า เอาเถอะ ผมได้รถคืนแล้วนี่


“เช็ดของในรถดู มีอะไรหายหรือเปล่า”


พาร์เตือนเสียงเข้ม ผมรีบเริ่มเปิดเก๊ะหน้ารถดูเป็นอย่างแรก ก่อนเปิดช่องเก็บของตรงที่เท้าแขน ในรถไม่มีของมีค่าหรอกครับ แต่มีข้าวของบางชิ้นที่หากเอาไปขายเป็นของมือสองก็พอได้ราคาดีบ้าง อย่างแว่นตากันแดดอันโปรดของพาร์ เห็นว่าซื้อตอนเรียนอยู่ต่างประเทศ หรือปากกาโคตรแพงที่เป็นของฝากจากลุงนิก      


“ดูแล้วไม่น่าจะมีใครรื้อของ…”


“ลองรื้อดูสิ” 


พาร์พึมพำ แม้จะเบา แต่ในรถแคบๆ เงียบๆ ผมได้ยินชัด และเชื่อเถอะไอ้นนท์ก็ต้องได้ยิน ผมเหลือบมองด้านหลัง สบตากับนนท์ที่กำลังจ้องผมเขม็งพอดี แววตาเหมือนจะถามว่าเจ้าของรถเป็นใครกันแน่ ผมอยากพูดแย้งใจจะขาด เพราะมีของพาร์อยู่ในรถด้วยหรอก มันเลยตกเป็นผู้เสียหายเหมือนกัน 


กลัวยิ่งพูดแก้ยิ่งแย่ ผมเลยเลือกเมินสายตาข้องใจของคนด้านหลัง ก้มหน้าตรวจเช็คของต่อไป 


“ไม่มีอะไรหาย” ผมสรุปหลังเช็คดูถี่ถ้วนแล้ว


เรื่องครั้งนี้เป็นบทเรียนของเราเลยครับว่าห้ามฝากกุญแจรถไปกับคนอื่น


“ข้างหลังมีถุงเสื้อผ้าด้วย ของมึงเหรอที”


ผมหันมองตามเสียงถามของนนท์ เห็นของที่มันยกให้ดูก็ร้องอ้อ “ชุดนักศึกษาที่กูใส่มาวันนี้ไง”


“เก่งวะ มึงพับซะเรียบร้อยเหมือนที่แม่กูทำให้เลย”


“อ้อ นั่นพาร์เป็นคนทำ…” ผมหุบปากฉับ หลังเห็นแววตาเพื่อนแปรเปลี่ยนเป็นจ้องจับผิดอีกครั้ง


ผมพูดอะไรผิด? ก็ไม่นี่หว่า


“…ข้างในถุงมีกางเกงลิงของมึงด้วยปะ?”


“จะมีได้ไง! กูต้องใส่อยู่กับตัวสิโว้ย!”


แว่วเสียงมันงึมงำว่าก็ยังดี…


ดีอะไรวะ? 


“พูดถึงกางเกงในทำกูนึกได้” พาร์พูดขึ้นมาขัดจังหวะผมกำลังอ้าปากจะถาม “เมื่อวานตอนตากผ้า เจอบ็อกเซอร์เอวย้วยของมึงตั้งหลายตัว ถ้าถึงขั้นต้องใช้หนังยางมัดกันหลุด กูว่าเปลี่ยนเส้นยางขอบเอวใหม่ดีกว่า ไม่ก็โละทิ้งซื้อของใหม่”


ปากผมเลยอ้าค้าง ไม่นึกว่าพาร์จะเอาเรื่องนี้มาพูด


“ในตู้เสื้อผ้าก็มีย้วยน่าเกลียดอีกเพียบ มึงจะเก็บสะสมทำบ้าอะไร”


“ก็ถ้าซื้อใหม่มันน่าเสียดายออก เนื้อผ้ายังดีอยู่เลย” ผมถึงแก้ปัญหาเอาหนังยางมัดถุงกับข้าวมาใช้แทนไง แน่นอนว่าใส่เฉพาะตอนอยู่บ้านครับ “แล้วเรื่องเปลี่ยนขอบยาง กูทำไม่เป็นนี่หว่า”


ผมเคยลองนะ ไม่กี่วันต่อมาไอ้ด้ายที่ผมเย็บไว้ก็หลุดออกมาแล้ว เรื่องนี้ยัยน้ำยังทำได้ดีกว่าผมอีก แต่จะให้น้องสาวจับกางเกงในใช้แล้วนี่ก็…ดูไม่ควร ผมเลยไม่เคยขอให้น้องทำให้


“แล้วทำไมไม่จ้างคนอื่น?”


