เจ้าหญิงของมาเฟีย {S.O.S}

ตอนที่ 2 : SOS01 ll ไม่ปลอดภัย {อัพ100%} รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,923
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    14 ธ.ค. 60


EP02

 


!? (เว๊ = อะไร!?죽을래? (ชูกึลแร =อยากตายหรือไง?)” 

หมอนี่พูดภาษาเกาหลีงั้นเหรอ!? 

เดชะบุญที่นังน้ำมนต์คนนี้ บังเอิญพูดและเข้าใจซะด้วยสิ!

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอทดสอบความสามารถของตัวเองหน่อยก็แล้วกัน!

ฉันแค่เตือนนาย ว่าที่ตรงนี้เขาห้ามดูดบุหรี่” คราวนี้ฉันบอกเป็นภาษาเกาหลี เพื่อหวังจะสื่อสารกับเขาให้เข้าใจ ทว่า พูดจบชายคนดังกล่าวก็เริ่มแสดงท่าทียียวนด้วยการพ่นควันสีขี้เถ้าใส่หน้าฉันกลับมาแบบเต็มๆ พร้อมด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ต่างจากท่าทางของเขานัก

ใครถามเธอไม่ทราบ?”

ไม่มีใครถามหรอกย่ะฉันก็แค่หวังดี” แม้ว่าเขาจะตอบกลับมาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้ฉันดีใจที่ความรู้เรื่องภาษาและสำเนียงการพูดของฉันสามารถสื่อสารกับคนเกาหลีได้คล่องอย่างที่ตั้งใจไว้ “นายรู้ไหม ถ้าร้านแก๊สร้านใหญ่ระเบิดขึ้นมา คนที่ซวยมันคือนาย

เหรอ?” เขาย้อนเหมือนไม่ใส่ใจ แถมยังสูบบุหรี่ในมือด้วยท่าทีสบายๆ ไม่หวาดเกรงต่อคำขู่ฉันเลยสักนิด

ใช่เพราะถ้ามันระเบิด บ้านที่อยู่ใกล้ตลาดแถวนี้ต้องโดนลูกหลงไปด้วย ไหนจะชีวิตของคนที่ขายของอยู่ในตลาดนี่อีกกี่สิบชีวิต นายคิดว่านายมีปัญญารับผิดชอบพวกเขาหรือไง?”

ภาษาเกาหลีเธอห่วยแตกมาก อย่างกับพวกต่างด้าว” เขาขัด

เขาว่าไงนะ!!

ฉันพูดได้แค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว” ถึงจะไม่พอใจที่ถูกเจ้าของภาษาต่อว่ากลับมาแบบนี้ แต่ฉันก็ยังพยายามใจเย็น เพื่อพูดจุดประสงค์ของตัวเองออกไปอีกครั้ง “ว่าแต่นายน่ะ เมื่อไหร่จะดับบุหรี่ไม่ทราบ!”

กลัวทำไม ที่นี่ยังไม่ระเบิดสักหน่อย?” เขาย้อนเสียงนิ่ง

ก็ใช่น่ะสิ ถ้ามันระเบิดขึ้นมาจริงๆ ฉันกลัวนายจะไม่มีปัญญารับผิดชอบ!” สิ้นเสียงต่อว่าเชิงจิกกัด มันก็ดันเป็นฉันเสียเองที่ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อจู่ๆ คนตัวใหญ่ตรงหน้าพรวดพราดโน้มตัวเข้ามาใกล้

มือของเขาจับขาแว่นเคลื่อนลงเล็กน้อย เผยให้เห็นนัยน์ตาเรียวรีคมดั่งใบมีด แฝงไว้ด้วยความน่าดึงดูดอย่างเหลือล้น ชายแปลกหน้าจ้องฉันอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไร เพียงแค่ถูกมองด้วยสายตา กลับกลายเป็นว่าฝ่ายที่มีปฏิกิริยาเขินอายดันเป็นฉันเสียเอง

หนะ นายมองอะไรไม่ทราบ!”

