เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 14 : เพื่อนเก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

หลังจากหยุดพักเดินทางมาได้ 5 วัน ฝู่เหยียนหลี่ก็ตัดสินใจที่จะเดินทางต่อ ใจจริงนางอยากจะออกเดินทางตั้งแต่ตอนที่ฟื้นขึ้นมาได้ แต่เฟิ่งเทียนหนิงขอร้องให้นางหยุดพัก เพื่อฟื้นฟูร่างกายก่อน แต่นางไม่ฟังเท่าไหร่เขาจึงทำทีเป็นมีอาการพิษกำเริบ นางจึงยอมให้หยุดพักกันที่บ้านร้างนานถึงห้าวันเต็ม ๆ 

"ต่อให้เจ้าจะฟื้นตัวกลับมาได้แล้ว แต่ก็ห้ามใช้พลังอย่างน้อยหนึ่งเดือน" 

เฟิ่งเทียนหนิงย้ำนางทุกวัน แทบจะครบสามเวลาหลังอาหาร เขาเฝ้ากำชับเกาะติดนาง แทบไม่ยอมให้ไปไหนไกลสายตา จะทำอะไร หรือออกแรงนิดหน่อยก็ไม่ได้ เฟิ่งเทียนหนิงดูแลนางยิ่งกว่าไข่ในหิน แม้แต่กู้ซานไห่ ที่ปกติคอยขัดแข้งขัดขาเขาตลอดเวลานี้ ก็กลับกลายเป็นเห็นดีเห็นงามไปด้วย

"ข้าเห็นนางแข็งแรงดีจะตาย ทำไมทุกคนต้องคอยประคบประหงมนางนัก เห็นแล้วหมั่นไส้จริง ๆ" 

จื่อลู่พูดแล้วก็เดินแทรกกลางระหว่างเฟิ่งเทียนหนิงกับฝู่เหยียนหลี่ จากนั้นก็กระแทกไหล่ของนางแล้วเชิดหน้าใส่ ฝู่เหยียนหลี่จึงแสร้งทำโซเซเอนล้มให้เฟิ่งเทียนหนิงรับนางเข้าแนบอกของเขา ฝู่เหยียนหลี่ส่งยิ้มเย้าแหย่แกล้งให้จื่อลู่หงุดหงิดเล่น ​​​​​​

"เจ้าใช้ข้าเป็นเครื่องมือ ยั่วโมโหนางอีกแล้วนะ" 

เฟิ่งเทียนหนิงรู้ทันเพราะนางมักทำแบบนี้อยู่บ่อย ๆ จนเขาจับได้หลายที 

"ถ้าเจ้าไม่พอใจ ข้าไม่ยุ่งกับนางก็ได้ ปล่อยให้นางยั่วโมโหข้าแทนดีไหม"

ฝู่เหยียนหลี่จงใจพูดจาประชดประชัน ทำน้ำเสียงน้อยใจ แล้วผลักตัวออกจากเขา แต่เฟิ่งเทียนหนิงกับฉุดกระชากนางกลับมาอยู่ในวงแขนของเขาอีก

 ​​​​​​"ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรเลย" 

เขานี่ช่างตามใจนางทุกอย่างเสียจริง ขอแค่นางมีความสุขเขาก็ยินดีด้วยไปหมด ฝู่เหยียนหลี่ยิ้มอ่อนมองหน้าเขาส่งตาหวานเยิ้มอย่างจงใจยั่วยวนเขา 

"ไม่ต้องคิดจะหยอกเย้าข้าเล่นอีก ข้าไปเตรียมม้าดีกว่า"

 แม้จะรู้ว่านางกำลังแกล้ง แต่เขาก็อดเก้อเขินนางไม่ได้ ทุกครั้งจึงเดินหนีไปเช่นนี้

คราวนี้การเดินทางไม่ได้เร่งรีบมากนัก เพราะต่างเป็นห่วงสุขภาพของฝู่เหยียนหลี่ และเพื่อป้องกันการลอบโจมตี จึงต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้น กู้ซานไห่จึงส่งนกพิราบบอกคนในใต้ปกครองของเขา ให้คอยซุ่มเฝ้าดูตลอดเส้นทางที่ลงไปเขตใต้ การเดินทางกินเวลานานเกือบ 6 วันก็มาถึงเขตแดนทางใต้ ที่ถูกปกครองโดยสำนักโลหิตพิสุทธิ์ ดินแดนใต้ถูกกล่าวขานว่าเป็นอาณาจักรแห่งธรรมะ เพราะสำนักโลหิตพิสุทธิ์ปกครองโดยใช้แสงแห่งธรรมนำทางทุกสรรพชีวิต ถือตนเป็นสำนักคุณธรรมสูงส่ง แต่ช่างน่าขันมันเป็นแค่ภาพลวงตา

