ลำนำดอกเหมย (จบแล้ว)

ตอนที่ 1 : บทนำ : หานหนิงเซียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23,169
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    14 ก.ค. 61

แคว้นเทียนฝู๋ ภายใต้การปกครองรัชสมัยที่เจ็ดของราชวงศ์หลง ปัจจุบันฮ่องเต้มีพระนามว่าเฟยหลงซ่าง ชาวบ้านมีอันจะกิน ผืนนาอุดมสมบูรณ์แม่น้ำมีปลามากมาย เหล่าไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ต่างร่วมแรงร่วมใจสร้างบ้านเมืองให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น เป็นที่พอใจแก่เหล่าราษฎร เพราะมีอยู่มีกิน แม้ว่าจะย่างกรายเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แต่เหล่าชาวเมืองก็หาได้ร้อนใจไม่ ต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยหาซื้ออาภรณ์เนื้อหนาเพื่อสวมใส่ยามที่อากาศนั้นเริ่มเย็นลงกันอย่างมือเติบด้วยภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเฟื่องฟู ไม่เว้นแม้แต่คนของสำนักวิหคสวรรค์ที่ดูกระตือรือร้นในการจัดหาเสื้อผ้าอาภรณ์ให้แก่เหล่าคนในสำนักที่นับวันจะยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ ไม่เว้นแม้แต่สำนักวิหคสวรรค์ สำนักอันเลื่องชื่อที่อยู่บนเขาไท่หย่งซาน ไกลจากเมืองหลวงหลายร้อยลี้ แต่ยกเว้นเพียง...

หานหนิงเซียน!” เสียงบุรุษผู้มีอายุล่วงเลยไปเกินครึ่งคนตะโกนเรียกบุตรสาวที่หน้าเรือนนอนของนาง

“...” ไม่มีเสียงตอบรับหากแต่มีเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาเดินมาเปิดประตูห้อง

เพียงแค่ประตูถูกเปิดออก เสียงทุ้มของผู้มาเยือนก็เริ่มบรรเลงออกมาเป็นชุด หานหนิงเซียน วันนี้ข้าบอกให้เจ้าลงจากไท่หย่งซานกับศิษย์น้องเพื่อซื้อเสบียงและอาภรณ์สำหรับเหล่าศิษย์ในสำนัก เหตุใดเจ้าไม่ทำตาม

มือเรียวบางขาวผ่องของหานหนิงเซียนปิดปากหาวอย่างไม่สะทกสะท้านต่อคำดุของบุรุษอาวุโส นางคลี่ยิ้มด้วยดวงหน้าอันงดงาม เอ่ยด้วยเสียงใสกังวาน ท่านพ่อ...ท่านก็รู้ว่าลูกไม่ชอบลงจากหุบเขาไท่หย่งซานไปที่ใด เหตุใดท่านต้องออกคำสั่งให้ข้าลงไปด้วย อีกอย่างการออกไปหาซื้อเสบียงและอาภรณ์นั้นใช่ว่าศิษย์น้องจะไม่เคยไปกันเสียเสียที่ไหน พวกเขาล้วนแต่เคยไป อีกทั้งทุกครั้งล้วนไม่มีข้าที่ไปกับพวกเขา แล้วครั้งนี้ไยท่านต้องให้ข้าลงเขาไปด้วย

นั่นเป็นเพราะเจ้าเกิดและโตอยู่ในบนเขาไท่หย่งซานมาจนอายุสิบเจ็ดปีแล้ว น้อยครั้งนักที่จะลงไปจากเขา เจ้าไม่คิดจะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างหรือไร ศิษย์ผู้อื่นล้วนแต่อยากไป มีแต่เจ้าวันๆก็เอาแต่ฝึกยุทธไม่เช่นนั้นก็ขลุกตัวนอนอยู่แต่ในห้อง ต่างกับเหล่าศิษย์น้องของเจ้าโดยสิ้นเชิงหานตงผู้เป็นบิดาเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม ไม่ใช่กลัดกลุ้มว่าบุตรีของตนไม่ยอมลงจากเขา...เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เขายังพอทน หากแต่อีกเรื่องหนึ่งนั้นเขากลัดกลุ้มยิ่งกว่า

