มังกรโอบจันทรา

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6 โจวเผยกง [รีไรท์]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 พ.ย. 60

ตอนที่ 6โจวเผยกง

ขณะริคแฟลมกำลังยืนมองพุ่มไม้ซึ่งเป็นที่ซ่อนเร้นบุรุษลึกลับไว้   ประตูบ้านก็ถูกผลักเข้ามา  ชายร่างล่ำสันคนหนึ่งปรากฏตัวเหนือธรณีประตู  สวมเสื้อยืดสีขาว  กางเกงสีน้ำเงิน  และรองเท้าหุ้มข้อเทอะทะสีดำ  แม้ไม่ได้พกปืน  แต่ก็ดูออกในปราดแรกว่า เป็นตำรวจอย่างไม่มีข้อสงสัย ด้านหลังเขามีลูกน้องสามสี่คนตามมาด้วย

“พวกคุณเห็นใครเข้ามาในนี้ไหม”  นายตำรวจถาม  พลางสอดส่ายสายตาเข้ามาในบ้าน

“มีครับ”วอลรีบบอกทันที  ในขณะที่ริคแฟลมก็ตอบเช่นกัน  “ไม่มีครับ”

“เอ๊ะ  ยังไงกัน   มีหรือไม่มีกันแน่”  นายตำรวจขมวดคิ้ว

“คุณบอกว่า มีคนแอบอยู่หลังพุ่มไม้”วอลหันมามองริคแฟลม  และย้ำในสิ่งที่เขาเพิ่งบอกแก่เธอ

“ใช่  แต่ฉันคิดว่า มันเป็นแมวมากกว่า”

“ถ้าเป็นแมว  ก็ต้องได้ยินเสียง  หรือไม่ก็เห็นตัวมันเผ่นหนีหมาที่เห่าใส่มันสิ”วอลยังตั้งข้อสงสัย 

“แมวมันว่องไวจะตาย   นายหันไปมองตอนคุณตำรวจเข้ามา มันก็กระโดดขึ้นต้นไม้ข้ามกำแพงไปแล้ว  นายเลยไม่เห็น”

“ทำไมหมายังเห่าอยู่ล่ะ”

“หมาสายตาดีเกินไปไง  เห็นแค่หางแมวไกลๆ  ก็เห่าไปเรื่อย” 

นายตำรวจมองคนนั้นที  คนนี้ที  รู้สึกว่าเรื่องนี้ทำความสับสนให้เขาไม่แพ้คดีหนักๆ ที่เขาสืบไม่ออกทีเดียว

“ไม่เป็นไร  แค่ฉันเข้าไปตรวจดูรอบๆ บ้าน  ก็จะรู้แน่ว่า เป็นคนหรือแมว”  นายตำรวจก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามา  แต่ต้องยกค้างเมื่อริคแฟลมจับตัววอลหันมาเผชิญหน้ากับนายตำรวจคนนั้นและตะคอกเสียงดัง

“พวกตาถั่ว  แหกตามองผู้ชายคนนี้ให้ดีๆ  รู้รึเปล่าว่า  เขาเป็นใคร” 

ลูกน้องคนหนึ่งทำตาโตเหมือนนกฮูก  อุทานออกมา  “องค์รัชทายาทเสวียนเย่”

“ห๊า!” นายตำรวจคนนั้นกลืนน้ำลายดังเอื้อก  ทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้  แล้วรีบก้มตัวลงคุกเข่า  เสียงสั่นระรัว “ผมสมควรตาย  มีตาหามีแววไม่  ขอพระราชทานอภัยด้วยพะยะค่ะ”

“พวกคุณตามหาใครเหรอ”  วอลฉวยโอกาสถามข้อสงสัย

“ผู้ร้ายฆ่าคนตายพะยะค่ะ  เป็นผู้ชายตัวสูง  อายุราวยี่สิบสาม  ชื่อโจวเผยกง”

“คุณเห็นเขาฆ่าคนตายกับตาตัวเองรึเปล่า” ริคแฟลมตั้งข้อสังเกต

“เปล่าครับ  แต่เรามีหลักฐานมัดตัวเขาแน่น  ไม่ผิดตัวแน่ๆ”

“ถึงยังงั้น  เขาก็ยังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัย  แต่คุณกลับถือวิสาสะเข้ามาตรวจค้นในบ้าน ทั้งๆ ที่ไม่มีหมายค้น  แถมบ้านหลังนี้ยังเป็นที่ประทับชั่วคราวขององค์รัชทายาทเสวียนเย่  โทษล่วงเกินเบื้องสูง ต้องถูกจำคุกอย่างต่ำยี่สิบปี ถูกต้องไหมครับคุณตำรวจ”

“ยกโทษ  เอ๊ย  ขอพระราชทานอภัยโทษให้กระหม่อมด้วยเถิดพะยะค่ะ”  นายตำรวจผงกหัวขึ้นลงอย่างสำนึกผิด

“ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”  ริคแฟลมว่าอย่างกับเป็นองค์รัชทายาทผู้โด่งดังเสียเอง

นายตำรวจพร้อมลูกน้องสี่คนรีบลุกพรวด วิ่งกระเจิงออกทางประตู  ลับหายไปตามเส้นทางที่ทอดยาวเข้าไปในหมู่บ้าน

นัยน์ตาคมซึ่งแฝงอยู่ในพุ่มไม้  มองหน้าองค์รัชทายาทเสวียนเย่แล้วไม่อยากถอนสายตา

แดดอ่อนๆ  ยามบ่ายเป็นสีทองจางๆ  ฝนคงจะตกในที่ไม่ไกล  อากาศจึงสดชื่นด้วยละอองไอเย็นระคนกับฟ้าแจ่มใส  อาบเส้นผมซอยสั้นของวอลด้วยประกายสีนิลแวววาว  และขับผิวสีชมพูให้ใสจนเห็นริ้วเรื่อด้วยสายเลือดสองข้างแก้ม

เป็นองค์ชายที่มีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนักชายลึกลับคิด

