เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 19 : โจทก์เก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    20 เม.ย. 63

เฟิ่งเทียนหนิงเอาแต่ทำหน้าเง้าหน้างอมาตลอด ตั้งแต่เมื่อคืนจนเดินทางเข้าเมืองก็ยังไม่ยอมพูดจาอะไร คงเป็นเพราะหลังจากที่เขาบอกว่า

"เหยียนหลี่ ข้ารักเจ้า"

นางก็พูดต่อว่า

"เฟิ่งเทียนหนิง ข้าก็... ง่วงพอดี ดึกแล้วนอนเถอะ"

หลังจากนั้นนางก็นอนหันหลังให้แล้วหลับไป ตื่นมาเขาก็กลายเป็นแบบนี้เลย

"เจ้าจะไม่พูดอะไรจริง ๆ ใช่ไหม"

นางเอ่ยถามบุรุษหน้าหงิกที่เรียกขอความรักเหมือนเด็กขาดความอบอุ่น​​​​​​

"ไม่ยุติธรรมเลย เจ้าปล่อยให้ข้าพูดอยู่คนเดียว"

เด็กชายเฟิ่งเทียนหนิงยังงอแงไม่เลิก นางจึงดึงคอเสื้อกระชากโน้มหน้าของเขาลงมาแล้วประทับรอยจูบที่หน้าผากของเขา ขณะที่ยืนอยู่กลางถนน

​​​​​​"แบบนี้ยุติธรรมหรือยัง"

นางยิ้มกริ่มจนแก้มแดงพูดกับเขา ส่วนเฟิ่งเทียนหนิง เอาแต่หมุนตัว มองซ้ายมองขวาไปรอบด้าน

​​​​​​"เจ้ากล้าทำแบบนี้ต่อหน้าคนเยอะแยะได้ยังไงกัน เจ้าต้องรับผิดชอบข้านะ"

เขาพูดแล้วทำตาโตใส่นาง จนฝู่เหยียนหลี่กลั้นขำไม่ไหว จึงเดินหนีเขาไป

กู้ซานไห่พาจู่เหอมาพักที่โรงเตี๊ยมใจกลางเมือง เขาออกมารอรับด้านหน้าถนนแล้วพานางไปพบกับจู่เหอ

"หมอบอกว่าเขาเป็นเช่นไรบ้าง"

ฝู่เหยียนหลี่ยืนมองดูจู่เหอที่หลับไม่ได้สติแล้วถามไถ่อาการ

​​​​​​"ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเกือบตายเพราะช่วยเจ้าไง ถ้ามาช้ากว่านี้ เขาคงเสียเลือดจนตายไปแล้ว"

จื่อลู่ตอบอย่างประชดประชัน ฝู่เหยียนหลี่ไม่ชอบใจนัก แต่คำพูดนางก็คือความจริง

"หุบปากไปเลย ท่านไม่ต้องสนใจคนปากไม่มีหูรูดเช่นนาง หมอบอกว่าเขาปลอดภัยแล้ว ดีที่ทำแผลให้เขามาก่อน ไม่เช่นนั้นคงแย่ ข้าสั่งให้คนต้มยา ตามคำสั่งของหมอเรียบร้อย พักฟื้นสักระยะคงดีขึ้น"

กู้ซานไห่รายงานผลอย่างละเอียด ทำให้ฝู่เหยียนหลี่รู้สึกวางใจขึ้น

"ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะอยู่ที่นี่เอง"

นางบอกทุกคนแล้วหันไปมองเฟิ่งเทียนหนิง จื่อลู่และกู้ซานไห่เดินออกจากห้องไป

"ข้าควรอยู่ดูอาการเขาหน่อย ยังไงเขาก็.. "

นางพูดไม่จบเขาก็ใช้มือปิดปากนาง

"เจ้าไม่ต้องอธิบาย ข้าเข้าใจดี เจ้าดูแลเขาเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดแล้วก็เดินออกไป โดยไม่ให้โอกาสนางได้พูดอะไรต่อ ฝู่เหยียนหลี่รู้ดีว่า ถึงแม้เขาจะบอกเข้าใจ แต่มันก็คงอดที่จะรู้สึกไม่ได้ ต่อให้ใจกว้างสักเพียงใดก็ตามเถอะ นางเองก็หนักใจกับเรื่องนี้จริง ๆ ไม่รู้ควรจะทำเช่นไร จะให้เมินเฉยไม่สนใจจู่เหอ นางก็ใจไม่แข็งพอ เพราะยังไง นางก็มองว่าเขาเป็นสหายที่สำคัญคนหนึ่ง และเขายังช่วยชีวิตนางไว้อีก นางยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยใจ

