ซวยแล้วไง! ผมเกิดใหม่เป็นจอมมาร [Yaoi]

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 764
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

“พี่ใหญ่ เขาตายแล้ว ใช้โอกาสนี้หาหนังสือสัญญาทาสนั่นแล้วหนีกันเถอะ”

ท่ามกลางความมืดมิดดำสนิท หลงเทียนอี้ได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ย

“อี้เอ๋อร์  เจ้าไม่คิดหรือว่า หนีไปอย่างไรก็ต้องถูกคนลัทธิมารตามล่าตัวอยู่ดี” เสียงชายคนหนึ่งบอก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจ

“ท่านอยากให้ข้าเป็นนางบำเรอถูกคนลัทธิมารข่มเหงไปจนตายหรือไร”

“พี่ไม่มีทางให้เป็นเช่นนั้นแน่ ผู้ใดคิดจะทำเรื่องชั่วช้าต่อเจ้า ต้องผ่านพี่ไปก่อน” เสียงชายหนุ่มดุดันขึ้น

“ท่านจะไปสู้คนลัทธิมารทั้งหมดได้อย่างไร เราสองคนร่วมมือกันก็ยังสู้ไม่ได้ เราถูกส่งตัวมาให้เป็นข้ารับใช้จอมมาร แต่ยามนี้เขาตายไปแล้ว ไม่แน่พวกเขาอาจจะคิดว่าเป็นพวกเราที่วางยาเขาจนตาย หากไม่ใช้โอกาสนี้พวกเราคงต้องถูกพวกเขาทรมานจนตายแน่ๆ”

“ถูกของเจ้า เช่นนั้นเรารีบหาหนังสือสัญญาทาสกัน”

หลังจากเสียงสนทนาจบลง หลิวอี้เทียนก็ได้ยินเสียงรื้อค้นสิ่งต่างๆ รอบตัว เขายังไม่แน่ใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ยังคิดว่านี่อาจจะเป็นความฝัน

จำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะเล่นเกมพลิกแผ่นฟ้าท้ายุทธภพจบไป หลังจากใช้เวลาสามวันสามคืนโดยไม่หลับไม่นอน ทำภารกิจด่านสุดท้าย ตีบอสใหญ่จนสำเร็จและได้กลายเป็นผู้ชนะคนแรกของเกมนี้จนได้ หลังจากดีใจแทบบ้าก็เปิดเวยป๋อโพสความยินดีลงไปที่เพื่อให้ชาวโลกได้รับรู้

ผู้กล้าแห่งยุทธภพ : ในที่สุดผมก็ตีบอสตัวสุดท้ายของเกมพลิกแผ่นฟ้าท้ายุทธภพไดสำเร็จ สมแล้วที่ผมเป็นผู้กล้าแห่งยุทธภพ ต่อด้วยอิโมจิหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

หลังจากโพสลงไปแล้ว ยังไม่ทันจะได้เห็นว่าผู้ติดตามมีปฏิกิริยาอย่างไร ภาพตรงหน้าก็ดับมืดลงไปอย่างรวดเร็ว รู้เรื่องอีกทีก็มานอนฝันได้ยินเสียงคนสองคนคุยเรื่องประหลาดอะไรกันก็ไม่รู้

กึก!

ในฝันขาของเขาถูกเหยียบจนต้องร้องลั่น “โอ๊ย”

ร่างที่นอนนิ่งมาตลอดลืมตากระเด้งตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จับขาข้างที่โดนเหยียบพร้อมกับด่าทออย่างฉุนเฉียว “เจ็บนะโว้ย! เหยียบมาได้ไม่เห็นว่ามีคนนอนอยู่หรือไง”

หลังจากเสียงทุ้มเอ่ยจบ ในห้องนั้นก็เงียบกริบ ร่างสองร่างที่ก่อนหน้านี้กำลังหาของอย่างวุ่นวาย ต่างก็หันมามองคนที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยแววตาตกตะลึง

ชายคนหนึ่งกำลังอยู่ที่ชั้นหนังสือชะงักนิ่งไม่ขยับ เขาอยู่ในชุดจีนโบราณที่เคยเห็นในซีรีส์จีนย้อนยุคอย่างเช่น มังกรหยก หรือแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ส่วนหญิงสาวที่อยู่ไม่ห่างจากร่างเขาไม่ไกลก็ไม่ต่างกัน เธอสวมชุดกระโปรงยาวกลิ่นอายเหมือนกับเพิ่งย้อนมาจากยุคโบราณมาไม่ผิดเพี้ยน แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว ผู้หญิงคนนี้แหละที่เหยียบเขา

“ทะ ท่านจอมมาร” ชายหนุ่มคนนั้นรู้สึกตัวก่อน เขารีบออกมาจากชั้นหนังสือ ตรงมาดึงร่างหญิงสาวให้ไปอยู่ด้านหลังของเขา

