เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 3 : พบกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

ฝู่เหยียนหลี่รีบตื่นตั้งแต่ฟ้าสาง เพื่อตรวจค้นทุกซอกทุกมุมของบ้านก่อนที่อาเหยียนจะตื่นขึ้นมา ถ้าหากเขาตื่นมาแล้วล่ะก็ นางก็แทบไม่เป็นอันได้ทำอะไรเลย เพราะอาเหยียนเอาแต่คอยเรียกท่านแม่ ๆ และตามติดนางแจตลอดเวลา อย่างกับเป็นเด็กขาดความอบอุ่นอย่างไรอย่างนั้น

"เจ้าไม่ธรรมดาเลยนะ ไม่น่าเชื่อเลย ว่าเจ้าจะมีเงินทองมากมายขนาดนี้" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดพลางตรวจนับดูทรัพย์สินของซูหลิน ที่แอบเก็บซุกซ่อนไว้ที่ช่องลับหลังตู้หนังสือ

"เจ้าคงคิดไม่ถึงใช่ไหม ว่าข้าจะหาที่ซ่อนสมบัติของเจ้าเจอ หึหึ..เจ้ารู้จักข้าน้อยไปแล้ว" 

นางปล่อยยิ้มมุมปากหลังพูดจบ

สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะหาช่องลับนี้เจอ ทั้งยังสามารถเปิดมันออกได้ แต่ทว่าต้องไม่ใช่กับนาง แล้วนี่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญเสียด้วย แค่ฝู่เหยียนหลี่มองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว นางก็มั่นใจได้ว่าตู้หนังสือนี้ต้องเป็นสลักของกลไกอะไรสักอย่างแน่นอน เพียงแค่ออกแรงขยับตู้ซ้ายทีขวาที ตู้ก็ถูกเลื่อนออกไปด้านข้าง ทำให้เห็นว่ามีช่องลับไม่ใหญ่นักที่ผนังกำแพง ตรงช่องนั้นจำเป็นต้องไขกุญแจจึงจะเปิดออกได้ นางรู้ทันทีว่าจะหาได้จากไหน นางจึงกลับไปเอาลูกกุญแจใต้ฟูกบนเตียงที่ซูหลินซุกซ่อนเอาไว้ แต่มันก็หนีไม่พ้นสายตาของนางไปได้อยู่ดี..

"นับว่าเจ้ายังมีข้อดีอยู่บ้าง ที่ไม่ได้ยากจนข้นแค้น ทำให้ข้าต้องลำบากมากไปกว่านี้ มีเงินทองมากขนาดนี้ ข้าก็พอจะสบายใจไปอีกเปาะ" 

พูดจบนางก็ปิดช่องลับ ขยับตู้หนังสือให้เลื่อนกลับเข้าที่เดิม แล้วเดินออกจากห้องโถงไปดูที่อื่น ๆ ต่อ การที่นางมองกลไกนี้ออกได้อย่างง่ายดายนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนางเกิดและเติบโตที่สำนักผาดำ สถานที่ของสำนักนั้นเต็มไปด้วยกลไกซับซ้อนมากมายกว่านี้เยอะ นางจึงคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี ช่องลับของซูหลินเลยเป็นแค่การตบตาธรรมดา ๆ สำหรับนางเท่านั้น

 

"ท่านแม่.. ท่านแม่จะไปไหน" 

เสียงเล็กนั้นทำให้นางต้องหันตัวกลับไปที่โต๊ะกินข้าวด้านซ้ายของห้องโถงใหญ่ หลังจากที่นางจัดวางอาหารมื้อเที่ยงไว้ให้เขาเนื่องจากวันนี้นางพาเขาเดินเล่นพร้อมสำรวจสิ่งต่าง ๆ มาค่อนวัน จึงพาเขากลับมากินอาหารที่นี่ พอเตรียมผลไม้ให้กับเด็กน้อยเสร็จ จึงคิดที่จะไปสำรวจเส้นทางรอบนอกเพิ่มเติมอีกหน่อย แต่อาเหยียนกับเรียกรั้งนางเอาไว้

"ทำไมท่านแม่ ไม่กินกับข้า ท่านจะไปไหน" 

ดวงตาดำ ๆ ที่ใสซื่อมองนางด้วยสีหน้าสุดสงสัย

"อาเหยียน ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเรียกข้าท่านแม่ เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่หญิง ไหน ๆ ลองเรียกข้าใหม่อีกทีสิ พี่หญิง" 