ลูกไม่ชอบนี่นา คนข้างล่างล้วนแต่มีแต่ผู้คนที่จิตใจคิดคด เห็นแก่ตัว เคยลงไปครั้งเดียวข้าก็ไม่อยากจะลงไปแล้ว อีกอย่างหากข้าอยากรู้เรื่องผู้คนด้านล่างนั้นข้าค่อยถามกับศิษย์พี่อวิ๋นมู่เอาก็ได้

แต่วันๆเจ้าเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่เช่นนั้นก็ฝึกยุทธเพียงลำพัง เหตุใดไม่ออกไปคุยกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องบ้าง

ริมฝีปากอวบอิ่มของหานหนิงเซียนแบะเล็กน้อย ไม่เอาหรอกท่านพ่อหากไม่มีศิษย์พี่อวิ๋นมู่ลูกก็ไม่อยากจะคุยกับผู้ใด

หานตงได้แต่ส่ายหน้า หานหนิงเซียนเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของเขาที่เกิดกับฮูหยินอันเป็นที่รัก แต่เพราะความโชคร้ายทำให้ฮูหยินของเขานั้นด่วนจากไป

หลังจากฮูหยินจากไปไม่นาน เขาหานตงผู้มีตำแหน่งผู้คุมกฎของสำนักวิหคสวรรค์ต้องเลี้ยงดูนางเพียงลำพัง แต่เป็นเพราะคนในสำนักวิหคสวรรค์นั้นต่างรักนับถือกันเปรียบดั่งพี่น้อง ดังนั้นแม้เขาจะเป็นบุรุษม่ายที่ดูแลบุตรีแบเบาะเพียงลำพังแต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนในสำนักวิหคสวรรค์อยู่ไม่น้อย ทั้งศิษย์พี่และศิษย์น้องต่างมาช่วยกันดูแลหานหนิงเซียนจนนางเติบใหญ่ ในยามนี้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขาล้วนเป็นญาติของหานหนิงเซียนไปแล้วทุกคน ยิ่งเติบใหญ่ความงดงามของนางก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ...งามดั่งเทพธิดา...งามดั่งเทพเซียน มารดาของนางตั้งชื่อให้นางว่าหนิงเซียนนั้นจะรู้หรือไม่ว่ายามนี้นางงดงามไม่แพ้กับเทพธิดาเหมือนชื่อของนางแม้แต่น้อย

ข้าไม่สนใจ ขอสั่งให้เจ้าออกไปกินข้าวเย็นร่วมกับคนในสำนัก ห้ามกินอยู่ในห้องเพียงลำพังหานตงเอ่ยเสียงเฉียบขาด

แต่ลูกไม่อยากไปนี่นา ออกไปทีไรมีแต่คนคอยมองลูกนางเอ่ยท้วง

นั่นเพราะเจ้างดงามอย่างไรเล่าไยจึงไม่ชินเสียทีหานตงเอ่ยอย่างอ่อนใจ

ความงามนั้นล้วนอยู่ที่จิตใจ ไยคนอื่นไม่มองกันที่จิตใจมองเพียงแต่ความงามฉาบฉวยได้อย่างไรกัน อีกทั้งลูกก็ไม่ได้งดงามปานนั้น พวกเขามองลูกไม่ต่างกับสัตว์ประหลาด แล้วลูกจะไปนั่งให้พวกเขามองด้วยเหตุใดกัน

เจ้า...หานตงสะบัดแขนเสื้อเพราะขัดใจก่อนจะเอ่ยตัดบท ข้าของสั่งในฐานะผู้คุมกฎของสำนักให้เจ้าไปกินข้าวร่วมกับคนในสำนักทุกมื้อ หากผิดคำที่ผู้คุมกฎสั่งการจะมีโทษทัณฑ์ตามกฎเกณฑ์ของสำนัก!”

