เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 4 : ตกลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

"ท่านแม่"

ทันทีที่ประตูห้องโถงถูกเปิดออก เด็กชายตัวเล็กก็วิ่งเข้ามาหาฝู่เหยียนหลี่ พร้อมร้องเรียกนางเสียงดังด้วยความดีใจ

"อาเหยียนข้าบอกว่าอย่าเรียกแบบนี้ไง เรียกข้าพี่หญิงสิ "

ฝู่เหยียนหลี่บอกย้ำเขาอีกครั้ง พร้อมส่งสายตาเอ็ดใส่เด็กชาย แต่เสียงเล็กเสียงน้อยก็ดังขึ้นแทรก

"ท่านแม่เขาเป็นใครหรือ"

อาเหยียนเอ่ยถามนางพร้อมชี้ไปที่ชายร่างสูงโปร่งตรงหน้า

"เขาก็คือเพื่อนเล่น คนใหม่ของเจ้าไง อาเหยียน"

พอนางพูดจบเฟิ่งเทียนหนิงก็หันไปมองหน้าของนางด้วยความสงสัยแต่ไม่พูดสิ่งใดออกมา

"เย้ ๆ ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย"

เด็กน้อยปรบมือกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่จริง ๆ ต่างกับเฟิ่งเทียนหนิงที่ยืนงุนงงมองเด็กชายตัวเล็กกับสตรีข้างกาย สลับไปมาโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี

"แต่ตอนนี้เขากำลังบาดเจ็บอยู่ ข้าจะพาเขาไปทำแผลก่อน เจ้าไปเล่นตรงอื่นก่อนได้ไหม"

นางพูดกับอาเหยียนเป็นการบอกเขาให้หลบทาง แต่เด็กชายตัวน้อยไม่เพียงเคลื่อนตัวหลบไปด้านข้างของเฟิ่งเทียนหนิง แต่เขายังจับมือขวาของนางที่อยู่ตรงเอวของเฟิ่งเทียนหนิง เหมือนตั้งใจจะช่วยนางพยุงเพื่อนใหม่ของเขาไปนั่ง

"ข้าช่วย ๆ "

อาเหยียนส่งยิ้มให้เฟิ่งเทียนหนิง พร้อมกับแตะตัวของเขาและพยายามออกแรงประคองเขาเดิน

"ขอบใจ"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดกับเด็กชายด้วยน้ำเสียงละมุนพร้อมส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เขา

"เจ้านั่งพักตรงนี้ก่อน ข้าจะหายามาให้"

พูดจบฝู่เหยียนหลี่ก็เดินไปที่ตู้เก็บสมุนไพรตู้ใหญ่ที่วางอยู่ตรงกลางห้อง

"ท่านเป็นใครหรือขอรับ"

อาเหยียนถือโอกาสเอ่ยถามชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่บนตั่งเตียง

"อาเหยียนอย่าเพิ่งไปก่อกวนเขาเลย เจ้าไปเล่นทางนู้นก่อนแล้วกันนะ"

ฝู่เหยียนหลี่พูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เฟิ่งเทียนหนิง จะตอบคำถามเขา

"ก็ได้ท่านแม่"

อาเหยียนพูดจบก็วิ่งไปนั่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ ประตู

"เขาเป็นลูกของแม่นางเหยียนหลี่หรือ ช่างเป็นเด็กที่ดูฉลาดเสียจริง"

เฟิ่งเทียนหนิงเอ่ยถามนางระหว่างที่นางกำลังก้มหน้าทำแผลให้เขาอยู่ ใจจริงเขาก็อยากจะถามนางถึงพ่อของอาเหยียนเหมือนกันแต่เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทต่อนาง

 "จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่"

คำตอบของนางทำให้เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าแล้วมันยังไงกันแน่

"ตกลงเจ้าใช่แม่แท้ ๆ ของเขาหรือไม่ "