 

"พวกเราเข้าเมืองไปหาที่พักกันก่อน แล้วค่อยว่ากัน"

 ฝู่เหยียนหลี่พูดเช่นนั้นทุกคนก็พยักหัวตอบรับเหมือนกันทั้งหมด กู้ซานไห่จึงพาทุกคนไปพักที่โรงเตี๊ยมฮวาหลันที่ใหญ่ที่สุดของเมือง

"เตรียมห้องอย่างดีให้ข้าทั้งหมด 4 ห้อง" 

กู้ซานไห่บอกกับเสี่ยวเอ้อที่เข้ามาต้อนรับ สักพักเขาก็นำพาทุกคนไปที่ห้องพักของตนเอง ทั้งสี่คนจึงแยกย้ายเข้าไปพักผ่อนกันตามอัธยาศัยหลังจากเหน็ดเหนื่อยเดินทาง กินนอนอยู่กลางป่ากลางเขามาหลายวัน

ฝู่เหยียนหลี่เข้าห้องพักไปไม่นานนักนางอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ ที่ดูงดงามเหมือนเป็นคุณหนูจากตระกูลไหนสักแห่ง นางจงใจจะแฝงตัวไม่ให้เหมือนพวกจอมยุทธ์จึงได้แต่งกายเช่นนี้ ฝู่เหยียนหลี่ออกไปเดินสำรวจตามถนนหนทางเพียงลำพัง ผ่านไปพบร้านยาจึงนึกขึ้นได้ว่า ควรจะหาสมุนไพรไปต้มบำรุงให้เฟิ่งเทียนหนิงกินช่วยต้านพิษ แต่เมื่อจะเข้าไปภายในร้าน ก็มีชายวัยแรกรุ่นสองคนวิ่งสวนออกมาอย่างไม่ระวัง ชนร่างเล็กของนางเข้าให้เต็มแรง จนถอยหลังไปเกือบตกบันได บุรุษหนุ่มรูปร่างกำยำผิวขาวนวล ใบหน้าสวยหวานราวกับสตรี กระโดดลอยตัวเข้าไปคว้าเอวรับตัวนางเอาไว้ทัน

"แม่นางเป็นอะไรหรือไม่" 

เขาเอ่ยถามนางอย่างสุภาพอ่อนโยน แม้เขาจะมีใบหน้างามเหมือนสตรี แต่กับมีท่าทางองอาจสมเป็นบุรุษผู้กล้า 

"ขอบคุณ จอมยุทธ์จู่เหอที่ยื่นมือช่วยเหลือข้า" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดกับเขาด้วยกิริยาอ่อนช้อยต่างจากปกติ 

"แม่นางรู้จักข้า หรือว่าเราเคยพบกันมาก่อน ข้ารู้สึกคุ้นเคยกับแววตาท่าทางของเจ้านัก" 

จู่เหอสอบถามนางด้วยความสงสัย ทั้งยังจ้องมองนางจนตาเป็นประกาย ฝู่เหยียนหลี่ทำท่าขวยเขิน ปิดหน้าปิดตา ยากนักที่จะเห็นนางแสดงอาการเช่นนี้ 

"ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทต่อแม่นาง"

 จู่เหอรู้สึกตัวว่าจับจ้องนางมากจนเกินงาม ฝู่เหยียนหลี่เพียงยิ้มอ่อน ๆ รับคำขอโทษจากเขา แบบสตรีที่สำรวมกิริยาพึงกระทำกัน

 "เจ้าไม่สบายเจ็บไข้ตรงไหนหรือ จึงมาร้านขายยา" 

จู่เหอยังคงถามนางต่อ เขาดูสนใจนางมากเป็นพิเศษ 

"ช่วงนี้ข้าอ่อนแรงจึงมาหายาบำรุงก็เท่านั้น" 

นางตอบเขาอย่างกระมิดกระเมี้ยนแสดงท่าทางเหมือนอ่อนแอเสียจริง

 "เช่นนั้นเจ้ารีบไปซื้อยาเถอะ เสร็จแล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับไปส่งดีหรือไม่ เจ้าพักอยู่ที่ใดเล่า" 

