มังกรโอบจันทรา

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5 ตรวจ DNA [รีไรท์]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,932
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    17 ก.ค. 59

วอลนั่งอ่านหนังสือในห้องนอนของบ้านเสี่ยวโตวจื่อตั้งแต่เช้าจนกระทั่งบ่ายคล้อย  แดดเหลืองสาดส่องเข้ามาทั่วห้องจนเธอต้องลุกไปรูดผ้าม่านตรงผนังกระจกมาปิดเพื่อบดบังแสงไว้   เมื่อไม่รู้จะทำอะไร  วอลก็เปิดทีวีดูข่าว

“.....ขณะนี้ข่าวที่อยู่ในความสนใจของประชนชนคงหนีไม่พ้น ข่าวของคุณหมอรูปหล่อที่ทำสร้อยตกไว้ในขณะช่วยชีวิตเด็กชายวัยแปดขวบ  และตอนนี้ก็มีผู้แจ้งที่อยู่ของคุณหมอท่านนั้นแล้ว  ซึ่งแม่ของเด็กผู้นั้นกำลังจะนำสร้อยไปคืนให้คุณหมอในทันที  หากมีความคืบหน้า  เราจะรายงานให้ทราบต่อไป...”

ขันทีสาวยกมือขึ้นคลำคอ  อยากจะเอาหัวโขกผนังห้องในความสะเพร่าของตัวเองนัก   แถมหน้าเธอยังถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ  ถ้าความลับเรื่องเธอเป็นผู้หญิง และเป็นขันทีแตกขึ้นมา  อะไรจะเกิดขึ้น วอลไม่อยากจะคิด

ก๊อก  ก๊อก

วอลสะดุ้ง  รีบถามเสียงดัง  “ใครครับ”

“ฉันเอง  เสี่ยวโตวจื่อ  เฉินกงกงสั่งให้ฉันมาหานายที่นี่”

วอลรีบไปเปิดประตู ชายหนุ่มตัวเล็กผิวขาว ในชุดสูทเดินหน้าเครียดเข้ามาในห้อง 

“เราไม่มีเวลามาก  กองทัพนักข่าวกำลังมาที่นี่”

“อะไรนะ!!  วอลร้อง  แล้วก็นึกขึ้นได้  “มีคนแจ้งที่อยู่ให้พวกนักข่าว  คนที่รู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ก็มีเฉินกงกงเท่านั้น  เขาทำแบบนี้ทำไม   เพราะอะไร”

“ฉันทำตามคำสั่งเฉินกงกงเท่านั้น  เขาบอกให้ฉันเอาโทรศัพท์มาให้นาย  และพานายออกไปจากที่นี่”  เสี่ยวโตวจื่อยื่นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้วอล

กริ๊งงงงง   วอลรับสาย 

“ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น   หรือนักข่าวถามอะไร   เจ้าอย่าปริปากพูดอะไรออกมาเด็ดขาด  รูดซิปปากเจ้าเอาไว้  ที่เหลือเสี่ยวโตวจื่อจะจัดการเอง  นี่คือคำสั่ง”

“กงกง  กงกง”  ยังไม่ทันที่วอลจะถามอะไร   ปลายสายก็วางหูเสียแล้ว  จะโทรกลับ  เสี่ยวโตวจื่อก็ฉุดข้อมือเธอออกจากห้องนอน  เขาพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า

“ต้องไปแล้ว  นักข่าวกำลังแห่กันมาที่นี้”

วอลถึงกับตะลึงเมื่อลงมาบริเวณหน้าบ้านแล้วเจอกับกองทัพนักข่าวที่มาดักรอเธอมากกว่าครึ่งร้อย  แสงแฟลชสว่างวูบวาบเข้านัยน์ตาจนวอลต้องใช้มือบัง  แม่เด็กที่เธอช่วยชีวิตก้าวมาหยุดตรงหน้า  แล้วพูดด้วยความซาบซึ้งว่า

“สร้อยของคุณหมอค่ะ  ขอบคุณที่ช่วยชีวิตลูกดิฉันไว้นะคะ  ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”

วอลรับสร้อยมาถือไว้  และก่อนที่วอลจะเผลอหลุดปากพูดอะไรออกมา  เสี่ยวโตวจื่อก็ฉุดแขนวอลหนีฝ่าวงล้อมนักข่าวที่ล้อมหน้าล้อมหลังตามไปติดๆ  คำถามถูกยิงเข้าใส่วอลราวกับห่ากระสุน

“คุณหมอชื่ออะไรครับ/ค่ะ  อายุเท่าไร   ทำไมไปอยู่ในที่เกิดเหตุได้ละครับ/ค่ะ ตอบเราด้วยค่ะ/ครับคุณหมอ”

แล้วจู่ๆ เสี่ยวโตวจื่อก็ทำในสิ่งที่วอลไม่คาดคิด  มันเหมือนฟ้าผ่ากลางฝูงนักข่าว  เมื่อเขาตะโกนเสียงดังฟังชัดว่า

“คุณหมอคนนี้ชื่อ  อ้ายซินเจวี๋ยหลัว  เสวี่ยนเย่   เป็นลูกของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน  ถ้าอยากรู้รายละเอียด  ให้มาทำข่าวในวันพรุ่งนี้  ตอนหกโมงเย็น  เราจะมีการแถลงข่าวที่โรงแรมเฉียนเหมิน”

            คำพูดที่ประกาศก้องท่ามกลางกองทัพนักข่าวเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่เสี่ยวโตวจื่อหย่อนเอาไว้ในสมองของวอล  มันยังเดินติ๊ก  ติ๊ก ติ๊ก ตั้งแต่นั่งรถออกจากบ้านเสี่ยวโตวจื่อจนมาถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง ณ ชานเมืองกรุงปักกิ่ง 

          หมาเห่าเกรียวกราวเมื่อวอลและเสี่ยวโตวจื่อลงจากรถ  เสียงเอะอะดังขึ้นไปถึงชั้นบนของเรือนไม้หลังใหม่เอี่ยม  ตัวเรือนทั้งชั้นบนและล่าง มีหน้าต่างหลายสิบบานรายรอบ  เฉินกงกงเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกมาดูแล้วร้องว่า

            “เข้ามาเลย   ฉันกำลังรออยู่”

            วอลก้าวขึ้นชานหินขัดแคบๆ หน้าบ้าน  ถอดร้องเท้าออก  แล้วเข้าไปในห้องรับแขกที่เป็นพื้นไม้ขัดเงาสะอาดตา  เสี่ยวโตวจื่อเลือกที่จะไปยืนหลังเฉินกงกงซึ่งนั่งจิบน้ำชาตรงโต๊ะกลมกลางห้อง  ความเงียบเกิดขึ้นยาวนาน  ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายพูดก่อน  วอลซึ่งบัดนี้กลายเป็นเป้าของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นราชสำนัก  นักข่าว  หรือแม้กระทั่งประชาชน  ก็ทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ไหว

“กงกง  คิดจะทำอะไร”  วอลเอ่ยออกมาในที่สุด  “ต้องการให้ผมสวมรอยเป็นพระโอรสของฮ่องเต้งั้นรึ...มันไม่ง่ายอย่างที่กงกงคิดหรอก”

“มันก็ไม่ยาก ถ้าเจ้าทำตามแผนการของฉัน”

“แผนการอะไร  ช่วยบอกผมหน่อย”

เฉินกงกงโยนกระดาษปึกหนึ่งมาตรงหน้าวอล  แล้วสำทับว่า  “เอาไปท่องซะ   ประวัติของเจ้าที่ต้องใช้ตอบนักข่าว  แล้วก็สร้อยมังกรโอบจันทราเก็บมันเอาไว้ให้ดี  มันเป็นของที่ใช้ยืนยันความเป็นลูกของฮ่องเต้  ส่วนเรื่องอื่นฉันจะให้เสี่ยวโตวจื่อจัดการเอง”

