ตอนที่ 12 : Day 57 : เมืองในสายหมอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 911
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    12 ส.ค. 61

Chapter 12

/Day 57/  เมืองในสายหมอก


เฉิงตู , มณฑลเสฉวน , ประเทศจีน


‘น้ำ’ /


รวมเป็นหนึ่งและแยกย่อยได้ แปรเปลี่ยนสถานะตามสภาพ เป็นคลื่นทำลายก่อนกลับกลายเป็นหยดเดียว” 


“พี่พูดเชี่ยไรเนี่ย?” ผมที่กำลังจะสัปหงกถึงกับต้องหันไปถามคนที่นั่งข้างๆ ตอนนี้เราเพิ่งออกจากสนามบินเฉิงตูซวงหลิวมาได้ครึ่งชั่วโมง  ยอมรับว่าขากรรไกรผมแทบร่วงเมื่อเห็นสาวน้อยโผบินที่หน้ารถยนต์มันวับจอดรอรับอยู่ที่สนามบินโดยมีคนขับรถจากบ้านตติยะฤกษ์ (สาขาจีน) เป็นสารถี มีผมนั่งกับพี่ขุนสองคนอยู่เบาะที่สองหลังคนขับ

 

เอาจริงๆ ในชีวิตไม่เคยมาต่างประเทศเลย ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ ก็ไม่เคย ตั้งแต่ขึ้นรถสภาพเลยเป็นจิ้งจกเกาะมองออกไปสองข้างทางแทบตลอดเวลา สองฝั่งถนนเต็มไปด้วยตึกสูงขนาดใหญ่ พี่ขุนบอกว่าคนที่นี่ใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากันหมดนานแล้ว ถึงรถจะเยอะก็ไม่มีเสียงแว๊นๆ ให้ได้ยินหรอกนะ แถมพอสังเกตก็ยังเห็นว่าถนนมีเลนจักรยานแบบมีรั้วกั้นเป็นสัดส่วนช่างต่างจากกรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัวอย่างสิ้นเชิง ทำนองขึ้นเลยสิครับ โอ้โหนี่หรือเฉิงตู ผิดกับบางกอกตั้งหลายศอกหลายวา~ 


หลังจากตื่นเต้นดูตึกและรถราพร้อมกับดมกลิ่นเบาะรถแสนชื่นใจไปเกือบยี่สิบนาทีหนังตาก็เริ่มหนัก พอผมสัปหงกไปได้ไม่ถึงห้านาทีเท่านั้นแหละไอ้คุณชายหมอผีก็พูดเรื่องน้ำอะไรนั่นขึ้นมา


“คุณสมบัติของธาตุน้ำน่ะ ตติยะฤกษ์เป็นตระกูลธาตุน้ำ ทุกอย่างเริ่มที่จีนก่อนจะย้ายไปไทย สุดท้ายก็ไปๆ มาๆ กว่าร้อยปี” พอได้ยินแบบนี้ไอ้ที่กำลังง่วงๆ เมื่อกี้ก็หายวับกลายเป็นอยากรู้จนต้องเบิกตากว้าง


“แล้วนี่ถลึงตาเหมือนชิวาว่าทำไม” เอ้า โดนด่าเฉย


“นี่รู้ประวัติครอบครัวย้อนไปร้อยปีเลยหรอ เว่อป่ะเนี่ย แค่จำชื่อปู่ย่าตายายได้ครบก็เก่งละ” มุมปากของคุณชายหมอผียกขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนอยากยิ้มแต่ยิ้มไม่ออก


“ปัง พอไปถึงที่บ้านแล้วอย่าอยู่ห่างจากพี่ แล้วก็ห้ามพูดเรื่องอาคมคู่รัก” น้ำเสียงที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังทำให้ต้องเผลอสูดลมหายใจเข้าลึก ถึงจะพยายามทำใจให้สบายแค่ไหนแต่ก็รู้ว่าการมาที่นี่ไม่ใช่มาเที่ยว พี่ขุนมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่างการตามหาพี่จอมและผมไม่รู้จักใครคนอื่นอีก ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลหมอผี ยิ่งกว่านั้นยังได้ยินว่าไอ้อังคารเองก็มารออยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน


****


***


**


ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนแม่สาวน้อยคันงามจอดที่หน้าประตูรั้วเหล็กสีน้ำเงินเข้มบานสูงเกือบสามเมตรที่เชื่อมกับกำแพงหินสีเทาอ่อนเป็นทางยาว อยากจะถามว่ากำแพงสูงขนาดนี้นี่รั้วบ้านหรือรั้วคุกก็เกรงใจ พี่ขุนที่ตอนนี้นั่งหลังตรงดูขึงขังไม่เหมือนคนดีใจที่ได้กลับบ้าน เมื่อบานประตูเปิดออกอัตโนมัติรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนหินทอดยาว สองข้างทางเป็นต้นไม้สูงเขียวขจีแต่ค่อนข้างทึบจนไม่เห็นว่าลึกเข้าไปเป็นยังไง 


เห็นบ้านที่กรุงเทพฯ ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่ารวย แต่เห็นบ้านที่นี่แล้วดูเหมือนคำว่ารวยจะยังอธิบายสถานะทางการเงินของตติยะฤกษ์ไม่ได้


“แถวบ้านเรียกคฤหาสถ์นะแบบนี้” คำแซวได้ผลเพราะบนใบหน้าเครียดขึงของคนข้างๆ เริ่มปรากฏรอยยิ้ม


“ตัวบ้านน่ะไม่ใหญ่นักหรอก”


เมื่อเคลื่อนตัวไปได้ไม่ไกลก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่วงเวียนน้ำพุรูปปลาพ่นน้ำขนาดใหญ่ หน้าคฤหาสถ์สองชั้นมีปีกอาคารซ้ายขวา ตัวอาคารถูกสร้างด้วยอิฐเทาสีเดียวกับรั้วบ้านผสมปูน ไม้เลื้อยสีเขียวชะอุ่มเกาะติดผนังบางส่วนจนตัวบ้านดูกลมกลืนกับต้นไม้โดยรอบ


ไม่ใหญ่กับผีน่ะสิ!


