(จบแล้ว) 90 วัน รัก ไสย ไสย (Yaoi)

ตอนที่ 5 : Day 25 : หนีคือยอดกลยุทธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,760
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    11 ส.ค. 61

Chapter 5

/Day 25/ หนีคือยอดกลยุทธ์  




       ผมรู้แล้วว่าไอ้สิ่งที่เป็นอยู่มันโคตรไม่โอเค


อืม…อันที่จริงก็รู้มาตั้งแต่วันแรกที่ตกอยู่ในอาคมนี้แล้วว่าแมร่งโคตรแย่ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ แต่นี่ยังผ่านไปไม่ถึงเดือนผมก็เหลืออดกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และแน่นอนว่าไอ้ปังยอมไม่ได้จริงๆ ครับ ถ้าไม่มีใครช่วยได้ ผมก็ต้องหาทางแก้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง


“ว่าไงปัง รอนานรึเปล่า?” เสียงหวานๆ เรียกผมออกจากภวังค์ รอยยิ้มน่ารักๆ ทำให้โลกทั้งโลกเป็นสีชมพู สายรุ้งพุ่งขึ้นที่ฉากด้านหลัง ยูนิคอร์นสยายปีกบิน พลุหลากสียิงขึ้นฟ้าปิ้วๆๆ อย่าหาว่าเว่อร์ไปหน่อยเลย แต่พี่แป้งนี่แหละที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหนึ่งเดียวของผมในตอนนี้


เครื่องพิสูจน์เดียวที่บอกว่าผมยังไม่ได้กลายเป็นเกย์


“ไม่นานเลย พี่แป้งหิวยัง” คนถูกถามส่ายหน้า วันนี้พี่แป้งรวบผมมัดเป็นก้อนกลมๆ ใส่เสื้อแขนกุดเข้าเซ็ตกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อน เอาเป็นว่าน่ารักเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือชุดไปรเวท ใช่แล้วครับ! ผมกำลังเดทกับพี่แป้งวันเสาร์โว๊ย


รออะไร! ยิงพลุขึ้นฟ้าอีกรอบ ปิ้วๆๆ


“แล้วนี่ปังสั่งอะไรรึยัง” 


“สั่งน้ำไปเอง รอพี่แป้งอยู่ อยากกินพร้อมกัน” คนฟังยิ้มตอบ เอาจริงๆ ผมว่าพี่แป้งต้องเริ่มมีใจให้ผมแล้วบ้างล่ะ เพราะทุกทีก็ปฏิเสธ ยอมไปด้วยแค่ร้านนมหลังมหาลัย แต่เมื่อสามวันก่อนพอผมชวนว่าไปกินข้าวกันมั้ยเธอก็ตกลงทันที


ผมกับพี่แป้งกินอาหารไปคุยเรื่องสัพเพเหระไป พอกินเสร็จก็สั่งขนมมากินต่อ บอกตรงๆ ว่ารอยยิ้มพี่แป้งเป็นอะไรที่เห็นแล้วสบายตาสบายใจมาก เราคุยกันเพลินจนอาหารเกลี้ยงโต๊ะนั่นแหละพี่แป้งถึงได้ถามคำถามที่ทำเอาสะดุ้งขึ้นมา


“ช่วงนี้ปังสนิทกับขุนมากเลยนะ ไปไหนด้วยกันตลอด วันก่อนเห็นกลับพร้อมกันด้วย” ผมยกแก้วน้ำขึ้นกระดกทันที ถ้าแม้แต่พี่แป้งยังสังเกตเห็นคนอื่นในคณะก็คงไม่เหลือ


“ก็นิดหน่อย คือ…ติดเกมส์เหมือนกันอ่ะ ฮ่าๆๆ” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน แต่เรื่องติดเกมส์นี่ไม่ใช่ไม่มีมูลนะครับ ผมเห็นหรอกว่าคอนโดพี่ขุนแมร่งมีพีเอสพีรุ่นใหม่ รวยสัส เงินเหลือกินเหลือใช้ 


“พวกผู้ชายนี่จริงๆ เลย นี่ถ้าอย่างนี้มีแฟนจะเอาเวลาไหนไปสนใจ” ฉิบ…เอาแล้ว...ใจเต้นแรงมากวินาทีนี้ พี่แป้งกำลังเปิดโอกาสให้ผมขอเป็นแฟนรึเปล่าครับ! 


“สนใจสิ พี่แป้ง” ผมกลืนน้ำลายเอื้อก พี่แป้งมองผมตาแป๋ว โอ้ย เอาไงดีวะไอ้ปังตอ กล้าๆหน่อย! 