ฝู่เหยียนหลี่นั่งเฝ้าจู่เหอจนเผลอหลับหน้าฟุบอยู่ที่โต๊ะ จู่เหอตื่นขึ้นมาเห็น จึงพยายามลุกขึ้นเดินเอาผ้ามาคลุมตัวให้นาง แต่นางก็รู้สึกตัวขึ้นพอดี

"เจ้าลุกมาทำไม เดี๋ยวแผลก็ฉีกหรอก รีบกลับไปนอนเร็ว"

ฝู่เหยียนหลี่รีบพยุงตัวจู่เหอกลับไปนอนที่เตียง

"เจ้าถูกแทงจนเสียสติหรือไง เอาแต่ยิ้มอยู่ได้"

นางพูดจากับเขาเป็นปกติ แต่จู่เหอเอาแต่ยิ้มหน้าบานตลอดเวลา

"ถ้ารู้ว่าเจ็บแล้ว เจ้าจะสนใจข้าขนาดนี้ ข้ายอมเจ็บตัวไปตลอดเลยดีกว่า"

ใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่ยอมจางหาย คำพูดฉายแววออดอ้อนฉอเลาะต่อนาง

"เช่นนั้นเจ้าคงต้องพิการเป็นอัมพาตไปเสียเลย แต่ข้าคงไม่แยแสเจ้าหลอกนะ สู้เอาเจ้าไปทิ้งไว้ข้างถนนเป็นขอทานเสียดีกว่าอยู่เป็นภาระข้า"

น้ำเสียงเย้ยหยันเย้าแหย่ไม่ได้จริงจังในคำพูด ทำให้เขายิ่งส่งประกายรอยยิ้มอิ่มใจออกมาไม่หยุด นางกำลังจะลุกออกจากเตียง เขาก็กระชากนางเข้าไปใกล้จนหน้าเกือบจะชนกัน ดวงตาสองคู่สบประสานจ้องกัน บุรุษหนุ่มเอียงหน้าโน้มริมฝีปากโค้งจะประกบเข้ากับของสตรี นางยกมือผลักหน้าของเขาออกไปอย่างแรง แล้วลุกหนี

โอ๊ย!

จู่เหออวดครวญเรียกร้องความสนใจจากนาง

"ไม่ต้องมาแกล้งทำ ข้ารู้ทันเจ้าหรอกนะ"

นางกำลังจะเดินออกจากห้อง

"ข้าเจ็บจริง ๆนะ เจ้าดูสิ แผลมีเลือดออกอีกแล้ว"

​​​​​​เขาทำเสียงออเซาะอ้อนนาง ฝู่เหยียนหลี่จึงหันไปดู เห็นแผลของเขาเลือดออกจริง ๆ

"เฮ้อ.. เจ้านี่มันจริง ๆเลย ถ้าอยู่เฉย ๆไม่หาเรื่องเข้าตัว ก็ไม่ต้องเจ็บซ้ำเจ็บซากแบบนี้ เดี๋ยวข้าจะทำแผลให้ใหม่ "

ฝู่เหยียนหลี่ง่วนอยู่กับการทำแผลจนไม่ได้สนใจอะไรเขา ไม่รู้เลยว่าเขาคอยเอาหน้าเข้าใกล้สูดดอมดมนางอย่างชื่นมื่นเพียงใด

"เสร็จแล้ว ต่อไปก็อย่าทำตัวบ้ากามราคะให้มากนัก จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว"