เขาสอบถามนางซ้ำด้วยความสับสน

 "ตัวของข้าจริง ๆ ไม่ใช่แม่ของเขา แต่สตรีที่เจ้าเห็นอยู่ตรงหน้าร่างนี้คือแม่แท้ ๆ ของเขา"

นางตอบเขาโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง ตอนนี้สำหรับเฟิ่งเทียนหนิงแล้ว เขาคงจะงุนงงไปหมดทุกสิ่ง สตรีตรงหน้าคนนี้กำลังบอกอะไรเขาอยู่ เขาพยายามคิดทบทวนคำพูดของนาง เพื่อทำความเข้าใจแต่คิดยังไงก็คิดไม่ตก

"เจ้าช่วยพูดอะไรให้ข้าเข้าใจได้โดยง่ายหน่อยได้ไหม ตอนนี้ข้ามึนไปหมดแล้ว"

เขาบอกกับนางด้วยท่าทางอ่อนน้อมดูสุภาพยิ่งนัก เขาช่างดูเหมือนกับชายผู้สูงศักดิ์ที่ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดีกิริยาท่าทางสง่างามทุกท่วงท่า แถมอ่อนโยนนุ่มนวล ช่างเป็นบุรุษรูปงามสมบูรณ์แบบโดยแท้จริง

"เสร็จแล้ว"

นางบอกกับเขาแต่ไม่ได้ตอบคำถามของเขา

"ขอบคุณ"

น้ำเสียงของเฟิ่งเทียนหนิงนุ่มนวลชวนฟัง ต่างกับสตรีที่พูดกับเขาโดยสิ้นดี

"เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นการช่วยข้าเลี้ยงอาเหยียนจะดีกว่า"

นางพูดพร้อมส่งยิ้มมุมปากให้กับเขา

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

เขาถามนางกลับในทันที พร้อมเลิกคิ้วใส่นาง

"เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าโดนพิษของดอกน้ำซ่อนพิษ ก็จริงอยู่ที่มันไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต แต่ว่าถ้าไม่ถอนพิษออก เจ้าก็คงนอนหลับไปแบบนั้นไม่มีทางตื่น หากข้าไม่ช่วยไว้ เจ้าก็คงนอนไม่รู้สึกตัวอยู่อย่างนั้น รอสัตว์ป่ามาคาบไปกิน"

นางเชิดหน้าพูดกับเขาพร้อมคอยจ้องจับตาดูอากัปกิริยาของเขาตลอดเวลา

"เช่นนั้นเจ้าถอนพิษให้ข้าได้อย่างไร เจ้ารู้จักดอกไม้พิษชนิดนั้นด้วยหรือ"

เฟิ่งเทียนหนิงถามนางด้วยความใคร่รู้ เพราะตัวเขาเองก็พอมีวิชาแพทย์ติดตัวแต่กลับไม่รู้จักดอกไม้ชนิดนี้เลย

"ไม่เห็นจะยากอะไรดอกน้ำซ่อนพิษ ชื่อของมันแฝงความหมายไว้อยู่ หากดมกลิ่นของมันเข้าไปก็จะสลบไสลโดยไม่รู้ตัว คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักดอกไม้พิษชนิดนี้ จึงไม่รู้ว่า วิธีแก้พิษนั้นง่ายดายมาก แค่เพียงเอามันผสมกับน้ำก็จะกลายเป็นยาถอนพิษได้เอง"

พอนางพูดจบก็ยักคิ้วให้เขาและยังคงจ้องมองเขาเหมือนเดิม

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง แม่นางเหยียนหลี่มีความรู้มากเสียจริง โชคดีของข้าที่ได้พบกับเจ้า ขอบคุณอีกครั้งที่ยื่นมือช่วยเหลือข้าไว้"

