เจ้าหญิงของมาเฟีย {S.O.S}

ตอนที่ 6 : SOS05 ll คัง ดาจอง {อัพ100%} รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    10 ธ.ค. 60


EP05

ฉันมีทางเลือกให้เธอสองทาง...หนึ่ง แต่งงานกับฉันซะ หรือ สอง หายไปจากโลกนี้ซะ...

ข้อเสนอที่เขามอบให้ มันเหมือนไม่ใช่คำขอแต่ฟังดูเหมือนข้อบังคับถึงจะถูกกว่า

ยิ่งหลังเขาพูดจบบรรยากาศรอบตัวก็ดูจะกดดันมากยิ่งเข้าไปอีก ที่สำคัญถ้านั่นเรียกว่าคำขอแต่งงาน ไหนล่ะดอกกุหลาบช่อโตที่ฉันฝันเอาไว้ว่าอยากจะได้ ไหนล่ะท่าคุกเข่าแสนสง่ากับแหวนแต่งงานในมือ เพราะไอ้ที่อยู่ในมือเขาตอนเนี่ย มันคือปืนชัดๆ!

ไม่ตอบ ถือว่าตกลง” สุดท้ายเขาก็พูดออกมาเอง โดยที่ฉันไม่ได้ให้คำตอบอะไรออกไป แถมยังเสริมออกมาอีกว่า “ทันทีที่ถึงโซล ฉันจะให้เวลาเธอพักผ่อน 3 วัน เพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงาน

พะ พูดอะไรของนายน่ะ ฉันยังไม่ได้...” เพียงแค่สายตาน่ากลัวที่เขาเหลือบมองมา มันก็สามารถทำให้ฉันสงบปากสงบคำลงได้อย่างน่าแปลก จะเรียกว่ากลัวก็คงจะใช่นั่นแหละ

ทำยังไงดีล่ะ ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้สักหน่อย

หลังจากทุกอย่างเริ่มตกอยู่ในความเงียบ คนตัวใหญ่แสนเผด็จการก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกและเลือกที่จะเหน็บปืนลงข้างตัว จากนั้นก็เดินมานั่งที่โซฟาตัวใหญ่ตรงข้ามกับโซฟาตัวยาวที่ฉันกำลังนั่งอยู่ แววตาดุดันของเขาในเวลานี้ไม่ได้มองมาที่ฉัน แต่มองทอดยาวผ่านหน้าต่างใสออกไปด้านนอก

ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างหมดสิ้นหนทาง รีบเบือนหน้าหันมองออกไปนอกหน้าหน้าต่างฝั่งที่นั่งของตัวเองบ้าง ไม่อยากเชื่อมันก็ต้องเชื่อแหละนะ ว่าฉันจะมีโอกาสได้นั่งเครื่องบินแบบนี้ ที่สำคัญเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้น่ะ มันเหมือนกับความฝันหรือละครไม่มีผิด ยิ่งคิดว่าเครื่องบินที่ฉันนั่งอยู่ลำนี้กำลังมุ่งตรงไปที่ประเทศเกาหลีใต้จริงๆ ฉันก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือความจริง

หลายๆ คำถามประดังประเดเข้ามาในหัวจนเกิดเป็นความสงสัยมากมายไม่รู้จบ ว่าเขาคนนี้แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่ ที่สำคัญบรรยากาศในเครื่องบินลำนี้มันไม่เหมือนกับที่ฉันเคยเห็นในหนังเลยสักนิด อาวุธปืนนั่นก็ดูจะเป็นของผิดกฎหมาย แต่ก็น่าแปลกที่ผู้ชายคนนี้สามรถพกติดตัวได้ราวกับมันเป็นของใช้ธรรมดา

ที่สำคัญทำไมเขาถึงอยากแต่งงานกับฉัน

ไม่สิ ทำไมเป้าหมายของเขามันต้องเป็นเด็กกะโหลกกะลาแบบฉันด้วย!