“เห็นบอกร้อยปีนึกว่าบ้านจะสไตล์โบราณกว่านี้เสียอีก” แก้ความเคอะเขินด้วยการวิจารณ์บ้านก็แล้วกัน


“ก็นะ หลังนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ตอนพี่อายุสิบเอ็ด” แปลว่ามีหลังอื่นอีกสิวะ!


ก่อนจะได้ถามอะไรมากกว่านั้นลุงคนขับรถก็เปิดประตูให้ผมอย่างนอบน้อมทำเอารีบค้อมหัวให้แทบไม่ทัน ทันทีที่ลงจากรถลมเย็นก็ปะทะเข้าเต็มหน้า เดือนเมษาที่ไทยร้อนตับแทบปลิ้นออกทางรูจมูกแต่ที่นี่เย็นสบายผิดกันลิบลับ ครู่เดียวก็มีผู้ชายอีกสองคนเดินเข้ามารับกระเป๋าจากท้ายรถ พี่ขุนพูดภาษาจีนกับสองคนนั่น


“เดี๋ยวเขาจะเอากระเป๋าไปเก็บที่ห้องให้ เราเหนื่อยรึเปล่า?” เรื่องความใส่ใจยังคงชนะเลิศ เอาจริงๆ อ่อนโยนต่อจุดซ่อนเร้นแบบนี้ดูยังไงก็ไม่น่าทำอาชีพหมอผีป่าววะ


“ไม่อ่ะ นอนบนรถมาตลอดทางเลย” 


“หรอ เสียดาย…อยากพาไปห้องนอนเร็วๆ แท้ๆ” นั่นไง! ไอ้ที่ทำหน้าเครียดมาตลอดทางนี่หลอกกันใช่ไหม สุดท้ายแมร่งก็สัปดนเหมือนเดิม พอผมแยกเขี้ยวใส่อีกฝ่ายก็หัวเราะ นับเป็นเสียงหัวเราะแรกนับตั้งแต่เรามาถึงที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่คงเป็นสาเหตุให้พี่ขุนมีความกังวลฉายอยู่ในแววตา


…พี่ขุนโตมาในสถานที่แบบนี้นี่เอง...


“อย่าพูดเรื่องอาคมคู่รัก แล้วก็ห้ามอยู่ห่างจากพี่่ล่ะ” คุณชายหมอผีย้ำคำเดิมอีกครั้งก่อนจะเดินนำเข้าไปหยุดหน้าโค้งประตู เมื่อมองรอยแกะสลักบนบานไม้ก็เห็นเป็นรูปบ่อน้ำกับหมู่ปลาแหวกว่ายที่ดูวิจิตรแบบศิลปะจีน เมื่อเดินพ้นกรอบประตูเข้ามาก็เจอกับลานโถงกว้างหน้าบันได ตรงกลางมีน้ำพุหินหมุนตั้งอยู่ 


...ตระกูลน้ำสินะ...เมื่อสังเกตเห็นรูปสลักปลามังกรหลายครั้งเข้าก็นึกถึงที่พี่ขุนเพิ่งเล่าให้ฟังบนรถ ที่สำคัญผมเองก็เคยเห็นยันต์รูปปลามังกรบนแผ่นหลังของพี่ขุนครั้งหนึ่งแล้วตอนที่ไอ้อังคารดึงทึ้งเสื้อคุณชายหมอผีเมื่อวันนั้น แต่ตระกูลธาตุน้ำแล้วมันยังไง มีพลังแบบโพไซดอนหรอ? มีคู่หมั้นเป็นเงือกน้อยแอเรียล? ที่แท้พี่ขุนก็ไม่ใช่แฮร์รี่ พอร์ตเตอร์ แต่เป็นเพอร์ซี่ แจ็กสันอย่างนั้นหรอ?


ถึงภายนอกคฤหาสน์จะไม่ได้ดูใหม่มากแต่ภายในสะอาดสะอ้านและถูกตกแต่งอย่างดี ที่แน่ๆ มันถูกจัดวางฮวงจุ้ยอย่างเต็มรูปแบบ ผมเดินตามพี่ขุนลอดจั่วโค้งฝั่งด้านซ้ายของบันไดก็ถึงห้องรับแขกขนาดกลาง ที่นี่มีใครคนหนึ่งรออยู่แล้ว


“มาถึงแล้วหรอครับ?” ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงแสลคสีดำพูดภาษาไทย เครื่องหมายเป็นมิตรปรากฏขึ้นเหนือหัวทันที เจอคนไทยแล้วโว้ย “เดินทางเหนื่อยไหมครับ?”


