ซวยแล้วไง! ผมเกิดใหม่เป็นจอมมาร [Yaoi]

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 508
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    3 ก.ย. 62

“ทะ ท่านจอมมาร ท่านถามว่าอะไรนะขอรับ” เพราะถูกเรื่องอื่นทำให้ตกใจหลิวอันจึงฟังสิ่งที่ท่านจอมมารเอ่ยไม่เข้าหูสักคำ

“ข้าถามเจ้าว่าข้ามีนามว่าอะไร”

“นามของท่าน” หลิวอันแปลกในที่ท่านจอมมารถามแปลกๆ

เห็นเด็กชายมองท่านจอมมารอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่แน่ใจว่ายามนี้ท่านจอมมารต้องการสิ่งใด หรือยามนี้กำลังลองภูมิเขาอีกครั้ง สุดท้ายก็ตอบคำถามของท่านจอมมารโดยไม่ได้ถามสิ่งใด

“ท่านจอมมารนามว่า หยวนเฮยสือขอรับ แซ่หยวน นามว่าเฮยสือขอรับ”

“อายุ”

“ยี่สิบปีขอรับ”

หลังจากนั้นหลิวอันก็ตอบคำถามอีกหลายอย่าง เขาพยายามตอบทุกอย่างที่ท่านจอมมารถาม

“ปีนี้คือปีอะไรราชวงศ์ไหน”

“รัชศกไท่ตี้จู่ที่ห้า โดยการปกครองของจักรพรรดิตี้จง ราชวงศ์ไท่ขอรับ”

หลิวอี้เทียนทบทวนเรื่องที่เคยเรียนมาเท่าที่จำได้มีราชวงศ์ ฉิน ฮั่น ซิน จิ้น สุ่ย ถัง ซ่ง หยวน หมิง ซิง ไม่ยักกะจำได้ว่ามีราชวงศ์ไท่

ขณะที่ท่านจอมมารนิ่งเงียบคิดสิ่งใดบางอย่าง หลิวอันก็ช้อนตาขึ้นมองใบหน้าของท่านจอมมาร มีน้อยครั้งนักที่เขาได้เห็นท่านจอมมารใกล้ๆ เช่นนี้ อีกทั้งแม้จะเคยเห็นไกล แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชาทั่วร่างของเขามีแต่รังสีน่ากลัวออกมา แม้หลิวอันที่มองอยู่ไกลยังรู้สึกถึงความน่ากลัวของเขา แต่ยามนี้เด็กชายกลับรู้สึกว่าท่านจอมมารไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด อย่างน้อยยามนี้ร่างกายของท่านจอมมารก็ไม่ได้แผ่รังสีโหดออกมา ดังนั้นตนเองจึงคิดว่า เอาตอนที่ท่านจอมมารไม่น่ากลัวถามเรื่องที่คาใจไปเลยเถิด

“ท่านจอมมารขอรับ”

“หืม” เพราะกำลังคิดเรื่องราชวงศ์ต่างๆ อยู่จึงขานรับเบาๆ

“ท่านรับข้ามาเป็นชายบำเรอหรือขอรับ”

เห็นท่านจอมมารไม่สนใจเด็กชายจึงรีบลุกจากเก้าอี้ลงมาคุกเข่าละล่ำละลักเอ่ย “ท่านจอมมาร บ่าวยินดีเป็นวัวเป็นม้าให้ท่านใช้งาน บ่าวจะจงรักภักดีต่อท่าน แต่ขออย่างเดียวอย่าให้บ่าวเป็นชายบำเรอได้หรือไม่ขอรับ”

“ชายบำเรอ” หลิวอี้เทียนเลิกสนใจเรื่องราชวงศ์มองเด็กน้อยที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างแปลกใจ “ใครบอกว่าข้ารับตัวเจ้ามาเป็นชายบำเรอกัน”

“เอ่อ...ท่านหัวหน้าพ่อบ้านขอรับ”

“เพราะอะไรหัวหน้าพ่อบ้านจึงคิดอย่างนั้นเล่า”

“ท่านพ่อบ้านบอกว่าท่านจอมมารพึงใจทั้งบุรุษและสตรีขอรับ ขอเพียงใบหน้างดงามก็พอ”

ไอ้จอมมารนี่เป็นไบหรือเหรอ ?

“ท่านจอมมารขอรับ” หลิวอันช้อนตามองจอมมารด้วยใบหน้าน่าสงสาร

หลิวอี้เทียนเห็นดังนั้นก็หัวเราะ ในเมื่อเป็นความชอบของเจ้าของร่างเขาคงปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นจึงเริ่มทำสีหน้าเข้มบอกเสียงจริงจังว่า “ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการเป็นชายบำเรอให้ข้า ข้าก็ไม่คิดจะบังคับเจ้า แต่ที่เจ้าสัญญาว่าจะภักดีต่อข้านั้นเจ้าคงไม่บิดพลิ้วใช่หรือไม่”