เขาเอ่ยชมและกล่าวขอบคุณนางด้วยความจริงใจ

"ข้าบอกแล้วว่าให้เจ้าตอบแทน ด้วยการช่วยทำงานอยู่ที่นี่ และเลี้ยงอาเหยียนให้ข้า เป็นการขอบคุณ"

นางมองเขาตลอดเวลาที่เอ่ยทุกคำพูดออกไป เหมือนว่าต้องการคาดคั้นให้เขาตอบตกลงกับนางสักที

"ทำไมถึงอยากให้ข้าทำงานที่นี่ให้เจ้า อีกทั้งยังจะให้ข้าเลี้ยงเด็กคนนี้ เจ้าเป็นแม่ของเขาไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าไม่ดูแลเขาเอง เจ้าช่วยอธิบายกับข้าอย่างละเอียดสักหน่อยได้ไหมข้าจะได้เข้าใจ"

เขาพูดด้วยความรู้สึกที่อดสงสัยไม่ได้ และต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้

"ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังง่าย ๆ ก่อนแล้วกัน ที่นี่มีเพียงข้ากับอาเหยียนสองคน ข้าต้องการคนที่น่าไว้ใจมาช่วยทำงาน เจ้าต้องช่วยข้าดูแลกิจการขายสมุนไพรของข้า และสิ่งที่สำคัญที่สุดเจ้าต้องเลี้ยงเขา"

พูดจบนางก็ชี้ไปที่เด็กชายตัวเล็กที่กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นกังหันอยู่ทางหน้าประตู

"เจ้าต้องการให้ข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของเจ้าหรือ"

เขายังคงถามนางต่อเพราะฟังแล้วยังคาใจอยู่ดี

 "ไม่ใช่ผู้ช่วย แต่ข้าหมายความว่า ให้เจ้าทำทุกอย่างแทนข้าทั้งหมด เพราะข้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่"

นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตอบเขาออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น

"แล้วเจ้าจะไปไหน ไปทำไม ไปทำอะไร ทำไมเจ้าต้องไป ทำไมข้าต้องทำทุกอย่างคนเดียว คนที่เจ้าเลือกทำไมถึงเป็นข้า"

เฟิ่งเทียนหนิงพ่นคำถามออกมาไม่หยุดจนนางต้องยกมือขึ้นห้ามเขาไว้

"ข้ามีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นไปบนเขาเก็บตัวเพื่อฝึกวรยุทธ์ แต่เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้จะให้เจ้าทำงานโดยไม่ให้ค่าตอบแทนเลย เจ้าจะได้รับส่วนแบ่งจากกิจการที่ดูแลเป็นจำนวน 10 ส่วนของผลกำไรทั้งหมด และข้าจะยกอำนาจการตัดสินใจให้เจ้าทุกอย่างระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เงื่อนไขมีเพียงให้เจ้าช่วยเลี้ยงดูอาเหยียนแทนข้าเป็นเวลา 2 ปี เจ้าก็คิดเสียว่าเป็นการตอบแทนข้าที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้แล้วกัน แค่ช่วงเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น คงไม่มากเกินไป เจ้าคิดว่าอย่างไร"

นางจ้องตาของเขาเขม็งเพื่อรอคำตอบหวังว่าเขาจะรับปากกับนาง

ส่วนตอนนี้เฟิ่งเทียนหนิงยังคงมีท่าทีครุ่นคิดอยู่ เพราะมีเรื่องที่เขายังไม่เข้าใจอีกมากมาย เขาไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองค่าตอบแทนเขาเพียงแต่มีความสงสัยในตัวนางหลายสิ่ง ทั้งยังคิดในใจว่าที่เขาเดินทางออกมาจนถึงที่นี่ได้ ก็แค่ตั้งใจท่องไปให้ทั่วยุทธภพ เผื่อว่าจะได้พบข้อมูลเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนเองและใช้วิชาแพทย์ที่พอมีติดตัวช่วยเหลือรักษาผู้คน แต่เขาก็ติดค้างหนี้บุญคุณของนางอยู่จริง ๆ

