แม่นางน้อยร้อยวิชา

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,512
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,576 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

เซียวเยี่ยนหลันรู้สึกสุขใจหาใดเปรียบ ด้วยปกติตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้ของนาง ไม่เคยมีคัมภีร์ใดที่นางต้องใช้เวลาศึกษานานเท่านี้มาก่อน ยิ่งเข้าใจในเนื้อหาทั้งสองบทนางก็ยิ่งตั้งใจมั่นที่จะอ่านเนื้อหาทั้งหมดเล่มให้จงได้!
นางวาดมือกวาดไปข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจคราหนึ่ง ผลลัพธ์ทำให้นางยิ่งเบิกตาโตยิ่งกว่าเก่า ด้วยยามที่นางกวาดมือไปยังด้านหน้านั้นพลันบังเกิดสายลมวูบหนึ่ง สายลมนั้นพัดพาเอาประตูเรือนของนางกระเด็นออกไปไกล
"ดีที่ข้าหันหน้ามาทางนี้ มิเช่นนั้นข้าวของข้างหัวเตียงข้าคงไม่มีหลงเหลือแล้ว" นางกล่าวอย่างตกใจกับภาพตรงหน้าอยู่บ้าง
"ศิษย์พี่หญิงท่านเป็นอะไรหรือไม่" เสียงผู้คนจากเรือนที่ไม่ห่างกันมากนักตะโกนถามขึ้นมา
เซียวเยี่ยนหลันลุกออกเดินไปด้วยกล่าวขออภัยด้วยความเก้อเขิน "ข้ามิเป็นไร ต้องขออภัยที่ส่งเสียงรบกวนพวกท่านแล้ว"
พวกเขาต่างกล่าวว่ามิเป็นไร ๆ เพียงแต่เป็นห่วงนางเท่านั้นหากแต่สายตากลับมองไปยังประตูที่คล้ายถูกตอกลงกับต้นไม้ใหญ่ที่ห่างจากเรือนนางไม่ไกล นางได้แต่ไอแห้ง ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะเอ่ยบอกพวกเขาด้วยน้ำเสียงกระดากใจอยู่สองส่วน
"นี่ นี่เป็นวิชาที่ข้ากำลังฝึกฝนอยู่ มิคาดว่าจะมีผลลัพธ์เช่นนี้ คราวหน้าข้าจะระวังมากขึ้น ขอบคุณทุกท่านที่ห่วงใย" นางกล่าวจบก็รีบเดินออกจากเรือนไปเพื่อไปขอประตูบานใหม่
ผู้คนบริเวณนั้นได้แต่สูดหายใจเข้าอย่างตระหนก วิชาใดกันทำให้แขนน้อย ๆ ของนางถึงกับมีแรงซัดประตูไปได้ขนาดนี้ น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ระหว่างเดินทางกลับเรือนเซียวเยี่ยนหลันจึงอยากลองวิชาใหม่นี้ดูอีกครั้ง ด้วยความเข้าใจในสองบทแรกนั้นคือการยืมกำลังลม ใช้ลมให้เกิดการปะทะและล่องลอย คำว่าล่องลอยนี้นางคาดว่าน่าจะหมายถึงการเหาะเหินเดินอากาศโดยพึ่งลมที่ใต้ฝ่าเท้าของตนเองเพื่อขับเคลื่อนร่างกายไปยังทิศทางที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
คิดนึงถึงแค่ตรงนี้ก็คล้ายกับร่างกายของนางลอยขึ้นเหนือพื้นฝ่ามือหนึ่งแล้วลอยไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว! แม้จะตกใจในตอนแรกแต่ต่อมานางกลับรู้สึกสะดวกสบายยิ่ง จึงใช้จิตบังคับลมใต้ฝ่าเท้าให้พาร่างกายไปยังทิศเหนือเข้าไปในป่าด้านหลังของสำนัก
บริเวณป่าด้านหลังของสำนักกินพื้นที่เป็นบริเวณที่กว้างมาก อาจจะกว้างกว่าเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่นางเคยเห็นในแผ่นที่ นางใช้วิชาล่องลอยเหนือเมฆาค่อย ๆ ลัดเลาะต้นไม้เล็กใหญ่ไปจนกระทั่งเจอพื้นที่ที่ค่อยข้างโล่ง หลังจากทำสมาธิชักนำลมที่สัมผัสได้จากรอบตัวทั้งหมดมาอยู่ที่ใต้เท้านางก็ถีบเท้าครั้งหนึ่งก่อนจะกระโจนตัวสูงขึ้นไป!
