เกมล่าคนตาย

ตอนที่ 2 : บบที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ต.ค. 63

บทที่ 1

            

ณ บริษัทแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างใหญ่โตและมีชื่อเสียงระดับประเทศ

“ไอ้สังข์ มึงพร้อมสำหรับการประชุมนัดสำคัญในเช้าวันนี้หรือยังวะ?” เดย์ ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปี รูปร่างสมส่วน หน้าตาหล่อเหลาออกไปทางพระเอกเกาหลี เอ่ยถามเพื่อนซี้คนสนิทที่ยืนส่องกระจกอยู่ข้างๆ กัน

“ก็พอไหวว่ะ เมื่อคืนกูซ้อมมาเยอะ รับรองศัพท์ภาษาอังกฤษชัดแป๊บทุกถ้อยคำไม่มีพลาดแน่นอน” สังข์ ชายหนุ่มหน้าตี๋ สวมแว่นตากลม วัยไล่เลี่ยกันตอบกลับด้วยแววตามุ่งมั่นจ้องเขม็งไปที่เงาของตนเองซึ่งสะท้อนอยู่บนแผ่นกระจกบานใหญ่ในห้องสุขา

ความที่เป็นการประชุมนัดสำคัญเนื่องจากคู่ค้าฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงตัวแทนจากบริษัทใหญ่ต่างประเทศที่มีเงินลงทุนหลักพันล้านบาท สองหนุ่มผู้รับผิดชอบโครงการจึงต้องเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ และการเข้ามายืนส่องกระจกในห้องสุขาเพื่อทำสมาธิก็ดูจะเป็นอะไรที่ช่วยลดความตื่นเต้นได้มากทีเดียว

“เออ จริงสิ ไอ้สังข์กูมีเรื่องสำคัญที่ลืมบอกมึงไปอย่างว่ะ?” เดย์พูดเสียงเรียบๆ โดยไม่หันมองหน้า

“เรื่องสำคัญ? อะไรของมึงวะไอ้เดย์ อีกไม่กี่นาทีการประชุมก็จะเริ่มแล้วนะโว้ย” เจ้าหนุ่มหน้าตี๋พูดตอบรับอย่างรำคาญๆ “เอาๆ มึงมีอะไรก็รีบพูดมาให้จบๆ”

“อ๋อ กูก็แค่จะบอกมึงว่าตัวแทนบริษัทต่างชาติที่มาร่วมประชุมกับทางบริษัทของเราในวันนี้เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ว่ะ เขาฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องหรอก” เป็นประโยคคำพูดที่ทำเอาสังข์มองตาค้างและนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะสบถคำหยาบเสียงดังว่า

“เหี้ยแล้วไง กูสปีคไชนีสไม่เป็นซะด้วย แล้วมึงล่ะวะไอ้เดย์สปีค ไชนิสได้บ้างหรือเปล่า?”

“ก็พอได้นิดหน่อยว่ะ อย่าง หนีห่าว (สวัสดี) ไจ้เจี้ยน (ลาก่อน) เทียน ชี เหิ่น ห่าว (อากาศดีจัง) หนี่เจินเข่ออ้าย (คุณน่ารักจริงๆ) หว่อ อ้าย หนี่ (ฉันรักเธอ)” เดย์พูดยิ้มๆ

“โอ้ แต่ละคำนี่ความหมายดีๆ ทั้งนั้น ไปเลยไป มึงจะไปจีบอีสาว หมวยสาวเอ็กซ์ที่ไหนก็ไปเลย ไอ้เพื่อนเวรพึ่งพาอะไรไม่เคยได้” สังข์หันไปพูดประชดใส่ 

เมื่อแผนการไม่เป็นไปอย่างที่ตระเตรียมไว้เจ้าหนุ่มหน้าตี๋ก็เริ่มออกอาการหงุดหงิดกระสับกระส่ายเดินไปเดินมาราวกับหนูติดจั่น ก็สักพักใหญ่ล่ะนะ แล้วสุดท้ายก็เป็นเพื่อนซี้ของเขาเองนั่นแหละที่ช่วยหาทางออกให้