เขาควรจะตอบแทนนางด้วยวิธีนี้หรือไม่ ถ้าเขาตอบตกลงเขาจะสามารถทำหน้าที่ทุกอย่างแทนนางได้ดีหรือ โดยเฉพาะการเลี้ยงเด็กมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ 

"  สองปี "

เขาเงยหน้าขึ้นมองนางพร้อมเอ่ยย้ำเชิงเป็นคำถาม หลังจากก้มหน้าใช้ความคิดอยู่นาน

"ใช่! แค่2ปีเอง เจ้าอยู่ที่นี่2ปี ก็ถือว่าเราไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกัน หลังจากนั้นเจ้าก็จะเป็นอิสระ"

นางยืนยันให้เขามั่นใจและหวังว่าเขาจะยินยอมรับเงื่อนไขนี้ เฟิ่งเทียนหนิงยังคงนิ่งเงียบอยู่สักครู่ ก่อนจะเอ่ยปากออกมา

"ตกลง"

คำตอบของเขาทำให้นางปล่อยยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ ในที่สุดนางก็มีคนมาช่วยรับภาระแทนนางได้แล้ว ต่อไปนางก็สามารถไปเก็บตัวบนเขาเพื่อฝึกวิชา นางรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นความหวังขึ้นมาทีละนิด

"แต่ข้ามีเงื่อนไข"

คำพูดของเขาทำให้นางหุบยิ้ม พร้อมถามเขากลับไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเข้มขรึม

"อะไร ว่ามาเถอะ"

นางยืนจ้องหน้าเขารอฟังเงื่อนไข

"เจ้าต้องเล่าทุกอย่างให้ข้าฟังทั้งหมด ข้าต้องรู้และเข้าใจทุกสิ่งให้กระจ่างใจ"

เขาบอกเน้นย้ำกับนางเช่นนั้น ฝู่เหยียนหลี่พยักหน้าตอบรับคำของเขาโดยไม่พูดอะไร

ฟึด ๆ

"เจ้าได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม"

นางเอ่ยถามเขาพร้อมทำจมูกฟุดฟิด เฟิ่งเทียนหนิงทำท่าเหมือนดมหากลิ่น แล้วยกมือขึ้นมาถูจมูกตัวเอง

นางและเขามองไปยังเด็กผู้ชายที่นั่งส่งยิ้มอยู่หน้าประตูโดยพร้อมกัน แล้วหันกลับมามองจ้องหน้ากันทันที

"เจ้าไปจัดการกับเขาให้ที"

นางพูดกับเขาพร้อมทำตาปริบปริบ

"ทำไมเจ้าไม่ทำเองล่ะ"

นางเบือนหน้าหนีก่อนจะบอกเขา

"ก็ข้าทำไม่เป็นข้าไม่เคยทำ เจ้าก็แค่ไปเช็ดทำความสะอาดให้เขาหน่อยเอง ไปเถอะ"

นางบอกกับเขาแบบขอไปที ทั้งยังเอามือโบกปัดไปมา

"เจ้าเลี้ยงเขามายังไงถึงทำไม่เป็น แล้วที่ผ่านมาใครเป็นคนทำเล่า"

เขาพูดกับนางและแอบคิดในใจ ว่าทำไมยิ่งอยู่ที่นี่ เขาก็ยิ่งมีเรื่องสงสัยนางมากขึ้นเรื่อย ๆ

"ก็ข้าเพิ่งจะเลี้ยงเขาได้แค่วันเดียวเองก่อนหน้านี้เขายังไม่เคยถ่ายหนักแบบนี้นี่"