เด็กชายพยักหน้ารัว “ขอรับ บ่าวสัญญาว่าต่อไปในบ่าวจะภักดีต่อท่านจอมมารไม่คลาย ต่อให้ตายบ่าวก็ยอมตายแทนขอรับ”

“เจ้าอย่าคำลืมที่เจ้าสัญญาก็แล้วกัน”

“ขอรับ” หลิวอันแทบจะร่ำไห้ด้วยความยินดี ในที่สุดเขาก็หลุดรอดจากการเป็นชายบำเรอแล้ว

“ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวอัน มีหน้าที่เป็นบ่าวคนสนิทของข้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับข้า เจ้าต้องดูแลทั้งหมดรู้หรือไม่”

“ขอรับ” เด็กชายยิ้มกว้างออกมา

“ที่สำคัญคือ เป็นบ่าวของข้า ไม่ต้องพูดมากแต่จงให้ฟังมากๆ”

“ท่านจอมมารหมายความว่า”

“ห้ามนำเรื่องของข้าไปบอกผู้ใด แต่หากมีเรื่องใดข้าต้องเป็นคนแรกที่รู้” เสียงของหลิวอี้เทียนจริงจังขึ้น

“ขอรับ” แม้จะเข้าใจไม่หมดแต่เด็กชายก็พอจะเข้าใจ อีกอย่างเขาก็เป็นคนไม่พูดมากอยู่แล้ว ดังนั้นคงไม่มีปัญหาใด

ขณะนั้นเองด้านนอกห้องชุนฉางหมิงที่เพิ่งมาถึงก็ได้ยินเช่นกัน เขาชะงักเท้าครุ่นคิดก่อนจะ เคาะประตูแล้วเอ่ย “ท่านจอมมารขอรับอาหารเย็นพร้อมแล้วขอรับ”

“อืม” หลิวอี้เทียนรับคำสั้นๆ

หลิวอี้เทียนเดินมาถึงห้องอาหารก็เห็นชุนฉานอี้ยืนต้อนรับอยู่ หลังจากนั่งลงเขาก็เอ่ยกับสองพี่น้องว่า “นี่คือเสี่ยวอี้ ต่อไปนี้เขาจะมาเป็นบ่าวให้ข้าอีกคน มีสิ่งใดก็สั่งสอนเขาด้วยรู้หรือไม่”

พี่น้องแซ่ชุนรับคำเสียงไม่ดังนัก แต่หลิวอี้เทียนไม่ได้สนใจ เขากำลังจะจับตะเกียบ ก็ได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งลอยมา

“ศิษย์พี่ วันนี้ข้าจะขอมาเป็นแขกกินข้าวกับท่านสักคนได้หรือไม่” เสียงทุ้มนุ่มนวลมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะเปิดประตูห้องอาหารเข้ามา

ผู้มาใหม่เป็นชายร่างสูงเพรียว เขาอยู่ในชุดสีขาวพิสุทธิ์ ใบหน้าของเขางดงาม คิ้วเรียวสวยดวงตาเป็นรูปผลซิ่ง จมูกโด่ง ริมฝีปากบางเป็นสีชมพูดั่งกลีบเหมย งดงามจนดูไม่ออกว่าคนผู้นี้เป็นชายหรือหญิงกัน

แม้ผู้มาใหม่จะงดงามเพียงใด แต่เพราะอยู่ในยุคสมัยที่สามารถเปลี่ยนคนอัปลักษณ์ให้เป็นคนงามได้ด้วยวิธีศัลยกรรมและเทคนิคการแต่งหน้า ดังนั้นจึงเพียงแค่ชื่นชมอยู่ในใจว่าถ้าไปอยู่ในยุคสมัยของเขาด้วยความงดงามแบบนี้คงได้ไปเป็นนายแบบหรือดาราแน่ๆ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่เมื่อคิดขึ้นอีกทีก็นั่งลงใหม่ คนเป็นจอมมารคงไม่ต้องลุกจากเก้าอี้มาต้อนรับผู้ใด แต่ว่าผู้นี้คือใครกัน แต่เขาเพิ่งจะถูกเรียกว่าศิษย์พี่ เช่นนั้นก็เรียกไปว่าศิษย์น้องก็แล้วกัน

“ย่อมไม่มีปัญหา ศิษย์น้องมาเถิด กินข้าวด้วยกัน” หลิวอี้เทียนบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแล้วหันไปบอกกับชุนฉางหมิงว่า “จัดชามข้าวและตะเกียบมาให้ศิษย์น้องข้า”

ริมฝีปากของผู้มาใหม่ที่คลี่ยิ้มออกมาชะงักค้างเล็กน้อย มองคนตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเดินมานั่งเก้าอี้ตรงกันข้าม ไม่นานชามข้าวและตะเกียบชุดใหม่ก็มาอยู่ตรงหน้า

“กินเลยศิษย์น้องไม่ต้องเกรงใจ ชอบสิ่งใดก็กินให้เต็มที่” หลิวอี้เทียนบอกอย่างใจกว้าง เห็นแขกไม่ลงมือก็คิดว่าเขาควรจะเป็นประธานเปิดก่อนจึงเริ่มกินอาหารตรงหน้าด้วยทีท่าไม่เร่งรีบ