นางกระแทกเสียงใส่เขา แล้วออกจากห้องไปเลย

​​​​​​ฝู่เหยียนหลี่นำยาต้มใหม่มาให้เฟิ่งเทียนหนิง แม้ยาลูกกลอนจะช่วยบรรเทาพิษได้แต่สรรพคุณก็สู้ยาต้มที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ไม่ได้อยู่ดี ความร้อนของมันจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายและทำให้การเดินพลังมีผลดีขึ้นต่อร่างกายของเขา เฟิ่งเทียนหนิงเดินลมปราณอยู่ตลอดทั้งวัน พยายามรักษาอาการพิษไม่ให้กำเริบ

"กินยาก่อนเถอะ"

นางยื่นยาส่งให้เขา เฟิ่งเทียนหนิงรับไว้ แล้วดื่มจนหมด เขาดูสีหน้าดีขึ้นเยอะ

​​​​​​"เหนื่อยไหม เจ้าแทบไม่ได้นอนพัก ต้องคอยดูแลคนนั้นคนนี้ ทั้งยังจัดการเรื่องอื่นอีกมากมาย"

เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่เคยใช้นางยืมซับเหงื่อที่ซึมจากใบหน้าของนาง เฟิ่งเทียนหนิงรู้ดีว่านางแบกรับอะไรไว้หนักหนาเพียงใด นางก็แค่สตรีตัวเล็ก ๆเท่านั้น ทำไมต้องรับทุกสิ่งไว้กับตัวมากมายขนาดนี้ด้วย

​​​​​​"ข้าจะหาวิธีถอนพิษให้เจ้า ข้าเพิ่งจะจำได้ว่า ท่านแม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีตำราพิษ ที่เรียกว่าพิษเยือกเย็น อาการของคนโดนพิษคล้ายกับเจ้าเลย แต่ข้าไม่เคยศึกษาตำรานี้มาก่อน จึงไม่รู้วิธีกำจัดมัน ข้าจะหาโอกาสกลับไปสำนักผาดำไปค้นที่ตำหนักของท่านแม่ ตำราของท่านแม่ข้า ต้องช่วยเจ้าได้แน่นอน เจ้าอดทนหน่อยนะ"

เขาสวมกอดนางทันทีเมื่อนางเล่าให้ฟังจนจบ​​​​​​

"สัญญากับข้า ว่าเจ้าจะไม่บุ่มบ่ามทำอะไรที่เสี่ยงเพราะข้า"

นางเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เขากลัวนางจะบุกเดี่ยวเข้าสำนักผาดำ ไปเอาตำราพิษออกมา เขาไม่ต้องการให้นางไปตกอยู่ในอันตรายเพราะเขา

​​​​​​"เมื่อก่อนเป้าหมายของข้าคือการแก้แค้น เพื่อทวงทุกอย่างคืน แต่ตอนนี้ข้ายิ่งต้องตั้งใจทำมันให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อจะกลับไปสู่สำนักผาดำได้ ถึงเวลานั้นสิ่งแรกที่ข้าจะทำ คือหาตำรามาถอนพิษให้กับเจ้า"

ยิ่งฟังคำพูดของนาง เขาก็ยิ่งโอบรัดตัวนางแน่นมากขึ้น ด้วยความรู้สึกของหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยรักความเข้าใจอย่างสุดลึก

แม้นางจะไม่พูดว่ารักเขาออกมาตรง ๆ แต่ทุกการกระทำมันสำคัญยิ่งกว่าคำพูด เขารักนางมาก และก็เชื่อว่านางรักเขามากเช่นกัน

​​​​​"ท่านประมุข"

เสียงของกู้ซานไห่ ทำให้เขาและนางต้องยอมปล่อยตัวออกจากกัน

​​​​​​"เข้ามาเถอะ"

กู้ซานไห่เดินเข้ามาหน้าตาตื่น

​​​​​​"มันมาแล้ว"

แววตาประกายความโกรธแค้นของกู้ซานไห่ ทำให้นางเข้าใจได้เลย ว่าใครคือผู้ที่มา

ฝู่เหยียนหลี่กับกู้ซานไห่ ออกไปยืนอยู่กลางถนน ขวางขบวนของสำนักผาดำจื่อลู่ก็ยืนอยู่ด้านหลังของกู้ซานไห่ด้วยผู้ที่เดินนำหน้ามา คือบุรุษรูปงามร่างสูง ที่นางคุ้นเคยดียิ่งกว่าผู้ใด จางเฟ่ยอวี้ ในตอนนี้เขาดูสง่างามขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก ไม่ได้ดูเหมือนเด็กหนุ่มอ่อนแอน่าทะนุถนอมที่นางเคยพบ

