เจ้าเลี้ยงลูก ข้าจะไปแก้แค้น

ตอนที่ 10 : กอดแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    13 เม.ย. 63

 

เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยมทุกคนต่างแยกย้ายเข้าห้องพักของตัวเอง วันนี้เฟิ่งเทียนหนิงไม่ต้องไปอยู่ร่วมห้องกับกู้ซานไห่แล้ว เป็นเช่นนี้ก็ดี ไม่เช่นพวกเขาอาจจะฆ่าฟันกันจนตายคาห้องก็ได้ 

ก๊อกๆ 

" ใคร "

 ฝู่เหยียนหลี่เอ่ยถามเมื่อจากได้ยินเสียงเคาะประตู

"ข้าเอง ให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่"

เฟิ่งเทียนหนิงตอบนางและยืนรอที่หน้าประตูให้นางอนุญาต

"เข้ามาเถอะ"

เพียงครู่เดียวนางก็ตอบกลับเขา พอเข้ามาด้านในห้องเขาก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างนาง เฟิ่งเทียนหนิงไม่พูดจาเอาแต่จ้องมองนางดื่มชา

"มีอะไรก็พูดมาเถอะ" 

เห็นเขาไม่พูดอะไรนางจึงเป็นคนเอ่ยขึ้นเอง ให้เขาเริ่มพูดสักที

"เจ้าโกรธข้าหรือไม่ เรื่องวันนี้"

นี่เป็นคำถามของเขาหลังจากเงียบอยู่นาน

"แล้วเจ้าทำสิ่งใดผิดหรือ"

นางย้อนกลับถามเขาอีกที

"ข้าเพียงแต่คิดว่า นางไม่ได้มีความผิดถึงตาย แม้นางจะพูดจาไม่ดีต่อเจ้าก็ตาม แค่ตักเตือนนางนิดหน่อยก็คงพอ"

เขาพยายามอธิบายสิ่งที่ทำ ซึ่งลึก ๆ นางก็พอเข้าใจในการกระทำของเขา เฟิ่งเทียนหนิงเป็นคนจิตใจอ่อนโยนมีเมตตา เขาไม่สนใจเรื่องของยุทธภพ มีนิสัยรักสงบและเป็นมิตรกับทุกคน ยกเว้นกู้ซานไห่

"ในเมื่อเจ้าอยากแสดงบทบาท เป็นบุรุษช่วยหญิงงาม เช่นนั้นข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า แต่ขณะเดียวกัน กู้ซานไห่อยากจะสั่งสอนนางที่ปากกล้าเกินไป ข้าก็จะไม่ขวางเขาเช่นกัน" 

แม้นางจะเข้าใจเขาแต่ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวเหน็บแนมเขาไปแบบนั้น

 "แต่กู้ซานไห่คิดจะฆ่านาง นั่นไม่ใช่การสั่งสอน" 

เฟิ่งเทียนหนิงพยายามจะบอกว่ากู้ซานไห่ทำเกินกว่าเหตุ

"แล้วเขาฆ่านางหรือยัง"

 นางไม่โต้เถียงอะไรแต่ย้อนถามเขา ด้วยท่าทีที่แสนเย็นชา

 "ถ้าข้าไม่เข้าไปขวางไว้ก่อนก็คงจะ.."

เขาพูดแล้วหยุดเงียบไป

"จะอะไร คงจะแทงเข้าที่หัวใจนางงั้นหรือ"

นางปรายตามองเขาด้วยท่าทางที่เริ่มไม่พอใจ

"แค่นางไม่ตายด้วยคมกระบี่แรกก็ถือว่าเขาใจดีกับนางมากแล้ว"

ฝู่เหยียนหลี่ยังคงนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมของกู้ซานไห่ ไม่ได้ต่อว่าหรือเห็นดีเห็นงาม นางดูสงบนิ่งไร้ความรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนคนไม่มีหัวใจ

"หรือว่าเจ้าก็เห็นชอบกับการกระทำของเขา"

เฟิ่งเทียนหนิงพยายามพูดให้นางเข้าใจ ว่าเขาแค่ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าคนด้วยเหตุผลง่าย ๆ แค่นี้ เขาไม่ได้มีเจตนาจงใจจะใส่ร้ายอะไรกู้ซานไห่

"เฟิ่งเทียนหนิง เจ้าไม่เข้าใจเขาเช่นข้า เจ้าเป็นคนใจอ่อนเกินไปสำหรับยุทธภพแห่งนี้ แล้วงานของข้าก็คงไม่เหมาะกับเจ้า"