“ไม่เลยครับ คุณสิญจน์สบายดีนะ” พี่ขุนพูดจาสุภาพกับคนตรงหน้า อีกฝ่ายพยักหน้ารับก่อนที่ใบหน้าที่ดูใจดีจะหันมาทางผม “คุณสิญจน์นี่คือปัง มีธุระเลยมาด้วยกัน ส่วนปังนี่คุณสิญจน์เป็นเลขาของพ่อ”


“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ชายที่น่าจะอายุสามสิบกลางๆ ตรงหน้า แต่แล้วพี่ขุนก็โน้มตัวมากระซิบ “เห็นอย่างนี้แต่คุณสิญจน์น่ะจะห้าสิบแล้วนะ”


“ห๊ะ!” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าตัวเองจะเหวอแค่ไหน นี่น้องๆ คุณนายแจ่มฟ้าเลยนะ คนถูกพูดถึงหัวเราะเบาๆ

 

“อย่ามัวพูดถึงเรื่องผมเลยครับ วันนี้คุณขุนกับคุณปังจะพักผ่อนที่นี่หรือไปที่ไหนรึเปล่าครับ”


“อย่าเรียกคุณเลยครับ” ผมรีบโบกไม้โบกมือ โดนเรียกคุณแล้วมันแสลง ไม่เหมาะกับคนสถุลอย่างเราจริงๆ คุณสิญจน์หัวเราะอีกแล้วก็พยักหน้า


“ขอเรียกคุณปังนะครับ” ...ไม่ได้ต่างจากเดิมเลยไม่ใช่หรือไง ไม่ทันได้พูดอะไรต่อพี่ขุนก็เอื้อมมาแอบจับมือผมที่ด้านหลังแล้วบีบเบาๆ 


“เรื่องนั้นคุณสิญจน์ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” พี่ขุนตอบแค่นั้น และถึงจะยิ้มอยู่แต่สีหน้ามันดูไม่เหมือนพี่ขุนตอนปกติเอาเสียเลย ความเงียบปกคลุมในบรรยากาศอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่คุณสิญจน์จะนั่งลงที่โซฟาแล้วชวนเราดื่มชาอู่หลงร้อนๆ แน่นอนว่าผมพยักหน้ารับคำชวนอย่างไม่เสียมารยาทแต่กลับเป็นพี่ขุนที่ยังยืนนิ่ง


“ขอบคุณครับแต่พวกเราขอตัวก่อน ยังไงก็รบกวนรายงานด้วยว่าผมมาถึงแล้ว”  พี่ขุนพูดขึ้น อ้าว...นี่แก้วชายังไม่ทันถึงปากก็ต้องวางลงที่เดิม


“ห่างเหินจังเลยนะครับคุณขุน ถึงคุณท่านจะไม่อยู่แต่ก็กำชับไว้ว่าให้ผมคอยอยู่รับ...”


“ผมเข้าใจดีครับ แค่มีธุระต้องไปต่อเท่านั้นเอง ไปกันเถอะปัง” ไม่ว่าเปล่าอีกฝ่ายยังดึงแขนผมให้ตามไปด้วย ผมค้อมหัวลวกๆ ให้คุณสิญจน์ที่ยังจ้องมาที่เราแล้วก็เร่งฝีเท้าตามพี่ขุนไป

 

“ก็แค่ต้องมารายงานตัวน่ะ เดี๋ยวเราจะออกไปเลย ยังไม่เหนื่อยใช่ไหม” พอเห็นผมพยักหน้างงๆ มือใหญ่ก็เอื้อมมาโยกหัวผมไปมา 


“ขอโทษที่อาจจะทำให้ไม่สบายใจนะ ยังไงไม่กี่วันนี้ก็ทนหน่อยล่ะ” ถึงจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่จากที่พี่ขุนเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังคร่าวๆ ก็พอจะเดาออกว่าความสัมพันธ์คงไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก เอาจริงๆ แค่ระหว่างพี่ขุนกับพี่จ้าวก็เห็นได้ชัดว่าเป็นพี่น้องที่ไม่สนิทกันเอาเสียเลย แต่พี่ขุนก็ไม่เคยพูดเรื่องพ่อแม่ให้ผมฟังเลยสักครั้ง


นี่ผมมีสิทธิรู้เรื่องส่วนตัวพี่ขุนมากแค่ไหนกัน


ทั้งที่สัญญาแล้วว่าจะไม่หนีไปไหน ถึงจะค่อยๆ ได้รู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นแต่ก็ดูเหมือนยังห่างไกลกับตัวตนที่แท้จริงของคนตรงหน้าอยู่ดี


อยากเป็นคนที่ได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง อยากเป็นคนที่พี่ขุนไว้ใจ 


แต่จะยังโทษว่าความรู้สึกพวกนี้เป็นเพราะอาคมคู่รักได้อยู่ไหม ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน


****


***


**


คนขับรถพาเรามาส่งที่ถนนควานไจ่เซี่ยงจื่อ ผู้คนที่พลุกพล่านและร้านรวงต่างๆ ทำเอาตื่นตาไปหมด พี่ขุนบอกว่าที่นี่เป็นถนนคนเดินยอดนิยมของเฉิงตูทำเอาผมรีบยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปนู่นนี่ส่งเข้ากรุ๊ปไลน์บ้านให้คุณนายแจ่มฟ้าดู ตึกสองข้างทางของถนนเป็นแบบโบราณบูรณะใหม่ดูเหมือนในหนังจีน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปกำยานจากการจุดไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมสังเกตเห็นกงล้อที่เรียงเป็นทางยาว ผู้คนเดินผ่านก็ใช้มือหมุนต่อกันไปเรื่อยๆ วันนี้อากาศดี มีนักท่องเที่ยวเดินกันให้ขวักไขว่ 


ผมถ่ายรูปอาหารหน้าตาประหลาดที่ขายตามทางให้คุณนายแจ่มฟ้าดู นึกออกเลยว่าแม่ต้องอยากกินแน่ๆ 


“อยากกินไหม?” พี่ขุนอมยิ้มเมื่อชะโงกมาดูโทรศัพท์ในมือผม ไม่รอคำตอบก็สั่งอาเจ๊ที่กำลังทอดเต้าหู้ราดซอสเป็นภาษาจีนแล้วเราก็ได้มาคนละถ้วย อื้อหืม โคตรหอม พอเข้าปากได้ไม่กี่วิก็แทบน้ำตาไหล 