"กล้าดียังไงถึงมาขวางทาง"

ซังซังสาวใช้ของจางเฟ่ยอวี้ รีบวิ่งมาต่อว่า เดิมทีนางคือสาวใช้คนสนิทของฝู่เหยียนหลี่

"ซังซัง นางน้องตัวดี เจ้ากล้ายื่นกระบี่ใส่หน้าข้าหรือ"

กู้ซานไห่พูดกับหญิงสาวที่ขวางกั้นช่วยปกป้องจางเฟ่ยอวี้

"พี่ใหญ่"

หญิงสาวร้องเรียกกู้ซานไห่ ซังซังคือน้องสาวแท้ ๆของกู้ซานไห่ ที่ฝู่เหยียนหลี่รับมาชุบเลี้ยงตั้งแต่นางอายุไม่ถึงสิบขวบ กู้ซานไห่พานางมาฝากฝังไว้ ให้คอยรับใช้ใกล้ชิดกับฝู่เหยียนหลี่ตั้งแต่ที่เขาขอติดตามนางเมื่อ 8 ปีก่อน นางจึงเลี้ยงซังซังไว้ข้างกาย สนิทสนมจนเห็นนางเป็นเหมือนน้องสาว และไว้ใจนางพอ ๆกับที่ไว้ใจกู้ซานไห่

"พวกเจ้าไม่เห็นข้าหรือไง ถึงกล้ายกกระบี่มาใส่หน้าข้าแบบนี้"

กู้ซานไห่พูดพร้อมชูป้ายประจำตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายปกครองของสำนักผาดำความจริงเขาถือว่ามีตำแหน่งสูงมาก ไม่ได้ต่ำต้อยด้อยกว่าใครในสำนัก เป็นรองก็แค่ประมุขกับพวกผู้อาวุโสเก่าแก่เท่านั้น ทุกคนเห็นเช่นนั้นจึงลดกระบี่ลง จางเฟ่ยอวี้ เดินทางมาโดยมีผู้ติดตามอีกประมาณห้าสิบคน ถือเป็นการมาที่สมฐานะของผู้รักษาการแทนประมุขของสำนักผาดำ

"ที่แท้ก็ท่านพี่กู้นี่เอง"

จางเฟ่ยอวี้ลงจากม้าเดินตรงเข้าหาจุดที่ฝู่เหยียนหลี่ยืน สายตาแหลมคมของนาง จับจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ

"ไม่ต้องมาแสร้งเรียกข้าพี่ ข้าไม่มีน้องเช่นคนอย่างเจ้า"

กู้ซานไห่พูดใส่หน้าจางเฟ่ยอวี้ แล้วเบือนหน้าหันทางอื่นอยากจะไม่พบเจอ

" โอ้โห! สมเป็นบุรุษงามที่ประมุขฝู่เหยียนหลี่เลือกจริง ๆ เกิดมาไม่เคยเจอใครรูปงามเช่นนี้มาก่อนเลย ข้าว่าพวกเขาสองคน ต้องเป็นคู่แท้กันแน่นอน"

จื่อลู่พูดด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มตะลึงในดวงหน้างดงามของจางเฟ่ยอวี้ จื่อลู่เคยพบเจอฝู่เหยียนหลี่ตอนพิธีขึ้นรับตำแหน่งประมุข นางได้ติดตามบิดาไปด้วย ใจจริงลึก ๆ นางชื่นชมความงามของฝู่เหยียนหลี่มาก และพยายามจะทำตัวให้ดูมีเสน่ห์เหมือนนางอีกด้วย

​​​​​​"พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของเจ้าอีก"

กู้ซานไห่ตะคอกใส่จื่อลู่อย่างไม่สบอารมณ์​​​​​​

"เจ้าก็ดูสิ หน้าของเขาช่างละม้ายคล้ายกับประมุขฝู่เหยียนหลี่เลย คิ้วทรงมังกรเหมือนกันไม่มีผิด โบราณว่าไว้ คนหน้าตาคล้ายกัน มักเป็นเนื้อคู่กันมาทุกภพทุกชาติ ข้าว่าต้องจริงแน่ ๆ"