ทั้งที่เขาก็ดูหล่อและรวยแท้ๆ หาผู้หญิงสวยๆ ดีๆ ได้คงไม่ยาก แล้วทำไมถึงได้อยากแต่งงานกับฉันขนาดนั้น...

ดูสิ นัยน์ตาเขาคมกริบที่มองมาทางฉันเหมือนดั่งหมาป่าที่จ้องจะฆ่าเหยื่อ เยือกเย็น ดุดัน แต่กลับมีเสน่ห์ร้ายลึกสะกดให้มองราวกับต้องมนต์ จมูกโด่งเป็นสันอย่างกับรูปปั้น คิ้วเข้มดูมีเสน่ห์ ริมฝีปากบางสีส้มระเรื่อ

นั่นน่ะมันเขาจริงๆ น่ะเหรอ เขาที่ฉันไม่รู้แม้แต่ชื่อ

เฮ้...

อ่า... ให้ตายสิ เขาดูดีเหมือนกับภาพวาดเลยนะ

เฮ้จ้องอะไรอยู่ได้ อยากตายหรือไง?!”

เฮือก!” ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงคำขู่ดังกล่าวของผู้ชายตรงหน้าก่อนพบว่าสายตาของฉันยามนี้ มันกำลังจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาหากแต่ร้ายกาจของผู้ชายตรงหน้าอยู่

อะไรกัน! ทั้งที่คิดว่าตัวเองกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างแท้ๆ แล้วไหงกลับกลายเป็นว่าฉันกำลังนั่งจ้องหน้าเขาแบบนี้ได้ล่ะ!?

มีปัญหาอะไร?” อีกครั้งที่เขาพ่นวาจาใส่ฉันด้วยท่าทางเสมือนข่มขู่ จนต้องรีบละล่ำละลักออกเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง

ฉะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมองนายสักหน่อย ตอนแรกก็แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอ่ะ แค่รู้สึกว่านายนี่หน้าตาดีดีนะ แค่คิดว่านายทำไมต้องอยากแต่งงานกับฉัน... ทำไมต้องเป็นฉัน... นี่ฉันกำลังจะได้ไปเกาหลีจริงๆ เหรอ นั่นน่ะความฝันสูงสุดของฉันเลยนะ... นี่ฉันฝันไปหรือเปล่า ละ... แล้วก็...

พอพูดมากน่ารำคาญ

นายว่าฉันเหรอ!?”

บอกให้เงียบไง” เขาขัดพลางชูปืนในมือไปมาทีเล่นทีจริงแถมยังขู่ “ถ้ายังไม่หยุดพูด ฉันจะเอาไอ้นี่เป่าหัวเธอทิ้งซะ และท่าทางของเขานั่นแหละ มันสามารถทำฉันหุบปากได้โดยอัตโนมัติ แต่เพราะว่าฉัน ยังไม่ได้คำตอบในสิ่งที่ตัวเองต้องการ สุดท้ายก็พลั้งปากเรียกเขาออกไปโดยที่เราไม่ได้มองหน้ากัน

นายเป็นใครกันแน่

ฉันบอกให้เธอหุบปากไงล่ะ!”

นายก็ตอบฉันหน่อยสิ!” ส่วนฉันก็แย้งแม้ลึกๆ จะกลัวเขาก็ตามที “ฉันไม่เคยรู้จักนายมาก่อน เราเจอกันครั้งแรกที่ตลาดไม่ใช่เหรอ จากนั้นนายก็ไล่ล่าฉันมาตลอด นายบอกนายจะฆ่าฉัน แต่พอมาตอนนี้นายกลับบังคับให้ฉันแต่งงานด้วย ฉันไม่เข้าใจว่านายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

เธอไม่จำเป็นต้องรู้” เขาตอบห้วนๆ คล้ายกับจะหยุดบทสนทนาระหว่างเราลง ส่วนฉันก็ไม่รอช้ารีบพูดออกไป