วอลหยิบกระดาษปึกนั้นขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว  แล้วขันทีสาวก็ส่ายหน้าอย่างระอา  “กงกง คิดว่า คนอื่นเค้าจะเชื่อเรื่องรักชั่วข้ามคืนของฮ่องเต้กับหญิงสามัญชนจนมีองค์ชายนอกสมรสงั้นหรือ  ไม่โบราณไปหน่อยเหรอครับ  อย่างกับละครน้ำเน่าจีนยังไงยังงั้น”

เฉินกงกงหัวเราะในลำคอ “ ชีวิตจริงมันก็ยิ่งกว่าละคร  ดูอย่างเจ้าของสร้อยมังกรโอบจันทราสิ  โง่แค่ไหนที่ให้สร้อยเส้นนั้นกับเจ้า  ทั้งๆ ที่ตัวเองใช้มันเป็นหลักฐานยืนยันฐานะตัวเองได้”

ขันทีสาวมีสีหน้าตกใจ  “นี่แสดงว่า  คุณริคแฟลม เป็นองค์ชายจริงๆ  ประวัตินี่ก็คงเป็นเรื่องราวของเขาใช่ไหมครับ....แล้วคุณก็รู้มาตั้งนานแล้วว่า คุณริคแฟลมเป็นเจ้าของสร้อยที่แท้จริง  คุณถึงให้ผมไปสะกดรอยตามเขา”

“อ้อๆๆ  นี่เจ้าก็รู้มาตั้งแต่แรกแล้วซิว่า คนที่ให้สร้อยชื่อ อ้ายซินเจวี๋ยหลอ ริคแฟลม  ทำไมไม่บอกฉัน  ห๊า”  เฉินกงกงเกรี้ยวกราด “ปิดบังมาทำไมตั้งสิบสามปี”

“ทำไมเฉินกงกงไม่ให้เขาแสดงตัวเป็นองค์ชายเสียเลยล่ะ? ประวัตินี่ก็ของเขา สร้อยก็ของเขา  มาใช้ผมทำไม?

“นี่เป็นคำสั่ง”  ขันทีเฒ่าพูดเสียงเข้ม

“กงกงยังไม่ตอบคำถามผมเลย” วอลคาดคั้น  จนถูกเฉินกงกงตะคอกเข้าให้

“เจ้านั่นแหละ ที่ต้องตอบว่า จะทำตามคำสั่งหรือไม่ทำ”

ความเงียบเกิดขึ้นยาวนาน  วอลรู้ว่า ตั้งแต่เข้าวังมาเป็นขันทีผู้คอยรับใช้เฉินกงกง  เธอไม่เคยขัดคำสั่งกงกงเลยแม้แต่ครั้งเดียว  แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกที  ดูจากจุดประสงค์ที่แฝงอยู่ในคำสั่งมันเป็นการหลอกใช้ให้เธอเป็นองค์ชายหุ่นเชิดเพื่อหวังกอบโกยผลประโยชน์จากตัวเธอในฐานะองค์ชาย  หรือไม่ก็หวังกีดกันไม่ให้คุณริคแฟลมได้เป็นองค์ชาย   ซึ่งประการแรกน่าจะมีน้ำหนักมากกว่า  

“คืนฐานันดรให้องค์ชายริคแฟลมดีกว่าครับ”  คำพูดของวอลทำลายความเงียบ  เธอวางกระดาษปึกนั้นลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืน

เฃฉินกงกงคว้าข้อมือวอลไว้แน่น  เล็บจิกลงในเนื้อหญิงสาว  น้ำเสียงเขานุ่มนวลแต่แฝงด้วยความชั่วร้าย  “แน่นอนว่าเจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธ”

“ผมปฏิเสธ”

“เป็นการตัดสินใจที่หุนหันและไม่ฉลาดเลย  ก่อนเจ้าจะตอบ   เจ้าควรคิดถึงอุบัติเหตุที่มักเกิดกับครอบครัวของคนที่ขัดคำสั่งฉัน.... กระดูกของชายแก่ขนาดพ่อเจ้าเปราะบางมาก  แค่อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ  ก็อาจมีผลให้เจ็บปวดอย่างมาก  หรืออาจถึงตายได้  แม้แต่พี่สาวเจ้าก็อาจถูกไฟคลอกตาย  หรือถูกรถยนต์ชน  หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นถูกข่มขื่น” 

วอลหนาวเยือกด้วยความกลัว  เธอทรุดตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้ช้าๆ  หัวใจเต้นรัวอยู่ในอกขณะมองเข้าไปในดวงตาสีดำหรี่เล็กของขันทีเฒ่า  หญิงสาวไล้ลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก

“กงกงจะบอกว่าถ้าผมไม่ทำตามคำสั่ง  กงกงจะทำร้ายครอบครัวผมใช่ไหม”

“เป็นการใช้คำพูดที่รุนแรงแต่ถูกต้อง  ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของพวกเขาขึ้นอยู่กับเจ้า   ขันทีวอล  เจ้าต้องคิดให้ดี”

มันเป็นการแบล็คเมล์  การขู่กรรโชกที่น่าเกลียดและชั่วร้าย  แต่ก็ยากจะต่อต้าน  เธอเป็นแค่ขันทีตัวเล็กๆ  หนึ่งในหมื่นคนที่เป็นขันทีในวัง   แถมไม่ใช่ขันทีของราชนิกูลทำให้ไม่มีปากมีเสียง  หรือมีอำนาจอะไรในวัง  หากเธอถูกจับขังหรือถูกฆ่าตายก็คงไม่มีใครรู้   และครอบครัวเธอก็อยู่ไกลถึงเสฉวนเธอไม่สามารถปกป้องได้  เป็นการดีที่สุดถ้าเธอจะยอมทำตามคำสั่ง   ไม่ว่ามันจะเป็นงานเสี่ยงตายเพียงใดก็ตาม

“มีคนรู้จักผมที่มหาลัย  อย่างอาจารย์หมอที่สอนผม”

“เจ้าเรียนแบบตัวต่อตัวกับอาจารย์ไม่กี่คน  เพื่อนก็ไม่มี ดังนั้นวางใจได้ ฉันสามารถทำให้พวกหมอเหล่านั้นปิดปากสนิทได้”

“แล้วกับเพื่อนขันทีในวังล่ะ”

“อย่าห่วงนักเลย  เจ้าเองก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในหมู่ขันทีเท่าไรนักหรอก” เฉินกงกงว่า  เขาช่างรู้จักวอลดีเหลือเกิน  อาจดีเกินไปด้วยซ้ำ 

“ผมต้องเริ่มจากการท่องประวัตินี่ก่อนสินะ”  วอลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมทำตามคำสั่งเฉินกงกง เธอหยิบกระดาษที่เพิ่งวางไป  ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

เฉินกงกงยิ้มอย่างพอใจ  กล่าวเสียงเข้มว่า  “คืนนี้ทั้งราชสำนัก   นักข่าว คงออกตามหาตัวเจ้าให้ควั่ก  อย่าออกไปไหนจนกว่าจะถึงหกโมงเย็นพรุ่งนี้  ตอนแถลงข่าวจะมีเสี่ยวโตวจื่อคอยช่วย  หวังว่าทุกอย่างคงจะราบรื่นนะ”

กล่าวจบเฉินกงกงก็เดินออกจากห้องแล้วขึ้นรถเก๋งสีดำจากไป  ทิ้งวอลไว้กับเสี่ยวโตวจื่อซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากจับตามองและคอยเฝ้าไม่ให้เธอหนีเท่านั้น