หลงเทียนอี้ไม่ได้สนใจคนทั้งสองเท่าใดนัก เมื่อยามนี้เขาเริ่มรู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ห้องที่เขาอยู่ เขากวาดตามองไปรอบห้อง ด้านซ้ายเป็นชุดโต๊ะหนังสือตัวใหญ่สีดำขลับ ด้านขวาเป็นชั้นหนังสือหลายชั้นเรียงรายกันอยู่ อีกด้านมีชุดโต๊ะตัวเล็กและเก้าอี้ไม้สลักอีกสองตัวตั้งอยู่ เครื่องเรือนทุกอย่างที่เขาเห็นล้วนแล้วแต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ยังอยู่ในสภาพใหม่ เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าของพวกนี้เป็นของโบราณกัน อีกทั้งในห้องก็ไม่เปิดไปสักดวง มีแต่แสงเทียนกับตะเกียงที่ส่องให้ความสว่าง

“ท่านจอมมาร ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เห็นท่านจอมมารเหมือนไม่สนใจพวกเขา ชุนฉางหมิงจึงเอ่ยถามอีกครั้ง

“ว่าแล้วทำไมถึงเจ็บหลังด้วย นอนอยู่บนพื้นนี่เอง แล้วทำไมไม่เปิดไฟล่ะ หรือไฟฟ้าถูกตัด” หลิวอี้เทียนก้มมองพื้นอันเย็นกระด้างก่อนจะเงยหน้าหาคนแปลกหน้าทั้งสอง

“พี่ใหญ่ เขาเหตุใดเขาจึงดูแปลกๆ” หญิงสาวนามว่าชุนฉานอี้ถาม

“หากให้ข้าเดาเขาอาจจะโดนพิษหนอนกะเรียนแดงทำลายอวัยวะภายใน สมองก็คงโดนพิษนั้นด้วยก็เลยทำให้เขาดูแปลกๆ ไป”

“เหยียบขาคนอื่นแล้ว ยังไม่ขอโทษอีก นี่ก็เอาแต่ยืนดู ไม่คิดจะมาช่วยกันหน่อยเหรอ” หลิวอี้เทียนบ่นกับผู้สังเกตการณ์ทั้งสอง เขาไม่รู้หรอกว่าเขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เขาก็ไม่ชอบที่จะให้ใครมายืนดูเหมือนเป็นตัวตลก

“ขออภัย ขอรับ ข้าจะช่วยท่านจอมมารเอง” ชุนฉางหมิงรีบเดินมาประคองร่างที่เพิ่งลูกจากพื้นไปนั่งบนเก้าอี้

หลังจากได้นั่งเก้าอี้แล้ว แม้จะไม่สบายเหมือนนั่งบนโซฟาแต่ก็ยังดีกว่านั่งพื้น แม้ในห้องจะไม่สว่างเหมือนที่บ้านเขาแต่แสงจากตะเกียงก็ยังทำให้เห็นแววตาแปลกๆ ที่คนทั้งสองมองมา หลิวอี้เทียนจึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก

สองพี่น้องเห็นว่าท่านจอมมารไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดทั้งคู่ต่างก็มายืนเคียงข้างกันด้วยความรู้สึกประหม่า

“เมื่อครู่บอกว่ามีคนตาย ใครตายเหรอ”  หลิวอี้เทียนมองดูชุดของตนเอง ครั้งสุดท้ายเขาสวมชุดนอนที่ไม่ได้เปลี่ยนมาสามวันตามเวลาที่เล่นเกมหามรุ่งหามค่ำ แต่ตอนนี้เขากลับอยู่ในชุดจีนโบราณสีดำสนิท

ผมยาวสลวยที่ตกมาเคลียบ่าทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะจับมันขึ้นมาแล้วลองดึง

เจ็บ...แปลว่าไม่ได้ฝัน

ลูบไปตามเส้นผม ก็ไม่เห็นว่าจะมีผมตรงส่วนไหนที่ต่อเอา นั่นก็แปลว่านี่เป็นผมจริง อะไรกัน เขาว่าเขานอนหลับไปไม่นาน แล้วทำไมผมถึงยาวขนาดนี้

“ท่านจอมมาร เมื่อครู่พวกเราเข้ามาเห็นว่าท่านอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ที่ปากมีคราบเลือด อีกทั้งยังหยุดหายใจ พวกเราจึงคิดว่าท่าน...ตายแล้ว”

หลิวอี้เทียนได้ยินดังนั้นก็ปาดมือกับปาก ผลปรากฏว่ามีคราบเลือดที่ปากเขาจริงๆ

“พวกเราตรวจดูในน้ำชา จึงรู้ว่าน้ำชากานี้มีพิษของหนอนกระเรียนแดงอยู่ขอรับ” ชุนฉางหมิงชี้ไปที่กาน้ำยาที่ตกอยู่บนพื้น ไม่ไกลจากจุดที่หลิวอี้เทียนลุกขึ้นมาเท่าใดนัก

หลิวอี้เทียนงงเป็นไก่ตาแตก เขาจำไม่เห็นได้ว่าดื่มน้ำชากานั้น แต่จะว่าไปแล้ว เสียงของเขาก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน เสียงนั้นคล้ายกับเสียงของเขาแต่มันก็ทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่เสียงของเขาเช่นกัน

มองรอบห้องอีกครั้งก่อนจะถามว่า “ที่นี่คือ...”