…~จันทร์ไม่มองแล้วจันทร์ไม่มอง~…


เสียงเพลงมาจากไหนวะ 


…~จันทร์ไม่มองน้องก็ไม่ให้~…


“ไม่รับโทรศัพท์หรอ?” พี่แป้งถาม ห้ะ? อะไรนะครับ ผมก้มมองมือถือที่สั่นดุ้กดิ้กอยู่บนโต๊ะ เวร! นี่ไอ้สัสหมงแกล้งเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าผมอีกแล้ว ผมมองชื่อที่ขึ้นโชว์หน้าจอแล้วมองหน้าพี่แป้งอีกที


“ไม่รับหรอ” พี่แป้งถามเมื่อเห็นผมกดตัดสาย


“ไอ้หมงมันไม่มีไรหรอก แล้วดูมันแกล้งเปลี่ยนเพลง คิดอยู่ว่าจะเลิกคบกับมันละ” ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงบอกว่าคนที่โทรมาเป็นไอ้หมง คิดแล้วในใจก็รู้สึกโหวงๆ บอกไม่ถูก


“แล้วเมื่อกี้ปังกำลังจะพูดอะไรรึเปล่า” ผมนึกคำตอบแต่สมองเออเร่อไปตั้งแต่เสียงโทรศัพท์ดังเมื่อกี้แล้ว หมดอารมณ์จะขอพี่แป้งเป็นแฟน พี่แป้งชวนคุยเรื่องสัพเพเหระอีกนิดหน่อยก็เรียกเช็คบิล ผมอาสาจะไปส่งที่บ้านแต่เธอปฎิเสธ


“ปังกลับเถอะ” เธอยังยิ้มหวานก่อนปิดประตูแท็กซี่ นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นไปอีก เพราะชักไม่แน่ใจแล้วว่าเรื่องสายเรียกเข้าที่โทรมา ผมตั้งใจโกหกพี่แป้งหรือโกหกตัวเอง


*****


***


**


ผมเรียกแท็กซี่กลับบ้านแต่แล้วก็บอกพี่โชเฟอร์เปลี่ยนเส้นทางไปบ้านไอ้หมงแทน พี่ขุนโทรมาอีกหนึ่งสายตอนใกล้ถึงบ้านไอ้หมงแต่ผมก็ไม่ได้รับ


เป็นความรู้สึกที่ทั้งอยากรับสายและไม่อยากรับสาย


ผมไม่ได้ทะเลาะกับพี่ขุน ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ไม่ชอบ ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นยิ่งทำให้หงุดหงิดเพราะเรื่องเมื่ออาทิตย์ก่อนนั่นแหละที่ทำให้ผมรู้แล้วว่าจะปล่อยให้อาคมเวรตะไลนี่ควบคุมไม่ได้


ผมแมร่งมีอารมณ์กับพี่ขุน


โว๊ยย!! 


ทุเรศจริงๆ ไอ้ปังตอ ตอนนี้ผมเชื่อความรู้สึกของตัวเองไม่ได้แล้วเพราะไอ้อาคมนี่ 


“เอ้าน้อง จะลงไม่ลง” สะดุ้งสิครับ หันไปเห็นพี่โชเฟอร์หน้าโหดกำลังจ้องเขม็งก็รีบขอโทษขอโพย ถึงหน้าบ้านไอ้หมงแล้วนี่หว่า ผมรีบจ่ายตังค์ลงจากรถ ไอ้ตี๋ดัดฟันเดินออกมาจากบ้านพอดี มันมองท้ายรถ


“หักหมดเลยพี่ หักหมดเลย” ไอ้หมงมาช่วยดูท้ายให้พี่แท็กซี่หรอวะ


“หักอีกหรอน้อง”


“เออ ต้นไม้บ้านกูหักหมดเลย สัส! ลงมาดู!” ไอ้หมงตะโกน เหี้ยละ! ผมมองตามท้ายรถเลยเพิ่งเห็นว่าพี่โชเฟอร์แกสอยกิ่งเฟื่องฟ้าหน้าบ้านไอ้หมงร่วงเป็นแถบ พี่โชเฟอร์ก็ตีนผีเลยทีนี้ เหยียบมิดออกหน้าปากซอยทันทีโดยมีไอ้หมงตะโกนด่าแถมแจกนิ้วกลางตามหลัง


“ไอ้เวรนี่ แม่กูปลูกมาตั้งนาน” พูดจบมันก็หันมาทำตาขวาง “เพราะมึงเลยสัส มาทำไม”


“อ้าว ด่ากูอีก” ผมตอบ “กูยังไม่อยากกลับบ้านนี่หว่า”


“แล้วมึงไปไหนมา”


“กินข้าวกับพี่แป้ง” ไอ้หมงถลึงตา 


“ใจง่ายว่ะมึงเนี่ย นอกใจพี่ขุนหรอ” มันแซวแต่ผมไม่รับมุข ผมเดินนำเข้าบ้าน เห็นไม่มีใครอยู่เลยโยนกระเป๋าทิ้งบนโซฟาแล้วเข้าครัวไปเปิดตู้เย็นกินโค้กแมร่ง ไอ้หมงเดินมายืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว มันมองผมตาปริบๆ