ริคแฟลมหัวเราะในลำคอ  ก้มลงหยิบก้อนหินพอดีมือจากพื้นดิน  เขาโยนมันเล่นสองสามที  ก่อนจะเขวี้ยงอย่างแรงตรงเข้าใส่นัยน์ตาคมที่แฝงอยู่ท่ามกลางใบไม้สีเขียว   ความเร็วของก้อนหินใกล้เคียงกับความเร็วของเสียง  แต่ความว่องไวของหนุ่มปริศนาก็ใกล้เคียงกับความเร็วของแสง  ซึ่งถือกันว่าเป็นความเร็วสูงสุดในจักรวาล  มือของหนุ่มปริศนายกขึ้นรับก้อนหินที่พุ่งเข้ามาไว้ได้ทันท่วงที

“ต้องให้พูดว่า จ๊ะเอ๋’  หรือไง  นายถึงจะยอมแสดงตัวออกมา”  ริคแฟลมตะโกนถาม

วอลยืนมองภาพริคแฟลมพูดกับพุ่มไม้ด้วยความฉงน  ก่อนความสงสัยจะคลายลง  เมื่อใบไม้สั่นไหวพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มมาดเข้ม  ดูผึ่งผายอย่างชายฉกรรจ์   เสื้อยืดสีดำสวมทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีเดียวกันเปรอะเปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อย  และเขาใช้มือปัดมัน

วอลขยับตัวหลบด้านหลังริคแฟลม   และกระซิบถามแผ่วเบา  “เขาเป็นใคร?

“โจวเผยกง”   ริคแฟลมตอบสั้นๆ ในตอนแรก  แล้วคงรู้สึกว่าสั้นไป  จึงขยายความว่า  “ผู้ร้ายฆ่าคนตายที่ตำรวจตามจับตัว”

“อ้อออ”  วอลลากเสียงอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้   สถานการณ์ตอนนี้ยังปลอดภัย  เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังมีประโยชน์ต่อริคแฟลม  เขาคงไม่ปล่อยให้เธอถูกโจวเผยกงทำร้ายแน่ 

สองหนุ่มมองหน้ากันอยู่อึดใจ หนุ่มร่างเพรียวผมทองก็ยื่นมือขวาออกไป พร้อมแนะนำตัวเองว่า

“ผมชื่อริคแฟลม  เรียกริค เฉยๆ ก็ได้ ง่ายดี”

หนุ่มมาดเข้มเมินเฉยต่อเจ้าของมือที่ยื่นมาทักทาย   เขาเดินเลยมาตรงหน้าวอล   และโค้งศีรษะให้เธอนิดหนึ่ง

“จะไม่แนะนำตัวให้พวกเรารู้จักหน่อยเหรอ”  ริคแฟลมท้วง

“ผมคงไม่ต้องพรีเซนท์ตัวเองแล้วมั้ง  ก็คุณเล่นป่าวประกาศชื่อเสียงเรียงนามพร้อมประวัติอาชญากรรมของผมให้องค์ชายเสวียนเย่ทราบแล้วนี่”  น้ำเสียงรวนๆ ของโจวเผยกงทำให้ริคแฟลมมองหน้าและหัวเราะเบาๆ

“นายเจตนาฆ่าคนตายจริงหรือเปล่า   อะไรคือสาเหตุ   เล่าให้พวกเราฟังได้ไหม” 

“นั่นสิ  หน้าตาท่าทางนายดูไม่เหมือนคนร้ายเลย”  วอลออกความเห็น

โจวเผยกงสบายใจขึ้นนิดหน่อยเมื่อรู้สึกว่า  องค์ชายคนนี้ท่าทางยิ้มแย้มและอัธยาศัยดี  แล้วยิ่งดีใจอยู่เงียบๆ  ที่ปัญหาของเขายังมีคนรับฟัง 

เรื่องราวถูกถ่ายทอดจากปากโจวเผยกง    เมื่อสามวันก่อนเสนาบดีหมิงเต้าลวนลามผู้หญิงตาบอดกลางถนน  เขาผ่านมาเห็นจึงเข้าไปช่วย  แต่เสนาบดีหมิงเต้าต่อสู้ ทำให้เขาพลั้งมือผลักเสนาบดีล้มหัวฟาดกำแพง   ตอนนั้นเสนาบดีลุกขึ้นมาด่าเขาแล้วเดินจากไป  วันต่อมาเขากลายเป็นศพอยู่ริมถนน   ผลการชันสูตรระบุสาเหตุการตายว่า  เลือดออกในสมองจากการถูกกระแทกอย่างแรงที่ศีรษะ  กล้องวงจรปิดตรงถนนจับภาพเสนาบดีกับเขาไว้  ทำให้ตำรวจสืบสวนตั้งข้อหาว่า  เขาทำร้ายร่างกายเสนาบดีหมิงเต้าเกินกว่าเหตุจนถึงแก่ความตาย

“เสนาบดีคนนี้  อายุเท่าไร”  ริคแฟลมเอ่ยถามหลังจากฟังจบ

“สี่สิบปี”  

“จะบอกว่าป้องกันตัวเองก็ไม่ได้  เพราะเขาอายุปาเข้าไปสี่สิบแล้ว  ไม่มีกำลังพอจะล้มคนหนุ่มอย่างนายได้  แต่ถ้าสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงก็น่าจะสลบไม่ใช่เหรอ  แต่นี่ยังลุกขึ้นมาด่านายได้”

“เขามีอาการเดินเซ  ปากเบี้ยว  ปวดศีรษะรุนแรง หรือเปล่า”  วอลถามโจวเผยกง

“เขากุมศีรษะตอนลุกขึ้นมาเท่านั้น”

“เป็นไปได้ว่า  ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ  อาการอาจยังไม่แสดงออก  แต่พอเลือดออกในเนื้อสมองมากๆ ก็ถึงแก่ความตาย” วอลวินิจฉัย

