เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 13 : จู่โจม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

กู้ซานไห่ได้ยินเสียงผิวปากของฝู่เหยียนหลี่ เขารีบรุดขึ้นจากน้ำ วิ่งตรงกลับไปยังจุดที่พักโดยไม่พูดจา 

"เจ้าเหยี่ยวดำเจ้าจะไปไหน ยังจับปลาไม่ได้สักตัวเลย" 

จื่อลู่ร้องตะโกนเรียกเขา ระหว่างที่กำลังเดินขึ้นจากน้ำ เพื่อตามเขาไป 

"เกิดเรื่องแล้ว" 

เขาพูดแค่นั้นก็รีบซอยเท้าอย่างไม่คิดชีวิต 

"เรื่องอะไร รอข้าด้วย" 

จื่อลู่เอาแต่ร้องเรียกถามแล้ววิ่งตามกู้ซานไห่ไป

เฟิ่งเทียนหนิงและฝู่เหยียนหลี่หันหลังชนกัน เพื่อเตรียมรับการจู่โจม และทันใดนั้นกองทัพกระบี่ก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ฝู่เหยียนหลี่วิ่งพรวดปาดกระบี่เชือดเข้าที่คอคู่ต่อสู้เรียงยาวทีเดียวสี่ห้าคน ร่างของพวกชายชุดดำร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมกันทีเดียว ด้านเฟิ่งเทียนหนิงกระโดดหมุนตัวลอยอยู่กลางอากาศดั่งลมพายุ แล้วถลาตัวลงใช้พัดประจำกายหมุนตวัดปล่อยพลังออกไป ส่งให้พวกศัตรูกระเด็นลอยห่างไปไกลจากตัวเขาทั้งหมด

กู้ซานไห่เมื่อมาถึงก็กระโดดเข้ามาสู่วงล้อม ช่วยรับมือการโจมตีอันหนักหน่วงในครั้งนี้ ระหว่างการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่าน เสียงกระบี่ดังอย่างไม่หยุดหย่อน ฝู่เหยียนหลี่ตะลุยทะลวงจะตีวงล้อมให้แตกพ่าย เฟิ่งเทียนหนิงช่วยส่งตัวนางทะยานตีลังกาหมุนตลบใช้เท้าเตะสะบัดกระทุ้งเข้าที่หัว จนพวกมันเรียงตัวกันล้มลงไปเป็นแถว เขาจึงดึงตัวนางหมุนกลับมา แล้วพุ่งตัวเข้าจู่โจมซ้ำ โดยใช้พลังฝ่ามือทั้งสองอัดปะทะไปทางกลุ่มคนชุดดำที่ล้มลงอย่างเต็มกำลัง จนผู้คนปลิวกระจัดกระจาย วงล้อมเกือบถูกตีแตกได้แล้ว จู่ ๆ ตงจื่อลู่ก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาจนเกือบถูกกระบี่ของคนร้าย ดีที่กู้ซานไห่กระโจนเข้าไปช่วยนางไว้ได้ทัน

 "อย่าทำตัวเป็นภาระ" 

เขาตะคอกเสียงใส่นาง ก่อนกลับไปตั้งหน้าตั้งตารับมือเหล่านักฆ่าฝีมือระดับพระกาฬ วงล้อมของศัตรูถูกปิดช่องโหว่ไว้ได้อีกครั้ง ทั้งสี่คนต่างช่วยกันตั้งรับและต่อสู้กับนักฆ่าชุดดำ กันอย่างไม่มีใครยอมลดระยั้งมือให้ ทุกคนโหมกระหน่ำฟาดฟันใส่พลังฆ่าล้างกันเอาเป็นเอาตาย ​​​​​

"คุณชายเฟิ่งระวัง" 

จื่อลู่ร้องบอกเฟิ่งเทียนหนิงทั้งยังวิ่งเอาตัวเข้ารับกระบี่แทนเขา แต่เฟิ่งเทียนหนิงปัดกระบี่ออกไปได้ทัน นางจึงเพียงแค่โดนคมกระบี่เฉียดแขนไปเล็กน้อยเท่านั้น 

"เจ้าเป็นอะไรไหม" 

เฟิ่งเทียนหนิงเอ่ยถามพร้อมอ้าแขนรับร่างนางไว้ ฝู่เหยียนหลี่เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจใช้ฝ่ามือทะลวงวิญญาณจบศึกนี้ให้รวดเร็วที่สุด นางทะยานตัวลอยขึ้นฟ้า สูงกว่าครั้งก่อนที่ประลองกับเฟิ่งเทียนหนิงมาก สองมือกลางออกเหยียดตรงเดินลมปราณดึงพลังทุกส่วนออกมาจากภายใน คราวนี้นางหมุนตัวเกลียวรุนแรงดั่งพายุและคลื่นทะเลประสานตัวกันอย่างคลุ้มคลั่ง แล้วพุ่งตัวลงเหมือนลมกรดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะซัดฝ่ามือเข้าให้อย่างสุดพลังลงที่พื้นดิน

ตูม!!