หึ!” เขาหัวเราะดังหึในลำคอ ก่อนเป็นฝ่ายผละตัวออกไป

เขาทิ้งบุหรี่ในมือซึ่งยังไม่หมดมวนลงพื้นแล้วใช้เท้าขยี้แบบไม่เต็มใจนัก และตามมาด้วยคำพูดอวดดี

ใครจะเป็น จะตาย จะหยุดหายใจสักร้อยหรือสักพันคน มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่แล้ว

นาย!” หมอนี่เป็นผู้ชายที่พูดจาเห็นแก่ตัวสุดๆ!

ถ้าอยากจะเรียกร้องเรื่องเงินให้รับผิดชอบ จะร้อยล้าน พันล้าน ฉันพร้อมให้... สำหรับฉัน เรื่องเงินน่ะ มันไม่ใช่ปัญหาหรอก...” เขาเงียบเสียงครู่หนึ่งพลางใช้นิ้วชี้ดึงขอบแว่นลงเล็กน้อย

รอยยิ้มร้ายกาจอย่างอวดดีแสดงถึงความมีอำนาจปรากฏขึ้นทันทีที่เราสบตากัน ก่อนจะตามมาด้วยคำพูดประโยคถัดมา

เพราะแม้แต่โลกใบนี้ ฉันก็สามารถใช้อำนาจและเงินที่มีอยู่ ซื้อมาขยี้เล่นใต้เท้าได้จำไว้

 

ตึงงง!!

ฉันทุบโต๊ะเครื่องเขียนด้วยความโมโห เมื่อภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าทางเข้าตลาดเมื่อตอนเย็น คำพูดคำจาของผู้ชายคนนั้นน่าหมั่นไส้จนฉันรู้สึกฉุนกึกทุกครั้งที่นึกถึง ท่าทางอวดดี อวดเก่งของเขาก็ด้วย แล้วที่น่าหงุดหงิดที่สุดก็คงจะเป็น ไอ้หมอนั่นมันดันชิงขึ้นรถหรูหนีไปก่อนที่ฉันจะอ้าปากด่าซะอีก!

จะว่าไปรถที่ขับมารับหมอนั่นก็ดูแพงใช่เล่น แต่ถึงหมอนั่นจะรวยเหมือนที่ปากพูดก็เถอะ แต่เขาก็ไม่น่าจะพูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้สักหน่อย!

ก๊อกๆ !

น้ำมนต์ บลูมาช่วยติวหนังสือน่ะลูก!” เสียงของแม่พร้อมด้วยเสียงเคาะประตูดังขัดความคิดในหัวให้รีบหันขวับไปยังประตูห้องนอน ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูห้องเปิดออกอย่างช้าๆ ก่อนปรากฏร่างสูงซึ่งฉันคุ้นหน้าคุ้นตาดี ในชุดลำลองต่างจากที่เจอเมื่อตอนเย็น ที่มือของเขาข้างหนึ่งถือชีทเอกสารมากมายสำหรับการติวหนังสือติดมาด้วย ที่ทำให้แปลกใจที่สุดก็คงจะเป็นดอกกุหลาบดอกใหญ่ที่มืออีกข้างของเขานั่นแหละ

อะไรเนี่ยบลู?” ฉันรีบลุกจากเก้าอี้ มองบลูกลับไปแบบไม่เข้าใจ

อ้าว ก็ไหนเคยบอกว่าชอบดอกกุหลาบสีแดงไม่ใช่เหรอ เห็นว่าสวยดีก็เลยซื้อมาฝาก” เขาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พลางยื่นช่อดอกกุหลาบในมือมาให้ ด้วยท่าทางแบบนั้นของบลู ในหัวมันก็เลยอดคิดไปถึงเรื่องที่เราเคยคุยกันสมัยก่อนไม่ได้

โตขึ้น แกคิดว่าจะมีคนมาขอแกแต่งงานป่ะ?’ เสียงของบลูที่ถามขึ้นขณะเราสองคนขึ้นรถสองแถวกลับบ้านด้วยกันในเย็นวันหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเราทั้งคู่เพิ่งจะอยู่ชั้นประถมเอง ตัวก็ดำ นมก็ไม่มี ผมเพ้าเหมือนยายเพิ้งแบบนี้ เธอคิดว่าจะมีคนชอบเหรอ?’