“กางเกงในใช้แล้วเนี่ยนะ เอ่อ กูอาจคิดมากเกินไป แต่มันเหมือนของใช้ส่วนตัวเปล่าวะ แล้วคนรับจ้างทำ กูเห็นมีแต่เพศหญิงทั้งนั้น”


พาร์ถอนหายใจ “ถ้าเป็นเพศชายโอเคใช่ไหม งั้นเดี๋ยวกูเปลี่ยนให้”


“ฮะ!” ผมเผลออุทาน “เดี๋ยวๆ มึงจะทำให้จริงอ่ะ?”


“อืม” 


สีหน้าพาร์ปกติมากครับ เหมือนคุยเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ผมกลับรู้สึกทะแม่งๆ เหมือนมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง 


“จ...จะดีเหรอ?”


“ถ้าไม่ดีจะถามมึงมั้ย!”


ผมสะดุ้งตกใจเสียงออกแนวหงุดหงิดของมัน “งะ งั้นฝากด้วย”


ตอบรับไปแล้วก็รู้สึกแปลกๆ ทีหลัง แบบ…มันตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก จนต้องพูดอีกประโยคแก้เก้อ “ต...แต่ตัวเน่าๆ ไม่ต้องนะ”


“ประเภทนั้นกูจับโละทิ้งให้มึงอยู่แล้ว เดี๋ยวกลับไปกูจะรื้อไอ้ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้ามึงออกมาจัดระเบียบให้ใหม่ด้วย”


ฟังจากน้ำเสียงเข้มๆ ของพาร์…ดูท่าคงอดทนกับสภาพตู้เสื้อผ้ารกๆ ของผมมาสักพักใหญ่


ผมเงียบกริบ บรรยากาศในรถเริ่มเงียบตาม ครู่หนึ่งถึงมีเสียงฟังดูเกรงใจมากจากคนโดนทิ้งนั่งด้านหลัง


“เอ่อ…ช่วยปล่อยให้กูลงตรงนี้ด้วย”


ผมหันมองนนท์งงๆ “มึงจะรีบลงทำไม?” หักเลี้ยวโค้งข้างหน้าก็ถึงจุดหมายแล้ว


ไอ้นนท์เมินผมเฉย หันไปร้องขอพาร์อีกครั้ง รถจอดปุ๊บรีบลงปั๊บ ก่อนประตูปิด ผมได้ยินมันพึมพำพยัญชนะไทย


“ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย...”


ผมขมวดคิ้ว เลื่อนกระจกหน้าต่างลง บอกอย่างหวังดี เข้าใจว่าไม่ได้ท่องนาน มีข้ามบ้างไม่แปลก ส่วนผมจำได้แม่น เพราะน้องอันท่องกรอกหูให้ฟังบ่อยๆ 


“มึงท่องข้าม ฃ.ขวด วะ”


นนท์โต้กลับมาทันที “ก็กูไม่อยากได้ ฃ.ขวด แถมกูยังโดน ช.ช้าง ปาใส่หน้าอีก”


ผมทำหน้าไม่เข้าใจ “แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับ ‘ช.ช้าง’ วะ..?”


“มึงมันโง่..!” ไอ้นนท์ตะโกนทิ้งท้ายไล่หลังอย่างเจ็บแสบ “กูหมายถึงกขค.ชัดๆไง” 


“พาร์ ถอยรถกลับ!”