“ยังงี้ต้องเรียกว่า  บังเอิญฆาตกรรม  สินะ“ ริคแฟลมถูนิ้วกับปลายจมูก  “ทำไมนายไม่มอบตัว  เอาแต่หลบหนีมาตลอดสองคืน แทนที่จะหนีไปไกลๆ  กลับป้วนเปี้ยนให้ตำรวจวิ่งไล่จับนายอยู่อย่างงี้”

“เหตุผลคืออะไร”  วอลเอียงคอถาม

“ผู้หญิงตาบอดที่เสนาบดีหมิงเต้าลวนลามคือ พี่สาวแท้ๆ ของนาย   นายป้วนเปี้ยนแถวนี้เพราะเป็นห่วงพี่สาว ญาติเพียงคนเดียวที่นายเหลืออยู่  ถ้านายติดคุก  ก็จะไม่มีใครคอยดูแลปกป้องคุ้มครองพี่สาวของนาย   และนายก็เก่งมากที่รอดพ้นเงื้อมือตำรวจมาได้”  ริคแฟลมตบมือเบาๆ อย่างชื่นชม

“ผมเลวมากใช่ไหมที่ฆ่าคนตาย”  น้ำเสียงโจวเผยกงฟังดูเศร้าสร้อย

วอลตบต้นแขนเขาเบาๆ  บอกเสียงอ่อนโยน  “ไม่มีคำว่า ดี หรือ เลว  หากเราทำเพื่อปกป้องคนที่เรารัก” 

โจวเผยกงเงียบ  เงียบเพราะอะไรบางอย่างกระทบใจเข้าปังใหญ่

“เราจะส่งตัวนายให้ตำรวจ  ถ้านายฆ่าคนตายจริง เราคงช่วยอะไรนายไม่ได้นอกจากให้ศาลพิจารณาโทษ  แต่ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่า  เสนาบดีหมิงเต้าไม่ได้ตายเพราะนาย  เราจะช่วยนายออกจากคุก  ส่วนพี่สาวนาย เราจะรับดูแลเอง” 

วอลละล้าละลังไปหมด  มองหน้าริคแฟลมแล้วเหลียวมองโจวเผยกงอย่างตัดสินใจไม่ถูก

“จะจับเผยกงส่งตำรวจจริงๆ เหรอ คุณริคแฟลม”  วอลถามเสียงอ่อย

“อยากอยู่อย่างอิสรเสรี  ก็ต้องมอบตัวเพื่อพิสูจน์ตัวเอง” 

“แต่....” วอลจะเถียง  แต่โจวเผยกงแตะแขนห้ามไว้

“สิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่การติดคุก...ถ้าคุณริคกับองค์ชายรับปากว่าจะดูแลปกป้องคุ้มครองพี่สาวของผม   ผมก็จะยอมมอบตัว”

“ได้  ฉันรับปาก”  ริคแฟลมรับคำหนักแน่น

นายตำรวจคนเดิมพร้อมลูกน้องสี่คนที่วิ่งหนีกระเจิงไปเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อน  พากันนั่งรถตำรวจย้อนกลับมาหลังจากได้รับแจ้งจากองค์ชายเสวียนเย่ว่า จับคนร้ายได้   รถตำรวจสีขาวคาดดำมีตราตำรวจสกรีนข้างประตูรถ  กลายเป็นศูนย์รวมสายตาของผู้คนในละแวกนั้น  เพราะช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมา  ตำรวจคอยป้วนเปี้ยนอยู่ในหมู่บ้านเพื่อตามจับผู้ต้องหา  ทำให้ชาวบ้านขวัญหนีดีฝ่อกลัวอันตรายไปตามๆ กันเมื่อตำรวจจับผู้ร้ายได้จึงเป็นที่โล่งใจของทุกคน

นายตำรวจผู้เป็นหัวหน้ามีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขณะใส่กุญแจมือโจวเผยกง  แล้วหันมาพูดประจบกับวอล

“เป็นเพราะองค์ชายแท้ๆ เชียว  พวกกระหม่อมถึงจับโจวเผยกงได้  กระหม่อมจะรายงานต่อผู้กำกับให้ถวายเหรียญรางวัลยกย่องให้เป็น องค์ชายมือปราบพระกาฬ” 

วอลไม่ยิ้มตอบ  สายตามองผ่านไปยังหนุ่มมาดเข้มที่ถูกใส่กุญแจมือ เธอยื่นลูกอมเม็ดเล็ก ๆ ส่งให้โจวเผยกง  เขาก็เอื้อมมือมารับ 

“ความหวานจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ...อดทนรอสักนิดนะ  เผยกง  แล้วทุกอย่างจะคลี่คลาย  ผมสัญญา”

โจวเผยกงยิ้ม   แดดที่คลายความร้อนลงเพียงเล็กน้อยตอนห้าโมงเย็น  กลับร่มลงอย่างน่าอัศจรรย์ ตลอดจนความแออัดคับคั่งของชาวบ้านที่มามุงดู กลับกลายเป็นความโปร่งใสสดชื่นราวกับอยู่กลางทุ่งดอกไม้   ความรู้สึกลึกล้ำอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับราชนิกูลคนไหนมาก่อนก่อตัวขึ้น   พร้อมกันนั้นโจวเผยกงบอกตัวเองว่า  วันนั้นคงจะมาถึง ...บางทีอาจจะอีกหลายปีทีเดียวหากเขาต้องติดคุก แต่เขาจะรอ..วันที่เขาได้รับใช้องค์ชายเสวียนเย่.. องค์ชายผู้มีจิตใจงดงามและเมตตาต่อสามัญชนคนธรรมดาเช่นเขา

“พวกคุณจะทำยังไงกับโจวเผยกง”  ริคแฟลมซึ่งยืนด้านหลังวอลอยู่นานเอ่ยถามกับนายตำรวจ

“เราจะสอบสวนเขาก่อน  แล้วส่งให้อัยการสอบสวนอีกชั้นหนึ่ง  ถ้าหลักฐานพร้อมอัยการก็จะยื่นเรื่องฟ้องศาลต่อไป” 

