นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย 㺷 1

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
1 ในเรื่องสั้นๆ 5 เรื่องที่เขียนเสร็จและจัดตีพิมพ์เรียบร้อยแล้วในชื่อหนังสือ 'หลอนฉบับกระเป๋า' ครับผม  


เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 มี.ค. 60 / 06:53


 

กระเป๋าใบที่ 1

                เสียงเพลงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นภายในห้องพักของชายโสด

                “ฮัลโหล จู่ๆ โทรมาหากันแบบนี้...มีอะไรให้พี่ชายคนนี้รับใช้หรือครับน้องเมย์” นุ ชายหนุ่มหน้าตี๋ไว้ผมทรงสกินเฮด รูปร่างอวบอั๋น เอ่ยทักทายด้วยถ้อยคำเป็นกันเอง

                ไม่มีคำพูดใดๆ ตอบกลับมาจากเธอที่อยู่ปลายสาย แต่กระนั้นก็มีเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาดังลอดออกมาจากเครื่องโทรศัพท์พอให้ได้ยิน

“เฮ้ย...น้องเมย์เป็นอะไร นั่นน้องกำลังร้องไห้อยู่ใช่ไหม?” เขารีบพูดถามด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากหญิงสาวรุ่นน้องที่โทรมาหานั้นเป็นแฟนของเพื่อนในกลุ่ม

ยังไม่มีเสียงตอบกลับมาจากเธอที่อยู่ปลายสาย นอกจากเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

“อย่าบอกนะว่าน้องเมย์ทะเลาะกับไอ้เดชอีกแล้ว” เจ้าหนุ่มลองพูดเดา เพราะเรื่องที่จะทำให้เธอร้องไห้เสียใจแล้วโทรศัพท์มาหา...ก็มีอยู่เรื่องเดียวนี่แหละ

 “เอ่อ...ค่ะ หนูจับได้ว่าพี่เดชเขาแอบไปมีผู้หญิงคนอื่น เราก็เลยทะเลาะกัน” เธอตอบอึกอัก ลังเล

หา...อีกแล้วหรือ อะไรกันวะไอ้เพื่อนคนนี้ แม่ง...มีสาวสวยอย่างน้องเมย์อยู่ข้างกายแล้วทั้งคนยังจะคิดนอกใจไปมีกิ๊กมีกั๊กอีก” นุพูดบ่นๆ แล้วจึงร้องบอกเสียงดุว่า “โอเค เรื่องของไอ้เดชเดี๋ยวพี่จัดการเคลียร์ให้เอง น้องจะให้พี่ตบหัวมันสักฉาดสองฉาดหรือว่าจะให้พี่อัดมันจมกองเลือดดีล่ะ”

“ก็แล้วแต่พี่นุแล้วกัน ฮือๆ”

                                                ............................................................... 

                ณ สะพานแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ช่วงเวลาหกโมงเย็นโดยประมาณ

                วันนี้รถมันติดบ้าอะไรกันวะ ป่านนี้แล้วยังไม่ยอมขยับไปไหนอีก เดช ชายหนุ่มหน้าหล่อที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนาข้างต้นร้องบ่นหงุดหงิดเสียงดัง ก่อนจะหันไปปลอดล็อคเข็มขัดนิรภัยและเปิดประตูลุกเดินออกมาจากรถเก๋งสีดำคันงามของตัวเอง

                ฉากวิวทิวทัศน์ที่เขาได้เห็นตรงเบื้องหน้านั้น คือ ภาพของรถยนต์หลากหลายขนาดจอดติดเรียงกันเป็นทิวแถวและทอดยาวไปไกลถึงสี่แยกไฟแดงที่อยู่อีกฟากของสะพานปูน

                เซ็งชะมัดเลยโว้ยว่าแล้วเจ้าหนุ่มก็ล้วงหยิบเอาบุหรี่ขึ้นมาสูบด้วยสีหน้าที่ดูอิดโรยราวกับคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน

                ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นตำรวจนายหนึ่งก้าวเดินอย่างเร่งรีบมาจากทิศทางเบื้องหน้า ด้วยความสงสัยในสถานการณ์ผิดปกติที่เป็นอยู่ตอนนี้เดชจึงร้องถามออกไปตรงๆ ว่า

มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับคุณตำรวจ? ทำไมรถถึงได้ติดนานแบบนี้ล่ะครับ

                มันมีอุบัติเหตุรถชนประสานงากันตรงสี่แยกข้างหน้าน่ะน้อง รถนักเรียนอัดกับรถสิบล้อ ตายคาที่สิบสองศพ บาดเจ็บอีกเพียบ อืม...คิดว่าอีกสักเดี๋ยวคงจะเคลียร์เส้นทางเสร็จแล้วล่ะ ช่วยทนรออีกหน่อยก็แล้วกันนะ คงไม่นานหรอกนายตำรวจหนุ่มวัยกลางคนหันมาเอ่ยตอบด้วยถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนประชดประชันและก็เดินแยกจากไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งคำถามอีก

ฟังจากประโยคคำตอบรวมถึงน้ำเสียงที่พูดออกมานั้นก็พอจะเดาได้ว่า...นายตำรวจคนนี้คงเบื่อที่จะพูดตอบคำถามนี้แล้วล่ะ ด้วยเพราะในระหว่างทางถนนที่ตัวแกเดินผ่านมานั้น มันมีคนอยากรู้อยากเห็นเอ่ยถามมาตลอดทางเลยน่ะสิ  

                อืม...คนตายเยอะซะขนาดนั้น ยังไงพวกตำรวจก็คงแห่กันมาช่วยอยู่แล้ว เดชคิดในใจ แม้จะรู้สึกใจหายกับข่าวเศร้าที่ได้ยิน แต่ตัวเขาในตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องไปทำ จะมามัวหยุดยืนไว้อาลัยให้กับเรื่องเศร้าของคนอื่นไม่ได้หรอก

                “เอายังไงดีวะ”

                ไม่ถึงสิบนาทีหลังจากที่พูดคุยกับคุณพี่ตำรวจ ขบวนรถยนต์ก็เริ่มขยับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ทีละเล็กทีละน้อย ถึงตรงนี้...แทนที่เจ้าหนุ่มหน้าหล่อของเราจะขับรถตรงไปข้างหน้าตามความตั้งใจเดิม เขากลับหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าซอยหนึ่งที่อยู่ด้านขวามือ อีกทั้งยังเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางกะทันหัน โดยเล็งไปที่หอพักของเพื่อนคนสนิทที่อยู่ห่างจากสะพานไปประมาณสองกิโลเมตร

                ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก... เสียงเคาะประตูห้อง 716 ดังรัวขึ้น ซึ่งก็เป็นสาเหตุทำให้เจ้าหนุ่มหน้าตี๋ที่กำลังนั่งเล่นเกมคอมฯ อยู่ภายในห้องนั้นต้องแหกปากร้องตอบรับอย่างรำคาญๆ ว่า

                มาแล้วๆ กูมาแล้วครับ

                อ้าว...ไอ้เดช มึงจะมาหากู ทำไมไม่โทรบอกกันก่อนวะ นี่ถ้าเกิดกูไม่อยู่ในห้องมึงจะทำยังไงนุ ผู้เป็นเจ้าของห้องแกล้งทำทีว่ารู้สึกแปลกใจกับการมาเยือนของเพื่อนคนสนิท ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ช้าก็เร็วเจ้าเพื่อนตัวแสบต้องมาหาอยู่แล้ว ก็อย่างว่าล่ะนะ...เวลาที่เดชมีเรื่องทะเลาะกับน้องเมย์ทีไรก็มักจะหนีมาหลบภัยที่ห้องพักของนุเป็นประจำนี่ 

