[Chonnatee] ชลนที #Boy's Love #จบแล้ว

ตอนที่ 11 : บทที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 171 ครั้ง
    5 ก.ย. 59


บทที่ 9


การปรากฏตัวของลูกสาวคณะนิติศาสตร์ ทำฝ่ายผมอึ้ง ได้แต่จ้องมองตาปริบๆ


…องค์ราชินีจริงๆ ครับ เสื้อผ้าอย่างหรู ชายกระโปรงด้านหน้าสั้น แต่ด้านหลังลากยาวพื้น รองเท้าส้นเข็มทำจากแก้วสวยเวอร์ เครื่องประดับสะท้อนแสงแดดแสบตา เธอจัดเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้าสุดๆ แถมรูปร่างยังดีอีก แบบอกเป็นอก เอวเป็นเอว


เปร๊าะ


เสียงประหลาดทำคนเดินเชิดหน้าเมื่อครู่เซถลาเกือบหน้าคะมำ ดีที่เกาะแขนพี่ผู้ชายสวมแว่นอยู่ ขบวนราชินีหยุดชะงัก พวกเขาก้มมองพื้นใต้เท้าผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มกันหมด 


พี่นันชะเง้อคอมองเหตุการณ์ ก่อนอุทานออกมา “ส้นเข็มหัก! ฮ่าๆๆ”


รุ่นพี่ผมหัวเราะไม่พอ ยังตบประตูรัวๆ พอผมละสายตาไปมองด้านนอกต่อก็ทันเห็นฉาก แม่ราชินีถอดรองเท้าแก้วออก โยนทิ้งข้ามหัวอย่างไม่ใยดี เดือดร้อนพี่ที่ทำหน้าที่เปิดประตูรถเมื่อครู่ต้องวิ่งตามไปเก็บ 


อูย กล้ามาก 


คนไม่กลัวโดนปรับคะแนนความประพฤติ เพราะทิ้งขยะไม่เป็นที่ในเขตมหาวิทยาลัยเดินเชิดหน้าเท้าเปลือยเปล่าตามพรมแดงอย่างเฉิดฉาย ทิ้งคนควงแขนอย่างพี่สวมแว่นถอยไปเดินตีคู่ไปกับคนถือร่ม มีอีกคนถือรองเท้าแก้ววิ่งตามหลัง เป็นภาพที่ตลกมาจนผมกลั้นเสียงหัวเราะไม่ไหว 


ส่วนพี่นัน…


“ฮ่าๆๆ โอ๊ย ปวดท้อง!”


เมื่อแม่ราชินีใกล้เข้ามา พวกผมก็พยายามกลั้นขำ ถอยเท้าห่างประตูปล่อยวงตลกคณะใหม่เข้ามา และแทบหลุดหัวเราะอีกครั้ง ยามเห็นองค์ราชีนีเดินออกจากบ้านอิฐซอมซ่อ และยืนอึ้งทำหน้าตะลึงประหนึ่งพึ่งออกมาเจอโลกแห่งความจริงแสนโหดร้าย 


แต่ความจริงเธอคงอึ้งภาพบนฝาผนังมากกว่าครับ 


“ยืนนิ่งทำไมเมย์?” 


เสียงจากผู้ตามหลังดึงสติราชินีกลับมา ยังไม่ทันก้าวเดินก็โดนพี่สวมแว่นรุนหลังออกมาก่อน และดันต่อจนมาหยุดยืนหน้าพวกผม


“ไงนัน”


“หวัดดีดิน”


รองเท้ากับร่มที่หุบแล้วถูกโยนเข้ามาไม่แรง แต่เสียงของกลิ้งสะท้อนก้องทั่วทางเดิน ตรงประตูม้วนพรมแดงกำลังถูกยัดเข้ามาอีกผืน ส่งของเรียบร้อยพี่ทั้งสองก็โบกมือให้หยอยๆ ดึงประตูไม้ปิด


ปึง! 


…ทำไมผมรู้สึกเหมือนองค์ราชินีโดนไล่ออกจากบ้าน 


“พรืด” พี่นันหลุดหัวเราะออกมา “บะ บ้านหลังนั้นรับเลี้ยงราชินีไม่ไหวเรอะ เขาถึงไล่ออกมา”


พี่ดินเลิกคิ้วขึ้น หันกลับไปมองด้านหลังตัวเองแวบหนึ่งก็ทำหน้าเหมือนเข้าใจ 


“เปล่าหรอก แค่ราชินียาจกที่ยังไม่รู้ตัวต่างหาก โอ๊ย ตีพี่ทำไม” 


“คอนเซปไม่ใช่แบบนี้สักหน่อย!”


“พี่แค่ล้อเล่น”


“เฮฮากันดีนะ แถมยังลงทุนสุดๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวคงหมดไปหลายตังค์”


พี่ดินยิ้มเจื่อน “ก็ตามธีม อีกอย่างน้องเขาบอกว่าถ้าไม่จัดเต็ม จะไม่ยอมออกไปโชว์ตัวน่ะ โอ๊ย! พี่พูดความจริงนี่ครับ บิดเอวพี่ทำไมเล่า”


“แพงอะไรกัน ไม่งั้นส้นเข็มเมย์จะหักเมื่อกี้เหรอ  เมย์บอกพี่แล้วว่าไม่ไหวก็ไม่เชื่อ”


“แต่พี่ปูพรมให้เลยนะ”


“พรมแล้วไง? สุดท้ายก็...หัก”


…แน่ใจนะครับว่านั่นกระซิบ


“ฮ่าๆๆ” พี่นันตบกำแพงป๊าบๆ หัวเราะจนน้ำตาเล็ด เรียกคนต่างคณะหันมองเราอีกครั้ง “ละ ลูกสาวจับจับฉลากของนายน่าสนใจจริงๆ”


“ใครบอก นี่น้องเมย์ เป็นประธานชั้นปีหนึ่ง เธอยกมืออาสาเป็นเอง หลังจากคนจับฉลากไม่ยอมโผล่หัวออกมาสักทีจนปีหนึ่งเกือบโดนทำโทษทั้งรุ่น”


“พอกันเลย น้องฉันก็ถูกโยนเป็นแพะเหมือนกัน”


สองนิติหันมองทางผมตามการชี้นิ้วของพี่นัน ผมสบตาประธานสองชั้นปีที่ส่งยิ้มเป็นมิตรมา แต่สักพักฝ่ายปี1 กลับขมวดคิ้ว พลางกวาดตามองผมขึ้นลงหลายเที่ยวด้วยสีหน้าแปลกๆ มีสะกิดพี่ดินให้หันมองผมอีกคน แล้วซุบซิบอะไรกันสักอย่าง ครู่เดียวพี่ดินทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที


“นัน!”


“หือ?”


“ลูกสาวคณะเธอเพศอะไรกันแน่ ชายหรือหญิง?”


เฮ้ย! สภาพผมตอนนี้แย่ขนาดดูเพศไม่ออกเลยเรอะ! 


“เห็นก็รู้แล้วนี่” พี่นันคลี่ยิ้มภูมิใจ ทั้งหล่อทั้งน่ารักใช่ไหมล่ะ”


...ขอแค่หล่ออย่างเดียวได้ไหมครับ


“ชายสินะ” พี่ดินทำหน้าปวดหัวทันที 


การแสดงออกคล้ายพี่น้ำจนผมสะดุดใจ เผลอนึกในใจว่าต้องมีอะไรสักอย่างผิดพลาดแน่ๆ 


“ชายแล้วไง ในเมื่อประชุมคราวก่อนมีการเปลี่ยนแปลงกฎให้เข้ากับยุคสมัย ลูกสาวคณะไม่จำเป็นต้องเพศหญิงอย่างเดียวแล้ว!”


“พูดแบบนี้แสดงว่าเผลอหลับในที่ประชุม”


“ไม่มี๊!”


“อย่ามาเถียง! สะใภ้เดิมพันเป็นอย่างที่เธอพูด แต่สะใภ้พันธมิตรไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย ยังใช้ลูกสาวเหมือนเดิม ยกเว้นมีการตกลงยินยอมจากทั้งสองฝ่ายก่อน”


พี่นันกระพริบตาปริบๆ “...แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน ก็ให้ผู้หญิงเลือกลูกสาวอีคอนสิ”


“ถ้าทำได้ก็ดีสิ!” พี่ดินนวดขมับ “จากเดิมที่ให้ใครก็ได้ในหมู่ปีหนึ่งเลือก ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะติดเงื่อนไขที่เพิ่มใหม่ในปีนี้”


“...เงื่อนไขอะไร? ทำไมฉันไม่รู้?”