นางพยายามบอกกับเขาด้วยอารมณ์ที่นิ่งเฉยที่สุด นางรู้สึกว่าเขาไม่เหมาะที่จะออกมาสู่ยุทธภพที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เขาควรอยู่ที่หุบเขาดูแลอาเหยียน และใช้ชีวิตเงียบสงบอยู่ที่บ้าน 

" ใช่! ข้าไม่รู้อะไรในยุทธภพ ข้าไม่เหมาะสมจะเคียงข้างเจ้าเช่นเขา ข้าไม่รู้จักกู้ซานไห่ดีเช่นเจ้า แต่ว่าข้ารู้จักเจ้า เจ้าที่เป็นเหยียนหลี่ ไม่ใช่ซูหลินหลิน ไม่ใช่ประมุขฝู่เหยียนหลี่อะไรทั้งนั้น แต่คือเหยียนหลี่คนที่ช่วยชีวิตข้า คนที่เป็นแม่ของอาเหยียน คนที่ให้ข้าดูแลเด็กน้อยแทนเพราะห่วงใยเขา คนที่ช่วยดูแลข้าตอนบาดเจ็บ คือเจ้า " 

เฟิ่งเทียนหนิงเหมือนระบายความคับข้องใจออกมา สายตาของเขาดูแฝงความเจ็บปวดน้อยใจ นางไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้น

"ข้าไม่ใช่คนดีอย่างที่เจ้าคิด ทั่วทั้งใต้หล้า กล่าวถึงข้าเช่นไร เจ้าไม่เคยได้ยินเลยหรือ หากเจ้าไม่สามารถอดทนดูความโหดเหี้ยมของข้าได้ ก็จงกลับไปดูแลอาเหยียนที่บ้านเถอะ" 

ระหว่างที่พูดออกไปนางก็ไม่รู้ตัวเองเช่นกันว่าทำไมถึงรู้สึกเสียใจเช่นนี้ นางไม่อยากให้เขาต้องมาเกลียดนาง หากเขารับรู้ว่าตัวตนของนางเป็นเช่นไร

 ​​​​​​"ข้าไม่รู้จักฝู่เหยียนหลี่ ข้าไม่สนใจคำพูดของผู้ใด ข้าเชื่อเพียงตัวข้าเอง ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนจิตอำมหิตเช่นนั้น ข้าเชื่อว่าใจของเจ้าก็มีเมตตาต่อผู้อื่น ข้าเชื่อเช่นนั้น"

 คำพูดของเขาทำให้นางไม่สามารถจะพูดอะไรต่อได้ ไม่เคยมีใครพูดกับนางเช่นนี้ ในสายตาผู้คน นางโหดร้ายไร้ความปรานี แต่เขากลับมองนางเป็นคนจิตใจดีและยังเชื่อมั่นในตัวนาง ทั้งเขาและนางต่างนิ่งเงียบไป เพียงแต่จ้องมองดวงตาของกันและกันอยู่อย่างนั้น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อและความหวังในตัวนาง มันยิ่งทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจกดดันตัวเอง เพราะเส้นทางที่นางได้เลือกเดินนั้นมันจะต้องเต็มไปด้วยการนองเลือด แล้วเขาจะยอมรับมันได้ไหม หากต่อจากนี้เหยียนหลี่ที่เขารู้จัก จะต้องกลายเป็นคนร้ายที่มือเปื้อนเลือดผู้คนอีกมาก ถึงเวลานั้นเขาจะไม่เกลียดนางหรือ

"เจ้าก็รู้ดี ว่าข้ามีความตั้งใจที่จะล้างแค้น เพื่อทวงทุกสิ่งคืน เส้นทางของข้าเต็มไปด้วยเลือด ต่อไปต้องมีผู้คนที่ตายเพราะข้าอีกมาก แล้วเช่นนี้ข้าจะยังเป็นคนดีได้อย่างไร ข้าจำเป็นต้องโหดเหี้ยมไม่เช่นนั้น จะอยู่รอดจากปากเหยี่ยวปากกามากมายที่คอยจะรุมกัดกินข้าได้หรือ " 

