เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 5 : นิทาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 318
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

ผ่านไปเพียงแค่ 3 วัน ข้อเท้าที่บาดเจ็บของเฟิ่งเทียนหนิงก็หายดีสามารถกลับมาเดินได้ปกติ เมื่อเขากำลังจะก้าวออกจากบริเวณบ้านไป ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง

"เจ้าจะไปไหน? "

ฝู่เหยียนหลี่เดินตรงเข้ามาถามเขาและจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ข้าจะเข้าเมืองไปหาซื้อของสักหน่อย ตั้งใจว่าจะหาอะไรมาทำอาหารให้อาเหยียนกินด้วย"

เขาตอบนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเป็นเรื่องที่ปกติ

"แค่จะหาของกินไม่เห็นต้องไปไกลถึงขนาดนั้นเจ้าคิดจะหนีข้าใช่หรือไม่"

นางพูดกับเขาทั้งยังเอาแต่จ้องหน้าไม่ยอมละสายตาออกจากเขา  ส่วนชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะพูดกับนาง

"หลายวันที่ผ่านมา เจ้าให้ข้ากับอาเหยียนกินแต่ผลไม้กับข้าวต้ม ตัวข้ากินอะไรก็ได้ แต่ว่าอาเหยียนยังเป็นเด็ก เขาควรได้กินอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายบ้าง เขาจะได้แข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย อีกอย่างถ้าข้าไม่ไปตลาดในเมือง แล้วจะหาอาหารจากที่ไหนได้เล่า ที่นี่ก็มีแต่สมุนไพร เจ้าไม่ต้องกลัวว่าข้าจะหนีไปไหนในเมื่อข้ารับปากเจ้าแล้ว ข้าก็จะรักษาคำพูดอย่างแน่นอน"

เฟิ่งเทียนหนิง พูดออกมายาวยืด พยายามอธิบายให้สตรีตรงหน้าเข้าใจและปล่อยให้เขาไปเสียที

"แล้วข้าจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าเจ้าจะรักษาสัญญา มันก็เป็นแค่คำพูดลมปากเท่านั้น"

นางพูดกับเขาพลางเดินวนอยู่รอบตัวอย่างช้า ๆ

"แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ถึงจะให้ข้าไปได้ หรือว่าเจ้าจะตามไปคอยควบคุมข้าด้วย"

เขาย้อนถามนางเช่นนั้นในใจก็รู้สึกขึ้นมาทันที ถ้านางไปกับเขาด้วยก็ดีเหมือนกัน

"ไม่ไป! ข้ายังไม่อยากออกไปเจอผู้คนตอนนี้"

นางพูดพร้อมขยับจับแต่งเสื้อผ้าเหมือนพยายามจะปกปิดตัวเอง

"เอาอย่างนี้ เจ้ารอข้าตรงนี้ก่อนนะ"

พูดจบนางก็รีบวิ่งเข้าไปในตัวบ้าน มุ่งตรงไปที่ห้องนอน สักพักก็ถือบางสิ่งออกมา สิ่งของที่อยู่ในมือ ดูเหมือนจะเป็นขวดยา

"กินซะ"

นางบอกเขาพร้อมยื่นยาสีน้ำผึ้งให้เขา 1 เม็ด

" นี่คืออะไร "

เขามองไปที่มือของนางเพียงแค่เอ่ยถามแต่ไม่ได้หยิบมันมากิน

"สิ่งนี้จะทำให้ข้ามั่นใจได้ว่า เจ้าจะไม่กล้าหนีข้าไปไหน นี่คือพิษน้ำผึ้งหากใครกินพิษชนิดนี้เข้าไปทุก ๆ 7 วัน จะมีอาการปวดท้องเหมือนไส้จะขาด แต่ระหว่างนั้นจะไม่มีอาการอะไรสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ นี่คือพิษชนิดพิเศษที่ข้าปรุงขึ้นเอง แต่เจ้าไม่ต้องกังวลข้าจะให้ยาบรรเทาพิษแก่เจ้าทุก 7 วัน และเมื่อครบ2ปีข้าจะถอนพิษให้เจ้าเอง ระหว่างนี้หากว่าเจ้าทำตามที่รับปากข้า เจ้าก็จะไม่ต้องรับความเจ็บปวดอะไรจากมัน อันที่จริงข้าก็คิดว่าจะให้เจ้ากิน หลังจากที่ขึ้นเขาไปแล้ว แต่ข้าว่าเจ้ากินตอนนี้เลยดีกว่า" 