“มึงไม่ต้องกลุ้มใจไปหรอกไอ้สังข์ ทำใจให้สบายๆ ไว้ดีกว่าถึงเวลาเข้าประชุมมึงก็พูดไปตามที่มึงเตรียมมานั่นแหละ” 

“เฮ้ย...ได้ไงวะ นี่มันเป็นการประชุมนัดสำคัญของพวกเราเชียวนะโว้ย มึงเข้าใจคำว่า ‘final’ ไหม แล้วกูก็สปีคไชนีสไม่เป็นซะด้วย ถ้าพลาดงานนี้ก็ไม่ต้ององต้องเอามันแล้วโบนัสปลายปีน่ะ” 

ทั้งที่ถูกเพื่อนคู่สนทนาร้องตวาดใส่ไฟแลบแต่เดย์ก็ไม่คิดพูดต่อล้อต่อเถียงด้วย เขายืนสงบนิ่งและจับจ้องมองดูนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองไปเรื่อยๆ กระทั่งใกล้ถึงเวลาประชุมจึงหันไปพูดกระซิบกระซาบข้างหูเพื่อนรักว่า “ไอ้สังข์ กูลืมบอกมึงไปอีกอย่างว่ะ...ตัวแทนบริษัทต่างชาติที่มาประชุมกับทางบริษัทของเราในวันนี้เขาพูดภาษาไทยได้นะโว้ย” สิ้นเสียงคำพูดประโยคนี้ก็มีถ้อยคำสบถตามมาทันควัน

“ไอ้ห่าเดย์ มึงนี่มันกวนตีนไม่เปลี่ยนเลยนะ หลอกให้กูเดินตัวเกร็งอยู่ได้ตั้งนาน” ว่าแล้วสังข์ก็ตบกบาลเพื่อนซี้ซะหนึ่งทีเป็นการสั่งสอน ก่อนที่คนทั้งคู่จะก้าวเท้าเดินอย่างสบายใจมุ่งสู่ห้องประชุมใหญ่อันเป็นเวทีชี้ชะตาของพนักงานบริษัทเช่นพวกเขา

แม้สองหนุ่มของเราจะรู้สึกเป็นกังวลในทีแรก แต่พอได้เริ่มพูดคุยประชุมกันจริงๆ จังๆ ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่นและลงตัว เรียกว่าข้อมูลที่คนทั้งคู่หยิบยกขึ้นมาอ้างอิงใช้อธิบายผลงานนั้นเหลือเฟือเสียจนพูดออกมาได้ไม่หมด แล้วบทสรุปสุดท้ายของการประชุมเจรจากับคู่ค้าชาวจีนก็จบลงด้วยการเซ็นสัญญาตามที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งก็ทำให้นายใหญ่ผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่สองหนุ่มทำงานอยู่นั้นยิ้มหน้าบานเลยทีเดียว

“ฮ่า...ฮ่า...มันต้องให้ได้อย่างงี้สิวะ แบบนี้คงต้องพามลกับเจ้าลูกชายไปเลี้ยงฉลองความสำเร็จสักหน่อยแล้ว” เป็นเพราะยังรู้สึกอิ่มเอมใจกับช่วงเวลางานที่ผ่านมา เดย์จึงส่งเสียงหัวเราะร่าขึ้นเป็นพักๆ ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่ตัวเขาขับรถเก๋งสีขาวไปตามทางถนนในช่วงเวลาห้าโมงเย็นโดยประมาณ 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ” หญิงสาวหน้าตาสะสวยออกมายืนยิ้มรับอยู่บริเวณหน้าประตูบ้าน เธอคนนี้มีชื่อเล่นว่า มล อายุอ่อนกว่าสองปีและเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขานั่นเอง

หลังจากหยุดจอดรถเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหนุ่มก็รีบเดินเข้าไปโอบกอดจูบหญิงคนรักด้วยความเสน่หาพร้อมเอ่ยถาม “แล้วเจ้าตัวเล็กล่ะอยู่ไหน?”