ดูถูกกันเกินไปแล้วนะ! แกจำไว้นะ ในอนาคต ฉันจะต้องเป็นเจ้าสาวที่ผู้หญิงล้านคนบนโลกนี้อิจฉา นั่นคงเป็นครั้งแรกที่ฉันตั้งความฝันเรื่องคนรักและการถูกขอแต่งงานขึ้น เขาคนนั้นจะเดินเข้ามาหาฉันพร้อมช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ คุกเข่าแล้วขอฉันแต่งงาน จากนั้นพิธีแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นภายใน 3 วัน ชุดเจ้าสาวของฉันต้องอลังการ แพงและสวยเว่อร์ยิ่งกว่าดาราดังๆ

ตอนนั้นบลูดูถูกความคิดแล้วหัวเราะออกมา เขาบอกว่าฉันเพ้อฝัน ทั้งที่เคยว่า แต่ตอนนี้เขาดันทำเรื่องที่คล้ายกับความฝันของฉันเสียงอย่างนั้น ไอ้ท่าทีแบบเนี่ยมันหมายความว่ายังไงกัน...

มีผู้หญิงที่ฉันแอบชอบอยู่คนหนึ่ง ถ้าฉันติวให้เธอเสร็จ เธอต้องช่วยฉันให้สมหวัง คิดว่าทำได้ป่ะ?’

มาเริ่มติวกันเลยไหม?” ฉันสะดุ้งจากภวังค์ความคิด ทำตาปริบๆ หันมองเพื่อนสมัยเด็ก

บลูดูกระตือรือร้นที่จะช่วยฉันติวหนังสือเป็นอย่างมาก ต่างจากท่าทางปฏิเสธหัวชนฝาเมื่อตอนเย็นโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญเขาดูเหมือนยังจำความฝันวัยเด็กของฉันได้ซะด้วย 

หรือว่าที่เขาบอกว่ามีผู้หญิงที่ชอบ จะหมายถึงฉัน!?

บ้าน่าเป็นไปไม่ได้หรอก!

ทำบ้าอะไรเนี่ยน้ำมนต์ ตั้งใจทำหน่อยดิ” ติวกันไปได้พักหนึ่ง บลูก็เริ่มโวยวาย เหตุผลก็คงเป็นเพราะฉันทำโจทย์เลขที่เขาคิดมาให้ผิดหมดแทบจะทุกข้อน่ะสิ TOT “นี่มันแค่โจทย์ของเด็กม.4เองนะ ทำไมเธอโง่แบบนี้วะ?”

“TOT”

ขืนเป็นแบบนี้แล้วพรุ่งนี้จะสอบซ่อมผ่านไหม?” พอบลูได้บ่น เขาเริ่มร่ายยาวเหมือนกับโกรธแค้นอะไรฉันมาเป็นปี “สอนมาตั้งนาน กะอีแค่โจทย์ง่ายๆ แค่นี้ทำไมยังทำผิดอีก นี่เธอโง่มาตั้งแต่เกิดหรือเพิ่งมามีปัญหาทางสมองตอนโตวะเนี่ย

ฉันตั้งใจแล้วนะ ก็โจทย์มันยากจริงๆ นี่ นายจะโวยวายทำไมล่ะ!”

ยากมากงั้นจะให้เลิกติวไหมล่ะพรุ่งนี้เธอก็เตรียมตัวสอบตกซ้ำซากได้เลย!” ปากบลูน่ะ ถึงจะชอบว่าและกัดจิกฉันอยู่บ่อยๆ เอาเข้าจริงเขาก็มักจะช่วยฉันจนถึงที่สุดทุกครั้ง จะว่าไปเขาก็เป็นผู้ชายที่ทั้งน่ารักและใจดีคนหนึ่งเลยนะ “ลองเอาไปทำใหม่ คราวนี้ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็ถาม” 

เพราะบลูดูพยายามตั้งใจจะช่วยให้สอบผ่าน ฉันจึงไม่อยากทำให้เขาเสียความพยายาม มือหนึ่งจึงจับปากกาเอาไว้ให้มั่น จ้องสู้ตากับโจทย์ปัญหาตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย คราวนี้ฉันต้องตั้งใจ ต้องสอบซ่อมผ่านให้ได้!