“ไร้สาระ เพื่อนกูรออยู่”


ผมเลยนั่งหน้าบึ้ง ใจหงุดหงิด เดี๋ยวรอลงจากรถก่อนเถอะ จะจัดการชำระความมันแน่ อ้อ ต้องทบต้นทบดอกเรื่องที่มันทำผมเป็นสะใภ้คณะด้วย




ความชุลมุนเกิดขึ้นทันทีที่พาร์จอดตรงหน้ากลุ่มนักกีฬาเสื้อฟ้าที่ยืนรอตรงฟุตบาทใกล้ประตูทางเข้าออกหมายเลข 4 ...อย่างแรกประตูข้างทั้งสี่ด้านไม่ได้ปลดล็อก ก่อนใครจะทันทุบกระจก พาร์เลื่อนกระจกฝั่งผมลง ตะโกนข้ามหัวผมบอกคนด้านนอก


“ไปเปิดประตูท้ายรถ!” คนฟังพากันชะงัก ก่อนโยกย้ายคนเจ็บเข้าทางประตูหลังสุดแทน


อย่างที่สองคือการยกคนเจ็บที่กำลังหลับขึ้นรถ


“ค่อยๆ ยก”


“เฮ้ย ระวังเท้ามันหน่อย”


“พี่กันมาเป็นเบาะให้มันนั่งพิงที”


“ได้ๆ”


อย่างที่สาม พื้นที่รถมีจำกัด ผู้ชายสองก็ถือว่าเต็มแล้ว แต่จะขึ้นนั่งตรงปลายเท้าพี่กันก็ได้อีกคน  สองคนข้างนอกเลยกำลังตกลงกันอยู่ครับ  


“เป็นห่วงมันหนัก มึงขึ้นไป เดี๋ยวกูขี่มอเตอร์ไซค์ตาม…”


“ดูขนาดตัวกูหน่อย มึงควรขึ้นไป คอยระวังขาซ้ายมีนด้วย”


“แล้วมึง…”


“เดี๋ยวกูขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปเอง” 


คนด้านหลังได้ข้อสรุป ผมก็ได้ข้อสรุปเช่นกัน จะทู่ซี้นั่งต่อไปเนี่ยแหละ! ไม่ใช่อะไร ก็ถ้าผมลง…จะกลายเป็นยืนบนฟุตบาทกับยักษ์นั่นตามลำพัง แค่คิดยังไม่ไหว


“ไมมึงมาช้า!” คนด้านหลังร้องถาม เสียงนี้น่าจะของเชน


“มีปัญหานิดหน่อย” พาร์ตอบระหว่างออกรถ “มันเป็นไงบ้าง”


“ได้สติครู่หนึ่งก็หลับต่อ ดูมันปวดข้อเท้ามากผิดปกติ” เสียงนี้ของพี่กัน “หมอนผ้าห่มตรงนี้พี่ขอยืมรองขาคนเจ็บนะ”


“ครับ” ผมเอ่ยอนุญาต


จากนั้นคนบนรถวิเคราะห์กันใหญ่ คนเจ็บเป็นอะไรกันแน่ จนได้ข้อสรุปว่าน่าจะกระดูกข้อเท้าร้าว


เท่าที่ผมจับใจความ พี่กันเดาว่ามีนคงล้มผิดท่าเลยเจ็บข้อเท้า แต่ก็ยังฝืนเล่นจนล้มซ้ำอีกหลายครั้ง เพื่อนร่วมทีมไม่ทันสังเกต เพราะควอเตอร์สุดท้ายเล่นกันแรงเร็ว แล้วมันก็ใช้เวลาแค่สิบนาที รู้ตัวกันอีกทีก็ตอนเพื่อนล้มก่อนกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาแค่แปบเดียว ตอนนั้นอาการมีนก็แย่แล้ว ตาดูลอยๆ บอกแค่เจ็บขาแล้วหมดสติไปเลย


ผมมัวหันไปคุยและฟังบทสนทนาเพลิน พอหันหน้ากลับมาเห็นทิวทัศน์นอกกระจกถึงกับชะงึกกึก รีบคว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาด เอ่ยแนะนำคนด้านหลังตามประสาผู้มีประสบการณ์ไปโรงพยาบาลกับพาร์มาก่อน


“ข้างหลังระวังคนเจ็บด้วยครับ พาร์ขับรถเร็วนรกแตกมาก เบรกทีอาจมีหัวทิ่ม ทางที่ดีจับราวเหนือประตูกันด้วยครับ”


“ฮะ?”