ไม่ทันไรจู่เหอก็เหมือนจะตกหลุมพรางของนางเสียแล้ว

เมื่อได้ยา นางจึงนำทางเขากลับไปที่โรงเตี๊ยมฮวาหลัน

 "ช่วงนี้มีโรคระบาด ช่างน่ากลัวเสียจริง คนร่างกายอ่อนแอเช่นข้า จะติดโรคไปด้วยหรือไม่ ก็มิอาจรู้ได้ " 

ฝู่เหยียนหลี่เริ่มเปิดประเด็นสนทนา

 ​​​​​​"เจ้าวางใจเถอะ มันไม่ใช่โรคแผ่ระบาด คุณหนูเช่นเจ้าไม่เป็นอะไรหรอก" 

จู่เหอตอบนางด้วยความมั่นอกมั่นใจ

 "จริงหรือ ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้นล่ะ" 

นางเริ่มจะล้วงข้อมูลจากเขาทีละนิด

 ​​​​​​"เอาเป็นว่าเจ้าวางใจเถอะ มันไม่ใช่โรคอย่างที่เจ้ากลัวแน่นอน" 

จู่เหอไม่ยอมหลุดอะไรใด ๆ ออกมาเลย

 ​​​​​​"เพราะมันคือยาพิษ ใช่หรือไม่" 

นางจึงพูดเข้าเรื่องตรง ๆ เลย จนจู่เหอประหลาดใจ เพราะตอนนี้กิริยาท่าทางของนางเปลี่ยนไปจากเดิม

 "เจ้ารู้ได้อย่าง" 

เขารีบสวนนางกลับทันที สีหน้าคิ้วขมวดเข้ม จับจ้องนางตลอด

 ​​​​​​"เพราะข้าคือจอมมารพิษ" 

ฝู่เหยียนหลี่จงใจตอบให้เขาตกตะลึงในตัวนาง

 "เจ้าพูดว่าอะไรนะ" 

เขาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่ได้ยิน จึงถามซ้ำอีกครั้ง

 

"ศิษย์พี่ใหญ่" 

จื่อลู่ตะโกนร้องเรียกจู่เหอ ออกมาจากหน้าโรงเตี๊ยมฮวาหลัน กู้ซานไห่กับเฟิ่งเทียนหนิงก็เดินตามมาด้วย

"เจออีกแล้ว ทำไมต้องเป็นเจ้าหน้าหยกด้วย" 

กู้ซานไห่บ่นใส่หน้าจู่เหอทันทีเมื่อพบเห็นเขา ก็กู้ซานไห่ไม่เคยชอบขี้หน้า บุรุษคนไหนเลยที่เข้าใกล้ฝู่เหยียนหลี่ แล้วจู่เหอผู้นี้ เมื่อก่อนก็ถือเป็นคู่ปรับที่น่ากลัวของเขา ถ้านางไม่ไปตกหลุมต้องมนต์เสน่ห์แต่งงานกับจางเฟ่ยอวี้ บางทีก็อาจจะเป็นจู่เหอผู้นี้นี่แหละที่นางจะตกลงปลงใจด้วย 

"ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้" 

จู่เหอเอ่ยถามจื่อลู่ ทั้งยังมองไปทางบุรุษอีกสองคนที่มาพร้อมนางด้วยความประหลาดใจ

"ข้ามาช่วยท่านสืบคดีไง" 

จื่อลู่ตอบคำถามของเขาจบก็เดินตรงไปเกาะแขนเฟิ่งเทียนหนิง และแนะนำให้เขาสองคนรู้จักกัน

 "คุณชายเฟิ่ง นี่ศิษย์พี่ใหญ่ของข้านามว่า จู่เหอ ศิษย์เอกของสำนักสี่กระบี่ ศิษย์พี่ใหญ่คุณชายเฟิ่งผู้นี้คือผู้ช่วยชีวิตข้าไว้จากคนใจร้าย " 

จื่อลู่พูดแล้วหันไปมองค้อนกู้ซานไห่ จู่เหอและเฟิ่งเทียนหนิงทั้งสองคำนับกันตามธรรมเนียมของยุทธภพ ​​​​​​

"ไม่ได้พบเจอสหายเก่ามานาน หากไม่รบกวนมากเกินไป เย็นนี้ข้าจะขอเลี้ยงต้อนรับทุกคน"

 ฝู่เหยียนหลี่เอ่ยเสียงดังเป็นการบอกกล่าว แล้วก็หันมองหน้าทุกคน โดยเฉพาะจู่เหอ จากนั้นนางก็นำเข้าสู่ในโรงเตี๊ยม ทุกคนจึงเดินตามกันไป

 

​​​​​​" มาดื่ม..." 