เกิดพลังสะท้อนปะทะใส่ศัตรู กลุ่มนักฆ่าชุดดำทั้งหมดที่ตีวงล้อมไว้ต่างกระเด็นกระดอนร่วงกระจายลอยละล่องกระแทกลงสู่พื้นดินตายเกือบหมด วงล้อมแตกพ่ายไม่เป็นชิ้นดี กู้ซานไห่เข้าฟาดฟันเก็บกวาดคนที่ยังมีลมหายใจแล้วคิดจะลุกขึ้นสู้

 ฉึก!! 

พัดของเฟิ่งเทียนหนิงบินลิ่วไปเฉือนเข้าให้ที่ท้ายทอยของนักฆ่าที่หันดาบไปหากู้ซานไห่จากด้านหลัง จนมันล้มลงนอนแน่นิ่งไปที่พื้น กู้ซานไห่จึงหันกลับไปมองทางเฟิ่งเทียนหนิง เขาไม่ได้ต่อว่าหรือขอบคุณอะไร เพียงเดินผ่านเฟิ่งเทียนหนิงไปหาฝู่เหยียนหลี่หน้าตาเฉย

"ท่านได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ขออภัยที่ข้ามาล่าช้า" 

กู้ซานไห่พูดไปก็ทำท่าโค้งหัวคำนับนางไปพร้อมกัน ฝู่เหยียนหลี่เพียงส่ายหน้าตอบเขา ตอนนี้นางดูสุขุมไร้อารมณ์ แต่ใบหน้ากับเปียกโชกด้วยเหงื่อ นางใช้พลังทั้งที่มีออกไป จนภายในของนางแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แล้ว แต่นางยังคงฝืนยืนอยู่ไม่อยากให้ใครรู้ว่านางกำลังอ่อนแอ ในใจรู้สึกเจ็บปวดที่ต่อสู้เพียงแค่นี้ก็แทบรับไม่ไหว ใช้พลังทั้งออกไปยังได้แค่เพียงหนึ่งในสี่ส่วนของที่เคยมี แบบนี้ต่อไปนางจะรับมือศัตรูรอบด้านที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้หลายเท่า ได้อย่างไรกัน นางอยากเดินออกไปจากตรงนี้ไปอยู่คนเดียวสักพัก แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าเพราะกลัวว่าจะล้มลงไปต่อหน้าคนอื่น 

เฟิ่งเทียนหนิงสังเกตเห็นสีหน้าของนางดูซีดเซียวไม่สู้ดีนัก จึงปล่อยมือ ดันจื่อลู่ออกจากตัว เดินเข้าหาฝู่เหยียนหลี่ เขายืนต่อหน้านางยกมือจับแขนสองข้างของนางไว้อย่างเบามือ

 "ข้าพาเจ้าไปพักสักหน่อยดีไหม"

 เขากระซิบถาม เพราะรู้ว่านางคงไม่อยากให้ใครได้ยิน นางปิดเปลือกตาลง แล้วพยักหน้าตอบเขา เฟิ่งเทียนหนิงจึงโอบหุ้มเข้าที่ไหล่ของนางแล้วค่อย ๆ ประคองนางเดินไปนั่งพัก 

" นี่ ๆ เจ้าทำอะไร" 

กู้ซานไห่ชี้ไม้ชี้มือไปที่เฟิ่งเทียนหนิงอยากจะต่อว่า แต่ก็พูดไม่ออก เพราะเฟิ่งเทียนหนิง เพิ่งจะช่วยเขาไว้ 

"ยืนทำอะไร รีบไปหาน้ำ หาท่ามาให้นางดื่มสิ " 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดเสียงเข้มใส่กู้ซานไห่ แม้เขาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะฝู่เหยียนหลี่คนเดียวเขาจึงจำยอมทำตาม 

"คุณชายเฟิ่งแล้วข้าล่ะ ข้าคือคนที่บาดเจ็บเพราะช่วยท่านนะ ทำไมท่านไม่สนใจข้าบ้าง" 

จื่อลู่เดินตรงมาหาเขาแล้วเอาแต่เรียกร้องความสนใจ ​​​​​​แต่เฟิ่งเทียนหนิงก็เอาแต่ตรวจจับชีพจรของฝู่เหยียนหลี่ สีหน้าของเข้าเคร่งเครียดเป็นกังวลมาก