นางบอกกับเขาอย่างละเอียดทุกอย่าง ด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง ทั้งหมดนี้นางได้คิดและวางแผนเตรียมการไว้แล้ว ก่อนที่จะเจอกับเขาเสียอีกเพราะนางคิดว่าการจะเชื่อใจใครคงเป็นเรื่องยากและนางก็ไม่อยากไว้ใจใครง่าย ๆ จึงคิดใช้วิธีนี้มาควบคุมเขาไว้

"เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ ในเมื่อข้าก็ตกลงรับปากเจ้าแล้วหากเจ้าไม่เชื่อใจข้า แล้วจะให้ข้าอยู่ที่นี่ทำงานให้ทำไม"

เขาจ้องมองนางด้วยดวงตาเค้นถามหาคำตอบ น้ำเสียงที่พูดกับนางไม่ได้บ่งบอกความไม่พอใจ เขาเพียงอยากให้นางไว้ใจเขาเท่านั้น เขาไม่มีทางผิดคำพูดและเขาก็ตัดสินใจอยู่ที่นี่แล้วด้วยความเต็มใจจริง ๆ ​​​​​​

"ถ้าเจ้าเคยเป็นเช่นข้ามาก่อน ก็อาจจะเข้าใจ ว่าทำไมข้าต้องทำแบบนี้กับเจ้า ในเมื่อเจ้าไม่ได้คิดหนี เช่นนั้นก็กินเข้าไปเพื่อแสดงความจริงใจต่อข้า"

นางถอนลมหายใจอย่างคนที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายสิ้นหวัง เสียงของนางก็ไม่ได้ดุดันแบบเคย แต่มันแฝงไปด้วยความรู้สึกกังวลใจ เมื่อเห็นท่าทีของนางเป็นเช่นนั้น ซึ่งเขาไม่เคยเห็นนางเป็นแบบนี้มาก่อน เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบยามากิน

 "ข้าจะรีบกลับ"

เขาพูดสั้น ๆ แล้วเดินหันหลังออกไป นางเฝ้ามองเขาเดินจากไปจนลับสายตา ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา

"ก็แค่นี้ ต่อไปเจ้าก็อยู่ในกำมือของข้า เจ้าจะหนีไปไหนรอด"

พอพูดจบก็นางส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เมื่อสักครู่นางก็แค่แกล้งแสดงละครต่อหน้าเขาเท่านั้น สมแล้วที่ผู้คนต่างเรียกขานนางว่าจอมมาร ก็เพราะนางมันช่างร้ายกาจจริง ๆ

 

 ช่วงเวลาอาหารเย็นของวันนี้ดูจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เมื่ออาหารที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ใช่ผลไม้กับข้าวต้ม ชามข้าวของทุกคนมีน่องไก่วางอยู่ แล้วยังมีผัดผักกาดวางอยู่ตรงกลาง พร้อมน้ำแกง อาเหยียนดูท่าทางดีใจมากที่สุด

"ทำไมเจ้าถึงทำอาหารแบบนี้ตอนมื้อเย็นล่ะ"

นางพูดกับ เฟิ่งเทียนหนิงแต่สายตาเอาแต่จ้องมองที่น่องไก่

"เจ้าไม่ชอบกินหรือ ข้าเห็นว่าพวกเรากินแต่ผลไม้ ไม่ได้กินเนื้อสัตว์หรืออย่างอื่นเลย ข้าแค่อยากทำให้เจ้ากับอาเหยียน ได้ลองกินอย่างอื่นบ้าง"