จิ่วเยี่ยเห็นหยวนเฮยสือเริ่มกินอาหาร เขาก็จับตะเกียบและชามข้าวขึ้นมากิน แต่สายตาก็ยังคงลอบมองท่าทีของคนตรงข้ามอย่างอดไม่ได้ กินอาหารไปได้สองคำก็มองไปยังบ่าวร่างเตี้ยที่ยังไม่โตเต็มวัย ด้านหลังหยวนเฮยสือก่อนจะถาม

“ได้ข่าวว่าศิษย์พี่รับชายบำเรอคนใหม่มา ไม่ทราบว่าเด็กคนนั้นใช่หรือไม่”

หลิวอี้เทียนได้ยินก็หัวเราะ “ข่าวไวจริงๆ ข่าวไวจริงๆ”

หลิวอันเมื่อได้ยินว่ามีคนเอ่ยถาม เมื่อครู่เขายังไม่ได้ทำความเคารพ ยามนี้จึงโค้งเอวคำรับ “บ่าวมีนามว่าเสี่ยวอันขอรับ”

จิ่วเยี่ยลุกจากโต๊ะอาหาร เดินอ้อมหลังผู้เป็นศิษย์พี่มาสำรวจหลิวอัน

“ใบหน้าขาว ดวงตาโตมีประการสดใส คิ้วโก่ง จมูกเล็ก คางแหลม ปากได้รูป มิน่าศิษย์พี่จึงชอบเจ้า ตอนนี้อายุเท่าใดแล้ว”

“สิบสามย่างสิบสี่ขอรับ” หลังจากที่ท่านจอมมารบอกว่าจะให้เขามาเป็นบ่าวอย่างเดียว หลิวอันก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องอื่น ผู้อื่นเข้าใจอย่างไรเขาไม่สน ขอเพียงท่านจอมมารรักษาสัญญาก็เพียงพอ จึงไม่ได้ปฏิเสธหรือแก้ความเข้าใจผิด

“สิบสามย่างสิบสี่ยังหน้าตาดีเพียงนี้ หากโตกว่านี้ก็คงหน้าตาดีกว่าข้า”

“มิได้ขอรับ เสี่ยวหลิวแค่หน้าตาพอใช้ ไม่สามารถเทียบเทียมได้กับท่านจิ่วเยี่ยหรอกขอรับ” หลิวอันรีบปฏิเสธ

หลิวอี้เทียนได้ยินนามของคนผู้นี้ก็นึกสิ่งที่หลิวอันพูดถึง จิ่วเยี่ย เป็นศิษย์น้องของหยวนเฮยสือ อีกทั้งหยวนเฮยสือยังหลงใหลศิษย์น้องผู้นี้ไม่น้อย ตอนแรกเขาคิดว่าจิ่วเยี่ยเป็นผู้หญิง ที่ไหนได้กลับเป็นผู้ชายซะนี่ แต่ก็ว่านั่นแหละ ใบหน้าสวยหวานแบบนี้ ไม่แปลกที่เจ้าของร่างจะชอบ

“ศิษย์น้อง เจ้าจะเอ่ยเช่นนั้นได้อย่างไร สำหรับข้าไม่มีผู้ใดงดงามเท่าเจ้าอยู่แล้ว” แม้หลิวอี้เทียนไม่ใช่พวกชอบตัดแขนเสื้อ แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเจ้าของร่างยังคงชมชอบศิษย์น้องผู้นี้ เขาจึงต้องเอ่ยชมคนผู้นี้ให้มากๆ หน่อย

ไม่คิดว่าพอเอ่ยจบก็ถูกจิ่วเยี่ยหน้าสวยหันขวับมาค้อนเข้าให้ “ศิษย์พี่ ไหนท่านบอกว่าจะรอข้า แต่ผ่านไปไม่กี่ปีท่านก็ลืมสัญญา”

หลิวอี้เทียนอึ้งไปครู่หนึ่ง ศิษย์น้องผู้นี้ก็ชอบหยวนเฮยสือหรือ ไม่ใช่ว่าหยวนเฮยสือหลงรักเขาข้างเดียวหรอกหรือ “รอก็ส่วนรอ แต่ในเมื่อเจ้าให้ข้ารอเจ้า แล้วเจ้าเล่าจะให้ข้ารอไปจนถึงเมื่อใด” หลิวอี้ทันทั้งไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ

“แต่ก่อนหน้านี้ท่านบอกข้าว่าไม่ว่ากี่ปีท่านก็จะรอ” จิ่วเยี่ยน้ำเสียงไม่พอใจหนักเข้าไปอีก

ดูท่าแล้วหยวนเฮยสือผู้นี้คงเอาใจศิษย์น้องคนนี้ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าทำน้ำเสียงเช่นนี้เด็ดขาด

“มาเถิดอย่าโมโหไป ดื่มน้ำชาหน่อย น้ำชานี้หอมมากรสชาติกลมกล่อมด้วย ดื่มแล้วจะได้ใจเย็นลง” หลิวอี้เทียนเทน้ำชาแล้วส่งให้จิ่วเยี่ย