"แม่นางจื่อลู่ น้ำใจที่เจ้าช่วยข้าไว้ ขอขอบคุณมาก เช่นนั้นที่ข้าเคยช่วยเจ้า ก็นับว่าเราหายกันแล้ว บาดแผลของเจ้าไม่ลึกมากนัก ทำแผลใส่ยานิดหน่อยก็หายแล้ว" 

เฟิ่งเทียนหนิงบอกกับจื่อลู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนจื่อลู่ไม่กล้าพูดอะไรเอาแต่ร้องไห้น้อยใจ แล้ววิ่งหนีออกไป เขาไม่มีกะจิตกะใจมากพอไปสนใจใครอื่น ความห่วงใยทั้งหมดมีให้เพียงสตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้น

นางยังคงนั่งหลับตาหายใจอย่างอ่อนแรง เฟิ่งเทียนหนิงแม้จะมีท่าทีที่สงบ ไม่ตื่นตูมเหมือนทุกครั้งที่เห็นนางเจ็บ แต่ในใจเขาตอนนี้เหมือนแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ เจ็บปวดไม่แตกต่างจากนางที่เอาแต่หายใจรวยรินต่อหน้าเขาเหมือนกำลังจะสิ้นแรง หากแลกความเจ็บนี้ได้เขายินดีจะแลกกับมันเพื่อนางทันที

"ข้าจะอยู่กับเจ้าตรงนี้"

เฟิ่งเทียนหนิงพูดพร้อมลูบที่หัวของนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะบรรจงจูบลงที่หน้าผากของนาง แล้วน้ำก็ซึมออกจากดวงตาของเขา นางลืมตามองหน้าของเขา

เฟิ่งเทียนหนิงรีบเช็ดคราบน้ำตาออก ส่งยิ้มอ่อน ๆ ให้นาง 

"หากข้าตายไป เจ้าจงกลับหุบเขา แล้วดูแลอาเหยียนอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตให้สงบสุขเถอะ" 

ฝู่เหยียนหลี่พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พูดกับเขาเหมือนเป็นการสั่งเสีย นางรู้ตัวเองดีว่าตอนนี้ร่างกายเหมือนจะแตกสลายเป็นชิ้น ๆ นั่นเป็นเพราะนางฝืนใช้พลังเกินตัวจนไม่อาจต้านทานรับไหว ​​​​​​

"ไม่มีทาง ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเป็นอะไรเลิกพูดจาเหลวไหล แล้วพักเก็บแรงเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าเอง" 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดไปก็ส่ายหน้าไม่ยอมรับคำของนาง เขาตั้งใจแล้วจะต้องช่วยนางให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิตตัวเอง 

"ท่านประมุข น้ำมาแล้ว" 

กู้ซานไห่รีบวิ่งหน้าตาตื่นเอาน้ำมาให้นางดื่ม ​​​​​​

"ท่านประมุขเป็นอะไร ทำไมจึงดูโรยแรงเช่นนี้" 

กู้ซานไห่เริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติได้แล้ว 

"นางเพิ่งใช้ร่างนี้เริ่มฝึกวรยุทธ์ได้ไม่นาน แม้จะเดินลมปราณได้ดีเพียงใด แต่กำลังภายในของนางไม่ได้แข็งแกร่งมากพอที่จะใช้วิชาฝ่ามือทะลวงวิญญาณ ยิ่งครั้งนี้นางทุ่มพลังทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อใช้กับมัน ร่างกายของนางจึงไม่อาจต้านทานแรงสะท้อนกลับได้ ฝ่ามือทะลวงวิญญาณต้องมีพลังที่แข็งแกร่งมากพอถึงจะสามารถใช้มันได้ดี ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นแบบนางในตอนนี้ " 

กู้ซานไห่นิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ เพราะพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินสิ่งที่เฟิ่งเทียนหนิงอธิบาย ​​​​​​เขาเข้าใจทุกสิ่งและรู้ดีว่าปกติวิชานี้ต้องมีพลังลมปราณเจ็ดทิศถึงจะมีอานุภาพสูงสุด แต่ไม่คิดว่าถ้าฝืนใช้ โดยที่พลังไม่เพียงพอจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

"เจ้ามีวิชาแพทย์ เจ้าต้องรักษานางได้ ใช่ไหม เจ้าตอบข้าสิ"

กู้ซานไห่กระชากคอเสื้อของเฟิ่งเทียนหนิงที่เอาแต่นั่งแน่นิ่งไม่ขยับ กู้ซานไห่เขย่าเขาอย่างแรงไม่หยุดมือ ตอนนี้สติของกู้ซานไห่กำลังจะควบคุมไม่อยู่แล้วเช่นกัน 