“เพราะเธอหลับไง!” พี่ดินตอกย้ำด้วยเสียงดุ ก่อนพูดอธิบายต่อยาวเหยียด  


“ฟังให้ดี ไม่ว่าจะแข่งชิงแบบเดิมพันหรือพันธมิตร ปีนี้มีเงื่อนไขให้เลือกสามีคณะจากตัวแทนผู้ลงแข่งขันเท่านั้น และถ้าคณะผู้ชนะมีสะใภ้ทาสมากกว่าห้ามีสิทธิ์เลือกปฏิเสธสะใภ้ทาสด้วยการขอของอย่างอื่นที่มีค่าเท่ากันแทนได้ ยกเว้นสะใภ้พันธมิตรที่ยังคงกฎเดิมคือให้เลือกได้แค่สะใภ้คณะเอาไว้ แล้ววันนี้เราแข่งบาสชายกัน ขอย้ำว่าชาย! เธอจะให้น้องจับคู่กับผู้ชายด้วยกันเรอะ!”


ผมอ้าปากเหวอ สบถในใจลั่น ฉิบหายแล้วไง! 


พี่นันก็ทำหน้าตื่นตระหนกทันที “ทำไงดีอ่ะดิน!”


คนโดนเรียกถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้าเธอแจ้งบอกก่อนล่วงหน้า ฉันคงเลือกลูกสาวเป็นผู้ชาย แล้วให้แข่งบาสหญิงแทน แต่นี่…เลยตามเลยแล้วกัน ยังไงก็เปลี่ยนตัวไม่ทันแล้ว”


“เฮ้ย! แต่ผม...” กำลังจะอ้าปากแย้ง แต่โดนพี่นันแย่งพูดก่อน


“งั้นถือว่ายินยอมจากสองคณะแล้วกัน”


“ตามนั้น” พี่ดินพูดเสียงปลงตก  หันมองผมด้วยแววตาสงสารหน่อยๆ “ก็หวังว่า…น้องจะทำใจยอมรับได้ล่ะนะ” 


ไม่พี่! ผมทำใจไม่ได้!!


หมับ!


ไหล่ผมโดนจับบีบเบาๆ มีพี่นันมองมาด้วยแววตาขอโทษปนขอร้อง 


“ถือว่าทำเพื่อคณะแล้วกันนะน้องที”


ผมเม้มปากเข้าหากัน ลำบากใจถึงขีดสุด แต่สุดท้ายก็พยักหน้ายื่นเงื่อนไขหนึ่งให้พี่นัน 


“แต่ห้ามแกล้งแพ้นะพี่ ถ้าสั่งให้แกล้งแพ้ ผมมีโกรธ!”


“ได้ๆ พี่ไม่ทำหรอกน่า ขอบคุณนะน้องที”


“ขอขัดจังหวะแปบ!” เสียงพี่ดินขึงขังกว่าเก่า จ้องพี่นันด้วยแววตาดุปนตำหนิมากกว่าเดิมหลายเท่า   


“เธอส่งข้อความมาบอกว่าจะยึดห้องน้ำหญิงเป็นที่แต่งตัวให้น้อง แสดงว่าเธอลากรุ่นน้องผู้ชายเข้าห้องน้ำหญิงใช่ไหม”


“ใช่ ฉันถึงท้าให้นายมายึดห้องน้ำชายไง”


พี่ดินดีดนิ้วใส่หน้าผากประธานฝ่ายผม “ยังไม่สำนึกอีก! จะเล่นอะไรคิดด้วยว่าควรหรือไม่ควร”


พี่นันลูบหน้าผากปรอยๆ หน้าสลดเป็นเด็กๆ แต่แววตาไม่ยอมแพ้


“ลูกสาวคณะนายไม่ใจเลยอ่ะ! สู้ลูกสาวฝั่งฉันก็ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เข้าไปเฉยๆ นะ ยังกล้าอยู่ยาวตั้งหลายชั่วโมง!”


อีกครั้งที่ผมหลบสายตาเพื่อนปีหนึ่งด้วยกัน อย่ามองทิ่มแทงกันแบบนั้น เป็นไปได้ ผมก็อยากยืนกรานหนักแน่นเหมือนเธอนะ


ผัวะ!


“เงียบไปเลย! หัดสงสารลูกสาวคณะเธอหน่อย! ไปเมย์ เราไปเตรียมตัวกัน”


ผมมองพี่นันแลบลิ้นตามหลังพี่ดินที่ลากมือราชินีที่ทำหน้าอึ้งๆ ให้เดินตามมา 


“…หน้าผากพี่แดงแหนะ”


“อย่าทักสิน้องที หมอนั่นก็ตบหน้าผากกันได้ ชิ”  


“สนิทกันดีนะครับ” 


“ไม่อยากสนิทหรอก แต่ดันเรียนมัธยมที่เดียวกันมา เข้ามหาลัยแล้วก็ยังเจอหน้าทำงานร่วมกันอีก”


“แต่ครั้งนี้พี่เป็นฝ่ายผิดเต็มๆ เลยนะครับ”


“พี่ขอโทษ”


ผมจะบอกว่าโดนพี่ดินตีก็ไม่แปลกหรอกต่างหาก แต่สงสัยจะนึกว่าโดนผมต่อว่าหน้าเลยทั้งเศร้าทั้งสลด ผมจึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน 


“พี่ดินคนนั้นคือ…”


“อ้อ ประธานปี4 ของนิติไง มีมือซ้ายขวาอย่างละคน น้ำที่พึ่งเจอเมื่อกี้ กับ ตุ๋มโอ่ง กะเทยรูปร่างเหมือนชื่อ ลักษณะเด่นคือชอบผูกผ้าสีหวานๆ สวยๆ บนหัวประจำ ว่าแต่น้องทีพกมือมาหรือเปล่า” 


ผมแหวกกระเป๋าเสื้อคลุมให้ดู สมาท์โฟนผมนอนนิ่งอยู่ในนั้น พี่นันพยักหน้าหงึกๆ


“พกติดตัวได้ แต่อย่าเอาออกมาเล่นให้เกินงาม มีอะไรเพิ่มเติมพี่จะติดต่อเข้าไลน์...มาแลกชื่อกันก่อน”


หลังเพิ่มเพื่อนเรียบร้อย พี่นันก็พูดชวนยิ้มๆ 


“ไม่ต้องกังวลนะน้องที ปะ เราไปยืนรอโฆษกงานประกาศเรียกกันเถอะ”


...ไม่ต้องกังวลเหรอ 


ผมถอนหายใจออกมาเงียบๆ สาวเท้าเดินตามหลังรุ่นพี่สาว 


ยิ่งพี่พูดแบบนี้ผมยิ่งกังวลมากกว่าเก่าอีก เอาเถอะอะไรจะเกิดก็ปล่อยไปเถอะ ผมจะพยายามทำใจปลงตกไวๆ




เมื่อพิธีกรส่งสัญญาณเรียกตัว


ประธานชั้นปี4 ทั้งสองคณะก็ก้าวนำหน้าตีคู่กันมา โบกไม้โบกมือแลดูเป็นคนของประชาชนสุดๆ มีพวกผมที่เป็นลูกสาวคณะเดินตามหลังด้วยระยะห่างห้าก้าว ออกมาเจอผู้ชมมานั่งเชียร์อัดแน่นกว่าที่คาดก็เกือบผงะ 


โอ๊ย! คนจะเยอะไปไหนครับ นี่การแข่งของปี1 ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมสายรหัสผมตั้งแต่ปี2 ยันปี4 ถึงยืนชิดติดขอบโบกธงส่งเสียงเชียร์ผมอยู่นั่นล่ะครับ! นี่มันจะบ่ายครึ่งแล้ว ไม่เข้าเรียนกันเหรอพี่ๆ !! 