 

เมื่อถึงเวลาหกโมงเย็นภายในห้องแถลงข่าวของโรงแรมเฉียนเหมินเนืองแน่นไปด้วยกองทัพนักข่าวไม่ว่าจะโทรทัศน์  วิทยุ  หนังสือพิมพ์แทบทุกสำนัก  ต่างให้ความสนใจต่อการออกมาอ้างตัวเป็นพระโอรสของฮ่องเต้     ซึ่งแน่นอนว่าราชบัลลังก์มังกรต่อจากฮ่องเต้หย่งฉียังไม่เคยปรากฏชื่อองค์ชายคนไหนมาก่อน  เพราะฮ่องเต้มีลูกแค่พระธิดาฝาแฝดซึ่งเกิดจากฮองเฮาเท่านั้น  เมื่อมีองค์ชายนอกสมรสปรากฏจึงเป็นเรื่องฮือฮา  และยิ่งเขาคนนั้นยังเป็นหมอหนุ่มในดวงใจประชาชนชาวจีนนับพันล้านคน  จึงเป็นเรื่องทอร์คออฟเดอะทาวน์ทั่วประเทศจีนเลยก็ว่าได้

วอลสวมชุดสูทสากลสีดำโดยใช้หมวกกับแว่นตาดำอำพรางตัวมาตั้งแต่ออกจากบ้านจนกระทั่งถึงห้องแถลงข่าวจึงถอดหมวดและแว่นตา   ด้านหลังหญิงสาวตามติดด้วยเสี่ยวโตวจื่อซึ่งถือกระเป๋าเอกสารกับกล่องกระดาษขนาดกลางหอบหิ้วติดตัวมาด้วย

เสียงรัวชัตเตอร์กระหน่ำ  และแสงแฟลซสว่างวูบวาบไปทั่วด้านหน้าเวทีเมื่อสองขันทีปรากฏตัว   มีการกล่าวทักทายพอเป็นพิธี  ก่อนที่วอลจะเริ่มพูดตามที่เตรียมมาตลอดทั้งคืน

“ผมขอพูดเข้าประเด็นเลยนะครับ   ผมชื่อ  อ้ายซินเจวี๋ยหลัว  เสวียนเย่  เป็นลูกที่เกิดจากฮ่องเต้หย่งฉีกับหญิงสามัญชนชาวจีนชื่อ หลินซินหยู  ทั้งคู่พบรักกันที่ประเทศอังกฤษเมื่อยี่สิบสามปีก่อนตอนฮ่องเต้เสด็จประพาสยุโรป  เมื่อผมอายุได้สิบขวบแม่เคยพามาหาเสด็จพ่อที่มณฑลเสฉวน  ทำให้ฝ่าบาทรู้ว่ามีผม.....”

“แสดงว่า ฮ่องเต้ทราบว่า  พระองค์มีพระโอรสแล้วยังงั้นหรือ”  นักข่าวคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา 

“ใช่ครับ  เราเจอกันโดยบังเอิญ”  วอลตอบสั้นๆ

“แล้วคุณมีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันว่า เป็นองค์ชายล่ะครับ”

“ในนี้คงมีคนจากสำนักพระราชวังใช่ไหมครับ  ช่วยแสดงตัวด้วย”  วอลมองหา 

“ผมเอง”  เฉินจง  หัวหน้าองครักษ์ประจำตัวฝ่าบาทพูดขึ้น  ด้านหลังเขาไม่ไกลนักมีชายหนุ่มสองคนยืนพิงเสาอยู่  แม้แสงไฟหน้าเวทีจะส่องจ้ามากทำให้เห็นชายสองคนนั้นแค่ลางๆ  แต่วอลมั่นใจว่า หนึ่งในสองต้องเป็นริคแฟลมแน่ๆ   

 วอลชูสร้อยมังกรโอบจันทราให้ทุกคนดู  แล้วหันไปถามเฉินจง  “คุณรู้ใช่ไหมว่า สร้อยนี้เป็นของใคร”

“ใช่  ผมรู้  มันเป็นของฮ่องเต้ที่มอบให้ผู้หญิงที่เป็นรักแรกของพระองค์เมื่อยี่สิบสามปีก่อน”

เกิดเสียงฮือฮาขึ้นท่ามกลางกองทัพนักข่าว  วอลรีบตีเหล็กเมื่อร้อนโดยพูดเสริมว่า  “นั่นคือ  แม่ของผม  และแม่ได้มอบสร้อยเส้นนี้แก่ผม....”

เสี่ยวโตวจื่อเริ่มแสดงบทบาท  เขาเปิดเอาเอกสารในกระเป๋าออกมาโชว์  “นี่คือ สูติบัตร  บัตรประชาชน   ใบวุฒิการศึกษา  ทั้งหมดยืนยันความมีตัวตนขององค์ชายเสวียนเย่”

นักข่าวต่างรุมกันซักถามจนต้องให้มีการยกมือก่อน  และวอลก็สามารถตอบได้หมด  จนกระทั่ง  เสี่ยวโตวจื่อหยิบกล่องกระดาษออกมาเปิดออก  หยิบม้วนผ้าสีเหลืองออกมา

“องค์ชายเสวียนเย่มีราชโองการที่ได้รับจากฮ่องเต้เมื่อสิบสามปีก่อน   ผมขอเปิดอ่านให้ทุกท่านได้ฟัง”

และนั่นทำให้วอลงุนงง  มันไม่ได้มีการเตี้ยมกันมาก่อน  อยู่ๆ  เสี่ยวโตวจื่อก็ทำในสิ่งที่ไม่คาดฝันกับเธออีกแล้ว   

“เหตุที่ราชวงศ์ไร้องค์รัชทายาทมานานหลายปี  ยังไม่มีสายเลือดมังกรมาสืบทอดบัลลังก์  จนกระทั่ง  อ้ายซินเจวี๋ยหลัวเสวียนเย่ปรากฏตัว  ทำให้เราทราบว่า  ยังมีสายเลือดมังกรหลงเหลืออยู่  เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนชาวมังกรอยู่อย่างสงบสุข  เราขอแต่งตั้งให้  อ้ายซินเจวี๋ยหลัวเสวียนเย่ เป็นองค์รัชทายาท  มีภารกิจดูแล  คุ้มครอง  ปกป้องประชาชนชาวจีนและประเทศสืบไป” 

“ไหน  ลองให้ฉันดูสิว่า  เป็นลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้จริงๆ หรือเปล่า”  เฉินจงรีบเข้ามาคว้าพระราชโองการไปดู

“ว่าไงครับ/ค่ะ”  ทุกคนต่างถามเป็นเสียงเดียวกัน

เฉินจงพยักหน้ารับ   เกิดเสียงเฮลั่นห้อง  เมื่อรู้ว่าเรื่องราวที่หนุ่มหน้าสวยคนนี้แถลงมาเป็นความจริง  แต่แล้วเฉินจงก็คว้าไมค์มาพูดเสียงดัง

“เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยภายหลัง  จะต้องมีการพิสูจน์  DNA ของคุณเสวียนเย่ก่อน   หากผลออกมา 99.9%  ทางราชสำนักจึงจะยอมรับ  เพื่อยืนยันความเป็นพระโอรส  พรุ่งนี้คุณเสวียนเย่ต้องไปตรวจ DNA ที่โรงพยาบาลปักกิ่งนะครับ”  เฉินจงหันหน้ามาพูดกับวอลซึ่งนั่งเหงื่อตกอยู่บนเวที 