นี่น้ำมนต์…” มือฉันชะงักทันที เมื่อจู่ๆ บลูกล่าวแทรกความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยน้ำที่อ่อนลง “พยายามตั้งใจหน่อยนะ สอบซ่อมรอบนี้มันเกี่ยวไปถึงความฝันของเธอเลยไม่ใช่เหรอ?”

ฉันเหลือบมองหน้าบลูเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าเขาเองก็กำลังมองกลับมา แววตาของเขาดูมุ่งมั่น แถมยังดูเชื่อมั่นใจตัวฉันเสียเหลือเกิน

สู้ๆ เข้าล่ะจะได้สอบซ่อมผ่าน” เขาเสริมอีกครั้งพร้อมด้วยรอยยิ้มใจดี

อื้อ” หัวใจฉันเร่งอัตราการเต้นผิดจังหวะได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นจากเขา

บลูในตอนนี้ดูใจดีเอามากๆ และฉันรู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งมันแปลได้ว่าการที่เขาตัดสินใจช่วยติวให้แบบนี้อาจเพราะคงอยากให้ความฝันของฉันเป็นจริงก็ได้

ส่วนเรื่องคนที่ฉันชอบน่ะ เอาไว้เธอสอบซ่อมผ่านเมื่อไหร่ ฉันจะบอกอีกทีก็แล้วกัน” คราวนี้บลูพูดพลางเลื่อนสายตามองไปทางอื่น ราวกับไม่กล้าสบสายตากับฉันตรงๆ ผิวสีน้ำผึ้งของเขากำลังขึ้นสีเจือจางที่ข้างแก้ม เขากำลังเขิน นั่นคือสิ่งที่ฉันรับรู้ได้ตามประสาผู้หญิงหลงตัวเอง นี่หรือว่าผู้หญิงที่บลูแอบชอบอยู่จะเป็นฉันจริงๆ...

คืนนั้นบลูอยู่ช่วยติวหนังสือฉันจนเกือบห้าทุ่ม ก่อนจะขอตัวกลับไปเมื่อรู้สึกเราทั้งคู่ใช้เวลากันมามากพอแล้ว ที่เหลือก็คงเป็นหน้าที่ของฉันเท่านั้น ว่าจะจำเรื่องที่เขาช่วยติวเพื่อใช้ตอนสอบได้หรือเปล่า

เจ้าประคู๊ณณณ หากนังน้ำมนต์คนนี้ยังมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง ขอให้ข้อสอบซ่อมพรุ่งนี้เหมือนอย่างที่บลูติวให้ด้วยเถิดด 

วันต่อมา...

ช่วงเช้าฉันตรงไปหาอาจารย์สุรีย์ที่ห้องหมวดวิชาคณิตศาสตร์เพื่อสอบซ่อมอีกครั้ง โดยตลอดเวลาคาบวางในช่วงเช้า ฉันได้ทั้งเจสและบลูช่วยติวความรู้ให้เพิ่มเติม ความจริงแล้วฉันน่ะไม่ใช่คนฉลาดหรอกนะ ไม่ใช่แค่วิชาเลขแต่เรียกว่าทุกวิชาเลยก็ว่าได้ แต่เพราะฉันคอยบอกตัวเองเสมอๆ ว่ายังมีความฝันที่ต้องทำ ดังนั้นฉันจึงต้องทุ้มสุดแรง เพื่อที่จะฝ่ามันไปให้ได้ แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จจะเป็นศูนย์ก็ตามทีต่อให้ไม่สำเร็จ อย่างน้อยฉันก็รู้ตัวเอง ว่าฉันได้พยายามทำอย่างสุดความสามารถแล้ว...

เวลาต่อมา...

กึก!