ถึงโคตรอายขนาดไหน ทำได้แต่ปั้นหน้าให้ปกติ ข่มใจก้าวเดินต่อไป พยายามทำเป็นไม่รับรู้ถึงสายตาเป็นร้อยๆ คู่ที่จับจ้องมา ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกทั้งเกร็งทั้งประหม่าอยู่ดี


 “มาแล้วครับๆ นำมาโดยประธานชั้นปีพี่ใหญ่สุด ได้ข่าวว่าไปทำเรื่องของดเรียนช่วงบ่ายวันนี้ให้กับทุกชั้นปีมา โดยแลกกับเรียนชดเชยวันเสาร์นี้ ผมเลยเกิดข้อสงสัย ทำไมไม่นัดวันแข่งเป็นพรุ่งนี้แทนล่ะครับ”


พี่โฆษกส่งไมค์สองตัวให้พี่ดินกับพี่นัน


“ก่อนอื่นเลย ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยที่ต้องให้มาเรียนชดเชยในวันพรุ่งนี้” พี่ดินพูดขึ้นก่อน “เนื่องจากเด็กปี1 ทั้งสองคณะว่างช่วงบ่ายวันศุกร์ตรงกันพอดีจึงเลือกวันนี้ แต่กลับถูกเพื่อนๆ น้องๆ ส่งคำร้องต้องการมาดูอย่างล้นหลาม เลยต้องไปขอเลื่อนเวลาเรียนแทนครับ”


“อ้อ อย่างนี้นี่เอง เมื่อกี้ผมเห็น ว่ามีอาจารย์เข้ามาดูด้วยแวบๆ ไหนส่งสัญญาณให้รู้หน่อยครับว่าแอบไปนั่งตรงไหนกัน” 


กลุ่มอาจารย์โบกมือให้สองสามที เป็นกลุ่มเล็กๆ แต่กลมกลืนกับกลุ่มนักศึกษารอบข้างมากครับ


“หน่วยสวัสดิการอย่าลืมไปเสิร์ฟน้ำให้พวกท่านด้วยนะครับ…ที่นี่เรามาสนใจตัวเอกของงานบ้าง” 


ไมค์ถูกส่งต่อมาจากพี่ประธาน พวกผมรับมาถือเรียบร้อย โฆษกก็เอ่ยเกริ่นนำ 


“แนะนำตัวหน่อยครับ”


แนะนำ? แบบไหน? แบบชื่อเต็มนามสกุลเต็ม หรือแค่ชื่อเล่นล่ะเนี่ย?


“สวัสดีค่ะ กมลชนก ชื่อเล่นเมย์ ปี1 คณะนิติค่ะ”


มีคนนำแล้วผมก็ตามสิ “ส่วนผม ชลนที ชื่อเล่นที ปี1 คณะเศรษฐศาสตร์ครับ”  


“คนหนึ่งมาแบบสวยสดงดงาม ส่วนอีกคน…แหวกแนวดีครับ ตั้งแต่ชุดยันเพศ แต่น้องแอบน่ารัก ผมปล่อยผ่านแล้วกัน”


พี่นันทำหน้าโล่งใจ ส่วนผมทำหน้ามึน เอ่อ ผมควรดีใจไหมครับที่โดนผู้ชายอายุมากกว่าชมว่าน่ารัก?


“หลายๆ คนคงรู้จักผมแล้ว แต่เด็กปี1 สองคนตรงนี้ยัง จึงขอแนะนำตัวอีกรอบ ผมชื่อรัฐ เป็นประธานปี4 คณะรัฐศาสตร์ วันนี้มาทำหน้าที่เป็นกรรมการ โฆษก พ่วงด้วยพยาน และเป็นผู้ทำการแต่งตั้งสามีสะใภ้คณะ ตามพันธะหน้าที่ของกลุ่มพันธมิตรครับ”


ผมมองพี่แกอึ้งๆ ตำแหน่งจะเยอะไปไหนครับ!


“ซึ่งผมได้แจ้งไปถึงสองคณะตั้งแต่ต้นว่า คอนเซ็ปลูกสาวคณะครั้งนี้คือ ‘ผู้สูงศักดิ์’ ไม่ทราบว่าลูกสาวทั้งสองคณะแต่งเป็นอะไรมาบ้างครับ?”


“องค์ราชินีค่ะ”


“ท่านชายครับ”


“ผ่านครับ ลูกสาวทั้งสองช่วยเดินไปเดินมาผ่านหน้าพี่หน่อย ขอทีละคนนะ” 


ฝ่ายนิติเดินก่อนครับ 


“โอ้ เชิดหน้าชูคอดุจนางพญา…รองเท้าหายไปไหนนี่ แต่ท่วงท่าการแสดงออกเข้ากับเสื้อผ้าได้ดีทีเดียว ให้ผ่านครับ มาถึงอีคอนกันบ้าง 


อือหือ ท่านชายน้อยนี่เอง บุคลิกดีทีเดียวคงฝึกมาหนักน่าดู ส่วนเสื้อผ้า เอ่อ อินดี้ไปสักหน่อย แต่ลวดลายอันวิจิตรงดงามสีน้ำตาลทองบนเสื้อคลุม...อาบน้ำ? กะ ก็สวยดีนะครับ เข้ากันได้ดีกับลายรองเท้า...สลิปเปอร์? พรืด ขะ ขออภัย ผมขอเวลาหนึ่งนาที”


แล้วพี่โฆษกก็ใช้มือปังไมค์หัวเราะไม่หยุด เรียกเสียงหัวเราะดังก้องไปทั้งโรงยิมที่ทำเอาคนโดนจับแต่งตัวอย่างผมทำหน้าเซ็ง เกือบนาทีโฆษกถึงกลับมาทำหน้าที่ต่อ 


“บุคลิกท่วงท่าเข้ากับเสื้อผ้า...” น้ำเสียงยังคงหลุดขำหน่อยๆ “ได้ดี ผมให้ผ่านเช่นกัน ทั้งคู่ทำการบ้านได้ดีจนไม่มีหลุดให้สะสมฉายากันเลย” 


ฉายาอะไรหว่า…คือพวกพี่ช่วยสงสารเด็กปี1 ที่ยังไม่รู้ความด้วยเถอะ อธิบายให้ฟังที


“งั้นเอาฉายานี่ไปก่อน ‘ราชินีรองเท้าหาย’ กับ ‘ท่านชายน้อยแสนอินดี้’ ไปแล้วกัน”


ผมทำหน้ามึนๆ ฟังโฆษกพูดต่อ


“ต่อไปเป็นธีมจากคณะ ขึ้นอยู่กับดวงคนจับฉลากล้วนๆ แต่มีผลเกี่ยวข้องกับงบประมาณโดยตรง ถ้าผมจำไม่ผิดฝั่งนิติศาสตร์จับฉลากได้ ‘หรูหราฟู่ฟ่า แต่งบจำกัด’ ส่วนอีคอนจับฉลากได้ ‘ยาจก แต่สมฐานะ’ ผมขอถามนิติก่อน องค์ราชินีจัดเต็มขนาดนี้น่าจะใช้งบเกิน เอ หรือเพราะงบไม่พอ ราชินีเลยไม่มีรองเท้าใส่?”


เสียงฮาลั่นก้อง มีพี่ดินพูดแก้ความเข้าใจผิด แถมยังมีโชว์หลักฐานการใช้จ่ายว่าไม่เกินงบ และฮากันอีกครั้งเมื่อมีคนวิ่งมาส่งรองเท้าส้นหักให้ประชาชาชีดู  


ตาฝ่ายผมบ้าง


“ชุดทั้งตัวของลูกสาวคณะ เสียไปเท่าไหร่ครับ?”


“ศูนย์ค่ะ” พี่นันตอบยิ้มๆ


“อะไรนะครับ?”


“ไม่เสียเลยสักบาทค่ะ” พี่นันย้ำอีกรอบ ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่เกิดขึ้น “ด้วยความอนุเคราะห์ล้วนๆ จากคนในคณะ ใครมีสิ่งของใช้งานได้ก็ส่งมาให้คัดเลือกเต็มไปหมดเลยค่ะ ขนาดช่างทำผมมืออาชีพยังไปขอร้องคนรู้จักให้มาช่วยทำให้น้องฟรีเลย”


“ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบ้างใช่ไหมครับ”


“ใช่ค่ะ ด้วยงบยาจกของเราทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากต้องไปขอรับการบริจาคเงินเพิ่ม ก็ได้คนในคณะร่วมแรงร่วมใจไปหาผู้บริจาคใกล้ตัว”


“ช่วยระบุให้ชัดการนี่ได้ไหมครับว่าใกล้ตัวแค่ไหน?”