สิ้นคำอุทานงงๆ พาร์ก็เปลี่ยนเกียร์ ส่วนผมรีบหลับตา ไม่มองให้เสียวสันหลังเป็นหนที่สอง


“เฮ้ยยย!”


“แว๊กกก! พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยลูกด้วยยย!”


เชน มึงร้องได้หนวกหูมาก


“หุบปากกันด้วยครับ!”


หลังคำประกาศิตจากคนขับ เงียบกริบทั้งคันรถ ได้ยินเสียงฟันใครสักคนกระทบดังกึกๆ ฟังแรกๆ ก็ขำอยู่ แต่นานเข้าชักน่ารำคาญแทน


“ที ส่งทิชชูไปให้อุดปากมันดิ เสียงฟันมันทำกูไม่มีสมาธิ เดี๋ยวได้ลงข้างทางกันหมด”


ผมฉวยโอกาสรถติดไฟแดง ตอบรับคำสั่งพาร์ รีบดึงทิชชู่ตรงหน้ารถไปสามแผ่น หันไปส่งให้พี่กัน ซึ่งส่งต่อให้เชน…คนรับรีบเอาไปยัดปากเองอย่างรู้หน้าที่


พ้นไฟแดงเล็กน้อย การขับแบบท้านรกก็มาเยือนอีก ไอ้คนขับก็ไม่เห็นใจผู้โดยสารสักนิด


คนน่าอิจฉาสุดคือคนเจ็บ…หลับไม่รู้เรื่องเลย


คราวนี้ระยะทางสั้นกว่าครั้งก่อนมาก ผมไม่ต้องทนนานเท่าหนแรก เลยไม่ค่อยมีอาการเท่าไหร่ แต่อีกสองคนไม่ใช่ พากันแข้งขาอ่อนมากน้อยตามรายบุคคล ส่วนคนเจ็บมีบุรุษพยาบาลยกตัวขึ้นเตียง เข็นเข้าด้านในอาคารตั้งแต่จอดรถเทียบทางเข้าแล้วครับ ทุกอย่างรวดเร็วมาก สงสัยมีใครติดต่อบอกทางโรงพยาบาลก่อน


ผมพยุงเชนเดินตามหลัง เห็นพาร์กับพี่กันสอบถามเรื่องคนเจ็บอยู่กับบุรุษพยาบาล ได้เรื่องแล้วค่อยเดินทางต่อ จนไปนั่งแหมะรวมตัวกันอยู่หน้าห้องรักษา หน้าพี่กันกับเชนยังซีดอยู่เลย เดือดร้อนพาร์ต้องซื้อชาขวดจากตู้หยอกเหรียญอัตโนมัติมาให้ทั้งคู่เป็นของปลอบขวัญ 


ผมสะกิดพาร์ ชี้นิ้วใส่ตัวเอง มันโบกมือไล่ผมไปซื้อเอง อะไรวะ ไม่คิดปลอบขวัญผมเลย


“มึงทำกูเกือบฉี่ราด!” เชนต่อว่าเพื่อนทันทีหลังได้น้ำลงคอไปเกือบครึ่งขวด


“กูเคยขับเร็วกว่านี้ ระยะทางมากกว่านี้สองเท่า ทียังไม่เห็นเป็นไร”


“เป็นไปไม่ได้ มึงไม่ได้สังเกตเองมากกว่า”


เชนเถียง มีพี่กันผงกหัวเห็นด้วย ผมก็แอบอยู่ฝั่งนี้เหมือนกัน


“ใครบอกกูไม่สังเกต?” เมื่อได้รับสายตาไม่เชื่อหลายคู่ มันเลยร่ายยาวเพิ่มเติม “ไม่มีหลุดเสียงร้อง นั่งเงียบตลอดทาง จอดรถแล้วยังลงเดินตามกูได้”


ผมยิ้มแห้งรับสายตานับถือจากคนทั้งสอง ปากคันยิบๆ อยากบอกความจริงเหลือเกิน


ตกใจจนร้องไม่ออก เงียบก็ไม่แปลก ถ้าไม่เดินตาม มึงคงทิ้งกูยืนเอ๋ออยู่ลานจอดรถ!