"พอเถอะ" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดห้ามกู้ซานไห่ เขาจึงยอมปล่อยมือออกจากเฟิ่งเทียนหนิง 

​​​​​​"ข้าจะช่วยเจ้าเดินลมปราณฟื้นฟูพลัง เพื่อจะได้ช่วยต้านทานอาการบาดเจ็บภายในของเจ้า" 

เฟิ่งเทียนหนิงเหมือนคิดตัดสินใจอะไรได้แล้วจึงบอกกับฝู่เหยียนหลี่ แต่นางตอนนี้หมดซึ่งกำลังแม้แต่ที่จะลืมตาขึ้นหรืออ้าปากเปล่งเสียงพูดกับเขา ท่าทีของนางเหมือนอยากจะปฏิเสธวิธีการของเขา 

"พวกเราต้องรีบหาที่ใหม่ ที่ปลอดภัยกว่านี้ ข้าจะช่วยรักษานางเอง"

 เฟิ่งเทียนหนิงหันไปพูดกับกู้ซานไห่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพยักหน้าตอบรับรวมมือแต่โดยดี 

"จื่อลู่นางวิ่งออกไปทางด้านนั้น เจ้าช่วยไปตามหานาง แล้วเร่งไปสมทบกับข้าเถอะ ข้าจะรีบพาตัวเหยียนหลี่ล่วงหน้าไปก่อน แล้วจะทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ให้เจ้า"

บอกแผนการจบเฟิ่งเทียนหนิงก็ช้อนตัวฝู่เหยียนหลี่ขึ้นอุ้ม แล้วพาไปขึ้นนั่งบนอานม้าของเขา กู้ซานไห่คอยช่วยประคองจับนางช่วงที่ขึ้นม้า เฟิ่งเทียนหนิงกระโดดขึ้นตามไปนั่งติด ๆ แล้วควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว

เวลานี้ภายในอ้อมอกของเฟิ่งเทียนหนิง มีสตรีซบอิงแนบกายไว้กับตัวของเขา โดยที่นางไม่รู้สึกตัวแล้ว ใจของเขาร้อนรนเหมือนมีไฟแผดเผาทรวงใน แม้แต่ม้าที่ว่าวิ่งเร็วแล้ว ก็ยังเร็วไม่มากพอดั่งใจ ตอนนี้เขาพร้อมแลกเปลี่ยนกับทุกสิ่งเพื่อที่จะรักษาชีวิตของนางเอาไว้ เขาต้องทำให้ได้เท่านั้น.. 

 

ฮือๆๆๆๆ  

จื่อลู่มานั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำ กู้ซานไห่เดินตามหานางจนเจอ 

"เจ้ามานั่งทำบ้าอะไรอยู่นี่ ข้าหาตัวตั้งนาน" 

กู้ซานไห่ตะคอกเสียงดุใส่นางที่นั่งหันหลังอยู่ แล้วนางก็ลุกขึ้นหันมาทางเขา วิ่งโผเข้ากอดคล้องคอเขาไว้แน่น กู้ซานไห่ตกใจหน้าตาตื่น 

"ฮือ ๆ เจ้าเหยี่ยวดำ เฟิ่งเทียนหนิงเขาใจดำกับข้ามากกว่าเจ้าเสียอีก ข้าช่วยเขาแท้ ๆ แต่เขากลับไม่ไยดีข้าสักนิด มีเพียงเจ้าที่มาตามหาข้า" 

พูดจบจื่อลู่ก็ปล่อยแขนที่ผูกรัดคอเขาไว้ออก ยืนสะอึกสะอื้นเช็ดหน้าเช็ดตาเหมือนเด็กร้องไห้งอแง 

"เอาล่ะ ๆ เราต้องรีบออกเดินทางแล้ว" 

กู้ซานไห่เห็นนางร้องไห้เช่นนั้น จึงไม่อยากถือสาด่าว่าอะไรนางในตอนนี้ 

​​​​​​"แต่ข้ายังไม่ได้ทำแผลเลยนะ เจ้าดูสิ " 

นางพูดพร้อมยื่นแขนที่มีบาดแผลเลือดยังซึมออกมาอยู่เล็กน้อย เขาจึงเอายาที่เฟิ่งเทียนหนิงให้ไว้ก่อนควบม้าออกไป มาใส่แผลให้นาง แล้วฉีกผ้าจากชายกระโปรงของนางออก 

"นี่ ๆ เจ้าจะทำอะไร เจ้าเหยี่ยวดำ เจ้าคนบ้ากาม" 