ฝู่เหยียนหลี่ยกจอกเหล้าขึ้น ให้ทุกคนดื่มพร้อมกัน บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศและสุราอย่างดี

 ​​​​​"พวกเจ้าตั้งใจมาสืบเรื่องพิษเช่นกันหรือ" 

ทุกคนต่างพยักหน้าตอบจู่เหอ ยกเว้นกู้ซานไห่ที่เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง 

"ศิษย์พี่ท่านมีความคืบหน้าอะไรบ้าง เล่าให้พวกเราฟังบ้างได้ไหม " 

จื่อลู่ถามจู่เหอด้วยความเป็นกันเอง แต่เขาก็ไม่ยอมเปิดปากพูดอะไร 

"ถึงเจ้าจะไม่ยอมพูด ข้าก็ต้องรู้ให้ได้ " ​​​​​​

ฝู่เหยียนหลี่พูดถ้อยคำคุ้นเคยที่นางมักใช้พูดกับเขา เวลาคาดเค้นเอาความจริงอะไรจากเขา เมื่อก่อนจู่เหอมีความสนิทชิดเชื้อกับนางมาก เขาตกหลุมรักฝู่เหยียนหลี่จนหมดหัวใจ ใคร ๆ ก็ต่างรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน นางมักหลอกถามข้อมูลความลับจากเขาอยู่บ่อย ๆ หลังจากที่นางพบเจอจางเฟ่ยอวี้ เขาก็เหมือนถูกลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ จนนางประกาศแต่งงาน ก็เหมือนจู่เหอถูกสะบั้นรักจนหัวใจแหลกเหลว เขาเก็บตัวอยู่ที่สำนักสี่กระบี่ ไม่ยอมออกไปไหน จนเมื่อมีคดีสำคัญนี้เกิดขึ้น เขาจึงยอมออกมาสู่ยุทธภพอีกครั้ง 

"ข้าจะบอกก็ได้ หากเจ้ายอมบอกข้าอย่างละเอียดว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหนกันแน่" 

เขาคงเริ่มเกิดความสงสัยสับสนในตัวของสตรีตรงหน้าที่ชื่อซูหลิน

 "ตกลง เช่นนั้นเจ้าไปเดินเล่นข้างนอกกับข้าเถอะ เราจะได้พูดคุยกันสะดวก" 

พอฝู่เหยียนหลี่กล่าวเช่นนั้น ทั้งเฟิ่งเทียนหนิงและกู้ซานไห่ ก็พูดออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายอีกแล้ว

 "ข้าไปด้วย"

 ฝู่เหยียนหลี่ส่ายหน้าห้าม แล้วยังส่งสายตากำราบย้ำทั้งสองคนไม่ให้ติดตามไป จากนั้นนางจึงเดินออกไปกับจู่เหอกันสองต่อสอง

กู้ซานไห่กับเฟิ่งเทียนหนิง เดินมาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ยืนอยู่คู่กัน มองเห็นหลังไกล ๆ ของจู่เหอกับฝู่เหยียนหลี่เดินจากไป 

"เฮ้อ.. ข้าไม่ชอบขี้หน้า เจ้าหน้าหยกนี่นักเลย เจอกี่ทีก็หงุดหงิด"

 กู้ซานไห่ส่งเสียงบ่นพึมพำทั้งยังเอาแต่ถอนหายใจแรง ๆ 

"เจ้าเคยมีเรื่องผิดใจกับจอมยุทธ์จู่เหอมาก่อนหรือ" 

เฟิ่งเทียนหนิงได้ยินเขาพูดต่อว่าจู่เหอเช่นนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ 

"เจ้าไม่รู้อะไรเลยหรือไง คนทั่วยุทธภพเขาก็รู้กันดี ว่าเจ้าหน้าหยกนั่น ตกหลุมรักท่านประมุขของข้า คอยหาโอกาสตามใกล้ชิดกับนางตลอด จนเมื่อก่อนแทบจะย้ายถิ่นฐานมาปักหลักอยู่สำนักผาดำ นี่ถ้าท่านประมุขไม่ประกาศแต่งงานไปเสียก่อน จนป่านี้เจ้านั่นก็ยังคงตามตื๊อไม่เลิก" 