“ไปกับพี่แป้งแล้วทำไมหน้าบูด หรือว่าเขาหักอกมึงแล้ว” ผมเรอเอิ้กหลังกินโค้กไปเกือบหมดกระป๋อง “พี่เขาไม่ประทับใจเสียงโทรศัพท์มึงหรือไง”


“ไอ้เวร จูบเย้ยจันทร์ป๊ามึงหรอ กูจะอกหักก็เพราะมึงเนี่ย” ไอ้หมงหัวเราะเมื่อเห็นผมหัวเสีย มันเดินเข้ามาแย่งโค้กในมือผมที่เหลือไปกระดก


“แต่กูถามจริงนะเนี่ย มึงกับพี่แป้งนี่ยังไง” มันวางกระป๋องแล้วจ้องหน้าผมเท่าที่ตาตี่ๆ ของมันจะเอื้ออำนวย “สรุปรสนิยมมึงนี่ยังไง” ผมเงียบ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงตอบได้ทันที ผมแน่ใจว่าผมชอบพี่แป้ง แต่กับพี่ขุน...ผมนึกถึงคำที่ทิวบอกว่าทุกอย่างเป็นเพราะอาคมและมันจะไม่หลงเหลืออยู่หลังจากช่วงเวลา 90 วันนี้ผ่านไป 


แต่ผมจะรู้ได้ยังไงว่าอารมณ์ไหนที่เป็นเพราะอาคม อารมณ์ไหนที่เป็นของจริง ความจริงแล้วผมกับพี่ขุนรู้สึกแบบไหนต่อกัน รุ่นพี่รุ่นน้อง คนรู้จัก หรือที่จริงแล้วเราไม่ได้รู้สึกอะไรกันเลย


“กูชอบพี่แป้ง กูชอบมาตั้งนานแล้ว”


จังหวะในอกมันเต้นหนักจนสัมผัสได้ และผมรู้ว่าที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะผมพยายามย้ำว่าตัวเองชอบพี่แป้ง


…แต่เป็นเพราะอาคม...ที่ทำให้ผมอยากเจอพี่ขุน


ไอ้หมงไม่ได้ถามอะไรอีก มันลากผมไปนั่งดูทีวีที่มีแต่รายการเกมโชว์ปัญญาอ่อน ผมเอนตัวพิงพนักโซฟาพักสายตา หูยังได้ยินเสียงทีวีอยู่แว่วๆ


ลืมตาขึ้นมาอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว


“อูยย” หลับพับคาโซฟาก็ปวดคอสิครับ นาฬิกาบนผนังแสดงเวลาทุ่มกว่า ผมถึงกับอุทานในใจ นี่เผลอหลับไปนานเกือบสองชั่วโมงเลยหรอ


“อ้าว ตื่นแล้วหรอ กูว่าจะปลุกอยู่พอดี” ไอ้หมงเดินถือถ้วยอาหารมาวางบนโต๊ะ กลิ่นแกงจืดหอมฉุยลอยเตะจมูก “ม๊าซื้อกับข้าวมาเผื่อมึงด้วย กินข้าวกัน” ผมพยักหน้า


“กูหลับเพลินเลย”


“เออรู้ เล่นกรนซะดัง” มันว่า ผมขยับกายบิดขี้เกียจแล้วคว้ามือถือมาดู


สายไม่ได้รับ พี่ขุน (4) พี่เขียง (1)


“กินข้าวด้วยกันก่อนมาลูก” หม่าม๊าเดินยิ้มออกมาจากในครัว ผมรีบยกมือสวัสดีแล้วไปช่วยจัดโต๊ะ ครู่เดียวป๊าก็ออกมาจากห้องทำงานเลยรู้ว่าตอนนี้อยู่กันครบ เห็นแบบนี้ผมก็เขินสิครับดันมาหลับกรนคร่อกๆ อยู่บนโซฟาบ้านเขา ตอนป๊ากับม๊ามาคงเห็นแล้วแน่ๆ ทุกคนถามไถ่สารทุกข์สุขดิบผมรวมไปถึงคุณนายแจ่มฟ้าที่ไอ้หมงชอบไปฝากท้องด้วยบ่อยๆ 


หลังกินข้าวเสร็จผมก็ช่วยไอ้หมงเก็บโต๊ะเข้าครัวตามมารยาท หน้าตาดีมีมารยาทขนาดนี้ ไม่รู้ทำไมยังไม่มีแฟน