นางพยายามที่จะสอนเขาให้เรียกตนเองว่าพี่อยู่หลายครั้ง แต่เด็กน้อยก็ยังคงเรียกนางเช่นเดิม

"ท่านแม่" 

เด็กชายส่งยิ้มสดใสน่าเอ็นดูให้กับนาง แล้วยังคงเรียกนางว่าแม่ทุกครั้ง

"เอาละ ๆ เจ้านี่มันสอนยากสอนเย็นเหลือเกิน แค่เรียกข้าว่าพี่แค่นี้ ก็ทำไม่ได้ ข้าขี้เกียจจะคุยกับเจ้าแล้ว เจ้ากินไปเถอะ ข้าจะออกไปเดินดูข้างนอกสักหน่อย"  

นางพูดกับเขาด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายใจ แต่เด็กน้อยกลับส่งยิ้มใสซื่อให้กับนางพร้อมพยักหน้าเป็นการตอบรับคำ

"อา..กินเสร็จแล้ว เจ้าก็ไปนั่งเล่นตรงนู้นดี ๆ อย่าดื้อหรือซนมากนัก ข้าไม่อยู่เจ้าก็ห้ามออกไปไหน รู้ไหม? "  

นางบอกเขาพร้อมชี้นิ้วไปทางด้านขวาของห้องที่มีตั่งไม้ตัวใหญ่ตั้งวางอยู่ บนนั้นมีของเล่นสามสี่ชิ้นวางไว้สำหรับอาเหยียน เด็กน้อยเอาแต่เคี้ยวลูกพลับแก้มตุ่ย ไม่พูดอะไรแต่ผงกหัวงึก ๆ ให้นางรับรู้ว่าเขาเข้าใจแล้ว

" เจ้าต้องอยู่แต่ในนี้เท่านั้น นี่คือคำสั่ง! " 

นางย้ำเขาอย่างหนักแน่นอีกครั้งก่อนเดินออกจากห้องโถงไป พร้อมปิดประตูลงกรขังเขาเอาไว้ในห้อง

 

ฝู่เหยียนหลี่ เดินดูรอบ ๆ บริเวณอย่างละเอียด พบว่าด้านหลังบ้านติดกับภูเขา และด้านหลังนี้ก็เป็นพื้นที่ปลูกสมุนไพรทั้งหมด เดินเลยไปจนสุดทางจะมีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านกั้นกลางระหว่างเส้นทางเชื่อมเขาอีกลูก ส่วนด้านหน้าของบ้านมองไปก็เห็นแต่ภูเขาน้อยใหญ่เต็มไปหมด แต่ถ้าเดินออกจากลานโล่งของหน้าบ้านไปทางซ้ายไม่ไกลมากนัก จะพบถนนซึ่งเป็นเส้นทางที่มุ่งตรงสู่ตัวเมืองที่นางคุ้นเคยดี แต่ระยะทางจากที่นี่ก็ไกลไม่น้อยเลยกว่าจะไปถึง

"ทำไมเจ้าถึงมาเลือกอยู่ห่างไกลผู้คนขนาดนี้ด้วยนะ กว่าจะเข้าเมืองไปได้แต่ละที คงต้องเดินกันครึ่งค่อนวัน ม้าสักตัวเจ้าก็ไม่ซื้อ มีแต่ล้อเกวียนเก่า ๆ เจ้าจะให้ข้าลากไปเองหรือไง เจ้าตระหนี่มากเกินไปแล้วนะ มิน่าถึงมีเงินเก็บมากมาย "

เสียงบ่นพึมพำต่อว่าซูหลินของฝู่เหยียนหลี่ ดังออกมาอีกเรื่อย ๆ เหมือนนางคิดว่าซูหลินคงจะได้ยินที่นางพูด เมื่อนางดูเส้นทางโดยรอบแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะเดินข้ามลำธารเล็กขึ้นไปบนภูเขาด้านหลังบ้าน เพื่อหาดูว่าพอจะมีสถานที่สงบให้นางเก็บตัวฝึกวิชาหรือไม่

เมื่อเดินอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม นางก็พบว่าทางขึ้นลง เขาลูกนี้ยังมีอีกด้านนึ่ง ตรงนั้นมีช่องทางเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ ด้านในเป็นถ้ำไม่ลึกแล้วก็ไม่ใหญ่มาก พื้นที่โดยรวมก็พอ ๆ กับบริเวณพื้นที่รอบบ้านทั้งหมดของซูหลิน นางจึงสำรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ และคงไม่ใช่ที่อยู่ของสัตว์ป่า นางคิดว่าที่แห่งนี้ดูเหมาะสมที่จะเก็บซ่อนตัวฝึกวรยุทธ์ เมื่อตัดสินใจได้เช่นนั้นแล้ว นางจึงเดินย้อนไปทางเดิมเพื่อกลับบ้าน

แต่ระหว่างที่กำลังจะก้าวเท้าข้ามลำธารก็เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างตกลงมาจากที่สูง

ตุ๊บ!!