เรากำลังจะแต่งงานกันไม่ใช่เหรออย่างน้อยให้ฉันได้รู้ชื่อนายหน่อยไม่ได้หรือไง??” สิ้นเสียง คนถูกถามก็เหลือบฉันด้วยหางตาทันที

เพียงแค่สายตานิ่งขรึมอย่างนั้นมันก็ทำให้ฉันรู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาเสียเฉยๆ นี่หรือว่าฉันจะพูดจาไม่เข้าหูเขาอีกแล้ว เพราะคิดแบบนั้นฉันก็เลยรีบพูดออกไปอีกครั้งอย่างรู้ผิดปนหวาดหวั่น

ขะ ขอโทษ ถ้านายไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร... ทว่า จังหวะเดียวกันนั้นเอง อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น

ดาจองเสียงทุ้มลึกพูดขัดขึ้นโดยที่ฉันยังพูดไม่ทันจบประโยคดี แถมเขายังกล่าวย้ำออกมาอีก

ฉันชื่อ คังดาจอง” น่าแปลกที่เขายอมบอกชื่อของตัวเองแบบนี้

นี่เขาชื่อคังดาจองเหรอ?  ดาจองช่างเป็นชื่อที่เหมือนผู้หญิงจริงๆ เลยนะ ถึงว่าสิสาวใช้คนนั้นถึงได้เรียกเขาว่าคุณชายคัง ที่แท้ก็นามสกุลคังนี่เอง...

และเพื่อไม่ให้เสียมารยาท ฉันจึงแนะนำตัวออกไปบ้าง ต่อให้เขาอยากรู้หรือไม่อยากรู้ก็ตามที

ฉันชื่อน้ำมนต์นะ

 “นัมมุน?” ดาจอง(เรียกตาม) พึมพำชื่อฉันอย่างไม่คุ้นปาก พอได้ยินชื่อตัวเองในสำเนียงที่ต่างออกไปแบบนั้น มันก็อดนึกขำจนหลุดเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้

ฉันรีบขยับตัวข้ามไปนั่งโซฟาตัวใหญ่ฝั่งเขาทันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบเป็นกันเอง ก่อนจะพูดแนะนำตัวอีกครั้ง

น้ำมนต์ ไม่ใช่ นัมมุน” มีคนเคยบอกว่าจุดเริ่มต้นของมิตรภาพคือการถามชื่อ ในเมื่อเขายอมบอกชื่อแบบนี้ แปลว่าบางทีฉันอาจจะสร้างสัมพันธ์ดีๆ กับเขาได้ก็ได้ และพอเราเริ่มพูดคุยกันจนเหมือนสนิท ฉันค่อยเกลี่ยกล่อมให้เขาส่งตัวฉันกลับบ้าน หึๆ แบบนี้ก็ไม่เลวนะว่าไหม?

นัมมุน

น้ำ-มนต์” ฉันจงใจเน้นคำช้าๆ ชัดๆ ส่วนเขาก็ยัง

นัม-มุน!”

นี่นายออกเสียงว่าน้ำมนต์สิ พูดนัมมุนอยู่ได้ ชื่อฉันน่ะ ความหมายเดียวกับ ‘[1]ซองซู (성실)’ นั่นแหละน่า โปรดฟังซ้ำ ฉันชื่อ น้ำมนต์ น้ำมนต์ น้ำมนต์!”

ตึง!!

เฮือก!” ฉันสะดุ้งตัวโยน เมื่อจู่ๆ คนตัวใหญ่ตรงหน้ากระแทกฝ่ามือลงกับโต๊ะซึ่งขั้นกลางระหว่างเราอย่างแรง แถมยังสายตาไม่ประสงค์ดีจ้องฉันเหมือนจะหาเรื่อง จากนั้นก็ตามมาด้วยคำพูดสั้นๆ

กล้าดียังไงมาสอนฉัน อยากตายหรือไง?!”