เขามองหน้าของนางคล้ายอยากจะเอ่ยถามไปตามตรงว่าเขาทำสิ่งใดผิดไป ทำไมนางจึงพูดเช่นนั้น

"กินแบบนี้ ข้าคงได้กลายเป็นแม่หมูที่ใหญ่ที่สุดในปฐพีแน่ แค่นี้ก็อ้วนมากเกินไป จนตัวข้ารับไม่ได้แล้ว เจ้าก็รู้ว่าข้ากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงรูปร่างอยู่"

เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นเขาก็อดยิ้มไม่ได้ นางคงไม่เห็นว่าตอนนี้ เขากำลังยิ้มอย่างเอ็นดูนางขนาดไหนเพราะนางได้หันหน้าออกไปทางอื่น เพื่อพยายามหักห้ามใจกับอาหารตรงหน้า

​​​​​​"ท่านแม่ ถ้าท่านไม่ชอบข้ากินเอง"

พูดจบอาเหยียนก็หยิบน่องไก่ในชามของนางมากัดเข้าปากทันที 

"เจ้า! ...นั่นของข้านะอาเหยียน ทำไมเจ้าเป็นเด็กตะกละแบบนี้ของตัวเองก็มีอยู่คามือ"

นางมองเด็กชายที่สองไม้สองมือของเขา กำลังถือน่องไก่ ทั้งยังเอาแต่กัดกินมัน แบบซ้ายทีขวาที นางอ้าปากค้าง แล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อเห็นอาเหยียนเอาน่องไก่ของนางเข้าปากไปแล้ว ก่อนจะพูดต่อว่าเด็กน้อยที่แย่งของกินตนเองไป

  เฟิ่งเทียนหนิงยิ่งเห็นว่าสองแม่ลูกกำลังแย่งน่องไก่ที่เขาทำให้กิน ก็ยิ่งทำเขายิ้มออกมาอย่างมีความสุข

"เจ้าเอาของข้าไปกินก็ได้ ข้ากินแค่ผักกับน้ำแกงก็พอ"

เขายิ้มอ่อน ๆ ก่อนใช้ตะเกียบคีบน่องไก่วางใส่ชามของนาง

ฝู่เหยียนหลี่แอบ​มองเฟิ่งเทียนหนิง ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดี ๆ

 

ช่วงเวลาอาหารเย็นวันนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ^_^

 

 

"อาเหยียนหลับไปแล้วหรือ" ​​​​​

ฝู่เหยียนหลี่เอ่ยถามเฟิ่งเทียนหนิงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนของเขา ที่อยู่ถัดไปจากห้องโถงใหญ่ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นห้องเก็บของ แต่นางได้ยกให้เป็นห้องส่วนตัวของเขาไปแล้ว เขาไม่ได้พูดแต่พยักหน้าตอบนาง

ตั้งแต่ที่เขามาอยู่ที่นี่อาเหยียน ก็คอยตามติดตัวเขาแจ แถมยังชอบเรียกเขาว่าของเล่น แม้ว่าเขาจะพยายามสอนเด็กน้อยให้เรียกเขาว่าท่านอา แต่อาเหยียน ก็ยังคงเรียกเขาว่าของเล่นอยู่แบบนั้น คงเหมือนกับที่นางพยายามสอนให้เขาเรียกนางว่าพี่ แต่อาเหยียนก็ยังเรียกนางว่าแม่เหมือนเดิม เดี๋ยวนี้อาเหยียนไม่ได้ตามติดนางตลอดเวลาเหมือนอย่างเคย เขาหันไปวอแวไล่ตามเฟิ่งเทียนหนิงแทน อาเหยียนดูจะชอบเขามาก ๆ หลังจากอาหารเย็นวันนี้ก็ยังร้องออดอ้อนขอไปนอนกับเฟิ่งเทียนหนิง

 "เจ้าจะขึ้นเขาไปเมื่อไหร่"