พี่นันหัวเราะคิกๆ “มีแฟนไว้ทำไมล่ะคะ ขอเศษเงินจากเขานิดๆ หน่อยๆ พอเอามารวมหลายๆ คนก็เยอะแล้วค่ะ ยิ่งใครมีแฟนรวยนะคะ อ้อนขอทีได้มาเป็นก้อนเลยค่ะ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าทางนี้จะแหกกฎให้คนในคณะบริจาคเงินกันเองหรอกค่ะ”


…นั่นไม่ได้เรียกว่าขอบริจาค แต่ควรเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘รีดไถจากแฟน’ แทนนะพี่นัน


“โอ้…เป็นวิธีที่น่ากลัวมาก” โฆษกพูดทั้งที่คิ้วขมวด “แต่คงไม่ใช่จากแฟนอย่างเดียวแน่ๆ เพราะผมก็โดนไปเหมือนกัน นี่เองสาเหตุที่น้องผมวิ่งข้ามคณะมาขอตังค์ค่าขนมเพิ่ม”


จากสีหน้าพี่เขา ผมว่าไม่ได้ขอธรรมดา แต่ผสมคำข่มขู่ด้วยแหงๆ


“อ้าว เป็นผู้บริจาคด้วยเหรอคะ งั้นไม่ต้องห่วงนะคะ เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา ทางเราไม่มีมุบมิบ วันนี้นำเงินที่ได้รับมาไปซื้อข้าวน้ำเลี้ยงแจกทุกคนในคณะ รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง และให้ความช่วยเหลือไปเมื่อกลางวันแล้วค่ะ ส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยจะนำไปบริจาคที่วัดในวันพรุ่งนี้ค่ะ ใครอยากจะร่วมทำบุญเพิ่มเติมก็เชิญไปหยอดกล่องตรงนั้นได้เลยค่ะ”


พี่นันผายมือให้เห็นกล่องห่อกระดาษขาวใบเล็ก เขียนตัวอักษรโตๆ ว่า กล่องรับบริจาค ผู้ถือกล่องจึงยกโชว์ให้เห็นกันชัดๆ ถนัดตา 


“อ้อ ผมก็นึกสงสัยว่าคณะไหนสั่งทำข้าวกล่องจากทุกร้านอร่อยทั่วมหาลัย ขอบคุณสำหรับมื้อกลางวันอร่อยๆ ครับ” โฆษกว่า ก่อนพูดตลกปิดท้าย “แม้ว่าที่น้องขอไปจากผมจะมากกว่าค่าข้าวมื้อหนึ่งก็ตาม”


“ฮ่าๆๆ” คนฟังหัวเราะกันใหญ่


“ทางผมก็ต้องขอบคุณที่ทางเศรษฐศาสตร์ช่วยเตรียมข้าวกล่องเผื่อทีมงานทางนิติศาสตร์ด้วยนะครับ” พี่ดินกล่าวขึ้น


“ยินดีค่ะ”


“พักคุยกันเท่านี้ก่อนดีกว่า ป่านนี้คนที่ตากแดดรออยู่ด้านนอกคงบ่นกระจายแล้ว” โฆษกโบกมือส่งสัญญาณ ประตูโรงยิมเปิดออกด้วยระบบมือคน “ขอเชิญนักกีฬาเข้ามาได้เลยครับ”


เสียงเปิดตัวพยานศาลของท่านเปามาจากไหนกัน? จะว่าไปตอนพวกผมเดินเข้ามาก็มีเสียงประกอบฉากเปิดตัวเหมือนกัน แต่ตอนนั่นมัวแต่ตื่นเต้นเลยไม่สนใจฟัง


ทั้งสองทีมเดินเข้าประตูโรงยิมจากคนละฟากสนาม นำหน้าโดยกัปตันทีมพร้อมธงประจำคณะในมือ ฝั่งนิติศาสตร์มาในชุดสีฟ้าสดใส ส่วนฝั่งเศรษฐศาสตร์สีเหลืองอร่าม


ผมต้องยื่นมือไปรับธงของฝ่ายตรงข้าม งงไหม ผมก็งง 


โฆษกประจำงานอธิบายว่า การแลกธงให้อีกคณะช่วยดูแลจนกว่าจะจบการแข่งขัน ถือเป็นการแสดงออกถึงไว้วางใจอะไรสักอย่าง ผมฟังไม่ค่อยถนัด เพราะเสียงกรีดร้องของสาวๆ ดังมากครับ เล่นทำผมหูอื้อ


“ตามข้อตกลงที่มีช้านาน ฝ่ายชนะจะได้ตัวลูกสาวจากอีกคณะมาครอง ต้องทำการแต่งตั้งสามีและสะใภ้คณะโดยพยานที่ถูกเชิญมา บุคคลที่เป็นสามีต้องเป็นเด็กปี1 และตามกฎใหม่ระบุเพิ่มเติมว่า ต้องเป็นนักกีฬาร่วมลงศึกชิงชัยเท่านั้น”


ได้ฟังตรงนี้เหมือนตอกย้ำความจริงอีกครั้ง ผมเหลือบมองบรรดาแผ่นหลังคนเสื้อสีฟ้าแวบเดียวก็แอบขนลุก 


…ขอโดดตอนนี้ ยังทันไหมครับ




ผมกำลังประสบปัญหาอย่างที่สอง 


“ยืนเฉยทำไม”


ผมที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ หันหน้าตามเสียงทัก อ้อ ไอ้นนท์นี่เอง พึ่งได้ยินเสียงมันในรอบสามวันได้มั้ง


“ขึ้นไปนั่งสิ”


ขึ้นหรือ…ผมหันมองเก้าอี้เสริมสำหรับลูกสาวคณะ แล้วกลืนน้ำลาย 


“เป็นอะไรไอ้น้อง?” พี่กัปตันเดินเข้ามาถาม


ผมชี้นิ้วสั่นระริกใส่ของตรงหน้าที่ตั้งอยู่ข้างม้านั่งยาวของพวกนักกีฬา 


“มันมาได้ไงครับพี่”


“สร้างขึ้นมากับมือสิ ของรวมแรงกายใจจากคณะเชียวนะ เห็นว่าเกณฑ์พวกฝีมือดีจากปี2 ยัน ปี4 มาเลย เมื่อสองวันก่อนพี่เดินผ่านไปใต้ตึกคณะยังเห็นนั่งทาสีใส่ไม้ เมื่อวานก็เห็นลงแว็กซ์ขัดเงา วันนี้เพื่อนพี่ยังถูกเกณฑ์ไปช่วยแบกมันมาโรงยิม เพราะงั้นอย่ามัวแต่มอง เอาธงไปปัก แล้วขึ้นไปนั่งได้แล้ว”


จะไม่ให้เอาแต่มองได้ไง! เล่นทำขั้นบันไดให้เดินขึ้นไปไม่พอยังใช้สีทากับผ้าประดับซะโคตรเด่น เห็นครั้งแรกผมถึงกับผงะ ไม่นึกไม่ฝันว่าเก้าอี้พนักสูงนั่นจะให้คนขึ้นไปนั่งจริงๆ


“ไม่ต้องกลัวไอ้น้อง พี่รับรองความแข็งแรง มีคนขึ้นไปกระโดดทดสอบมาแล้ว ไม่ถล่มลงมาแน่นอน”


ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น!


“หรือกลัวเมื่อย? เรื่องนี้ก็ไม่ต้องห่วงมีหมอนวางรองให้ทั้งก้นและหลัง”


ผมอยู่ในสภาวะน้ำท่วมปาก มองเก้าอี้มองรุ่นพี่ที่เป็นกัปตันทีมบาส ก่อนลอบถอนหายใจ จำยอมเดินเอาธงคณะนิติไปปักในฐาน ล็อกให้ด้ามธงตั้งอยู่กับพื้นได้ แล้วกลั้นใจเดินมาเหยียบบันไดขั้นแรกของเก้าอี้ที่ไม่อยากเฉียดเข้าใกล้ที่สุด


ขอเป็นม้านั่งธรรมดาที่อยู่ข้างๆ ยังดีซะกว่า!