“ห้องหนังสือในปราสาทเขาเทียนซานของท่านประมุขอย่างไรขอรับ”

“อ่อ” หลิวอี้เทียนลูบใบหน้าของตนเองไปมา ก่อนจะเอ่ยกับคนทั้งสองที่มองเขาด้วยแววตาประหลาดว่า “ผม...ข้าอยากได้กระจก” เมื่อครู่ได้ยินคนผู้นั้นเรียกตนเองว่าข้า เขาจึงใช้เช่นกัน

"คันฉ่องคือสิ่งใดขอรับ" ชุนฉางหมิงถาม

"ข้าหมายถึงคันฉ่อง" หลิวอี้เทียนเปลี่ยนคำเรียก

“อี้เอ๋อร์ ไปเอาคันฉ่องมาให้ท่านจอมมาร” ชุนฉางหมิงสั่งน้องสาว


ชุนฉานอี้ที่ยังงงกับสถานการณ์ถูกพี่ชายสะกิดก็รีบวิ่งออกไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับคันฉ่องทองเหลือง

หลิวอี้เทียนรับคันฉ่องมาไว้ในมือก่อนจะบอกคนทั้งสอง “พวกท่านออกไปรอข้างนอกสักครู่”

สองพี่น้องตื่นตะลึง เมื่อครู่เขาบอกว่าอย่างไรนะ พวกท่าน

ยามนี้ชุนฉานอี้คิดว่าหยวนเฮยสือจอมมารที่ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด ถูกพิษจากหนอนกระเรียนแดงทำให้เสียสติไปแล้ว

แม้จะคิดเช่นนั้นแต่สองพี่น้องก็ยังคงออกไปด้านนอกห้องตามคำสั่ง

“ปิดประตูให้สนิท” หลิวอี้เทียนกำชับ

และเมื่อแน่ใจว่าประตูถูกปิดสนิทแล้ว หลิวอี้เทียนก็ยกคันฉ่องบานเล็กไม่ใหญ่ขึ้นส่องใบหน้าตนเอง แม้คันฉ่องทองเหลืองจะไม่ชัดเหมือนกระจกในสมัยนี้แต่มันก็ยังส่องสะท้อนให้เห็นว่า คนที่อยู่ในคันฉ่องนั้นแม้จะเหมือนเขาแต่ก็ไม่ใช่เขา

มือขาวลูบใบหน้าไปพลางมองสำรวจคนในคันฉ่องไปพลาง เขาถูกองค์กรอะไรสักอย่างลักพาตัวมาหรือเปล่า ทำให้เขาสลบไปสักหนึ่งปีแล้วศัลยกรรมใบหน้าใหม่ให้ แต่จับยังไงใบหน้านี้ก็ไม่เหมือนผ่านมีดหมอมาสักนิด

หลิวอี้เทียนวางคันฉ่องลง ตัดสินใจออกไปนอกห้อง เมื่อเขาออกมายืนอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ ภาพสิ่งปลูกสร้างของคนสมัยก่อนเหมือนอยู่ในกองถ่ายหนังจีนโบราณก็ทำให้เขารู้สึกอึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เอ่ยอะไร เดินไปตามทางพร้อมกับสองพี่น้องชายหญิงที่เดินตามอยู่ด้านหลังห่างๆ

ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางใด เมื่อมีคนเห็นเขาก็ต่างคุกเข่าลงและเรียกเขาว่าท่านจอมมาร และทุกคนก็อยู่ในชุดจีนโบราณทุกคน จนเมื่อมาเจอชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นบ่าวจึงถามบ่าวคนนั้นว่า

“ประตูใหญ่อยู่ไหน”

บ่าวคนนั้นอึ้งงันไปครู่ แต่สุดท้ายก็ถามว่า “ท่านต้องการรถม้าหรือขี่ม้าไปดีขอรับ”

หลิวอี้เทียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบสั้นๆ “รถม้า”

บ่าวคนนั้นสั่งการกับบ่าวอีกคน ก่อนจะพาเขาเดินไปอีกทางหนึ่ง

“ท่านจอมมารรอสักครู่นะขอรับ ข้าให้คนไปเตรียมรถม้าแล้ว” บ่าวคนนั้นบอกอย่างกล้าๆ กลัว หลิวอี้เทียนก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