กู้ซานไห่เล่าความสัมพันธ์ในอดีตของฝู่เหยียนหลี่กับจู่เหอ ให้เฟิ่งเทียนหนิงฟัง เหมือนอยากจะระบาย แต่ยิ่งเล่าก็ยิ่งแสดงอาการหงุดหงิดไม่พอใจ ​​​​​​

"เจ้าหมายความว่า จอมยุทธ์จู่เหอผู้นั้นเป็นคนรักเก่าของนางหรือ" 

เฟิ่งเทียนหนิงถามด้วยท่าทางตกใจ เกิดความรู้สึกหึงหวงนางกับจู่เหอขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเรื่องเล่าจากกู้ซานไห่

 "คนรักอะไร ท่านประมุขเห็นเขาเป็นแค่สหายเท่านั้น แต่เจ้าหน้าหยกต่างหากที่ทำตัวจะเป็นคนรักนางให้ได้" 

กู้ซานไห่บอกกับเฟิ่งเทียนหนิง ตอนนี้เขาสองคน สามารถสนทนากันแบบคนปกติได้เป็นเวลานานโดยไม่ได้ทะเลาะกัน หรือทำหน้าถมึงทึงใส่กันแบบทุกครั้งที่เป็น เหมือนเขาสองคนกำลังตกอยู่ในสภาวะหัวอกเดียวกัน เมื่อฝู่เหยียนหลี่จงใจออกไปเดินเล่นกับจู่เหอสองคน ปล่อยให้พวกเขาได้แต่ยืนมองตาละห้อยตามหลัง

 

"เจ้าเหยี่ยวดำมานี่เร็ว" 

จื่อลู่ทำเสียงกระซิบกระซาบควักมือเรียกกู้ซานไห่ ให้เดินไปหานางที่ยืนทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ด้านหลัง 

"ทำอะไรของเจ้า ทำไมต้องพูดเหมือนกลัวคนได้ยิน แล้วเมื่อไหร่จะเลิกเรียกข้าแบบนี้สักที ข้ามีฉายาว่า เหยี่ยวนักล่าแห่งผาดำ" 

กู้ซานไห่เดินไปหานางแล้วก็เอาแต่ทำท่าทางรำคาญไม่อยากจะคุยด้วย

 "เรียกอะไรก็เหมือนกันนั่นแหละ นี่ ๆ ข้าว่าถึงเวลาที่พวกเราต้องลงมือแล้วนะ" 

จื่อลู่พูดแล้วก็จับจ้องเฟิ่งเทียนหนิงตาเป็นมัน เหมือนแมวเห็นปลาย่าง ​​​​​​

"ทำอะไรของเจ้า" 

กู้ซานไห่ยังคงไม่เข้าใจที่นางพูด 

​​​​​​"เจ้าโง่ ก็เรื่องที่เราตกลงกันไง เจ้าลืมไปแล้วหรือ ตอนนี้ข้าว่าเป็นเวลาเหมาะที่สุดแล้ว ซูหลินก็ไม่อยู่ ไม่มีใครขวางพวกเราแน่นอน อีกอย่างว่าคิดเปลี่ยนแผนนิดหน่อย" 

จื่อลู่ทำเสียงแผ่วเบา ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง กู้ซานไห่พยักหน้าอย่างรู้กัน 

"เจ้าดูนี่ ข้าเตรียมของไว้แล้ว พกติดตัวไว้ตลอด รอโอกาสเหมาะ ก็พร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ" 

จื่อลู่หยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมาอวดกู้ซานไห่ ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจในตัวเองเสียเหลือเกิน กู้ซานไห่ยิ้มรับอย่างเจ้าเล่ห์เช่นกัน 

"เช่นนั้น เจ้าไปเตรียมตัวจัดการเลย เดี๋ยวข้าจะพาเขาตามไปหา" 

กู้ซานไห่กับจื่อลู่ยักคิ้วหลิ่วตาให้กันอย่างสนุกสนาน

 

ฝู่เหยียนหลี่พาจู่เหอเดินไปตามถนนที่เรียงรายด้วยร้านค้าขายของ บ้างก็เริ่มจุดโคมไฟให้ส่องสว่างต้อนรับความมืดของยามค่ำคืน 