รู้สึกถึงสายตาจ้องมาเลยหันขวับ เจอไอ้นนท์ยืนฉีกยิ้มขันๆ มองมาไม่ขยับไปไหน ผมกวักมือเรียก มันชี้หน้าตัวเอง ผมพยักหน้ารอมันเดินเข้ามาหา


“แลกกันไหมมึง”


“ฮะ?” นนท์ทำหน้างง


“เก้าอี้น่ะ”


นนท์มองหน้าผม มองเก้าอี้สุดพิเศษ แล้วส่ายหน้าหวือ ถอยหลังช้าๆ พร้อมโบกมือลา “กูต้องลงไปวิ่งวอร์มร่างกายก่อน ไปนะ”


ชิ!


ผมมองบันไดอีกเจ็ดขั้นที่เหลือ ก็ได้แต่กลั้นใจเดินขึ้นไปให้จบๆ


เจ็ดขั้นยาวนานเหมือนเป็นสิบๆ ขั้น อารมณ์โคตรเหมือนตัวเองพึ่งรับตำแหน่งประมุขพรรคผู้ยิ่งใหญ่ในหนังกำลังภายในเลยครับ ขึ้นไปจนเห็นที่นั่งมีทั้งเบาะทั้งหมอนตามที่ได้ยินมา และต้องสะดุดกับมงกุฎดอกไม้สีเขียวแซมดอกสีขาวเล็กๆ ประปรายวางเหนือเบาะนั่งทรงสี่เหลี่ยม เลยหยิบมันขึ้นมาก่อนหย่อนก้นนั่ง แล้วต้องเพ่งหมุนของในมือ เผื่อจะเจอโพยใบเล็กๆ เสียบบอกไว้ว่ามีไว้ทำอะไร 


เมื่อไม่เจอต้องพึ่งวิธีสุดท้าย…แอบชำเลืองมองเพื่อนร่วมชะตากรรมเพื่อหาแนวทาง...อ้าว สวมมงกุฎดอกไม้บนหัวแล้วครับ สีอย่างแจ่มเข้ากับเสื้อผ้าโทนฟ้าของเธอดี บวกกับท่านั่งดุจดั่งราชินี 


ผมขอซูฮกให้เลย


พอมองของในมืออีกครั้ง ชักอยากถลาคุกเข่าขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยพลัน หากเป็นมงกุฎดอกไม้แบบราชินีทางนู้น ผมคงได้กัดลิ้นตาย เอ่อ เรียกมงกุฎดอกไม้ก็ไม่ถูก ของในมือผมเหมือนมงกุฎดอกหญ้าคงเหมาะกว่า แต่ยังไงก็ไม่เข้ากับเสื้อผ้าผมอยู่ดี 


คิดแล้วก็จับมันแขวนทิ้งไว้ที่พนักเก้าอี้ดีกว่าต้องวางบนหัว แค่เชือกกระดิ่งพันเส้นผมอยู่ตอนนี้ก็กลุ้มมากพอแล้วครับ


เสียงตระโกนดังลั่นลอดเข้าไมค์จากฝั่งตรงข้ามทำผมสะดุ้งเฮือก


“องค์ราชินีเมย่า โปรดอวยพรให้แก่พวกข้าด้วย”


“โอ้ นักกีฬาฝั่งนิติไปล้อมวงขอรับพรจากองค์ราชินีกันแล้วครับ”


อื้อหือ เล่นคุกเข่าดุจอัศวินเตรียมไปรบ ฝ่ายราชินีกำลังนั่งให้โอวาทประดุจเป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองจริงๆ


จัดเต็มมาก!


“ที” ผมรีบก้มหน้าลงตามเสียงเรียก เจอนนท์กับเพื่อนคุ้นหน้าทั้งสาม และรุ่นพี่อีกหนึ่ง


“จะให้พวกเราทำอะไร”


ฟังคำถามจบ ผมอยากยกแขนก่ายหน้าผาก ไหงมาถามกันล่ะ! ผมไม่รู้อะไรเลยพอๆ กับคนทั้งห้าที่ยืนแหงนหน้าจ้องเอาๆ สร้างแรงกดดันจนต้องโผล่สิ่งที่คิดออกไปดื้อๆ


“ระดมพลเตรียมไปตะลุมบอลกับพรรคอื่นแบบในหนังจีนแล้วกัน..!”


อย่าหัวเราะเลย ผมรู้ว่ามันโคตรไปคนละทางกับเสื้อผ้าและคอนเซป แต่คนมันคิดไม่ออกนี่!


พวกนักกีฬาฝั่งผมสุมหัวซุบซิบพลางหัวเราะเป็นระยะ ระหว่างนั่นมีคนวิ่งทั่กๆ มาส่งไมค์ให้ผมถึงที่ ผ่านไปสักพักก็เลิกคิ้วมองนักบาสทั้งห้ากระจายตัวยืนเรียงแถวหน้ากระดานสองแถว ระยะห่างประมาณกางแขนนิ้วชนกันได้ แถวหน้าสองคน แถวหลังสามคน ดูจากบนนี้เหมือนรูปสี่เหลี่ยมคางหมูเบี้ยวนิดๆ


สีหน้าแต่ละคนกลั้นยิ้ม แววตาเปล่งประกายสนุกสนาน พวกเขาพร้อมใจกันโค้งให้จนผมสะดุ้งโหยง


“ท่านชายน้อย! โปรดอวยชัยให้พวกเราด้วยเถิด”


ตะโกนก้องเสียงประสานเลยครับ แถมดังเข้าไมค์ที่ผมถืออยู่ด้วย


“ทางฝั่งอีคอนก็เริ่มขอคำอวยพรแล้วเช่นกันครับ”


เอาวะ อายเป็นอาย


ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ในระหว่างนั้นใช้สมองคิดด่วนจี๋ ลอกบทพูดจากหนังจีนที่พอจำได้มาดัดแปลงให้พอไปได้กับสถานการณ์ตอนนี้ 


“ศัตรูเริ่มหยามหน้าเราหนัก ไปจัดการพวกมันซะ” ยกมือมาหยุดอยู่ตรงหน้าอก กำหมัดด้วยท่วงท่าหนักแน่น “ชัยชนะย่อมตกเป็นของเรา”


“ชัยชนะย่อมเป็นของเรา!” นักกีฬาทั้งห้าทวนคำสุดท้ายของผมอย่างฮึกเหิม


 “…บทพูดไม่เข้ากับหน้าตาเลยนะท่านชายน้อย อ้อ สายข่าวผมรายงานว่า ท่านชายน้อยไม่พอใจอย่างหนัก หลังรู้ว่าจบศึกอาจต้องไปตบแต่งในฐานะภรรยาผู้ชนะ ก่อนต้องเก็บตัวยาว ท่านชายเลยลากตัวว่าที่สามีมาหาเรื่องถึงในห้องแต่งตัวจนเลือดตกยางออก เรื่องนี้จริงไหมครับ?”


เสียงหัวเราะฮากระจายไปทั้งโรงยิม คงเพราะนึกว่าโฆษกกำลังเล่นมุข ผมสะบัดชายเสื้อคลุมหมุนตัวกลับไปนั่งเต๊ะท่าต่อ ไม่สนใจคำแซวที่ไม่รู้ไปเอาข่าวมาจากที่ไหน ถึงได้มีเรื่องมั่วปนกับเรื่องจริง 


อย่างพาร์มาเกี่ยวอะไรด้วย อย่างที่สองผมมารู้เรื่องต้องจับคู่กับผู้ชายหลังจากนั้นเถอะ!


ว่าแต่ไมค์ในมือนี่ ต้องเอาไปคืนใคร?