“นอนหลับอยู่ในเปลค่ะ” เธอตอบ “ว่าแต่...ไหงวันนี้พี่เดย์ถึงได้กลับบ้านเร็วนักล่ะคะ? ทุกทีเห็นกลับหลังหกโมงเย็นตลอดเลยนี่”

“อ๋อ พอดีการประชุมจบลงเร็วกว่าที่คิดไว้ พอเสร็จงานปุ๊บพี่ก็รีบบึ่งรถออกมาทันทีเลย กะว่าจะมาชวนภรรยาคนสวยของพี่ออกไปทานข้าวนอกบ้านด้วยกันน่ะครับ” เขาพูดหยอกด้วยสีหน้าทีเล่นทีจริง แต่ก็ถูกสาวเจ้าปฏิเสธสวนกลับดื้อๆ

“เรื่องนั้นเอาไว้วันหลังเถอะค่ะ วันนี้มลทำกับข้าวไว้เยอะเลยขืนไม่กินให้หมดจะเสียของเอาเปล่าๆ น่าเสียดายออก” เมื่อเห็นท่าทีของผู้เป็นสามีดูผิดหวัง เธอจึงพูดยิ้มๆ ต่อไปว่า “กับข้าววันนี้มีทั้งน้ำพริกกะปิ ไข่ชะอมทอด ต้มยำกุ้ง และตอนที่ไปจ่ายตลาดมลซื้อหมูสะเต๊ะเจ้าดังมาฝากพี่ด้วยนะ”

พอได้ยินรายชื่ออาหารที่ศรีภรรยาไล่เรียงมาเท่านั้นแหละ เจ้าหนุ่มก็ถึงกับน้ำลายสอขึ้นมาทันทีเลย เพราะทั้งหมดล้วนเป็นอาหารจานโปรดของตัวเองน่ะสิ ฮ่า...ฮ่า...แล้วยังจะมัวรีรออะไรอีกล่ะ 

“เอ่อ...งั้นเอาไว้ไปทานข้าวนอกบ้านวันพรุ่งนี้ก็ได้ครับ” เดย์ยิ้มรับเขินๆ ก่อนจะเดินตามเธอเข้าไปภายในบ้าน 

ในสายตาของผู้คนรอบข้าง...ครอบครัวของเจ้าหนุ่มเดย์ดูจะครบสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง คือ มีทั้งบ้าน มีทั้งรถยนต์รวมถึงเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ ให้ใช้สอย แถมผู้เป็นสามีก็มีอาชีพการงานที่มั่นคง อีกทั้งภรรยาคู่ชีวิตก็มีหน้าตาสะสวย นิสัยอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี และที่สำคัญเลยคนทั้งคู่ได้ก่อกำเนิดพยานรักเป็นลูกชายตัวน้อยหนึ่งคนด้วย 

“การประชุมในวันนี้เป็นยังไงบ้างคะ?” มลเอ่ยถามระหว่างนั่งรับประทานอาหารมือเย็นด้วยกัน ที่เธอจงใจพูดถามถึงเรื่องงานเพราะอยากเปิดโอกาสให้ชายคนรักได้คุยอวดบ้าง 

“ทุกอย่างดูโอเคเลย คู่เจรจาการค้าตอบรับดีมาก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ สิ้นปีนี้พี่คงมีเงินเหลือเก็บพอที่จะพามลกับเจ้าลูกชายไปทัวร์ยุโรปแน่ๆ” ชายหนุ่มพูดเสียงระรื่นหลังจากตักอาหารเข้าปากคำโต

“ไม่ต้องไปเที่ยวไกลถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เอาแค่...พามลกับลูกกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เชียงรายบ้างก็พอ” ผู้เป็นภรรยายิ้มรับพลางนึกย้อนไปถึงบทสนทนาผ่านทางโทรศัพท์ในช่วงเช้าของวันที่ผ่านมา ซึ่งตัวเธอได้เผลอหลุดปากตอบรับคำของพ่อแม่ไปก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะหาเวลาไปเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องภายในปีนี้