ไม่นานรถม้าก็ถูกบังคับออกมาจากถนนทางหนึ่ง หลิวอี้เทียนขึ้นรถม้าโดยไม่ให้พี่น้องทั้งสองตามมา มีเพียงคนขับรถม้าเท่านั้น

แล้วเขาก็เพิ่งรู้ว่า ไอ้ที่เรียกว่าปราสาทเขาเทียนซานนั้นใหญ่โตพอๆ กับพระราชวังเลยทีเดียว เพราะนานหลายนาทีกว่าคนขับรถม้าจะหยุดบังคับรถและบอกกับเขาว่า “ถึงประตูใหญ่ของปราสาทแล้วขอรับ”

หลิวอี้เทียนลงจากรถม้า เหล่ายามที่คุมประตูใหญ่อยู่ต่างคุกเขาคารวะเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ท่านจอมมาร”

“ลุกขึ้น” เพราะเคยดูหนังย้อนยุคมามาก จึงคิดว่าทำแบบนี้คงดีที่สุด

หลิวอี้เทียนกวาดตามองเหล่าชายแปลกหน้าที่อยู่ในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้ม ยังคงเป็นการแต่งกายแบบโบราณเช่นเดิม ประตูใหญ่ถูกเปิดออกช้าๆ เขามองเห็นช้าๆ ว่าด้านนอกนั้นเป็นถนนดินสายไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ด้านนอกนั้นนอกจากแมกไม้แล้วไม่มีสิ่งใดอีกเลย เดินออกจากประตูไปไม่ไกลก็เห็นว่าที่ที่เขายืนนี้เป็นจุดสูงสุดของยอดเขา 

แสงจันทร์กระจ่างทำให้เขามองเห็นว่าด้านล่างนั้นเป็นผืนแผ่นดินผืนใหญ่ที่บางส่วนเป็นผืนนาและไร่สวน แม้จะมองไม่ชัดนักเพราะปราสาทนี้อยู่สูง แต่เขาก็ยังพอมองเห็นว่าบ้านหลังเล็กๆ ที่มีแสงไฟวับๆแวมๆอยู่ด้านล่างนั้นมีการก่อสร้างแบบสมัยเก่า ไม่มีตึกสูงหรือสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ให้เขาได้เห็นเลยแม้แต่น้อย

ภาพที่เห็นทำให้หลิวอี้เทียนตระหนักได้อย่างแท้จริง

ซวยแล้ว! นี่เขาถูกพามาอยู่ที่ไหนกัน อย่าบอกนะว่าถูกพาย้อนเวลามาอยู่ในสมัยโบราณ

ไม่นะ ใครก็ได้พาเขากลับไปที!


------ต่อ (100%)------

แม้จะจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่หลิวอี้เทียนก็ไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกให้คนอื่นรู้ ทั้งที่ในใจนั้นแทบจะกู่ร้องบอกคนทั้งโลกให้พาเขากลับไปยังที่ที่เขามาที

ตอนนั่งรถม้ากลับเข้าไปด้านในปราสาท เขาก็เริ่มทบทวนเรื่องราว จำได้ว่าตอนที่เพิ่งโพสข้อความลงเวยป๋อเสร็จหัวใจเขาก็เหมือนกระตุกครั้งหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเขาก็หมดสติไป ตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว

เขาตายแล้วใช่มั้ย!?

คิดแล้วก็ต้องถอนหายใจ เป็นไปได้สูงว่าเขาตายแล้ว แต่ก่อนตายเขาหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องเกมยุทธภพ วิญญาณเขาจึงถูกส่งมาที่แห่งนี้ เข้ามาอยู่ในร่างของชายคนหนึ่ง สรุปเรื่องราวของตัวเองแล้วก็อยากจะหลั่งน้ำตา

เขาตายแล้ว!

ยังไม่ได้สั่งเสียอะไรเลย แต่ดีที่เขาไม่มีครอบครัวจึงไม่ได้มีเรื่องให้ห่วงมากนัก มีแต่เพื่อนที่สนิทอยู่ไม่กี่คน เดาว่าฉางหยุนซีรูมเมทของเขาคงตกใจที่สุด เมื่อเปิดประตูเข้าห้องมาแล้วเห็นเขานอนตายอยู่

ไว้อาลัยให้กับชีวิตตัวเองอยู่สามนาที คนบังคับรถม้าก็เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า