เผ็ด! รสเผ็ดร้อนทำเอาลิ้นแทบชา แต่อืม...รสกลับกลิ่นเครื่องเทศน์จัดๆ ก็ดันอร่อยด้วยสิ พอเห็นสีหน้าผมเป็นแบบนั้นพี่ขุนก็หัวเราะออกมา


“พริกเสฉวนน่ะขึ้นชื่อมาก ร้อนแรงใช้ได้ใช่ไหมล่ะ?” พี่ขุนตาเป็นประกายเหมือนจะบอกว่าไม่ใช่แค่พริกหรอกนะจ๊ะที่ฮอตแอนด์ชิลลี่ กูเองก็เช่นกัน ริมฝีปากแสนน่าจูบนั่นยกยิ้ม เวรๆๆ ผมเบือนหน้าหนี 


…แต่อย่างน้อยพี่ขุนก็ยิ้มแล้ว…ยิ้มชื่นใจแบบที่เคยเห็นเป็นประจำ


“ถึงจะทำหน้าแบบนั้นพี่ก็จูบเราตรงนี้ไม่ได้หรอกนะ” 


“พี่ขุน!” นี่สีหน้าผมมันปกปิดอะไรไม่ได้เลยใช่ไหมเนี่ย พี่ขุนตาวาววับ ดูเหมือนแค่ออกจากบ้านมาอารมณ์ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กราฟอีคิวแมร่งผันผวนยิ่งกว่าตลาดหุ้น “แล้วนี่พามาเที่ยวหรือไง?”


“ก็อยากจะพาเที่ยวหรอก แต่ตอนนี้คงยังไม่ได้” ถึงจะถามเล่นๆ แต่อีกฝ่ายดันตอบจริงจังขึ้นมา “เคลวินนัดเรามาที่นี่”


“แค่ก!” ไอ้ที่เพิ่งกลืนลงไปแทบจะกระเด็นออกมาอีกรอบเมื่อได้ยินชื่อไอ้บ้านั่น พี่ขุนเอามือมาลูบหลังด้วยความตกใจเมื่อผมยังสำลักต่อแล้วไอไม่หยุดไปพักใหญ่ๆ


“นี่แค่ได้ชื่อมันก็ซวยแล้วเนี่ย” อังคาร เคลวิน เหยียน ผมจำชื่อแมร่งได้ขึ้นใจละ ไอ้ดาวมฤตยูที่มีเบาะแสเรื่องพี่จอมนทีอยู่ในมือ ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ผมได้คุยกับพี่จ้าวเรื่องอังคารแล้วว่าอีกฝ่ายมาจากตระกูลเหยียน พันธมิตรคู่ธุรกิจของตติยะฤกษ์ ถ้าตติยะฤกษ์คอยแก้ไสยดำ...ก็ต้องมีคนคอยทำไสยดำให้ธุรกิจมันดำเนินต่อไปได้


แม้ฟังแล้วจะอึ้งๆ ที่ฝั่งตรงข้ามแท้จริงแล้วกลับร่วมมือกัน รู้แล้วก็รู้สึกว่ามันน่ารังเกียจแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเข้าไปยุ่งด้วย ยอมรับว่าเพราะสนใจพี่ขุนมากขนาดนี้ถึงได้อยากเข้าใจอะไรๆ ที่พี่ขุนเผชิญอยู่  


พี่จ้าวบอกว่าพวกที่ขโมยของที่โกดังที่ชลบุรีไม่ใช่พวกตระกูลเหยียน และเป็นตระกูลเหยียนด้วยซ้ำที่เข้ามาขัดขวางจนไม่เกิดเรื่องใหญ่ไปกว่านี้ วันที่พี่จ้าวไปคุยกับอังคาร (ก็วันเดียวกับที่ผมไปหาตัวพี่ขุนที่รังไอ้อังคารนั่นแหละ) เบาะแสของที่หายไปจากโกดังทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วตติยะฤกษ์ถูกโจรกรรมสินค้าอาคมมูลค่ากว่าห้าล้านโดยฝีมือของพวกซาเม็ต ตระกูลหมอผีจากโอมานที่เมื่อรู้ว่าคนตระกูลเหยียนเองก็อยู่ที่ไทยจึงล่าถอยไปแค่ขโมยสินค้าเท่านั้น 


เออ เอาเข้าไป บอกตามตรงว่าผมไม่ได้อยากรู้รายละเอียดพวกนี้เลย แต่พี่จ้าวก็เล่าให้ฟังทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจว่าอังคารมาที่นี่เพื่ออะไร และบอกว่าหมอนั่นไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริง


อังคารรู้เรื่องที่ซาเม็ตหมายหัวตติยะฤกษ์เอาไว้ และหมอนั่นมีคนที่จะไม่ยอมให้ถูกซาเม็ตลงมือทำอะไรไปก่อนอยู่


…นั่นก็คือพี่ขุน...