เฟิ่งเทียนหนิงถามนางทันทีเมื่อทั้งสองคนเดินมาหยุดแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ ที่วางไว้ใต้ต้นไม้ตรงลานกว้างหน้าบ้าน

 " พรุ่งนี้ " 

นางหันไปมองแล้วตอบคำถามของบุรุษที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แม้ในตอนนี้เขาจะสวมชุดเสื้อผ้าธรรมดาเก่า ๆ ของสามีซูหลินที่เก็บเอาไว้ในหีบผ้าซึ่งนางไปค้นเจอมา แต่ใบหน้าเรียวรูปไข่ที่รับกับจมูกโด่งเป็นสัน ดวงตากลมโตเหมือนไข่มุกเม็ดใหญ่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกระทบกับแสงจันทร์ที่กำลังสาดส่องยามราตรี ทำให้เกิดประกายแวววาว เฟิ่งเทียนหนิงยังคงดูรูปงามไม่ต่างจากตอนแรกที่ได้เจอกัน แม้ว่าเขาในเวลานี้จะไม่ได้แต่งกายเหมือนกับพวกคุณชายเช่นเดิม

เขานิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง

"เจ้าต้องการแก้แค้นจริง ๆ หรือ" 

เขาถามนางเช่นนั้นก็เพียงหวังใจว่า นางอาจจะเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานางก็ได้อธิบายเหตุผลเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้เขาฟังไปบ้างแล้ว เขาเองก็ไม่ได้คิดว่านางจะโกหกหรือแต่งเรื่องการสลับร่างขึ้นมาหลอกลวงเขา แต่มันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป เขาจึงคิดว่า บางทีนางอาจจะแค่ป่วยจนสติเลอะเลือนก็ได้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่นางคือฝู่เหยียนหลี่ ประมุขสำนักผาดำที่ยิ่งใหญ่ เพราะทั่วทั้งยุทธภพต่างพูดกันว่า ประมุขหญิงของผาดำ แม้จะงดงามดุจหยกล้ำค่าแห่งสรวงสวรรค์ แต่กลับมีจิตใจโหดเหี้ยม เป็นจอมมารร้ายที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา

แต่สตรีที่อยู่กับเขาตรงนี้ ไม่ได้ดูดุร้ายน่ากลัวเช่นนั้น แล้วจะให้เขาเชื่อได้อย่างไร ว่านางคือฝู่เหยียนหลี่ ที่ได้ตายไปแล้วมาอยู่ในร่างของซูหลิน เขาไม่อาจจะปักใจเชื่อคำพูดนางได้ แต่เขาก็เพียงรับฟังไม่ได้โต้แย้งใด ๆ

"ข้ามีชีวิตใหม่ เพื่อกลับมาแก้แค้น และข้าต้องทวงทุกอย่างคืน ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้คนชั่วที่ฆ่าข้า ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกมันต้องชดใช้ข้าอย่างสาสม "

นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังสายตาของนางดูดุดันมากในเวลานี้

 "สิ่งที่เจ้ากำลังคิดจะทำ มันอันตรายมากเจ้ารู้หรือไม่"

 เฟิ่งเทียนหนิงพูดด้วยความรู้สึกที่ห่วงใยนาง แม้เขาจะไม่รู้ว่าทั้งหมดเป็นความจริงหรือไม่ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดเตือนนางเช่นนั้น

 "ข้าไม่กลัว! ข้าก็แค่คนที่ตายไปแล้ว หากจะต้องตายอีกครั้งก็ไม่เป็นไร แต่ข้าจะลากคนที่ทำลายชีวิตของข้าให้ลงนรกไปด้วยกัน" 

คำพูดและน้ำเสียงของนาง ฟังดูเลือดเย็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีถึงจะเปลี่ยนใจนางได้

"ถ้าเจ้าตายไป แล้วอาเหยียนละ เขาจะทำอย่างไร มันเท่ากับว่าเขาต้องสูญเสียแม่ของเขาไปจริง ๆ "