คำตอบของนางยิ่งทำให้เขางงยิ่งไปกว่าเดิมอีก นางเป็นแม่อาเหยียนไม่ใช่หรือ ทำไมเลี้ยงเขามาแค่วันเดียวล่ะ หรือนางเพิ่งจะไปรับเด็กมาอยู่ด้วย เขาไม่เข้าใจอะไรเลยจริง ๆ

"ข้าก็ไม่เคยมีลูก ไม่เคยเลี้ยงเด็ก ข้าไม่เคยทำเช่นกัน อีกอย่าง ขาของข้ายังเดินเหินไม่สะดวก"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดยังไม่ทันจบดี นางก็พูดแทรกเขาขึ้นมาทันที

"งั้นเจ้าก็หัดทำตอนนี้เลย เริ่มเลยครั้งนี้แหละ ต่อไปเจ้าจะต้องเลี้ยงเขาแทนข้า เจ้าจะได้ดูแลเขาได้ไง มาเถอะ ๆ เดินเองไม่ได้ใช่ไหม ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวข้าช่วยประคองเจ้าเองนะ"

พูดจบนางรีบไปคว้าตัวเขาลุกขึ้นเดินทันทีเป็นการมัดมือชกไม่ให้เขาปฏิเสธนางได้เลย พอปล่อยเขานั่งลงข้างอาเหยียน นางก็รีบวิ่งไปหาน้ำ หาผ้ามาให้เขา นางวางอ่างน้ำสะอาดพร้อมผ้าส่งให้เขาก่อนถอยห่างออกไป เฟิ่งเทียนหนิงช่วยเช็ดทำความสะอาดเนื้อตัวให้อาเหยียนอย่างทุลักทุเล ก่อนจะส่งตัวเด็กน้อยไปให้นางจับใส่เสื้อผ้าชุดใหม่

"เสร็จแล้ว"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดกับนางด้วยอาการคิ้วขมวดเล็กน้อย เขาทำจมูกย่นปากงุ้ยเหมือนเด็กโดยไม่รู้ตัว ฝู่เหยียนหลี่เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางเช่นนี้ของเขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา

"ยังมีหน้ามาขำอีก"

เขาพูดพร้อมทำเป็นหน้าบึ้งตึงใส่นาง ส่วนอาเหยียนก็วิ่งออกไปเล่นที่ลานหน้าบ้านอย่างสบายใจ ทิ้งอุปสรรคกองใหญ่ไว้ให้จัดการ

"มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปนั่งพักดื่มชาอุ่น ๆ "

เมื่อพยายามกลั้นขำได้สำเร็จก็พูดเชิงปลอบใจเขา แล้วเดินเข้าไปหาจะช่วยพยุงเขาลุกขึ้น เฟิ่งเทียนหนิงยื่นมือให้นางช่วยดึงเขาขึ้น แต่ว่านางกลับไม่ยอมจับเขา

"อี๊.. มือเจ้าเหม็นมากเลย อื้อหือ.. ตัวของเจ้าเลอะเทอะไปหมดแล้ว นั่น ๆ ดูสิชุดของเจ้าก็เปื้อนอุจจาระของอาเหยียนแล้วด้วย"

นางพูดพร้อมเอามือซ้ายบีบจมูกมือขวาปัดไปมา เอาแต่ส่ายหน้าใส่เขา

ส่วนเฟิ่งเทียนหนิงในเวลานี้ คงจะรู้สึกราวกับว่าอยากจะลาจากโลกนี้หนีความจริงตรงหน้าไปเสีย ดูจากสีหน้าท่าทางที่แสนจะหน่ายใจ อับอายสุดจะทน บุรุษผู้สง่างามเช่นเขามาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร เขาเอาแต่หลับตาเบือนหน้าหนี อยากจะเอามือขึ้นมาจับกุมขมับ พอยกขึ้นมามือก็ทั้งเหม็นทั้งเปื้อน เขาได้แต่คิดและก็สงสัยในใจ เขาต้องมารับภาระนี้จริง ๆ หรือ