นางเพียงอยากจะย้ำ ให้เขาเข้าใจแล้วเลิกคิดเลิกหวัง ว่านางจะเป็นคนดั่งเช่นที่เขาคิดไว้ นางเดินห่างออกจากตัวเขา ไม่อยากมองหน้าไม่อยากสบตา นางไม่อยากรู้สึกใจอ่อนใจเพราะเขา จนทำให้เสียความตั้งใจของตัวเองไป แต่แล้วเขาก็เดินเข้ามาจับกุมมือสองข้างของนางไว้อย่างนุ่มนวล

"หากเส้นทางของเจ้าต้องเต็มไปด้วยเลือด ข้าก็จะคอยเช็ดมันออกให้เจ้าเอง ข้าจะกำจัดมันออกไปจนกว่ามันจะหมด จนกว่าเจ้าจะหยุดแล้วพอใจ"

วาจาของเขาแฝงความหมายเอาไว้ นางเข้าใจได้ดีถึงสิ่งที่เขากำลังบอก เขาจะใช้ใจของเขาขัดเกลาสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เหมือนที่จะใช้มือของเขาเช็ดคราบเลือดออกจากนาง เขาจะยังคงอยู่เคียงข้างนางแม้เส้นทางมันจะต้องเปรอะเปื้อนคราบโลหิตมากสักเพียงใดก็ตาม เขายังคงยืนยันหนักแน่นที่จะอยู่กับนาง

ยิ่งฟังเขาพูดจิตใจก็ยิ่งอ่อนไหว ยิ่งกลัวจะสูญเสียคนผู้นี้ไป นางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครมาก่อน

"เจ้าไม่เข้าใจข้า"

นางพูดได้เพียงเท่านั้น น้ำเสียงก็สั่นเครือ ดวงตาเริ่มแดงก่ำ ภายในจิตใจของนางตอนนี้มีความรู้สึกมากมายพรั่งพรูออกมาจนสับสนไปทั้งใจ แล้วเฟิ่งเทียนหนิงก็คว้าร่างของนางเข้าไปสวมกอดเอาไว้ เขาไม่พูดจาใด ๆ แต่แสดงให้รู้ว่าเขาจะไม่ไปจากนางแน่นอน

ทันใดนั้นเองก็มีน้ำตาที่ถูกสกัดกั้นห้ามเอาไว้มานานแสนนาน นางไม่เคยร้องไห้อีกเลยหลังจากที่บิดาของนางจากไป แต่ตอนนี้เขากลับทลายกำแพงความแข็งแกร่งของนางได้หมดสิ้น ความอัดอั้นใจกับทุกสิ่งในชีวิตที่ต้องพบเจอและคอยแบกรับมันเอาไว้ ถูกระบายหลั่งไหลออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่หยุด นางไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นอะไร ที่ผ่านมานางไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แม้ว่าในใจลึก ๆ จะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม

นางคือสตรีที่เข้มแข็งดูไร้จิตใจ เย็นชาไร้ความรู้สึกในสายตาของผู้อื่น แต่มันไม่ใช่กับเขาคนนี้ คนที่กำลังโอบกอดนางไม่ยอมปล่อย ด้วยความรู้สึกที่หนักแน่นมั่นคง นางรู้สึกหวงแหนอ้อมแขนที่อบอุ่นของเขา นางไม่อยากถูกเขาเกลียดชัง แต่นางก็ไม่อาจละวางความแค้นนี้ได้ หากต้องเสียเขาไปจริง นางเองคงต้องเสียใจมากเช่นกัน..

 

 

"กู้ซานไห่ต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นเจ้าอย่าเรียกข้าว่าประมุข" 

นางบอกกับเขาระหว่างที่กำลังเดินทางไปสำนักสี่กระบี่

"ทำไมหรือ ไม่ให้เรียกประมุข แล้วท่านจะให้ข้าเรียกว่าอะไรเล่า" 

เขาคงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียกอย่างอื่น ในเมื่อเขาก็เรียกนางแบบนี้มาโดยตลอด แม้นางจะอยู่ในร่างคนอื่นก็เถอะ

"เจ้าเรียกเช่นนี้คนอื่นจะเข้าใจผิดได้ คิดว่าเจ้าเป็นคนทรยศ อย่าลืมสิ ว่านอกจากเจ้า ผู้อื่นไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้แน่นอน ว่าข้าคือฝู่เหยียนหลี่ตัวจริง ในเมื่อข้าอยู่ในร่างของซูหลิน ข้าก็จะใช้ชื่อแซ่ของนาง เจ้าเข้าใจหรือยัง" 