“เดี๋ยวกูกลับละ” ไอ้หมงโบกมือไล่เป็นคำตอบ ผมเดินกลับมาหยิบกระเป๋าที่โซฟา คว้ามือถือแล้วถึงเห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับเพิ่ม พี่ขุน (1)


ข้างในหน้าอกเริ่มมีอาการปวดหนึบ มันไม่เหมือนเจ็บหน้าอกเพราะเหนื่อยหลังออกกำลังกายหรือเป็นโรค มันประหลาด เป็นความหน่วงที่บอกให้รู้ว่าอาคมคู่รักเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัด วันนี้ผมยังไม่ได้เจอพี่ขุน ยังไม่ได้พูดคุยกันสักคำ และมันน่าโมโหที่ผมไม่สามารถบังคับร่างกายตัวเองไม่ให้รู้สึกระวนกระวายได้


ผมกดโทรกลับแล้วอีกฝ่ายก็รับแทบจะในทันที


‘ทำไมไม่รับโทรศัพท์’ รู้อยู่แล้วว่าต้องได้ยินคำถามนี้


“เมื่อกลางวันติดธุระ ตอนเย็นหลับ แล้วเมื่อกี้กินข้าวอยู่” ผมตอบตามความจริง ได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจเบาๆ


นึกว่าเราโกรธอะไรพี่ แล้วตอนนี้อยู่ไหน’ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบนั่นทำให้ผมเผลอยิ้ม ถ้าเป็นผมแล้วอีกฝ่ายไม่รับโทรศัพท์หลายรอบขนาดนี้คงโมโหไม่อยากคุยด้วยไปแล้ว


“กำลังจะกลับบ้าน ขึ้นแท็กซี่แล้ว” 


‘ปัง’ ทั้งที่ไม่อยากแต่แค่ได้ยินเสียงก็รู้สึกดี ‘จะแวะมาเจอกันก่อนมั้ย’


ผมหลับตา ลองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง “ถ้าเราไม่เจอกันสักวันนี่จะถึงขั้นตายเลยมั้ย” ผมถาม “หรือจะแค่ปวดหนึบอย่างที่เป็นอยู่”


‘วันเดียวคงไม่ขนาดนั้น’


“…ผมอยากลอง” ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะมีเสียงถอนหายใจตามมา


‘เข้าใจแล้ว งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ’ 


พี่ขุนเองก็คงพอรู้ ถึงเราจะเจอกันทุกวันแต่ในหัวผมก็ยังคิดเรื่องนี้มาตลอดสัปดาห์ แน่ล่ะ ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะหื่นกับผู้ชายได้ และถ้าพี่ขุนยืนยันว่ามันไม่มีวิธีอื่นผมก็คงต้องลองหาวิธีของผมเอง


*****


***


**


‘ก็บอกแล้วไงว่ามันจะแย่’ เสียงปลายสายทั้งง่วงทั้งรำคาญ ผมในสภาพตาโหล คอตก ใส่เสื้อยืดตราห่านคู่ย้วยๆ นั่งหัวยุ่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหลังบ้าน


คิดถึงพี่ขุนฉิบหาย! คิดถึงจนนอนไม่หลับ! 


“แต่ผมไม่เรียกแท็กซี่ออกไปตอนนี้แน่ พี่จ้าว” 


‘แล้วจะให้ฉันทำยังไง ไม่โทรหาขุนล่ะ’


“ก็แมร่ง...” ไม่รู้จะพูดยังไงโว้ย เสียฟอร์มสัสๆ เป็นคนบอกเขาเองว่าจะไม่ไปเจอแล้วก็ต้องมางุ่นง่านอยู่อย่างนี้ อยากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อเย็นแล้วตบปากตัวเองสักร้อยรอบ ผมลุกขึ้นเดินวนไปมา ยุงแมร่งก็ยังจะกัดกูอีก


‘อย่าเห็นแก่ตัวให้มันมากนัก รู้ไม่ใช่หรอว่าอาการที่เป็นอยู่นายไม่ได้เป็นคนเดียว พี่จ้าวย้ำประโยคสุดท้ายเสียงดังฟังชัดทำเอาแทบสะอึก ‘ฉันไม่มีอะไรจะพูด ที่บอกได้ก็บอกไปหมดแล้ว’ ฟังแล้วก็ได้แต่สมน้ำหน้าตัวเอง


‘พรุ่งนี้รีบไปเจอขุนแต่เช้า แล้วก็อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก แค่นี้นะ’


“ดะ…เดี๋ยว…”


ไม่ทันได้พูดพี่จ้าวนาราก็ตัดสายไปเสียเฉยๆ ยัยปีศาจ ยัยแม่มด ไม่ช่วยแล้วยังจะด่าอีก ผมนี่ก็โทรไปให้ด่าล้วนๆเลย ฉลาดมากไอ้ปังตอ ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะวะว่าอาการจะเป็นถึงขนาดนอนไม่หลับแบบนี้ ในหัวมีแต่คำสบถหยาบคายผุดขึ้นมาเต็มไปหมด บอกเลยว่าจิตใจไม่ปกติโคตรๆ


ผมกลับเข้าไปนั่งในบ้าน ชักจะหิว เข้าครัวหยิบขนมปังมาทาแยมกินรองท้อง นั่งอยู่แป็ปเดียวไฟในครัวก็เปิด พี่มะลิยืนอยู่หน้าประตูหันมาเห็นผมแล้วร้องลั่น


“ว้ายยย!”