                โทษทีวะไอ้นุ ถ้าเลือกได้กูก็ไม่อยากจะมารบกวนมึงหรอกเจ้าหนุ่มหน้าหล่อพูดเสียงอ่อย ก้มหน้าไม่ยอมสบตาด้วย

                ไอ้ห่านี่ รบกงรบกวนอะไรวะ กูยังไม่ได้ว่าอะไรมึงสักคำ กูแค่อยากให้มึงโทรบอกกูก่อน กูจะได้อยู่รอ...นี่ถือว่ามึงโชคดีนะเนี่ยที่กูยังอยู่ในห้อง ปกติเวลาประมาณนี้น่ะกูออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วนุพูดสวนคำพลางจ้องมองไปที่กระเป๋าใส่เสื้อผ้าสีดำใบใหญ่แบบมีล้อลากซึ่งตั้งวางอยู่บนพื้นข้างๆ ตัวของคู่สนทนา

เล่นขนกระเป๋ามาแบบนี้...ไอ้เดช นี่มึงทะเลาะกับน้องเมย์มาอีกแล้วใช่ไหม?” เจ้าหนุ่มหน้าตี๋ยังคงแสร้งตีหน้าซื่อเอ่ยถาม เขาอยากรู้ว่าเจ้าเพื่อนจอมเจ้าชู้จะมาไม้ไหน จะแต่งเรื่องโกหกหลอกหรือจะพูดความจริง แล้วคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ

                ใช่ เมย์ไล่กูออกจากห้องว่ะ กูผิดเองแหละ เมย์จับได้ว่ากูมีกิ๊ก เราก็เลยทะเลาะกัน ตะ...แต่กูรักเมย์คนเดียว มึงก็รู้เดชพูดเสียงสั่น ยอมสารภาพออกมาตรงๆ โดยไม่คิดปิดบัง และทันทีที่พูดจบประโยคน้ำตาของลูกผู้ชายก็รินไหลออกมาอย่างไม่อายใคร

                พอได้เห็นเพื่อนรักร้องไห้สำนึกผิดต่อหน้าต่อตาแบบนี้ จากเดิมที่คิดเอาไว้ว่าจะพูดด่ากอกหูมันสักสองชั่วโมง ไม่ก็อัดสักทีสักสองทีตามที่ได้พูดคุยกับน้องเมย์ไว้ก่อนหน้านี้ทางโทรศัพท์ นุก็เกิดใจอ่อนทำไม่ลงซะอย่างงั้น เฮ้อ...มึงก็เหลือเกินว่ะไอ้เดช มีน้องเมย์อยู่แล้วทั้งคนยังจะแอบไปมีหญิงอื่นอีก แล้วจะเอายังไงล่ะทีนี้”

                กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ

                เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาครู่หนึ่งสั้นๆ เมื่อสองหนุ่มต่างหยุดนิ่งใช้ความคิด ก่อนจะเป็นฝ่ายของเจ้าหนุ่มหน้าตี๋ที่พูดต่อไปว่า

                ไอ้เดช แล้วน้องเมย์ได้คืนแหวนให้มึงหรือเปล่าล่ะ?” นุตั้งคำถามขึ้นลอยๆ มันเป็นคำถามที่นำไปสู่การพูดให้กำลังใจเพื่อน

                แหวน?”

                ก็แหวนทองคำขาวประดับพลอยสีฟ้ารูปหัวใจไง จำไม่ได้หรือวะ แหวนวงที่มึงซื้อให้น้องเมย์เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีก่อนน่ะ

                อ๋อ แหวนวงนั้น...ยังอยู่ที่เมย์ว่ะ

                ไม่ได้คืนแหวนให้ แสดงว่าน้องเมย์ก็ยังรักมึงอยู่แหละ ถ้าเป็นแบบนี้กูก็พอจะช่วยพูดแก้ตัวให้มึงได้ รู้ไหมไอ้เดช...น้องเมย์เคยบอกกับกูว่าแหวนวงนั้นน่ะสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยนะเจ้าหนุ่มหน้าตี๋พูดพลางเอื้อมมือไปจับที่หัวไหล่ของเพื่อนรักเพื่อปลอบโยน เอาเป็นว่า...ช่วงนี้มึงมาพักอยู่กับกูก่อนก็แล้วกัน รอให้น้องเมย์ใจเย็นลงสักนิด อืม...ก็น่าจะสักสองสามวันแหละ ถึงตอนนั้นกูจะไปพูดกับน้องเมย์ให้เอง

                เดชเงยหน้าขึ้นสบตากับนุด้วยแววตาที่ดูเศร้าพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากแทนคำขอบคุณ จากนั้นจึงก้มหน้าลงและพูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาเหมือนคนจะหมดแรงว่า

                ไม่ดีกว่าว่ะ ที่ผ่านมากูรบกวนมึงมาเยอะแล้ว เรื่องเมย์น่ะเดี๋ยวกูหาทางเคลียร์เอาเอง ถึงจะต้องใช้เวลามากสักหน่อยก็เถอะ

                เฮ้ย...ถ้าไม่ให้กูช่วยแล้วมึงมาหากูทำไมวะ

                กูแค่อยากเอาของที่กูไม่ค่อยได้ใช้มาฝากไว้ที่ห้องมึงเท่านั้น มันค่อนข้างเกะกะน่ะถ้าจะเอาติดตัวไปด้วยเดชพูดพลางชี้ไปที่กระเป๋าสีดำใบใหญ่ของตนเอง

                เอาของมาฝาก...เดี๋ยวนะๆ  ถ้ามึงไม่คิดมาอยู่กับกูแล้วมึงจะไปอยู่ไหนวะไอ้เดช?” นุถามด้วยความเป็นห่วง

                กูว่าจะออกต่างจังหวัดว่ะ ไปหาที่เงียบๆ พักสมองสักระยะ

                อ้าว...แล้วเรื่องงานบริษัทของมึงล่ะจะทำไง?”

                เมื่อเช้ากูยื่นใบลาออกไปแล้ว

                เฮ้ย...แค่ทะเลาะกับแฟนถึงกลับต้องลาออกจากงานเลยหรือ นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะโว้ย เดี๋ยวนี้งานการแต่ละอย่างไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ คนตกงานมีเป็นล้าน

                ช่างเถอะ กูเบื่อว่ะ กูอยากพัก กูไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้นแล้วตอนนี้ มึงเข้าใจไหมว่ากูเครียดเดชพูดเสียงกระแทกใส่เหมือนอยากจะระบายความอัดอั้นในใจออกไปบ้าง และก็พูดทิ้งทายว่า

                ไอ้นุ กูรู้ว่ามึงเป็นห่วงกู แต่คราวนี้กูไม่ไหวจริงๆ ว่ะ กูขอตัวก่อนนะพูดจบชายหนุ่มผู้เยือนก็เดินแยกจากไปโดยไม่สนใจฟังคำทัดทานของเพื่อนรัก

                ไอ้เดช เดี๋ยวก่อนสิวะ อย่าพึ่งไป มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน...