จื่อลู่รีบร้องโวยวายทันที 

"ข้าแค่จะเอาผ้ามาพันแผลให้ เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าไม่คิดพิศวาสสตรีเช่นเจ้าหรอก" 

กู้ซานไห่พูดจบก็เอาผ้าที่ฉีกมาปิดแผลที่แขน แล้วผูกห้ามเลือดให้นาง 

"ปกติแล้วบุรุษเขาต้องฉีกผ้าจากชุดตัวเองสิ ทำไมเจ้ามาฉีกกระโปรงข้าล่ะ ข้าก็คิดว่าเจ้าจะ... " 

จื่อลู่พูดแล้วก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา ​​​​​​

"ไร้สาระ ข้าไม่ฉีกชุดตัวเองจนขาดเพื่อคนอย่างเจ้า ให้โง่หรอก ข้าไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น " ​​​​​​

พูดจบกู้ซานไห่ก็พันผ้าให้เสร็จพอดี เขาเขกมะเหงกลงที่หัวนางหนึ่งที ก่อนเดินนำนางออกไป 

​​​​​​" โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ เจ้าจะรีบเดินไปไหน รอข้าก่อน" ​​​​​​

จื่อลู่ส่งเสียงให้เขารั้งรอ แต่กู้ซานไห่กลับยิ่งเดินเร็วขึ้น นางจึงต้องวิ่งตามเขาไปอย่างสุดฝีเท้า

" เจ้าเหยี่ยวดำ เราหาอะไรกินก่อนได้ไหม ข้าหิวมากเลย" 

ระหว่างที่วิ่งตามกู้ซานไห่จนจะทันเขา นางก็ส่งเพียงขึ้นเอ่ยถามเขา

​​​​​​​​​​​​" ทำไมเจ้าถึงเรื่องเยอะเรื่องมากขนาดนี้ ช่วงเวลาคอขาดบาดตาย ยังจะมาห่วงกินอีก " 

กู้ซานไห่หยุดเดินแล้วหันมาบ่นต่อว่างนาง

​​​​​​​​​​​​" ข้าหิวจริง ๆ นะ ไม่ได้ยินเสียงท้องข้าร้องหรือ มันดังมากเลย ถ้าไม่ได้กินข้าคงจะเป็นลมแน่" 

จื่อลู่ลูบที่ท้องของนาง ที่คอยส่งเสียงดังจ๊อก ๆ ตลอดเวลา

​​​​​​" ข้าจะกลับไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าก็หาเก็บผลไม้แถวนี้กินเองแล้วกัน" 

ว่าแล้วกู้ซานไห่ก็เดินกลับไปยังจุดที่ถูกโจมตี เพื่อหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม จนเขาสามารถเก็บหลักฐานได้บางอย่างจึงเร่งออกเดินทางไปสมทบกับเฟิ่งเทียนหนิง

 

เฟิ่งเทียนหนิงพาฝู่เหยียนหลี่เข้าไปหลบพักที่บ้านร้างกลางป่า เขาสังเกตเห็นมันระหว่างที่เดินทางขึ้นไปเขตแดนเหนือ จึงตัดสินใจพานางมาที่นี่ เมื่อมาถึงเขาไม่รอช้า

จับนางนั่งหลังตรง หันหน้าเข้าหากัน เขาประสานฝ่ามือเข้ากับนางทั้งสองข้าง ก่อนเริ่มช่วยนางค่อย ๆ คลายจุดลมปราณของนางออกเพื่อกระตุ้นพลังที่เสียไปให้กลับคืนมา เมื่อมีกระแสพลังตอบรับ เขาจึงเริ่มถ่ายเทกำลังภายในของตัวเองเข้าสู่ร่างของนาง เขาคิดใช้ลมปราณของตัวเองกระตุ้นฟื้นกำลังให้นาง แล้วจึงถ่ายทอดพลังของเขา เข้าไปผสานกัน เขายอมสูญเสียพลังของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตนางเอาไว้ โดยไม่สนใจเลยว่า หากเขาถ่ายพลังออกไป ร่างกายของเขาก็จะต้านทานพิษในตัวไว้ไม่ได้เช่นเดิมอีกต่อไป

เวลานี้ชีวิตของสตรีตรงหน้าสำคัญและมีค่ายิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง เฟิ่งเทียนหนิงช่วยถ่ายทอดพลังให้ฝู่เหยียนหลี่นานเกือบหนึ่งชั่วยาม จนทั้งสองคนใบหน้าเนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อชุ่มกาย แล้วเขาก็ทำสำเร็จ นางเริ่มรู้สึกตัวแล้วลืมตาขึ้น จากนั้นนางจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลมปราณทั้งสองที่ผสานกันอยู่ให้ถอยออกจากกัน