“เฮ้ยยย!” ตกใจเหมือนกันนะครับ นี่ 24 ชั่วโมงพี่มะลิไม่เคยล้างทานาคาออกจากหน้าเลยหรอ ถามจริง!


“คุณปังมาทำอะไรมืดๆ ในครัวคะ พี่ตกใจหมด!” พี่มะลิเอามือทาบอกแล้วยกพนมสาธุๆ ปากก็พึมพำ สงสัยจะด่าผมอยู่


“ก็มันหิว ตีสองแล้วหรอพี่มะลิ” คนฟังพยักหน้า ปกติพี่มะลิจะเป็นคนออกมาเตรียมเขียงหมูหน้าร้านตอนตีสอง ส่วนผมกับพี่เขียงสลับกันมาขายตามเวรช่วงตีสี่ตีห้า ไหนๆ วันนี้ก็นอนไม่หลับแล้วผมเลยช่วยพี่มะลิจัดแผงตั้งโต๊ะแล้วก็ขายด้วยเลย ครู่เดียวพี่โหน่งลูกจ้างที่ร้านก็มาช่วยผมกับพี่มะลิ 


พรุ่งนี้ถ้าหลับในห้องเรียนก็ไม่ต้องสืบ


ทั้งที่เป็นเวลาหลับของผมแต่กลับเป็นเวลาตื่นของตลาด ร้านของสดต่างๆ เปิดร้านรับชาวบ้านที่เข้ามาซื้อตั้งแต่ยังไม่เช้ามืด ป้าแหววร้านปลาตะโกนทักผมตั้งแต่เห็นผมเข็นถังใส่เศษหมูออกมาหน้าตึกแถว


“อู้ยย ดูสิเจ้นงว่าใครมาจัดร้าน ใช่น้องปังรูปหล่อของแกรึเปล่า” เอาเลยๆ แซวให้พอ แล้วทำไมต้องโยนให้ผมเป็นของเจ้นงด้วยอ่ะป้าแหวว ที่พี่เขียงล่ะเหมาเป็นของตัวเองตลอด 


“แหมป้า คิดถึงก็บอกคิดถึง ทำไมต้องปากแข็ง” ผมย้อน เล่นเอาป้าแหววทำท่าขนลุกยกมือลูบอกเสื้อลายดอกดาวเรืองสีเหลืองสดโคตรเด่นของแก


“แหม เห็นฉันสวยหน่อยไม่ได้เลยนะยะ คนหนุ่มขยันตื่นเช้าก็ดี แต่ฉันไม่นอกใจพ่อเขียงนะจ๊ะจะบอกให้” ผมหัวเราะแล้วส่ายหน้า เจอป้าแหววแซวทำเอาลืมเรื่องที่หงุดหงิดอยู่ไปพักหนึ่ง ผมช่วยพี่มะลิสับหมูอยู่หน้าร้าน คุยกับแม่ค้าพ่อค้าคนอื่นๆ ที่แวะทักทายกันบ้าง พอใกล้รุ่งคนยิ่งเยอะแถมผมชักจะปวดหัวหน่อยๆ เพราะไม่ได้นอน พอเผลอก็ดันคิดถึงพี่ขุนขึ้นมา เลยใจลอยจนมีดบาดนิ้วจนได้ 


“ว้าย! เลือดชั่ว” เดี๋ยวๆ พี่โหน่งด่าผมแบบไร้ความใยดีมาก ส่วนพี่มะลิร้องเสียงดังทั้งที่แผลนิดเดียวแถมรีบเอาพลาสเตอร์มาพันนิ้วชี้ให้ แม่เทพธิดาหน้าเหลืองของผม 


“น้องปังไปเตรียมตัวไปเรียนเถอะ” พี่โหน่งบอกติดจะขำ ผมพยักหน้าเห็นด้วย สภาพแบบนี้ลูกค้าจะได้เลือดผมไปกินกับหมูเสียเปล่าๆ