มือถือในกระเป๋ากำลังสั่น ผมทำเนียนหยิบดู 


‘ทำได้ดีมาก’


พี่นันส่งข้อความมาช้าไปไหมครับ เฮ้อ…


“นักกีฬาวอร์มร่างกายพร้อมแล้ว เชิญประจำที่ด้วยครับ อีกห้านาทีจะถึงกำหนดเปิดการแข่งขัน ผู้ช่วยกรรมการช่วยตรวจเช็คความพร้อมด้วยครับ”




ผมไม่ค่อยสนใจกีฬาบาสเกตบอล กติการู้งูๆ ปลาๆ เคยเรียนมาก็จริงครับ แต่ผมคืนครูไปหมดแล้วครับ อาศัยมองลูกลงห่วงกับสกอร์เปลี่ยนไปมาเป็นหลักมากกว่า ส่วนนักกีฬาวิ่งไปวิ่งมา ผมมองเพื่อนอย่างนนท์เป็นหลัก คนอื่นๆ ก็มีบ้าง ส่วนฝ่ายตรงข้ามมองผ่านตาเฉยๆ 


เริ่มต้นการแข่งขันไม่นานคณะผมก็ขึ้นนำก่อน ฝ่ายนิติไล่ตามได้ดี คะแนนจึงไม่ได้ทิ้งห่างกันมาก 


ผมดูไป แอบหาวไป จนเห็นนนท์โดนกรรมการเป่าฟาล์วหลังชนใครบางคนล้มในสนาม 


มันรีบยื่นมือไปช่วยดึงผู้เล่นชุดสีฟ้าโพกผ้าบนหัวขึ้นจากพื้น ท่าทางอีกฝ่ายคงเจ็บหัวไม่น้อย โฆษกที่ผันตัวเป็นกรรมการเข้าไปคุยสักพัก เพราะมือยังถือไมค์พากย์การแข่งไปด้วย ทั้งโรงยิมเลยได้ยินเสียงไถ่ถามอาการ 


“ผมไม่เป็นไร”



น้ำเสียงที่ช่วงนี้เริ่มคุ้นหูดึงความสนใจเข้าจังๆ จนต้องเพ่งมองคนเจ็บไม่วางตา ใกล้ๆ กรรมการและผู้ช่วยกรรมการอีกสองกำลังปรึกษากัน หลังเห็นว่าคนเจ็บไม่เป็นอะไรมากจึงปล่อยให้แข่งขันกันต่อ 


ผมมองตามผู้เล่นเสื้อฟ้าหมายเลขสิบหกไปเรื่อย มองอยู่นานจนแน่ใจว่าใช่


ตายล่ะหว่า ผมจำรูมเมทตัวเองไม่ได้ครับ ก็พาร์เล่นใช้ผ้าผืนใหญ่โพกทั้งหัวแบบนั้น สงสัยจะกันเหงื่อไหลเข้าตา มันเล่นระวังตัวมาก เลี่ยงไม่เอาตัวไปปะทะกับใครเลย เน้นซู้ตระยะกลางถึงไกล แม่นจนผมแอบอึ้ง แต่พอมันว่างเป็นต้องคลำหลังหัวบ่อยๆ  


…ผลจากล้มกระแทกพื้นเมื่อเช้า หรือเพราะล้มเมื่อกี้กันแน่? 


แรงสั่นของมือถือทำให้ผมละสายตาจากในสนาม เลื่อนมือถือออกมาดูข้อความจากพี่นัน 


‘เดี๋ยวมีพักครึ่งสิบห้านาที น้องทีต้องไปแจกน้ำกับผ้าขนหนูให้ทีมนิตินะ’


‘ทำไมต้องเอาไปให้ฝั่งตรงข้ามด้วยครับ?’


‘แลกกันน่ะ เดี๋ยวแม่หนูราชินีจะมาแจกน้ำฝั่งเรา’


‘พี่ให้คนเตรียมของใส่กระติกแช่เย็นไว้แล้ว ลงมาหิ้วไปได้เลย’


‘ครับ’ ผมตอบรับ กดล็อกหน้าจอ 


ช่วงพักครึ่งคณะผมนำอยู่สามคะแนน เห็นคุณราชินีขยับ ผมเลยลุกบ้าง ลงมาปุ๊บก็มีคนชี้บอกถึงตำแหน่งกระติกที่ว่า จัดการเดินหิ้วข้ามสนามบาส สวนทางกับองค์ราชินีพอดี โอ้ คุณเธอเตรียมพร้อมมากครับ เอาเข็นรถอาหารที่เคยเห็นตามโรงแรมมาใช้เลยอ่ะ 


พอสาวเจ้าเหลือบมองมา สบตากันก็เชิดหน้าใส่ แสดงได้ตามบทบาทสุดๆ


ผมคลี่ยิ้มขำ ที่มั่นใจว่าเธอแสดงตามบท เพราะตอนสบตากัน แววตาราชินีแพรวพราวออกจะสนุกสนานน่ะสิ พอก้าวเท้ามาเยือนอีกฝั่งก็ชักรู้สึกกดดัน ยามมีสายตามากมายจ้องมา ไม่ว่าจากฝ่ายมาชม หรือฝ่ายนักกีฬา


...ช่วยเลิกจ้องเอาๆ ได้ จะเป็นพระคุณมากครับ!


ผมเลยเลือกเดินเข้าหาคนรู้จักก่อนเพื่อความอุ่นใจ พาร์กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อยืนหันหลังให้สนาม เลยไม่เห็นว่าผมเดินข้ามฟากมา 


ผมตบที่ไหล่ พูดทักทาย “ไง ลงเล่นด้วยก็ไม่บอก แล้วหัวเป็นไงมั้ง?”


มันเอี้ยวตัวมองมา เลิกคิ้วแปลกใจ อึดใจต่อมากลับคลี่ยิ้มขำขันใส่กัน 


“กูก็นึกอยู่ว่าทำไมได้ยินเสียงกระดิ่งในโรงยิม จากมึงนี่เอง แล้วมาทำไร?”


เห็นพาร์ไม่อยากตอบ ผมเลยชูกระติกในมือให้ดูแทน 


“เอาน้ำมาส่ง”


“อ้อ วางตรงนั้นเลย”


ผมมองจุดที่พาร์ชี้ คงให้วางตรงมุมม้านั่งยาว กำลังจะเดินไป แต่สายตากลับเห็นคนยึดมานั่งเข้าก่อน


…หน้าโคตรเถื่อน ตัวใหญ่ยังกะยักษ์ สูงเกือบร้อยเก้าสิบที่นั่งอยู่ตรงนั้นเกือบทำผมช็อกตาย สมองก็ผุดภาพในอดีตขึ้นมาไม่อาจห้ามได้ ทุกความรู้สึกทุกสัมผัสยังตราตรึงสลักลึกในความทรงจำ มือเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ กระติกน้ำเลยถูกยัดใส่มือพาร์ ก่อนที่ผมจะทำมันตกพื้น 


มันเลิกคิ้วมองของในมือสลับกับหน้าผมงงๆ 


“มึงเป็นไร? ทำไมเหงื่อออกอย่างนั้น”


ผมไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น นอกจากโบกมือลา “ไปล่ะ”


พึ่งจะหมุนตัวก็โดนตวัดแขนล็อกคอเข้าให้จากด้านหลังจนผมสะดุ้งเฮือก กำลังจะออกอาการต่อต้านต้องชะงักเมื่อยินเสียงของพาร์ 


“มึงมีพิรุธ บอกมาซะดีๆ น้ำในกระติกกินไม่ได้ใช่ไหม!”


“ฮะ?” ผมที่กำลังตื่นกลัวถึงกับงุนงง หันมองพาร์ที่กำลังส่งสายตาคาดคั้นใส่ “ทำไมถึงกินไม่ได้ล่ะ?”


“ไม่เป็นไรพาร์ ถ้าแข่งกับพันธมิตรไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก” 


พวกผมมองบุคคลที่สาม เป็นรุ่นพี่กัปตันทีมนิติเดิมมาแย่งกระติกน้ำไปเปิดเอง ของด้านในเป็นขวดน้ำดื่มธรรมดาแช่อยู่ในน้ำแข็งหลายขวด ผมเลยหันมองพาร์ที่ลดสีหน้าเคร่งขรึมลง  


“เรื่องแบบไหนเหรอ?” 


พาร์พูดตอบ แต่ผมกลับไม่ได้ฟัง เพราะรีบเบี่ยงตัวเอาพาร์เป็นกันชนกั้นระหว่างผมกับเพื่อนร่วมทีมตัวใหญ่ยักษ์...น่ากลัว แต่พอสัมผัสถึงความอุ่นร้อนรอบคอ สัมผัสที่แตกต่างจากเมื่อตอนนั้นช่วยให้ผมคงสติได้


คนๆ นี้ไม่ใช่ แต่...ก็ยังกลัว 


ผมกลัวคนตัวใหญ่ๆ หน้าตาเถื่อนๆ ถ้าสองลักษณะนี้อยู่ด้วยกันจะยิ่งหวาดกลัวเป็นพิเศษ เพราะสมัยยังเด็ก...ค เคยถูกคนตัวหนาใหญ่ หน้าเถื่อนๆ ห่ามๆ กระทำการ...ปลุกปล้ำ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นเด็กผู้หญิง


แค่คิดถึงเรื่องนี้หน้าผมก็ซีดลงทันที แถมยังใจหายวูบตอนพาร์ปล่อยมือจากคอ เดินไปร่วมวงดื่มน้ำกับคนอื่น ได้แต่ถอยตัวเองออกห่างจุดกระติกน้ำเงียบๆ พยายามต่อสู้กับความกลัวในใจเอาเอง


คะ แค่เพื่อนร่วมทีมของพาร์....อยู่ร่วมพื้นที่ ตะ แต่ไม่เฉียดเข้าใกล้ น่าจะ…โอเค


เม้มปากชักไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนอยู่ไหวไหม ในเมื่อความกลัวมันฝังรากลึกขนาดนี้


“น้องคนนั้นเอาด้วยไหม?”