                เมื่อเห็นเดชเดินหายเข้าไปในลิฟต์นุก็หยุดร้องตะโกนเรียก เขาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสักพักและยังคงจ้องมองไปที่ทางเข้าลิฟต์ โดยแอบหวังว่าเพื่อนจะเปลี่ยนใจเดินย้อนกลับมาหา ทว่าสิ่งที่คาดหวังมันก็หาได้เป็นอย่างที่คิด...เมื่อรู้ว่ายืนมองต่อไปก็เปล่าประโยชน์เจ้าหนุ่มจึงหันกลับมาลากกระเป๋าสีดำใบใหญ่เข้าห้องของตนเองด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายใจ

                เฮ้อ...ให้มันได้อย่างนี่สิวะเพื่อนกู แม่ง...เอาแต่ใจฉิบหาย

                ความที่ไม่อยากเก็บเอาเรื่องของคนอื่นมาคิดให้หนักหัว เจ้าหนุ่มหน้าตี๋ก็เลยจัดการเอากระเป๋าของเดชยัดใส่ไว้ในซอกข้างตู้เสื้อผ้า จากนั้นก็เดินมานั่งลงหน้าจอคอมฯ เพื่อเล่นเกมที่ค้างไว้ต่อ นานแค่ไหนไม่รู้ที่ตัวเขานั่งกดปุ่มอยู่หน้าจอคอมฯ มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อมีเสียงเพลงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะความสนุกนั่นแหละ

                ฮัลโหล มีอะไรวะไอ้ต้น?” นุเอ่ยถามเพื่อนชายที่อยู่ปลายสาย

                ไอ้ห่า ถามมาได้นะมึง ก็มึงเองไม่ใช่หรือวะที่บอกให้กูช่วยโทรมาเตือนเสียงปลายสายตะคอกกลับ จำไม่ได้หรือไง สี่ทุ่มคืนนี้แมนยูฯ เตะกะลิเวอร์พูล แล้วมึงก็นัดกู ไอ้นพ ไอ้โจ ออกมานั่งดูบอลที่ร้านหมูกระทะ

                เออ...จริงด้วย กูลืมไปเลย โทษทีๆ กูมัวแต่นั่งเล่นเกมคอมฯ เพลินไปหน่อยเจ้าหนุ่มหน้าตี๋พูดแก้ตัว เขาเหลือบมองเวลาที่แสดงให้เห็นเป็นตัวเลขตรงบริเวณขอบด้านล่างของหน้าจอคอมฯ แวบหนึ่ง ก่อนจะรีบกดปุ่มปิดเกมคอมฯ ในทันที เนื่องด้วยในตอนนี้มันใกล้จะถึงเวลานัดหมายแล้วน่ะสิ

                แหมๆ ทำเป็นพูดว่านั่งเล่นเกมคอมฯ กูรู้ทันหรอกน่ะว่ามึงกำลังโหลดหนังโป้อยู่ มึงนี่หื่นตัวพ่อจริงๆ ว่ะไอ้นุ ก็เพราะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องแบบนี้แหละมึงถึงไม่มีแฟนกับเขาสักที ฮ่า...ฮ่า...” เสียงเพื่อนร้องแซว

                ไอ้บ้า กูกำลังเล่นเกมออน์ไลน์อยู่จริงๆ โว้ย และ...ที่กูไม่มีแฟนน่ะมันเป็นเพราะเพื่อนเกย์อย่างมึงนี่แหละ ชอบมาเดินเกาะแกะอยู่ข้างๆ จนสาวๆ พลอยเข้าใจกูผิดหมดนุพูดโต้ ยิ้มๆ แล้วก็ชิงตัดสายโทรศัพท์เดี๋ยวนั้น ไอ้ต้น แค่นี้ก่อนนะโว้ย เดี๋ยวกูขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บ เสร็จแล้วจะรีบไปหาพวกมึง

                เป็นเพราะเวลาที่เหลืออยู่ค่อนข้างจวนเจียนเต็มทน เจ้าหนุ่มหน้าตี๋จึงทำได้แค่หันไปคว้าเสื้อฟุตบอลตัวเก่งที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ามาสวมใส่คู่กับกางเกงยีนสีดำ แล้วก็รีบเปิดประตูเดินออกไปจากห้องพักโดยไม่ลืมที่จะหยิบเอากุญแจห้องรวมถึงโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วย

                การเชียร์บอลควบคู่กับการนั่งรับประทานอาหารแบบเหมาจ่ายร่วมกับกลุ่มเพื่อนสนิทในค่ำคืนนี้ยังคงสนุกสนานเฮฮาตามบรรยากาศที่พาไปเหมือนเช่นเคย เฮ้อ...ถึงแม้ในตอนท้ายที่สุดผลการแข่งขันฟุตบอลคู่เอกจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ก็ตาม แล้วอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดจากผลบอลก็ชักนำให้นุกับเพื่อนๆ เลือกที่จะเตลิดไปเที่ยวผับแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านหมูกระทะนั้น กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงตีสอง...เจ้าหนุ่มหน้าตี๋ก็ประคองร่างของเพื่อนชื่อต้นกลับมาที่ห้องพักของตัวเองในสภาพมึนเมาเดินเอนไปเอียงมาทั้งคู่ โดยเฉพาะเจ้าต้น ชายหนุ่มร่างบึก คิ้วเข้ม ที่เมาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแล้ว

                ระ...รอกูแป๊บนะไอ้ต้น เดี๋ยวกูเปิดประตูก่อนนุพูดพลางล้วงหยิบกุญแจจากในกระเป๋ากางเกงออกมาไขเปิดประตูห้องพัก และทันทีที่บานประตูถูกดึงเปิดออก ภาพที่เขาได้เห็นผ่านแสงนีออนจากโถงทางเดิน ก็คือ ภาพของกระเป๋าสีดำใบใหญ่ตั้งขวางทางเข้า

                เฮ้ย...อะไรวะ นี่มัน...กระเป๋าของไอ้เดชนี่หว่า เอ...เดี๋ยวนะ กูจำได้ว่า...กูยัดมันไว้ข้างซอกตู้เสื้อผ้าแล้วนี่ผู้เป็นเจ้าของห้องพักพูดเสียงยานคาง ตาลอยเพราะฤทธิ์ของสุรา ก่อนจะลากกระเป๋าของเพื่อนไปเก็บไว้ที่เดิม

                ก็อย่างที่เห็น...ความมึนเมาตกค้างผสมกับความอ่อนเพลียทางร่างกายทำให้นุไม่ได้ใส่ใจในความผิดปกติที่เกิดขึ้น เขาเดินย้อนออกไปนอกห้องเพื่อประคองร่างของเจ้าเพื่อนตัวดีเข้ามานอนบนเตียง แล้วไม่กี่นาทีจากนั้นสองหนุ่มก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยปริยาย

                แต่อย่างไม่รู้ตัว...ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดมิดที่มีเพียงแสงนีออนจากโถงทางเดินหน้าห้องส่องสว่างลอดผ่านช่องขอบประตูด้านล่างเข้ามา มันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นเป็นจังหวะ ครืด...ครืด...ครืด... และปิดท้ายด้วยเสียงขูดอะไรสักอย่างดัง แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก... ติดต่อกันนานนับชั่วโมง

                                                                                .........................................

                เฮ้ย...สิบโมง ฉิบหายแล้ว สายป่านนี้แล้วหรือวะ!หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมองดูนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองเจ้าต้นก็ส่งเสียงร้องโวยวายดังลั่นห้อง

                ไอ้ห่านุ มึงทำไมไม่ปลุกกูวะเขารีบหันขวับไปร้องเอ็ดเพื่อนที่นอนอยู่ข้างๆ กัน แต่ก็พบว่านุยังคงนอนหลับสนิทไม่เคลื่อนไหว

                ซวยแล้วกู โดนเมียด่าแหงะๆ เมื่อคืนก็ไม่ได้โทรบอกซะด้วยว่าจะมานอนค้างห้องไอ้นุความที่กลัวเมียสุดฤทธิ์ ต้นจึงตัดสินใจก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปที่บานประตูห้อง เรียกว่าตั้งใจกลับบ้านเดี๋ยวนั้นเลย ทว่าในจังหวะที่กำลังรีบร้อนจนรนนั้น...