ตอนนี้ขอถอนตัวยังทันหรือไม่ ได้เพียงแต่คิดแล้วก็ส่ายหัวไปมาอย่างหนักใจ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

"ข้าว่า เจ้าไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเลยจะดีกว่านะ"

นางมองหน้าเขา พลางส่งสายตาเหมือนหวังดีแต่มันดูเหมือนเย้ยหยันรังเกียจเขาเสียมากกว่า

"ทั้งหมดเพราะเจ้าคนเดียว" 

น้ำเสียงประชดประชันของเฟิ่งเทียนหนิงคล้ายจะต่อว่านางแต่ท่าทางเขาดูน่ารักเสียจริง ฝู่เหยียนหลี่วิ่งไปหยิบไม้ค้ำยันข้างหลังห้องมาให้เขา ที่บ้านของซูหลินมีไม้อยู่พอดีคงเป็นเพราะนางอาจจะเคยบาดเจ็บจึงทำไว้ใช้งาน ตอนนี้เฟิ่งเทียนหนิงก็สามารถเดินไปอาบน้ำด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องให้นางช่วยพยุงไปส่ง นางรู้สึกว่าเป็นโชคดีของนางจริง ๆ

เขามองค้อนนางอีกครั้งก่อนจะเดินกะโผลกกะเผลกไปที่ด้านหลังบ้านเพื่อชำระตัว

พอเขาไปได้สักพัก นางก็นึกขึ้นได้ว่ามีพวกเสื้อผ้าของอาเหยียนที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนอยู่ในอ่างน้ำ นางจึงพยายามกลั้นหายใจยกมันขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปที่หลังบ้าน

"เฟิ่งเทียน เฟิ่งเทียนหนิง" 

นางตะโกนเรียกเขา พร้อมวิ่งเอาอ่างไปวางไว้ตรงหน้า

เฟิ่งเทียนหนิงเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสีหน้าที่ยังขุ่นเคือง

"อะไรของเจ้าอีก"

เขาพูดเสียงกระแทกกระทั้น พร้อมเลิกคิ้วใส่นางเป็นคำถาม

"ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เจ้าก็ซักผ้าพวกนี้ให้ด้วยเลยแล้วกัน ยังไงเจ้าก็ต้องซักชุดตัวเองอยู่แล้วนี่"

นางส่งยิ้มสุดเจ้าเล่ห์ให้เขา เฟิ่งเทียนหนิงได้แต่สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยออกมาอย่างแรง ก่อนจะพูดกับนางด้วยน้ำเสียงโทนต่ำแบบสั้น ๆ

"ไม่"

แต่นั่นไม่ได้มีผลอะไรเลย คำพูดของเขาเหมือนลมที่พัดผ่านไป โดยที่นางไม่สนใจ

"ดีมาก ซักเสร็จก็ไปตากไว้ตรงราวไม้ไผ่ด้านนู้นนะ เดี๋ยวข้าจะไปหาชุดใหม่ให้เจ้าเปลี่ยน"

นางพูดกับเขาเหมือนไม่ได้ยินคำปฏิเสธคัดค้านของเขาเลย เฟิ่งเทียนหนิงพยายามจะพูดแทรกนาง แต่ก็พูดไม่ทัน

"ไม่ต้อง ๆ ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอบคุณข้า"

นางปัดไม้ปัดมือไปมา พูดจบนางก็รีบวิ่งออกไป ทิ้งให้เขาอยู่กับกองผ้าที่เปื้อนอุจจาระของอาเหยียนเพียงลำพัง เฟิ่งเทียนหนิงในเวลานี้ ช่างดูอาภัพและน่าสงสารเสียเหลือเกินชายหนุ่มผู้สง่าผ่าเผยไม่เหลือแล้วหมดสิ้นแล้วจริง ๆ