กะ... ก็นายเรียกชื่อฉันผิดนี่!”

มันก็เรื่องของฉัน เธอแส่อะไร แม่จ๋า หนูผิดอะไร TTOTT

ครืดดด!

นับว่าเป็นเคราะห์ดีของฉัน ที่ในตอนนั้นประตูบานเลื่อนเชื่อมระหว่างห้องถูกเปิดออกพอดี ขัดสถานการณ์เลวร้ายซึ่งกำลังเกิดขึ้น และนั่นทำให้ดาจองเลื่อนสายตามองไปยังต้นเสียง เหมือนๆ กับฉันที่อยากรู้อยากเห็น จนต้องเลื่อนสายตามองตามด้วยความสงสัย

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำ ซึ่งถ้าฉันจำไม่ผิดเขานี่แหละเป็นหนึ่งในคนพวกที่จับตัวฉันขึ้นรถตู้มา จนต้องมาผจญมารอยู่บนเครื่องบินลำนี้ เขาสาวเท้าเดินตรงมายังจุดที่ฉันกับดาจองนั่ง และก้มหัวลงทำความเคารพเล็กน้อยอย่างมีมารยาททันทีสองเท้าของผู้ชายคนดังกล่าวหยุดลงตรงหน้าเราทั้งคู่ พร้อมทั้งเอ่ยปาก

อีก 40 นาที เครื่องบินจะลงสนามบินอินชอนครับคุณคัง

งั้นเหรอ?”

คุณคังจะให้ผมรายงานพวกที่รออยู่ที่สนามบินเลยไหมครับ?”

ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฉันมองคนทั้งคู่ตาคุยกันตาปริบๆ อย่างสนอกสนใจ คำพูดที่บ่งบอกถึงชั้นวรรณะระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่านายคังดาจองอะไรนี่ ต้องไม่ใช่คนธรรมดา แต่ไม่นานฉันกลับต้องเป็นฝ่ายหลุบตาลงต่ำ เมื่อคนตัวใหญ่ตรงหน้าขยับตัวลุกขึ้น จับจ้องสายตามาทางฉันเหมือนกับรู้ตัวว่าถูกมอง ก่อนจะออกคำสั่งอีกครั้ง แกอยู่ที่นี่ เฝ้าผู้หญิงคนนี้เอาไว้ ถ้ายัยนี่ขัดขืนหรือวุ่นวายมากนักก็ยิงทิ้งได้เลย

ดะ เดี๋ยวสิ! ยิงทิ้งอะไรกันล่ะ ไหนว่าจะแต่งงานกับฉันไงเล่า! =[]=

ครับคุณคัง!” นี่ก็รับคำง่ายไป!!

ดาจองกระตุกยิ้มหยันราวกับพึงพอใจคำตอบรับจากปากชายคนดังกล่าว เขายืนมองเราทั้งคู่อยู่เดี๋ยวเดียว จากนั้นจึงปลีกตัวเดินตรงไปยังทางที่ชายคนนี้เดินเข้ามาในตอนแรก ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันน่าอึดอัดระหว่างฉันกับผู้ชายชุดดำคนนี้!

ชิส์!” ฉันทำหน้านิ่ง เหลือบมองชายชุดดำที่ตอบรับคำสั่งอย่างหน้าตาเฉยแบบไม่ค่อยชอบใจนัก ซึ่งเหมือนเขาเองจะรู้ตัว ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำก้มหัวให้ฉันเล็กน้อยอย่างนอบน้อม พร้อมทั้งเอ่ยปากถาม

มีอะไรให้ผมรับใช้อย่างงั้นหรือครับ?”

ไม่มีย่ะ!” หนอยยยอีตอนที่จับฉันยัดขึ้นรถตู้ ไม่เห็นจะนอบน้อมอะไรแบบนี้เลยไอ้บ้าเอ้ย!