คำพูดของนางสมเหตุสมผล กู้ซานไห่จึงคำนับรับฟังคำสั่ง

"ขอรับท่านประมุข" 

นางส่ายหัวทั้งยังส่งสายตาเป็นการดุเตือนเขา

"เรียกข้าซูหลิน แล้วก็เลิกทำท่าทางเช่นนี้ด้วย"

 เมื่อนางกล่าวย้ำเขา กู้ซานไห่ก็เอาแต่ผงกหัวงึก ๆ เขาผู้ที่เวลาปกติดูเข้มขรึมดุดันน่ากลัวต่อผู้อื่น แต่กับนางเขาไม่เหมือนเหยี่ยวนักล่า เขาเป็นเพียงนกน้อยที่พร้อมจะอยู่ในกำมือของนางเสมอ 

แล้วกู้ซานไห่กับฝู่เหยียนหลี่ก็มาหยุดอยู่ที่ทางเข้าหน้าสำนักสี่กระบี่

"ข้ากู้ซานไห่จากสำนักผาดำ มาขอเข้าพบท่านเจ้าสำนักตงเหลียงไป่"

กู้ซานไห่บอกกล่าวถึงการมาครั้งนี้ต่อผู้ที่ยืนเฝ้าประตู

"พวกท่านรอที่นี่ ข้าจะไปรายงานท่านเจ้าสำนักก่อน" 

คนเฝ้าประตูพูดจบก็หันหลังกำลังจะวิ่งไป แต่แล้วก็มีเสียงเล็กของหญิงสาวดังขึ้น

"ไม่ต้องไป ท่านพ่อไม่ต้องการพบผู้ใด" 

ใช่แล้วเป็นนางจริง ๆ ท่าทางหยิ่งทะนงไม่กลัวผู้ใดเช่นนี้ คงเป็นเพราะบารมีของบิดานางค้ำจุนอยู่ ถึงมีชีวิตรอดจากผู้คนที่ไม่พอใจมาได้ถึงทุกวันนี้

"นี่เจ้าจงใจหาเรื่องพวกข้าอีกแล้วใช่ไหม"

กู้ซานไห่แค่เห็นหน้านางความโมโหก็พุ่งขึ้นมาทันที

"ที่นี่สำนักสี่กระบี่ ไม่ใช่ที่สำหรับเจ้าจะมาทำตัวอวดเบ่งใหญ่โตได้ ท่านพ่อข้าไม่ได้มีกิจธุระอะไรกับคนใจอำมหิตเช่นพวกเจ้า ไม่จำเป็นต้องพบเจอ" 

จื่อลู่เป็นหญิงสาวที่พูดจาได้ยโสโอหังที่สุดต่อหน้าของนางและกู้ซานไห่ หากเป็นเช่นแต่ก่อนนางคงดีดเข็มพิษเข้าปากให้นางไม่สามารถพูดอะไรได้อีกเลยตลอดทั้งชาติ

"แม่นางน้อย ข้ามีเรื่องสำคัญต้องพูดคุยกับพ่อของเจ้า มิใช่ตัวเจ้า อย่ามาทำตัวเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่เอาแต่เล่นอยู่เลย เจ้าไม่ได้ดูไร้เดียงสาน่าเอ็นดูเช่นนั้นหรอกนะ แต่การกระทำเช่นนี้ของเจ้า มันดูเหมือนคนไร้สติและเบาปัญญาเสียมากกว่า"

 นางส่งยกมุมปากแล้วกล่าวตอบโต้จื่อลู่เช่นนั้น ทำให้หญิงสาวเอาแต่ส่งเสียงกรีดร้องโวยวาย ที่ถูกนางหลอกด่าทางอ้อมอย่างเจ็บแสบ ส่วนกู้ซานไห่ก็เอาแต่ยืนดูด้วยท่าทางเยาะเย้ยหญิงสาว ที่ตอนนี้ดิ้นพล่านเหมือนถูกฝู่เหยียนหลี่เอาน้ำร้อนสาดใส่ไม่หยุด 

"กล้าดียังไง มาว่าข้าแบบนี้ พวกเจ้าทั้งหมดจัดการพวกมันเดี๋ยวนี้" 

จื่อลู่โกรธจนไม่รู้จะทำอย่างไร ด้วยความเอาแต่ใจตัวเองจึงออกคำสั่งให้คนที่เฝ้าประตูทั้งสี่คนโจมตีนางกับกู้ซานไห่