เมื่อเวลาผ่านไปฝู่เหยียนหลี่ก็เดินกลับมา นางกะเวลาไว้ได้พอดิบพอดีเหมือนรู้ว่าเฟิ่งเทียนหนิงทำทุกอย่างเรียบร้อยเสร็จแล้ว นางเดินกลับมาพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ในมือ

"เฟิ่งเทียนหนิงข้าเอาชุดใหม่มาให้เจ้า"

นางพูดพร้อมยื่นเสื้อผ้าในมือให้แก่เขา บุรุษตรงหน้าในเวลานี้ เขายืนเปลือยกายมีเพียงกางเกงขายาวสีขาวตัวเดียว รูปร่างของเขาไม่ได้ผอมบางไร้เนื้อหนังอย่างที่คิดไว้ เขามีแผงอกกว้างกล้ามเนื้อเป็นมัด ลำแขนก็แน่นดูกำยำ รูปร่างดูดีใช้ได้เลย ที่แท้เขาก็แอบซ่อนรูปไว้นี่เอง... 

นางยืนจ้องมองเขาไม่กะพริบตา จนเฟิ่งเทียนหนิงรู้สึกได้ เขาเลยยกแขนสองข้างขึ้นมาพยายามปิดตัวเองไว้

"เจ้ามองอะไรนักหนา เป็นสตรีไม่รู้จักสำรวมกิริยาบ้างเลย"

คำพูดของเขาดึงความสนใจของนางออกจากรูปร่างของเขาได้สำเร็จ

"อะ..ใส่เสื้อผ้าสิข้าจะได้ไม่ต้องมอง เจ้าเป็นผู้ชายแบบไหนกัน ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวไปได้ ข้าก็แค่ดูนิด ดูหน่อยเอง"

นางพูดยอกย้อนลอยหน้าลอยตาใส่เขาโดยไม่สะทกสะท้าน

"เจ้านี่ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ "

เขาได้เพียงแต่บ่นพึมพำส่ายหัวไปมา

"เลิกบ่นได้แล้ว เปลี่ยนชุดเสร็จก็ตามข้าไปกินอาหารเย็นที่ห้องโถงใหญ่แล้วกัน"

พูดจบนางก็หันหลังเดินไปโดยที่ไม่คิดจะอยู่รอเขากลับไปพร้อมกัน สำหรับเฟิ่งเทียนหนิงแล้ว แม้นางจะดูแปลก ๆ ไปบ้าง แถมพูดจาก็ไม่ค่อยอ่อนโยนกับใครสักเท่าไหร่ แต่การได้พบเจอกับนางก็ทำให้เขารู้สึกว่าโชคดีไม่น้อย นางนิสัยต่างกับสตรีทั่วไปที่เขาได้เคยพบเห็น นางอาจจะดูเจ้าเล่ห์มากไปนิด แต่นางก็ดีต่อเขาและช่วยชีวิตเขาไว้จริง ๆ ไม่ว่านางจะทำด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ตอนนี้เขาก็ได้ตัดสินใจตกลงแล้วว่า จะอยู่ที่นี่ต่อไป ส่วนตัวตนของนางจะเป็นใครนั้น เนื้อแท้ของนางจะเป็นคนแบบไหน เขาคงต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์อีกที

ว่าแต่นางจะมาไม้ไหนอีกนะ.. 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น

  1. #9 Yumiki18pu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 08:14
    ไม่ตวรใช้ตัวหนาเยอะเกินนะคะ
    #9
    4
    • #9-1 คิดได้ เล่าต่อ(จากตอนที่ 4)
      10 เมษายน 2563 / 18:23
      เพราะอะไรหราคะ พอดีกลัวว่าบทพูดจะกลืนไปกลับบทบรรยาย
      #9-1
    • #9-2 คิดได้ เล่าต่อ(จากตอนที่ 4)
      10 เมษายน 2563 / 18:43
      มันรกตาไปใช่มั้ยคะ จะได้ปรับเปลี่ยน
      #9-2