“โรงพยาบาลปักกิ่งงั้นรึ   คุณเสวียนเย่....คุณจะยอมได้เหรอ  โรงพยาบาลของรัฐถูกคลอบงำง่าย  แค่มีเงิน มีอำนาจบารมีก็สลับสับเปลี่ยนผลการตรวจได้แล้ว”   นักข่าวคนหนึ่งแย้งขึ้น

“โรงพยาบาลทุกแห่งก็เสี่ยงถูกคลอบงำหรือควบคุมอยู่แล้ว     แต่ทางราชสำนักจะเฝ้าระวังการทดสอบไม่ให้คลาดสายตา”  เฉินจงเสนอ  นักข่าวคนเดิมก็ยังโต้กลับมาว่า

“ถ้างานนี้ราชสำนักเป็นฝ่ายจัดฉากขึ้นมาเองล่ะ  ประชาชนจะรู้ได้ไง”

            “ฉันขอเสนอ”  นักข่าวสาวคนหนึ่งลุกขึ้นยืน  “ถ้าเป็น บริษัท  ดีเอ็นเอ เทสติ้ง ไช่น่าแล็บ จำกัดล่ะ”

วอลถึงกับหน้าซีดยิ่งกว่าถูกยาฟอกสี  เพราะในแวดวงแพทย์ต่างรู้จักบริษัทนี้ดี   มันเป็นศูนย์แล็บที่น่าเชื่อถือที่สุดในประเทศเวลานี้   คนมาใช้บริการ มั่นใจได้เลยว่า  ศูนย์แห่งนี้จะไม่มีการลักไก่  รับสินบน  หรือโกงผลการตรวจ   ผลจะออกมาอย่างถูกต้อง  เที่ยงตรง  และเป็นจริงเท่านั้น  ต่อให้เฉินกงกงเป็นพระเจ้าก็แทรกแซงผลการตรวจไม่ได้   เธอจะทำยังไงดี  วอลได้แต่นั่งคร่ำครวญอยู่ในใจ

“ก็ดี  เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าคุณเสวียนเย่จะไปเจาะเลือดที่บริษัท ดีเอ็นเอ เทสติ้ง ไช่น่าแล็บครับ”  เสี่ยวโตวจื่อซึ่งนั่งเงียบมานานเป็นฝ่ายเอ่ยปากสนับสนุน  วอลได้แต่นั่งฉีกยิ้มแห้งๆ สู้หน้านักข่าว อย่างไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้น

“ถ้าใช้เลือดตรวจดีเอ็นเอ  จะทำให้ฮ่องเต้เลือดตกยางออกน่ะสิ  ควรใช้เยื้อบุกระพุ้งแก้มหรือไม่ก็รากเส้นผมตรวจดีกว่า”  นักข่าวเรื่องมากคนเดิมเอ่ยขึ้นมาอีก

“ตอนนี้ฝ่าบาทพระประชวรต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเราคงไม่สามารถง้างพระโอษฐ์ฝ่าบาทได้  ส่วนรากเส้นผมมีความแม่นยำสู้ตรวจจากเลือดไม่ได้”  เฉินจงแย้ง แต่นักข่าวเรื่องมากคนนั้นก็ยังตั้งข้อสงสัย

“เราจะแน่ใจได้ยังไงว่า  พระโลหิตที่นำมาตรวจเป็นของฝ่าบาทจริงๆ”

“ทุกท่านก็รู้ว่า ฝ่าบาทกำลังประชวร  สภาพพระองค์ตอนนี้ไม่เหมาะเผยภาพแพร่ออกไป  และจะให้พวกท่านทุกคนเข้าเฝ้าเพื่อดูการเจาะพระโลหิตก็จะรบกวนพระองค์เกินไป” 

“เรื่องนี้สำคัญมาก  หากทางราชสำนักไม่ต้องการให้คุณเสวียนเย่เป็นองค์รัชทายาท  อาจนำเลือดของคนอื่นมาทดสอบแทนพระโลหิตของฝ่าบาทก็เป็นได้”

นักข่าวสาวผู้มีไอเดีย  ยื่นข้อเสนออีกครั้ง  “ถ้ายังงั้นให้คุณเฉินจงใช้กล้องถ่ายทอดสดให้เฉพาะนักข่าวดู  พวกเรารับรองว่าจะไม่บันทึกภาพตอนฝ่าบาทประชวร  และพวกเราจะเป็นพยานว่าทางราชสำนักไม่ได้เล่นตุกติก  ส่วนทางคุณเสวียนเย่เราก็จะบันทึกภาพต่อเนื่องไว้เช่นกัน  เท่านี้ก็ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย  ทุกคนเห็นด้วยไหม”

ทุกคนต่างนั่งเงียบไม่มีข้อโต้แย้งหรือคัดค้าน  เสี่ยวโตวจื่อจึงเป็นฝ่ายพูดสรุปถึงข้อตกลงร่วมกันและปิดการแถลงข่าว ทุกคนต่างลุกจากที่นั่งเก็บข้าวของเพื่อแยกย้าย   บ่าวรับใช้ซึ่งยืนหลบอยู่มุมห้องสะกิดแขนเจ้านายหนุ่ม  พลางพยักพเยิดไปทางนักข่าวผู้ชายที่ชอบยิงคำถามเข้าใส่เฉินจงแบบไม่ยั้ง

“เรื่องคงไม่ยุ่งยากขนาดนี้  ถ้าไม่ใช่เพราะนายนักข่าวเรื่องมากคนนั้น”  จั่วเจิ้นว่า

“งานนี้มีการเตี้ยมกันมาก่อนชัวร์” ริคแฟลมพูดอย่างมั่นใจ

“เอ๊ะ นายน้อยรู้ได้ยังไง”

“ลองคิดดูนะ  นักข่าวเรื่องมากคนนั้นจะตั้งปัญหาขึ้นมา  ส่วนคนที่เสนอไอเดียแก้ปัญหาทุกครั้งเป็นใครล่ะ”

จั่วเจิ้นตาโต  ร้องอุทานออกมา  “นักข่าวสาว!  ..,,,พวกเขาทำยังงั้นทำไม”

“จุดประสงค์คือต้องการให้ทั้งราชสำนักและหนุ่มหน้าสวยคนนั้นเล่นตามเกมของพวกเขา  พิสูจน์ความเป็นพ่อลูกที่บริษัท  ดีเอ็นเอ แล้วก็ใช้กล้องถ่ายวีดีโอตอนเจาะเลือด เพื่อให้รู้แน่ชัดว่า  งานนี้เสวียนเย่เป็นลูกชายของฮ่องเต้จริงๆ หรือเปล่า”

“ก็ไม่แปลกนะครับ  ที่นักข่าวจะอยากรู้ความจริง  นายเสวียนเย่อะไรนั่นก็ซวยไป  อยากมาสมอ้างเป็นคุณชายดีนัก”

ริคแฟลมถูนิ้วกับปลายจมูก  พลางใช้ความคิดก่อนมีคำสั่ง  “จั่วเจิ้น  นายสะกดรอยตามนักข่าวสองคนนั้นไป  ฉันอยากรู้ว่า พวกเขามาจากสำนักข่าวไหน  ใครเป็นคนส่งพวกเขามา”

“โธ่  นายน้อย  ผมคนเดียวจะตามคนสองคนได้ไงล่ะครับ”  จั่วเจิ้นโอดครวญ

“งั้นนายก็เลือกสิ  ว่าจะตามคนไหน”

 จั่วเจิ้นยิ้มร่าอย่างถูกใจ   “ก็ต้องผู้หญิงสิครับ  ถามได้”