"หยุดก่อน"

 เสียงของเฟิ่งเทียนหนิงร้องห้าม

"คุณชายเฟิ่ง"

จื่อลู่ที่กำลังดุเดือดเลือดพล่าน เปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้มแย้มทันที เมื่อเห็นบุรุษงามปรากฏกายขึ้น นางร้องเรียกเฟิ่งเทียนหนิงแล้วรีบวิ่งเข้าหาเขา

 "ท่านพาพวกข้าเข้าไปพบเจ้าสำนักตงเหลียงไป่ได้หรือไม่"

 เฟิ่งเทียนหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงท่าทางอ่อนโยนต่อจื่อลู่แบบที่เขาเป็นปกติ แต่ไม่รู้ทำไมฝู่เหยียนหลี่จึงมีอาการไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

 "ได้สิ ในเมื่อคุณชายเฟิ่งขอร้อง ข้าจะพาท่านเข้าไปด้านในด้วยตัวเอง"

จื่อลู่พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน ส่งสายตาหยาดเยิ้มไม่พอ ยังเกาะแขนของเฟิ่งเทียนหนิงไว้แน่นอีกด้วย ตอนนี้ฝู่เหยียนหลี่กำลังรู้สึกอยากดีดเข็มพิษใส่สตรีผู้นี้อย่างเต็มทนแล้ว

"ข้าจะขอบคุณมาก ถ้าแม่นางจื่อลู่ พาพวกข้าทั้ง3คน เข้าไปพบท่านเจ้าสำนักด้วยตนเอง"

ระหว่างที่เฟิ่งเทียนหนิงพูดกับหญิงสาวก็เอาแต่จ้องมองที่ฝู่เหยียนหลี่ แล้วค่อย ๆ แกะมือของจื่อลู่ออก

"เอาละ งั้นก็ตามข้ามาเถอะ"

จื่อลู่พูดแล้วมองค้อนใส่กู้ซานไห่กับฝู่เหยียนหลี่ แต่กับส่งยิ้มหวานให้เฟิ่งเทียนหนิง พอพูดจบนางก็เดินนำทางไป เฟิ่งเทียนหนิงเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างฝู่เหยียนหลี่

"ทำไมเจ้าถึงมากับเขาสองคนโดยไม่รอข้า"

เขาเอ่ยถามนางเหมือนกำลังไม่พอใจนางอยู่ ที่ทิ้งเขาไว้โรงเตี๊ยมคนเดียว ทั้งที่เมื่อคืนนางบอกว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะมาสำนักสี่กระบี่ แล้วก็ตกลงจะให้เขามาด้วยกัน 

"ข้ารีบ"

นางตอบเขาเพียงแค่นั้นแล้วเดินไป โดยมีกู้ซานไห่เดินตามติด ๆ อันที่จริงนางแค่ไม่อยากดึงเขาเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องวุ่นวายที่นางกำลังจะทำ จึงพยายามกันเขาให้ห่างออกไป

 

จื่อลู่พาทุกคนเข้าไปถึงตำหนักกลางของสำนักสี่กระบี่ บุรุษสูงวัยที่ยังคงดูองอาจสง่างาม เหมือนกับนักรบแห่งสวรรค์ เงยหน้าขึ้นมองคนแปลกหน้าที่มาเยือน โดยมีบุตรีของเขาพาเข้ามา

"ท่านพ่อ ข้าพาคนมาพบท่าน"

จื่อลู่พูดจายิ้มแย้มแจ่มใสกับบิดาของตนเอง

"เจ้าไปก่อเรื่องวุ่นวายอะไรมาอีก"

แต่นางกลับถูกบิดาตำหนิเสียงเข้ม

"ข้าไม่ได้ก่อเรื่องนะ ทำไมท่านชอบว่าข้าทุกทีเลย" 

บิดาของนางเพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ

"คารวะท่านเจ้าสำนักสี่กระบี่"

ฝู่เหยียนหลี่ เฟิ่งเทียนหนิง กู้ซานไห่ หยุดยืนแล้วกล่าวคำนับต่อตงเหลียงไป่ เจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักสี่กระบี่

"พวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาหาข้าถึงที่นี่ได้ หรือว่านางไปสร้างเรื่องอะไรไว้" 

ตงเหลียงไป่พูดแล้วหันไปมองที่บุตรสาวของตน นางมักชอบก่อเรื่องวุ่นวายให้เขาปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน

"ท่านพ่อข้าบอกว่า ข้าไม่ได้ทำอะไรไง เขาต่างหากที่รังแกข้า ดีที่คุณชายเฟิ่งช่วยข้าไว้ ไม่งั้นข้าคงตายไปแล้ว"

จื่อลู่พูดกับบิดาพร้อมชี้ตัวไปที่กู้ซานไห่ว่าเป็นคนทำร้ายนาง แต่หันไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อพูดถึงเฟิ่งเทียนหนิง

"ท่านเจ้าสำนัก แต่นาง"

 ชายสูงวัยยกมือขึ้นเป็นการห้ามไม่ให้กู้ซานไห่พูดต่อ

"เจ้าไม่ต้องพูดสิ่งใด ข้ารู้จักนางดี นางคงจะไปหาเรื่องพวกเจ้าไว้สินะ"

ตงเหลียงไป่เป็นคนเที่ยงตรงรักความยุติธรรม แม้แต่กับบุตรสาวตัวเอง ถ้านางทำผิดก็ไม่เคยเข้าข้าง

"ที่ข้ามาพบท่านในวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญอยากจะสอบถาม" 

ฝู่เหยียนหลี่พูดขึ้นถึงเหตุผลในการมาพบกันครั้งนี้

"แล้วตกลงพวกเจ้าเป็นใคร"

ตงเหลียงไป่ถามย้ำอีกครั้งหลังจากยังไม่ได้คำตอบ

"ท่านพ่อ นั่นคือคุณชายเฟิ่งที่ช่วยชีวิตข้า" 

จื่อลู่รีบแนะนำเฟิ่งเทียนหนิงตัดหน้าก่อนใคร จนทุกคนต้องส่ายหน้าด้วยความหน่ายใจกับพฤติกรรม​ของนาง 

"ข้ากู้ซานไห่ หัวหน้าฝ่ายปกครองสำนักผาดำส่วนนางคือ.."

กู้ซานไห่นิ่งไป ยังพูดไม่จบเพราะเขาไม่รู้จะแนะนำนางว่าคือใครดี ​​​​​​

"ข้านามว่าซูหลินหลิน เป็นศิษย์สายตรงของท่านประมุขฝู่เหยียนหลี่" 

เมื่อนางกล่าวแนะนำตัวออกไปเช่นนั้นทุกสายตาจึงจับจ้องมองมาที่นาง

"ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ว่าประมุขหญิงผาดำรับศิษย์สายตรงด้วย"

จื่อลู่พูดค้านเหมือนไม่อยากเชื่อ แต่ก่อนที่นางจะพูดต่อก็โดนบิดาทักท้วงไว้ ​​​​​​

"เรื่องของผู้ใหญ่ ใช่เด็กเช่นเจ้าจะมาแทรกได้งั้นหรือ"

ตงเหลียงไป่พูดเอ็ดบุตรสาวอีกครั้ง

"ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะท่านพ่อ"

จื่อลู่โต้เถียงทันที ว่านางโตแล้วแต่กับทำท่าทางที่เอาแต่ใจงี่เง่าเหมือนเด็ก 

"ข้าเป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของท่านประมุข ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพราะท่านประมุขต้องการถ่ายทอดวิชาให้ข้าสำเร็จเสียก่อน ระหว่างที่ร่ำเรียนจึงไม่ให้ข้าออกมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายนอกและไม่ให้เปิดเผยตัวต่อผู้ใด" 

นางพยายามอธิบายให้เรื่องของนางดูน่าเชื่อถือที่สุด 

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ว่าแต่เจ้าจะถามอะไรข้า" 

ตงเหลียงไป่ย้อนถามถึงสิ่งที่นางพูดก่อนหน้านี้

"ท่านเจ้าสำนัก คงได้ยินเรื่องโรคระบาดแล้ว แต่ข้าขอยืนยันว่ามันไม่ใช่ มีคนจงใจทำการทดลองพิษและคิดที่จะป้ายความผิดมาที่สำนักผาดำของข้าเมื่อความจริงถูกเปิดเผย"

 นางเล่าเรื่องราวออกไปตามตรงโดยไม่อ้อมค้อม

 ​​​​​​"เช่นนั้นเจ้าสงสัยข้าหรือ"

ตงเหลียงไป่ก็ถามนางกลับด้วยสีหน้าเข้มขรึมยิ่งขึ้นอย่างต้องการคำตอบที่ตรงไปตรงมาจากนาง