เป็นไงบ้างน้ำมนต์!” เสียงแหลมเล็กของเจสดังขึ้นแทบทันทีที่ฉันก้าวเท้าออกจากห้องหมวดคณิตศาสตร์ในเวลาต่อมา บลูเองที่เสียสละเวลาเล่นบอลตลอดช่วงพักกลางวันก็เช่นกัน พอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของพวกเขาแล้ว ฉันก็อดรู้สึกเจ็บใจไม่ได้ โดยเฉพาะสายตาของบลูที่เต็มไปด้วยความหวังว่า ฉันต้องทำข้อสอบออกมาได้คะแนนดีๆ

ไม่ผ่านเหรอ?” เจสถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าฉันไม่พูดอะไร สีหน้าเธอดูสลดอย่างเห็นได้ชัด แถมยังเสริมออกมาอีกครั้งแบบตัดพ้อ “พวกที่เตรียมจะสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนคงดีใจกันแย่ ที่รู้ว่าตัวเก็งในคราวนี้หมดสิทธิ์สอบ

เอาน่า น้ำมนต์มันก็ทำดีที่สุดแล้วนี่” บลูเองก็พยายามปลอบใจ สีหน้าพวกเขาดูสิ้นหวังอย่างสุดๆ แต่ว่า

ใครว่าล่ะ ฉันรอบนี้ฉันสอบผ่าน คะแนนคาบเส้นพอดีเป๊ะ!” แม้จะไม่ค่อยรู้สึกพอใจในผลสอบของตัวเองเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยผลการสอบซ่อมในคราวนี้มันก็ผ่านมาได้อย่างหวุดหวิดแหละน่า!

จริงเหรอเยี่ยมไปเลย เธอเก่งมาก!” เจสคว้ามือฉันไปกุมเอาไว้พลางกระโดดเหยงๆ ไปมาท่าทางมีความสุข ต่างจากบลูที่เหลือบมองฉันตาขวาง แถมยังพูดแขวะ

ก็ยังดีที่ผ่าน แต่คะแนนคาบเส้นแบบนี้มันไม่น่าภูมิใจหรอกนะ!”

อย่างน้อยก็สอบผ่านใช่ไหมล่ะ” ฉันแย้ง

เย็นนี้ฉันจะพาเธอไปเลี้ยงไอติมเอาป่ะ ฉลองที่สอบซ่อมผ่านไง” อีกครั้งที่เจสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ ทว่า

ไม่ไปอ่ะ เย็นนี้ติดซ้อมบอล” บลูดันขัดขึ้นมา น้ำเสียงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

ใครชวนนายไม่ทราบฉันพูดกับน้ำมนต์ย่ะ!”

เจสน่ะเป็นลูกสาวของนักธุรกิจรายใหญ่ เธอเป็นลูกคุณหนูจอมเหวี่ยง  มีนิสัยไม่ยอมใคร ส่วนบลูน่ะจัดว่าเป็นผู้ชายปากหมา พูดจาไม่ค่อยเข้าหู พอสองคนนี้โคจรมาเจอหน้ากันทีไร ก็มันจะสาดคำพูดใส่กันไฟแล่บ เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่าลิ้นกับฟันนั่นแหละ ซึ่งเรื่องที่พวกเขาชอบทะเลาะกันแบบนี้น่ะ ฉันชินไปแล้ว...

น้ำมนต์เรื่องที่เราคุยกันไว้ ถ้ายังไงฉันจะบอกเธออีกทีก็แล้วกัน” สุดท้ายฝ่ายที่ยอมพ่ายแพ้ก็คงเป็นใครไม่ได้นอกจากบลู “ขี้เกียจอยู่ตรงนี้นาน หมามันกัด

แกว่าใครเป็นหมาห๊ะ!” ฉันไม่ได้สนใจคำพูดของเจสที่เริ่มแวดเสียงใส่บลูหรอก เพราะที่สนใจน่ะ มันคือความลับที่บลูจะบอกฉันหลังจากนี้ต่างหาก พอนึกถึงข้อตกลงของเขาขึ้นมา หัวใจมันก็สั่น ทั่วใบหน้าเองก็เริ่มร้อนอย่างห้ามไม่ได้ ทำยังไงดีล่ะ ฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย 