นางหันกลับไปมองแต่ไม่พบเห็นสิ่งใด เมื่อกำลังจะหมุนตัวกลับมา หางตาก็เหลือบไปเห็นพุ่มไม้ใหญ่ทางขวามือของนาง มันอยู่ในระยะที่สายตามองเห็นได้ชัดเจน ดูเหมือนจะมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น นางเห็นชายผ้าสีขาว ๆ เลยเดาว่าคงจะเป็นเสื้อผ้าและอาจจะมีใครบางคนกำลังอยู่ที่พุ่มไม้นั่น นางจึงค่อย ๆ เดินเลียบลำธารไปดูให้แน่ใจ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงพบบุรุษชุดขาว นอนแน่นิ่งไม่ได้สติอยู่บนพุ่มไม้ นางยืนมองอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เข้าไปหาเขาในทันที

"ดูจากความสูงแล้ว ตกลงมาคงไม่ถึงตาย แต่ถ้าไม่มีพุ่มไม้ใหญ่นี้รองรับไว้ เกรงว่าร่างของเจ้าคงกระแทกพื้นขาแข้งหัก เดินไม่ได้ไปเป็นเดือนแน่" 

นางพูดพร้อมเงยหน้ามองด้านบนและคิดว่าเขาคงจะตกมาจากตรงนั้น มันเป็นเส้นทางเดินของภูเขา เส้นทางนี้คดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมา เป็นเส้นเดียวกันกับที่นางเพิ่งผ่านมาเมื่อครู่ แต่ทางขึ้นลงเขา มันอยู่ด้านนู้นตรงที่นางกำลังจะเดินข้ามลำธารกลับไปบ้าน แต่ดันมาพบเจอกับเขาเสียก่อน

"เจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาอยู่กลางป่ากลางเขาที่นี่ได้ ดูจากการแต่งกายก็ดูดีไม่น้อยคงไม่ใช่หัวขโมยที่คิดจะมาปล้นบ้านข้าหรอกนะ"

 คำพูดของนางไม่ได้จริงจังนัก นางพิจารณามองร่างที่นอนอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียดยิบ ระหว่างนั้นก็คิดขึ้นได้ว่า ตอนนี้นางกำลังต้องการผู้ช่วย นางต้องหาคนมาช่วยทำงานและเลี้ยงลูก

ใช่แล้ว! สวรรค์อาจจะส่งเขาคนนี้มาให้นางก็ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะมานอนอยู่กลางป่าต่อหน้านางเช่นนี้ได้อย่างไร นี่คือเรื่องบังเอิญที่ชะตาจงใจกำหนดส่งมาให้นางแน่นอน

"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ามาอยู่ตรงหน้าข้าได้แบบนี้ เช่นนั้นก็นับว่าเรามีวาสนาต่อกัน งั้นข้าก็จะช่วยเจ้าเอง" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ฉายแววมีเลศนัยไร้ซึ่งความจริงใจโดยสิ้นเชิง พูดจบก็เดินเข้าไปใกล้เขาเพื่อตรวจดูอาการ

"ชีพจรของเจ้าแปลก ๆ เหมือนจะเจ้าถูกพิษ แต่มันไม่ใช่แค่เพียงชนิดเดียว" 

คิ้วขมวดเป็นปมของนางบ่งบอกความคิดไม่ตกกับอาการของชายที่นอนอยู่ เมื่อมองดูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็พบว่าในมือขวามีดอกไม้เล็ก ๆ ติดอยู่

"ที่แท้ก็ดอกน้ำซ่อนพิษนี่เอง ที่ทำให้เจ้านอนหลับสนิทจนไม่รู้สึกตัวเช่นนี้" 

พูดจบนางก็เดินไปตักน้ำที่ลำธารมาผสมกับดอกไม้จากมือเขา แล้วป้อนเข้าปากให้เขากิน

เพียงสักครู่เดียวนางก็ยื่นหน้าไปดูเขาใกล้ ๆ เพื่อสำรวจว่าลมหายใจของเขาปกติดีหรือไม่