“อัยการจะสอบสวนโจวเผยกงตอนกี่โมง”

“ประมาณบ่ายสองโมงพรุ่งนี้ครับ”  นายตำรวจตอบ แล้วนำตัวโจวเผยกงขึ้นรถ 

วอลกับริคแฟลมมองตามรถตำรวจแล่นออกไปตามซอย  ความหวังทั้งหมดของโจวเผยกงตกมาอยู่กับคนทั้งสอง  ภารกิจล้างมลทินนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด  แต่ภารกิจไล่ริคแฟลมกลับไปดูเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า  ไม่มีอะไรง่ายเลยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายตัวจริงอย่าง  องค์ชายริคแฟลม 

“เออ.....”  วอลกระแอมเหมือนอะไรติดคอ  “คุณยังไม่กลับอีกเหรอ  นี่จะค่ำแล้วนะ” 

“ตอนแรกก็ว่าจะกลับแหละ  แต่พอนายถามเหมือนไล่  ฉันก็เลยเปลี่ยนใจ  จะนอนค้างที่นี่คืนนี้กับนายแทน”

วอลทำหน้าเหมือนจะสำลักน้ำตาย  ถ้าจะเขียนคำพูดของวอลลงเป็นตัวหนังสือให้ใกล้เคียงความจริงอย่างหนึ่งก็คือต้องไม่เว้นวรรค  เพราะเวลาตื่นเต้นวอลจะพูดเร็วจนวรรคตอนหายหมด

“ไม่ได้นะจะมานอนค้างกันสองต่อสองได้ไงห้องนอนมีแค่ห้องเดียวเสื้อผ้าก็ไม่มีเปลี่ยนเรามันคนละไซส์กันผมไม่ไปซื้อให้คุณหรอกนะทางที่ดีกลับบ้านกลับโรงแรมไปนอนในที่ที่ของคุณดีกว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยไปสืบคดี...”

ริคแฟลมยกมือขึ้นห้าม  หรี่ตามองอีกฝ่าย

“เดี๋ยวนะ  เรื่องสืบคดีเอาไว้ก่อน  ฉันสงสัยว่า  ทำไมฉันจะนอนค้างที่นี่สองต่อสองกับนายไม่ได้  พูดยังกับว่า  เราสองคนเป็นเพศตรงกันข้ามกันยังงั้นแหละ”

ขี้สงสัยจังวอลว่าในใจ  แล้วรีบตอบเลี่ยงๆ  “เกิดมาผมยังไม่เคยนอนค้างอ้างแรมกับใครสองต่อสองเลย  ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็เถอะ  มันอึดอัด”

“งั้นนายก็หัดให้คุ้นเคยตั้งแต่คืนนี้  เพราะฉันกับนายคงมีโอกาสนอนด้วยกันอีกหลายคืน”

“แต่ผมชอบนอนดิ้น  ถีบทุกอย่างบนที่นอนตกเตียงหมด  คุณนอนกับผมไม่ได้หรอก”

“ก็ต้องลองดู  ฉันจะป้องกันตัวเองไม่ให้โดนนายถีบ”

“โธ่โว้ย”  วอลทำท่าเหมือนจะเอาหัวโขกผนัง “คุณจะค้างที่นี่ได้ยังไง  เสื้อผ้าก็ไม่มี  แปรงสีฟัน  ยาสีฟัน  ผ้าขนหนู ไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง” 

“จู้จี้จุกจิกยังกับผู้หญิง”  ริคแฟลมค่อนแคะ  “ฉันเป็นผู้มีพระคุณของนาย  ข้าวของเครื่องใช้แค่นี้  นายควรหามาให้ฉัน  เพื่อเป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ซิ”

วอลถึงกับอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก   มองดูริคแฟลมเดินผิวปากเข้าไปในบ้าน  หญิงสาวกระทืบเท้าระบายอารมณ์เหมือนเด็กๆ  ยามถูกขัดใจ

 

วอลหลับตานั่งสวดมนต์ต่อหน้าองค์เจ้าแม่กวนอิมขนาดย่อมซึ่งวางอยู่บนหัวเตียงนอนประตูเปิดโครมเข้ามา  ริคแฟลมอาบน้ำเสร็จแล้วนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินหัวเปียกเข้ามาในห้อง   เดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าโดยแรงจนบานเหวี่ยงออกมากระแทกกับตู้อีกใบหนึ่ง  หยิบผ้าเช็ดตัวอีกผืนมาเช็ดผม  แล้วก็ก้มๆ เงยๆ หยิบเสื้อกางเกงที่วอลเตรียมไว้ให้ออกมาแต่งตัวโดยไม่สนใจอีกฝ่าย

ความสงบของวอลถูกเบรกตั้งแต่เสียงเปิดประตูโครมแรกแล้ว  ทำให้ต้องลืมตาขึ้นมอง  ต่อมาก็ได้ยินเสียงปึงปังตามมาอีกหลายปึง  ซ้ำยังมองเห็นภาพผู้ชายถอดเสื้อนุ่งกางเกงแต่งตัวใหม่อยู่ตรงหน้า ถือว่าเป็นภาพอุจาดนัยน์ตาอยู่ไม่น้อย  วอลเลยเบือนหน้าไปเสียอีกทางนึกแผ่เมตตาให้ด้วยความอดทน

“นายมีเครื่องโกนหนวดไหม”  จู่ๆ ริคแฟลมก็ถามขึ้นมา  วอลสะดุ้งโหย่ง  แล้วก็นึกขึ้นได้รางๆ ว่า  เคยซื้อและซุกเจ้าเครื่องที่ว่าไว้ในเป้

“เดี๋ยวนะ  ขอหาก่อน”  วอลค้นกระเป๋าเป้อยู่นานจนเจอเครื่องโกนหนวด  เลยส่งให้ริคแฟลมซึ่งมองมาด้วยนัยน์ตาค้นหา

ดีนะติดตัวมาด้วย   เครื่องแสดงความเป็นแมนของเราวอลกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ    คิ้วของริคแฟลมกระตุกนิดหนึ่งก่อนถามด้วยความสงสัย  ขณะเอื้อมมือไปรับเครื่องโกนหนวด