สิ่งที่ผมเห็นวันที่ไปตามหาพี่ขุนคือไอ้เวรดาวอังคารกำลังทึ้งเสื้อพี่ขุนอยู่กับพื้นในสภาพดูไม่จืด กลางหลังพี่ขุนมีรอยสีแดงเป็นรูปปลาขนาดใหญ่ ปลานั่นคือสัญลักษณ์ผู้สืบทอดของตติยะฤกษ์...ยันต์สักน้ำมันรูปปลามังกร... สิ่งที่ต่างจากรอยสักธรรมดาคือมันเชื่อมพลังของผู้สืบทอดของตระกูลน้ำไว้ด้วยกันทั้งหมด


...อังคารต้องการตัวพี่ขุน...เพราะต้องการให้พี่ขุนใช้พลังของยันต์ตามหาพี่จอม


ถึงจะตีลังกากลับหัวคิดผมก็ไม่มีทางเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้ 100% ดังนั้นไม่ว่าพี่จ้าวจะเล่าอะไรมาก็เลยได้แค่ฟังๆ เอาไว้ก็แค่นั้น ชีวิตคนบ้านนี้มันอยู่เหนือจินตนาการจนผมเลิกสงสัยไปนานแล้วว่าพวกนี้เป็นคนหรือเปล่า เพราะถึงสุดท้ายจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วไอ้พี่ขุนไม่ใช่คน ความแปลกใจก็คงไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว


“ที่นี่สินะ” ระหว่างที่คิดอะไรไปเรื่อยพี่ขุนก็พาผมมาหยุดหน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เราเดินห่างออกมาจากย่านถนนคนเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อครู่นี้ด้านนอกย่านควานไจ่เซี่ยงจื่อยังคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน แต่พอเลี้ยวเข้าซอกซอยออกมาไม่ไกลกลับเจอร้านกาแฟที่มีบรรยากาศเงียบสงัดจนน่าแปลกใจ


ตึกด้านนอกยังเป็นอาคารทรงโบราณกลมกลืนกับถนนวัฒนธรรม แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับเป็นการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น มีนาฬิกาตั้งพื้นเรือนใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางส่งเสียงบอกเวลาเหง่งหง่างอย่างพอเหมาะพอเจาะ กลิ่นกาแฟแปลกๆ อบอวลไปทั่ว แม้จะไม่ถึงกับสว่างแต่ก็มีไฟสีอุ่นสลับกับพืชพรรณไม้เลื้อยที่ถูกห้อยลงมาจากเพดานให้บรรยากาศสงบสดชื่น โต๊ะเก้าอี้ภายในร้านเป็นไม้สีดำสนิท 


หางตาผมเหลือบไปเห็นรูปแขวนมนุษย์ตัวสีดำโย้เย้แบบที่เคยเห็นที่ตึกห้องแถวของอังคารที่ไทย


…เชี่ย…


บรรยากาศอึมครึมนี่ทำให้ร้านแมร่งโคตรไม่ปรกติเลย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไม่มีลูกค้า ยกเว้นก็แต่คนที่นั่งไขว้ขาอยู่ที่เก้าอี้ตัวในสุดริมผนัง ใบหน้านั่นหันออกไปทางหน้าต่างที่เปิดออกไปทางสวนหลังร้าน ควันยาสูบกลิ่นประหลาดที่เจ้าตัวกำลังสูบลอยมาไกลจนได้กลิ่น


“มาถึงก่อนเวลา” อังคาร เคลวิน เหยียน ไอ้เวรที่ให้ผีพรายตามติดผมเป็นสัปดาห์กำลังนั่งอยู่ตรงนั้น “กาแฟหน่อยไหม?”


“เข้าเรื่องเลยดีกว่า” พี่ขุนเดินนำเข้าไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม 


“แน่ใจหรอว่าไม่อยากลอง?” อีกฝ่ายถามยียวนพร้อมกับมองหน้าผม กูไม่อยากแดกอะไรของมึงทั้งนั้น
แหละว้อย แค่จับปืนมึงยังโดนผีเกาะ คนเชี่ยอะไรอันตรายฉิบหาย


“ฉันจะไม่ให้ปังกินอะไรที่ร้านกาแฟของเหยียนแม้แต่หยดเดียว” แปลว่าที่ผมเดาว่าร้านนี้มันไม่ปรกติน่ะเป็นเรื่องจริงสินะ พี่ขุนนั่งกอดอก สายตาจริงจังจ้องไอ้ลูกครึ่งตรงหน้าเขม็ง อังคารเขี่ยยาสูบลงในที่รอง สูบบุหรี่ขณะคุยงานมันเสียมารยาทไม่ใช่หรือไงกัน


“ไม่คิดจะเก็บสีหน้าเลยสินะ Sorry, But this is very expensive ไม่หมดก็น่าเสียดายแย่” พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อเลยนะมึง คราวก่อนที่เจอยังผิดๆ ถูกๆ แล้วผมก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาเลยกระซิบถามพี่ขุนไปว่าปรกติพูดไทยกันหรือเปล่า แต่อีกฝ่ายก็แค่ยิ้มๆ ไม่ตอบอะไร


กลิ่นยาสูบลอยอ้อยอิ่งในอากาศ หอมประหลาด...


“ว่าแต่อาคมคู่รักของพวกนายล่ะเป็นไง ดูท่าทางมีความสุขกันดีนี่ วันที่เท่าไหร่แล้วล่ะ?” สาบานว่าผมเกลียดการยกยิ้มของอังคารชะมัด เหมือนจะมีความเหยียดหยันอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าพี่ขุนทนคุยดีๆ กับมันไปได้ยังไง


“เรื่องจดหมายของน่ะมันยังไง” พอพี่ขุนเปลี่ยนเรื่องมันก็เดาะลิ้นทำหน้าเหมือนไม่พอใจแต่ก็หยิบซองจดหมายออกมาจากในอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ มันเป็นซองสีขาวครีมไม่มีจ่าหน้าซองใดๆ


“Look at this” ทันทีที่มือแตะซองกระดาษ ผมก็เห็นว่านัยน์ตาพี่ขุนเปลี่ยนไป มันไหวระริกเหมือนสายน้ำที่ถูกหินก้อนใหญ่โถมใส่ ความรู้สึกที่เชื่อมต่อกันบอกให้รู้ว่าในอกมันบีบตัวจนปวดหนึบ ผมขยับมือไปกอบกุมมืออีกข้างของพี่ขุนเอาไว้