 ​​​​​​"ย่อมไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเพียงคิดว่าข่าวโรคระบาดถูกแผ่ออกไป โดยมีจุดเริ่มต้นที่เขตเหนือของท่าน หากจะสืบหาความจริงก็ต้องเริ่มจากที่นี่ ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนัก คิดเห็นเช่นไร หรือสงสัยในตัวผู้ใดหรือไม่" 

ฝู่เหยียนหลี่เพียงพูดหยั่งเชิงตงเหลียงไป่เท่านั้น ความจริงในใจนางมีคนที่คิดสงสัยอยู่แล้ว นางแค่อยากจะรู้ความคิดเห็นของสำนักสี่กระบี่ดูว่า จะมีความเป็นกลางจริงหรือคิดเอนเอียงไปทางผู้ใด 

​​​​​​"สำนักกระบี่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการช่วงชิงอำนาจอะไรกับใคร เรื่องนี้นอกจากจะไม่มีทางเกี่ยวข้องกันแล้ว ข้าก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นฝีมือผู้ใด แต่ไม่ว่าจะเป็นใครที่ทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ต่อชาวบ้านตาดำ ๆ ก็ควรต้องได้รับการลงโทษ"

คำตอบของเขาช่างสมกับเป็นตงเหลียงไป่ ที่ผู้คนต่างกล่าวขานถึงเที่ยงธรรมดั่งเช่นเส้นตรงที่ไม่รู้จักการคดงอ อีกทั้งเขายังไม่เคยสนใจเรื่องราวการแข่งขันความเป็นใหญ่ในยุทธภพเหมือนเช่นที่กล่าวมาจริง ๆ

"เช่นนั้นท่านเจ้าสำนักคงจะไม่ขวางข้า ที่จะสืบหาต้นตอของเรื่องนี้ในเขตปกครองของท่าน และข้าหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากท่านเพื่อสืบหาของเท็จจริงนี้ หากข้าพบหลักฐานว่าใครคือตัวการหรือมีการเกี่ยวโยงถึงผู้ใด ต่อให้เป็นคนสำคัญของสำนักสี่กระบี่ ท่านก็จะไม่ละเว้นใช่หรือไม่ " 

ฝู่เหยียนหลี่กล่าวเช่นนั้นเพราะต้องการสื่อว่าต่อให้เป็นเขาหรือใคร นางก็จะไม่ไว้หน้าทั้งสิ้น และนางไม่ได้ตัดสำนักสี่กระบี่ออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัยไปด้วยเช่นกัน ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานนางก็ไม่มีทางวางใจ

 "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้เป็นบุตรสาวของข้า ก็จะไม่มีทางหนีพ้นความผิดไปได้" 

ตงเหลียงไป่ยังคงยืนยันคำของตนเองอย่างหนักแน่น 

"ได้ยินเช่นนี้ข้าก็วางใจ วันนี้รบกวนท่านมามากแล้ว ข้าขอตัวลา" 

พูดจบนางก็เดินออกไปทันทีไม่ได้คำนับเขา นางยังคงเป็นตัวเองที่ไม่ก้มหัวให้ใคร แม้ตอนที่เข้ามาถึง นางจะกล่าวคำแต่ก็ไม่ได้โค้งคารวะเขา กู้ซานไห่และเฟิ่งเทียนหนิง คำนับลาตงเหลียงไป่แล้วจึงเดินออกมา

" คุณชายเฟิ่งรอข้าก่อน" 

จื่อลู่ร้องเรียกแล้ววิ่งตามมาเกาะติดเฟิ่งเทียนหนิง

"แม่นางมีสิ่งใดหรือ"

 เขาถามนางแต่ไม่ได้หยุดเดิน

 ​​​​​​"ท่านพักที่ไหน แล้วจะอยู่อีกนานไหม ข้าอยากตอบแทนท่านด้วยการพาไปเที่ยวให้ทั่วเขตเหนือเลย ท่านต้องชอบแน่ ๆ " 

จื่อลู่ยังคงพยายามเดินตามเขาและชักชวนเขาไปเที่ยวกับนาง จื่อลู่ผู้นี้คงไม่รู้เลยว่ากำลังหาเรื่องใส่ตัวอยู่ 