“ต่างจากมึงสุดๆ เลยไอ้เชน” สายตาพาร์มองเพื่อนอย่างสังเวชสุดๆ “ไม่คิดว่าลงรถปุ๊บ จะนั่งแหมะกับพื้นปั๊บ เดือดร้อนให้ทีต้องหิ้วปีกมึงเดินตามพวกกูมาอีก พี่กันก็แค่หน้าซีด ยังไม่มีอาการเท่ามึงเลย”


…รายนั้นจับบ่าพาร์เป็นที่พยุงตัวแบบเนียนๆ พาร์เลยไม่รู้ว่าพี่แกก็แอบขาอ่อนแรงเหมือนกัน


“พอๆ ใครเจอมึงขับรถแบบนั้นก็กลัวทุกรายแหละ” ผมช่วยตัดบทก่อนสองนิติจะเถียงให้ยาว “นั่งพักตรงนี้กันก่อนนะ ผมขอพาพาร์ไปหาหมอก่อน”


“ฮะ?!” ประสานเสียงอุทานทั้งสามคน แล้วมันจะอุทานกับเขาทำไม


“พาร์เป็นอะไร?” พี่กันถามหน้าเคร่งทันที


พาร์อึกอัก ดูจากท่าทางคงไม่อยากบอกใคร ถึงว่าตอนอยู่โรงยิมใช้ผมช่วยทายาแค่คนเดียว


“ไม่มีอะไรหรอกพี่ มันลื่นล้มหัวฟาดพื้นที่บ้านมาน่ะ”


“ที!”


โอ๊ย! ผมโดนมันดึงแก้มจนยืด อะไรวะ ก็ช่วยเปลี่ยนคำจาก ‘ลื่นล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ’ ให้แล้วไง


“มึงล้มซ้ำที่สนามด้วยนี่ รีบไปให้หมอตรวจเลย!” พี่กันโบกมือไล่


คนเจ็บถอนหายใจ เป็นฝ่ายดึงแขนผมออกไปหาหมอด้วยกัน โดยมีรุ่นพี่ตะโกนเตือนไล่หลัง


“อย่าลืมเอาสะใภ้คณะไปคืนด้วยนะ! ส่งตัวถึงโรงยิมได้ยิ่งดี เพราะสะใภ้มีแค่หนึ่งเดียว หามาแทนไม่ได้”


หลังได้ยิน พาร์จ้องผมเขม็ง เอ่ยถามโคตรตรง “ที่ตามมาถึงนี่ เพราะจะหาเรื่องโดด?”


“ตอนแรกไม่คิด แต่พอมีคนชี้โพรงให้หนี กูคิดขึ้นมาเลย”


“มึงเป็นคนของคณะกูแล้ว”


ผมยิ้มอย่างเป็นต่อ “กูจำได้ว่าต้องมอบตัวกับแต่งตั้งก่อนไม่ใช่เรอะ”


พาร์ส่งยิ้มคืนมา ตวัดแขนคล้องคอผม “ก็จริง ฮะๆๆ”


เราหัวเราะไปด้วยกันกับช่องโหว่ ถ้าไม่มีเรื่องรถจนผมพรวดพราดออกมา น่ากลัวว่าตอนนี้…


“กูไม่ปล่อยมึงหนีแน่”


ผมหัวเราะค้าง กัดฟันเค้นเขี้ยวหลังได้ยินคำกระซิบของคนข้างๆ กับรู้สึกถึงวงแขนหนีบแน่นกว่าเก่า


มันหลอกให้ผมตายใจว่าเป็นพวกเดียวกันครับ!  


หลังจากนั้นพาร์เล่นกอดคอผมไม่ปล่อย เกาะติดหนึบจนพยาบาลนึกว่ามันอาการหนัก เลยลัดคิวให้มันพบหมอเร็วกว่ากำหนด ไปห้องตรวจก็ยังลากผมเข้าด้วยกันอีก! 


กูจะหนีไปไหนได้!


ผมพ่นลมหายใจ นั่งมองมันเล่าอาการให้หมอฟัง สักพักเสียงโทรศัพท์ก็ร้องดังขัดจังหวะ ผมรีบกดปิดเสียง ขอตัวลุกไปคุยด้านนอก เป็นพี่นันโทรผ่านไลน์มา


“ครับ?”