“น้ำชาหรือ”

“ใช่ ชาดอกมะลิกลิ่นหอมมาก ดื่มเสีย”

เมื่อรู้ว่าเป็นชาดอกมะลิ มือเรียวขาวที่กำลังยื่นไปรับถ้วยน้ำชาชะงักไปครู่หนึ่ง

“ได้กลิ่นหรือไม่ มันหอมมาก ดื่มสักนิดหนึ่งเถิด” หลิวอี้เทียนประคองถ้วยน้ำชาไว้ที่มือของจิ่วเยี่ย แต่จิ่วเยี่ยกลับรับไปแล้ววางไว้บนโต๊ะอาหารแทน

“ศิษย์พี่ ข้าลืมไปว่ามีเรื่องต้องไปจัดการ คืนนี้คงกินข้าวร่วมโต๊ะของท่านไม่ได้แล้ว ต้องขออภัย” เอ่ยจบก็โค้งเอวคารวะให้ครั้งหนึ่งแล้วก็หมุนกายจากไป

“ศิษย์น้อง” หลิวอี้เทียนเรียกยังไม่ขาดคำ ร่างสูงเพรียวก็หายลับไปจากหน้าประตูห้องอาหารเสียแล้ว

“ให้บ่าวไปตามหรือไม่ขอรับ” หลิวอันคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุให้ท่านจอมมารผิดใจกับท่านจิ่วเยี่ยจึงคิดจะไปตาม

“ไม่ต้องตาม ปล่อยเขาไปนั่นแหละดีแล้ว” หลิวอี้เทียนมองถ้วยน้ำชาที่ยังส่งควันลอยกรุ่นก่อนจะเริ่มกินอาหารของตนเองอย่างใจเย็น


------ต่อ (100%)-----


จิ่วเยี่ยกลับไปที่เรือนพักของตนด้วยความกระสับกระส่าย กลับมาถึงบ่าวก็บอกเขาว่ามีแขกมาเยือน เขารู้ทันทีว่าเป็นผู้ใด เดินตรงไปยังห้องโถงก็เดาไม่ผิด

“ว่าอย่างไรบ้าง มันเป็นอะไรหรือไม่” ยังไม่ทันที่จิ่วเยี่ยจะปิดประตูดี แขกที่รออยู่ในห้องก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ

“ให้ข้าปิดประตูให้ดีก่อนไม่ได้หรือไร” จิ่วเยี่ยขึงตาใส่เขา

“ก็ข้าร้อนใจ” ชายหนุ่มผู้เป็นแขกตอบ

จิ่วเยี่ยนั่งลงที่เก้าอี้ จิบน้ำชาก่อนจะบอกด้วยสีหน้าไม่ดีนัก “ศิษย์พี่ของข้าดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บสักนิด อีกทั้งดูคล้ายจะระแคะระคายว่าข้าเป็นคนวางยาเขา”

“เขาจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าบอกว่าตอนที่เจ้าวางยาในน้ำชาไม่มีผู้ใดเห็น”

“เกาฝูฉี ท่านคิดว่าศิษย์พี่ของข้าได้ตำแหน่งจอมมารมาด้วยฝีมือของเขาอย่างเดียวหรือ หากท่านคิดเช่นนั้นก็จงรู้ไว้เสียว่าท่านคิดผิดแล้ว” จิ่วเยี่ยบอก

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเริ่มระแคะระคายในตัวเจ้า”

“เขารับชายบำเรอมาอย่างไรเล่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ว่ากี่ปีเขาก็บอกว่าจะรอข้า แต่หลังจากที่ข้าวางยาเขาวันนี้เขาก็หาชายบำเรอมาทันที ไม่เรียกข้าว่าอาเยี่ยแต่เรียกข้าว่าศิษย์น้อง อีกทั้งสายตาของเขา...”

“สายตาของเขาเป็นอย่างไร”

“ไม่ได้ดูหลงใหลข้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” เหตุใดเขาต้องรู้สึกปวดใจแปลกๆ เมื่อเห็นว่าสายตาศิษย์พี่ที่มองเขามันต่างออกไป เมื่อก่อนเขาเห็นความรักในสายตาศิษย์พี่ที่มองเขา แต่ยามนี้กลับพบเพียงความว่างเปล่า

“เจ้าคิดไปเองหรือไม่”

“เกาฝูฉี ข้ากับศิษย์พี่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปี สายตาของศิษย์พี่เป็นอย่างไรข้าย่อมรู้ดี ยามนี้เขารู้แน่ว่าเป็นข้าที่ลงมือกับเขา แต่เพราะยังรักข้าอย่างไรเล่าเขาจึงไม่ทำสิ่งใด”