"เจ้าเป็นศิษย์เอกของนางจริงหรือ" 

จู่เหอเริ่มถามฝู่เหยียนหลี่หลังจากที่นางบอกเล่าว่าตัวเองเป็นใคร เหมือนที่บอกกับเจ้าสำนักตงเหลียงไป่แห่งสำนักสี่กระบี่ไปแล้ว 

"ไม่ใช่ศิษย์เอก ข้าเป็นศิษย์สายตรงแต่เพียงผู้เดียว" 

นางตอบเขาพลางส่งสายตาเยาะยิ้ม ยกหางคิ้วใส่เขา ตอนนี้นางทำกิริยาปกติแบบที่ตัวเองเป็นแล้ว ไม่เหมือนกับตอนเจอเขาครั้งแรก 

"เช่นนั้น ท่าทางอาการของเจ้าเมื่อช่วงเย็นที่เราพบเจอกัน นางได้ถ่ายทอดให้เจ้าด้วยหรือ" 

จู่เหอเลิกคิ้วขึ้นสอบถามนาง ทำให้ฝู่เหยียนหลี่ถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ 

"เหตุใดแม่นางซูหลินจึงไม่ตอบข้า แต่กลับหัวเราะเยาะข้าเล่า" 

จู่เหอเมื่อในอดีตเคยรักฝู่เหยียนหลี่ทุ่มเทให้นางจนหมดหัวใจ เขาจดจำท่วงท่ากิริยาอาการของนางได้ คำพูดแววตานิสัยใจคอ ล้วนแล้วแต่อยู่ในความทรงจำของเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาหลงรักทุกสิ่งที่เป็นตัวนาง ​​​​​​

"เจ้าดูเปลี่ยนไปมากเหมือนกันนะ" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดกับเขาด้วยรอยยิ้มแบบมิตรสหายเก่าที่เคยคบหารู้ใจกันมานาน 

"แม่นางซูหลินหมายความว่าอย่างไร" 

จู่เหอดูเริ่มงุนงงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

"ช่างเถอะ ๆ ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วว่าข้าเป็นใคร ถึงเวลาที่เจ้าต้องบอกเรื่องที่เจ้ารู้แก่ข้าแล้ว ถ้าหากว่าข้อมูลของเจ้าเป็นประโยชน์ ข้าอาจจะยอมตอบคำถามเจ้า มากกว่านี้ก็ได้" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดกับเขาอย่างเป็นมิตร ไม่ได้ดุดันหรือบีบบังคับอะไรเขา

 "เจ้าต้องรักษาคำพูดนะ ถ้าข้าบอกไปแล้ว ต่อไปไม่ว่าข้าจะถามอะไรเจ้าต้องตอบข้าทันที" 

จู่เหอกล่าวย้ำให้นางตกลงกับเขาเสียก่อน ฝู่เหยียนหลี่จึงพยักหน้าตอบยืนยัน 

จู่เหอเล่าถึงสถานการณ์ของทางเขตแดนใต้ให้นางฟัง ซึ่งไม่ต่างจากทางเขตเหนือ เขาสามารถสรุปสาเหตุการตาย และวิธีการลงมือของคนร้าย ได้เหมือนกับที่นางวิเคราะห์เอาไว้ก่อนหน้านี้ นั่นแสดงว่าเขากับนางคิดตรงกัน

 "ทุกครั้งที่ตามจับคนร้ายได้ ไม่ทันได้สอบถามอะไรพวกมันก็ชิงตายกันเสียหมดก่อน" 

จู่เหอสรุปให้นางฟังสั้น ๆ ว่าเขาเจอตัวคนวางยาถึงสองครั้งที่เขตใต้แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้ ฝู่เหยียนหลี่จึงบอกถึงเหตุผลที่นางมาที่นี่ เพราะจะมาสืบเรื่องราวของเซียวอี้ศิษย์สำนักสี่กระบี่ ที่เป็นพวกเดียวกับคนร้าย 

​​​​​​"ข้าจะลองไปดูที่บ้านเซียวอี้ เผื่อจะมีหลักฐานอะไรที่สามารถเชื่อมโยงไปที่คนสั่งการได้ พรุ่งนี้เจ้าจะไปกับข้าด้วยกันไหม" 

นางเอ่ยชวนเขาอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่เคยคิดว่าเขาเป็นคนอื่นคนไกลที่ไหน จู่เหอผงกหัวตอบรับเบา ๆ 