“เสวียนเย่  นายไม่โกนหนวดเหรอ”

“ทำไมถามแบบนี้ล่ะ” 

“ก็หน้านายมันเกลี้ยงเกลาเสมอนะซิ   นายต้องขยันโกนหนวดมากแน่ๆ ... ทุกคืน  หน้าฉันจะมีแต่หนวด”

“ผมโกนก่อนออกจากบ้านทุกเช้า  แล้วก็ก่อนนอนด้วย  โกนวันละสองครั้ง   ผมไม่ชอบมีหนวด  ผมต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ”  วอลหัวเราะขันๆ

ริคแฟลมยกเครื่องโกนหนวดมาดู  “งั้นเหรอ  เครื่องโกนหนวดอันนี้เป็นของนายใช่ไหม”

“มีอะไรเหรอครับ  เครื่องโกนหนวดของผมผิดปกติรึครับ”

ริคแฟลมยิ้มพลางส่ายหัว  “เปล่าหรอก   ถ้าฉันเป็นคนขยันโกนหนวดเหมือนนาย  ฉันคงเป็นหนุ่มน่ารักเหมือนอย่างนายเนอะ  แต่ฉันคิดว่า  กับฉันคงไม่ได้ผลเท่าไร”

วอลถอนหายใจเฮือกใหญ่   โล่งอกที่ไม่ถูกริคแฟลมสงสัย  เธอไม่รู้เลยว่า  ในห้องน้ำริคแฟลมแกะฝาครอบเครื่องโกนหนวดออกดู  สภาพเครื่องทำให้เขาครุ่นคิด

“มันไม่เคยถูกใช้เลย  แถมถูกซุกเก็บเอาไว้เหมือนจะลืมเสียด้วยซ้ำ  นี่หมายความว่า  นายเสวียนเย่ไม่เคยโกนหนวดแน่ๆ  หรือว่ามันจะกินยาฮอร์โมนเพศหญิง”

ความระแวงในตัวเสวียนเย่หรือวอล  ทำให้ริคแฟลมเลือกนอนที่พื้นห้องแทน  สร้างความโล่งใจไปตามๆ กัน แต่โล่งใจกันคนละอย่าง  วอลนั้นโล่งใจเมื่อไม่ต้องนอนร่วมเตียงเดียวกับผู้ชาย  ส่วนริคแฟลมก็โล่งใจที่จะไม่ถูกผู้ชายมุ้งมิ้ง อย่างนายเสวียนเย่จับข่มขื่น

เช้าวันรุ่งขึ้นตอนหกโมง  วอลร้องเพลงเบาๆ ขณะล้างหน้าอยู่ในห้องน้ำ  ตรงอ้างล้างมือ  เธอชอบใช้เสียงเป็นเพื่อนโดยเฉพาะเวลาอยู่เปล่าเปลี่ยวคนเดียวในบ้าน  ซึ่งแน่นอนว่า  แขกคนสำคัญเมื่อคืนหายไปไหนไม่รู้ตั้งแต่เช้า  ทำให้หญิงสาวรู้สึกทำอะไรสะดวกขึ้น 

นานร่วมชั่วโมงเสียงเคาะประตูห้องน้ำก็ดังขึ้น  พร้อมกับเสียงตะโกนเร่งของหนุ่มผมทอง

“เสวียนเย่  นายอาบน้ำแร่แช่น้ำนมรึไง  ฉันรอนายมาร่วมชั่วโมงแล้วนะ”

“คุณริค   อุ๊บ!”   วอลอุทานลั่น  ตอนท้ายเสียงเปล่งออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจสักนิดเดียว  มันออกมาโดยอัตโนมัติ  เมื่อเปิดประตูห้องน้ำมาเจอริคแฟลมใช้ช้อนกินข้าวเคาะหัวเธอ

“ไปกินโจ๊กซะ”

วอลทำตาโต  “คุณหายไปแต่เช้า  เพราะไปซื้อโจ๊กให้ผมเหรอ  ทั้งๆ ที่ตลาดอยู่ตั้งไกล  แค่โจ๊กถุงสองถุงแค่นี้บอกผมก็ได้   ผมทำเป็น”

“พูดมาก  รีบๆ  กิน  จะได้รีบๆ ไปสืบคดี”    ริคแฟลมทำเสียงดุ   ก่อนหันหลังลงบันไดไป

วอลอดหัวเราะออกมาไม่ได้  “นิสัยน่ารักเหมือนกันแฮะ”

การสืบหาข้อมูลจากสถานที่จริงตั้งแต่จุดทะเลาะกันระหว่างโจวเผยกงกับเสนาบดีหมิงเต้า  มาจนถึงจุดที่พบศพไม่สามารถเห็นร่องรอยหลักฐานชัดนัก  เพราะผ่านมาตั้งสี่วันแล้ว  เส้นสีขาวซึ่งถูกพ้นสีรางเลือน  แม้แต่รอยเลือดก็คงถูกฝนชะล้างไปหมด

“เราคงสืบจากสถานที่เกิดเหตุไม่ได้  เอาไงดีละ  คุณริค”   สีหน้าวอลแสดงความวิตกกังวล 

“ตำรวจเก็บหลักฐาน  รูปถ่าย  สิ่งของต่างๆ  รวมทั้งศพเอาไว้ที่ไหน  เราก็สืบจากตรงนั้น”

“ยาก!  สถาบันนิติเวช  กรมตำรวจ  คงยอมให้เราเข้าไปหรอก”  วอลว่า

ริคแฟลมยิ้มอย่างมีเลศนัย  “ถ้าเป็นคนอื่นคงจะยาก  แต่ไม่ใช่กับ องค์รัชทายาทเสวียนเย่”  