หากผู้ใดมาเห็นภาพนี้จะต้องตกตะลึงเป็นแน่แท้ ระดับยุทธ์ก่อกำเนิดขั้นแรกเริ่มที่อายุเพียงสิบสองปี สามารถใช้แรงยันครั้งหนึ่ง กระโจนตัวสูงไปกว่าร้อยจั้ง อีกทั้งสามารถเหาะเหินโดยไม่เสียพลังยุทธ์แม้แต่น้อย!
เซียวเยี่ยนหลันเพลิดเพลินกับการเหาะเหินเดินอากาศยิ่ง นางก้าวเดินเหยียบย่างอยู่ในอากาศราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านตน นางเดินไปมองทางนั้น เดินไปมองทางนี้ สุดลูกหูลูกตาของนางยังคงมีแต่ต้นไม้
"ป่าด้านหลังนี้ใหญ่โตกว่าที่ข้าคิดไว้นัก" นางพึมพำกับตนเองอย่างตกใจ ก่อนจะยกเท้ากระแทกอากาศใต้ฝ่าเท้าและพุ่งทะยานร่างออกไปยังเบื้องหน้าของตนกว่าห้าสิบลี้อย่างรวดเร็ว
ความเร็วนี้จะว่าเร็วก็เร็วจะว่าช้าก็ช้า ในที่นี้หมายถึงหากนำความเร็วระดับนี้ของนางไปเทียบกับผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดหรือระดับปราชญ์ในทุกระดับขั้นนางก็นับว่าเร็วกว่าผู้อื่นสามส่วน แต่หากนำความเร็วระดับนี้ไปเทียบกับผู้ฝึกฝนตนระดับชั้นฟ้าก็ถือว่าช้ากว่าไปสักสองส่วน เพราะปกติแล้วผู้ฝึกตนที่ยังไม่ก้าวข้ามระดับชั้นฟ้า ยามเหาะเหินเดินอากาศต้องพึ่งพาอาวุธหรือสัตว์วิเศษให้เป็นภาหนะพาไป แต่ตอนนี้แม่นางน้อยผู้หนึ่งมิได้ใช้สิ่งใดทั้งสิ้นแต่กลับสามารถเหาะเหินรวดเร็วปานนี้ มิใช่เรื่องที่ต้องตกตะลึงหรอกหรือ
แม้จะเหาะเหินได้ไวเช่นนี้แต่เวลาผ่านไปสองเค่อแล้วนางก็ยังไม่สามารถเห็นขอบนอกอณาเขตของสำนัก อีกทั้งเบื้องล่างบางครายังมีเสียงคำรามของสัตว์อสูรไม่ทราบชนิดผ่านหูเข้ามาบ้าง ต้องเข้าใจว่าความสูงระดับนี้ความเร็วระดับนี้หากยังได้ยินเสียงอยู่ เช่นนั้นหมายความถึงอะไร ก็หมายถึงสัตว์อสูรที่ระดับชั้นเหนือกว่านางมาก!