แต่ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นมาสบเข้ากับดวงตาของนางพอดี ทั้งยังอยู่ในระยะที่ใกล้จนสามารถสัมผัสลมหายใจของกันและกันได้

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาจ้องมองนางด้วยความประหลาดใจแต่นัยน์ตากับแวววาวเปล่งประกายยิ่งนัก ทั้งยังกลืนน้ำลายอึกใหญ่ดังเฮือก

"ฟื้นแล้ว" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดกับชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบปกติ เหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นนางได้กำหนดไว้แล้ว จึงไม่มีอาการตื่นเต้นแปลกใจอะไรเลย

"แม่นาง เจ้าเป็นคนช่วยข้าเอาไว้หรือ" 

บุรุษชุดขาวรูปงามค่อย ๆ ขยับตัวขึ้นนั่งพร้อมพูดกับนาง

"เหอะ ๆ แน่นอนอยู่แล้ว ก็ต้องเป็นข้าสิ เจ้าไม่เห็นหรือไงว่าที่นี่มีแต่ข้า" 

เสียงหัวเราะในลำคอคล้ายไม่พอใจเท่าไหร่นักกับคำถามของเขา นางโต้ตอบเขาด้วยเสียงทุ้มต่ำและท่าทีไม่อ่อนโยนต่อเขาเลยสักนิด ช่างตรงกันข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง

"ข้าเฟิ่งเทียนหนิง ต้องขอขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ครั้งนี้ข้าติดค้างเจ้าเสียแล้ว มิทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไร " 

เขาพูดกับนางด้วยเสียงนุ่มนวลท่าทางสุภาพอ่อนโยนหากสตรีนางใดพบเจอเช่นนี้จิตใจคงอ่อนระทวยเป็นแน่ แต่ทว่านางกับไม่ได้สนใจอะไรเลย มีเพียงแต่ความคิดที่ว่า ต้องใช้เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องให้เขายอมทำงานกับนางให้จงได้

"เจ้าก็เรียกข้าว่า เหยียนหลี่เถอะ และในเมื่อข้ามีบุญคุณที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้ เช่นนั้นเจ้าก็ตอบแทนคืนให้ข้าดีหรือไม่"

  นางพูดคุยกับเขาทั้งยังจ้องมองอย่างไม่ละสายตาคล้ายต้องการคำตอบที่พึงพอใจ

"เจ้าต้องการให้ข้าตอบแทนสิ่งใด จงกล่าวมาเถอะ หรือต้องการเงิน"  

เฟิ่งเทียนหนิงถามนางอย่างตรงไปตรงมา

" หึ! ข้าไม่ต้องการเงินของเจ้า แต่ข้าต้องการตัวเจ้าต่างหาก" 

คำพูดของนางทำให้เข้าถึงกับตาโต ด้วยท่าทีตกใจ

"ตัวข้า"

 เฟิ่งเทียนหนิงถามย้ำกับนางอีกครั้ง

"ใช่แล้ว ข้าต้องการให้ตัวเจ้า อยู่ที่นี่เพื่อช่วยข้าทำงาน"

คำตอบของนางครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที ที่แท้นางก็หมายถึงว่าให้เขาอยู่กับนางแค่ช่วยงานเท่านั้น!

“ทำงานให้เจ้า งานอะไรกัน"  

เขาถามนางกลับทันที ใบหน้าจ้องมองด้วยความสงสัย 

"เอาเถอะน่า..เรื่องมันยาวเจ้ากลับไปคุยกับข้าที่บ้านดีกว่า ข้าจะได้ช่วยทำแผลให้เจ้าด้วย" 

พูดจบนางก็ชี้ไปที่ข้อเท้าของเขาที่ได้รับบาดเจ็บอยู่

"เจ้ารีบลุกขึ้น แล้วไปกันเถอะ บ้านข้าอยู่ทางนั้นเอง แค่ข้ามไปก็ถึง" 

ฝู่เหยียนหลี่มองไปที่เส้นทางกลับบ้าน ทั้งยังบอกกับเขาเหมือนอยากจะเร่งรัดให้เข้ารีบกลับไปด้วยกันกับนางเร็ว ๆ นางคงจะกลัวว่าเขาจะหนีไป...

"โอ๊ย.."