ผมสะดุ้ง มองพี่กัปตันยื่นขวดน้ำดื่มให้ สูดลมหายใจเข้าทำใจกล้าเดินไปรับน้ำสำเร็จ แต่รู้ตัวอีกทีก็ขยับตัวไปอยู่ข้างพาร์แล้ว 


“เป็นอะไร?”


ผมสะดุ้ง เห็นพาร์กำลังมองอยู่ก็รีบส่ายหน้า “…เปล่า”  


ตอบพร้อมกับเริ่มแกะพลาสติกออกจากฝาน้ำดื่ม 


“แน่นะ มึงดูแปลกๆ”


ผมได้แต่เงียบ จังหวะนั่นเองมีคนตะโกนขึ้นมา “เฮ้ย มีซองผ้าเย็นด้วยโว้ย”


“ไหนๆ กูเอาด้วย!”


แม้แต่พาร์ยังกระโจนเข้าไปรุมล้อมรอบกระติกน้ำ ผมเลยถอยกลับมาหาที่นั่งห่างจากที่วางกระติกน้ำ และเก้าอี้นักกีฬาพอสมควร หลังพาร์ฉกซองผ้าเย็นได้ก็ยิ้มระรื่นตรงมาหาผม 


“เอาไหม?”


ผมส่ายหน้า มันเลยหันไปโยนซองที่หยิบเกินมาหนึ่งกลับคืนกระติกน้ำ เจ้าซองน้อยเลยโดนหลายมือแย่งชิงยกใหญ่ตั้งแต่กลางอากาศ เป็นพี่กัปตันคว้าซองได้ก็รีบเดินหลบมานั่งกับพวกผม


“แข่งกับพันธมิตรดีแบบนี่แหละ” 


พี่กัปตันบอกยิ้มๆ ระหว่างแกะผ้าเย็นออกจากซอง 


ผมหูพึ่งทันที รีบหันไปถาม เพราะเมื่อกี้ตอนพาร์บอก ผมไมได้ฟังเลย 


“ถ้าไม่ใช่กับพันธมิตรจะเป็นไงเหรอพี่?”


รุ่นพี่ทำหน้าเหมือนไม่อยากนึกถึง แต่โดนผมรบเร้าเพราะอยากรู้จัด สุดท้ายก็ถอนหายใจ ยอมเปิดปากบอก “…ทีมพี่เคยเจองูอยู่ในถังใส่น้ำ ผงะกันทุกราย เพื่อนพี่คนหนึ่งถึงขั้นหลุดร้องกรี๊ดออกมา ทำเพื่อนในทีมหันขวับไปมอง พวกพี่ตกใจเสียงร้องของมันมากกว่างูอีก”


“เฮ้ย เล่นกันแรงขนาดนั้นเลยเหรอพี่”


“ยิ่งกว่านี้ก็มี รุ่นพี่เจอยาถ่ายในน้ำดื่มด้วย สุดท้ายก็ไปเข้าห้องน้ำกันทุกคน ฝ่ายนู้นชนะไปเลย เลยมีคำสอนต่อๆ กันมาว่า ให้จำกันไว้ ของจากทีมตรงข้ามไว้ใจไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องรับไว้ แต่อย่าไปแตะต้องดีที่สุด”


…ท่าทางศึกของจริง จะโหดมันฮากว่านี้แฮะ


“ว่าที่สะใภ้”


“ครับ?” ผมขานรับ แต่จะดีกว่านี้ถ้าช่วยเปลี่ยนคำเรียกนะพี่


“ชื่ออะไรล่ะเรา”


“ชื่อทีครับ” รีบบอก รู้ชื่อไว้เขาจะได้ไม่เรียกคำแสลงรูหู


พี่กัปตันยิ้มให้ “พี่ชื่อกันอยู่ปี3 เจ้าพวกนี้ไล่จากตรงนี้ก็พาร์ คงรู้จักอยู่แล้ว ตรงนู้นคือ เชน มีน ชัย”


คนถูกเรียกชื่อผงกหัวให้บ้าง ส่งยิ้มให้บ้าง บางคนก็เฉยๆ ผมฝืนส่งยิ้มเป็นมิตรตอบ แอบกลัวยักษ์เดินมาทางนี้มาก ดีที่อีกฝ่ายแค่เดินกลับไปแถวม้านั่ง ผมเลยหายใจคล่องคอหน่อย สักพักพี่กันก็ลุกขอตัวไปหาผ้าเย็นอีกผืน เหลือผมกับพาร์นั่งกันอยู่แถวนี้


“มึงไม่ไปนั่งกับคนอื่นล่ะ”


ผมรีบส่ายหน้า พาร์คงเข้าใจว่าผมไม่ชินกับคำแปลกหน้าถึงได้บอก


“มึงน่าจะจำเชนกับมีนได้”


“ทำไมล่ะ?”


“เคยนั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกันหนหนึ่ง”


ผมพยายามครุ่นคิดพลางมองหน้าพวกเขาครู่ใหญ่ กว่าจะนึกออก “อ้อ เพื่อนกลุ่มมึง”


“อือ ยังมีอีกคน แต่มันนอนอยู่โรงพยาบาล”


ผมพยักหน้ารับรู้ “แต่กูอยากนั่งตรงนี้ มันสบายใจกว่า แล้ว…มึงจะกวาดตามองกูขึ้นลงอีกนานไหม”


เจอมันมองแบบนี้ เท้าผมออกอาการชักกระตุก อยากเตะใส่สักป้าบเหมือนกันนะ


“โทษที กูแค่อยากเปรียบเทียบ...ตอนแรกเห็นแบบวาดก็ดูเท่ดีอยู่หรอก แต่พออยู่บนตัวมึงกลับน่าเอ็นดูแทนซะงั้น”


“ฮะ? กูเนี่ยนะน่าเอ็นดู? ยังไง?”


พาร์ขย้ำแก้วเปล่าทิ้งลงตะกร้าใส่ขยะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ยกมือชูแค่นิ้วชี้ออกมาวาดรูปสามเหลี่ยมบนหัวผมทั้งฝั่งซ้ายและขวา “เติมหูกับหางเพิ่มเข้าไป แถมมีเสียงกระดิ่งดังทุกย่างก้าว เป็นลูกหมาดีๆ นี่เอง”


นี่คือคำชมของมึง?


ผมถอนหายใจแรงๆ ก็รู้ตั้งแต่ต้นว่าไม่ค่อยเหมาะ แต่ไม่นึกว่าจะแย่ขนาดเป็นลูกหมา 


“อย่างน้อยขอเป็นหมาที่โตแล้วได้ไหมวะ”


“พรืด”


“ขำอีก กูซีเรียสนะ พึ่งโดนรุ่นพี่บอกว่าเหมือนเด็กหนุ่มมากกว่า…เหมือนโดนด่าเลยวะ”


พาร์ขำไม่หยุด แต่จู่ๆ ก็ชะงักนิ่วหน้ากะทันหัน เดินหนีไปแถวม้านั่งยาวที่ผมไม่กล้าเข้าใกล้ ชะเง้อคอดูห่างๆ เห็นรื้อหาอะไรสักอย่างในกล่องสีขาว อ้อ กล่องปฐมพยาบาลของพวกนักกีฬา สักพักก็วกกลับมายื่นหลอดยาแก้พกช้ำตรงหน้าผม


“ให้ทำไม?”


ผมไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนสักหน่อย นอกจากบาดแผลที่ใจทำท่าจะปริหน่อยๆ


“ไม่ใช่ให้มึงใช้” พาร์ว่า “กูเจ็บตัวเพราะมึงเลย รับผิดชอบซะดีๆ”


ว่าแล้วก็หันหลังถกเสื้อขึ้นให้ผมดู รอยช้ำเขียวเป็นปื้นเลยครับ บางช่วงเริ่มออกม่วงแล้ว ใหญ่ขนาดนี้เกิดจากตอนล้มในห้องน้ำชัวร์ สรุปคือจะบอกให้ช่วยทายาใช่ปะ ผมนึกระหว่างหมุนฝาหลอด แต่เห็นเม็ดเหงื่อแล้วก็ต้องถอนหายใจ


“เอาผ้าขนหนูมาดิ แล้วมึงก็ไม่ระวังลื่นล้มเองเถอะ อย่ามาโทษกู”


“กูคงไม่ลื่นหรอก ถ้าไม่รีบจะไปช่วยมึงน่ะ” พาร์โต้กลับมาระหว่างดึงผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนคอมาให้


ผมยื่นมือไปรับ “ตกลงจะทวงบุญคุณ?”


“ทวงให้ช่วยรับผิดชอบต่างหาก”


“ถ้าแค่ต้องการคนช่วยทายาก็บอกสิ ทุกทีมึงพูดตรงจะตาย ทำไมคราวนี้ถึงพูดอ้อมโลกวะ”


“ที” พาร์เรียกผมเสียงเข้ม 


ผมสบตาเพื่อนที่หันหน้ามามอง แววตามองผมตำหนินิดๆ แม้แต่ระดับเสียงก็ยังลดลงเหลือแค่กระซิบ


“ที่นี่คนเยอะ”


“แล้วไง?” ผมทำหน้าไม่เข้าใจ


มันถอนหายใจใส่ ไร้คำอธิบายใดๆ แค่หันหลังถกเสื้อขึ้นใหม่ เร่งให้ผมรีบจัดการเร็วๆ


อะไรของมัน?


ผมส่ายหน้า ช่วยเช็ดหลังจนแห้ง บีบยาออกมาทาให้จนเกือบทั่ว…มีเสียงโฆษกประกาศออกไมค์


“เชิญลูกสาวทั้งสองคณะมาที่กลางสนามบาสด้วยครับ”


อ้าว งานเข้า…


“อ้อ อย่ามามือเปล่า อัญเชิญใครสักคนในหมู่นักกีฬาคณะตรงข้ามออกมาเป็นเพื่อนด้วยนะครับ”


-------------------------------------------- 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 171 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,841 ความคิดเห็น

  1. #2773 KiHaE*129 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 00:08

    ชอบความเล่นใหญ่จริงๆ อะ

    ฮามากกก

    พาร์นี่เหมือนมีอะไร

    โอ้ทีเกือบเคยโดยข่มขืน

    #2,773
    0
  2. #2703 ThkTheks (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 19:16
    นุ้งพาร์ ไหนบอกจะอยู่กับทีเวลาทีกลัวไงง ลืมแล้วววว สงสัยน้องทีน่ารักไป 55555
    #2,703
    0
  3. #2622 Mistyblack (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 03:02
    กรี๊ดดดดด ตื่นเต้น
    #2,622
    0
  4. #2541 FairyP718 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 22:13
    พาร์มีลับลมคมในอะไร คายมาให้หมด คิดอะไรกับทีแล้วป่ะเนี่ย
    #2,541
    0
  5. #2170 shshshx (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:25
    พาร์คิดไม่ซื้อป่ะเรี้ยนน
    #2,170
    0
  6. #1952 baekbow (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 18:39
    กรี๊ดดดดดด งานพาร์ทีต้องมา
    #1,952
    0
  7. #1813 milkc (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 21:19
    อะไรอะไรอะไร
    เกิดอะไรขึ้น
    นี่กระต่ายตื่นตูมนะ รู้มั้ย
    55555
    #1,813
    0
  8. #1779 BaiiKKanYAN01 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 04:29
    บันเทิงมาก 55555 ดูวุ่นวายอ่ะ555
    #1,779
    0
  9. #938 Kuroko Tetsuya_kun (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:28
    น่ารักกก
    #938
    0
  10. #876 TiwticAmp_90 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 / 03:21
    ศึกชิงตำแหน่งบนเตียง!
    #876
    0
  11. #850 I'm sone M.Seo >O< (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:45
    เป็นการชุลมุนที่น่ารักมากกก 555+
    #850
    0
  12. #692 Dairy-nana (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มกราคม 2559 / 00:12
    พาร์เป็นเขยหรอ? ใช่มั้ยๆ โอ้ยฟิน><
    #692
    0
  13. #228 nam3 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 18:26
    ขำละครความลับ 5555

    ไงล่ะที ฮ่าๆๆๆ แต่รถหายเหรอ?
    #228
    0
  14. #155 เกมส์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 / 19:57
    สนุกอ่ะ อ่าลื่นไหล น่าติดตาม ชอบสองหนุ่มอ่ะ

    รออ่านพัฒนาการของสองคนนี้นะ
    #155
    0
  15. #87 The Black Knight (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 / 21:08
    ชอบอ่ะ รอตอนต่อไปอยู่นะ
    #87
    0
  16. #86 สิมิชิกิ บาโท (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 / 00:44
    ยินดีกับไรต์ปาล์มนะที่เริ่มมีคนเม้นต์คนใหม่แล้ว แหะๆขอให้มีเม้นต์ให้กำลังใจเยอะๆล่ะ. อันนี้แนะนำวีธีตอบเม้นต์
    เขียนชื่อคนที่จะตอบสุมมติ
    สิมิชิกิ บาโท
    สนุกมาก. เลยไรต์แล้วเรารู้ว่าอยากมีคู่รอง
    ตอบอย่างนี้(สุมมตินะ)
    สิมิชิกิ บาโท- คู่รองเหรออาจจะมีก็ได้
    อย่างนี้จะดีตรงไม่ต้องตอบแบบตัวต่อตัวด้วย
    ตั้งแต่ตรงนี้คือความคิดเห็นไร้สาระแล้ว
    พาร์ที่ได้ศรีภรรยา(?). แต่ดันมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันจริงเลย รู้สึกไรต์ปาล์มเขียนหักมุมเยอะจนน่าสนุกดี
    ป.ลรักไรต์และนิยายจะไม่มีวันลืมเลย
    #86
    0
  17. #85 KillerKill (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 / 00:17
    มีความสุขจังเลยยยยยยย น่ารัก~ //ตอนท้ายนี่ชลมุนมาก 55555
    #85
    0
  18. #84 ลีลีข้าวสาร- (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 20:26
    เฮ้ยยยยย หรือพาร์มาช่วยให้ทีหนีไปได้กันนะ อุ๊ยๆลุ้นอ่ะ
    #84
    0
  19. #83 Bks Bongkiz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 18:35
    อ่านแล้วเขิลมากกกก ชอบค้าบบบ><
    #83
    0
  20. #82 rinnarinrin (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 16:34
    เฮ้ยยย ฟินนน ฟินตอนต่อบทช่วงสุดท้ายมาก
    คือจิกหมอนขาดเลยทีเดียว ว่าแต่ รถหายไปไหน?? 
    อยากอ่านต่อแล้วววว มาอัพอีกไวๆเลยน้าาา รออยู่
    #82
    0
  21. #81 Beaoutwy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 15:06
    เอาเห้ย รถหาย !! ได้ไงอ่ะ ซวยมากเถอะ
    #81
    0
  22. #72 ZiDEXiDE (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 12:13
    เดี๋ยวๆ ใครขโมย
    #72
    0
  23. #71 คิมดงจุน (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 10:30
    อ้าว หายไปไหน เกิดอะไรขึ้น??? ตอนนี้กรี๊ดหนักมากจริงตรงบทสนทนา555555
    #71
    0
  24. #70 เรนนี่ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 09:57
    อ้าว กลายเป็นรถหายไปซะได้

    แล้วเรื่องสะใภ้คณะนี่ล่ะ จะทิ้งให้ค้างเติ่งไว้หรืออย่างไร เพราะดูท่าพาร์คงรีบพาเพื่อน(ที่อาการคงจะหนัก)ไปร.พ.

    รอตอนต่อไปค่ะ

    ให้กำลังใจคนเขียน
    #70
    0
  25. #69 อิงะเดะมอ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 / 08:50
    ฟินมากกกกก ว่าแต่พาร์คือคนที่ถูกรุ่นพี่กำหนดให้เป็นสามีซินะ แล้วรถหายจริง?
    #69
    0