ยามได้ยินเสียงเหล่านั้นแม้นางจะอยากลองเหาะเหินลงไปดูบ้าง แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการไปกระตุกหนวดเสือแหย่รังมังกรเข้า จึงได้แต่ปล่อยปละไม่สนใจไปข้องเกี่ยว อีกทั้งยิ่งห่างไกลจากจุดที่นางเริ่มต้นเท่าไหร่เสียงของสัตว์อสูรก็ยิ่งหนาหูเท่านั้น ทำให้ตอนนี้นางมิอยากจะไปดูอีกฝั่งของป่าแห่งนี้แล้ว คิดได้ดังนั้นนางก็หมุนตัวพาตนเองกลับไปยังสำนัก
"วิชานี้ดียิ่งข้าไม่เสียพลังยุทธ์แม้แต่น้อย หากต่อไปเกิดเหตุคับขันไม่มีพลังยุทธ์เหลือ อย่างน้อยก็ยังคงพึ่งพาวิชานี้สามารถเอาตัวรอดได้อยู่"
คิดได้อย่างนี้นางก็ยิ่งมีใจอยากศึกษาวิชาล่องลอยเหนือเมฆานี้ให้หมดทั้งเล่ม หากแต่ใจอยากใช่จะสามารถกระทำได้ตามใจ ยามนางเปิดคัมภีร์ขึ้นมาแล้วเจอแรงพายุเช่นนั้นก็พาให้ท้อแท้อยู่บ้าง นางจึงเลือกเก็บวิชานี้ไว้ก่อนค่อยศึกษาต่อ จะอย่างไรนางก็อายุเพียงสิบสองขวบปี มีเวลาอีกมากมายในการทำความเข้าใจกับคัมภีร์เล่มนี้
นางหยิบคัมภีร์เหินเวหาขึ้นมาเพื่อศึกษา วิชานี้เป็นวิชาเหาะเหินที่นางเลือกมาพร้อมกับวิชาล่องลอยเหนือเมฆา ด้วยตอนนั้นมิทราบว่าคัมภีร์ปกขนนั่นเป็นวิชาอย่างไรกันแน่แล้วใจนางก็อยากได้วิชาเหาะเหินจึงเลือกหยิบคัมภีร์นี้มาอีกวิชาหนึ่ง สุดท้ายทำความเข้าใจไปจนหมดเล่มก็ได้ข้อสรุปว่ามันเทียบมิได้กับวิชาล่องลอยเหนือเมฆาเลย
"เฮ้อ" นางถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย ด้วยวิชาระดับกลางนั้นเลือกได้เพียงแค่สองเล่มเท่านั้น ยามนี้ตนเองดันเลือกขยะมาเล่มหนึ่งเสียนี่
หากคำพูดนี้เอ่ยออกไปให้อาจารย์ผู้คุมหอคัมภีร์ได้ยิน เขาคงจะกระอักเลือดออกมา
นี่คือวิชาที่ฝึกยากที่สุดของวิชาเหาะเหินของสำนักเมฆาสวรรค์ มีผู้คนเป็นหมื่นเป็นพันหมายฝึกฝนมันให้สำเร็จแต่มีเพียงคนสองในสิบส่วนเท่านั้นที่ฝึกสำเร็จ แต่นางกลับบอกว่ามันเป็นวิชาขยะ นี่ไม่ทำให้ผู้คนอยากอกแตกตายหรอกหรือ
รุ่งขึ้นเซียวเยี่ยนหลันนำคัมภีร์นี้ไปเปลี่ยนคืน อาจารย์ผู้คุมหอคัมภีร์เพียงคิดว่าผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วนางคงยังฝึกฝนไม่ได้จึงตัดใจมิฝึกฝนต่อเพราะเกินความสามารถของนาง เขาเอ่ยปากอย่างเอ็นดูให้นางไปเลือกวิชาขั้นแรกเริ่มได้หนึ่งวิชาเพื่อทดแทนวิชานี้ นางเดินเข้าไปสองเค่อก็เดินกลับออกมา ทั้งบอกว่าไม่พบวิชาที่นางต้องการ เขาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าแม่นางน้อยมิได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ จึงขยิบตาบอกให้นางสามารถมาเลือกวิชาขั้นแรกเริ่มได้ใหม่หากนางต้องการ นี่ถือเป็นการอะลุ้มอล่วยอย่างหาได้ยากจากอาจารย์ผู้นี้แล้ว นางเอ่ยตอบรับด้วยใบหน้าติดรอยยิ้มมุมปากเหมือนเดิมก่อนจะรีบกลับไปออดอ้อนอาจารย์ของตน