“อืม...ถ้ามลอยากจะไปหาพ่อแม่ที่เชียงรายล่ะก็ งั้นเดี๋ยวช่วงหน้าเทศกาลหยุดยาวหลายๆ วันพี่ขับรถพาไปก็ได้นะ” เดย์เสนอ

“ไปวันธรรมดาไม่ได้หรือคะ ช่วงเทศกาลรถเยอะอันตรายออก” 

เจ้าหนุ่มไม่ได้ตอบรับในทันที เขาหยุดชั่งใจคิดนิดหนึ่งด้วยความลังเลไม่แน่ใจและพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้ปิดท้ายบทสนทนา “งั้นเดี๋ยวพี่ขอเช็คตารางงานก่อนนะ ถ้าลาหยุดยาวได้วันไหนจะรีบบอกทันทีเลย”

แล้วเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ก็มาเกิดขึ้นในช่วงเช้าของอีกวัน ใครจะไปคิดล่ะว่า...คำขอจากหญิงคนรักจะกลายเป็นความจริงได้ เมื่อผู้เป็นหัวหน้างานของเจ้าหนุ่มใจดียอมให้เขาลาหยุดได้ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม โดยมีกำหนดเริ่มต้นจากวันพรุ่งนี้เลย ฮ่า...ฮ่า...นี่ก็เป็นผลพลอยได้มาจากการที่ตัวเขาเจรจาการค้าสำเร็จลุล่วงนั่นแหละนะ

“ดีจริง ได้หยุดพักผ่อนตั้งเจ็ดวันแน่ะ ถ้ามลรู้เรื่องนี้ต้องดีใจมากแน่ๆ เลย” เดย์คิดในใจระหว่างขับรถกลับบ้านหลังเลิกงาน เขาตั้งใจว่าจะนำข่าวดีนี้ไปแจ้งบอกให้รู้ด้วยตนเองเลย

ทว่าเรื่องราวแสนเซอร์ไพรส์ที่เกิดขึ้นในรอบวันมันหาได้หมดแค่เท่านี้น่ะสิ เพราะในระหว่างขับเคลื่อนรถยนต์ข้ามสะพานปูนนั้นจู่ๆ ก็มีสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งบดบังทัศนวิสัยจนมองแทบไม่เห็นทาง

“เฮ้ย...อะไรวะเนี่ย ไม่ใช่หน้าฝนสักหน่อยแล้วฝนตกได้ไงวะ” เสียงเจ้าหนุ่มร้องโอดครวญ ความที่เป็นคนขับขี่รถด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท เขาจึงชะลอความเร็วรถและพยายามขับเลาะริมไหล่ทางไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น 

แต่เพียงไม่กี่นาทีให้หลังก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “นี่มันชักจะยังไงๆ แล้วนะ ทำไมรถของเราถึงขับไม่พ้นแนวขอบสะพานสักทีวะ!” ด้วยระยะทางเพียงหกร้อยกว่าเมตรอันเป็นความยาวของสะพานปูน ถึงจะขับรถช้าแค่ไหนก็ไม่น่าจะกินเวลายาวนานหลายนาทีหรอก แต่จนถึงตอนนี้เขากลับยังคงสังเกตเห็นแนวขอบรั้วของสะพานอยู่ตลอด

เมื่อเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล เดย์จึงตัดสินใจหยุดจอดรถเพื่อเพ่งสายตามองดูฉากวิวทิวทัศน์รอบๆ ตัวอย่างพิจารณา แล้วก็พบพิรุธที่     ซุกซ่อนอยู่ในภาพแทบจะในทันที “เฮ้ย...รถคันอื่นหายไปไหนหมดวะ?!” เพราะในช่วงเวลาเย็นค่ำหลังเลิกงานเช่นนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่มีรถวิ่งอยู่บนท้องถนนเลยสักคัน