"เจ้าฟื้นแล้ว" 

เฟิ่งเทียนหนิงยิ้มออกมาอย่างดีใจ จับมือของนางไว้แน่น ฝู่เหยียนหลี่นิ่งเงียบไม่พูดจา เอาแต่จ้องเขาไม่ละสายตา

 "เจ้าคนโง่ ทำเช่นนี้เจ้าก็รู้ผลของมันไม่ใช่หรือ"

 นางกล่าวบอกเขาด้วยเสียงสั่นเครือ 

"ข้าไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องกังวล แค่เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว" 

เฟิ่งเทียนหนิงลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับนางโดยไม่ยอมมองหน้า เขาพยายามปกปิดความจริงบางอย่างอยู่ 

"เจ้าไม่ได้แค่ช่วยข้าเดินลมปราณ แต่เจ้ายังถ่ายพลังของจ้าให้ข้า ทำเช่นนี้พลังที่ช่วยสะกดพิษไว้ก็ถูกคลายออก เจ้าจะต้องทรมานเพราะพิษ เจ้ารู้ตัวหรือไม่" 

นางพูดเสียงดังใส่เขา เพราะไม่ต้องการให้เขาเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงเพื่อช่วยนางไว้

"ข้าไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย เจ้าก็เห็น" 

เขาพูดกับนางโดยหันหลังให้นางตลอด เกรงว่านางจะรู้ความผิดปกติของตัวเขา

 ​​​​​​"เจ้าทำเช่นนี้ทำไม ใช้ชีวิตตัวเองมาเสี่ยง แลกกับชีวิตคนอย่างข้ามันคุ้มดีแล้วหรือ" 

ฝู่เหยียนหลี่ น้ำเสียงสั่นขึ้นเรื่อย ๆ ปลายจมูกก็เริ่มร้อนผ่าว

 "ข้าแค่อยากตอบแทนที่เจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ก็แค่เท่านั้น"

 เฟิ่งเทียนหนิงตอบนางโดยไม่รู้ตัวเลย ว่าเขาโกหกไม่เก่ง การกระทำของเขามันสื่อความรู้สึกในใจของเขาที่มีต่อนางมากกว่านั้นมากมาย

 ​​​​​​"แค่นั้นเองหรือ เจ้าไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกจากนี้จริงหรือ" 

ฝู่เหยียนหลี่อยากจะคาดคั้นเอาความจริงในใจของเขาออกมาให้ได้ แต่เขากับยืนยันพยักหน้าตอบนางเช่นเดิม

"เช่นนั้นที่ผ่านมา แสดงว่าทั้งหมดเป็นข้าที่คิดไปเองผู้เดียว ข้าคิดว่าเจ้ามีใจให้ข้า ข้าคิดว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำล้วนแล้วแต่เพราะเจ้ารักข้า เหมือนที่ข้ามีใจรู้สึกต่อเจ้า แต่ในเมื่อข้าเข้าใจผิดไปเอง เจ้าแค่อยากตอบแทนข้าใช่ไหม เช่นนั้นจากนี้ไป ข้ากับเจ้าไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกันอีก" 

ฝู่เหยียนหลี่ระเบิดอารมณ์ความรู้สึกที่พยายามจะปิดกั้นมันเอาไว้ นางฝืนใจตัวเองมาตลอดที่จะไม่ให้รู้สึกพิเศษอะไรต่อเขา นางอดทนอดกลั้นต่อสู้กับจิตใจตัวเอง ไม่ให้รักเขา แต่สุดท้ายการกระทำของเขาทำให้นางพ่ายแพ้โดยสิ้นดี นางรู้ตัวเองมาตลอดว่ารักเขาแม้จะพยายามหักห้ามใจเท่าไหร่ นางก็ยังคงรู้สึกมีใจให้เขาอยู่ดี แต่เขากลับบอกว่าไม่คิดอะไรเลยงั้นหรือ น้ำตาคลอเบ้า ที่พร้อมจะรินไหลออกมาอย่างท่วมท้นล้นในใจ ถูกบีบคั้นให้เก็บมันเอาไว้ นางหันหลังแล้วก้าวเดินจากเขาไป แต่แล้วเขาก็วิ่งจู่โจมจากด้านหลัง เข้ารวบรัดร่างเล็กของนาง สวมกอดเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

"ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าโกรธ ข้า... คือข้าไม่รู้ว่าความรู้สึกมันคืออะไร ข้ารู้เพียงแค่ว่า ข้าอยากอยู่กับเจ้า ข้าเป็นห่วงเจ้า ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเจ็บปวด ทุกครั้งที่เจ้าต้องเจ็บ ข้าปวดใจทรมานเสียยิ่งกว่าตอนที่พิษกำเริบ แค่คิดว่าไม่มีเจ้า ใจข้าก็แทบทนไม่ได้ ปวดร้าวเหมือนใจจะขาดเป็นเสี่ยง ๆ อย่าไปจากข้าเลยนะ ข้าคงอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเจ้า ข้าไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นตอนไหน เมื่อใดกันที่ข้าเริ่มรักเจ้า ข้ารู้ตัวอีกที วันนี้ที่เห็นเจ้าเกือบจะสิ้นลมไปต่อหน้า ข้าก็รู้เพียงว่าแม้ชีวิตข้าก็พร้อมให้ได้ ขอแค่เพียงได้อยู่เคียงข้างกายเจ้าก็พอแล้ว" 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดทุกสิ่งที่เขารู้สึกและคิดได้ ออกมาจนหมดเพื่อหยุดยั้งรั้งนางไม่ให้ไปจากเขา เขารักนางมาตลอด ช่วงเวลาสองปีความรักค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นโดยที่เขาไม่เคยรู้หัวใจของตัวเองเลย 

ฝู่เหยียนหลี่น้ำตาไหลรดสองแก้มเมื่อได้ยินทุกคำพูดของเขา นางไม่มีพูดคำใด ๆ ได้แต่ยืนนิ่งยอมอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างสงบ หัวใจของนางอ่อนยวบให้แก่เขาจนหมดสิ้น เมื่อสิ้นเสียงคำรักจากเฟิ่งเทียนหนิง นางจึงหมุนตัวกลับไปแล้วใช้สองมือจับที่ใบหน้าของเขาดึงโน้มลงมาชิดกับหน้าของนาง ปากของทั้งสองแนบติดชิดกันอย่างไร้ช่องลมหายใจ นางดูดดื่มริมฝีปากของเขาอย่างไหลลื่นไปตามความรู้สึก เขาตอบรับดื่มด่ำความหวานชื่นจากนางอย่างอ่อนโยน พร้อมสอดสองแขนโอบล้อมตัวนางเอาไว้แน่น สายลมพัดผ่านความหอมกรุ่นเลิศรสของลมหายใจที่ล้ำลึก แลกเปลี่ยนสัมผัสอันเย้ายวนชวนฝันอยู่ในห้วงอารมณ์รักที่ชื่นมื่น แล้วทั้งสองจึงปล่อยคลายริมฝีปากของกันและกันออก เพียงหยุดนิ่งมองสบตาอย่างลึกซึ้งตรึงใจอยู่นานสองนาน

"เจ้ามีใจรู้สึกรักข้าเช่นเดียวกัน เหมือนกับที่ข้ารักเจ้าจริงหรือ ทำไมเจ้าไม่ยอมบอกข้า " 

เฟิ่งเทียนหนิงเอ่ยถามนางขึ้นหลังจากที่ยืนเงียบจ้องมองดวงตากันอยู่นาน

" เจ้าคนโง่ ต้องให้ข้าพูดถึงขนาดไหนกัน " 

ฝู่เหยียนหลี่ได้ยินคำถามเขา ก็ผลักตัวเขาออกจากนาง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในตัวบ้านร้าง

แค่ก ๆ 

เสียงเฟิ่งเทียนหนิงไอกระเสาะกระแสะ ทำให้นางต้องหยุด แล้วหันเดินกลับไปหาเขา เฟิ่งเทียนหนิงบีบกุมหัวใจเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด

 "พิษกำเริบแล้วหรือ ไปพักด้านในก่อน" 

ฝู่เหยียนหลี่รีบพยุงตัวเขาไปนั่งพัก 

"ข้าจะถ่ายพลังคืนให้เจ้า" 

ฝู่เหยียนหลี่เห็นอาการของเขาไม่ดี จึงคิดจะคืนพลังให้เขาสะกดพิษไว้ดังเดิม

 "ไม่ได้ ทำเช่นนั้นเจ้าอาจจะตายได้ การถ่ายทอดพลังไป ๆ มา ๆ ไม่ใช่เรื่องเล่น หากเจ้าลมปราณแตกซ่าน มันอันตรายถึงชีวิต ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำเช่นนั้นเด็ดขาด"

 เฟิ่งเทียนหนิงที่ปกติพูดจาอ่อนโยน เขาดันกำชับดุนางเสียงเข้ม

 "แต่ว่าเจ้า" 

ฝู่เหยียนหลี่ดูว้าวุ่นใจมาก แต่เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง 

​​​​​​" ไม่มีแต่ " 