นางมาถึงเรือนของเจินซีถิงก็พบว่าเขากำลังปิดด่านฝึกฝนตนอยู่ อีกทั้งยังไม่มีกำหนดออกมาด้วย เรื่องนี้ผู้เป็นอาจารย์ได้ให้คนนำความมาบอกนางแล้ว แต่ตอนนั้นนางกำลังทดลองวิชาอยู่ที่ป่าด้านหลังจึงพลาดสารในครั้งนี้ไป นางเดินออกมาจากเรือนของอาจารย์อย่างห่อเหี่ยว ก่อนจะกลับไปที่เรือนของตนเพื่อค้นหาวิชายุทธ์ในหัวสมองนางว่ามีวิชายุทธ์ใดน่าฝึกฝนอีกบ้าง
หลังจากทำความเข้าใจวิชาต่าง ๆ ที่ได้แอบลักลอบจำมาจากหอคัมภีร์จนครบหมดทุกวิชาแล้ว เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกเกือบหนึ่งเดือน เวลานี้ที่จริงนางต้องออกไปปรุงยาให้ทางหอปรุงโอสถแล้วแต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาเร่งรัดนาง ด้วยเกรงว่าจะเป็นการไม่ให้ข้ามหน้าเจินซีถิง ลูกศิษย์เขาเขามีสิทธิที่จะกล่าววาจาดุว่าสักสองสามประโยค หากแต่เปลี่ยนเป็นผู้อื่นมาดุว่านางสักสองสามคำ นี่คือการรนหาที่โดยแท้
เซียวเยี่ยนหลันมิใช่สาวน้อยเอาแต่ใจ จะอย่างไรหากนับรวมอายุในชาตินี้กับชาติก่อน นางก็เป็นสาวแก่อายุสามสิบสองแล้ว ดังนััั้นแม้จะอยากฝึกตนต่อแต่ก็ตัดใจออกไปปรุงยาให้กับหอปรุงยาก่อน
"เรียนถามอาจารย์ ไม่ทราบว่าศิษย์สามารถหลอมเม็ดยาเผื่อไปอีกหลายเดือนข้างหน้าได้หรือไม่" นางเอ่ยถามอาจารย์ผู้มอบหมายงานให้
อาจารย์ปรุงยาระดับสามมองนางอย่างเหลือเชื่อ เขาพอจะทราบว่านางเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ยิ่งของผู้อวุโสเจิน พรสวรรค์เช่นนี้เขาเคยเห็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในแผ่นดินนี้ แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่คาดว่านางจะเอ่ยถามประโยคนี้ออกมา
"ได้ ย่อมได้แน่นอน แต่เจ้ามิต้องเข้มงวดกับตนเองถึงเพียงนั้น" เขากล่าวออกมาอย่างจริงใจ ด้วยคิดว่านางต้องการหลอมยาให้มาก ๆ เพื่อง่ายต่อการเลื่อนระดับขึ้นไปเป็นผู้ปรุงโอสถขั้นสาม
นางเอ่ยรับคำของเขาอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เรียกหวังหูกับถังหยวนเข้าไปช่วยนางปรุงโอสถ
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งเดือน นางถึงเพิ่งออกจากห้องปรุงยาแล้วนำยาเกือบทั้งหมดมอบให้อาจารย์ผู้คุมหอปรุงโอสถ เม็ดยาที่นางมอบให้นั้นมากมายเทียบเท่าจำนวนเม็ดยาของทั้งปีที่นางต้องทำให้สำนัก ผู้คนอ้าปากกว้างราวกับเห็นปีศาจ
นี่ยังใช่แม่นางน้อยผู้หนึ่งอีกหรือ
นางทำเช่นนี้ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนแล้วพวกเขาผู้ปรุงระดับสองเช่นเดียวกับนางจะต้องทำตัวเช่นไร
นางเป็นปีศาจแปลงกายมาใช่หรือไม่ บอกข้าที
ข้าเคยเจออัจฉริยะมามาก แต่กับเพิ่งเคยพบคนเช่นนาง