ถ้าคุณต้องการอะไร ก็บอกผมได้นะครับ

ย่ะ!” ฉันตอบไปแบบส่งๆ พลางเบือนหน้าทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

ตอนนี้แม่กับพวกเจสจะรู้หรือยังนะว่าฉันหายตัวไป เจสคงจะตกใจมากแน่ๆ ที่วันนี้เธอไม่ได้เห็นหน้าฉันที่ห้องสอบ เผลอๆ เธอคงจะโกรธฉันมากแน่ ฮึ้ยทั้งหมดนั่นเป็นความผิดอีตาคัง ดาจองอะไรนั่นคนเดียว ที่บังอาจจับตัวฉันมาแบบนี้ถึงงั้นก็เถอะ แต่ในหัวเวลานี้ก็เอาแต่คิดอยู่เรื่องเดียวจริงๆ คือเรื่องเหตุผลที่เขาบังคับฉันแต่งงานด้วยนี่แหละ!

ถ้าถามผู้ชายคนนี้ดู บางทีเขาอาจจะตอบให้ฉันหายคาใจก็ได้ เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันจึงส่งเสียงเรียกผู้ชายตัวสูงซึ่งเอาแต่ยืนเงียบรอรับคำสั่งทันที

นี่นาย!” แน่นอนว่าฉันจงใจทำเสียงแสดงว่าตัวเองมีอำนาจ แม้ว่าสถานของฉันในเวลานี้จะเป็นเพียงแค่เชลยเท่านั้นก็ตาม ถึงอย่างงั้น เขาก็ยังกระตือรือร้นที่จะตอบรับฉัน แถมยังแสดงท่าทีนอบน้อมเหมือนตอนปฏิบัติใส่ดาจองไม่มีผิด

ครับ?” 

นายเป็นลูกน้องของดาจองเหรอ?”

ครับผม

ในฐานะที่ฉันเป็นว่าที่ภรรยาของคังดาจอง ฉันมีเรื่องอยากจะถามหน่อย...” ฉันเว้นช่วงพูดเล็กน้อย พยายามกักกั้นอาการตื่นเต้นในอก และไม่แสดงสีหน้าที่แท้จริงออกไปให้เขาเห็น และเลือกที่จะตีบทนิ่งเลียนแบบดาจองออกไปเพื่อข่มขู่ อีกทั้งยังพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนักเลงตามแบบฉบับดาจองราวกับถอดกันมา “รู้ใช่ไหม ถ้าฉันไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ผลมันจะเป็นยังไง?”

กรี๊ดดดดด ตื่นเต้นจัง! >O<

คนฟังแสดงสีหน้าหวาดหวั่น แม้จะมีแว่นสีดำสนิทปกปิดใบหน้าเอาไว้ก็ตาม แต่ฉันสัมผัสได้ ว่าเขากำลังเกรงกลัวท่าทีของฉันในเวลานี้

นายช่วยบอกเหตุผลที่ดาจองจับตัวฉันมาหน่อยสิ…”

เรื่องนั้นผมพูดไม่ได้หรอกครับ” เขาแย้งออกมาโดยไม่รอให้ฉันพูดจบประโยค

สามหาวนายกล้าขัดฉันเหรอ อยากตายหรือไง?!” ไม่ใช่แค่เล่นละครเลียนแบบดาจองเพียงน้ำเสียง แต่ฉันยังใช้มือตบตักตัวเองเพื่อสื่ออารมณ์ไปด้วย “บอกฉันมาว่าหมอนั่นจับฉันมาที่นี่ทำไม อีกอย่างหมอนั่นทำไมถึงจงใจบังคับฉันให้แต่งงานกับเขาด้วยไม่ทราบ!”