ความเจ็บปวดของพี่ขุนที่ผมสัมผัสได้...ถึงจะแบ่งเบามันไม่ได้ แต่ก็จะเผชิญมันไปด้วยกัน


พี่ขุนหันมามองผม เพียงครู่เดียวที่ฝ่ามือนั้นพลิกกลับเปลี่ยนเป็นจับมือผมเอาไว้แทน ความรู้สึกอบอุ่นไหลเวียนจากหัวใจดวงข้างๆ เข้าสู่หัวใจของผม แม้จะเป็นเพียงวินาทีสั้นๆ ก่อนที่พี่ขุนจะผละมือมาแกะซองกระดาษตรงหน้าแต่มันล้ำลึกเกินกว่าทุกครั้งที่อาคมคู่รักเคยทำงาน


อังคารจ้องมองเราอยู่


“พี่จอม” เมื่ออ่านถ้อยความในกระดาษพี่ขุนก็พูดออกมาแค่นั้น มือที่ถือจดหมายอยู่ค่อยๆ พับมันเก็บลงในซองเชื่องช้า “เป็นเขาจริงๆ”


“นึกแล้วว่าถ้าเป็นนายต้องสัมผัสได้แน่” น้ำเสียงของอังคารไม่เหมือนที่พูดหยอกล้อก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายขยี้ยาสูบที่บอกว่าแพงนักหนาทิ้งอย่างไม่ไยดี “นายแน่ใจใช่ไหม?”


พี่ขุนพยักหน้า สายตาของทั้งสองมองประสานกันชั่วครู่ อังคารหลับตาลงแล้วทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรงก่อนจะค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดใบหน้า มีเพียงความเงียบลอยอยู่ในอากาศระหว่างพวกเราจนกระทั่งพี่ขุนพูดขึ้น


“ฉันสัมผัสได้ว่าเป็นเขา ยันต์มันร้อนไปหมด” ผมนึกตาม...พี่ขุนกำลังพูดถึงรอยสักน้ำมันรูปปลามังกรที่หลััง ผมเองเคยเห็นสิ่งนั้นแค่แวบเดียวตอนที่อังคารทึ้งเสื้อพี่ขุนในวันนั้น  “คนที่มีพลังแบบเดียวกัน ผู้สืบทอดของตติยะฤกษ์เท่านั้นที่จะเชื่อมถึงกันได้ แต่จากจดหมายนี่น่ะ...”


“ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่กลับมา”


“แล้วจะบอกให้ฉันตัดใจงั้นหรอ” อังคารแค่นเสียง “มีแค่ฉันที่ตามหาเขามาตลอดสามปี แล้วจู่ๆ ก็ส่งจดหมายแบบนี้มาเนี่ยนะ” น้ำเสียงนั่นสั่นครือ “...ตลกไปหน่อยแล้ว คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน”


“ถ้าพี่จอมเลือกแบบนี้ ฉันเองก็ไม่มีธุระกับนายอีก” พี่ขุนลุกขึ้นจากเก้าอี้ 


“หยุดนะ!” อังคารโพล่งเสียงดัง “มีแต่นายที่ตามหาเขาได้ ยังไงก็ต้องทำไม่ใช่หรือไง!” ดวงตาสีฟ้าอ่อนเบิกกว้างเมื่อเห็นพี่ขุนหันหลังให้เสียเฉยๆ อังคารโผลเข้ามากระชากแขนพี่ขุนแต่กลับถูกสะบัดใส่อย่างแรงจนกระเด็นถอยออกไป แววตาของพี่ขุนวาวโรจน์ด้วยความโกรธอย่างที่น้อยครั้งจะได้เห็น


“เรื่องที่นายทำกับปังฉันยังไม่ได้คิดบัญชี อย่าคิดว่าจะเล่นงานฉันได้เหมือนคราวที่แล้ว” ผมรู้สึกถึงเลือดในกายที่แล่นพล่าน อาคมคู่รักหลอมรวมทุกอย่างของพี่ขุนกับผมจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน รับรู้ทุกความรู้สึกไม่ว่าจะรักหรือโกรธ 


“ไปกันเถอะ”


ผมพยักหน้า เดินตามพี่ขุนไปแต่ไม่วายหันกลับมามองอังคารที่ยังยืนนิ่ง ใบหน้าขาวซีดเหมือนกระดาษมองเขม็งมายังผม ฉิบหาย...มันจะส่งตัวอะไรตามมาอีกไหมเนี่ย ถึงอย่างนั้นอังคารกลับทำเพียงแค่มองและปล่อยให้เรากลับออกมาอย่างง่ายดาย 


ง่ายไปหน่อยไหม? ไหนว่าพี่ขุนสำคัญนักหนาถึงขนาดต้องไปตามตัวถึงเมืองไทย


“หมอนั่นไม่วางมือง่ายๆ หรอก ต้องคิดทำอะไรอยู่แน่” เสียงทุ้มเอ่ยเป็นประโยคแรกหลังเราเดินออกมาจากตรอก “เราไม่ได้แตะต้องอะไรใช่ไหม?” เมื่อเห็นผมพยักหน้ารับพี่ขุนก็ถอนหายใจ “กลับบ้านกันก่อน แล้วพี่จะเล่าให้ฟัง”


****


***


**


กว่าจะกลับถึงคฤหาสถ์ตติยะฤกษ์ท้องฟ้าก็ย้อมไปด้วยสีส้มเข้ม ขณะเดินตามพี่ขุนขึ้นบันไดไปยังห้องพักชั้นบนผมยังเห็นคุณสิญจน์นั่งอยู่ในห้องเดิมที่เราเจอเมื่อกลางวัน อีกฝ่ายมองมาทางพวกเราแต่พี่ขุนก็ไม่แม้แต่จะทักทาย ผมค้อมหัวแล้วเร่งฝีเท้าตามพี่ขุนไปติดๆ เราเลี้ยวไปด้านซ้ายของปีกอาคาร


พี่ขุนพาผมเข้าไปในห้องพักสำหรับแขกซึ่งมีทั้งโซนรับรองและห้องน้ำอยู่ภายในตัว ภายในมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นดูเรียบง่าย แต่จะว่าไปผมอยากไปอยู่ห้องพี่ขุนมากกว่า ไหนๆ ก็มาถึงบ้านที่โตมาแล้วนี่


เมื่อถามถึงห้องพี่ขุน อีกฝ่ายก็เงียบไป... 