“พี่ไปซื้อน้ำมะพร้าวให้มั้ย” พี่มะลิถาม ตอนนี้สีหน้าผมคงไม่ดีเท่าไหร่ 


“เดี๋ยวไปซื้อเองดีกว่าพี่เฝ้าร้านเถอะ” ผมยิ้ม ปวดหัวตุบๆ คว้าแบงค์ยี่สิบเดินไปร้านผลไม้ท้ายตลาด แต่แทนที่จะได้ดูดน้ำมะพร้าวให้ชื่นใจก่อนไปอาบน้ำก็ดันเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอจนได้


พวกไอ้ไม้ ยืนอยู่หน้าร้านผลไม้สี่ห้าคน


เผื่อใครไม่รู้ ไอ้พวกนี้แหละที่เคยทำผมไปนอนแหม่บอยู่ที่โรงพยาบาลสามวัน ส่วนพวกมันไปนอนอยู่ในคุกสี่เดือน ตอนนั้นผมอยู่ ม.5 ยอมรับปากหมากวนตีนเอาเรื่อง หลังจากนั้นผมปฎิญานตนเลยว่าไม่อยากโดนรุมตีนอีกแล้ว เพราะการเห็นคุณนายแจ่มฟ้าที่ด่าไปร้องไห้ไปที่โรงพยาบาลนั้นไม่สนุกเลย


ไม่รู้พวกมันจะยังจำผมได้ไหม ผมตั้งใจจะเดินเลี่ยงไป


“เฮ้ย! มึงดูดินั่นใครวะ” ไอ้ไม้พูดเสียงดังทำให้ผมได้คำตอบแล้วว่ามันเองก็คงไม่ลืมผม แน่นอนว่าผมเกลียดมันเท่าๆ กับที่มันเกลียดผมนั่นแหละ ถึงจะไม่อยากมีเรื่องแต่ถ้าเรื่องมันมาหาก็คงต้องป้องกันตัวเหมือนกัน


ผมหยุดเท้าเมื่อพวกมันสองคนเดินขนาบมาด้านข้าง 


“เฮ้ย! หยุดเลยนะพวกมึง เดี๋ยวกูจะแจ้งตำรวจ” ป้าร้านผลไม้ตะโกนเมื่อเห็นท่าไม่ดี ผมหันไปหาไอ้ไม้ที่เดินตรงเข้ามา 


“จะเอายังไง” ผมถามเรียบๆ มั่นใจมากว่าไม่ได้มีทีท่าจะหาเรื่องมันก่อน มันตัวใหญ่กว่าที่ผมจำได้ ผมยาวมัดรวบ ผิวเข้ม  ผมเหลือบมองรอยแผลเป็นที่แขนของมันที่ดูจางไปมาก แต่ก็เตือนให้นึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดอะไรขึ้น


“จะไม่ทักทายกันหน่อยหรอ ลูกเจ้าของตลาด” มันว่า ตาจ้องผมเขม็ง “กูแวะมาแถวนี้ ไม่คิดว่าจะเจอเพื่อนเก่า”


“กูไม่อยากมีเรื่อง” ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ผมคนเดียว พวกมันห้าคนแถมไม่รู้ว่ามีอาวุธไหม


“ตอนแรกกูก็ไม่อยาก” มันยื่นหน้ามาใกล้ผม “แต่พอเห็นมึงก็ชักอยากเปลี่ยนใจ ท่าทางอยู่ดีกินดีนี่หว่า” อ้าวเฮ้ย มันจะบอกว่าผมอ้วนหรือเปล่าครับ แต่นาทีนี้อย่าเพิ่งห่วงเรื่องน้ำหนักจะดีกว่า


“มึงจะเอายังไง” มันเงียบ หันไปมองป้าร้านผลไม้ที่ตะโกนมาห้ามอีกครั้งพร้อมทำท่าจะโทรศัพท์แจ้งตำรวจ


“กูอยากเอามีดกระซวกมึงมาก แต่มึงโชคดีที่ตอนนี้คนเยอะไปหน่อย” มันหน้าตายเหมือนไม่ได้พูดเรื่องร้ายแรงอะไร “แค่มึงยกมือไหว้ตรงอกกูพอ” พวกพ้องมันเป่าปากชอบใจ ผมเงียบ มองตามัน เห็นแต่ความเย้ยหยันสะใจ


ทุเรศลูกตาชะมัด


“x”


“มึงพูดใหม่ จะไหว้กูหรือจะโดนตีนอยู่ตรงนี้ ตำรวจแมร่งมาไม่ทันหรอก”


“เร็วๆ สิวะ!” พวกมันเริ่มขู่ ผมกำมือแน่น รับรู้ถึงเม็ดเหงื่อซึมชื้นที่ผิวหนัง


ถ้าจะโดนก็ต้องโดน เพราะผมเป็นของผมแบบนี้ แบบที่พวกมันรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่ายังไงก็จะได้รุมผมอยู่ดี


“ตำรวจมาไม่ทัน แต่ปืนน่าจะยิงทัน”


เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งผมและพวกไอ้ไม้หันไปพร้อมกันทันที กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าร้องโวยวายแล้ววิ่งหลบไปคนละทาง ผมมองคนไม่รู้จักตรงหน้า มองพวกไอ้ไม้ แค่เห็นสีหน้าพวกมันก็รู้ว่าผู้ชายที่ถือปืนไม่ใช่พวกของมันเช่นกัน


ใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่มเมื่อเห็นปืนในมือนั่นชี้มาทางนี้


“มึงเสือกเหี้ยอะไรวะ!” ไอ้ไม้ร้องโวยวายแต่กลับเดินถอยผละออกจากผมทันที ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อทางฝั่งไอ้ไม้ก็ควักมีดออกมา แต่แน่ล่ะว่าทุกคนเดินถอยห่างเพราะอาวุธที่อีกฝ่ายถืออยู่คือปืน


“กลับไปซะ แล้วจะไม่มีใครเจ็บตัว” ผู้ชายตรงหน้าพูด ผมยืนนิ่ง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาดีหรือมาร้าย แต่ที่แน่ๆ พวกนักเลงไม่ชอบใจแน่ๆ ไอ้ไม้กัดฟันกรอด มันเหลือบมองผมแล้วมองผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง


“บอกชื่อมึงมา!”


“หรือจะให้ยิง!” อีกฝ่ายตะโกนกลับมาทำเอาพวกนักเลงผงะ ไอ้ไม้มองผมแล้วชี้หน้าก่อนพยักหน้าเรียกพวกที่เหลือออกไปทางซอยด้านหลังตลาด ผมมองจนพวกมันลับสายตาแล้วถอนหายใจ พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอันตรายอีกคนอยู่ข้างหลัง


หันกลับมาอีกฝ่ายก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับปืนในมือที่ถูกลดลงอยู่ข้างลำตัว


“เกือบไปแล้วเชียว” ไม่ทันได้เอ่ยอะไรอีกฝ่ายก็ยกปืนขึ้นมาตรงหน้าผมอีกครั้ง ผมใจหายวาบ


“เดี๋ยว” คนตรงหน้าหยักย้ิมชวนขนลุก


แล้วเขาก็ลั่นไก


…แกร๊ก!…


ผมตัวแข็งทื่อ มองเปลวไฟวาววาบดวงเล็กๆ ลุกโชนที่ปากกระบอก เขาใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่หยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วจุดสูบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ควันสีขาวพวยพุ่งจากมุมปากที่ยกยิ้มเหมือนอารมณ์ดี


“รีบไปจากตรงนี้จะดีกว่า พวกมันอาจกลับมาหรือไม่พวกชาวบ้านก็คงเรียกตำรวจ” ผมด่าอะไรไม่ออก ในหัวตื้อเหมือนเมื่อกี้โดนยิงไปแล้วจริงๆ แต่เป็นปืนไฟแช็ค...ปืนไฟแช็คเนี่ยนะ!


“เอ่อ…คุณคือ?” รอยหยักในสมองพันกันชั่วครู่ จะขอบคุณ โกรธ หรือว่าสงสัยดี ผมมองพิจาณาอีกฝ่ายที่ดูมีอายุกว่า ถึงจะแต่งตัวสบายๆ ในเสื้อยืดสีขาวตัวหลวมกับกางเกงยีนส์แต่ทรงผมกลับถูกเซ็ตให้ปาดไปด้านหลังอย่างดีไม่มีชี้โด่เด่ ผมสีอ่อนพอๆ กับดวงตาที่เหมือนพวกลูกครึ่ง


เออ โคตรเท่เลยหว่ะ แต่สรุปมึงเป็นใครแล้วมาเสือกอะไรเรื่องของกูวะเนี่ย


“จริงๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้คุยกับนายวันนี้หรอกนะ” อีกฝ่ายทิ้งบุหรี่ยังไม่หมดมวนลงพื้นแล้วขยี้ ก่อนหยิบถุงพลาสติกเล็กๆ จากกระเป๋าเสื้อมาเก็บขี้บุหรี่ให้เรียบร้อย “ฉันชื่ออังคาร”


ผมอ้าปากเหวอ เกิดมาไม่เคยเห็นใครทิ้งขี้บุหรี่ลงพื้นแล้วเก็บอย่างนี้ มารยาทดีจังวะ


“ลองกดดูสิ” คนตรงหน้ายื่นปืนไฟแช็คให้ผม พออยู่ในมือแล้วถึงรู้ว่าไม่ใช่ของจริงเพราะน้ำหนักต่างกันมาก ผมเงยหน้ามองอีกฝ่าย 