[น้องทีอยู่ไหนคะ?]


ผมยิ้มเจื่อน รู้ทันทีโดนโทรตามตัวแน่ๆ “โรงพยาบาลครับ”


[อ้อ…แล้วคนเจ็บอาการเป็นไงบ้าง?]


“ส่งถึงมือหมอแล้วครับ แต่ผมไม่ทราบละเอียด พอดีพาพาร์มาหาหมอ…”


ผมพูดไม่ทันจบก็ต้องยกมือถือห่างหู แว่วเสียงร้องตกใจหลายคนมาตามสาย


ทางพี่นันเปิดลำโพงอยู่?  


[น้องพาร์เป็นอะไรคะ?!]


“หัวกระแทกพื้นครับ เลยมาให้หมอตรวจดู…” ยังพูดไม่ทันจบ ประตูห้องตรวจก็เปิดออก พี่พยาบาลเดินเข้ามาถาม


[คุณชลนทีใช่ไหมค่ะ คุณหมอเจ้าของไข้คุณภควัติต้องการพบตัวค่ะ]


“ครับ” ผมรีบขานรับ พูดรัวๆ ใส่ปลายสาย “ค่อยคุยกันทีหลังนะพี่”


[เดี๋ยวค่ะน้องที เสร็จธุระแล้ว ช่วยกลับมาที่โรงยิมด้วยนะคะ]


“ครับ”


ผมรีบรับคำ วางสายพลางเดินเร็วๆ ตรงเข้าห้องตรวจเดิมด้วยใจกังวล กลัวเพื่อนจะเป็นหนักกว่าที่คิด แต่พอคุยกับหมอสักพักความกังวลก็ลดน้อยลง


“สรุปคือ รูมเมทผมไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมครับ?”


“เท่าที่ตรวจเบื้องต้นนะ หลังจากนี้ต้องคอยสังเกตอาการเพื่อนให้ดี หากพบความผิดปกติตามที่หมอพูดบอกไปเมื่อครู่ให้รีบพาตัวมาโรงพยาบาลทันที”


“ครับ” ผมตอบรับ เหล่มองคนเจ็บที่ดูไม่ทุกข์ร้อนเท่าไหร่


น่าหมั่นไส้ชะมัด!  


“อาทิตย์หน้าถ้ายังเจ็บอยู่แวะมาตรวจดูอีกหนได้ และหมออยากเตือนให้เล่นกีฬาแต่พอดี อย่ารุนแรงกันนัก คนนี้พกช้ำไปทั้งตัว ส่วนอีกคนหมอได้ยินจากพยาบาลว่าหามเข้ามาเลยนี่”


เออ คุณหมอครับ เข้าใจผิดแล้ว


ผมยิ้มแห้งๆ รู้สึกยุ่งยากเลยไม่คิดอธิบาย ออกจากห้องตรวจก็มานั่งรอตรงจุดจ่ายเงินและรอรับยา


“กี่โมงแล้ว?” พาร์ถามขึ้น


“บ่ายสามโมงกว่า”


“น้องเลิกแล้ว”


“จะโทรหาไหม?” ผมยื่นมือถือตัวเองให้ ปล่อยพาร์โทรคุยกับสองสาว นั่งรอสักพักชื่อพาร์ก็ประกาศ


“คุณภควัติ เชิญที่ช่องหมายเลขสามค่ะ”


เห็นพาร์ยังติดพันคุยกับน้องๆ เลยกดบ่ามันนั่งลงตามเดิม ลุกออกไปจ่ายเงินแทน พยาบาลให้ใบเสร็จไปรับยาตามช่องที่ระบุ ก็ได้ยามาหนึ่งหลอดกับถุงเจลขนาดเล็กสองอัน จะประคบร้อนก็แช่น้ำอุ่น จะประคบเย็นก็แช่ในตู้เย็น ผมใจเย็นฟังเภสัชแนะนำวิธีใช้ยาและถุงเจลตามหน้าที่ ถึงจะเบื่อที่ต้องฟังเรื่องที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่อยากพูดขัด ฟังครบแล้วก็พยักหน้ารับหงึกๆ ก่อนเดินจากมา พี่เขาพูดกับผมยิ้มๆ 


“แต่งตัวแนวดีนะคะน้อง”


ผมติดสตันไปห้าวินาที…


“ข...ขอบคุณครับ”


เร่งฝีเท้าเดินจากมาอย่างไวด้วยความอับอาย


อ๊ากกก! ลืมไปเลย!!  


ความอายแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด ยามเห็นหน้าเพื่อนนั่งคุยโทรศัพท์ยิ้มๆ


ทำไมมันไม่ยอมบอกผมวะ?!


คิดแล้วเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อเพื่อนลุกจากเก้าอี้ด้วยสีหน้าโหดๆ ลากตัวมันออกจากโซนคนเยอะที่สุดตรงเข้าลานจอดรถกลางแจ้ง


“เฮ้ย เดี๋ยวๆ”


ผมไม่ฟัง จนมันออกแรงต้านดึงตัวกลับ ถึงได้ยอมหยุดลาก…ไม่อยากยอมรับ ถึงตัวเราจะพอๆ กัน แต่มันดันแรงเยอะกว่าตามประสาคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ ต่างกับผมที่ทำบ้างไม่ทำบ้าง


“มึงจะรีบไปไหน กูยังไม่ได้วางสายจากน้องเลย”


ผมกอดอก พูดเสียงเย็น “กูอยากเปลี่ยนเสื้อผ้า กูต้องได้เปลี่ยนเดี๋ยวนี้!”


“…งั้นไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำโรงยิมแล้วกัน กูก็เก็บเสื้อผ้าไว้ที่นั่น”


พาร์พูดกับผมเสร็จ ก็กรอกเสียงลงเครื่องสื่อสารในมือ


“พี่ขอวางสายก่อนนะน้องๆ” 


ให้ตายเถอะ คนไหนๆ ก็จะให้ผมกลับโรงยิมท่าเดียว


------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2775 KiHaE*129 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 23:29