ถึงเรือนพักของท่านจอมมารแล้วขอรับ

อืม” หลิวอี้เทียนตอบสั้นๆ จากที่เคยดูละครหรืออ่านนิยายมา ‘จอมมาร’ จะมีคาเรกเตอร์ไม่ต่างกันเท่าไหร่ คือต้องโหด เถื่อน นิ่ง ไม่พูดมาก คำส่วนมากที่จอมมารจะพูด ก็คงประมาณ จัดการมันให้หมด เอามันไปทรมาน อะไรเทือกนั้น แต่เขาไม่รู้ว่าเจ้าของร่างนี้นิสัยเดิมเป็นยังไง ดังนั้นเพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย พูดให้น้อยที่สุดคงจะดีกว่า

หลังจากลงรถม้า ชายหญิงที่เขาตื่นขึ้นมาเจอเป็นคู่แรกยืนต้อนรับเขาอยู่ หากจำไม่ผิดตอนที่เขานอนฟังคนทั้งสองคุยกัน คนทั้งสองทำหน้าที่เป็นบ่าวรับใช้เจ้าของร่างคนนี้ ดังนั้นจึงบอกเสียงเรียบว่า

นำข้าไปห้องนอน

สองพี่น้องมองหน้ากันแปลกๆ เพราะท่านจอมมารไม่เคยให้พวกเขานำไป แต่สุดท้ายชุนฉางหมิงก็ค้อมเอวให้เขาเล็กน้อยก่อนจะนำเขาไป

ดีนะที่หลิวอี้เทียนไม่ได้โง่ หากให้เดินหาเอาเองคาดว่าคงหลงทางเป็นแน่ เดินตรงเข้าไปในเรือนหลังใหญ่ ผ่านทางเดินสายเล็กแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านห้องคล้ายห้องโถงทะลุประตูออกไปเป็นสวนที่มีน้ำตกและภูเขาจำลอง เดินตรงไปอีกเลี้ยวซ้ายผ่านสะพานสระบัวเลี้ยวขวาอีกสองครั้ง ตรงอีกรอบจึงจะถึงห้องนอนของเจ้าของร่าง

หลังจากสองพี่น้องเปิดประตูให้ หลิวอี้เทียนเข้าไป ชุนฉางหมิงจุดเทียนในห้องและถาม ท่านจอมมารต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่

หลิวอี้เทียนมองพี่น้องชายทั้งสองอย่างสำรวจครู่หนึ่ง ใบหน้าของคนทั้งสองนั้นดูดีทั้งคู่ เรียกว่าสวยหล่อเป็นดาราได้เลย อายุก็ยังไม่น่าจะถึงยี่สิบ แต่หากจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้พวกเขาคุยกันเรื่องหนังสือทาส นั่นก็แปลว่าเป็นทาสนะสิ น่าเสียดายหล่อสวยขนาดนี้กลับมาเป็นแค่ทาส

เจ้าชื่อว่าอะไรนะ” ไม่ถามก็คงไม่ได้ เพราะหลิวอี้เทียนไม่รู้จักผู้ใดเลย

ข้าชุนฉางหมิงส่วนน้องสาวของข้าชุนฉานอี้ขอรับ” ชุนฉางหมินรีบตอบ

หลิวอี้เทียนรีบจดจำชื่อของคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว เห็นสายตาของชุนฉานอี้มองมาแปลกๆ หลิวอี้เทียนจึงรีบวางท่าให้ดูดุดันมากขึ้น กระแอมออกมาพร้อมกับหัวสมองคิดเรื่องบางอย่างเร็วจี๋ ได้ข้ออ้างมาว่า

อันที่จริงเมื่อครู่ข้าน่าจะถูกพิษ อะไรแดงๆ ที่เจ้าเอ่ยถึง แต่ไม่มากพอจึงทำให้ความจำเล็กๆ น้อยๆ ของข้าขาดหายไป เรื่องนี้มีพวกเจ้าสองคนเท่านั้นที่รู้ พวกเจ้าคงไม่เอาเรื่องของข้าไปปูดกับผู้ใดใช่หรือไม่” เขาทำทีกวาดตามองคนทั้งสองอย่างดุดัน

ไม่ขอรับ เราสองพี่น้องรู้ว่าเรื่องใดควรเรื่องใดไม่ควรขอรับ” เป็นชุนฉางหมิงเอ่ยอีกครั้ง ส่วนชุนฉานอี้ตลอดเวลาแทบจะไม่เอ่ยสิ่งใด

ดี หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ข้าจะคิดบัญชีกับพวกเจ้าเป็นคนแรก” หลิวอี้เทียนพยักหน้าอย่างพอใจ คิดว่าเริ่มเข้าถึงบทบาทจอมมารขึ้นมาบ้างแล้ว

เขานั่งลงบนเก้าอี้พนักตัวใหญ่อย่างวางมาด แต่เมื่อนั่งลงไปแล้วกลับได้ยินเสียง แอ๊ด ที่ก้นของตัวเองที่เพิ่งจะหย่อนลงไป อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนว่านั่งทับสิ่งใดอยู่ เขาจึงลุกขึ้นมองดูเก้าอี้