เย็นวันนั้น

ถึงจะรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมากแค่ไหนที่สามารถสอบซ่อมผ่านได้อย่างหวุดหวิดแต่ไม่นานความรู้สึกดังกล่าวมันก็เริ่มหายไปจนกลบความสุขที่ควรจะมีจนหมด แม้ว่าตอนนี้ฉันจะกำลังนั่งอยู่ภายในร้านไอ้ศกรีมชื่อดังกับเพื่อนสนิทก็ตาม ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะว่าไอศกรีมที่ในถ้วยใส่ตรงหน้าไม่อร่อยแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะฉันรู้สึกเหมือนเมื่อวานอีกแล้วน่ะสิ 

เคยเป็นไหม ความรู้สึกที่เหมือนถูกใครสักคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลาน่ะ ฉันรู้สึกแบบนี้นับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเท้าออกจากรั้วโรงเรียนเหมือนกับตอนไปซื้อกะทิให้แม่เมื่อวานไม่มีผิด

ฉันพยายามเหลียวหลังมองไปรอบตัวเพื่อมองหาสายตาคู่นั้นอยู่บ่อยครั้ง แต่เพราะว่าที่นี่คือห้างสรรพสินค้า ทำให้มีจำนวนผู้คนไม่น้อยที่เดินผ่านไปมา จนแยกไม่ออกว่าใครคือเจ้าของสายตาคู่ดังกล่าวกันแน่

มองหาใครอยู่เหรอ?” ฉันสะดุ้งเล็กน้อย รีบหันมองเจ้าของเสียงพร้อมด้วยยิ้มแห้ง ด้วยท่าทางแบบนั้น เจสก็เลยถามออกมาอีกครั้ง แถมยังทำสายตาลอกแลกกวาดมองไปรอบตัวคล้ายกับสงสัย

เปล่านี่

โกหก ฉันเห็นเธอมองหาใครตั้งแต่ออกจากโรงเรียนแล้ว” เธอแย้ง คำพูดรู้ทันของเจส ทำฉันอ้ำอึ้งก่อนยอมพูดความรู้สึกของตัวเองในที่สุด

คืออย่างงี้ ฉันรู้สึกเหมือนถูกใครก็ไม่รู้ จ้องอยู่ตลอดเวลา ความรู้เหมือนเขาไม่ประสงค์ดีกับฉันเท่าไหร่...” พอพูดออกไปแบบนั้น คนฟังถึงกับทำหน้าเหวอทันทีแถมยังพูดแกมติดตลก

คิดมากไปหรือเปล่า เธอไปสร้างศัตรูเอาไว้หรือไงล่ะ อย่าคิดมากสิ

นั่นสินะ สงสัยฉันคงจะคิดมากจริงๆมันก็อย่างเจสว่า ฉันไม่เคยไปมีเรื่องกับใครที่ไหน ทำไมจะต้องถูกใครจ้องตลอดเวลาด้วยล่ะจริงไหม เว้นแต่...

!?  죽을래(อะไร?! อยากตายหรือไง?) 

จะเคยมีปากมีเสียงกับไอ้เกาหลีที่หน้าตลาดเมื่อวาน!!!

To Be Continued...


ชอบก็เม้นไว้ ถูกใจเรื่องนี้อย่าลืมโหวตเต็ม100%

1เม้น1กำลังใจเนอะ ขอบคุณที่ติดตามนิยายเรื่องนี้นะครับ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคอมเม้นและโหวตดีๆในหน้านิยาย




ติดตามเรื่องนี้จิ้มที่รูปข้างล่างเบย


^

 รักกันชอบกันกดติดตามข้างบน 

 ส่งฟีดแบ็กทางทวิต เพจ คอมเม้น
 หรือโหวตข้างล่างเต็ม100นะเออ 
v
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,527 ความคิดเห็น

  1. #7267 speek-now (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 19:55
    555555 น่าจะพ่อหนุ่มเกาหลีนั่นแหละ
    #7,267
    0
  2. #7266 pinnkuu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 19:36
    ใครจะมาจ้องน้ำมนนะ
    #7,266
    0
  3. #5758 psc91312 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 14:34
    สมน้ำสมเนื้อจริงๆพระนางคู่นี้
    มาต่อเร็วๆนะคะอยากอ่านแบบเต็มๆเเล้ว
    #5,758
    0
  4. #5756 towarisa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 13:27
     เจอหน้าก็กัดกันซะแล้วว
    #5,756
    0