จื่อลู่พูดจบ กู้ซานไห่ก็เอาป้ายประจำตำแหน่งอุดปากนางไว้ไม่ให้พูดอะไรได้ต่ออีก

​​​​​​"เช่นนั้นก็คงจะเป็นคู่เวรคู่กรรม ของกันและกันเสียมากกว่า คู่ที่จองล้างจ้องผลาญกันไม่มีวันที่สิ้นสุด"

เสียงทุ้มต่ำเย็นชาแฝงความเคียดแค้นเอาไว้ของนาง ทำให้ดึงความสนใจจากจางเฟ่ยอวี้ได้ดี

"แม่นางนั่นเอง พบกันอีกแล้ว มิทราบว่ากระบี่ใช้ได้ดีหรือไม่"

จางเฟ่ยอวี้ถามด้วยท่าทีเป็นมิตรต่อฝู่เหยียนหลี่

"ถ้าเจ้าอยากรู้ ก็ต้องพิสูจน์มันด้วยตัวเอง"

สิ้นเสียงเคร่งขรึม ฝู่เหยียนหลี่ก็พุ่งกระบี่เข้าใส่จางเฟ่ยอวี้ทันที ทุกคนแผ่กระจายเป็นวงล้อมกว้าง ดูการประลองฝีมือครั้งนี้ของเขาสองคน

"คุณชายจางระวัง! "

ซังซังร้องเตือนทั้งยังจะวิ่งเข้าไปขัดขว้างการต่อสู้ แต่กู้ซานไห่ห้ามเอาไว้ รวมถึงสั่งคนในสำนักทั้งหมดห้ามเข้าไปยุ่ง

"ชักกระบี่ของเจ้าออกมา"

ฝู่เหยียนหลี่ร้องบอกขณะมุ่งกระบี่สู่เขา นางใช้กระบวนท่ากระจายดาวเอนตัวกลางอากาศ ส้นเท้าหนึ่งข้างยันพื้นไว้ แล้วหมุนรอบตัวของคู่ต่อสู้ ด้วยความเร็วดั่งลม กระบี่ตวัดปัดแกว่งทิ่มแทงศัตรูไม่หยุดยั้ง จางเฟ่ยอวี้แม้จะชักกระบี่ออกจากฝัก แต่ก็ไม่อาจตั้งรับการโจมตีของนางได้เขาถูกซัดจนกระเด็นไปกระแทกโดนร้านค้าข้างทางพังเละเทะระเนระนาด

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ"

ซังซังวิ่งเข้าไปห้ามแล้วรีบไปประคองตัวจางเฟ่ยอวี้ลุกขึ้น

"เจ้ากล้าดียังไงมาทำแบบนี้ อยากตายมากใช่ไหม ทุกคนปกป้องท่านผู้รักษาการ"

เมื่อซังซังตะโกนออกคำสั่งเช่นนั้น กระบี่ทุกเล่มของคนสำนักผาดำ ล้วนจ่อตรงมาที่ฝู่เหยียนหลี่

"ใครกล้าแตะต้องศิษย์สายตรง ผู้สืบทอดของท่านประมุขฝู่เหยียนหลี่ ข้าจะตัดหัวมันผู้นั้นห้อยประจานไว้ที่หน้าสำนักเจ็ดวันเจ็ดคืน"​​​​​​

กู้ซานไห่ประกาศลั่นดังก้องจนได้ยินไปทั่วทั้งถนน ทุกคนพากันลดกระบี่ไม่กล้าต่อกรกับเขา

"พี่ใหญ่ท่านพูดอะไรนะ ใครกันคือศิษย์ นางคือผู้สืบทอดอะไร"

ซังซังถามกู้ซานไห่ด้วยสีหน้าฉงนงงงวย คนรอบข้างก็มองด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน

​​​​​​"นางคือซูหลินหลิน ศิษย์สายตรงผู้เดียวของท่านประมุข และยังได้รับการถ่ายทอดสุดยอดวิชาลับฝ่ามือทะลวงวิญญาณ ได้ยินเช่นนี้พวกเจ้าคงเข้าใจความหมายแล้วใช่ไหม"