ท่านพ่อ!”

อย่าเรียกข้าว่าท่านพ่อ ในยามนี้ข้าคือผู้คุมกฎ กฎสำนักก็บอกแล้วว่าไม่ว่าจะเป็นศิษย์เก่าหรือใหม่ สูงหรือต่ำชั้นต้องไปกินข้าวร่วมกันทุกมื้อ เจ้าอย่าใช้ความเป็นบุตรีและความสนิทสนมกับเหล่าอาจารย์ป้าอาจารย์อาของเจ้ามาทำให้กฎของสำนักเสื่อม

เอ่ยจบหานตงก็รีบหมุนตัวออกมา ไม่สนใจว่าบุตรีของเขาจะยืนขยี้เท้าด้วยความไม่พอใจเพียงไร เป็นเพราะเขาให้หานหนิงเซียนอยู่แต่บนเขานางจึงเป็นเช่นนี้ หานหนิงเซียนบุตรีของเขาไม่เคยรู้เลยว่ารูปโฉมภายนอกของนางงดงามเพียงใด เพราะนางยึดติดเพียงความงดงามในจิตใจซึ่งหมายถึงว่าผู้ใดเป็นคนดี ทำคุณงามความดี แม้หน้าตาจะอัปลักษณ์เพียงใดนางก็มองว่างดงามยิ่ง แต่หากผู้ใดที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะงดงามประหนึ่งเทพเซียนหากแต่จิตใจต่ำช้า คดโกงนางก็จะมองว่าคนผู้นั้นอัปลักษณ์ยิ่ง นั่นเป็นเพราะถูกเหล่าอาจารย์ป้าอาจารย์น้าของนางเอาเวลาว่างมาเป่าหูนางเล่นตลอดเวลา อีกทั้งนางไม่ค่อยได้ลงจากเขาจึงทำให้นางเป็นสตรีที่แทบจะไม่รู้จักคำว่าสตรีในห้องหอเป็นอย่างไร ไม่รู้กฎยุทธภพ ไม่รู้แม้กระทั่งขนบธรรมเนียมของคนข้างล่าง ผิดที่เขามีเวลาอบรมนางน้อยไป

คิดอีกทีจะโทษก็ต้องโทษเขาที่ดูแลฮูหยินไม่ดี ทำให้นางต้องมาด่วนจากไปเสียก่อน เรื่องที่มารดาควรจะสอนบุตรีนั้นจึงล้วนไม่มี หากจะหวังให้เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขามาสอนนั้นล้วนเป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละเรื่องที่ศิษย์พี่และศิษย์น้องของเขานำมาสอนแต่หานหนิงเซียนนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เขาต้องนวดขมับทั้งสิ้น คิดแล้วก็ต้องแหงนหน้ามองฟ้า เรียกหาฮูหยินด้วยใจหดหู่

ยามอาหารค่ำ หานหนิงเซียนที่แทบจะไม่ออกมาเจอหน้าเหล่าศิษย์ในสำนักก็ต้องเดินออกมาจากเขตที่พักของตนเอง ใบหน้างดงามบูดบึ้งเดินไปนั่งรวมกับผู้อื่นในห้องอาหารของสำนัก...แม้จะบูดบึ้งเพียงไรแต่ก็ยังคงงดงามจนเหล่าศิษย์ใหม่ที่เพิ่งจะถูกคัดเลือกเข้าสำนักมาไม่นานนั้นต่างเดินชนกันเป็นแถวๆ

วันนี้ไยศิษย์น้องหนิงเซียนยอมมากินอาหารร่วมกับผู้อื่นเล่าเสียงทุ้มสายหนึ่งเอ่ยถามพร้อมกับถาดอาหารที่วางลงบนโต๊ะที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกับนาง

เมื่อได้ยินเสียงใบหน้างดงามที่บูดบึ้งก็คลี่ยิ้มออกมาได้ ยามที่นางคลี่ยิ้ม...บุปผาที่ว่างามแล้วยังไม่เทียบกับนางในยามนี้แม้แต่น้อย...งามดังเทพธิดา บุปผาพันหมื่นไม่อาจเทียบเท่า ศิษย์พี่อวิ๋นมู่ ท่านขึ้นเขามาตั้งแต่เมื่อใดไยข้าไม่รู้

ข้าเพิ่งจะขึ้นมาถึงไม่นานอวิ๋นมู่คลี่ยิ้มรับมองศิษย์น้องด้วยแววตาเอ็นดู

หนึ่งสตรีผู้เลอโฉมกับอีกหนึ่งบุรุษผู้องอาจผึ่งผาย เมื่อมานั่งอยู่ร่วมกันแล้วทำให้บรรยากาศในห้องอาหารของสำนักดูผิดหูผิดตากว่าทุกวัน ช่างงดงามเกินบรรยาย

แล้วไยเจ้ามานั่งกินอาหารที่ห้องอาหารของสำนักได้อวิ๋นมู่เอ่ยถามเมื่อเห็นใบหน้างดงามของศิษย์น้องยังคงดูไม่สบอารมณ์

ดวงตางดงามดั่งหยาดน้ำค้างกลางวสันต์ฤดูวาววับขึ้นมาเล็กน้อยก่อนริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูดังดอกท้อจะเอื้อนเอ่ย ก็ท่านพ่อนะสิ ข้าไม่ยอมลงเขาไปซื้อของกับศิษย์น้องเพียงเท่านั้น ท่านพ่อก็ลงโทษข้าโดยการให้ข้ามานั่งกินข้าวที่นี่ทุกวัน อีกทั้งทุกมื้ออีกต่างหาก ข้าไม่ชอบเอ่ยรัวเร็วจบก็ถอนหายใจด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

ไยเจ้าไม่ชอบ

ก็ข้าไม่ชอบให้คนอื่นมองข้าอย่างไรเล่า ท่านดูสิเอ่ยจบก็กวาดดวงตาประกายงดงามสดใสรอบด้าน ศิษย์ไม่ว่าจะหญิงจะชายล้วนจ้องนางกับศิษย์พี่ไม่วางตาแล้วใครจะชอบกัน

อวิ๋นมู่ขบขันกับท่าทีของหานหนิงเซียน ศิษย์ทั้งหลายในสำนักต่างมองนางเป็นจุดเดียวไม่ได้มองเขาสักเท่าใดนัก เป็นเพราะนางไม่ค่อยจะออกมาพบหน้าผู้คน พอออกมาแต่ละครั้งเหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างตะลึงในความงดงามที่นานๆ จะได้เห็นทีจึงไม่แปลก ส่วนเขานั้นเข้าออกสำนักบ่อยครั้งจึงไม่ค่อยเป็นที่แปลกตาของเหล่าศิษย์สักเท่าใดนัก

เจ้าก็ออกมากินอาหารที่โรงอาหารบ่อยๆสิ ศิษย์อื่นๆจะได้เห็นเจ้าจนชินแล้วก็เลิกมองเจ้า

กว่าจะชินข้ามิตัวพรุนไปหมดเพราะถูกมองจนแทบทะลุหรือไรนางบ่นหน้าง้ำ อาหารตรงหน้าแม้จะดูน่ากินแต่ก็กลืนแทบไม่ลงเมื่อเห็นว่ายังมีผู้อื่นมองไม่เลิก จึงเปลี่ยนเรื่อง ครั้งนี้ศิษย์พี่จะอยู่บนเขานานหรือไม่

คาดว่าคงไม่นาน ครั้งนี้ข้ากลับมาเพราะถูกเรียกตัวให้มารับภารกิจใหม่จากท่านเจ้าสำนัก

หานหนิงเซียนถอนหายใจเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย ด้านล่างไม่เห็นดีตรงที่ใด เหตุใดต้องลงไปกันบ่อยๆ