 ริคแฟลมหัวเราะขันในความเจ้าชู้ของบ่าวรับใช้  เขามองตามหลังจั่วเจิ้นซึ่งแกล้งเดินตามนักข่าวสาวออกจากห้องแถลงข่าว  ส่วนตัวเองยกหูฟังขึ้นใส่หู  เดินสวนทางกับเฉินจงที่โค้งศีรษะให้เล็กน้อย  ตามมาด้วยลูกน้องสองคนซึ่งเดินตามหลังหัวหน้าองครักษ์มาติดๆ  ริคแฟลมไม่สนใจความคิดของใครนอกจากเขาคนนั้นคนเดียวเท่านั้น   

วอลฉุดแขนเสี่ยวโตวจื่อเข้าไปในประตูฉุกเฉิน   ตรงทางบันไดหนีไฟที่เชื่อมต่อกันทุกชั้น  จุดอ่อนฉกาจฉกรรจ์ของขันทีสาวอยู่ตรงไม่เคยทำผิดคิดชั่ว  พอคิดจะทำขึ้นมาก็กระสับกระส่าย ร้อนรน  อยู่ไม่เป็นสุข  ที่นี้พอมีเรื่ององค์รัชทายาทกับตรวจ DNA ขึ้นมาผสม  ก็ยิ่งว้าวุ่นใจไปหมด 

“จะทำยังไง  สมอ้างเป็นพระโอรส  โทษถึงติดคุก 20 ปีเชียวนะ  โตวจื่อ นายเองก็ไม่รอด เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย   เฉินกงกงนะเฉินกงกง  ส่งพวกเรามาตายแท้ๆ”  วอลโอดครวญกับขันทีหนุ่ม

“วอล  นายใจเย็นๆ ก่อน  ลองต่อสายถึงเฉินกงกงซิ  เผื่อเขาจะมีแผนสำรอง”  เสี่ยวโตวจื่อดูนิ่งอย่างเหลือเชือในความคิดวอล  ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่ได้มีเจตนาอยากกุเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นมา  แต่ถูกเฉินกงกงบงการอยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกับเธอ

ขันทีสาวล้วงโทรศัพท์มือถือต่อสายถึงเฉินกงกง  แต่...

“ปิดเครื่อง!!!  ขันทีสาวร้อง

“นึกแล้ว”  เสี่ยวโตวจื่อถอนหายใจเฮือก  “ฉันว่า  เขาลอยแพพวกเราแล้วล่ะ  เรื่องที่พวกเราทำก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดเฉินกงกง  งานนี้ทั้งฉันกับนายไม่ได้ผุดได้เกิดแน่ๆ”

วอลทรุดนั่งลงกับบันไดอย่างหมดแรง  ซุกหน้ากับฝ่ามือทั้งสองข้าง  หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต  เสี่ยวโตวจื่อนั่งลงข้างๆ วอล  ยกแขนขึ้นโอบบ่าขันทีสาวพลางปลอบ

“ไม่เป็นไรน่า   อย่างน้อยนายก็มีฉันเป็นเพื่อนคุยกับนายในคุกนะ”

“ตายล่ะ  คุยกับคนรักสัตว์ คงไม่พ้นเรื่องหมาๆ  แมวๆ  ทั้งวัน  น่าเบื่อแย่”  วอลเริ่มแหย่

เสี่ยวโตวจื่อทำหน้าตื่น

“แย่จัง  อุตส่าห์ปิดเป็นความลับนะนี่”

วอลหัวเราะคิก  เมื่อหัวเราะออกมาได้  อารมณ์ก็ค่อยปลอดโปร่งขึ้น 

“โตวจื่อ  นายกลับวังไปก่อนเถอะ ถ้าโชคดีเจอเฉินกงกง ช่วยโทรมาบอกฉันด้วย    ส่วนฉันขอนั่งคิดหาทางออกเงียบๆ คนเดียวสักพัก”

“ตามใจ  ฉันไปก่อนนะ”  เสี่ยวโตวจื่อตบบ่าวอลสองสามที  ก่อนลุกจากไป  ทิ้งให้วอลนั่งซุกหน้ากับฝ่ามือในท่าเดิม 

แป๊บหนึ่ง  วอลก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ  กำลังเดินขึ้นบันไดมา  เธอเงยหน้าจากฝ่ามือ มองไปยังเจ้าของเสียงผู้มาทำลายความสงบสุขของเธอ  พอเห็นว่าเป็นใครเท่านั้น  วอลก็ลุกพรวดสะบัดก้นหนีไปที่ประตูทันที   แต่ช้ากว่าอีกฝ่าย  เขาก้าวเท้ายาวๆ ราวกับติดปีกไว้ที่รองเท้า  มาดักหน้าขวางทางประตูไว้ไม่ให้ออก

“คุณเสวียนเย่จะรีบไปไหนล่ะครับ  เห็นหน้ากันแล้วเดินหนีแบบนี้  เสียมารยาทจังเลย” 

“ผมไม่อยากเสวนากับนักเลงที่แย่งของๆ เด็ก.... ถอยไป”   วอลตะคอกใส่หน้าริคแฟลม  แต่เขากลับนิ่งเฉย  เธอจึงผลักเขาให้พ้นทาง  แต่ร่างแกร่งดั่งหินผากลับไม่สะทกสะท้าน  ยืนกอดอกพิงประตูไม่ขยับไปไหน  

วอลถอยมาตั้งหลัก  จ้องหน้าเขาอย่างให้รู้ว่า  จะเอายังไง

“ไม่รู้ว่า สร้อยมังกรโอบจันทราไปอยู่กับนายได้ไงนะ  ฉันว่านายไม่น่าขโมยมันมาหรอก”  หนุ่มลูกครึ่งพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง 

“ไม่ใช่  ผมได้มาจากผู้มีพระคุณ”  เสียงความคิดวอลเป็นประโยคเดียวกับคำพูดที่เธอหลุดปากโพล่งออกมา “คุณก็รู้จักเขาดี”

“เขา?  แสดงว่าเป็นผู้ชาย  งั้นก็ไม่ใช่แม่ของนายสินะ”

วอลชะงัก  นึกตำหนิตัวเอง  “บ้าจริง   ถูกหลอกล่อจนได้  เกือบไปแล้วเชียว”

หนุ่มลูกครึ่งคว้าต้นแขนเรียวเล็กของขันทีสาว  แล้วดึงเข้ามาใกล้ตัว   “เขาเป็นใคร?

"อย่ามาซักถามผม อย่างกับผมเป็นจำเลยของคุณนะ...” วอลต่อว่า   และคร่ำครวญในใจ   “แค่นี้ฉันก็ทุกข์ใจกับสิ่งที่ทำจะแย่อยู่แล้ว  ทั้งๆ ที่ฉันถูกขู่บังคับมา ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร สวรรค์! ทำไมต้องโหดร้ายกับฉันขนาดนี้ด้วย”

เสียงความคิดของวอล  แสดงถึงความอัดอั้นตันใจและทุกข์ทรมานใจอย่างมากจนริคแฟลมรับรู้ได้  เขาปล่อยมือจากต้นแขนขันทีสาว

“นายรู้ไหมว่า  ฉันเป็นใคร”

วอลพยักหน้า  ตอบเสียงห้วนๆ  “อ้ายซินเจวี๋ยหลัว  ริคแฟลม  พระโอรสตัวจริงของฮ่องเต้หย่งฉี”

“เสวียนเย่  นายแอบอ้างเป็นพระโอรส”  ริคแฟลมสรุปอย่างง่ายดาย   “นายกำลังขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ  ต่อให้มีเทพเจ้าสักสิบองค์ ก็ช่วยนายไม่ได้"  

“ไม่ต้องถึงมือเทพเจ้าหรอก  แค่คนๆ เดียวก็สามารถช่วยผมได้”