ครั้งนี้คำพูดของเฟิ่งเทียนหนิงเหมือนจะดึงสติให้นางได้ฉุกคิดได้ นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย แม้นางจะไม่ใช่คนที่รักเอ็นดูเด็ก แต่หลายวันมานี้นางก็ได้ใช้ชีวิตกินอยู่โดยมีเด็กชายตัวน้อยอยู่ข้างกาย อีกทั้งอาเหยียนก็เป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส มักทำให้นางใจอ่อนได้ทุกที หากต้องจากไปทิ้งเขาไว้คนเดียวจริง ๆ ก็คงเกิดความรู้สึกสงสารเขาเช่นกัน นางไม่พูดไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยให้บรรยากาศ เงียบสงัดอยู่สักพักนางจึงเอ่ยถามเขา

"เจ้าอยากฟังนิทานไหม"

 เฟิ่งเทียนหนิงหันมองใบหน้าของนาง ที่ตอนนี้ดูสงบนิ่งขึ้น แต่ก็ไร้ความรู้สึกใด ๆ เขาผงกหัวเล็ก ๆ เพื่อตอบคำถามของถามนาง

 

 กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีประมุขหญิงรูปงามกำลังเดินเล่นอวดโฉมอยู่กลางเมืองที่ประดับประดาไปด้วยโคมไฟสวยงามสว่างไสว รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่แสนเย้ายวนชวนดึงสายตาผู้คนมากมายให้จ้องมอง ท่ามกลางแสงจันทราที่สาดส่องกระทบใบหน้าเรียวเล็กให้ดูผุดผ่องเป็นประกาย คิ้วทรงมังกรตอบรับเข้ากับดวงตารูปหงส์ นัยน์ตาสีดำเทาส่องระยิบระยับ ริมฝีปากบางจับจีบเล็กสีแดงระเรื่อ จมูกเรียวโด่งเป็นสันดูโดดเด่น ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ รูปโฉมนั้นดุจดั่งนางพญาที่น่าเกรงขาม

ทุก ๆ ย่างก้าวที่เดินไป ผู้คนต่างพากันหลบหลีกและแสดงความเคารพ ต่อประมุขหญิงผู้นั้นตลอดเส้นทาง เมื่อเดินมาถึงกลางตลาดมีเสียงชายหนุ่มตะโกนบอกกับนาง

 "ระวัง" 

ทันใดนั้นเขากระโจนเข้าสวมกอดนาง พลันหมุนร่างทั้งสอง ไปยืนอยู่ยังอีกจุด เสาโคมไฟร่วงหล่นลงบนพื้นที่นางยืนอยู่เมื่อสักครู่

"แม่นางท่านบาดเจ็บหรือไม่" 

ชายหนุ่มตรงหน้ารูปงามไม่เหมือนชายใดที่นางเคยพบเจอ เขามีรูปคิ้วทรงมังกรเช่นเดียวกันกับนาง รูปร่างสูงใหญ่แต่ท่าทางกลับดูเหมือนเด็กไร้เดียงสา แววตาของเขาดูใสซื่อ เขาดูเหมือนคนต่างถิ่นจึงไม่รู้จักนางผู้ซึ่งปกครองเขตแดนตะวันตกนี้ นางจ้องมองด้วยความถูกชะตาก่อนเอ่ยถามเขาว่าเป็นใคร 

"เจ้าเป็นคุณชายบ้านไหนกัน" 

นางถามเขาด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยพลางส่งสายตาหยาดเยิ้มให้เขา

"ข้าน้อยแซ่จาง นามว่าเฟ่ยอวี้ ข้าเป็นเพียงคนพเนจร ที่ท่องไปทั่วยุทธภพ ไม่ใช่คุณชายจากตระกูลใดหรอก"

 เข้าก้มหน้าตอบนางด้วยท่าทางนอบน้อมถ่อมตน

 "เป็นเช่นนั้นจริงหรือ ทำไมเจ้าถึงดูดียิ่งกว่าพวกคุณชายเสียอีก" 