“คุณจะให้ผมใช้อำนาจในทางมิชอบเหรอ”   วอลส่ายหน้า  “เล่นกับใครไม่เล่น  เล่นกับตำรวจ  เดี๋ยวเขาหาว่า  องค์ชายทำตัวเหมือนพวกนายทาส  ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่  ไหนจะผู้กำกับ  สารวัตร  อธิบดีกรมตำรวจ  คราวนี้ได้เป็นข่าวดังแน่  โดนประชาชนเกลียดตายชัก  ตายสนิท  ผมตายแน่”

ริคแฟลมส่ายหน้าอย่างเอือมๆ  องค์รัชทายาทกำมะลอที่  แตกตื่นเกินเหตุ

“แสดงว่า นายยังไม่เคยมีลูกน้อง  เสนาบดีหมิงเต้าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  คนของฮ่องเต้  เมื่อลูกน้องตาย  มีหรือที่ฮ่องเต้จะนิ่งดูดาย  ตอนนี้ฮ่องเต้ประชวรก็ต้องเป็นหน้าที่ขององค์รัชทายาท  สืบหาความจริง ไม่ให้มีแพะรับบาป”

“มันก็จริง  แต่ว่า....”  วอลทำหน้ายุ่งยากใจ

“อย่ามัวชักช้า  เรามีเวลาแค่บ่ายสองโมง  ก่อนที่อัยการจะสอบสวนเผยกง”

สองหนุ่มเข้ามาในสถาบันนิติเวช  การอ้างเหตุผลอย่างที่ริคแฟลมบอกกับวอล  ทำให้ทั้งคู่ผ่านเข้ามาในห้องชันสูตรศพได้อย่างสะดวก  รวมทั้งเจ้าหน้าที่นิติเวชนำหลักฐานซึ่งตรวจพบในที่เกิดเหตุนำมาให้ทั้งคู่พิเคราะห์ด้วย 

เจ้าหน้าที่นิติเวชคนหนึ่งเป็นหนุ่มผิวขาวร่างเล็ก  สวมแว่นสายตา  ท่าทางขรึมและสวมรองเท้าผ้าใบลายสก็อต ยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงใครบางคน

“ทำไงดีครับ  องค์ชายเสวียนเย่มาสืบคดีจากศพนายหมิงเต้า  ถ้าเขารู้...ครับ   ครับ  รีบมานะครับ”

ภายในห้องชันสูตร  ศพเสนาบดีหมิงเต้าถูกนำออกมาให้วอลตรวจ   อันที่จริง  วอลไม่ได้เรียนมาทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ หรือนิติเวช  แต่เธอเรียนมาทางศัลยแพทย์มากกว่า  อาจมีตอนช่วงปีหนึ่งที่ยังไม่เลือกสาขา  เธอได้เรียนวิชาทางนิติเวชมาเทอมหนึ่ง  แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ  มันก็อาจมีประโยชน์ในเวลาเช่นนี้

“ผลชันสูตรบอกว่า  ตายเพราะเลือดออกในสมองจากการถูกกระแทกอย่างแรงที่ศีรษะ”  ริคแฟลมดูแผ่นชาร์จรายงานข้างศพ

วอลตรวจดูศีรษะด้านหน้า  แล้วร้องบอกริคแฟลม  “ช่วยจับร่างเขาตะแครงหน่อย”

หนุ่มผมทองจับศพตะแครงให้วอลตรวจด้านหลังศีรษะ  หญิงสาวใช้คีมเล็กๆ  เขี่ยเส้นผมศพเพื่อหาร่องรอยต่างๆ

“น่าแปลก  ไม่มีรอยแผลฟกช้ำบนหัวเขาเลย  แม้แต่รอยเลือดก็ไม่มี”  วอลแสดงความคิดเห็น“แสดงว่า  เขาไม่ได้ตายเพราะศีรษะกระแทกกำแพงอย่างที่ตำรวจสันนิษฐาน”

“ลองตรวจจุดอื่นดูสิ”

วอลเริ่มไล่จากหน้าลงมาเรื่อยๆ  ผ่านลำคอ  ไหปลาร้า  จนมาถึงหลังมือ  “คุณริคมีไฟฉาย UV ไหม“

“ไม่มี  แต่ในลิ้นชักน่าจะมีบ้างนะ”   ริคแฟลมดึงลิ้นชักตู้ในห้องจนเจออุปกรณ์ชันสูตรต่างๆ  เขาเลือกไฟฉายเล็กๆ ส่งให้วอล

เมื่อเธอส่องไฟฉายตรงหลังฝ่ามือศพ   ปรากฏรอยแสตมเป็นตราสัญลักษณ์หัวกะโหลกไขว้ 

“รอยแสตมของคลับชั้นสูง”  ริคแฟลมบอกวอล  พลางหยิบรูปถ่ายสถานที่ที่เสนาบดีตาย  “เขานอนตายข้างไซต์งานก่อสร้าง  ทางระหว่างคลับชั้นสูงกับจุดทะเลาะวิวาทกับเผยกง”

“มีฝุ่นดินอยู่ใต้เล็บเท้า”  วอลตรวจเจอ

“เขาเข้าไปในคลับชั้นสูง  แล้วถูกลากมาทิ้งไว้ที่ไซต์งานก่อสร้าง  ให้ดูเหมือนเดินมาตายหลังจากทะเลาะกับเผยกง  แต่เขาตายได้ยังไง”

“ถ้าถูกฆ่าตาย  ก็ต้องมีร่องรอยต่อสู้   มีแผลฟกช้ำตามร่างกาย  หรือของมีคมแทง  แต่นี่ร่างกายเขาปกติดีทุกอย่าง”  วอลขมวดคิ้ว  แล้วเปรยว่า  “ยกเว้นแต่......”