ริคแฟลมเลิกคิ้ว  เขารู้ในทันทีว่า คนที่วอลพูดถึงคือใคร   หนุ่มลูกครึ่งขยับตัวเข้าใกล้ขันทีสาว จนเธอต้องขยับถอยหลังหนีจนหลังชิดติดกำแพง  แขนแข็งแรงข้างหนึ่งยกขึ้นเท้ากำแพง  ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้วอล

“ไม่มีของฟรีในโลก  ถ้าอยากให้ฉันช่วยต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

“ข้อแลกเปลี่ยนคุณต้องการอะไร”

“เป็นเรื่องที่นายทำได้และไม่ผิดศีลธรรม   ไม่ผิดกฎหมาย  ขอเพียงนายยอมตกลง  ฉันจะช่วยนายเรื่องตรวจ DNA  ว่าไงสนใจไหม”  ริคแฟลมยิ้มอย่างเป็นต่อ 

“คนเจ้าเล่ห์   รู้ว่าเรากำลังจนแต้ม  ฉวยโอกาสตอนเราตกที่นั่งลำบากสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเอง ถ้ายอมตกลงมีหวังต้องกลายเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอดชีวิตแน่ๆ  แต่ถ้าเขาไม่ช่วย  เราก็แย่”  วอลทำท่าคิดหนักเหมือนวีรบุรุษยามตัดสินใจว่าจะบุกด่านข้าศึกอย่างไรดี

“แล้วแต่นะ  ฉันไม่บังคับ”  ริคแฟลมยักไหล่อย่างไม่เดือดร้อน

“ก็ได้”   วอลรีบบอก  “ถ้าคุณคิดว่า จะหลอกบริษัท ดีเอ็นเอ เทสติ้ง ไช่น่าแล็บ ได้ก็โอเค   ฉันยอมตกลง”

“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น  ห้ามตระบัดสัตย์”  ริคแฟลมอมยิ้ม  พลางยืนมื่อออกมา  อีกฝ่ายเลยต้องจับมือเป็นสัญญิงสัญญาต่อกัน  เมื่อหนุ่มลูกครึ่งพอใจก็หันหลังเดินลงบันไดไป

วอลร้องตะโกนไล่หลัง  “แล้วข้อแลกเปลี่ยนคืออะไรล่ะ”

“งานสำเร็จเมื่อไร  ฉันจะบอกนายเอง”    

เสียงโทรศัพท์มือในกระเป๋ากางเกงริคแฟลมดังขึ้น  หนุ่มผมทองรับสาย  เป็นเสียงจั่วเจิ้นรายงานมาตามสาย

“คุณชายครับ  นักข่าวสาวคนนั้นเป็นคนของแก็งค์พยัคฆ์ขาว  ผมเห็นตราแก็งค์ที่หลังต้นคอของเธอ”

“แก็งค์พยัคฆ์ขาวแก็งค์นี่ยิ่งใหญ่มากเหรอ”

“ใหญ่แค่ไหน  ไม่อยากพูดครับ  เอาเป็นว่า สามารถสั่นคลอนบัลลังก์เสด็จพ่อของคุณชายได้แล้วกัน”

“เข้าใจแล้ว  นายกลับมาได้ เดี๋ยวเจอกันที่คอนโด”  ริคแฟลมสั่งก่อนเก็บโทรศัพท์มือถือ

 

กองทัพนักข่าวหลายร้อยชีวิตตามมาทำข่าวการพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกถึงบริษัท ดีเอ็นเอ เทสติ้ง ไช่น่าแล็บ จำกัด อาคารกระจกห้าชั้นหรูหรา  สมกับเป็นแล็บเอกชนชื่อดัง  บริเวณตรวจเลือดโอ่อ่ากว้างขวางสามารถรองรับผู้คนจำนวนมากได้   ทุกฝ่ายมาตามที่นัดหมาย  เจ้าหน้าที่สวมถุงมือยางและเจาะเลือดวอลในห้องพิเศษ  มีกล้องจับภาพทุกขั้นตอนไว้ทุกขณะ  แม้กระทั่งตอนเจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดใส่หลอด    และแปะสติ๊กเกอร์สีขาวซึ่งระบุชื่อไว้ติดที่ข้างหลอด

            “เราจะส่งตัวอย่างเลือดไปให้ฝ่ายพิสูจน์ DNA  ในห้องแล็บ” เจ้าหน้าที่สาวประกาศ  ก่อนเดินนำทุกคนไปห้องแล็บ 

            ประตูกระจกห้องแล็บเลื่อนออก  แพทย์หนุ่มในชุดเสื้อกาวน์  สวมหมวกและผ้าปิดจมูก  เดินมารับตัวอย่างเลือดเข้าไปในห้องซึ่งมีคณะแพทย์ในเครื่องแบบเดียวกัน  หลอดเลือดถูกส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง 

            “อีกสามวัน  พวกคุณมาฟังผลการตรวจได้เลย”  เจ้าหน้าที่สาวคนเดิมบอกกับทุกคน

            เมื่อบันทึกภาพจนพอใจ  นักข่าวก็แยกย้ายกันไป  รวมทั้งเฉินจง  เสี่ยวโตวจื่อ   และวอล   ระหว่างทางเดินกลับขันทีสาวพยายามชะเง้อชะแง้แลหาองค์ชายตัวจริง  แต่ก็ไร้เงาของเขา

เก่งแต่ปาก  ไม่เห็นช่วยอะไรได้เลย’  วอลนึกเคือง

หลังจากนั้นสามวัน   เจ้าหน้าที่ของบริษัท ดีเอ็นเอ เทสติ้ง ไช่น่าแล็บ จำกัด  ก็จัดการแถลงผลการตรวจ DNA  วอลนั่งด้านหน้าเวทีพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของแล็บ  ก็ใจเต้นระทึกด้วยความกลัว  ในหัวสมองมีแต่ภาพถูกใส่กุญแจมือ และถูกจับยัดเข้ากรงขัง                                                                                                                                  “คุณเสวียนเย่  เปิดดูผลการตรวจเองดีกว่าค่ะ”เจ้าหน้าที่สาวยื่นซองสีน้ำตาลเอสี่มาให้ 

วอลพยายามข่มอารมณ์กลัว  ยื่นมือสั่นระริกไปรับซองมาเปิดออกดู   นัยน์ตาสีนิลค่อยๆ  ไล่ดูตัวอักษรในแผ่นกระดาษ  จนมาถึงบรรทัดสุดท้ายที่ผลออกมาทำเอาขันทีสาวถึงกับตะลึง

“ผลออกมาว่าไงครับ/ค่ะ  คุณเสวียนเย่”

“คุณเป็นพระโอรสจริงรึเปล่าค่ะ”

วอลชูเอกสารในมือให้ทุกคนดู  ใบหน้าเนียนยิ้มกว้างสดใสราวกับเทวดาลงมาจากสรวงสวรรค์  เสียงทุ้มหวานประกาศอย่างตื่นเต้น  “ 99.9999%  ฮ่องเต้กับผมเป็นพ่อลูกกันจริง”

และแล้วข่าวคุณหมอรูปหล่อขวัญใจประชาชนกลายเป็นองค์ชายรัชทายาทก็แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ  วอลหรือที่ใครๆ ต่างรู้จักกันในนาม เสวียนเย่  กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน แม้แต่คนจรจัดข้างถนนก็ยังรับรู้ถึงข่าวนี้  วอลได้รับการติดต่อให้เข้าวังในอีกสองวันข้างหน้า  พวกเขาไม่เรียกตัวเธอเข้าวังในทันทีเพราะต้องเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับ  วอลจึงต้องไปพักอาศัยในบ้านเรือนไม้หลังเดิมของเสี่ยวโตวจื่อเป็นการชั่วคราว