นางพูดไปส่งยิ้มหยอกล้อเขาไปจนทำให้เขาเขินอายไม่เป็นท่า

​​​​​​"แม่นางกล่าวเกินไปแล้ว"

จางเฟ่ยอวี้กล่าวพร้อมเอามือเกาหัวเบา ๆ ท่าทางของเขาไม่ได้ดูตลกขบขันเช่นชายคนอื่นที่นางชอบแกล้งให้เสียอาการ แต่เขากลับช่างน่าเอ็นดูสำหรับนางมากเหลือเกิน

"ในเมื่อเจ้าเป็นคนพเนจรไม่มีหลักแหล่ง เช่นนั้นเจ้าอยากเข้าร่วมสำนักผาดำหรือไม่" 

คำพูดของนางทำให้เขามีท่าทีตื่นเต้น 

"นั่นคือความฝันของข้าที่จะได้เข้าร่วมกับสำนักใหญ่ แต่ว่าข้าเป็นคนไร้ความสามารถไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะมีสำนักไหนยอมรับข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักผาดำมีแต่ผู้เก่งกาจเท่านั้น แต่ข้าทำสิ่งใดไม่เป็นเลย"

เขาพูดจบก็ทำคอตกเหมือนคนสิ้นหวัง

 "เช่นนั้นเจ้าก็ตามข้ามาเถอะ"

 พูดจบนางก็เดินนำหน้าเขาไป ​​​​​​

"ไปไหนหรือแม่นาง"

เฟ่ยอวี้ส่งเสียงดังถามนางที่หันหลังเดินนำหน้าไปไกลแล้ว

 ​​​​​​"กลับสำนักผาดำ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็รีบวิ่งตามไปทันที เขาคงไม่รู้เลยว่าสตรีผู้นั้นคือประมุขหญิงแห่งสำนักผาดำ

 เมื่อจางเฟ่ยอวี้เข้าร่วมกับสำนักผาดำได้ไม่ถึงปี เขาก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยฝ่ายซ้ายของประมุขฝู่เหยียนหลี่ นับได้ว่าเขาเป็นบุรุษที่ได้ใกล้ชิดกับนางที่สุดแทบตลอดเวลา นางให้ความสนใจต่อเขามากเป็นพิเศษกว่าผู้ใด แม้ว่าเขาจะวรยุทธ์น้อยนิดแสนธรรมดา แต่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและความขยันตั้งใจ อีกทั้งยังเป็นคนที่ซื่อตรง ทำให้นางพอใจเป็นอย่างมาก ผู้คนต่างก็เล่าลือว่านางต้องมนต์ตกหลุมรักชายรูปงามผู้นี้จนสติเลอะเลือนยกย่องเขาขึ้นเป็นใหญ่ในสำนัก จนถึงขึ้นลงโทษขับไล่คนสนิทมือขวาออกไปที่อื่นเพราะเขาทะเลาะวิวาททำร้ายจางเฟ่ยอวี้

จางเฟ่ยอวี้แม้จะรูปงามมีสง่าราศีสักเพียงใด แต่เขาดูอ่อนแอไร้ความเด็ดเดี่ยวนิสัยต่างจากคนอื่น ๆ ในสำนักมาก เขาไม่มีความเหมาะสมจะเป็นผู้นำใครเลย ทั้งยังชอบทำท่าทางเหมือนเจียมเนื้อเจียมตัวตลอดเวลา เขามักถูกผู้อาวุโสในสำนัก กล่าวติเตียนว่าร้ายอยู่บ่อยครั้ง แต่ฝู่เหยียนหลี่ก็คอยปกป้องเขาเสมอ สำหรับนางแล้วเฟ่ยอวี้เป็นคนที่ว่าง่าย ไม่ว่านางจะพูดอะไร หรือจะสั่งสิ่งใด ก็ทำได้ตามใจต้องการ เขาเชื่อฟังนางทุกอย่างด้วยความจริงใจไม่เหมือนคนอื่นที่ชอบเสแสร้งแกล้งทำเพื่อเอาหน้า มันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้นางชอบเขาเป็นพิเศษ นางไว้ใจในตัวคนผู้นี้มากอย่างบอกไม่ถูก และนางก็คิดว่าความรู้สึกที่มีต่อเขาอาจจะเป็นความรักเช่นชายหญิงที่มีให้กัน ถ้าเช่นนั้นนางก็คงตกหลุมรักเขาอย่างที่ผู้คนมักนินทากันลับหลัง ในเมื่อนางปักใจเชื่อมั่นในตัวบุรุษผู้นี้แล้ว นางจึงตัดสินใจประกาศจะแต่งงานกับเขา โดยไม่สนคำครหาใด ๆ