    วงวารนนท์

    ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

    ช. ช้างนี่ ชู้ หรอคะ

    ฮ่าๆๆๆๆๆๆ


    #2,775
    0
  2. #2754 mothergod (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:39
    ช.ช้างที่เพิ่มมาคือไรอะ
    #2,754
    0
  3. #2705 ThkTheks (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 20:03
    วงวารรร วงวารทั้งหมด เกิดเป็นน้องทีทำไมตะต้องมา้จออะไรแบบนี้ 55555555
    #2,705
    0
  4. #2624 Mistyblack (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 03:29
    5555555 ขนาดนี้แล้ว ใส่ทั้งวันไปเลย
    #2,624
    0
  5. #2567 taemynnn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 16:08
    โอ้ยๆๆ คือแบบพอรู้ว่าโดนขอยืมไปนี่ร้อง f*ck ออกมาเลยอะ ส่วนพาร์กับทันี่เหมือนแอร์กับสจ๊วตเลยอะ แบบบอกผู้โดยสารให้ขาดเข็มขัด 55555
    #2,567
    1
    • #2567-1 KatzeP(จากตอนที่ 13)
      23 เมษายน 2560 / 01:29
      555555
      #2567-1
  6. #2543 FairyP718 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 22:55
    ทีใส่ชุดท่านชายน้อยมาโรงพยาบาลด้วย ขอขำ 5 นาที 55555
    #2,543
    0
  7. #2172 shshshx (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:22
    ประกาศใครน๊าจะเป็นสามี
    #2,172
    0
  8. #1954 baekbow (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 19:51
    จะไปประกาศตัวสามีนิติอ้ะดิ
    #1,954
    0
  9. #1335 Thedrm. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 21:55
    น่ารักกก จะไปฮันนีมูนกันที่ต่างประเทศใช่ไหม ถถถถ -...-
    #1,335
    0
  10. #1250 palita28844 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 มีนาคม 2559 / 19:24
    พาร์ ที น่ารักมากกกก
    #1,250
    0
  11. #1008 Mammy Sentereza (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 / 01:33
    อ่านมาตั้งเท่านี้พึ่งเม้น อิอิ // คู่นี้แรกๆ ก็งั้นๆ ล่ะ อ่านไปอ่านมา...คุณพระ เลือดเป็นเลือด น่ารักไปอีกกกกกก
    #1,008
    0
  12. #965 Kuroko Tetsuya_kun (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:56
    วัดไรอ่ะ เข้าใจเป็นอะไรเหรอ 55555
    #965
    0
  13. #711 Dairy-nana (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 16:07
    เดี๋ยวๆ วัดไหนคะเนี่ยยยย
    #711
    0
  14. #559 Dark Diamond (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มกราคม 2559 / 14:57
    พาห์เข้าใจว่า 'วัด' อะไรอ่อ
    #559
    0
  15. #496 ยิ้มอยู่รู้ยัง (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 13:29
    สนุกดี
    #496
    0
  16. #230 nam3 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 18:41
    นั่น.. กลุ่มสาววาย 55555555
    #230
    0
  17. #201 ~.+iiOม+.~ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2558 / 21:45
    มีอิมเมจเป็นคนในชีวิตจริงไหมคะเนี่ยอย่างเรื่องครอบครัวทีเงี้ย ต้นแบบมาจากบ้านไรท์รึป่าวเอ่ย55
    #201
    0
  18. #117 KillerKill (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 23:32
    เขาจะไปฮันนีมูนกัน เอ้ย! #ผิดๆ แค่ไปเที่ยกระชับความสัมพันธ์?เนาะ
    #117
    0
  19. #112 ZiDEXiDE (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 22:29
    สามีภรรยาเค้าจะหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามกันไปฮันนีมูนที่ประเทศนอกกันแหละ อิจๆ
    #112
    0
  20. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 / 21:56
    เป็นสามีภรรยากันไปแล้ว เมื่อไหร่จะเข้าห้องหอเราอยากอุ้มหลาน?555
    #106
    0
  21. #105 สิมิชิกิ บาโท (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 22:51
    100. คอมเม้นต์แล้วนะ
    แนะนำ(ยังไม่จบอีกหรือ!?)
    เรื่อง เพจอันนี้ไม่จำเป็นก็ได้
    แต่ไว้คุยทางนั้นว่ามีธุระ
    อะไร. เล่มมุกเฮฮาไรงี้ ซึ่งเจ้าตัวใส่ลิงค์เป็นแต่แบบบอร์ดไม่เป็นนะ. เอาเวลาที่
    คุณแมวสบายนะอันนี้คือ
    คิดว่ามีเพจนิ๊สหนึ่ง ทวิตอะไรก็ว่าไปนะ. ถ้ามี
    และnc. มันจะมีบล็อกถ้าเรา
    มีเว็บอาจจะส่งให้นะ. อันนี้แนะนำว่าอย่าใส่ในนิยายเดี๋ยวโดนแบนซึ่งวิธีแก้เราก็ไม่ค่อยทราบสักเท่าไหร่
    แต่ใส่ลิงค์ในเพจนะ
    คำถาม
    เรื่องนี้มีคู่รองมั้ยสงสัยมากเลยคุณแมว.

    ลืมอีกอย่างตอบคอมเม้นต์ก็ตอบของตอนที่แล้วเพื่อให้กระชับ. แต่ถ้าเอาจริงมั่วเลยก็ยังได้
    #105
    0
  22. #103 Keen Alexis (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 16:18
    ชอบค่ะ อ่านแล้วน่าติดตามดี ชอบประเพณีของคณะ 555
    #103
    0
  23. #102 rinnarinrin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 15:01
    ชอบบบ เป็นสามีสะใภ้คณะแบบเป็นทางการแล้วสินะ 
    กรี๊ดดดด มีให้เลือกทั้งข้อมือ สร้อย แหวน จัดเต็มจริงๆเลย
    ฟินนนนน ต่อไปนี้จะยังไงต่อเนี่ยย ค้างจังเลยย > ^ <
    มาต่อตอนใหม่เร็วๆนะค้า รออ่านอยู่น้า จุ๊บๆ ^ 3 ^

    #102
    0
  24. #100 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 11:04
    ฟินมาก ชวนหนีตามกันอีก โฮ๊ะๆๆๆ
    #100
    0
  25. #99 PreawMaKa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 10:31
    ชอบบบบ พึ่งได้เข้ามาอ่านน สนุกมากกกก
    #99
    0