โครม...ม... เขาก็เผลอเดินชนของบางอย่างที่ตั้งวางอยู่บริเวณหน้าประตูห้องเข้าเต็มๆ

                อู๊ย...ใครเอากระเป๋าเสื้อผ้ามาวางไว้ตรงนี้กันวะ วางแอบๆ หน่อยก็ไม่ได้เจ้าหนุ่มคิ้วเข้มร้องบ่นพลางใช้มือดันตัวลุกขึ้นยืน

                ปึง... เสียงบานประตูห้องปิดกระแทกกลับคืนดังขึ้นหนึ่งครั้ง เป็นหนึ่งครั้งที่มาพร้อมกับเรื่องราวชวนฉงน

หึๆ ก็ใครมันจะไปคิดล่ะว่า...หลังจากที่บานประตูปิดกลับคืน กระเป๋าสีดำใบใหญ่ซึ่งถูกเจ้าต้นชนล้มคว่ำไปแล้วนั้นจะค่อยๆ เอนกลับตั้งขึ้นเองได้โดยที่ไม่มีใครไปแตะต้อง!

                หลายชั่วโมงผ่านไป

                 “หาว...เมื่อคืนเมาหนักเลยกู นี่ถ้าแมนยูฯ ไม่แพ้ลิเวอร์พูลกูคงแดกเหล้าได้สนุกกว่านี้อีกเยอะเลยเสียงนุที่พึ่งตื่นนอนร้องบ่นครวญเบาๆ ขณะที่ตัวเขายังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง

                ไอ้ต้น ตื่นหรือยังวะมึง?” เจ้าหนุ่มงัวเงียถาม

                เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาราวสามวินาที และเมื่อไม่ได้ยินเสียงของเพื่อนตอบรับกลับมา นุจึงพลิกตัวนอนหงายพร้อมกับเอื้อมมือไปควานหานาฬิกาปลุกสีแดงทรงสี่เหลี่ยมที่วางอยู่บนหัวเตียง หยิบเอามันมาดูใกล้ๆ ตา

จะเที่ยงแล้วหรือวะเนี่ย อืม...ป่านนี้ไอ้ต้นคงกลับไปง้อเมียที่บ้านแล้วล่ะ ฮ่า...ฮ่า...  เฮ้อ...แล้วตัวเราล่ะจะทำอะไรดีวะวันนี้” เขาหยุดคิดในใจนิดหนึ่งก่อนจะสรุปกับตัวเองว่า “อืม...อาบน้ำแต่งตัวและลงไปหาอะไรอร่อยๆ กินหน้าปากซอยดีกว่า ไหนๆ วันนี้ก็ไม่ได้ไปทำงานอยู่แล้ว

                พูดจบนุก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมา แล้วในตอนนี้แหละที่สายตาของเขาหันไปเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง

เฮ้ย...ใครเอากระเป๋าของไอ้เดชออกมาเล่นอีกวะ! ก็เมื่อคืนจำได้ว่า...เราเอาไปเก็บไว้ข้างตู้เสื้อผ้าแล้วนี่หว่าเจ้าหนุ่มหน้าตี๋นึกทบทวนด้วยสีหน้าลังเลไม่มั่นใจ ก็อย่างที่รู้ล่ะนะว่า...เมื่อคืนตัวเขาค่อนข้างเมามากก็เลยไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป เอ...หรือว่าเราจะไม่ได้เก็บ อ๊ะ หรือว่าไอ้ต้นมันจะเอาออกมาเล่น ฮ่า...ฮ่า... ต้องใช่แน่ๆ มีมันคนเดียวนี่แหละที่ชอบแกล้งอำเรา

                ว่าแล้วเจ้าหนุ่มหน้าตี๋ก็ลากกระเป๋าของเพื่อนไปเก็บไว้ข้างตู้เสื้อผ้าที่เดิม จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องสุขาเพื่อปัสสาวะ ทว่ายังไม่ทันจะได้รูดซิปกางเกงก็มีเสียงเพลงริงโทนโทรศัพท์มือถือดังสวนขึ้นเสียก่อน

                ฮัลโหล มีอะไรวะไอ้ต้น? โทรมาแต่เช้าเชียวนะมึง

                เช้าห่าอะไร นี่มันจะเที่ยงแล้วนะโว้ยปลายสายพูดโต้

                เออๆ เที่ยงก็เที่ยง แล้วมึงโทรมาทำไมวะตอนนี้?”

                กูมีเรื่องจะขอให้มึงช่วยหน่อยว่ะไอ้นุ ไอ้เพื่อนแสนดี ไอ้เพื่อนรัก

                แหม...เวลาจะให้กูช่วยทีไร พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานเชียวนะมึง ฮ่า...ฮ่า... แบบนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเมียมึงไม่ยอมให้เข้าบ้านอีกล่ะสิ”    

                โอ้...นับถือๆ พูดอย่างกับตาเห็นต้นพูดทีเล่นทีจริงและบอกเล่าเรื่องชวนปวดหัวให้ฟัง มึงก็รู้...รันเมียกูขี้หึงจะตาย แค่กูกลับบ้านเช้าหล่อนก็หาว่ากูไปมีกิ๊กซะแล้ว บอกตรงๆ ตอนนี้กูยังเข้าบ้านไม่ได้เลยว่ะ

                ฮ่า...ฮ่า... ดีสมน้ำหน้ามึง สรุปสั้นๆ เลยว่า...มึงจะให้กูไปช่วยพูดยืนยันกับน้องรันว่าเมื่อคืนนี้มึงมานอนค้างที่ห้องกูใช่ไหมไอ้ต้นนุพูดอย่างรู้ทัน

                เออสิวะ ก็เมียกูเชื่อที่มึงพูดนี่หว่า และถ้ามึงไม่มา...มีหวังคืนนี้กูก็ได้กางเต็นท์นอนนอกบ้านแน่ๆ ว่ะ

                ฮ่า...ฮ่า... เอาๆ เดี๋ยวกูไป อีกสักชั่วโมงเจอกันที่บ้านมึง

และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นุต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเป็นการด่วน เขาจำใจต้องนั่งรถแท็กซี่เดินทางไปบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างไกลออกไปพอสมควร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะเดินไปหาอะไรกินแถวปากซอยแล้วกลับมาที่ห้องเพื่อนั่งเล่นเกมคอมฯ ในช่วงบ่าย ทว่า...ผลจากการเดินทางไปบ้านของไอ้ต้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก เพราะหลังจากที่เคลียร์เรื่องผัวๆ เมียๆ เสร็จ กลุ่มเพื่อนสนิทอันประกอบไปด้วย นุ ต้น นพ โจ (ขาดเดช) ก็ได้ตกลงนัดแนะกันมาดื่มฉลองสังสรรค์กันที่ห้องพักของนุอีกรอบในช่วงเวลากลางคืน

                “ไอ้ต้น ไอ้นพ ไอ้โจ พวกมึงขนเหล้าขนเบียร์ขึ้นไปรอกูที่ห้องก่อนเลยนะ เดี๋ยวกูจะเดินไปซื้อน้ำแข็งที่ร้านป้าจุ๊หน้าปากซอยให้เองนุพูดอาสาพลางยื่นลูกกุญแจห้องพักให้