"พวกข้ามาทำงาน ไม่ได้มาเที่ยวเล่นเป็นเด็กไม่รู้จักโตเช่นเจ้า อีกอย่างเจ้าควรหยุดเอาเรื่องการตอบแทนบุญคุณมาคอยอ้างเพื่อเข้าชายหนุ่มเช่นนี้ เจ้าช่างเป็นสตรีไร้ยางอายเสียจริง" 

ฝู่เหยียนหลี่หยุดเดินแล้วหันมาพูดกับจื่อลู่ก่อนที่เฟิ่งเทียนหนิงจะตอบตกลงอะไรไปกับนาง

"ซูหลินเจ้าบังอาจเกินไปแล้วนะ วันนี้เจ้าด่าข้าเสียหายถึงสองครั้ง ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ แน่ " 

จื่อลู่โวยวายเหมือนเด็กเอาแต่ใจ นางชักกระบี่ในมือออกมาจะพุ่งเข้าหาฝู่เหยียนหลี่แต่ถูกกู้ซานไห่สกัดเอาไว้ก่อน

"อย่าคิดว่าพ่อเป็นเจ้าสำนักสี่กระบี่แล้วข้าจะไม่กล้าลงมือกับเจ้า" 

กู้ซานไห่ปัดกระบี่ของนางกระเด็นออกไปไกล แล้วจับมือของนางบีบเอาไว้จนแน่น 

​​​​​​"โอ๊ย! ปล่อยข้านะ ข้าเจ็บ คุณชายเฟิ่งช่วยข้าด้วย เจ้าเหยี่ยวดำจะหักมือข้าแล้ว" 

จื่อลู่ร้องขอความช่วยเหลือจากเฟิ่งเทียนหนิง แต่เขากลับยืนเฉยแล้วบอกให้นางกล่าวขอโทษฝู่เหยียนหลี่

"แม่นางจื่อลู่ เจ้าก็ขอโทษที่ลบหลู่นางเสียเถอะ เขาจะได้ยอมปล่อยมือของเจ้า" 

จื่อลู่ได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็ยิ่งไม่พอใจ

 ​​​​​​"ทำไมข้าต้องขอโทษ นางเป็นคนเริ่มด่าว่าข้าก่อนนะ ข้าไม่ได้ผิดอะไรเสียหน่อย ท่านก็เข้าข้างนางอีกคนหรือ ใช่สิ ท่านมันพวกเดียวกันนี่ ข้ามันตัวคนเดียว พวกเจ้าถึงได้กล้ารุมรังแกข้าเช่นนี้ ข้าจะฟ้องท่านพ่อ "

 จื่อลู่เอาแต่อาละวาดต่อว่าทุกคนไม่เว้นแม้แต่เฟิ่งเทียนหนิง เขาอยากจะตัดความรำคาญจึงช่วยดึงมือของนางออกมาให้หลุดจากการจองจำของกู้ซานไห่

 ​​​​​​"ยังไงนางก็เป็นบุตรีของท่านเจ้าสำนักสี่กระบี่ หากมีเรื่องผิดใจกัน คงไม่ใช่ผลดี ปล่อยนางไปเถอะ" 

เฟิ่งเทียนหนิงพยายามพูดด้วยเหตุผลกับกู้ซานไห่ให้ยอมปล่อยจื่อลู่ กู้ซานไห่จึงหันหน้าไปถามความคิดเห็นของฝู่เหยียนหลี่ นางไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่มองอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วหันหน้าเดินต่อไป กู้ซานไห่จึงยอมปล่อยมือจื่อลู่ออกแล้วเดินติดตามฝู่เหยียนหลี่ไป ทิ้งให้เฟิ่งเทียนหนิงอยู่กับจื่อลู่สองคน

 "ข้าคิดอยู่แล้ว คุณชายเฟิ่งต้องช่วยข้า ท่านใจดีที่สุดเลย" 

จื่อลู่เปลี่ยนท่าทีจากเมื่อสักครู่ที่พาลไม่พอใจเขา ก็กลับมาส่งยิ้มออดอ้อนเฟิ่งเทียนหนิงเหมือนเดิม 

"แม่นางก็กลับไปเถอะ ข้าก็จะไปแล้วเช่นกัน ท่านไม่ต้องส่ง" 

เฟิ่งเทียนหนิงพูดไม่ทันจบก็รีบเดินจากมา ส่วนจื่อลู่ยังคงส่งเสียงตะโกนตามหลังเขาไป

 ​​​​​​"ข้าจะไปหาท่านที่โรงเตี๊ยม" 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น