เมื่อกู้ซานไห่พูดออกไปเช่นนั้น ทุกคนที่ได้ยินต่างพูดคุยส่งเสียงดังเซ็งแซ่ไปทั่ว อีกไม่นานเรื่องนี้คงเล่าลือกันทั่วยุทธภพแน่นอน

​​​​​​"เป็นไปไม่ได้"

ซังซังร้องแย้งขึ้น

​​​​​​"ข้าเป็นพยานได้ ข้าเคยเห็นนางใช้วิชานั้นแล้ว"

จื่อลู่เดินเข้ามาเสริมทัพ แม้ปกตินางจะปะทะต่อปากต่อคำกับฝู่เหยียนหลี่เสมอ แต่ยังไงซะตอนนี้นางก็ถือว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว ก็ต้องช่วยข้างเดียวกันก่อน

"เจ้าเป็นใครกันทำไม ข้าต้องเชื่อเจ้าด้วย"

ซังซังโต้เถียงกับจื่อลู่ สองคนนี้ รุ่นราวเดียวกัน นิสัยก็คล้ายกันน่าจะเป็นคู่ปรับที่สูสีกันเลย

"ข้าคือตงจื่อลู่ บุตรีของเจ้าสำนักสี่กระบี่ ตงเหลียงไป่ ทีนี้พวกเจ้าเชื่อข้าได้หรือยัง โอว.. ข้าลืมบอกไป นางไปพบกับท่านพ่อของข้ามาเรียบร้อยแล้วด้วย"

จื่อลู่ยืดอกเชิดหน้าพูดจาด้วยความภาคภูมิใจในสถานะของตัวเองเสียจริง ไม่มีใครพูดโต้แย้งอะไรใด ๆมีแต่เสียงซุบซิบดังอื้ออึงไม่หยุด

​​​​​​"วันนี้ข้าซ้อมมือเพียงพอแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ"

ฝู่เหยียนหลี่บอกกู้ซานไห่กับจื่อลู่ แล้วหันหลังก้าวเดินกลับโรงเตี๊ยม

"แม่นางซูหลิน เราจะได้พบกันอีกไหม"

เสียงของจางเฟ่ยอวี้ดังไล่หลังนางมา นางไม่ตอบอะไรเขา ในใจเกิดสับสนนึกคิด ว่าทำไมรู้สึกทั้งเจ็บแค้น ทั้งปวดใจ อยากจะฆ่าก็ทำไม่ลง หรือนางไม่ได้อยากฆ่าเขาจริง ๆ ความคับแค้นอัดแน่นในใจแต่พอเห็นดวงตาใสซื่อของเขา ก็รู้สึกใจหายวาบภายใน หรือเป็นความใจอ่อนของนางเอง ที่ยังมีใจอาลัยอาวรณ์ต่อเขาอยู่ ฝู่เหยียนหลี่ยิ่งคิดก็ยิ่งรังเกียจความรู้สึกของตัวเองเสียจริง

ฝู่เหยียนหลี่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องพักคนเดียวไม่พูดจาหรือออกไปพบใครเลย ตั้งแต่เจอกับจางเฟ่ยอวี้ จนดึกแล้วเฟิ่งเทียนหนิงเดินพลังเสร็จ จึงมาหานาง เมื่อเย็นนางบังคับไม่ให้เขาออกไปด้วย ให้อยู่จัดการพิษของตัวเองแต่ในห้อง

ก๊อก ๆ

"ข้าเข้าไปได้ไหม"

พอเคาะประตูเสร็จเฟิ่งเทียนหนิงก็เอ่ยถามนาง ฝู่เหยียนหลี่จึงยอมเดินมาเปิดประตูให้เขา

"ได้ข่าวว่าเจ้าไม่ยอมกินอะไรเลย เรื่องเมื่อเย็นจื่อลู่เล่าให้ข้าฟังหมดแล้วตอนกินข้าวด้วยกัน"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดอะไรโดยไม่เรียบเรียงให้ดีเสียก่อน พอฟังแบบนั้น นางจึงกระชากคอเสื้อดึงเขาเข้ามาใกล้ทันที

"เจ้ากล้าไปกินข้าวกับสตรีอื่นหรือ"