“แล้วเขาจะรู้เรื่องของเราหรือไม่” น้ำเสียงของเกาฝูฉีฟังไม่ค่อยดีเท่าใด

“หากเจ้ากลัวก็เลิกล้มเสีย แค่นี้ยังกลัวแล้วยังกล้าจะครองตำแหน่งจอมมารแทนศิษย์พี่ข้า ทำให้ข้าตกที่นั่งลำบาก เจ้าคนขี้ขลาด” จิ่วเยี่ยเริ่มไม่พอใจ

เห็นใบหน้างดงามของจิ่วเยี่ยเริ่มขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่พอใจ เกาฝูฉีก็คลี่ยิ้มเดินเข้ามากอดร่างสูงบอกเขาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ที่ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อพวกเราเจ้าก็น่าจะรู้”

“ไม่เห็นจำเป็นต้องทำเช่นนี้” น้ำเสียงของจิ่วเยี่ยอ่อนลง

“เจ้าก็รู้ว่าศิษย์พี่ของเจ้ารักเจ้ามากเพียงใด เขาไม่ยอมแน่หากเจ้าบอกกับเขาว่าเจ้ารักข้า ดังนั้นหากเราจะครองรักกันได้เราก็ต้องกำจัดเขาไป”

“ข้าน่าจะกล่อมเขาได้ ลองให้ข้ากล่อมเขาดีหรือไม่ ตอนนี้เขาอาจจะเลิกชอบข้าแล้วก็ได้”

“เจ้าอยากให้ข้าตายหรือไร นี่อาจจะเป็นแผนลวงของเขา และหากเขารู้เมื่อใดว่าใจเจ้ามีแต่ข้า เขาคงคิดสังหารข้าเป็นแน่ ดังนั้นข้าจึงใช้เพียงวิธีนี้เท่านั้น กำจัดเขาแล้วความรักของเราจะได้ไม่มีผู้ใดมาขวาง”

“ไม่เช่นนั้นเราก็หนีไปก็ได้ เจ้าไม่กลัวหรือว่าข้าจะถูกศิษย์พี่สังหาร”

“เขาไม่กล้าข้ารู้ เพราะเจ้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขา”

“นั่นจึงยิ่งทำให้ข้ารู้สึกผิด”

“แล้วเจ้าอยากให้เขาสังหารข้าหรือ หากข้าตายเจ้าไม่เสียใจหรือ ไม่รู้สึกผิดหรือ” เสียงของเกาฝูฉีเข้มขึ้น เขาคลายอ้อมกอดออกจากร่างเพรียว บอกกับคนตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “เช่นนั้นข้าจะไปบอกกับเขาเดี๋ยวนี้ว่าเรารักกัน ข้าจะไปบอกเขาว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่รักเขา เพราะเจ้ารักข้าคนเดียว แม้ข้าจะถูกคนผู้นั้นสังหารจนตายข้าก็ไม่กลัว”

เอ่ยจบเกาฝูฉีก็หมุนกายคิดจะเดินออกจากห้องไป แต่เพราะเอวที่ถูกแขนสองข้างโอบรั้งเอาไว้เขาจึงได้หยุดก้าวเท้า

“อย่าไป ฝูฉี ท่านอยากตายหรือไร” จิ่วเยี่ยบอกอย่างร้อนรน

“ก็ในเมื่อสิ่งที่เจ้าทำมันทำให้เจ้ารู้สึกผิด ข้าก็จะเป็นคนทำให้มันจบเอง”

“ไม่ ฝูฉี ข้ายอมแล้ว ข้าจะเป็นคนสังหารศิษย์พี่เอง ส่วนเจ้าอย่าไป เจ้าสู้เขาไม่ได้ อยู่ที่นี่เป็นแขกของปราสาทเขาเทียนซานต่อไป ไม่ต้องทำอะไร”

“ได้ข้าเชื่อเจ้า” เกาฝูฉีหันหลังกลับไปหาจิ่วเยี่ยประคองใบหน้าของเขาขึ้นมาประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากสีกลีบเหมยแผ่วเบาก่อนจะบอกด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “เยี่ยเอ๋อร์ข้ารักเจ้า”

“ข้าก็รักเจ้า” จิ่วเยี่ยกอดเอวเกาฝูฉีแน่น ซบหน้าลงกับหัวไหล่หนาของเขา

“ดังนั้นเราต้องรีบลงมือก่อนที่อะไรมันจะยากไปกว่านี้ และหากทำสำเร็จเมื่อใด เราทั้งสองก็จะอยู่ด้วยกัน ไม่แยกจากกันไปจนตาย” เกาฝูฉีบอกพลางกดจูบลงบนศีรษะที่เต็มไปด้วยผมสีดำขลับของจิ่วเยี่ย

“เราจะไม่แยกจากกันจนวันตาย” จิ่วเยี่ยทวนคำคลี่ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างหาใดเปรียบ

ด้านหลิวอี้เทียนนั้น ไม่ได้รู้เรื่องแม้แต่น้อยว่าการที่เขารับบ่าวเพิ่มมาคนหนึ่งจะนำพาความโชคร้ายมาให้ถึงสองชั้น ชั้นแรกทำให้สองพี่น้องแซ่ชุนเริ่มคิดว่าสถานะของคนทั้งสองเริ่มไม่ปลอดภัย ส่วนชั้นที่สองก็คือจิ่วเยี่ยคิดว่าศิษย์พี่ของเขาเริ่มระแคะระคายแล้วว่าเขาเป็นผู้ลงมือวางยา