ในระหว่างที่กำลังลังเลไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์ผิดแปลกที่เกิดขึ้นยังไงดี ภาพของพายุฝนที่พัดโหมกระหน่ำก่อนหน้าก็อันตรธานจางหายไปเสียเฉยๆ และเพียงแค่เผลอกระพริบตาเจ้าหนุ่มของเราก็กลับมามองเห็นรถยนต์หลากแบบหลายยี่ห้อแล่นสวนกันไปมาอย่างที่ควรเป็น แถมยังได้ยินเสียงแตรรถดังไล่หลังซ้ำๆ ไม่หยุด ต้นเหตุก็มาจากการที่ตัวเขาดันหยุดจอดรถกลางสะพานขวางทางรถคันอื่นนั่นแหละ

“โทษทีครับๆ จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” เดย์พูดขึ้นลอยๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครได้ยินถ้อยคำสำนึกผิดนี้ก็ตาม 

ทั้งที่ยังรู้สึกงงงันกับฉากวิวทิวทัศน์ที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา แต่เขาก็จำต้องเหยียบคันเร่งเพื่อให้ขบวนรถที่จอดติดเป็นทิวแถวขับเคลื่อนไปต่อได้ ทว่าในเสี้ยววินาทีที่รถเริ่มขยับเลื่อนนั้นจู่ๆ ในทิศทางเบื้องหน้าก็ปรากฏมีคลื่นทะเลหมอกสีขาวขุ่นพัดถาโถมเข้าใส่กลืนกินรถยนต์ทุกคันที่อยู่รายรอบไปจนหมดสิ้น

“เกิดอะไรขึ้นกับกูอีกวะ!!” เดย์ร้องตกใจกับภาพที่เห็น แล้วสัญชาตญาณความตื่นกลัวก็สั่งให้ขาของเขาเหยียบเบรกหยุดรถกะทันหันอีกครั้ง แต่ผลที่ได้มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดน่ะสิ เนื่องจากรถยนต์คู่ใจยังคงพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“เฮ้ย...หยุดสิวะ กูบอกให้หยุดไง” เจ้าหนุ่มร้องโวยวายลั่นและพยายามเหยียบเบรกซ้ำๆ อีกนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าก็เหมือนจะเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์ “โธ่เว้ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ” 

เมื่อเข้าตาจนเดย์จึงหันไปบิดกุญแจรถเพื่อดับเครื่องยนต์มันซะเลย หึๆ แต่ก็อีกนั่นแหละ สิ่งที่ทำลงไปนั้นดูจะไม่เกิดผลใดๆ และถึงตรงนี้เขาก็รู้ตัวแล้วล่ะว่าไม่อาจควบคุมสถานการณ์พิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นกับตนเองได้อีกต่อไป 

“อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย!!” เจ้าหนุ่มคิดในใจ แต่เพียงแค่คิดประตูทุกบานในรถก็ตอบสนองรับทันควันด้วยการกดปิดล็อคอัตโนมัติพร้อมๆ กันกับที่ฉากวิวทิวทัศน์สองฝั่งทางถนนเริ่มปรากฏมีเงาร่างมนุษย์ผิวกายซีดเผือดจำนวนนับไม่ถ้วนยืนเรียงราย มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็กและคนแก่ ทุกคนแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าโบราณย้อนยุคและต่างจ้องมองเขม็งมาที่รถของเขาด้วยแววตาอาฆาตแค้นแบบที่ไม่มีวันยอมยกโทษหรือให้อภัยอย่างเด็ดขาด

“ฝัน ต้องเป็นฝันแน่ๆ ใช่ เรากำลังนอนหลับฝันอยู่” เพราะตกอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความสับสน นี่จึงเป็นคำพูดปลอบใจตัวเองเพียงประโยคเดียวที่เขาพอจะคิดออก และทั้งที่ไม่ได้คาดหวังให้ใครมาตอบกลับแต่มันก็มีเสียงหนึ่งร้องคำรามขึ้นว่า

“นี่ไม่ใช่ความฝันหรอกไอ้คนจัญไรขายชาติ เวรกรรมได้ตามมาสนองมึงถึงที่แล้ว”

                         

…………………………………………

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น