อ๊ากกก” หลิวอี้เทียนร้องเสียงหลง ผงะถอยหลังจนสะดุดขาตนเองหงายหลังก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นอย่างไม่เป็นท่า แต่แม้จะหงายหลังแล้วก็ยังรีบถอยออกมาจากเก้าอี้ เพราะสิ่งที่ทำให้เขาตกใจกำลังติดตามเขามา

งู อ๊ากกก ช่วยด้วยมีงู ตรงนี้มีงู

ถูกต้องแล้วสิ่งที่เขานั่งทับคืองูตัวหนึ่ง ตัวมันยาวเกือบเท่าขาชายคนหนึ่ง ร่างของมันเป็นสีขาวปลอดทั้งตัว ต้องบอกว่าเกล็ดของมันสิ เกล็ดของมันเป็นสีขาวปลอดทั้งตัว ยามที่มันขยับเกล็ดเหล่านั้นไม่ต่างกับเลื่อมมุก ดวงตาข้างหนึ่งของมันเป็นสีเขียวส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นสีเหลือง เมื่อครู่เพราะนั่งทับอย่างแรง งูหน้าตาประหลาดจึงร้องดังแอ๊ดเพราะเกือบจะแบน แต่เมื่อมันไม่ได้ถูกทับก็รีบเลื้อยตามหลิวอี้เทียนมาอย่างรวดเร็ว

ช่วยข้าด้วย งูมันตามข้ามา มีพิษหรือไม่ ช่วยด้วย” หลิวอี้เทียนร้องเสียงหลง หวังให้ทาสสองพี่น้องช่วย แต่คนทั้งสองกลับมานิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนจะตะลึงไปแล้วด้วยซ้ำ พวกเจ้ามัวแต่มองอะไร ไร้น้ำใจจริงๆ

เอ่ยจบรู้สึกว่าที่แขนของตนเองมีอะไรเย็นๆ พันขึ้นมา เมื่อก้มลงมองดวงตาของเขาก็เหลือกโต รีบลุกขึ้นสะบัดแขนข้างนั้นสุดแรง ร่างทั้งร่างทั้งกระโดดทั้งดิ้นหลับตาปี๊ไปพร้อมกับตะโกนสุดเสียง อ๊ากกก งู ช่วยด้วยผมกลัวงู

งูถูกสะบัดจนหลุดกระเด็นไปชนผนังดังตุบ คล้ายว่ามันจะเจ็บจึงไม่ขยับตัวอีก หลิวอี้เทียนดิ้นอยู่อีกพักจึงรู้สึกว่างูนั้นหลุดไปแล้วจึงนั่งอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง

พวกเจ้า เพราะอะไรจึงไม่ช่วยข้า” ครั้งนี้หลิวอี้เทียนมองคนทั้งสองด้วยแววตาดุดันแทบจะเป็นแค้น เห็นอยู่ว่าคนขอความช่วยเหลือแต่ทั้งสองกลับนิ่งงัน

ชุนฉางหมิงคิดว่าท่านจอมมารคงสติไม่ดีแน่แล้ว อาการเหล่านี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเห็นท่านจอมมารมองมาด้วยแววตาเกรี้ยวกราดก็รีบคุกเข่าลง เห็นน้องสาวไม่ยอมคุกเข่าเขาก็รีบดึงแขนน้องให้คุกเข่าตาม

ขออภัยที่พวกข้าไม่ได้ช่วยเหลือ แต่เพราะไป๋สือเป็นงูของท่านจอมมาร ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายหรือแตะต้องตัวมันนอกจากท่านจอมมารขอรับ

หลิวอี้เทียนที่เพิ่งจะโมโหปรี๊ดแตกคิดจะเหวี่ยงคนทั้งสองได้แต่อ้าปากหวอครู่หนึ่ง เจ้าว่าอะไรนะ งู...ตัวนั้น เป็นงูของข้าหรือ

ขอรับ เป็นงูที่ท่านประมุขเลี้ยงไว้ขอรับ

หลิวอี้เทียนแทบจะร้องไห้เรียกหาแม่

งูตัวนั้นคล้ายหายเจ็บแล้ว มันเลื้อยมาหาหลิวอี้เทียนอย่างช้าๆ ท่าทางหงอยๆ เหมือนรู้สึกเสียใจที่เมื่อครู่ถูกเจ้านายทำร้ายแต่ก็ยังไม่เลิกออดอ้อน

ไม่มีใครสามารถแตะต้องมันได้นอกจากท่านจอมมารขอรับ

อย่างนั้นเหรอ” หลิวอี้เทียนพยายามปั้นหน้าให้สงบ ไม่ได้รู้สึกเสียหน้ากับกิริยาที่เพิ่งจะหลุดไปเมื่อครู่ แต่ดูว่าคงทำได้ลำบาก เมื่องูตัวขาวปลอดเลื้อยเอาหัวของมันมาถูกที่แขนของเขาอีกครั้ง