แววตาหึงหวงที่อยากจะควักหัวใจของเขาออกมาบดขยี้ แต่ทว่านางไม่ได้โกรธเขาจริง ๆ

​​​​​​"กู้ซานไห่ก็อยู่ด้วย ข้าไม่ได้กินกับนางสองคนเสียหน่อย เจ้าทำไมต้องทำรุนแรงแบบนี้ด้วยเล่า"

เขาดึงมือออกขณะพยายามอธิบายให้ฟัง

"งั้นก็แล้วไป"

ท่าทางของนางดูผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อเจอเขา

"ดีขึ้นหรือยัง"

เขาถามนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนนางส่งสายตาคล้ายจะสอบถามเขาว่าพูดอะไร​​​​​​

"ก็ได้แสดงความเป็นเจ้าของตัวข้าแล้ว หึงหวงข้าขนาดนี้ รู้สึกดีขึ้นไหม"

เขาขยายความมากขึ้น จนนางยกมุมปากคลายรอยยิ้มจาง ๆออกมา

"ข้าจะหึงเจ้าไปทำไม จื่อลู่นางไม่ได้สนใจเจ้าอีกแล้ว"

นางพูดแล้วก็จิบชาด้วยท่าทางสบายใจ

​​​​​​"หมายความว่าอย่างไร"

เฟิ่งเทียนหนิงถามแบบที่ ไม่เข้าใจอะไรเลย จนนางต้องยิ้มเยาะเขา​​​​​​

" วัน ๆนางเอาแต่ตามติดกู้ซานไห่ตลอด ข้าคิดว่าสองคนนี้สุดท้ายคงไม่แคล้วกันหรอก"

ฝู่เหยียนหลี่ปรายตาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา เฟิ่งเทียนหนิงพยักหน้ารับรู้ถึงความหมายได้แล้ว

เฟิ่งเทียนหนิงเห็นนางดูมีท่าทีสบายใจขึ้น เขาก็เลยวางใจ จึงกลับห้องไปนอนตามคำขอของนาง

ราตรีที่มืดมิดเงียบสงัด สตรีร่างเล็กนอนจับกระบี่สีเงินเอาไว้ข้างกาย เมื่อปิดตาลงจึงหลับลึกลงสู่ห้วงแห่งความฝัน..

"ไม่พบกันเสียนาน ท่านคงสบายดีใช่ไหม "

มีเสียงของหญิงสาวดังลอดออกมาจากเมฆหมอกที่ถูกปกคลุมหนาทึบ จนไม่รู้ว่าที่แห่งนี้คือสถานที่ใด

"เจ้าเป็นใครกัน แล้วทำไม ข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ "

ฝู่เหยียนหลี่เอ่ยถาม เมื่อได้ยินเสียงทักทาย

" ข้าเอง ท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือ ข้าคือซูหลิน "

​​​​​​"เจ้าเองหรือซูหลิน แล้วทำไมข้ามาเจอกับเจ้าได้อีกละ หรือว่าข้าตายอีกแล้ว"

"มิใช่เช่นนั้นหรอก ท่านยังไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย ข้ามาเพียงอยากจะพาท่านไปดูบางสิ่ง เพื่อเป็นการตอบแทนที่ท่านดูแลลูกชายของข้า "

​​​​​​" เจ้าจะพาข้าไปไหน จะทำอะไร จงบอกข้ามาก่อน "

" ข้าจะพาท่านไปดูค่ำคืนนั้น ข้ามีเวลาไม่มา ท่านรีบตามมาเถอะ "

แล้วซูหลินก็นำทางไปสู่คืนนั้น...

 

 

 

ตอนนี้ E-Book ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมโปรโมชั่นเปิดตัวในราคาสุดคุ้ม

ฉบับปรับปรุงเนื้อหา 30 ตอน พร้อมของขวัญสุดพิเศษสำหรับผู้ซื้อ E-Book เท่านั้น!

เสริมตอนพิเศษให้อีก 6 ตอน ขอกระซิบบอกเลยว่าทีมพระรองห้ามพลาดเด็ดขาด 

ใครสนใจอยากได้เก็บไว้อ่านตามไปอุดหนุนกันได้นะคะ

https://www.mebmarket.com/ebook-119400-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99

​​​​​​

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น