เราเป็นสำนักผดุงคุณธรรมอย่างไรก็ต้องลงไปเพื่อทำหน้าที่แก่ผืนแผ่นดิน

หากคนเรารู้จักหน้าที่ตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่นคิดทำแต่สิ่งที่ดี สำนักเราแทบไม่ต้องมีก็ยังได้

ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นไปอยู่สวรรค์กันหมดแล้วอย่างไรเล่า รีบกินเถอะอาหารชืดหมดแล้วอวิ๋นมู่รีบเอ่ยเมื่อเห็นอาหารตรงหน้าของนางไม่พร่องลงเท่าใดนัก

แต่ข้าไม่อยากอาหาร

หากเจ้ากิน ข้าจะเล่าเรื่องข้างล่างให้เจ้าฟัง

ข้าไม่อยากฟังแล้ว ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าสนใจ มีแต่แก่งแย่งชิงดี

แต่ครั้งนี้ข้าลงเป็นเห็นสัตว์หน้าตาประหลาดด้วยนะ

จะหน้าตาประหลาดเพียงไหนกันเชียวนางทำเมิน

ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่มันมีขนดั่งราชสีห์ แต่ตัวเล็กเท่าแมว เจ้าว่าประหลาดหรือไม่แล้วดวงตางดงามก็เป็นประกายจ้า เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงเอ่ยต่อ กินเสียแล้วข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง

ก็ได้เพราะความอยากรู้อยากเห็นทำให้นางต้องจำใจคีบผักผัดน้ำมันตรงหน้าเข้าปากอย่างเสียไม่ได้

ดวงตาคมมองใบหน้างามดุจเทพธิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยเล่าเรื่องราวสัตว์หน้าตาประหลาดให้แก่ศิษย์น้องฟัง



------------------






---


ส่วนใหญ่จะแจ้งข่าวสารทางเพจ ฝากกดถูกใจไว้ด้วยนะคะ
กดแฟนเพจตรงนี้จ้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,060 ความคิดเห็น

  1. #1573 PlasticSheep (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 16:52
    มีพิมพ์ผิดด้วยครับ ตรงคำว่าราชวงศ์กะประชาราษฎร์ อะครับ
    #1,573
    1
    • #1573-1 เวิ่นเว้อ(จากตอนที่ 1)
      23 ธันวาคม 2560 / 21:55
      ขอบคุณนะคะ แล้วจะกลับไปแก้ค่ะ ผิดก็ทักมาได้ค่ะ
      #1573-1
  2. #1550 DarK DeviL (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 03:17
    ใช้คำหรือประโยคในช่วงบทสนทนาซ้ำกันมากเกินไปค่ะ เช่น คาดว่าจะไม่นาน....คาดว่าน่าจะไม่นาน น่าจะตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออก เพื่อให้รูปประโยคสั้น แบะเข้าใจง่าย ไม่วกไปวนมา คำว่า หูหยิน ต้องเขียนว่า ฮูหยิน หรือเปล่าค่ะ
    #1,550
    1
    • #1550-1 เวิ่นเว้อ(จากตอนที่ 1)
      23 ธันวาคม 2560 / 11:59
      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ จะพยายามแก้ค่ะ
      #1550-1
  3. #1428 Aonprpat (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 15:02
    น่ารักนะนางเอก
    #1,428
    1
    • #1428-1 เวิ่นเว้อ(จากตอนที่ 1)
      20 ธันวาคม 2560 / 21:56
      ขอบคุณค่ะ
      #1428-1
  4. #68 เงา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 15:12
    สนุกค่ะ...มาลงให้ต่อเนื่องนะคะ
    #68
    1
    • #68-1 เวิ่นเว้อ(จากตอนที่ 1)
      30 ตุลาคม 2560 / 11:03
      จะพยายามค่ะ
      #68-1
  5. #64 river (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 12:06
    หนิงเซียนนางน่ารักดี
    #64
    1