แต่โชคร้ายชั้นที่สองนั้น หลิวอี้เทียนพอจะรู้บ้าง เพราะเขาคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อมีคนวางยาเขาก็ต้องมีคนมาดูผล ในเมื่อตัวของจอมมารเช่นเขาไม่เป็นอะไรเลย คนวางยาก็จะยิ่งร้อนใจ มาดูเองเพราะคงคิดว่าคนเช่นจอมมารคงจะต้องปกปิดเรื่องพวกนี้เป็นแน่ ดังนั้นหลิวอี้เทียนจึงคิดเอาไว้ว่า ผู้ที่มาเยี่ยมเขาช่วงนี้เป็นผู้น่าสงสัยที่สุด และยิ่งเรื่องน้ำชาดอกมะลิก็ยิ่งย้ำให้เขามั่นใจว่าเขาคิดถูก

เขาสอบถามจากชุนฉางหมิงแล้วว่าน้ำชาวันนั้นเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็ให้ชุนฉางหมิงชงน้ำชานั้นมาตลอด ไม่คิดว่าแค่ให้ดื่มน้ำชาดอกมะลิที่เป็นน้ำชาชนิดเดียวกับวันที่จอมมารถูกวางยา จิ่วเยี่ยผู้นั้นก็เก็บความสุขุมเอาไว้ไม่อยู่ อีกทั้งยังไม่ยอมดื่ม คงกลัวว่าจะโดนพิษกลับก็เป็นได้

ที่หลิวอี้เทียนทำเช่นนี้เพราะคิดจะหาทางป้องกันตนเองจากเหล่าคนร้ายในมุมมืด อีกทั้งท่าทีของเขาที่ไม่เหมือนกับหยวนเฮยสือคนเดิมจึงทำให้จิ่วเยี่ยที่หากเป็นเรื่องแค่น้ำชาคงไม่ได้คิดมากเริ่มคิดร้อนตัวอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นโชคร้ายที่ตามมาจึงมาไวกว่าที่ควร

                ตอนกลางคืนเมื่อหลิวอี้เทียนกลับเข้าไปทีห้องนอน เขาก็เห็นว่าเจ้างูขาวที่หายไปทั้งวันมันกลับมาแล้ว ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะหนีไปแล้ว ไม่คิดว่าคืนนี้มันจะกลับมาที่ห้องนอน อีกทั้งยังเลื้อยมาต้อนรับเขาอีก

“ไม่ต้องเข้ามาใกล้ ชิ่วๆ” หลิวอี้เทียนโบกมือไล่พร้อมกับเสียงเขาที่ไม่ดังนัก

งูขาวชะงักด้วยท่าทีเศร้าสร้อยก่อนจะเลื้อยกลับไปที่ฟูกนอนของมัน หลิวอันที่เพิ่งเข้ามาในห้องเพิ่งเคยเห็นงูสีขาวเลื่อมมุกก็มองด้วยสายตาชื่นชม ผิดกับชุนฉางหมิงที่เข้ามาด้วยท่าทีปกติ แต่กลับลอบมองห้องนอนของจอมมารไปทั่วทุกที่

หลังจากชุนฉางหมิงและหลิวอันจัดการเรื่องต่างๆ ในห้องนอนให้หลิวอี้เทียนเสร็จ หลิวอี้เทียนจึงบอกกับคนทั้งสองว่า

“ขอบใจพวกเจ้ามาก ส่วนคืนนี้ก็ให้เสี่ยวอันนอนที่ห้องพักบ่าวร่วมกับเจ้าไปก่อน มีอะไรก็สั่งสอนเสี่ยวอันแทนข้าด้วย” หลิวอี้เทียนหันมาบอกกับชุนฉางหมิง

“ขอรับ” ชุนฉางหมิงเงยหน้ามองจอมมารตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะรีบเก็บสายตาและรับคำว่า “ขอรับ” แล้วก็พาเด็กชายออกไป

ห้องบ่าวคือห้องเล็กข้างห้องนอนของหลิวอี้เทียน เพื่อที่ในเวลาดึกหากมีสิ่งใดจะได้เรียกบ่าวให้จัดการเรื่องต่างๆ ใด ที่จริงหลิวอี้เทียนก็ไม่คิดว่าจะต้องเรียกบ่าวในตอนกลางคืนแต่อย่างใด แต่ไม่คิดว่านอนเพียงคืนที่สองก็มีอันที่เขาต้องร้องเรียกบ่าวเสียงหลงเสียแล้ว ส่วนว่าจะเรียกด้วยเรื่องใดนั้น ก็คือ...