ได้ๆเจ้าหนุ่มคิ้วเข้มร้องตอบรับ ก่อนจะเดินนำหน้าพาขบวนชายขี้เมาเข้าไปลิฟต์มุ่งสู่ชั้นเจ็ดซึ่งเป็นชั้นห้องพักของนุ

                แก๊ก... เสียงไขเปิดกุญแจดังขึ้นอย่างแผ่วเบา และก็ตามติดด้วยเสียงร่องบ่นอย่างรำคาญๆ ว่า

ไอ้ห่านุ มันจะเอากระเป๋าเสื้อผ้ามาตั้งขวางทางเข้าห้องทำไมวะ เมื่อเช้ากูก็สะดุดล้มหน้าทิ่มไปทีหนึ่งแล้ว... ไอ้นพมึงช่วยลากกระเป๋าไปให้พ้นๆ ทางทีสิ

นพ ชายหนุ่มหน้าหวาน ร่างผอม ไม่ได้พูดตอบ เขาเดินตรงเข้าไปลากกระเป๋าออกให้ตามคำขอ โดยนำมันไปวางไว้ริมห้องใกล้ๆ กับตู้เสื้อผ้าด้านใน

ขณะที่สามหนุ่มกำลังจัดเตรียมพื้นที่สำหรับตั้งวงดื่มกินในห้องพัก ในเวลาเดียวนั้น...นุก็เดินไปซื้อน้ำแข็งถุงมาเรียบร้อย และในระหว่างเดินกลับนั้นเอง ก็เป็นอีกครั้งที่มีเสียงเพลงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

“ฮัลโหล...มีอะไรให้พี่รับใช้หรือครับน้องเมย์” ใช่แล้ว ปลายสายที่โทรมาคือหญิงสาวรุ่นน้อง แฟนของเดชนั่นเอง

“พี่นุ พี่เดชหายไปไหนอะ หนูไม่เห็นพี่เขามาง้อหนูเลย ก็ไหนพี่บอกว่าจะช่วยหนูไง” ไม่ต้องพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา มาถึงเธอก็ใส่เป็นชุดๆ

“เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นก่อนครับน้องเมย์ ค่อยๆ พูดพี่ฟังไม่ทัน”

“ก็...หนูอยากรู้ว่าพี่เดชหายไปไหนนี่” เธอพูดอ้ำอึ้ง น้ำเสียงรนๆ

“ไอ้เดชมันออกต่างจังหวัดครับน้องเมย์ เห็นมันบ่นๆ บอกว่า เสียใจเลยขอหลบไปพักทำใจสักระยะ อ๊ะ จะว่าไป...ก่อนหน้านี้พี่พยายามโทรหาหนูหลายรอบแล้วนะ...ก็กะจะบอกเรื่องนี้แหละ แต่โทรยังไงก็ไม่ติด”

“อย่างงั้นเองหรือคะ มิน่าล่ะหนูถึงไม่เห็นพี่เขาเลย”

“ไม่ต้องห่วงนะน้องเมย์ เรื่องของไอ้เดชน่ะพี่จัดการให้เรียบร้อยแล้ว ตอนที่พี่ด่ามัน...มันร้องไห้ฟูมฟายใหญ่เลย ดูเหมือนมันจะสำนึกผิดแล้วล่ะ เอาเป็นว่า...ถ้ามันกลับมาเมื่อไรพี่จะสั่งให้มันรีบไปง้อน้องเมย์ทันทีเลย” นุพูดร่ายยาวอยู่ข้างเดียวไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้เลยว่า “อ้าว...สายตัดไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย”

หลังจากที่สมาชิกหนุ่มขี้เมามาพร้อมหน้าพร้อมตา บทเพลงแห่งสุราเมรัยก็เริ่มบรรเลงอย่างออกรสออกชาติ เสียงเคาะขวด เสียงพูดคุย รวมทั้งเสียงร้องเพลง ดังก้องอยู่ภายในห้อง 716 นานนับชั่วโมงจนเมื่อเวลาเลยผ่านเข้าสู่วันใหม่ เสียงหลากหลายเหล่านี้ก็สงบเงียบลงหลงเหลือเพียงเสียงกรนของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ต่างก็นอนหลับสนิทเป็นตายไม่รู้เรื่อง และไม่รู้เลยว่ามันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในความมืดมิดนั้น

                แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก...

                                                ...............................................

ไอ้ต้น ตื่นๆ กลับไปหาเมียมึงที่บ้านได้แล้วเป็นนุที่ส่งเสียงร้องปลุกพลางใช้มือเขย่าตัวเพื่อนซี้เบาๆ

ตอนนี้มันกี่โมงแล้ววะ?ต้นพูดงัวเงียถามกลับ

จะสิบเอ็ดโมงแล้วโว้ยผู้เป็นเจ้าของห้องตอบเสียงแข็งๆ ก่อนจะหันไปก้มเก็บเศษขยะที่กวาดกองรวมกันไว้ใส่ถุงดำใบใหญ่

สิบเอ็ดโมง อืม...ไอ้นุ แล้วมึงปลุกไอ้นพกับไอ้โจหรือยังวะ เห็นพวกมันสองคนบอกว่าต้องไปเข้างานช่วงเช้าด้วยสิ

ไอ้สองคนนั้นมันกลับไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้ว มีมึงนี่แหละที่ยังนอนอุดตุไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องซะที

ก็กูอยู่ในช่วงพักร้อนนี่หว่า เหลือเวลาหยุดอีกแค่สามวันให้กูก็ได้นอนพักสบายๆ หน่อยไม่ได้หรือไงต้นพูดเถียงพลางพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ว่าแต่...มึงมีอะไรให้กูช่วยไหมวะ โบราณว่ามาบ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น

มึงไม่ต้องมาทำเป็นสำบัดสำนวนเลยไอ้ต้น มาถามตอนที่กูเก็บกวาดห้องใกล้จะเสร็จแล้วนี่นะ ทำไมมึงไม่ถามกูก่อนหน้านี้สักครึ่งชั่วโมงวะ

อ้าว...ถ้ากูถามมึงเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน กูก็ต้องช่วยมึงทำความสะอาดห้องสิวะไอ้นุ เรื่องอะไรเจ้าหนุ่มคิ้วเข้มแกล้งพูดทีเล่นทีจริง แต่ก็ถูกเพื่อนคู่สนทนาพูดแก้เผ็ดสวนคำกลับทันควันว่า

เออๆ จำไว้เลยมึง คราวหน้าถ้าเมียมึงไม่ยอมให้เข้าบ้านก็อย่าโทรมาหากูอีกแล้วกันซึ่งก็ได้ผล

แหม...หัวก็ยังไม่ล้านทำเป็นขี้น้อยใจนะมึง เอาเป็นว่า...เดี๋ยววันนี้กูพามึงไปเลี้ยงข้าวชดเชยให้ก็แล้วกัน มึงจะไปไหม

โอเคเลย ถ้าเรื่องกินฟรีนี่ขอให้บอก ฮ่า...ฮ่า...นุรีบตอบรับ แล้วจึงพูดพร่ำอย่างอารมณ์ดีไปเรื่อย ไอ้ต้น เมื่อคืนมึงกับไอ้โจเมาเหมือนหมาเลยว่ะทำห้องกูเละไปหมด ดูสิ ขนาดประตูห้องกูพวกมึงยังไม่เว้นเลย

ประตู?” ต้นพูดทวนคำเบาๆ พลางเหลือบหันมองไปที่บานประตูห้องสีขาวซึ่งปรากฏมีรอยขูดเป็นเส้นยาวประมาณสิบห้าเซนติเมตร นับได้สามรอยด้วยกัน

                “เฮ้ย...รอยนั่น กูไม่ได้ทำนะ ฝีมือของไอ้โจหรือเปล่า

ไม่รู้ล่ะ ไม่มึงก็ไอ้โจนั่นแหละที่เป็นคนทำ กูกับไอ้นพน่ะเป็นพวกเมาแล้วนอนไม่ได้ฟาดง่วงฟาดงาเหมือนอย่างมึงกับไอ้โจผู้เป็นเจ้าของห้องพูดยิ้มๆ แล้วจึงร้องไล่ เอาๆ รีบลุกไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้วโว้ย เดี๋ยวเราต้องนั่งรถไปเยาวราชกันอีกนะ

เยาวราช ไปทำไมวะ?”