"เจ้าเหมือนกับนางมาก ข้าไม่รู้ว่านางถ่ายทอดวิชาอะไรให้เจ้าบ้าง ทำไมเจ้าถึงได้มีทุกสิ่งคล้ายกับนางเช่นนี้ ยกเว้นก็แต่เพียงรูปกายภายนอก"

 จู่เหอพิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งยังพูดจาชวนสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง 

"เจ้าหมายความว่า หน้าตาข้าน่ารังเกียจ เทียบนางไม่ได้สินะ" 

ฝู่เหยียนหลี่กล่าวประชดประชันเขา นางไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือดีใจ ที่เขาเห็นนางที่อยู่ในร่างของซูหลินว่าไม่งดงาม หรือจะดีใจที่เขายังคงมองว่าฝู่เหยียนหลี่ในอดีตคือสตรีที่รูปโฉมงดงามที่สุด

 "ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น ประมุขฝู่คือสตรีรูปงามดั่งนางพญาที่น่าเกรงขาม นางงดงามสง่าจนมิอาจมีผู้ใดเทียบได้ เพียงปรากฏกายขึ้น ผู้คนที่พบเห็นก็เหมือนต้องมนต์สะกดอยู่ในห้วงแห่งความฝัน" 

จู่เหอพูดถึงนางด้วยสายตาเหม่อลอย ใบหน้ายิ้มหวานหยาดเยิ้ม เหมือนคนกำลังฝันหวานอยู่ ฝู่เหยียนหลี่ได้ยินเขาเยินยอนางเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ แม้มันจะเป็นเพียงอดีตก็ตาม 

​​​​​​"เจ้าพูดขนาดนี้ ยังไม่ได้หมายความว่าข้าน่าเกลียดอีกหรือ" 

นางเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจอย่างอดไม่ได้ แม้ว่าเขาจะหมายถึงตัวจริงของนางเองก็เถอะ แต่ตอนนี้นางก็อุตส่าห์ทุ่มทุนลงไปมาก เพื่อแปลงโฉมตัวเองให้ดูดีขึ้น เขายังจะค่อนแคะนางว่าดูไม่ดีอีกหรือไง นางยิ่งไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่ด้วย เมื่อต้องมาอยู่ในร่างนี้

 "แม่นางซูหลิน ดวงตาโตดำสนิท ปากบางกระจับจมูกเรียวเล็ก สตรีใบหน้าหวานดั่งน้ำผึ้งเช่นนี้ จะไม่งดงามได้อย่างไร เจ้าเองก็มีรูปโฉมงามไม่น้อยไปกว่าผู้ใดเลย" 

คำตอบของจู่เหอทำให้นางพอใจจนยิ้มกริ่มที่มุมปาก ออกมาโดยไม่รู้ตัว จู่เหอยืนจ้องมองนางด้วยสายตาลึกซึ้งยิ่งนัก

 "แต่ข้าคงไม่มีทางได้เห็นท่าทีเขินอายจริง ๆ เช่นนี้ของนาง เพราะนางคงไม่เคยเป็น"

 เมื่อจู่เหอกล่าวออกมาเช่นนั้น นางจึงรู้ตัวเองทันทีว่าแสดงความเคอะเขินออกไปต่อหน้าเขาเสียแล้ว

 "ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรเสียหน่อย"

 ฝู่เหยียนหลี่พยายามกลบเกลื่อนกิริยาของตัวเองแต่มันไม่ทันการแล้ว จู่เหอเห็นมันทั้งหมด เขาเพียงส่งยิ้มอ่อน ๆ ให้นางด้วยความเอ็นดู ถ้าเทียบอายุกันจริง ๆ จู่เหอก็รุ่นราวคราวเดียวกับกู้ซานไห่ ที่แก่กว่านางประมาณสามสี่ปี นับกันตามความจริงปีนี้นางก็อายุ 25 แล้วแต่ไม่รู้ว่าซูหลินตัวจริงนั้นอายุเท่าไหร่เหมือนจะเท่ากันหรืออ่อนกว่านางสักปีสองปี 

"เจ้าจะทำอะไรนะ" 

ฝู่เหยียนหลี่ร้องถามเสียงแข็ง เมื่อจู่เหอยื่นมือมาใกล้ ๆ ใบหน้าของนาง

"มีละอองเกสรติดที่หน้าผากของเจ้า ข้าเพียงจะช่วยหยิบออกให้" 