“ยกเว้นแต่อะไร”  ริคแฟลมสงสัย

วอลสบตาชายหนุ่ม  เอ่ยเบาๆ  “เขาจะป่วยตายเอง”

“ถ้าเป็นยังงั้น  ต้องมีคนบิดเบือนผลการชันสูตร เพื่อใส่ร้ายเผยกง  แต่เขาทำยังงั้นทำไม?  แล้วหมิงเต้าตายด้วยโรคอะไร  มันน่าจะมีผลการตรวจร่างกายบ้างสิ”

“มีสิ  ประวัติผู้ป่วย รวมทั้งผลชันสูตร จะถูกเก็บไว้ในคอมฯ  ของแพทย์ประจำกองนิติเวช  ทุกเครื่องเข้าถึงข้อมูลหมดแต่เราต้องรู้รหัส”

“ไม่ยาก  นายตามฉันมา” 

ริคแฟลมพาวอลเข้ามาในห้องตรวจโรคห้องหนึ่ง   ในนั้นมีแพทย์แก่ๆ คนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งรอคนไข้  เขามีสีหน้าตกอกตกใจที่เห็นองค์รัชทายาทเสวียนเย่เสด็จมา

“ฝ่าบาทมาทำอะไรที่นี่พะยะค่ะ”  หมอแก่ถาม

“องค์ชายต้องการพักผ่อนในห้องนี้ตามลำพัง   คุณหมอออกไปข้างนอกได้ไหมครับ”  ริคแฟลมตอบแทน  อีกฝ่ายทำหน้างงๆ  แต่ก็ขยับตัวลุกจากเก้าอี้ 

“คุณหมอครับ รหัสผ่านของคอมฯ เครื่องนี้คืออะไรครับ”  จู่ๆ  ริคแฟลมก็ตะโกนถาม 

คนถูกถามชะงัก  แว่นประกายกล้าบาดตาล้อแสงนีออนบนเพดานหันมาทางริคแฟลม“ถึงจะเป็นคนสนิทขององค์รัชทายาท ก็ไม่มีหน้าที่มายุ่งวุ่นวายกับคอมฯ ของแพทย์ เข้าใจไว้ด้วยนะ”

‘schemes’ความคิดของหมอแก่แวบหนึ่งเฉลยคำตอบที่แท้จริงออกมาก่อนออกจากห้องไป 

ริคแฟลมนั่งลงตรงหน้าคอม  พร้อมใส่พาสเวิร์ดเข้าไป  หน้าจอคอมเริ่มทำงาน

“คุณรู้พาสเวิร์ดได้ยังไง”  วอลร้องถาม 

“ไม่มีเวลาแล้ว  นายรีบค้นหาข้อมูลทางการแพทย์เร็ว”  ริคแฟลมสลับให้วอลนั่งแทน

กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง  เสียงสัญญาณไฟไหม้ดังไปทั่วตึก

“ไม่ต้องสนใจ  รีบหาต่อไป”  ริคแฟลมตะเบ็งเสียงบอกวอลที่นั่งกระสับกระส่าย  “ฉันจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น  แล้วจะรีบกลับมา”

ริคแฟลมเปิดประตูหน้าห้อง  เกิดความโกลาหลภายในสถาบัน  ทั้งเจ้าหน้าที่และคนไข้ต่างวิ่งชุลมุนหนีออกจากตัวตึก  ชายหนุ่มมองเห็นควันมาจากห้องชันสูตรที่ไว้ศพของเสนาบดีหมิงเต้า  เขารีบวิ่งไปดู 

สปริงเกอร์ฉีดน้ำบนเพดานเกิดเสียขึ้นมาซะยังงั้น   ไฟลุกท่วมร่างเสนาบดีหมิงเต้าบนเตียงชันสูตร  ริคแฟลมรีบคว้าถังดับเพลิงมาฉีด  แต่สายเสียแล้ว  ร่างนั้นมอดไหม้เป็นตอตะโกเกินกว่าจะตรวจพิสูจน์อะไรได้  ความเป็นห่วงของริคแฟลมกลับพุ่งตรงไปที่เสวียนเย่ 

ความจริงถ้าเขามีความรู้ด้านการแพทย์  เขาคงไม่ต้องพึ่งพาเสวียนเย่  คนร้ายอยู่ในที่มืด  เขาแทบไม่รู้เลยว่าพวกมันเป็นใคร  มีจุดประสงค์อะไร  การมีเสวียนเย่มาด้วย  ทำให้ริคแฟลมเริ่มห่วงสารพัด  ถ้าหากทำได้  เขาก็คงย่อส่วนตัวเสวียนเย่ใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วยเพื่อให้ปลอดภัย  แต่ในเมื่อทำไม่ได้  ริคแฟลมจึงต้องตามติดไม่ให้คลาดสายตา

หนุ่มผมทองย้อนกลับไปหาวอล  แต่ในห้องว่างเปล่า  คราวนี้ใจเขาไม่เป็นสุข   เสียงวิ่งตึก  ตึก  ทำให้ริคแฟลมวิ่งตามไป  และแล้วภาพที่เขาเห็นคือ  วอลนั่งตัวสั่นอยู่ข้างเสา   อีกฝั่งหนึ่งเป็นชายสองคนในชุดเสื้อโค้ดสีดำ  หนึ่งในสองคนนั้น ริคแฟลมเห็นเงาดำคล้ายปีกนกอยู่ด้านหลัง  ชายคนนั้นชูแขนขึ้น 

ริคแฟลมยืนระหว่างวอลกับชายลึกลับ  หางตาแวบหนึ่งสามารถอ่านความคิดของศัตรูได้  ชั่ววินาทีที่เปลวไฟจากฝ่ามือชายลึกลับพุ่งตรงมาที่ตัววอล   ริคแฟลมก็กระโดดเอาตัวเข้าบังร่างบอบบางนั้นไว้  

“อย่า!”  หนุ่มผมทองร้องตะโกนเสียงดัง   ลำแสงสีทองฉายเป็นรัศมีวงกลมปกป้องคนทั้งสองไว้จากเปลวไฟที่พุ่งมา  แล้วแสงสีทองก็ส่องสว่างจ้า  จนชายคนนั้นทนอยู่ไม่ได้  หายตัวแวบไปพร้อมลูกน้องคนสนิท

คิเมร่าปรากฏตัวเหนือตึกข้างสถาบันนิติเวช   โดยมีหลีหมิงตามติดมาด้วย  ร่างเพรียวทรุดฮวบลงกับพื้น