                ไอ้ห่านี่ ก็ไปกินหูฉลามน้ำแดงสิวะ...ถามได้ มึงบอกจะเลี้ยงข้าวกูไม่ใช่หรือไง

โห...เล่นของสูงเลยนะไอ้นุ กูมีลูกมีเมียที่ต้องเลี้ยงดูอีกนะโว้ย สงสารกูบ้างเถอะต้นแกล้งพูดอ้อนขอ แน่นอนว่าเจ้าหนุ่มหน้าตี๋ก็แกล้งทำเป็นหูทวนลมเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้แหละ มันจึงเป็นอีกวันที่นุต้องออกมาจากห้องพัก โดยหารู้ไม่ว่า...คล้อยหลังไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี ได้มีสิ่งผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นภายในห้องของตัวเอง และผู้ที่โชคร้ายก็คือเด็กหญิงตัวน้อยวัยอนุบาลที่พักอาศัยอยู่ในห้องหมายเลข 712

แม่จ๋า เดี๋ยวหนูไปกดลิฟต์ให้นะเด็กหญิงพูดอาสา แล้วจึงออกตัววิ่งไปตามโถงทางเดินโดยที่ตัวเธอถือลูกบอลชายหาดสีส้มใบเล็กติดมือไปด้วย

อย่าวิ่งสิลูก เดี๋ยวก็สะดุดล้มอีกหรอกผู้เป็นแม่ในชุดคลุมท้องสีชมพูอ่อนร้องเตือน ขณะที่ตัวเธอกำลังไขล็อคปิดประตูห้อง

และพูดไม่ทันขาดคำ เด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งสะดุดหกล้มจนได้ แต่ความที่กลัวถูกแม่ดุเธอจึงรีบลุกขึ้นยืนอย่างไว ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงไปยังห้องพักหมายเลข 716 เพื่อเก็บลูกบอลซึ่งก็บังเอิญกลิ้งไปหยุดอยู่บริเวณหน้าห้องพอดี

อย่างไม่คาดคิด! ในจังหวะที่เด็กหญิงก้มเก็บลูกบอลนั้นเธอก็ได้ยินเสียงปริศนาหนึ่งดังลอดออกมาจากภายในห้อง แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก...

เสียงอะไรอะ?” เด็กหญิงพูดสีหน้างงงัน และขยับเดินเข้าไปใกล้ โดยตั้งใจจะเอาหูแนบกับบานประตูเพื่อฟังเสียงให้ชัดๆ เพียงแต่...ยังไม่ทันที่ตัวเธอจะสัมผัสกับบานประตูจู่ๆ ก็มีเสียงทุบกระแทกแรงๆ ดังสวนขึ้น ปึง... ทำเอาเด็กหญิงตัวน้อยหงายหลังล้มลงไปนั่งกองกับพื้นและร้องไห้ด้วยความตกใจ

บอกแล้วไงว่าอย่าวิ่ง สะดุดล้มเลยเห็นไหมผู้เป็นแม่เร่งเดินก้าวยาวๆ เข้ามาร้องเอ็ดลูกสาวพร้อมกับช่วยฉุดดึงมือให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นเด็กหญิงที่ยังตกอยู่ในอาการหวาดผวาก็เดินเกาะแขนแม่ตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่ห่างไปประมาณสิบห้าเมตร โดยไม่กล้าหันมองย้อนกลับไปที่ห้องหมายเลข 716 อีกเลย

ในวันเดียวกัน...เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงสองทุ่มเศษๆ ถึงตอนนี้ก็เริ่มมีสายฝนโปรยปลายลงมาบ้างแล้ว ถึงจะลงแค่ปรอยๆ แต่มันก็ทำให้ผู้ที่เดินทางสัญจรไปมาบนท้องถนนรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ปึง... เสียงปิดประตูรถแท็กซี่กลับคืนดังอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ผู้เป็นเจ้าของห้องพักหมายเลข 716 จะวิ่งฝ่าสายฝนตรงดิ่งไปยังทางเข้าหอพัก

บ้าฉิบ ทำไมวันนี้ถึงได้เจอแต่เรื่องน่าหงุดหงิดใจตลอดเลยวะ ไหนจะต้องตื่นเช้าขึ้นมาเก็บกวาดห้องคนเดียว แล้วยังจะมาเจอไอ้ห่าต้นหลอกเอาอีก หน็อย...บอกกูว่าจะพาไปเลี้ยงข้าว ไอ้เราก็เลยหลงคิดว่าจะไปหาอะไรอร่อยๆ กินแถวเยาวราชสักหน่อย ชิ ที่ไหนได้ มันกลับพาเราไปนั่งกินข้าวที่บ้านมันเฉยเลย เซ็งชะมัด นี่มันคงวางแผนให้เราเป็นพยานช่วยยืนยันกับเมียว่ามันไม่ได้แอบหนีไปเที่ยวกับสาวๆ อีกล่ะสิ เฮ้อ...แล้วฝนเจ้ากรรมก็ดันจะมาตกเอาวันนี้อีก เอาเข้าไปนุร้องบ่นไม่หยุดปากระหว่างยืนรอขึ้นลิฟต์

ถึงตรงนี้เจ้าหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าจะมีเรื่องชวนหงุดหงิดใจเกิดขึ้นกับตัวเองอีกแล้ว ทว่า...เอาเข้าจริงๆ หลังจากที่ไขกุญแจเปิดประตูห้องเขาก็ต้องพบกับเรื่องราวที่ไม่คาดฝันอีกจนได้

หึๆ จะอะไรที่ไหนซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่...

เฮ้ย...กระเป๋าไอ้เดช ทำไมมันมาวางอยู่ตรงนี้อีกวะ!

เจอเข้าแบบนี้เป็นใครก็ต้องรู้สึกเอะใจสงสัยขึ้นบ้างล่ะ ด้วยเพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นกระเป๋าใบนี้มาตั้งขวางทางเข้าห้อง ว่าแล้วนุก็รีบดันกระเป๋าใบใหญ่ให้พ้นทางเพื่อจะได้เดินเข้าไปเปิดไฟนีออนภายในห้องพักให้ส่องสว่างเอาไว้ก่อน และหลังจากที่ปิดประตูห้องกลับคืนเขาก็หันกลับมาเพ่งพิจารณากระเป๋ารับฝากของเพื่อนอย่างจริงจัง

ไอ้เดชมันใส่อะไรไว้ในกระเป๋ากันแน่วะ?” เจ้าหนุ่มหน้าตี๋พูดและเดินวนไปรอบๆ กระเป๋าพลางใช้ความคิดไปด้วย

อืม...จริงสิ เมื่อเช้าก็เหมือนกัน ตื่นมาเราก็เห็นกระเป๋าใบนี้วางอยู่หน้าประตูห้อง ถึงจะเข้าใจไปเองว่าไอ้โจมันหยิบออกมาเล่นตอนเมาก็เถอะ แต่...ครั้งนี้ล่ะ กลับมาเจอกระเป๋าวางอยู่หน้าประตูห้องที่เดิม... มันหมายความว่ายังไงกันวะ?”