เมื่อเหตุการณ์กลับตาลปัตรอย่างนี้  เสี่ยวโตวจื่อก็อดแปลกใจไม่ได้  พยายามคาดคั้นถามวอลว่า  เธอทำได้อย่างไร  แต่วอลก็ได้แต่ตอบตามความจริงว่า เธอไม่รู้   เมื่อเสี่ยวโตวจื่อเลิกซักไซ้ถาม  เขาก็กลับวังหลวงเพื่อไปรายงานเฉินกงกง

เสียงกดกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น  หลังจากเสี่ยวโตวจื่อไปได้ไม่นาน วอลเดินไปเปิดประตู

“ริคแฟลม!!”  วอลตกใจเมื่อเห็นหน้าแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ “คุณรู้ได้ไงว่า ผมอยู่ที่นี่”

“นายยังเคยสะกดรอยตามฉันได้  ฉันก็สะกดรอยตามนายได้เหมือนกัน” ริคแฟลมก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในบ้าน  หมานับสิบตัวเห่าเกรียวกราว  ดีที่เสียวโตวจื่อผูกพวกมันเอาไว้ไม่ให้มาวุ่นวายกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะวอลซึ่งกลัวสุนัข

“คุณทำได้ยังไง  เรื่องผลตรวจ DNA น่ะ”   วอลอดสงสัยไม่ได้  เธอใจร้อนเกินกว่าจะรอให้ริคแฟลมเอ่ยปากบอกเอง

ริคแฟลมนึกย้อนไปเมื่อสามวันก่อนตอนวอลต้องไปศูนย์แลปเพื่อเจาะเอาตัวอย่างเลือด  เขาไปก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อยเพื่อไปเจาะเลือดตัวเอง  เมื่อเจ้าหน้าที่ในนั้นใส่เลือดเขาลงในหลอดแก้วและปิดฝา  

“คุณครับ  ผมแพ้เลือด  เห็นเลือดทีไรจะหน้ามืดเป็นลมทุกที  ขอแอมโมเนียให้ผมดมหน่อยได้ไหมครับ”  ริคแฟลมแกล้งหลับตาเอามือกุมศีรษะ 

“อุ้ย  เดี๋ยวนะคะ  รอแป๊บ”  เจ้าหน้าที่ลุกพรวดไปยังตู้ยา  ริคแฟลมฉวยโอกาสตอนเธอหันหลังให้  หยิบหลอดเลือดตัวอย่างของตัวเองหนีไป  โดยไม่สนใจว่า  เจ้าหน้าที่จะตกใจและงงงวยกับพฤติกรรมของเขา

ริคแฟลมเห็นเจ้าหน้าที่สาวซึ่งถือหลอดเลือดของวอลกำลังเดินมาทางห้องแล็ป   เขามองป้ายหน้าห้องข้างๆ มันเขียนว่า “ล็อคเกอร์”  เขาก็เปิดประตูเข้าไปปะปนกับเจ้าหน้าที่ในนั้น  หยิบเสื้อกาวน์ในล็อคเกอร์มาสวม  แล้วปิดจมูก   สวมถุงมือยาง สวมหมวก  เดินเข้าทางประตูเชื่อมระหว่างสองห้อง  เมื่อเจ้าหน้าที่สาวมาตรงหน้าประตูกระจกบานเลื่อน   ริคแฟลมก็สวมรอยเป็นแพทย์หนุ่มเข้าไปรับตัวอย่างเลือด แล้วแอบสลับหลอดเลือดที่เตรียมมา ส่งให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเครื่องมือ   แล้วริคแฟลมก็หนีออกจากห้องแล็ปมาทางห้องล็อกเกอร์ห้องเดิม   

“ฉันขี้เกียจเล่า  แค่ผลออกมาตามที่นายต้องการก็น่าจะพอใจแล้ว  ไม่ใช่เหรอ”

“แล้วคุณตามผมมาทำไม”  วอลถามเสียงสั่น

“มาทวงสัญญา”  ริคแฟลมตอบอย่างเยือกเย็น  “ถ้านายตระบัดสัตย์  ฉันจะหักกระดูกนายเป็นชิ้นๆ  หมกร่างบอบบางของนายไว้ข้างเสาบ้านนี่แหละ”

“กระดูกนะไม่ใช่ไม้จิ้มฟันจะได้หักกันได้ง่ายๆ”   วอลย้อนใส่เขา   “คุณต้องการอะไร  ว่ามาเลยดีกว่า ไม่ต้องมาขู่ฟ่อๆ เป็นแมวจรจัดหรอก”

ริคแฟลมยักไหล่  มองวอลอย่างเพ่งพิศ  แล้วปรารภปนขันว่า

“เป็นแมวก็ยังจัดว่า น่ารักอยู่   ฉันไม่ชอบน่ารักในสายตาใคร  ถ้ายังมาว่าฉันเป็นแมวอีก นายกลายเป็นศพแน่”   

วอลถีบกระถางต้นไม้หน้าบ้านล้มกลิ้งต่อหน้าอีกฝ่าย  แสดงความกล้าหาญเป็นนักสู้ข่มเอาไว้ก่อน

“กลัวตายล่ะ   มีมือมีเท้าเหมือนกัน  ไม่ยอมให้คุณเชือดง่ายๆ แน่”  แต่ในใจ

“ผู้ชายคนนี้น่ากลัวชะมัด   แค่มองตาก็สติแตกแล้ว” 

ริคแฟลมยิ้มที่มุมปาก  ก่อนพูดเสียงเรื่อยๆ หากมีกังวานเอาจริงว่า

“เสวียนเย่  นายแย่งตำแหน่งองค์รัชทายาทไปจากฉัน   นอกจากฉันไม่ว่าอะไรแล้ว  ยังช่วยนายอีก    เพราะฉะนั้นนายจึงติดค้างหนี้บุญคุณฉัน  ถูกต้องมั้ย”

“แล้วคุณจะเอาอะไรล่ะ    เงิน   บ้าน  ตำแหน่ง  หรือสร้อยมังกรโอบจันทรา   ผมก็ให้คุณได้”

“ฉันต้องได้ทุกอย่างกลับคืนมาแน่  ไม่จำเป็นต้องวอนขอจากนายตอนนี้”

“งั้นคุณต้องการอะไรกันแน่  หรือว่า........”  วอลชักระแวง  “เขาต้องการตัวเรา  แบบผู้ชายกับผู้ชาย อะไรยังงั้น  โอ๊ย  ไม่นะ”

ริคแฟลมอมยิ้ม  ชี้นิ้วมาทางวอล  เจ้าตัวถึงกับร้องลั่น  “เฮ้ย  ไม่ได้  ฉันไม่ยอมตกเป็นของนายเด็ดขาด  ม่ายย”

แล้วหน้าผากกลมมนก็ถูกดรรชนีนิ้วชี้ของหนุ่มผมทองจิ้มแรงๆ จนหน้าหงาย 

“สมองคิดออกแต่เรื่องอย่างว่าเรื่องเดียวรึไง   ต่อให้นายชอบไม้ป่าเดียวกัน  หรือแม้นายจะหน้าสวยเหมือนผู้หญิง  ฉันก็ไม่แอ้มนายแน่”  

วอลก้มหน้างุด  มือถูหน้าผากตัวเองที่ถูกจิ้มแก้เขิน  เอ่ยเสียงเบา  “แล้วคุณต้องการตัวผมทำไมอะ”

“เข้าประเด็นเสียที  ฉันต้องการใช้ประโยชน์จากการที่นายได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท  มันคงจะดีถ้าเราสองคนสนิทสนมรู้จักกันมากกว่านี้  จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างสะดวกใจขึ้น”    

นัยน์ตากลมโตสีนิลมีแววพิศวงมากขึ้น  “สนิทสนมทำงานร่วมกันในฐานะอะไร”

“เงาขององค์รัชทายาท” ริคแฟลมขยายความต่อไป  “ต่อจากนี้ทุกการกระทำของนายในฐานะองค์รัชทายาท  ต้องผ่านการพิจารณาและตัดสินใจโดยฉัน  ไม่ว่าจะภารกิจบ้านเมืองหรือเรื่องส่วนตัว  ฉันจะคอยกำกับดูแลนายอีกที”

“เงาขององค์รัชทายาท  หรือ  องค์รัชทายาทเงา  กันแน่”  วอลร้องถาม

“ทั้งสองอย่าง  ฉันจะตามติดเป็นเงาของนาย  และเป็นองค์รัชทายาทเงาคอยสั่งการอยู่เบื้องหลังนายอีกที”

“ถ้าผมไม่ยอม.....”