จู่เหอเอื้อมมือจะช่วยเขี่ยมันออกจากหน้าผากของนาง แต่มันก็ไม่ยอมออก เขาจึงยื่นหน้าไปใกล้ เป่าลมหายใจอุ่น ๆ รดรินลงบนผิวของนาง

 "ออกแล้ว" 

ใบหน้าหวานเหมือนสตรีของเขากำลังส่งยิ้มละมุนให้กับนาง

(บ้าจริง เจ้านี่ไม่เจอกันนานเดี๋ยวนี้พัฒนาการ เกี้ยวพาราสีสตรีมากถึงเพียงนี้ ทำเอาตกอกตกใจไปหมด)​ 

ฝู่เหยียนหลี่ยืนนิ่งพูดกับเขาในใจ ก่อนจะส่งรอยยิ้มแห้ง ๆ กลับไปให้เขา ที่เอาแต่ยืนมองนาง ตาไม่กะพริบ

"เจ้าชอบกินน้ำตาลปั้นไหม"

 จู่เหอพูดพร้อมยื่นขนมน้ำตาลปั้นรูปผีเสื้อให้นาง ไม่รู้ว่าเขาซื้อมันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ นางเอาแต่ยืนครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนไม่ทันสังเกต พอเห็นขนมในมือเขา นางก็ลืมตัวแสดงอาการดีอกดีใจ ตื่นเต้นตาโตยิ้มกว้าง รีบรับขนมในมือของเขามาทันที

 ​​​​​​"ข้าชอบมาก เจ้าจำได้ด้วยหรือ" 

คำพูดของนางทำให้จู่เหอหยุดชะงักเงียบไป พอเห็นสีหน้าเขา นางก็นึกขึ้นได้ว่าเผลอตัว พูดและทำอะไรออกไปให้เขาสงสัยได้อีกแล้ว

 "เจ้าเป็นใครกันแน่" 

จู่เหอถามเสียงเข้มพร้อมเดินเข้าหานางเรื่อย ๆ จนนางต้องเดินถอยหลังเพื่อหลบหลีกเขา 

ตึง! 

ฝู่เหยียนหลี่ถอยหลังจนชนกำแพงโดยไม่ทันตั้งตัว

 "ข้าก็คือซูหลิน ศิษย์ท่านประมุขฝู่เหยียนหลี่ไง ข้าบอกเจ้าไปแล้วนี่" 

ทำไมการกลับมาเจอกันกับเขาครั้งนี้ นางรู้สึกไม่เป็นตัวเองเท่าที่ควร นางพลาดท่าเสียที ถูกเขาต้อนจนมุมแบบนี้ได้อย่างไร ทุกครั้งต้องเป็นเขาต่างหากที่เสียอาการให้กับนาง จู่เหอในตอนนี้ไม่ใช่ไก่อ่อนที่ให้นางล่อหลอกเขาเล่นได้ดังเดิมอีกแล้ว ต่อไปนางต้องระวังตัวให้มากขึ้นกว่านี้อีก ไม่เช่นนั้นคงถูกเขาจับได้สักวันว่านางคือฝู่เหยียนหลี่ตัวจริง

​"เจ้าจะพูดความจริงหรือไม่ ถ้าเจ้าไม่ยอมพูดข้าจะ.. "

 จู่เหอพยายามข่มขู่นาง แล้วเอนโน้มเข้าใกล้ชิดกับใบหน้าของนาง ทั้งยังคิดจะใช้ปากของเขามาบังคับให้นางพูดอีก

เพียะ!! 

นางตบเข้าให้เต็มแก้มของเขาเพื่อเตือนสติ จู่เหอยืนหน้าชาอึ้งไปสักครู่

 "ข้าเห็นว่ายุงมันกัดเจ้านะ เลยช่วยจัดการมันให้" 

ฝู่เหยียนหลี่ลอยหน้าลอยตาพูดกับเขา ทั้งยังส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเย้ยหยันเขาอีก

 "นี่เจ้า"

 จู่เหอพูดอะไรไม่ออก แต่เขาไม่ได้โกรธนางสักนิด ดูจะแอบยิ้มชอบใจในตัวนางไม่น้อยเลย 

 

"ท่านประมุขเกิดเรื่องแล้ว.."

เสียงเรียกเช่นนี้คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากกู้ซานไห่คนเดียว..

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น