ขณะกำลังครุ่นคิดด้วยจิตที่เอนเอียงไปทางลบอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวสมอง เอ...หรือไอ้เดชมันจะแอบเอาสัตว์ใส่ไว้ในกระเป๋าของมันวะ เฮ้ย...แต่จะเป็นไปได้ยังไง ขืนเอาสัตว์ใส่ไว้ในกระเป๋าก็ขาดอากาศหายใจตายพอดีสิวะ

เมื่อไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลตอบข้อสงสัยที่ค้างคาใจยังไงดี ถึงที่สุดแล้วนุก็เลยถือวิสาสะเปิดกระเป๋าของเพื่อนสำรวจดูของที่อยู่ข้างในมันซะเลย เพียงแต่...ยังไม่ทันที่ตัวเขาจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับซิปของกระเป๋า ก็...

เป็นอีกครั้งที่มีเสียงเพลงริงโทนโทรศัพท์มือถือดังขัดจังหวะความคิด

ฮัลโหล...มีอะไรอีกวะไอ้ต้น กูกำลังยุ่งๆ อยู่นะโว้ยนุบ่นใส่เพื่อนที่อยู่ปลายสาย

เกิดเรื่องใหญ่แล้วว่ะไอ้นุ! ต้นร้องเสียงหลง

ไอ้ห่า มึงจะตะโกนใส่โทรศัพท์ทำไมวะ เดี๋ยวหูกูก็แตกกันพอดี โทรมาเสียงรนๆ แบบนี้อย่าบอกนะว่าเมียมึงไม่ยอมให้เข้าบ้านอีก ถ้าเป็นแบบนั้นกูจะช่วยสมน้ำหน้าให้เจ้าหนุ่มหน้าตี๋เอ่ยแซวเพื่อน  

                “ไม่ใช่โว้ย กูไม่ได้พูดเล่นนะไอ้นุ กูจริงจังเพื่อนปลายสายพูดย้ำ น้ำเสียงฟังดูเครียดๆ

เออๆ มึงมีอะไรก็รีบพูดมา

ไอ้นุ มึงยังจำไอ้สิทธิ์ที่เคยอยู่วงดนตรีเดียวกันกับกูตอนเรียนมอปลายได้ไหมวะ

ไอ้สิทธิ์ เอ... อ๋อ ไอ้คนที่เล่นเบส รุ่นน้องของพวกเรา กูจำได้ มันเป็นรุ่นน้องคนโปรดของมึงเลยนี่หว่า

ใช่ๆ ไอ้นั่นแหละ มึงรู้ไหมว่าตอนนี้มันเป็นตำรวจแล้วนะ และเมื่อตอนหนึ่งทุ่มมันก็โทรศัพท์มาหากู...

พูดมาถึงตรงนี้จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนา ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก... เสียงเคาะนี้ดังไล่ระดับจากเบาๆ กระทั่งถี่รัวแรงขึ้นเรื่อยๆ ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

มึงจะเคาะหาสวรรค์วิมานอะไรวะนุหันไปร้องตวาดใส่ใครก็ตามที่อยู่หลังบานประตูห้อง แล้วจึงหันกลับมาพูดกับเพื่อนในโทรศัพท์ ถือสายรอแป๊บนะไอ้ต้น มีคนมาหากูวะ

พูดจบนุก็เดินไปเปิดประตูห้องในนาทีเดียวกันนั้น แล้วก็พบว่าผู้ที่มาเยือนก็คือเพื่อนรักอีกคน

เฮ้ย...ไอ้เดช มึงมายังไงวะเนี่ย กูบอกแล้วไงว่าถ้ามึงจะมาหากูให้โทรมาบอกกันก่อนผู้เป็นเจ้าของห้องเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม

กูขอโทษว่ะที่ไม่ได้โทรบอกมึง พอดีกูรีบเดชพูดตอบด้วยสีหน้าที่ดูนิ่งเฉย

สภาพลูกหมาตกน้ำแบบนี้...นี่มึงคงเดินตากฝนมาสิเนี่ย มาๆ เข้ามาในห้องกูก่อน รีบไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาเพราะเห็นว่าสภาพของเพื่อนสกปรกเลอะเทอะไปทั้งตัวนุจึงเอ่ยชักชวนเข้ามาในห้อง แต่กระนั้นก็ถูกเดชปฏิเสธสวนคำกลับทันควันว่า

ไม่ดีกว่าว่ะนุ กูแค่แวะมาเอาของ แล้วกูก็จะไป

เอาของ อ๋อ กระเป๋าของมึงสินะ ได้ๆเจ้าหนุ่มหน้าตี๋ตอบรับและรีบเดินเข้าไปลากกระเป๋าออกมาให้เพื่อนตามคำขอ มึงจะเอากระเป๋าไปทำไมวะไอ้เดช? อ๊ะ อย่าบอกนะว่ามึงจะกลับไปหาน้องเมย์

                ใช่ เมย์ยกโทษให้กูแล้วว่ะ กูก็เลยจะกลับไปที่ห้องของเมย์

                เฮ้ย...จริงดิ ข่าวดีเลยนะเนี่ย เอาๆ ขอให้มึงโชคดีก็แล้วกัน คราวหน้าคราวหลังก็อย่าไปแอบมีกงมีกิ๊กอีกล่ะ เดี๋ยวจะพาลทะเลาะกันอีก

                กูคงไม่มีแล้วล่ะกิ๊ก เพราะกูมีแต่เมย์ กูรักเมย์คนเดียวเท่านั้นเดชยังคงพูดเสียงเรียบๆ

 “อ้วก... คลื่นไส้ว่ะไอ้เดช มึงจะมาพูดหวานกะกูทำไม คำเนี่ยมึงสมควรเก็บไว้พูดกับน้องเมย์คนเดียวต่างหาก ฮ่า...ฮ่า...นุแกล้งแซว

ไม่มีรอยยิ้มตอบกลับจากเพื่อนผู้มาเยือน เขายังคงตีสีหน้านิ่งเฉย ก่อนจะพูดอย่างแผ่วเบาๆ เหมือนคนจะหมดแรงว่า

งั้นกูขอตัวไปก่อนนะไอ้นุ ว่างๆ มึงก็ไปเยี่ยมกูกับเมย์บ้างแล้วกันพูดจบเดชก็หมุนตัวกลับและเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

เมื่อหมดธุระใกล้ตัวแล้วนุจึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหูเพื่อสานต่อบทสนทนาที่คุยค้างไว้ โดยเขาเลือกที่จะเดินออกมายืนพูดคุยบริเวณโถงทางเดินนอกห้องเพื่อมองส่งเพื่อนซี้ที่กำลังเดินไปยังลิฟต์

เอา...ว่ามาไอ้ต้น มึงมีอะไรจะบอกกูเจ้าหนุ่มหน้าตี๋พูดก่อน

มึงฟังที่กูพูดให้ดีๆ นะไอ้นุ... ไอ้สิทธิ์ รุ่นน้องกูมันโทรมาบอกกูว่า...มีคนพบศพของไอ้เดชลอยมาติดท่าน้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง

ทั้งที่ได้ยินปลายสายพูดเสียงดังฟังชัดทุกถ้อยคำ แต่นุก็เลือกที่จะหัวเราะตอบกลับซะอย่างงั้น ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า... ไอ้เพื่อนบ้า ถ้ามึงคิดจะอำกู ก็ช่วยอำให้เนียนๆ กว่านี้หน่อยเถอะว่ะ

ไอ้ห่านุ นี่กูพูดเรื่องจริงนะโว้ย ผลการชันสูตรศพของทางตำรวจระบุว่าไอ้เดชน่าจะพลัดตกน้ำตายเมื่อวานนี้ตอนค่ำๆ !