เสียงเล่าลือต่าง ๆ ของนางกระจายไปทั่วทั้งสำนักอย่างรวดเร็ว หากแต่นางมิได้สนใจดังเช่นเคย อีกทั้งนางยังมิสนใจผู้ใดอีกต่อไปแล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนของชาติก่อนหรือหวั่นเสียนเองก็ตาม ด้วยตอนนี้นางเพียงอยากฝึกตนเท่านั้น ยิ่งนางอยู่ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์มากเท่าใด ร่างกายและหัวใจของนางก็ยิ่งสูบฉีดพลุกพล่าน ความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ ที่นางมิเคยพบเคยเจอในชีวิตก่อน ชีวิตนี้กลับทะลักเข้ามาดั่งสายน้ำจนแทบอยากให้ร่างของตนมีสักสี่ดวงตาหกแขนอยู่แล้ว
นางจึงตั้งมั่นอยากศึกษาเกี่ยวกับพลังยุทธ์และการปรุงโอสถมากกว่าเรื่องอื่นใด
ดังนั้นหลังจากแอบให้เม็ดยาหวังหูและถังหยวนแล้ว นางยังแอบให้วิชาล่องลอยเหนือเมฆาบทที่หนึ่งที่คัดลอกไว้ให้แก่พวกเขาด้วย จะอย่างไรก็เป็นเพียงบทแรกเท่านั้น นางจึงตัดใจให้พวกเขาไปฝึกฝน เพราะยามนี้คล้ายตัวนางเบาดุจปุยฝ้ายล่องลอย ย่างก้าวหนึ่งครั้งเดินห่างพวกเขาสามก้าว ดังนั้นจึงเห็นว่านี่เป็นวิชาที่ดีวิชาหนึ่ง หากแต่ก็ตัดใจให้ทั้งสองบทมิได้ อีกทั้งพวกนางทั้งสามแม้จะคุ้นเคยกันแต่ยังห่างไกลจากคำว่าคนสนิทและครอบครัวอยู่อีกหลายส่วน ไว้เมื่อใดวางใจเขาทั้งสองได้มากกว่านี้ตอนนั้นนางค่อยคัดลอกบทที่สองให้แก่พวกเขา
'ถึงตอนนั้นนางคงฝึกฝนบทที่สามที่สี่แล้วกระมัง'
นางสะบัดศีรษะให้หยุดคิดเรื่องราวเล่านี้ไปก่อนจะคิดทบทวนวิชายุทธ์ที่นางได้เลือกไว้สองวิชาก่อนออกไปปรุงยาให้หอปรุงโอสถ
วิชากระบี่เซียนและวิชาชะลอกาล!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.576K ครั้ง

1,264 ความคิดเห็น

  1. #429 BALTASA (@BALTASA) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 21:24
    ลองใจ เพื่อผูกมิตร จะได้มิตรที่ดีหรือศัตรูในภายหน้าคงรู้กัน รู้หน้าไม่รู้ใจ
    #429
    0
  2. #342 Unchisa Warintornnuwat (@kraindeer) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 19:42
    *อะลุ้มอล่วย -> อะลุ่มอล่วย
    #342
    0
  3. #301 DeMoN-On-EaRtH (@DeMoN-On-EaRtH) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 03:39
    ใจดีเกินไปอะ
    #301
    0
  4. #196 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 21:08
    ยังไม่สนิทขนาดนั่นน่าจะคัดลอกวิชาอื่นที่จำมาได้ให้ไปก่อน วิชานี้กว่าจะอ่านได้แทบแย่ ใจดีไปหน่อยนะ
    #196
    0
  5. #115 MORNINGGLORY08 (@MORNINGGLORY08) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 20:20
    เก่งมากรู้กกกก เรื่องนี้สนุกมากจริงๆค่ะ เสียดายมากก่อนหน้าเปิดผ่าน เพราะชื่อเรื่องกับเรื่องย่อเลยคิดว่าจะมาแนวNCเยอะ555
    #115
    0
  6. #67 ราชันย์นิยาย (@mos2011) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 19:52
    ดูเหมือนแม่นางเราจะเก่งใช่ย่อยใช้เวลา 2 เค่อ จำได้เยอะขนาดนี้ ถ้าเรามีความจำได้สักครึ่งของความสามารถนางเอกเรา ผมว่าสบายล่ะ 555
    #67
    0