เฟิ่งเทียนหนิงส่งเสียงด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามจะใช้มือยันกับพื้นเพื่อดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน แต่เขาก็ล้มลงไปเพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าจนไม่สามารถยืนขึ้นเองได้ 

"เจ้าเจ็บมากหรือ มาเถอะ ข้าจะช่วยประคองตัวเจ้าให้" 

พูดจบนางก็รีบเข้าไปหาเขาทันที และจับแขนซ้ายของเขามาพาดที่ไหล่ของนางพร้อมสอดมือขวาไปจับที่เอวของเขาไว้แน่น แล้วออกแรงดึงเขาให้ลุกขึ้นยืน แต่ไม่ทันที่เขาจะยืนให้มั่นคง เขาก็เซจนแทบล้มไปด้านหน้า นางจึงเอี้ยวตัวไปข้างหน้าของเขาช่วยประคองรับตัวไว้ได้ทัน จังหวะนั้นพอดีใบหน้าของเขาและนางใกล้กันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใกล้จนปลายจมูกเฉียดสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจ เฟิ่งเทียนหนิงจ้องมองดวงตากลมโตของนาง พลันรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขากำลังเต้นเร็วกว่าปกติ เขาคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเขาไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีนางใดมาก่อนเลย แต่ตอนนี้เขาและนางได้อยู่ใกล้เสียจนตัวแนบชิดติดกัน จนเหมือนว่าคนสองคนกำลังสวมกอดกันอยู่ มันยิ่งทำให้ใจของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ช่างตรงกันข้ามกับฝู่เหยียนหลี่ผู้เป็นสตรี นางมีท่าทีนิ่งเฉยไม่รู้สึกรู้สาอะไร นี่นางไม่ได้มีความหวั่นไหวต่อบุรุษรูปงามสง่าตรงหน้าเลยสักนิด ทั้งที่สัมผัสใกล้กันขนาดนี้ นางใจแข็งเกินไปแล้วจริง ๆ หรือว่านางจะเป็นคนไร้ใจ

" ไหวไหม ทำไมหน้าเจ้าแดงแบบนี้ หรือว่าพิษกำเริบ" 

เสียงของฝู่เหยียนหลี่ช่วยดึงสติให้เข้ารู้ตัวว่ากำลังแสดงอาการผิดปกติต่อหน้านาง

" มะ ๆ ไม่ ข้าไม่เป็นอะไร ข้าเดินไหว แม่นางเหยียนหลี่ ช่วยนำทางข้าไปเถอะ"  

เฟิ่งเทียนหนิงตอบเสียงกระอึกกระอักแล้วเบือนหน้าหันหนีไปทางอื่น ส่วนฝู่เหยียนหลี่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา เพียงแต่จ้องมองเขาด้วยความสงสัย ท่าทางของเขาเหมือนกับพวกบุรุษที่มักจะเสียอาการเมื่อถูกนางแกล้งหยอกล้อ นางเป็นคนชอบทดสอบเสน่ห์อันเย้ายวนของตนเอง ทั้งยังขี้เล่นมากอีกด้วย ยิ่งถ้าหากชายใดแสดงความเคอะเขิน นางก็ยิ่งชอบใจ อีกทั้งนางยังไม่เคยเกรงกลัวหรือเขินอายต่อบุรุษคนไหนมาก่อนเลย ชายพวกนั้นมักจะมีอาการคล้าย ๆ กับเขาในตอนนี้หรือว่าเขาจะ..... 

แต่แล้วอีกความคิดก็ผุดขึ้นมาในหัว

ไม่จริง! ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว นางไม่ใช่ฝู่เหยียนหลี่ผู้งดงามคนเดิมอีกต่อไป ตอนนี้นางกำลังอยู่ในร่างของซูหลินหลินหญิงร่างอ้วนท้วมหน้าตามอมแมม ผิวพรรณหมองคล้ำ กระด่างกระดำไปหมด

เฮ้อ..

เมื่อคิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้จะมีบุรุษที่ไหนมาหลงใหลนางได้อีก พลันคิดเช่นนั้นได้ นางก็รู้สึกขาดความมั่นใจในตัวเองทันที พยายามรีบดึงผ้าคลุมหัวมาปิดหน้าปิดตา ทั้งยังเอาแต่ก้มหน้าไว้ พยายามหลบสายตาของเขาเหมือนไม่ต้องการให้ใครมาเห็นนางในตอนนี้ ก่อนจะสลัดความคิดทุกอย่างทิ้งไป นางก็เอ่ยบอกกับเขาเพียงสั้น ๆ

"ไปกันเถอะ" 

พูดจบนางก็รีบพยุงเขาเดินกลับบ้านไปทันที

แล้วก็ได้แต่คิดแผนการที่จะรั้งเขาไว้ให้อยู่กับนาง แต่เขาจะยอมหรือเปล่านะ นางคงต้องลองดูก่อน... 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น