แน่ะ ยังจะมาทำหน้ามึนโกหกกูอีก มึงรู้ไหมว่าใครมาหากูเมื่อกี้

ใครวะ?”

ก็ไอ้เดชไง มันมาเอากระเป๋าของมันคืน

เกิดเป็นความเงียบขึ้นมาราวสามวินาที ก่อนที่ต้นจะพูดเสียงสั่นเทาตอบกลับมาว่า

ปะ...เป็นไปมะ...ไม่ได้

ทำไมจะเป็นไปไม่ได้วะ มันมาหากูจริงๆ และมันก็บอกกับกูว่าจะกลับไปหาน้องเมย์ด้วย

เฮ้ย...นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่!! เจ้าหนุ่มที่อยู่ปลายสายร้องเสียงหลงขึ้นมาอีกรอบ

ทำไมจะเป็นไปไม่ได้วะ คนรักกันเขาจะคืนดีกันมันแปลกตรงไหนนุเถียง

ต้องแปลกสิวะ กะ...ก็น้องเมย์น่ะตายไปแล้ว! เมย์ถูกไอ้เดชฆ่าตาย ตอนนี้ยังหาศพไม่เจอเลย” 

มึงนี่ยังไงวะไอ้ต้น แช่งไอ้เดชให้ตายไม่พอยังจะแช่งให้แฟนมันตายอีก...เลิกโกหกกันได้แล้วโว้ย เมื่อวานนี้น้องเมย์ยังโทรศัพท์มาหากูอยู่เลย เนี่ย...เบอร์ที่โทรเข้ามาก็เบอร์ของน้องเมย์ เสียงคนที่กูคุยด้วยก็เสียงของน้องเมย์ชัดๆ ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้หรอกนุพูดเสียงกระแทกใส่ ไม่พอใจ 

                เมย์โทรศัพท์มาหามึง ไม่มีทาง! กะ...ก็โทรศัพท์ของน้องเมย์น่ะพังไปแล้ว แตกกระจายยับเยินแถมยังมีรอยเลือดแห้งๆ ติดอยู่เต็มไปหมด และตอนนี้ก็ถูกทางตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อย”

                “แหม...พูดอย่างกะตาเห็นเลยน่ะมึงแถมยังเอาตำรวจมาอ้างอีกแน่ะ”

 “ก็ต้องเห็นสิวะ ในเมื่อตอนนี้กูอยู่ที่ห้องพักของน้องเมย์ ไอ้สิทธิ์มันขอร้องให้กูช่วยนำทางพามาที่นี่เพื่อค้นหาเบาะแสการตายของไอ้เดช แล้วกูก็ได้เห็นทั้งโทรศัพท์มือถือของน้องเมย์รวมไปถึงจดหมายสารภาพผิดของไอ้เดช มันเขียนว่า...ตัวมันที่พึ่งกลับมาจากการท่องราตรีเกิดมีปากเสียงกับน้องเมย์อย่างรุนแรง ด้วยความโมโหผสมกับความมึนเมาจนขาดสติมันก็เลยเผลอบีบคอน้องเมย์ตายคามือ(ในส่วนของจดหมายนั้นทางตำรวจค้นเจอในร่างศพของเดชนั่นแหละ)

                ไอ้เพื่อนเวร นี่มึงยังคิดจะปั้นน้ำเป็นตัวอีกหรือวะ ถ้ามึงยืนยันถึงขนาดนั้นล่ะก็ เดี๋ยวกูไปตามไอ้เดชมาคุยกับมึงเลยดีไหมนุไม่ได้แค่พูดเปล่าแต่ยังเดินตรงไปหาเพื่อนรักที่ยังยืนอยู่หน้าลิฟต์

                หึๆ แล้วคำตอบของปริศนาคาใจทั้งหมดก็มากระจ่างชัดเอาในตอนนี้แหละ ก็ใครจะไปคิดล่ะว่า...ในเสี้ยววินาทีที่เจ้าหนุ่มหน้าตี๋กำลังจะเดินไปถึงตัวของเพื่อนนั้น จู่ๆ มันกลับมีเหตุการณ์บางอย่างที่หาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้น!

                เริ่มด้วย...ภาพของซิปกระเป๋าสีดำใบใหญ่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกได้เองอย่างช้าๆ เป็นจังหวะ กึก...กึก...กึก... จากนั้นก็มีแขนเรียวยาวสีขาวซีดยืดโผล่ออกมาจากภายใน มือนั้นเอื้อมไปกุมจับที่มือข้างซ้ายของเดช

                ความที่ยืนอยู่ห่างกันในระยะไม่ถึงแปดเมตร นุซึ่งยืนตัวเกร็ง ตาค้าง ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดมองเห็นรายระเอียดของมือปริศนานั้นอย่างชัดเจน ใช่...มันเป็นมือที่นิ้วนางสวมแหวนทองคำขาวประดับพลอยสีฟ้ารูปหัวใจ ขณะที่นิ้วก้อยบิดงอ!

                อะ...ไอ้ตะ...ต้น กะ...กูระ...รู้แล้วล่ะว่าศพของน่ะ...น้องเมย์อยู่ไหน!!

                                                                                ..........................................   


ติดตามรวมเรื่องสั้นฉบับเต็ม ได้จากหนังสือนิยายตีพิมพ์แล้วในชื่อเรื่อง 'หลอนฉบับกระเป๋า' สำนักพิมพ์ตะวันส่อง นะครับ


 ขอบคุณครับ

ผลงานอื่นๆ ของ กันทร กิติภูมิ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

3 ความคิดเห็น

  1. #3 กะรัต
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 / 23:31
    มาอ่านแล้วค่ะ^^
    #3
    0
  2. วันที่ 5 เมษายน 2556 / 06:54
    น้อมรับคำติชมครับ... 
    (พึ่งจะรู้ว่าคำหยาบ อาทิ  คำด่า หรือคำเรียกแบบหยาบๆ ที่มีอยู่ในงานเขียนจะถูกทางเว็บตัดออก มันก็เลยกลายเป็นช่องว่างๆ อย่างที่เห็น) 

    แก้ไขในส่วนของคุณพี่ตำรวจใจดีให้แล้วครับ 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 เมษายน 2556 / 07:02
    แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 5 เมษายน 2556 / 15:00
    #2
    0
  3. วันที่ 5 เมษายน 2556 / 01:52
    สนุกครับ สนุกมากเลย แต่ติดใจอยู่สองอย่างคือคุณตำรวจใจดีที่อุตส่าห์บรรยายอุบัติเหตุชัดเจนว่าตายกี่ศพ

    อีกเรื่องคือผมไม่รู้ว่าธีมฤดูร้อนหรือความทรงจำมันอยู่ตรงไหน = =
    #1
    0