ในใจของหลิวอี้เทียน : อ๊ากกก แม่จ๋า ผมกลัวงู เอามันออกไปที

ภายนอกฝืนทำหน้าเรียบนิ่งก่อนจะพยายามทำเสียงให้สั่นน้อยที่สุด อ่อ ข้าคงลืมไป

หากไม่มีสิ่งใดแล้วพวกเราขอตัวไปก่อนนะขอรับ” ชุนฉางหมิงบอก

ไปเถอะ” หลิวอี้เทียนอยากให้คนทั้งสองรีบออกไปไวๆ เขาจะได้ไม่ต้องเก็กท่านิ่งกับงูที่เขาแสนจะไม่ชอบไวๆ

เมื่อสองพี่น้องออกจากห้องไป หลิวอี้เทียนก็รีบปัดงูออกจากแขน ถอยกรูดออกมาอย่างเงียบที่สุด ชี้หน้างูตัวขาวอย่างรังเกียจ ขู่งูตรงหน้าด้วยเสียงไม่ดังนัก อย่าเข้ามานะ ถ้าเข้ามาฉันกระทืบแกแบนติดดินแน่

เหมือนงูตัวนี้จะฟังภาษาคนรู้เรื่อง มันไม่เลื้อยมาหาเขาอีก ได้แต่มองด้วยสายตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่เหตุใดเขากลับรู้สึกว่ามันกำลังเสียใจก็ไม่รู้

แต่ช่างเถอะ เสียใจอะไรกัน ก็แค่เขาคิดไปเอง

หลิวอี้เทียนตรวจห้องนอนกว้างขวางทั้งห้องเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสัตว์ประหลาดหรืองูเพิ่มมาอีก เมื่อแน่ใจแล้วเขาจึงสลัดรองเท้าแล้วปีนขึ้นเตียงนอน แต่เขาก็ไม่ได้นอนเพราะเอาแต่จ้องงูตัวสีขาวที่มันชูคออยู่บนพื้นมองมาทางหลิวอี้เทียนไม่วางตา

ไป ชิ่วๆ ไม่ต้องมอง ฉันไม่ใช่เจ้านายแก” หลิวอี้เทียนบอกเสียงเบา

งูตัวนั้นมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะเลื้อยไปอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมที่มันเพิ่งจะถูกทับจนเกือบตาย

คืนนั้นหลิวอี้เทียนเอาแต่นั่งคิดอยู่บนเตียง ว่าควรทำอย่างไรดี แต่เมื่อคิดจนหัวแทบแตกก็ยังมืดแปดด้าน สุดท้ายจึงโยนปัญหานั้นทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนจะบอกตัวเองว่า

คิดไปก็เท่านั้น นอนเอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้มีเรื่องอะไรค่อยแก้ปัญหาไปทีละอย่าง” รำพันกับตัวเองแล้วก็มองบนไปที่เพดานมุ้ง สวรรค์ในเมื่อคุณให้ผมมาเกิดใหม่ในที่แห่งนี้ ถึงแม้ผมจะทำบุญมาไม่มากแต่ก็ไม่เคยทำเรื่องไม่ดี หวังว่าคุณคงให้ผมมีชีวิตอยู่ในร่างนี้อย่างสงบด้วยนะครับ

“...” จะมีเสียงใดตอบมาได้เล่า นอกจากความเงียบเฉียบ แต่หลิวอี้เทียนก็ไม่ได้คิดจะได้รับคำตอบอยู่แล้ว เมื่อเขาเอ่ยจบก็ยิ้มให้กับเพดานมุ้งก่อนจะหลับตาลง ไม่นานก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกัน ในห้องพักทาส

อี้เอ๋อร์ มีสิ่งใดจึงไม่ไปนอน” ชุนฉางหมิงถามน้องสาวที่เข้ามานั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องของเขา

พี่ใหญ่ท่านรู้สึกใช่หรือไม่ ว่าจอมมารผู้นั้นแปลกๆ ไป” ชุนฉานอี้ถาม

ชายหนุ่มพยักหน้า อย่างที่พี่ใหญ่บอก เขาน่าจะโดนพิษจนสติไม่สมประกอบเท่าใดนัก ขนาดงูตนเองที่เลี้ยงไว้ยังจำไม่ได้ นั่นแปลว่าสมองของเขาคงถูกพิษหนอนกระเรียนแดงกัดกินไปมากพอสมควร

“เขาต้องโดนพิษเล่นงานแน่ๆ ท่านเห็นตอนเขาหลบงูตนเองหรือไม่  เขาไม่เหมือนแกล้งทำสักนิดท่าทางทั้งน่าเกลียดและตลก พูดจาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง" แต่ครู่หนึ่งดวงตาคู่หวานก็มีประกายเย็นเยียบพาดผ่าน "น่าเสียดายยิ่งนักที่พิษนั่นไม่ทำให้เขาตาย” 