“พังไปหมดแล้วตั้งแต่ก่อนกลับไทย ถึงคุณสิญจน์น่าจะจัดการทำใหม่ให้เรียบร้อยแล้วก็เถอะนะ แต่พี่อยากให้เราสองคนอยู่ที่นี่มากกว่า”...พัง...นี่มึงพังห้องตัวเองเนี่ยนะ อะไรกันวะนั่น ถึงจะสงสัยแต่พอคิดจะถามก็เปลี่ยนใจ 


สีหน้าพี่ขุนดูไม่ค่อยดีมาตั้งแต่แยกกับไอ้อังคารแล้ว คงไม่แคล้วคิดเรื่องที่พี่จอมนทียังไม่ตายและส่งจดหมายมาให้ไอ้อังคาร ถึงจะสัมผัสได้ว่าความรู้สึกของอีกฝ่่ายกำลังปั่นป่วนแต่พี่ขุนยังมีทีท่าเก็บอารมณ์สงบนิ่งได้มากกว่าที่ควรจะเป็น


“เตียงมีผ้าม่านด้วยอ่ะ” ผมเปลี่ยนเรื่อง ปล่อยให้วิญญาณนักสำรวจเข้าสิงเดินดูห้องจะดีกว่า ทุกฝีก้าวถูกสายตาของใครอีกคนจับตามองอยู่ สีหน้าของคุณชายหมอผีดูผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อย 


“รสนิยมของคุณแม่น่ะ” พี่ขุนถอดเสื้อแจ็กเก็ตที่ใส่มาตั้งแต่เช้าพาดบนพนักโซฟาแล้วนั่งลงเหยียดขา “มานั่งนี่สิ” ผมเดินเข้าไปนั่งข้างๆ อย่างว่าง่าย 


“เรื่องที่คุยกับอังคารน่ะ แค่ไม่อยากให้หมอนั่นมายุ่งเรื่องพี่จอมไปมากกว่านี้แล้ว” ...ว่าแล้วว่าต้องพูด ระหว่างทางพี่ขุนไม่ได้เล่าเรื่องพี่จอมให้ฟังอีก เดาว่าคงเป็นเพราะคนขับรถอยู่ด้วยผมเองเลยไม่ได้ถามอะไร “ข้อความในจดหมายสั้นมาก แค่บอกให้เลิกตามหาเขาแค่นั้น แต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าเป็นข้อความจากพี่จอมแน่ๆ”


“เพราะอย่างนั้นเลยอยากจะกันอังคารออกไป โดยบอกว่าจะไม่ตามหางั้นหรอ” พี่ขุนพยักหน้า


“แต่คนอย่างหมอนั่นน่ะ ป่านนี้น่าจะเตรียมสะกดรอยตามเราแล้ว ไม่ว่าจะใช้คนหรือผีก็ตามเถอะ” เชี่ย...ผีอีกแล้วหรอวะ พวกหมอผีแมร่งไม่มีมุขอื่นนอกจากส่งผีตามไปแล้วหรือไง 


“แล้วพี่จะทำยังไง”


พี่ขุนไหวไหล่ “ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้คิด” อ้าวเฮ้ย อย่างนี้ก็ได้หรอ “ตอนนี้เรามีที่ที่ต้องไป อังคารเองก็คงส่ง ‘ใคร’ ตามเราไปเหมือนกัน ถึงอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ” คำตอบแบบไม่ยี่หระทำให้ผมเดาว่ามันไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว ไอ้ดาวอังคารจับตาดูเราอยู่และเราก็หนีไม่ได้ ทำได้แค่เลี่ยงไม่ให้มันเข้ามายุ่งซึ่งๆ หน้าก็แค่นั้น


ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เป็นหมอผีแมร่งยุ่งยากว่ะ ลองมาเกิดในตลาดแบบผมดิ สนุกกว่าเยอะ”


ได้ผล...คนฟังหัวเราะออกมา รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อมือใหญ่เลื่อนมาจับเส้นผมเบาๆ “เห็นด้วย ตอนวิ่งหนีหมาสนุกกว่าวิ่งหนีผีตั้งเยอะ”


“อ่ะปากดี ตอนนั้นใครเห็นหมาแล้วหน้าซีดเป็นไก่ต้ม” พูดได้แค่นั้นผมก็ต้องเงียบเสียงเมื่อมือของอีกฝ่ายผละจากหัวลงมาจับใบหน้าให้หันไปประชิด ริมฝีปากอุ่นแนบลงมาช่วงชิงเสียงพูดไม่ให้ทันได้ตั้งตัว ผมหลับตาลง ความร้อนจากริมฝีปากไหลลงลำคอ แผ่ซ่านไปทั่วอก


จูบของพี่ขุนเหมือนเหล้ารสหวานที่ยิ่งดื่มก็ยิ่งเสพติดโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเคยชินกับการใกล้ชิดกันแบบนี้เท่าไหร่ เสี้ยวเล็กๆ ในใจก็ยิ่งเก็บซ่อนความหวาดกลัวเอาไว้ลึกเท่านั้น 