            “เรื่องน่าเศร้าอย่างเช่น  ถูกหักกระดูก  ถูกซ้อมปางตาย  ก็จะเกิดขึ้นกับนาย”

            วอลกัดริมฝีปากแน่น  รำพึงในใจ  “มาแนวข่มขู่เราอีกคนแล้ว  สองคนนี้เห็นเราเป็นแค่หุ่นเชิด  คอยบ่งการอยู่เบื้องหลังเรื่อย  แต่เราจะเชื่อฟังใครดีล่ะ”

            ริคแฟลมขมวดคิ้ว   “นอกจากฉัน  ยังมีคนอื่นคอยบ่งการนายอีกเหรอ  ใครกัน?

“คุณรู้ได้ยังไง” วอลถามอย่างแปลกใจ

เสียงหมาเห่าดังขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนา   ความสนใจของทั้งคู่ถูกเบนไปยังหมานับสิบตัว  ถึงแม้พวกมันจะถูกผูกเชือกไว้กับเสา  แต่สายตาทุกตัวก็จับจ้องไปยังพุ่มไม้ตรงกำแพงปูน

“ตรงนั้นมีอะไร?”  วอลขยับเท้าจะเข้าไปดู  แต่เสียงในหัวทำให้ริคแฟลมคว้าแขนวอลรั้งไว้  แล้วดึงตัวเธอมาหลบด้านหลังเขา

“มีคนแอบอยู่หลังพุ่มไม้”  หนุ่มลูกครึ่งกระซิบบอก  “นายยืนอยู่ตรงนี้แหละ  ฉันจะเข้าไปจับมันเอง”

“ระวังตัวด้วยนะ”  วอลบอกอย่างห่วงใย  ถ้าเป็นเวลาอื่น ริคแฟลมคงจะย้อนเข้าให้ว่า นายนั่นแหละที่ต้องระวัง แต่ในเวลานี้ ความคิดของคนปริศนาที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้น่าสนใจกว่า

ริคแฟลมค่อยๆ ขยับเท้าเข้าไปหา  ในความคิดของริคแฟลม  คนปริศนาคนนี้ต้องมีฝีมือพอตัว  ขนาดปีนเข้ามาในบ้านโดยไม่ทำให้เขากับเสวียนเย่รู้ตัว   นี่ถ้าสุนัขไม่เห่าเราสองคนก็คงยังไม่รู้

“ศีรษะ  ตา  ดั้งจมูก  คาง  ลิ้นปี่  ชายโครง  กล่องดวงใจ”

ริคแฟลมชะงักเท้า  มันกำลังคิดจู่โจมเราด้วยจุดตายในร่างกาย  แสดงว่า  มันต้องรู้วิธีการต่อสู้และไม่อยากเสียเวลากับเราเพื่อหลบหนี

-------------------------------------------- จบตอน 5 --------------------------------------------

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

227 ความคิดเห็น

  1. #222 Siriporn Pok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 04:00
    ซับซ้อน
    #222
    0
  2. #177 Sukanya Paileeklee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 เมษายน 2559 / 22:12
    1. นางเอกเป็นขันที การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้ ไม่น่าแปลกใจ แต่การรักษาตามเรื่องนี้ มันมากกว่าคนที่ไม่ใช่แพทย์ทำ ยิ่งบอกว่าเอามาจาก good doctor น่าจะแปลว่าเรื่องนั้นตัวเอก(หมอ) เป็นคนทำ
    2.ในความจริงถ้าเป็นประเทศไทย ถ้ารถพยาบาลมาถึงแล้ว ยังปล่อยให้นางเอก(คนไม่ใช่หมอ)รักษา คณะกู้ชีพนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย
    ผู้ที่ปฐมพยาบาลก่อนเบื้องต้น จะต้องให้คณะกู้ชีพซึ่ง on duty เป็นหัวเรือใหญ่. ถ้าจะช่วยคือรายงานว่าผู้ป่วยเป็นอะไร ทำอะไรให้แล้วบ้าง
    3. อีกประการ การแทงน้ำเกลือในที่เกิดเหตุก็ทำได้ หรือบนรถก็ได้ โดยจะทำตั้งแต่เอาผู้ป่วยขึ้นรถ รถสตาร์ทแล้ว แต่ยังไม่ออกตัว
    #177
    2
    • #177-1 พยัคฆ์ขาว(จากตอนที่ 5)
      10 เมษายน 2559 / 23:20
      1.ในเรื่องนางเอกเป็นขันทีที่เฉินกงกงส่งเรียนแพทย์ครับ ขณะเดียวกันก็เป็นขันทีรับใช้เฉินกงกงลับๆ แต่ไรท์แต่งสับสนเองเรื่องอายุนางเอกคือ 20 (อายุจริง ไม่ใช่อายุปลอม) ซึ่งไม่น่าจบแพทย์ได้ หากกำลังเรียนแพทย์ก็ไม่น่าจะรักษาคนเหมือนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรงจุดนี้ไรท์จะแก้ไขครับ

      2. เป็นความรู้มากเลยครับ

      3. แสดงว่า หากทำบนรถที่ยังไม่เคลื่อน ก็ไม่เกิดการสั่นสะเทือนซึ่งสามารถแทงน้ำเกลือได้ใช่ไหมครับ

      ส่วนเรื่องที่ว่า ควรตั้งเป็นประเทศสมมุติ มากกว่าเป็นประเทศจีน ไรท์คิดว่าจะแจ้งลงไปในบทความว่า เป็นเรื่องสมมุติขึ้น ไม่ใช่เรื่องจริง ในเนื้อเรื่องไม่ได้กล่าวร้ายให้เสียหาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะโดนรีดเดอร์ตำหนิเรื่องนี้หรือไม่

      แต่ไรท์ถามสำนักพิมพ์แล้ว เขาบอกว่า ไม่เป็นไรครับ

      #177-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  3. #77 siney (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 12:41
    อ้าวทำไงดี สร้อยหายไปแล้ว
    #77
    0
  4. #8 อิสระสำราญใจ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 23:27
    เกรส มาดราชินีมากกก เหมือนหลุดมาจากปราสาทร้างของแม่มดชั่วร้าย ฮา ไพ่เธอเหนือกว่าจริงๆ(เปิดการ์ดกับดับที่หมอบอยู่!#ผิดเรื่อง) เมื่อไรท่านคิเมร่าจะออกโรงหนอ ท่าน้ำเงียบเหงาเหลือเกินนน //โหยหวนเป็นผีแม่หม้าย
    #8
    0
  5. #6 parn2175 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 13:12
    อู้ว ลึกลับซับซ้อน ._.
    #6
    0