คาดว่ายามนี้เขาคงบาดเจ็บอยู่ไม่น้อย แต่แค่ปิดบังเอาไว้ไม่ให้พวกเรารู้

เพราะเหตุใดเจ้าคะ

เจ้าก็รู้ว่าจอมมารเช่นเขามีศัตรูมากมาย แม้ยามนี้จะมีสมุนอยู่มากเต็มปราสาทเขาเทียนซาน แต่คนอย่างเขาหรือจะไว้ใจผู้ใด อีกประการหากศัตรูรู้ว่าตอนนี้เขาบาดเจ็บคงมีไม่น้อยที่คิดจะลอบสังหาร

เช่นนั้นเราก็แอบปล่อยข่าวดีหรือไม่” ชุนฉานอี้ถามอย่างมีหวัง

ชุนฉางหมิงส่ายหน้า เรายังประเมินไม่ออกว่าเขาบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยินว่าเขาขู่พวกเราว่าอย่างไร หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป เราสองคนจะต้องโดนสงสัยก่อนเป็นแน่

แล้วจะทำอย่างไร ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้” ชุนฉานอี้เริ่มร้อนใจ

ใจเย็นเถิดน้องรอง อย่างไรเสียพี่ใหญ่ก็ต้องหาวิธีให้เจ้าหนีไปจากนรกขุมนี้ให้ได้” ชุนฉางหมิงเอ่ยคำมั่น

ข้าเชื่อท่าน” เสียงของชุนฉานอี้อ่อนลง

เช่นนั้นก็ไปนอนเถิด ไว้พรุ่งนี้พี่ใหญ่จะรอดูว่าจอมมารผู้นั้นอาการเป็นอย่างไรต่อ

หญิงสาวพยักหน้า แต่ก่อนจะออกไปนางก็คิดได้เรื่องหนึ่ง ท่านว่าผู้ใดเป็นคนวางยาพิษ

ชุนฉางหมิงเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย หากไม่ใช่คนนอกที่วรยุทธ์ล้ำเลิศลอบเข้ามาก็ต้องเป็นคนใน ส่วนคนที่เข้านอกออกไปเรือนของจอมมารได้มีอยู่ไม่กี่คน หากพี่ใหญ่เดาไม่ผิดต้องเป็นคนผู้นั้นเป็นแน่

ชุนฉานอี้พยักหน้า ข้าก็คิดว่าเป็นคนผู้นั้น คนในปราสาทเขาเทียนซานชั่วร้ายกันทั้งนั้น ลอบสังหารได้แม้กระทั่งคนสนิท

ใช่ มีแต่พวกชั่วช้า คิดไม่ซื่อทั้งนั้น ครั้งนี้พวกเขาทำไม่สำเร็จ ก็อาจจะมีครั้งหน้า ขอเพียงพวกเราทำเป็นไม่รู้เรื่อง รอโอกาสเขาลงมืออีกครั้งเราค่อยหนีก็ยังไม่สาย

ท่านคิดว่าเขาจะลงมืออีกหรือ” หญิงสาวดวงตาเป็นประกาย

หากครั้งนี้จับมือผู้ใดดมไม่ได้ ด้วยนิสัยอย่างเขา พี่ใหญ่เชื่อว่าเขาต้องลงมืออีกแน่นอน ระหว่างนั้นเราก็แอบหาหนังสือสัญญาทาสให้ได้ก่อนที่คนผู้นั้นจะลงมือ

ข้าจะช่วยท่านหาอีกแรง

สองพี่น้องยิ้มอย่างมีความหวัง ยามนี้อนาคตของพวกเขาอยู่ในมือคนที่คิดจะลอบสังหารหยวนเฮยสือผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียวแล้ว


----------




つづく.

--------------------------------------------

ขอต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความเวิ่นเว้อของเราค่ะ 

....Welcome to my WorlD...




ด้านล่างเป็นลิ้งค์เพจนะคะ 

https://web.facebook.com/Writer.SummerNight/

-------------------------------------







กดแฟนเพจตรงนี้จ้า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น

  1. #24 tummang211048 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 17:41

    เอ็นดูววววววววว~

    #24
    1
    • #24-1 เวิ่นเว้อ(จากตอนที่ 1)
      27 สิงหาคม 2563 / 18:00
      ขอบคุณนะคะ
      #24-1
  2. #17 JirajedPhakdeeto (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 11:40
    โถ่ น้อง55555555
    #17
    1
    • #17-1 (จากตอนที่ 1)
      31 ธันวาคม 2562 / 22:14
      ขอบคุณนะคะ
      #17-1