ผู้ชายตรงหน้าดูลังเลไปเล็กน้อย อาจเพราะสถานภาพที่ฉันแสดงออกไปกับคำถามที่ฉันต้องการคำตอบมันดูจะขัดกันล่ะมั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมปริปากพูดออกมาในที่สุด

ผมถูกห้ามไม่ให้พูดเรื่องนั้นครับ แต่ถ้าหากว่ามันเป็นความประสงค์ของนายหญิงแล้วล่ะก็...” หัวใจฉันมันเต้นรัวผิดจังหวะ เมื่อได้ยินในสิ่งที่ผู้ชายตรงหน้ากำลังจะพูด “คุณคังต้องการอภิเษกสมรสกับรัชทายาท[2]ราชวงศ์โชซอนคนสุดท้าย… คุณคังเลยให้ผมขับรถไปพาตัวคุณมา

ระ รัชทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์โชซอนงั้นเหรอ?” ฉันย้อนออกไปแบบไม่เข้าใจ

ครับ

ที่นายจะบอกก็คือ หมอนั่นคิดว่าฉันเป็นคนของราชวงศ์อย่างงั้นสิ?”

ปัง!!

อึก... ” ฉันเบิกตากว้างอย่างขีดสุด เมื่อจู่ๆ ผู้ชายตรงหน้าที่ทำท่าจะพูดโต้ตอบฉันกลับมา ล้มลงไปกองกับพื้นหลังจากเสียงปืนสิ้นสุดลง เลือดสีแดงสดไหลเปรอะเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมอยู่ภายใน จนฉันไม่อาจจะละสายไปตาไปจากภาพน่าตกใจตรงหน้าได้เลย

เกลียดนัก พวกเก็บความลับไม่อยู่” 

To Be Continued...

 หมายเหตุ 

[1]ซองซู (성실) ในภาษาเกาหลีแปลว่าน้ำที่ผ่านการปลุกเสก (น้ำมนต์) ในที่นี้คือนางเอกต้องการบอกให้พระเอกเข้าใจว่าตัวเองมีชื่อว่าน้ำมนต์ (เป็นความคิดที่โง่นิดๆ 555)

[2]ราชวงศ์โชซอนหรือราชวงศ์อี(ลี) (LEE) ที่สถาปนาขึ้นภายหลังการยกสถานะของอาณาจักรโชซอนเป็นจักรวรรดิโชซอนตามพระบรมราชโองการของจักรพรรดิควังมูแห่งจักรวรรดิโชซอน (จักรพรรดิโคจง) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910 (อย่างเป็นทางการ) โดยรวมแล้วราชวงศ์โชซอนมีอายุกว่า 600 ปี ***ซึ่งเนื้อหาในเรื่องไม่ได้อ้างอิงกับประวัติความจริงของโชซอนทั้งหมดแต่อย่างใด เนื้อหาในเรื่องเป็นเพียงการแต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง จึงเรียนมาเพื่อทราบ***

ชอบก็เม้นไว้ ถูกใจเรื่องนี้อย่าลืมโหวตเต็ม100%

1เม้น1กำลังใจเนอะ ขอบคุณที่ติดตามนิยายเรื่องนี้นะครับ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคอมเม้นและโหวตดีๆในหน้านิยาย




ติดตามเรื่องนี้จิ้มที่รูปข้างล่างเบย


^

 รักกันชอบกันกดติดตามข้างบน 

 ส่งฟีดแบ็กทางทวิต เพจ คอมเม้น
 หรือโหวตข้างล่างเต็ม100นะเออ 
v
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,527 ความคิดเห็น

  1. #7318 supamas onta (@mylucifer7) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 21:26
    น้ำมนต์ต้องซองซู(성수)ตัวนี้หรือเปล่าคะ
    #7,318
    0
  2. #7273 pinnkuu (@pinnkuu) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2560 / 17:18
    งื้อออ โหดร้าย
    #7,273
    0
  3. #5840 love sunny (@speek-now) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 20:07
    เจิมมมม
    #5,840
    0
  4. #5838 srisud (@srisud) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 17:53
    เจิมๆๆๆ
    #5,838
    0