“ท่านคิเมร่า !!  “  หลีหมิงรีบเข้าประคองเจ้านาย 

“พลังโอรสสวรรค์ช่างรุนแรงเหลือเกิน” คิเมร่ากัดฟันแน่น  นัยน์ตาสีม่วงลุกวาวด้วยประกายแห่งความชั่วร้าย

หลีหมิงยืนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังเจ้านายหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีเปลือกมังคุดเพื่อรอฟังคำสั่ง   นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นท่านคิเมร่าล่าถอยจากการโจมตีเป้าหมาย  แสงสีทองประกายจ้าเปล่งรัศมีจนแสบตามาจากชายสองคนนั้น  พลังซึ่งสามารถป้องกันเปลวอัคคีของท่านคิเมร่าได้   และท่านคิเมร่าเรียกสิ่งนั้นว่า  พลังโอรสสวรรค์  แต่....

    พลังโอรสสวรรค์  มันคืออะไรกันนะ  หลีหมิงครุ่นคิดและเก็บความสงสัยไว้ในใจ 

  "เกิดคู่ต่อสู้ที่สูสี”  รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา  “น่าเบื่อมาซะนาน  ชักเริ่มสนุกขึ้นมาแล้วซิ”

เสียงหัวเราะขันๆ  อย่างพอใจในลำคอของท่านคิเมร่า  ทำให้หลีหมิงตระหนักชัดว่า เจ้านายเขาไม่รู้สึกกลัวต่อพลังโอรสสวรรค์นี้เลย   ไม่ใช่แค่พลังนี้เท่านั้นหรอกที่ท่านคิเมร่าไม่กลัว  ต่อให้เป็นพลังของเทพพระเจ้าหรือปีศาจซาตานองค์ไหนมาต่อกร    ท่านคิเมร่าก็ไม่เคยเกรงกลัว   แถมยังรู้สึกสนุกไปกับการต่อสู้ยากๆ ราวกับเด็กตัวน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ

  “เสวียนเย่ต้องไม่ยอมแพ้เรื่องหาหลักฐานมาแก้ต่างให้โจวเผยกงแน่”  คิเมร่ากล่าวเสียงเรียบ

  หลีหมิงเข้าใจความหมายนั้นทันที   เขาโค้งคำนับแล้วน้อมรับว่า  “เข้าใจแล้วครับ   ผมจะจัดการกำจัดหลักฐานชิ้นสุดท้ายเอง”

  “นายรู้ใช่ไหมว่า  ฉันอยากได้โจวเผยกงมาเป็นลูกน้องมือขวาคู่กับนายแค่ไหน”

  “ครับ  ท่านคิเมร่า   เมื่อท่านประสงค์สิ่งใด  ท่านต้องได้สิ่งนั้นมาครอง  เป็นเรื่องที่ท่านคอยย้ำกับผมเสมอ”

 “ฉันอยากได้โจวเผยกงก็จริง   แต่เขาก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่ง  ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่ากับการวัดสติปัญญาของเสวียนเย่  ถ้าเรากำจัดหลักฐานหมดทุกอย่าง  อยากรู้นักว่าเสวียนเย่จะทำยังไง” 

  “รอดูเกมสนุกๆ  ได้เลยครับ   ท่านคิเมร่า”  หลีหมิงโค้งคำนับ  แล้วหันหลังเดินลงตึกไป  

  ส่วนคิเมร่าผู้เป็นหัวหน้าแก็งมาเฟียพยัคฆ์ขาวยังคงเฝ้าสังเกตการณ์ภายในตึกนิติเวชครู่ใหญ่  ก่อนที่สายลมวูบหนึ่งจะพัดมา  แล้วร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อโค้ดสีดำก็หายวับไปจากตึกข้างสถาบัน

----------------------------------------จบตอน 6 --------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

226 ความคิดเห็น

  1. #223 Hazylight (@rinlaby) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 10:08
    จะซื้อได้แค่ตอนพรี หรือจะมีลงพวกร้านหนังสือคะ?
    #223
    1
    • #223-1 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 6)
      26 มิถุนายน 2560 / 10:12
      ไม่มีลงพวกร้านหนังสือครับ ซื้อได้ที่ไรท์โดยตรง ซื้อได้ตลอดตั้งแต่นี้ครับ เพียงแต่ช่วงพรี จะราคา 300 บาท แต่ถ้าพ้นช่วงพรี จะราคาเต็มน่ะครับ หนังสือจะพร้อมส่งไม่เกินวันที่ 17 ก.ค. 60
      #223-1
  2. #200 0983479243 (@0983479243) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2559 / 18:22
    ยังไงก็สู้ๆต่อไปนะคะไรท์แต่งดีแล้วค่ะ ^^
    #200
    1
  3. #178 Sukanya Paileeklee (@poonchanit) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 22:28
    เข้าพักในโรงแรม(ตอนแรก) ก่อนเจอนักข่าว ยังไงก็ต้องใช้บัตรปชช.เพื่อแสดงตัว ถ้าแสดงตัวตอนแรกว่าชื่อวอล แล้วมาเป็นเสวียนเย่ เพียงโรงแรมคัดค้าน แผนก็แตก
    น่าจะเป็นว่าไปพักบ้านเล็กๆ(ที่ไม่โทรม)ของคนอื่น(ขันที) จึงไม่ต้องแสดงบัตร แล้วค่อยแถลงข่าวที่โรงแรม
    #178
    0
  4. #14 AwesomeGirl (@anees777) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 / 14:15
    เจอผิดค่ะ ซักกะตาย=ซังกะตาย
    #14
    1
    • #14-1 พยัคฆ์ขาว (@kanlueang) (จากตอนที่ 6)
      5 พฤษภาคม 2558 / 15:26
      แก้ในคอมแล้วจ้า ขอบคุณมากค่าาาา
      #14-1
  5. วันที่ 30 เมษายน 2558 / 07:47
    อัพค่ะๆๆๆๆ
    #10
    1