เมื่อถึงวันแต่งงาน นางไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากแต่ก็คิดว่าคงจะเป็นอีกวันที่ดี ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น หลังจากดื่มเหล้ามงคล นางก็นอนแน่นิ่งไม่สามารถขยับตัวเคลื่อนไหวได้ แม้แต่จะลืมตา หรือจะพูดก็ทำไม่ได้เลย แต่นางยังคงมีความรู้สึกตัวอยู่ ตอนนั้นเองนางก็มั่นใจได้ว่าตัวเองถูกวางยาแน่นอน ก่อนที่ความรู้สึกของนางจะวูบดับไป นางได้ยินเสียงของเขากล่าวกับนาง 

"ข้าขอโทษ" 

เมื่อมีความรู้สึกกลับมาอีกที นางไม่เห็นไม่ได้ยินอะไร ทั้งยังขยับตัวหรือพูดจาก็ไม่ได้ เพียงแค่มีความรู้สึกรับรู้แค่นั้น ตอนนี้เหมือนกำลังมีไฟแผดเผาตัวเองอยู่ ความเจ็บปวดทรมานเกินจะบรรยายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เปลวไฟกำลังเผาไหม้ร่างกายของนางให้ตายทั้งเป็น แต่นางไม่สามารถดิ้นรนหนีมันได้ แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก็ไม่สามารถทำได้  สิ่งสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะจบสิ้นลงไป มีเพียงความแค้นที่ฝังลึกลงในใจเท่านั้น! 

​​​​​​.................. 

 

"สนุกไหม" 

ฝู่เหยียนหลี่ถามเฟิ่งเทียนหนิงที่ยังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ นางตลอดเวลา เขานิ่งเงียบเอาแต่จ้องมองดวงตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและปวดร้าว เขารู้ว่านี่ไม่ใช่นิทานแต่มันคือสิ่งที่นางเคยพบเจอมา แม้เขาจะไม่อยากเชื่อว่านางคือฝู่เหยียนหลี่ แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่านางโกหก ในเวลานี้เขามีเพียงความคิดที่อยากจะอยู่เคียงข้างเป็นเพื่อนนาง รับฟังทุกสิ่งที่นางต้องการจะบอก ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร เขาก็ยังคงเลือกที่จะอยู่กับนางตรงนี้ 

"เหยียนหลี่ ต่อจากนี้ไปถือว่าข้าเป็นสหายคนหนึ่งของเจ้าเถอะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าเฟิ่งเทียนหนิงจะเป็นสหายที่ดีของเจ้าตลอดไป"

เขาพูดกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด แต่ความรู้สึกนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความจริงใจ

ฝู่เหยียนหลี่หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับไมตรีของเขา

 

ใต้แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้มีดวงตาสองคู่ประสานจ้องมองกันด้วยความซาบซึ้งกินใจ พวกเขายังคงสบตากันอยู่ในช่วงเวลา ที่เหมือนทุกสิ่งทุกอย่าง ถูกหยุดลงเพียงแค่นี้... 

 

" พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาเก็บตัวแล้ว เจ้าจะตามไปส่งข้าหรือไม่ "

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(