“รู้จักผมหรอ” ไม่คุ้นหน้าไอ้อังคารนี่สักนิด จะบอกว่ารุ่นพี่ที่คณะก็ไม่ใช่ 


“เปล่า”


“อ้าว”


“จะทำหน้างงทำไม ก็ยังไม่รู้จักไง เลยมาดูไว้ก่อน”


“ห๊ะ?” สรุปนี่ผมโง่หรือมันเบลอวะ คุยกันนี่จับใจความได้บ้างไหม หรือจริงๆ มึงกำลังพูดภาษาต่างดาวอยู่


“รีบไปได้แล้วถ้าไม่อยากมีเรื่อง แล้วไว้ค่อยเจอกัน ปัง” เขาพยักหน้ามาผมก็พยักหน้ารับ อีกฝ่ายเดินไปอีกทางเหมือนแค่ตั้งใจมาช่วยผมแล้วก็กลับ ผมยืนอึ้งอยู่พักหนึ่งถึงรู้ตัวว่าในมือยังถือปืนไฟแช็คของไอ้บ้านั่นไว้อยู่


…แล้วเมื่อกี้ไอ้ดาวอังคารมันเรียกชื่อผมใช่ไหมครับ...


ไหนมึงบอกไม่รู้จักกูไง!




@@@@@



และนี่คือผลของการที่พี่ขุนทำไก่ตื่นเมื่อตอนที่แล้ว นอกจากปังจะหนีแล้วตอนนี้พี่ขุนเลยโดนเก็บเงียบให้คิดถึงกันไปก่อน (5555) ปังตอเอ๊ย...ยังมีเรื่องวุ่นๆ รออยู่อีกเพียบแน่ๆ ส่วนไอ้ดาวอังคารนี่โผล่เข้ามาในวงโคจรได้ยังไง ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ 

ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เลย อ่านแล้วก็ดีใจ มีไฟอยากปั่นต่อทันที (ฮาา) 

Blackbunny


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

384 ความคิดเห็น

  1. #363 Baeklittle (@nanoriza) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 18:07

    พี่มาจากดาวอังคาร ไม่เกี่ยว..

    แต่ว่าพี่มาทำไม

    #363
    0
  2. #328 Rmuay Jirasatitkul (@muayyyyyy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 15:52
    พี่อังคารเป็นใครรร
    #328
    0
  3. #300 saisaisaisai14 (@saisaisaisai14) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 23:24
    อังคารนี่คนทำของใส่ทิวป่าวว
    #300
    0
  4. วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 01:11

    สสงสารพี่ขุนมากกว่า

    เกลียดปังอ่ะ

    #279
    0
  5. #228 Prawpak (@prawpak) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 15:27
    ตัวละครปริศนา
    #228
    0
  6. #206 NJChokdee (@NJChokdee) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 02:31
    มาอย่างเท่ ใครหว่าาาา
    #206
    0
  7. #22 thank (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 13:41
    พี่ขุนหายไปเลย อังคารเธอเป็นใครรร
    #22
    0
  8. #21 'mamba  (@Ujiwa-Madara) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 11:38
    อังคารคือใคร? ค้างมากค่า
    #21
    0
  9. #17 pd_72 (@DD_Ten) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 20:39
    อย่าบอกระว่าศัตรุพี่ขุน แค่นี้ปังก็หนีพี่เขาสุดแล้วนะแง้
    ขนาดปังยังนอนไม่หลับแล้วพี่ขุนจะเป็นไงบ้างเนี่ย
    อยากอ่านตอนต่อแล้วอะ ฮืออออ
    ถ้าปังใจร้ายกับพี่ขุนมากๆปลดปังจากการเปึนนายเอกได้ไหมคะ .___.
    #17
    0
  10. #15 Kyumingming (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2560 / 01:46
    พระรองโผล่รึป่าวเนี่ย

    สู้ๆนะ
    #15
    0
  11. #14 huhh (@fern091028) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 23:00
    ฉากปืนไฟแช็กนี่ลั่นเลย สู้ๆนะคะ
    อยากให้พี่ขุนออกบ่อยๆ ชอบพี่เขา
    #14
    0
  12. #13 MoeLLe (@pianista) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 22:42
    อย่าบอกนะว่า-อังคารอะไรนี่คือพระรอง(?) โอ้โห ลูกครึ่งซะด้วย ????
    #13
    0
  13. #12 qangzter (@sweet-smile) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 22:33
    คิดถึงพี่ขุนนนนนนนนน (????????`) ขออนุญาติยัดใต้โต๊ะคนเขียนให้พี่ขุนออกมาบ่อยๆค่ะ 5555555555555
    ถ้าน้องปังมะอยากอยู่ใกล้พี่เค้าน้องปังยกพี่เค้าให้เลากะได้นะะะะ จะอ้าแขนรับไว้ด้วยความเต็มจัยยยย
    #12
    0