เฟิ่งเทียนหนิงสั่งห้ามนางจบ ก็นั่งสมาธิเดินลมปราณใช้พลังสะกดพิษด้วยตัวเอง เวลาผ่านไปสักระยะ สีหน้าของเขาเริ่มดีขึ้น

 "เป็นเช่นไรบ้าง ขอข้าดูหน่อย" 

ฝู่เหยียนหลี่คว้าข้อมือซ้ายของเขามาตรวจจับดูชีพจร

 "เฮ้อ...สะกดพิษไว้ได้แล้ว" 

นางพูดพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกโล่งอก 

"ข้าขอนอนพักบนตักของเจ้าสักครู่ได้ไหม ข้ารู้สึกอ่อนเพลียมาก"

 เฟิ่งเทียนหนิงพูดกับนางเสียงอ่อนเสียงหวาน นางไม่ทันอนุญาต เขาก็เอนตัวลงเอาหัวหนุนตักนางไว้ นอนหลับตาปี๋เหมือนเด็กไม่พูดไม่จา 

ทั้งสองคนต่างได้เปิดใจเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาจนหมดแล้ว ต่อไปความรักของพวกเขาจะดำเนินไปได้อย่างเรียบง่ายหรือไม่ จะมีอุปสรรคอะไรมาขัดขวางเขาสองคนหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้สำคัญ เพียงตอนนี้เวลานี้ได้มีกันและกัน ดูแลช่วยเหลือด้วยความห่วงใย เคียงข้างกันไปแบบนี้ก็พอแล้ว 

"ท่านประมุขข้ามาแล้ว" 

เขาร้องเรียกเสียงดังมาแต่ไกล เขามาตามร่องรอยที่เฟิ่งเทียนหนิงทิ้งไว้ให้ ฝู่เหยียนหลี่รีบยกหัวของบุรุษที่หนุนนอนที่ตักของนางให้ลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงของกู้ซานไห่ ในใจของเฟิ่งเทียนหนิงรู้สึกคิดผิดจริง ๆ ที่ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ให้เขา

"คุณชายเฟิ่ง" 

จื่อลู่มาถึงก็กระโจนเข้าหาเฟิ่งเทียนหนิงทันที

 "เจ้าเหยี่ยวดำบอกข้าแล้วว่าท่านฝากยาไว้ให้ข้า ท่านเป็นห่วงข้าจริง ๆ ด้วย" 

จื่อลู่พูดแล้วก็เอียงตัวเข้าซบที่อกของเฟิ่งเทียนหนิง จนเขาตกใจสะดุ้งตัวแรง แต่จะหนี ก็หนีไม่ทัน นางยังใช้สองแขนผูกมัดรอบเอวเขาไว้แน่นอีกด้วย ฝู่เหยียนหลี่มองเห็นดังนั้น นางถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าออกอย่างแรงเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะคลุ้มคลั่งพลั้งมือฆ่าหญิงสาวผู้นั้นจนตายได้ เฟิ่งเทียนหนิงจึงรีบแกะดึงมือจื่อลู่ออกแล้วเขยิบหนีทันที

"ท่านดีขึ้นแล้วหรือ" 

ทำอย่างไรกู้ซานไห่ก็เรียกนางว่าซูหลินไม่คล่องปากอยู่ดี ฝู่เหยียนหลี่พยักหน้าตอบเขา

 "เฮ้อ... ข้าเป็นห่วงแทบแย่ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว"

 กู้ซานไห่พูดแล้วก็จับมือฝู่เหยียนหลี่

"แค่ก ๆๆๆๆ " 

เฟิ่งเทียนหนิงถึงกับไอจนแทบจะสำลักหน้าแดงหมดแล้ว 

​​​​​​"เจ้าพิษกำเริบอีกแล้วหรือ"

 ฝู่เหยียนหลี่แกล้งถามเขา นางรู้ว่าเขาจงใจส่งเสียงเตือนกู้ซานไห่เฉย ๆ เขาทำหน้างอคอหักใส่นาง แล้วหันไปทางอื่น ฝู่เหยียนหลี่ได้เพียงแค่แอบยิ้มเล็กน้อย 

"ข้าเก็บสิ่งนี้ได้ ระหว่างที่ตรวจสอบ พวกนักฆ่าชุดดำที่ลอบทำร้ายพวกเรา " 

กู้ซานไห่ส่งสิ่งของนั้นซึ่งเป็นอาวุธลับ ให้ฝู่เหยียนหลี่ดู 

"เป็นอย่างที่ข้าสงสัยไว้จริง ๆ"

ฝู่เหยียนหลี่พิจารณาสิ่งที่อยู่ในมือ แล้วพูดกับตัวเอง 

"โลหิตพิสุทธิ์" 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น