ขณะที่หลิวอี้เทียนนอนหลับกอดผ้าห่มอย่างสบายใจ หูของเขาก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา เสียงนั้นผ่านเข้าไปยังโสตประสาทของเขาแต่ก็ไม่ได้ปลุกให้เขาตื่นแต่อย่างใด จนเมื่อมีเสียงเท้าก้าวเข้ามาและปิดประตูจนสนิท เสียงเท้านั้นก็ยังก้าวเข้ามาเรื่อยๆ สุดท้ายเปลือกตาที่ปิดสนิทก็ลืมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

“ผู้ใดกัน” หลิวอี้เทียนเอ่ยถามเสียงเข้ม ดูท่าว่าการตื่นตัวนี้จะเป็นเพราะประสาทสัมผัสของเจ้าของร่าง เพราะหากเป็นตัวเขาแล้ว ขนาดไฟไหม้ห้องเขาก็อาจจะยังไม่ตื่น

“ศิษย์พี่” ผู้ลอบเข้ามาเอ่ยเรียกเสียงอ่อน

หลิวอี้เทียนลุกขึ้นนั่งมองไปยังหน้าเตียงที่มืดสลัว เขาเห็นร่างสูงเพรียวของคนผู้หนึ่งยืนอยู่ คนผู้นั้นยังคงสวมชุดสีขาวพิสุทธิ์ เมื่อสะท้อนแสงอ่อนในยามค่ำคืนก็ยิ่งทำให้ดูว่าคนตรงหน้ายิ่งดูบอบบางน่าทะนุถนอมไม่น้อย ใบหน้างดงามนั้นคลี่ยิ้มให้เขาด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“ศิษย์น้อง มาหาข้าในยามวิกาลเช่นนี้มีเรื่องอันใดหรือ” ในใจของหลิวอี้เทียนลอบยินดีที่ตัวเขาเองช่างเข้าถึงบทบาทศิษย์พี่ได้ดีเหลือเกิน ขนาดคำพูดคำจายังลื่นไหลไม่ต่างกับคนในโลกนี้

แต่นี่ไม่ได้เวลาที่จะมาดีใจนะ!

ใบหน้างดงามที่ดูไม่ออกว่าจะหล่อแบบผู้ชาย หรือจะสวยกระเดียดไปทางผู้หญิงส่งสายตาเศร้าให้เขาอีกครั้งพร้อมกับเดินเข้ามาจนถึงหน้าเตียง ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่นคล้ายมีเรื่องอัดอั้นก่อนจะเผยอริมฝีปากแล้วเอ่ยด้วยท่าทีเหนียมอาย

“ข้า คืนนี้ข้ามาเพื่อมอบร่างกายให้ท่าน”

แม่เจ้า! ตั้งแต่เกิดมายี่สิบสามปี ยังไม่เคยมีใครพูดคำนี้กับเขาสักครั้ง ในที่สุดก็มีคนพูดแบบนี้กับเขาแล้ว หลิวอี้เทียนแทบจะกระโดดตบมือด้วยความดีใจ

แต่จะดีใจไปทำไม ในเมื่อคนที่พูดคำนี้กับเขามันเป็นผู้ชาย! แล้วไอ้ผู้ชายคนนี้ก็ไม่พูดเปล่าเสียงด้วย เพราะมือของเขากำลังปลดสายคาดเอวออก เมื่อปลดเสร็จก็ถอดเสื้อสีขาวออก จึงเหลือแต่ท่อนบนเปลือยเปล่ากับท่อนล่างที่สวมกางเกงตัวในเพียงตัวเดียว

เดี๋ยว เดี๊ยว เดี๋ยว เกิดอะไรขึ้นเขาตามไม่ทัน อยู่ดีๆ ทำไมศิษย์น้องของหยวนเฮยสือถึงมาเสนอตัวให้เขาล่ะ?

“ศิษย์น้อง มีอะไรก็พูดกันดีๆ ก่อน ข้าไม่ชอบฝืนใจผู้ใด” พูดไปงั้นแหละ แต่ที่แน่ๆ ไม่อยากฝืนใจตัวเอง ไม่อยากทำให้ใครเสียเอกราช และก็ไม่อยากเป็นคนเสียเอกราชเองด้วย

หลิวอี้เทียนลุกจากเตียงหยิบเสื้อที่เพิ่งจะหลุดออกจากตัวของจิ่วเยี่ยมาคลุมไว้ดังเดิม แต่จิ่วเยี่ยกลับเป็นคนจับมือเขาไปแทน ทำให้เขาคลุมร่างขาวผ่องนั้นไม่ได้

“ศิษย์พี่ ข้าเพิ่งรู้ใจตนเอง ที่จริงข้ารักท่าน ข้ารู้ใจตัวเองก็ตอนที่ท่านรับชายบำเรอมา ตอนนี้ใจข้าร้อนดั่งถูกไฟสุม เมื่อรู้ว่าท่านไม่รักข้าแล้ว ศิษย์พี่ เพราะอะไรท่านจึงเลิกรักข้าอย่างง่ายดายเช่นนี้” ทั้งแววตาและน้ำเสียงนั้นทั้งน้อยเนื้อต่ำใจทั้งเสียงใจปนกัน

“ศิษย์น้อง อย่าเพิ่งร้อนใจ ข้ารู้ว่าข้าทำไม่ถูก แต่ยามนี้เจ้าก็ร้อนใจเกินไป” หลิวอี้เทียนดึงมือออกจากมือเรียวนั้นอย่างยากลำบาก

“ข้าจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร ในเมื่อของของข้าจะตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นแล้ว ศิษย์พี่” เอ่ยยังไม่ทันรู้เรื่อง จิ่วเยี่ยก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ คิดจะใช้ริมฝีปากสีกลีบเหมยจู่โจมริมฝีปากของเขา

จูบแรกของเขา เขาไม่อย่างเสียให้ผู้ชายด้วยกัน อ๊ากกก!

ไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วเท่ากับความคิดตั้งแต่เมื่อใด เพราะเมื่อริมฝีปากของจิ่วเยี่ยเข้าใกล้จนปากแทบจะแนบกันอยู่แล้ว มือข้างหนึ่งของหลิวอี้เทียนก็กั้นเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด กลายเป็นจิ่วเยี่ยจูบมือของเขาแทน

เมื่อถูกมือใหญ่เข้ามาขวาง แววตาของจิ่วเยี่ยที่มองมาก็คล้ายมีดวงไฟดวงน้อยๆ ปะทุขึ้น เสียงที่ฟังดูน้อยเนื้อต่ำใจก็เริ่มห้วนและแข็งขึ้น “เมื่อก่อนท่านบังคับจูบข้าตั้งหลายครั้ง ยามนี้ท่านกลับปฏิเสธข้า ศิษย์พี่ใจท่านไม่มีข้าแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”

หลิวอี้เทียนไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงได้แต่อึกอัก แต่ขณะที่เขากำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้นมือขาวทั้งสองข้างก็ผลักเขาล้มหลายหลังลงกับเตียงนอนพร้อมกับร่างขาวผ่องของจิ่วเยี่ยที่ตามมาทาบทับ

ตอนที่หลิวอี้เทียนล้มหงายหลังนั้นไม่ได้เบาทำให้เตียงที่อยู่ติดกับกำแพงชนกำแพงดังกึง แม้ไม่ดังนักแต่ก็ทำให้คนที่อยู่ห้องข้างๆ ที่ประสาทสัมผัสไม่เฉียบไวตื่นขึ้นมาเช่นกัน

“เมื่อครู่เสียงอะไรขอรับ” หลิวอันที่ถูกเสียงประหลาดปลุกให้ตื่นหันไปถามชุนฉางหมิงที่เตียงข้างๆ เห็นคนผู้นั้นนอนลืมตานิ่งไม่ไหวติงคล้ายกับตื่นมาตั้งนานแล้ว และเมื่อได้ยินหลิวอันถาม เขาจึงขยับตัวลุกขึ้นนั่งบอกกับหลิวอันด้วยเสียงเบาว่า

“มีคนลอบเข้าห้องท่านจอมมาร” 


----------



つづく.

--------------------------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความเวิ่นเว้อของเราค่ะ 

....Welcome to my WorlD...




ด้านล่างเป็นลิ้งค์เพจนะคะ 

https://web.facebook.com/Writer.SummerNight/

-------------------------------------







กดแฟนเพจตรงนี้จ้า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น

  1. #10 Nekuta (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 18:46

    ศิษย์น้องช่างกล้านักบุกเข้ามาได้555 บางทีถ้าบอกไปตรงๆเรื่องอาจจบง่ายๆก็ได้
    #10
    1
    • #10-1 (จากตอนที่ 3)
      12 กันยายน 2562 / 13:32
      นั่นนะจิ
      #10-1
  2. #9 Nekuta (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 05:23
    อ่าาา ศิษย์น้องดูน่าสงสัยแฮะอาจเป็นคนวางยาท่านจอมมารก็ได้
    ปล. จอมมารจะรุกหรือจะรั——แค่ก//สัญญาณขาดหาย
    ปลล. สนุกมากค่ะ รอตอนต่อไปปป
    #9
    1
    • #9-1 (จากตอนที่ 3)
      3 กันยายน 2562 / 17:23
      มาลุ้นกันต่อค่ะ ขอบคุณนะคะ อิอิ
      #9-1
  3. #5 yayhayhayhayha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 20:01
    น้องต้องหาพรรคพวกมาเสริมกองกำลัง แต่ซื่อไปนะ จะมาช่วยหรือจะมาป่วนนะเนี่ย
    #5
    1
    • #5-1 (จากตอนที่ 3)
      30 สิงหาคม 2562 / 18:43
      มาดูกันค่ะว่าจะยังไง
      #5-1
  4. #3 ^ จู ^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 19:44

    เอาคนซื่อมาไว้ใกล้ตัวก็ดีนะคะ ท่าทางจะไว้ใจได้

    #3
    1
    • #3-1 (จากตอนที่ 3)
      30 สิงหาคม 2562 / 18:43
      นั่นนะสิ เอาคนไว้ใจได้มา จะไว้ใจได้หรือเปล่าอิอิ
      #3-1