ผมปล่อยให้ตัวเอง...รัก...ไปขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


ร่างที่แนบชิดอยู่บนโซฟาขยับออกห่างเล็กน้อย มือหนาที่ประคองใบหน้าอยู่ขยับมาสางผมให้เบาๆ เหมือนกำลังปลอบโยน พี่ขุนผุดยิ้มบาง “ปัง เราไม่รู้ตัวหรอกว่าช่วยพี่ไว้มากแค่ไหน” ไม่ทันได้ถามอะไรใบหน้านั้นก็โน้มลงมาอีกครั้ง พี่ขุนเอาหน้าผากแนบกับหน้าผากผมไว้ ใกล้จนลมหายใจแทบจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว


“ไม่รู้จะขอบใจแล้วก็ขอโทษเรายังไง”


“พูดไปนั่น” ผมเสียงเบา มันยากที่จะพูดทั้งที่หน้าแนบกันอยู่แบบนี้ อย่างน้อยก็เว้นระยะให้หัวใจผมได้เต้นปกติสักแปปไม่ได้หรือไงวะ “ให้ทำไงได้เล่า ก็มันรู้สึกไปแล้วนี่” ไม่มีคำพูดอะไรจากพี่ขุนอีก อีกฝ่ายเพียงแต่ขยับมากอดผมไว้หลวมๆ ท่ามกลางความรู้สึกอบอุ่นนั้นเสียงบางอย่างดังขึ้นจนทำให้พี่ขุนผงะ


…โครก...


“ปัง…”  


“ท้องผมเองอ่ะ...” แมร่งเอ้ย ความหิวไม่เคยปราณีใคร เอาจริงๆ นี่มันก็จะสองทุ่มแล้ว ท้องจะร้องดัง 8.7 ริกเตอร์ขนาดนี้ก็ไม่แปลกหรอก พี่ขุนหัวเราะแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะอาสาลงไปดูข้างล่างให้ว่ามีอะไรกินบ้าง ระหว่างรอผมนั่งเล่นโทรศัพท์ไลน์หาไอ้หมงพร้อมส่งรูปตลาดควานไจ่เซี่ยงจื่อไปให้มันดู 


ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงใครบางคนเข้ามาที่ประตู ผมนึกว่าพี่ขุนเลยไม่ได้สนใจ


“คุณปัง ขอคุยด้วยสักเดี๋ยวได้ไหมครับ” 


เป็นคุณสิญจน์ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ผมตกใจถึงขีดสุดจนไม่มีแม้แต่เสียงออกมาจากลำคอ ทั้งร่างแข็งค้างเหมือนกลายเป็นก้อนหิน และแน่นอนว่าไม่ได้ตกใจคุณสิญจน์ที่ยืนยิ้มอ่อนโยนไม่ต่างจากที่เห็นเมื่อกลางวัน


แต่เป็นวิญญาณร่างเงาสีดำสนิทตัวสูงลีบที่ยืนอยู่ข้างหลังนั่นต่างหาก!


@@@@@




Writer Talk


ฮืออออ เรื่องนี้มันจะไม่มีผีไม่ได้เลยสินะ /ใช่สิ! อ่านชื่อเรื่องอีกทีแล้วน้ำตาไหล Y_Y มาจีนคราวนี้จะได้เรื่องได้ราวรึเปล่าน้อ นี่มันเรื่องที่ทุกคนล้วนเป็นตัวปัญหาทั้งนั้นใช่มั้ยเนี่ย รักเรื่องนี้ให้กำลังใจกันผ่าน #90วันรักไสยไสย #ขสมปังตอ เด้อ


ปูลิง ตอนนี้กระต่ายดำมีแอคเคาน์ Twitter แล้วเด้อ ใครเล่นทวิตก็แวะมาคุยกันได้จ้า /นอกจากรีเรื่องไร้สาระบ้างแล้วก็ยังมีมุขนิยายไว้ปล่อยขำๆ ด้วย (5555) จิ้มเลยย >>> https://twitter.com/bbblackbunny 



Blackbunny 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

351 ความคิดเห็น

  1. #332 Rmuay Jirasatitkul (@muayyyyyy) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:28
    ผีเยอะจังเลยแง้
    #332
    0
  2. วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 20:02

    เเดี๋ยวนี้ปังแอดวานซ์ มองเห็นผีได้ด้วย ฮาาๆ น่าสงสาร

    #286
    0
  3. #235 Prawpak (@prawpak) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 17:51
    มันต้องมีอะไร something wrong แน่ๆ
    #235
    0
  4. #211 NJChokdee (@NJChokdee) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 03:39
    ตาเถรรร หัวใจเกือบวายแทนปัง
    #211
    0
  5. #92 Call me 'Michy' (@namine-38) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2561 / 17:20
    เพิ่งมาอ่านเรื่องนี้แบบรวดเดียวค่ะ ตอนนี้มีความค้างสูงมากเวอร์ สนุกมากกกก ขำทุกตอน ขำทุกครั้งที่คล้ายจะได้กันแต่มีอะไรมาขัดจังหวะตลอดด อ้ากกกกก ติดตามอยู่นะคะ จุ๊บๆ
    #92
    0
  6. #91 kazuya nikki (@0609nikki) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 16:41
    ชอบมากค่าาาา
    #91
    0
  7. #90 Kyumingming (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 21:34

    จะมีคู่อังคารกะพี่จ้าวอีกคู่ป่าวเนี่ย เริ่มซับซ้อนซ่อนเงื่อน

    #90
    1
    • #90-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 12)
      14 สิงหาคม 2561 / 13:31
      หมายถึงพี่จอมรึป่าวน้า ต้องหาพี่จอมให้เจอก่อนตอนนี้ 5555 (
      #90-1